มดเอ๊ก
01-11-2008, 05:33 PM
ถาม ทราบว่าถ้าทำร้ายคนดีกับคนชั่ว ผลจะไม่เท่ากัน แต่สงสัยว่าถ้าเป็นคนๆเดียวกัน จะขึ้นอยู่กับวันด้วยไหม เช่นดิฉันเองก็ขึ้นๆลงๆอยู่ ยังไม่ได้ดิบดีคงเส้นคงวาอะไร เลยสงสัยว่าตอนคนมาโกรธดิฉัน มาว่าดิฉัน หรือทำร้ายจิตใจดิฉันอยู่เรื่อยๆ ผลจะเหมือนกันหรือเปล่าคะ เพราะบางวันดิฉันก็อารมณ์ดี มีใจเป็นบุญเป็นกุศล แต่อีกวันอาจใจร้าย มีใจเป็นบาปเป็นอกุศลพอๆกับเขา?
เป็นอย่างที่คุณเข้าใจครับ วันไหนใจคุณเป็นกุศล มีความคิดเสียสละด้วยใจบริสุทธิ์ หรือมีความตั้งใจรักษาศีลให้สะอาด วันนั้นใครทำร้ายคุณ เขาจะได้รับผลสะท้อนแรงกว่าทำร้ายคุณในวันที่คุณมีความคิดตระหนี่ถี่เหนียว หรือมีความตั้งใจเอาเข้าตัวโดยไม่สนว่าจะต้องฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดกาเม โกหก หรือเมายาปานใด
บุญกุศลนั้นเปรียบเสมือนปราการป้องกันตัว วันไหนจิตดีมีบุญมาก ก็เท่ากับได้ปราการแข็งแรง ใครวิ่งมาชนเขาก็เจ็บหนักเอง แต่วันไหนจิตไม่ดีมีบาปเปื้อน ก็เท่ากับกั้นด้วยรั้วผุ วิ่งชนแล้วเจ็บแค่นิดหน่อยเท่านั้น
สรุปว่าจิตของ ผู้ถูกกระทำ นั้นมีความเป็น ตัวขยายผล ได้จริง แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีการซอยแบ่งแยกย่อยอีกมาก เช่นถ้าหากคุณทำทานเป็นปกติจนมีทานจิตแก่กล้า หรือทรงศีลสม่ำเสมอแรมปีจนแก่รอบ ก็จะเปรียบเหมือนดวงไฟขนาดใหญ่ที่ส่องสว่างคงที่ ถึงแม้หรี่ลงบ้างเป็นบางวันด้วยวิสัยของคนยังถูกกิเลสรุมเร้า อย่างนั้นถ้าใครมาร้าย ก็จะได้ความร้อนแรงตอบกลับไปเกือบๆเต็มพิกัดเช่นกัน
พลังและความแรงของจิตที่สั่งสมบุญมามากๆนั้น บันดาลผลหลายๆอย่างได้วิจิตรพิสดารเกินกว่าจะคาดคิด โดยเฉพาะถ้าสั่งสมกองบุญประเภทให้ทานไม่เลือกหน้า และรักษาศีลยิ่งชีวิต รวมทั้งความมีกตัญญูรู้คุณ หากประชุมพร้อมกันในตัวผู้ใด บุญญาธิการในผู้นั้นจะมีพลังอัด หรือแรงดีดสะท้อนกลับที่รวดเร็วและรุนแรง ถึงแม้วันใดท่านจิตตก คิดผิดทำพลาดอะไรไปบ้าง พลังอัดและแรงดีสะท้อนกลับก็อาจไม่ลดน้อยถอยลงเท่าใดนัก
ผู้มีอายุที่สร้างทำแต่คุณงามความดีมาตลอดชีวิตจึงเป็นผู้ที่สมควรให้ความเกรงใจ เพราะกำแพงกุศลของพวกท่านจะแข็งแรงแน่นหนามาก แค่คิดปีนป่ายลูบคลำเล่นด้วยความไม่เคารพ ก็มีผลให้จิตคุณหม่นหมองได้มากแล้ว เมื่อพบผู้ควรเคารพก็ลองสังเกตเถิดครับ หากคุณมีจิตสัมผัสที่ละเอียดอ่อน และไม่มีบาปหนาบดบังใจ ก็อาจรับรู้ได้ว่าเพียงคิดอกุศลต่อผู้ทรงคุณ จะเหมือนมีนามธรรมบางชนิดดีดกลับมาให้รู้สึกผวาได้จริงๆ
คนปกตินั้นโดยมากครึ่งดีครึ่งร้าย เอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใคร่จะมี กำแพงศักดิ์สิทธิ์ ให้สัมผัสกันง่ายนัก แม้เมื่ออายุมากขึ้นก็ไม่ทำให้คนนอกบ้านเห็นแล้วเลื่อมใสเคารพยำเกรงสักเท่าใด ผู้ปรารถนาจะได้เกราะกันภัยไว้คุ้มครองตนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า จึงควรหมั่นสะสมบุญตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งอายุมากขึ้น คุณก็จะยิ่งรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยในภายใน ต่อให้กายกำลังจะถูกพิฆาตเข่นฆ่าให้อาสัญ ก็จะไม่ตระหนกอกสั่น เพราะคุณจะรู้สึกว่าเขาทำร้ายได้แค่ภายนอก แต่ภายในอันเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขแห่งสรวงสวรรค์นั้น ไม่อาจถูกกระทบให้แตกหักลงโดยง่าย
นอกจากปัจจัยที่ตัวคุณซึ่งเป็นผู้ถูกทำร้ายแล้ว ปัจจัยสำคัญกว่านั้นน่าจะได้แก่วิธีที่เขาคิดทำร้ายคุณ พูดง่ายๆว่าตัวเขาเองนั่นแหละ คือส่วนสำคัญในการตัดสินว่าทำร้ายคุณแล้วได้บาปติดตัวไปมากน้อยเพียงใด
หากเขาทำร้ายคุณแบบขาดเหตุผล ผลจะมาก วิบากจะมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย คล้ายฝันร้ายที่จู่ๆก็เกิดขึ้นปุบปับแบบไม่ให้ตั้งตัว คาดไม่ถึง
หากเขาทำร้ายคุณโดยมีน้ำหนักเจตนามุ่งร้ายรุนแรง ปราศจากเมตตายั้งคิด ผลจะมาก วิบากจะมาถึงตัวแบบไม่ปรานีปราศรัย ชนิดที่ทำให้รู้สึกราวกับโดนคนจิตใจเหี้ยมโหดย่ำยีอย่างไร้ความปรานี
หากเขาทำร้ายคุณด้วยจิตคิดอาฆาต ทำทีเดียวไม่หนำใจอยากทำอีก ผลจะมาก วิบากจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกยืดเยื้อยาวนาน แม้เหน็ดหน่าย รู้สึกหดหู่เพียงใด ก็ยังไม่เห็นแววว่าจะจบสิ้นลงใกล้ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณแผ่เมตตาก็แล้ว ให้อภัยก็แล้ว เขายังไม่สะใจพอ คิดกระทำย่ำยีต่อ โดยถือความพอใจที่มีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือคุณ สำคัญไปว่าคุณหงอ คุณไม่สู้ คุณอ่อนแอ อย่างนี้ยิ่งไปกันใหญ่ครับ เวลาที่วิบากกรรมเผล็ดผล เขาจะอยู่ในสภาพคล้ายคนถูกอุดปากอุดจมูก หายใจไม่ออก ทรมานทรกรรมเกินบรรยาย
ยังมีวิธีคิดทำร้ายหลากหลายพิสดารต่างๆกันเหลือคณานับ เอาเป็นสรุปว่า จิตตั้งไว้ด้วยอาการประทุษร้ายอย่างไร ก็ย่อมสะท้อนกลับมาให้ผลในทำนองนั้นๆ
พูดถึงฝั่งเขา คราวนี้มาพูดถึงฝั่งเราบ้าง ขอให้ลองคิดด้วยว่าคุณถูกทำร้ายทุกวี่ทุกวัน นั่นหมายถึงตัวคุณเองกำลังเสวยวิบากกรรมบางอย่างอยู่ด้วย หาไม่แล้วจะไม่โดนผัสสะขาประจำมากระทบกระทั่งให้เจ็บตัวหรือระคายใจเสมอๆได้เลย
โลกนี้ไม่มีความบังเอิญ เพราะฉะนั้นก็ขอให้มองว่าสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น เป็นหลักฐานว่าผลกรรมมีจริง คุณเสวยทุกข์อย่างไร ก็ขอให้ตั้งใจว่าจะไม่ทำให้คนอื่นเกิดทุกข์ชนิดเดียวกันนั้นอย่างเด็ดขาด รวมทั้งยอมรับโทษโดยดุษณี ไม่มีความคิดผูกเวร ไม่มีใจพยาบาทมาดร้ายต่อไป แล้วทุกอย่างจะค่อยๆดีขึ้น อาจไม่ทันตาเห็น แต่ข้ามเดือนข้ามปีคุณจะเห็นโทษทัณฑ์เบาบางลงเอง
อยากฝากไว้ว่าอย่าทำร้ายใครเลยเป็นดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายด้วยกาย วาจา หรือแม้ด้วยใจคิด เพราะใจคิดนั่นแหละ ปฐมเหตุแห่งการทำดีทำร้ายทั้งปวงครับ
ถาม การแผ่เมตตากับการอุทิศส่วนกุศลแตกต่างกันอย่างไรคะ?
การแผ่เมตตานั้น เหมือนนั่งๆคุยกันอยู่กับใครแล้วเราอยากพูดดีให้เขาสบายใจ ก็จะมีลักษณะของจิตแบบแผ่เมตตาอ่อนๆออกมาแล้ว หากใครบอกว่าฝึกแผ่เมตตาแล้วไม่สำเร็จ เป็นของยาก ก็ขอให้ลองตั้งใจพูดดี พูดให้คนอื่นรื่นหู พูดให้คนอื่นเป็นสุข มีความสามัคคีกลมเกลียวกันมากๆ เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน เป็นปี ตั้งใจไว้เลยว่าคำที่ออกจากปากเราจะมีแต่กลิ่นหอมหวน นุ่มนวลเสนาะโสต ไม่เหม็นเน่า ไม่แหลมระคายแก้วหูใคร ถึงวันหนึ่งหากสัมผัสรู้สึกได้ว่ามีกระแสความปรารถนาดีจริงใจแผ่นำออกไปก่อนพูด ก็ให้ทราบเถิดว่าอันนั้นแหละ คุณเป็นนักแผ่เมตตาผ่านคำพูดแล้ว
ส่วนการอุทิศส่วนกุศลนั้นไม่ใช่แค่มีการตั้งจิตคิดดีกับใครเฉยๆ ก่อนอื่นต้องทำบุญ หรือระลึกถึงบุญ ซึ่งทำให้เรารู้สึกถึงรัศมีกองบุญนั้น ทำให้แช่มชื่น ทำให้มีความยินดีปรีดา อย่างน้อยก็อยากทำให้ยิ้มในหน้าขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ
ที่ความรู้สึกตรงนั้น คุณจะสัมผัสกองบุญอันเป็นนามธรรมได้ด้วยใจอย่างแจ่มชัด แทบจะเรียกว่าเหมือนถือสมบัติเป็นตัวเป็นตนไว้ด้วยมือทีเดียว แตกต่างจากเวลาคิดนึกเอาลอยๆเป็นคนละเรื่อง และเมื่อรู้สึกชัดราวกับกองบุญเป็นสมบัติที่ถือด้วยมือ ใจคุณย่อมเห็นกองบุญเป็นสิ่งที่ยกมอบผู้อื่นร่วมถือครองสมบัติด้วยกันได้เช่นกัน เรื่องสัมผัสอันเป็นนามธรรมนั้นสนุกครับ ทำบุญไว้มากๆเถอะ จะเข้าใจที่ผมพูดตรงนี้เอง
เมื่อกล่าวถึงลักษณะจิตคิดอุทิศส่วนกุศล ก็ต้องกล่าวถึงลักษณะจิตคิดรับส่วนกุศลด้วย การรับส่วนกุศลทำได้โดยยินดี ปลื้มใจ และคิดส่งเสริมสนับสนุนในบุญผู้อื่น อย่างที่เรียกว่า อนุโมทนาบุญ นั่นเอง
หากปราศจากจิตคิดยินดีในบุญ จู่ๆบุญหนึ่งๆจะเข้าไปเป็นสมบัติของใครไม่ได้ เหมือนประตูที่ไม่อ้ารับของ หรือเหมือนมือที่ไม่ยอมแบรับเงิน ข้าวของเงินทองย่อมกองอยู่ตรงนั้นเฉยๆ โดยไม่อาจมีผู้ใดนำไปใช้ได้ อย่างมากที่สุดอาจเหมือนเขาสาดน้ำมาให้เย็นผิวกาย เดี๋ยวเดียวก็ร้อนใหม่ โดยหาแหล่งน้ำเองไม่เป็น
การฝึกเฉลี่ยบุญให้ผู้อื่นอนุโมทนานั้น คุณจะได้เห็นผลทันตาเป็นความเบิกบานใจของผู้รับนั้น อย่าเอาแต่นึกๆคิดๆอยู่ฝ่ายเดียว พลังจิตหรือพลังอธิษฐานของคนทั่วไปไม่อาจกระตุ้นให้ญาติมิตรรู้สึกดีขึ้นเหมือนสาดน้ำมนต์ คุณควรชักชวนพูดคุยเหมือนเจ๊าะแจ๊ะให้เขารื่นเริงใจเป็นปกติ แล้วอาศัยความรื่นเริงใจของเขาเป็นสื่อ ค่อยๆหยอด ค่อยๆพูดถึงบุญที่คุณทำมา พร้อมพรรณนาให้เขาซึมซับรับรู้ตาม ว่าคุณรู้สึกแสนดีปานไหนกับบุญที่ได้ทำ อาจบรรยายบรรยากาศให้เขาเห็นภาพตาม หรืออาจให้เขาสัมผัสถึงความปรีดาปราโมทย์ในใจของคุณขณะปัจจุบันนั้นเลยได้ยิ่งดี
พอฝึกพูดให้คนอื่นนึกยินดีตามบุญของคุณได้บ่อยๆ คุณจะรู้สึกว่าตัวเองมีพลังเพิ่มขึ้นชนิดหนึ่ง คือสามารถกระตุ้นให้คนรอบข้างรู้สึกดีไปกับงานบุญงานกุศลของคุณได้อย่างรวดเร็ว แม้เพียงเห็นคุณกำลังทำบุญ ก็เหมือนมีข่ายใยกุศลแผ่ออกไปโดยรอบ และเหนี่ยวนำให้จิตใครต่อใครพลอยปลาบปลื้มยินดีไปพร้อมกัน
ถาม เคยอ่านพบมา เห็นบอกว่าการอุทิศส่วนกุศลโดยตั้งจิตคิดยกให้คนอื่นหมด จะทำให้บุญหมด หรือเหลือบุญเพียงครึ่งเดียว อันนี้เป็นความจริงหรือไม่คะ?
ไม่จริงหรอกครับ เหมือนคุณให้เขาเอาเทียนมาต่อเปลวไฟ ไฟของคุณไม่ดับลงหรอก กลับจะทำให้ห้องสว่างขึ้นเพราะเกิดการขยายผลบุญด้วยซ้ำ คุณได้บุญเพิ่มนะครับถ้าทำได้จริง ไม่ใช่ว่าบุญลด คนเผยแพร่ความคิดผิดๆแบบนี้จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผล
กรรมจะทำให้เขาจิตใจคับแคบ มีศักดิ์ศรีน้อย ทุ่มทำบุญแค่ไหนก็ได้ผลจำกัด เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงเชื่อหรือยินดีตาม เนื่องจากอาจทำให้คุณได้ส่วนเคราะห์แบบเดียวกับเขาไปด้วยไม่มากก็น้อย
:yociexp32:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare025.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare025.htm)
เป็นอย่างที่คุณเข้าใจครับ วันไหนใจคุณเป็นกุศล มีความคิดเสียสละด้วยใจบริสุทธิ์ หรือมีความตั้งใจรักษาศีลให้สะอาด วันนั้นใครทำร้ายคุณ เขาจะได้รับผลสะท้อนแรงกว่าทำร้ายคุณในวันที่คุณมีความคิดตระหนี่ถี่เหนียว หรือมีความตั้งใจเอาเข้าตัวโดยไม่สนว่าจะต้องฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดกาเม โกหก หรือเมายาปานใด
บุญกุศลนั้นเปรียบเสมือนปราการป้องกันตัว วันไหนจิตดีมีบุญมาก ก็เท่ากับได้ปราการแข็งแรง ใครวิ่งมาชนเขาก็เจ็บหนักเอง แต่วันไหนจิตไม่ดีมีบาปเปื้อน ก็เท่ากับกั้นด้วยรั้วผุ วิ่งชนแล้วเจ็บแค่นิดหน่อยเท่านั้น
สรุปว่าจิตของ ผู้ถูกกระทำ นั้นมีความเป็น ตัวขยายผล ได้จริง แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีการซอยแบ่งแยกย่อยอีกมาก เช่นถ้าหากคุณทำทานเป็นปกติจนมีทานจิตแก่กล้า หรือทรงศีลสม่ำเสมอแรมปีจนแก่รอบ ก็จะเปรียบเหมือนดวงไฟขนาดใหญ่ที่ส่องสว่างคงที่ ถึงแม้หรี่ลงบ้างเป็นบางวันด้วยวิสัยของคนยังถูกกิเลสรุมเร้า อย่างนั้นถ้าใครมาร้าย ก็จะได้ความร้อนแรงตอบกลับไปเกือบๆเต็มพิกัดเช่นกัน
พลังและความแรงของจิตที่สั่งสมบุญมามากๆนั้น บันดาลผลหลายๆอย่างได้วิจิตรพิสดารเกินกว่าจะคาดคิด โดยเฉพาะถ้าสั่งสมกองบุญประเภทให้ทานไม่เลือกหน้า และรักษาศีลยิ่งชีวิต รวมทั้งความมีกตัญญูรู้คุณ หากประชุมพร้อมกันในตัวผู้ใด บุญญาธิการในผู้นั้นจะมีพลังอัด หรือแรงดีดสะท้อนกลับที่รวดเร็วและรุนแรง ถึงแม้วันใดท่านจิตตก คิดผิดทำพลาดอะไรไปบ้าง พลังอัดและแรงดีสะท้อนกลับก็อาจไม่ลดน้อยถอยลงเท่าใดนัก
ผู้มีอายุที่สร้างทำแต่คุณงามความดีมาตลอดชีวิตจึงเป็นผู้ที่สมควรให้ความเกรงใจ เพราะกำแพงกุศลของพวกท่านจะแข็งแรงแน่นหนามาก แค่คิดปีนป่ายลูบคลำเล่นด้วยความไม่เคารพ ก็มีผลให้จิตคุณหม่นหมองได้มากแล้ว เมื่อพบผู้ควรเคารพก็ลองสังเกตเถิดครับ หากคุณมีจิตสัมผัสที่ละเอียดอ่อน และไม่มีบาปหนาบดบังใจ ก็อาจรับรู้ได้ว่าเพียงคิดอกุศลต่อผู้ทรงคุณ จะเหมือนมีนามธรรมบางชนิดดีดกลับมาให้รู้สึกผวาได้จริงๆ
คนปกตินั้นโดยมากครึ่งดีครึ่งร้าย เอาแน่เอานอนไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใคร่จะมี กำแพงศักดิ์สิทธิ์ ให้สัมผัสกันง่ายนัก แม้เมื่ออายุมากขึ้นก็ไม่ทำให้คนนอกบ้านเห็นแล้วเลื่อมใสเคารพยำเกรงสักเท่าใด ผู้ปรารถนาจะได้เกราะกันภัยไว้คุ้มครองตนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า จึงควรหมั่นสะสมบุญตั้งแต่เนิ่นๆ ยิ่งอายุมากขึ้น คุณก็จะยิ่งรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยในภายใน ต่อให้กายกำลังจะถูกพิฆาตเข่นฆ่าให้อาสัญ ก็จะไม่ตระหนกอกสั่น เพราะคุณจะรู้สึกว่าเขาทำร้ายได้แค่ภายนอก แต่ภายในอันเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขแห่งสรวงสวรรค์นั้น ไม่อาจถูกกระทบให้แตกหักลงโดยง่าย
นอกจากปัจจัยที่ตัวคุณซึ่งเป็นผู้ถูกทำร้ายแล้ว ปัจจัยสำคัญกว่านั้นน่าจะได้แก่วิธีที่เขาคิดทำร้ายคุณ พูดง่ายๆว่าตัวเขาเองนั่นแหละ คือส่วนสำคัญในการตัดสินว่าทำร้ายคุณแล้วได้บาปติดตัวไปมากน้อยเพียงใด
หากเขาทำร้ายคุณแบบขาดเหตุผล ผลจะมาก วิบากจะมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย คล้ายฝันร้ายที่จู่ๆก็เกิดขึ้นปุบปับแบบไม่ให้ตั้งตัว คาดไม่ถึง
หากเขาทำร้ายคุณโดยมีน้ำหนักเจตนามุ่งร้ายรุนแรง ปราศจากเมตตายั้งคิด ผลจะมาก วิบากจะมาถึงตัวแบบไม่ปรานีปราศรัย ชนิดที่ทำให้รู้สึกราวกับโดนคนจิตใจเหี้ยมโหดย่ำยีอย่างไร้ความปรานี
หากเขาทำร้ายคุณด้วยจิตคิดอาฆาต ทำทีเดียวไม่หนำใจอยากทำอีก ผลจะมาก วิบากจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกยืดเยื้อยาวนาน แม้เหน็ดหน่าย รู้สึกหดหู่เพียงใด ก็ยังไม่เห็นแววว่าจะจบสิ้นลงใกล้ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณแผ่เมตตาก็แล้ว ให้อภัยก็แล้ว เขายังไม่สะใจพอ คิดกระทำย่ำยีต่อ โดยถือความพอใจที่มีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือคุณ สำคัญไปว่าคุณหงอ คุณไม่สู้ คุณอ่อนแอ อย่างนี้ยิ่งไปกันใหญ่ครับ เวลาที่วิบากกรรมเผล็ดผล เขาจะอยู่ในสภาพคล้ายคนถูกอุดปากอุดจมูก หายใจไม่ออก ทรมานทรกรรมเกินบรรยาย
ยังมีวิธีคิดทำร้ายหลากหลายพิสดารต่างๆกันเหลือคณานับ เอาเป็นสรุปว่า จิตตั้งไว้ด้วยอาการประทุษร้ายอย่างไร ก็ย่อมสะท้อนกลับมาให้ผลในทำนองนั้นๆ
พูดถึงฝั่งเขา คราวนี้มาพูดถึงฝั่งเราบ้าง ขอให้ลองคิดด้วยว่าคุณถูกทำร้ายทุกวี่ทุกวัน นั่นหมายถึงตัวคุณเองกำลังเสวยวิบากกรรมบางอย่างอยู่ด้วย หาไม่แล้วจะไม่โดนผัสสะขาประจำมากระทบกระทั่งให้เจ็บตัวหรือระคายใจเสมอๆได้เลย
โลกนี้ไม่มีความบังเอิญ เพราะฉะนั้นก็ขอให้มองว่าสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น เป็นหลักฐานว่าผลกรรมมีจริง คุณเสวยทุกข์อย่างไร ก็ขอให้ตั้งใจว่าจะไม่ทำให้คนอื่นเกิดทุกข์ชนิดเดียวกันนั้นอย่างเด็ดขาด รวมทั้งยอมรับโทษโดยดุษณี ไม่มีความคิดผูกเวร ไม่มีใจพยาบาทมาดร้ายต่อไป แล้วทุกอย่างจะค่อยๆดีขึ้น อาจไม่ทันตาเห็น แต่ข้ามเดือนข้ามปีคุณจะเห็นโทษทัณฑ์เบาบางลงเอง
อยากฝากไว้ว่าอย่าทำร้ายใครเลยเป็นดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายด้วยกาย วาจา หรือแม้ด้วยใจคิด เพราะใจคิดนั่นแหละ ปฐมเหตุแห่งการทำดีทำร้ายทั้งปวงครับ
ถาม การแผ่เมตตากับการอุทิศส่วนกุศลแตกต่างกันอย่างไรคะ?
การแผ่เมตตานั้น เหมือนนั่งๆคุยกันอยู่กับใครแล้วเราอยากพูดดีให้เขาสบายใจ ก็จะมีลักษณะของจิตแบบแผ่เมตตาอ่อนๆออกมาแล้ว หากใครบอกว่าฝึกแผ่เมตตาแล้วไม่สำเร็จ เป็นของยาก ก็ขอให้ลองตั้งใจพูดดี พูดให้คนอื่นรื่นหู พูดให้คนอื่นเป็นสุข มีความสามัคคีกลมเกลียวกันมากๆ เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน เป็นปี ตั้งใจไว้เลยว่าคำที่ออกจากปากเราจะมีแต่กลิ่นหอมหวน นุ่มนวลเสนาะโสต ไม่เหม็นเน่า ไม่แหลมระคายแก้วหูใคร ถึงวันหนึ่งหากสัมผัสรู้สึกได้ว่ามีกระแสความปรารถนาดีจริงใจแผ่นำออกไปก่อนพูด ก็ให้ทราบเถิดว่าอันนั้นแหละ คุณเป็นนักแผ่เมตตาผ่านคำพูดแล้ว
ส่วนการอุทิศส่วนกุศลนั้นไม่ใช่แค่มีการตั้งจิตคิดดีกับใครเฉยๆ ก่อนอื่นต้องทำบุญ หรือระลึกถึงบุญ ซึ่งทำให้เรารู้สึกถึงรัศมีกองบุญนั้น ทำให้แช่มชื่น ทำให้มีความยินดีปรีดา อย่างน้อยก็อยากทำให้ยิ้มในหน้าขึ้นมาเองอย่างเป็นธรรมชาติ
ที่ความรู้สึกตรงนั้น คุณจะสัมผัสกองบุญอันเป็นนามธรรมได้ด้วยใจอย่างแจ่มชัด แทบจะเรียกว่าเหมือนถือสมบัติเป็นตัวเป็นตนไว้ด้วยมือทีเดียว แตกต่างจากเวลาคิดนึกเอาลอยๆเป็นคนละเรื่อง และเมื่อรู้สึกชัดราวกับกองบุญเป็นสมบัติที่ถือด้วยมือ ใจคุณย่อมเห็นกองบุญเป็นสิ่งที่ยกมอบผู้อื่นร่วมถือครองสมบัติด้วยกันได้เช่นกัน เรื่องสัมผัสอันเป็นนามธรรมนั้นสนุกครับ ทำบุญไว้มากๆเถอะ จะเข้าใจที่ผมพูดตรงนี้เอง
เมื่อกล่าวถึงลักษณะจิตคิดอุทิศส่วนกุศล ก็ต้องกล่าวถึงลักษณะจิตคิดรับส่วนกุศลด้วย การรับส่วนกุศลทำได้โดยยินดี ปลื้มใจ และคิดส่งเสริมสนับสนุนในบุญผู้อื่น อย่างที่เรียกว่า อนุโมทนาบุญ นั่นเอง
หากปราศจากจิตคิดยินดีในบุญ จู่ๆบุญหนึ่งๆจะเข้าไปเป็นสมบัติของใครไม่ได้ เหมือนประตูที่ไม่อ้ารับของ หรือเหมือนมือที่ไม่ยอมแบรับเงิน ข้าวของเงินทองย่อมกองอยู่ตรงนั้นเฉยๆ โดยไม่อาจมีผู้ใดนำไปใช้ได้ อย่างมากที่สุดอาจเหมือนเขาสาดน้ำมาให้เย็นผิวกาย เดี๋ยวเดียวก็ร้อนใหม่ โดยหาแหล่งน้ำเองไม่เป็น
การฝึกเฉลี่ยบุญให้ผู้อื่นอนุโมทนานั้น คุณจะได้เห็นผลทันตาเป็นความเบิกบานใจของผู้รับนั้น อย่าเอาแต่นึกๆคิดๆอยู่ฝ่ายเดียว พลังจิตหรือพลังอธิษฐานของคนทั่วไปไม่อาจกระตุ้นให้ญาติมิตรรู้สึกดีขึ้นเหมือนสาดน้ำมนต์ คุณควรชักชวนพูดคุยเหมือนเจ๊าะแจ๊ะให้เขารื่นเริงใจเป็นปกติ แล้วอาศัยความรื่นเริงใจของเขาเป็นสื่อ ค่อยๆหยอด ค่อยๆพูดถึงบุญที่คุณทำมา พร้อมพรรณนาให้เขาซึมซับรับรู้ตาม ว่าคุณรู้สึกแสนดีปานไหนกับบุญที่ได้ทำ อาจบรรยายบรรยากาศให้เขาเห็นภาพตาม หรืออาจให้เขาสัมผัสถึงความปรีดาปราโมทย์ในใจของคุณขณะปัจจุบันนั้นเลยได้ยิ่งดี
พอฝึกพูดให้คนอื่นนึกยินดีตามบุญของคุณได้บ่อยๆ คุณจะรู้สึกว่าตัวเองมีพลังเพิ่มขึ้นชนิดหนึ่ง คือสามารถกระตุ้นให้คนรอบข้างรู้สึกดีไปกับงานบุญงานกุศลของคุณได้อย่างรวดเร็ว แม้เพียงเห็นคุณกำลังทำบุญ ก็เหมือนมีข่ายใยกุศลแผ่ออกไปโดยรอบ และเหนี่ยวนำให้จิตใครต่อใครพลอยปลาบปลื้มยินดีไปพร้อมกัน
ถาม เคยอ่านพบมา เห็นบอกว่าการอุทิศส่วนกุศลโดยตั้งจิตคิดยกให้คนอื่นหมด จะทำให้บุญหมด หรือเหลือบุญเพียงครึ่งเดียว อันนี้เป็นความจริงหรือไม่คะ?
ไม่จริงหรอกครับ เหมือนคุณให้เขาเอาเทียนมาต่อเปลวไฟ ไฟของคุณไม่ดับลงหรอก กลับจะทำให้ห้องสว่างขึ้นเพราะเกิดการขยายผลบุญด้วยซ้ำ คุณได้บุญเพิ่มนะครับถ้าทำได้จริง ไม่ใช่ว่าบุญลด คนเผยแพร่ความคิดผิดๆแบบนี้จัดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผล
กรรมจะทำให้เขาจิตใจคับแคบ มีศักดิ์ศรีน้อย ทุ่มทำบุญแค่ไหนก็ได้ผลจำกัด เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงเชื่อหรือยินดีตาม เนื่องจากอาจทำให้คุณได้ส่วนเคราะห์แบบเดียวกับเขาไปด้วยไม่มากก็น้อย
:yociexp32:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare025.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare025.htm)