มดเอ๊ก
01-11-2008, 05:22 PM
ถาม ผมชักเริ่มสนใจพระพุทธศาสนา เพราะเห็นว่ามีเรื่องน่ารู้และตอบคำถามที่ผมสงสัยมานานได้มากกว่าที่คิด แต่บอกตามตรงว่าพอจะเอาตัวเข้าไปศึกษาให้แตกฉานแล้วสับสน แล้วก็มีความท้อใจเหลือเกิน เนื่องจากหลักการเกี่ยวกับพุทธศาสนาในปัจจุบันมีอยู่มาก อยากทราบว่าหากอยากเป็นผู้เข้าใจพระศาสนาได้อย่างผู้รู้เขาบ้าง ควรเริ่มต้นอย่างไรถึงจะไม่ต้องผ่านด่านความสับสนและความท้อใจครับ?
ก่อนอื่นต้องจับจุดให้ถูกครับว่าพุทธเราบอกวิธีการ ว่าทำอย่างไรจะรู้ตามจริงได้อย่างมีเหตุผล นับตั้งแต่ความจริงเบื้องต้นเช่นการดำเนินชีวิตอย่างไรไม่ให้มีเวรภัย ตลอดไปจนกระทั่งความจริงอันเป็นยอดแห่งประโยชน์สูงสุด คือความพ้นทุกข์ทางใจชนิดไม่กลับกำเริบอีก
และคล้ายกับนักศึกษาปริญญาเอก ก่อนเป็นดอกเตอร์ได้ก็ต้องเอาชีวิตทั้งหมดทุ่มลงไป บางศาสตร์บางสาขานั้นต้องเข้าป่าเสี่ยงชีวิตก็มี ฝ่าเปลวแดดในทะเลทรายก็มี ลุยน้ำแข็งขั้วโลกที่อุณหภูมิติดลบก็มี เพื่อให้เป็นมือแรกที่ได้ข้อมูลสำคัญมา ไม่ใช่แบมือรับข้อมูลจากคนอื่นที่เขาทุ่มเทชีวิตจิตใจมาก่อนหน้านั้น การได้ดอกเตอร์ทางพุทธก็คือการหลุดจากทุกข์ชนิดลาแล้วลาลับไม่กลับคืนมา ถ้าคุณมองเห็นยอดสุดนี้ได้จึงจะถือว่าเป็นผู้แตกฉานที่แท้จริง
และด้วยเหตุเช่นนั้น การศึกษาพุทธให้แตกฉานจึงมิใช่การอ่านมาก คิดมาก หรือทำข้อสอบบาลีจนได้ยศถาบรรดาศักดิ์มามาก แต่เป็นการลงมือปฏิบัติตนอยู่ในวิถีทางที่จะเป็นอิสระจากทุกข์แบบเดิมๆ เป็นอิสระจากกิเลสแบบเดิมๆ ตลอดจนเป็นอิสระจากความไม่รู้และอุปาทานแบบเดิมๆ
คนในโลกมีค่านิยมยกย่องผู้จดจำศัพท์ได้มาก พูดอธิบายได้คล่องแคล่วมาก แก้ข้อสงสัยให้ตกไปได้มาก แม้เมื่อหันมามองผู้เชี่ยวชาญทางพุทธศาสนา ก็จะหาก่อนว่าใครมีคุณสมบัติเข้าข่ายดังกล่าวมา แท้ที่จริงแล้วคุณสมบัติเหล่านั้นเป็นเพียงบันไดขั้นต้นหรือของแถมล่อใจ ซึ่งอาจทำให้หลงตัวว่ารู้มาก อธิบายได้มาก แก้ปัญหาได้มากเท่านั้น หาใช่ผู้แตกฉานแก่นสารของพุทธที่แท้จริงไม่
ความจริงอันน่าอัศจรรย์ในพุทธศาสนาก็คือ เมื่อศึกษาไปอย่างไม่หลงทาง วันละนิด วันละหน่อย คุณจะพบว่าตัวเองไม่ได้ศึกษาศาสตร์ธรรมดา แต่เป็นศาสตร์แห่งความเข้าใจทุกสิ่ง และคุณจะได้คำตอบที่ต้องการทั้งหมด อย่างน้อยก็เท่าที่คุณเองจะอยากรู้อยากเห็น ตรงนั้นน่าจะถือเป็นความแตกฉานที่คุณเองพอใจได้
สรุปคำตอบคือจับจุดให้ถูกในขั้นแรก แล้วค่อยๆก้าวเดินไปหาจุดนั้นเรื่อยๆทีละนิดทีละหน่อย ทุกอย่างจะกระจ่างเองในวันหนึ่ง แต่หากจับจุดผิดพลาดในชั้นต้น ยิ่งออกเดินคุณจะยิ่งรู้สึกเหมือนเป้าหมายเป็นเพียงภาพลวงตา เห็นเหมือนมี หรือปักใจเชื่อว่ามี แต่ไปไม่ถึง คว้าไม่ได้เสียที
ถาม ควรฝึกตัวเองอย่างไร จึงจะสามารถอธิบายธรรมให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างง่ายๆและชัดเจน?
จากคำตอบข้อก่อนคงสรุปง่ายๆได้ว่าความแตกฉานนั้นมาจากความรู้จริงนั่นเอง ส่วนที่ว่าใครจะสามารถอธิบายสิ่งที่ตนรู้เห็นได้มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับความพึงใจว่าเป็นผู้ชอบถ่ายทอด ชอบตอบคำถาม หรือชอบช่วยกันเผยแผ่พระสัทธรรมให้กว้างไกลออกไปหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องของการฝึกฝนเฉพาะทาง ไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรงกับความแตกฉานในพุทธศาสนาแต่อย่างใด
การฝึกฝนคงไม่มีอะไรเป็นธรรมชาติเท่าสังเกตจากตนเอง ว่าเราเคยสงสัยอย่างไร และได้คำตอบใดเป็นกุญแจไขความสว่างแก่ใจตน เมื่อพบคนรุ่นหลังผู้สงสัยในทำนองเดียวกัน ก็สามารถนำกุญแจดอกเดียวกันมาไขความสว่างให้พวกเขาได้เช่นกัน การมีโอกาสหมั่นพูดบ่อยๆจะทำให้ความทรงจำย้ำลึก และถ้าไม่ท่องบ่นจนเหมือนนกแก้วนกขุนทอง คุณก็จะได้คำพูดใหม่ๆที่ง่ายขึ้นเรื่อยๆจากการพูดแต่ละครั้ง
หากขาดอัธยาศัยในอันที่จะช่วยไขความกระจ่างให้กับคนรุ่นหลัง ธรรมชาติจะค่อยๆลบความจำของเราให้เลือนไป ว่าช่วงต้นเราเคยอยากรู้อยากเห็นอะไร เกิดความสงสัยรุนแรงขนาดไหน และได้คำตอบใดช่วยให้เกิดความอิ่มใจเต็มตื้น ในที่สุดก็จะขาดสะพานเชื่อมต่อเข้ากับบรรดามือใหม่ พูดอะไรจะมาจากมุมมองอันเป็นปัจจุบันของตนเองถ่ายเดียว ใครตามไม่ทันก็จะขาดกำลังใจ
คนรุ่นเก่าถ้ามีความขวนขวายน้อยในอันที่จะทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย หรือเผลอๆมีใจดูถูกว่าทำไมมือใหม่ถึงโง่นัก จึงเกิดช่องว่างกับคนรุ่นหลัง อันที่จริงนับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ว่าศาสตร์สาขาไหนก็เข้าอีหรอบเดียวกันหมด หากคุณมีแรงบันดาลใจมากพอ และเห็นการอธิบายเรื่องยากด้วยคำพูดง่ายๆสำหรับคนรุ่นหลัง ก็เป็นเรื่องน่าอนุโมทนายินดีครับ ศาสนาพุทธขาดแคลนผู้สืบทอดชนิดนี้ค่อนข้างรุนแรง
ถาม มีคำศัพท์และเรื่องต่างๆในพุทธศาสนาที่ยังไม่เข้าใจอีกมาก อยากทราบหลักการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ
หาหนังสือธรรมะที่ศัพท์น้อยๆ ย่อยง่ายๆ เข้าใจได้ทันทีมาอ่านก่อน แล้วค่อยๆสะสมไปตามลำดับ หนังสือธรรมะนั้นต่อให้เป็นชั้นอนุบาลชั้นประถมเพียงไร ก็ต้องมีศัพท์ธรรมะปะปนมาสักคำสองคำเสมอ คุณอย่าไปใจร้อนหวังว่าจะท่องพจนานุกรมพุทธศาสน์ให้ได้ในเดือนเดียว ทำอย่างนั้นจะไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนตั้งใจสอบนักธรรมตรี โท เอก ซึ่งคนส่วนใหญ่จะฝืนท่องจำเพื่อสอบให้ผ่าน หรือเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ทางพุทธศาสนา ไม่ได้ซึมซับพุทธศาสนาด้วยใจ ไม่ได้เสพพุทธศาสนาเหมือนทานขนม ปลายทางจึงมักเป็นผู้ทรงภูมิที่แห้งแล้งและอาจจะหลงลืมเป้าหมายสำคัญอันเป็นยอดสุดของพุทธศาสนาไปเลยก็ได้
ระบบการเรียนรู้ศาสนาแห่งอิสรภาพทางใจ จึงควรเป็นไปในแนวที่จะทำให้ใจเปิดกว้าง มีความสุข มีความชื่นชมในการปลดปล่อยตนเองจากกิเลสและอัตตาทั้งปวง แต่ขณะเดียวกันก็จำต้องมีหลักตรวจสอบความถูกต้องไว้เป็นหลักประกัน นั่นคือพระวจนะของพระพุทธเจ้าที่ยังคงมีบันทึกเป็นหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎก
สำหรับพระไตรปิฎกยุคเราก็หาง่ายแล้วครับ ทั้งฉบับย่อเช่นพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชนของท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ตลอดจนฉบับเต็มแบบบันทึกในซีดีรอมที่ค้นหาคำสำคัญได้รวดเร็วทันใจ หากใครอ่านพระไตรปิฎกฉบับย่อก่อน ก็นับว่าเป็นทางลัดย่นย่อความรู้ทั้งหมดไว้เป็นหมวดหมู่ให้ได้ศึกษาขั้นสูงเป็นลำดับถัดๆไปได้ง่าย
สรุปคือหากคุณเพิ่งเป็นมือใหม่ซิงๆเมื่อวาน ก็ขอแนะนำให้อ่านหนังสือธรรมะทั่วไปที่กำลังสนใจหัวข้อนั้นๆ แต่เมื่อใดถึงจุดที่อยากรู้ว่าความถูกต้องตามพระพุทธเจ้าตรัสเป็นอย่างไร ก็ค่อยเขยิบขึ้นมาอ่านพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชนของท่านอาจารย์สุชีพดูครับ
ถาม ทำไมทำบุญกับพระดีแล้วถึงได้ผลใหญ่ครับ? เหมือนกับต้องลำเอียงหรือเจาะจงเลือกพระเสียก่อนถึงจะน่าทำทาน รู้สึกไม่ค่อยดีนัก แบบว่าโลภๆอย่างไรไม่รู้ อีกอย่างพระดีสมัยนี้ไม่ใช่หากันง่ายๆ ถ้าเกิดอยากทำบุญกับพระดีขึ้นมาจะให้ไปที่ไหนได้?
คล้ายกับเราตีฆ้อง เราใส่แรงตีไปเท่ากัน แต่ถ้าเส้นผ่านศูนย์กลางของฆ้องกว้างขึ้น เสียงก็จะดังขึ้น นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะตัดสินได้จากความชอบใจของเราเอง ว่าเพื่อความยุติธรรมแล้ว ฆ้องใหญ่ฆ้องเล็กควรตีแล้วดังเท่ากันเสมอไป
คุณเคยสังเกตไหมครับว่าคนตระหนี่ถี่เหนียว หรือชมชอบการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นมากๆนี่ มองด้วยตา สัมผัสด้วยใจแล้วรู้สึกถึงความอึดอัด คับข้อง แคบจำกัด พรรณนาเป็นคำพูดให้หมดจดไม่ถูก แต่คุณก็รู้สึกได้ และนั่นเป็นที่มาของคำว่า คนใจแคบ หรือ จิตใจคับแคบ
ในทางตรงข้าม สำหรับคนเอื้ออารี มีน้ำจิตคิดอนุเคราะห์ผู้อื่นเป็นนิตย์นั้น มองด้วยตา สัมผัสด้วยใจแล้วจะรู้สึกถึงความสบาย โปร่งโล่ง กว้างขวาง รู้สึกได้แต่จาระไนไม่ถูกเช่นกัน นั่นเองเป็นที่มาของคำว่า คนใจกว้าง หรือ จิตใจกว้างขวาง
ถ้าเราทุ่มบุญลงที่คนใจแคบ บุญย่อมไม่ส่งเสียงดังนัก ให้ผลไม่กว้างไกลนัก แต่ถ้าประเคนบุญลงในคนใจกว้าง บุญย่อมส่งเสียงดัง และขยายใหญ่กว้างไพศาลเกินกว่าจะคาดคิดด้วยความรู้สึกธรรมดาๆ
เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้น ใจท่านกว้างกว่าคนใจบุญทั่วไป ไหนจะใจใหญ่สละเพศฆราวาสมาอดมื้อกินมื้อ ไหนจะต้องมีจิตที่สะอาดด้วยกรอบของศีลถึง ๒๒๗ ข้อ ไหนจะมีโอกาสผนึกจิตเป็นปึกแผ่นจากการอบรมสมาธิชั้นเลิศ ไหนจะมีวาสนาสูงส่งขนาดพัฒนาปัญญาไปสู่ความพ้นทุกข์พ้นภัย มีใจเป็นเมตตาอันไร้ขอบไร้ประมาณ
ดังนั้น ความจริง ที่ไม่อิงความเชื่อของใคร ก็คือทำบุญกับพระดีนั้นได้ผลกว้างจริง อันนี้ขอให้แยกไว้เป็นประเด็นหนึ่ง
แต่ยังมี ความจริง อีกประการหนึ่งที่ควรพิจารณาไว้ด้วย นั่นคือ ถ้าเจาะจงทำบุญกับพระเพียงเพราะเห็นว่าจะได้ผลมาก อันนั้นจัดเป็นความละโมบ เป็นความโลภชนิดหนึ่ง ผลที่ได้นั้นอาจไพศาลจริง แต่คุณจะติดนิสัยลงทุนต้องได้กำไร ให้ไปต้องได้คืนมา หรือจะพูดง่ายๆว่าเพาะเชื้องกไว้กับใจ โดยอาศัยพระเป็นที่ตั้งก็ได้
แล้วอย่างนั้นควรทำอย่างไร? ก็ควรจะให้ด้วยความเข้าใจครับ ว่าทำกับพระดีนั้นย่อมได้ผลดี ย่อมมีอานิสงส์เป็นอเนกอนันต์จริง และควรทำให้มากที่สุดเท่าที่โอกาสและฐานะจะเอื้ออำนวยด้วย แต่ขอให้ทำด้วยความเคารพพระ และประสงค์จะให้ท่านอยู่ดีมีสุขเพื่อสืบทอดพระศาสนาต่อไป พูดง่ายๆคือมีจิตอนุเคราะห์ท่านเป็นหลัก ไม่ใช่กะลงทุนเอาผลกำไรคืนเป็นที่ตั้ง อย่างนี้คุณจะไม่รู้สึกผิดหรอกว่าที่ทำกับพระเพราะหวังผลใหญ่ตอบแทน
อีกประการหนึ่ง ถ้าแน่ใจว่าคุณทำทานครบวงจรอยู่แล้ว สัตว์ทั่วไปก็ให้ คนยากคนจน คนชราอนาถาก็ให้ พ่อแม่พี่น้องก็ให้ เพื่อนสนิทมิตรสหายก็ให้ นั่นแสดงว่าน้ำใจคุณกว้างขวางเกินขอบจำกัดคับแคบไปแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วว่าอยากทำบุญกับพระหมายถึงกำลังโลภจัด
ส่วนปัญหาที่ว่าจะหาพระดีได้จากไหน ของแบบนี้ต้องทำเหตุที่ตัวเราด้วยครับ ใจเราส่งคลื่นอย่างไร ก็สามารถจูนรับคลื่นทำนองเดียวกันได้อย่างนั้น คุณทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาได้เพียงใด ก็จะมีสัมผัสที่บอกตัวเองได้ว่าพระรูปใดสูงกว่าคุณ พระรูปใดเป็นพระเพียงเครื่องนุ่งห่ม
พระพุทธเจ้าตรัสแนะไว้ข้อหนึ่ง คือควรทำสังฆทานด้วยจิตไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ขอให้อยู่ในวัด ขอให้มีความสำรวมอยู่บ้างเถิด ข้างในท่านจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของท่าน เรื่องของเราคือมีจิตคิดถวายทานแด่หมู่สงฆ์โดยไม่จำเพาะเจาะจงก็แล้วกัน กระแสความเป็นหมู่สงฆ์นั่นแหละครับมากพอจะขยายผลให้ใหญ่เกินประมาณในตัวเองอยู่แล้ว คุณยืนหน้าบ้านรอใส่บาตรพระไม่เลือกหน้าก็ถือว่าใช่แล้วครับ ไม่ต้องกังวลด้วยว่าหมู่พระที่เดินผ่านๆหน้าบ้านจะดีหรือไม่ดี รับรองว่าผลใหญ่ที่ได้แน่นอนเป็นอันดับแรกคือใจอันเป็นสุขเบิกบานนั่นเอง
:yociexp28:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare021.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare021.htm)
ก่อนอื่นต้องจับจุดให้ถูกครับว่าพุทธเราบอกวิธีการ ว่าทำอย่างไรจะรู้ตามจริงได้อย่างมีเหตุผล นับตั้งแต่ความจริงเบื้องต้นเช่นการดำเนินชีวิตอย่างไรไม่ให้มีเวรภัย ตลอดไปจนกระทั่งความจริงอันเป็นยอดแห่งประโยชน์สูงสุด คือความพ้นทุกข์ทางใจชนิดไม่กลับกำเริบอีก
และคล้ายกับนักศึกษาปริญญาเอก ก่อนเป็นดอกเตอร์ได้ก็ต้องเอาชีวิตทั้งหมดทุ่มลงไป บางศาสตร์บางสาขานั้นต้องเข้าป่าเสี่ยงชีวิตก็มี ฝ่าเปลวแดดในทะเลทรายก็มี ลุยน้ำแข็งขั้วโลกที่อุณหภูมิติดลบก็มี เพื่อให้เป็นมือแรกที่ได้ข้อมูลสำคัญมา ไม่ใช่แบมือรับข้อมูลจากคนอื่นที่เขาทุ่มเทชีวิตจิตใจมาก่อนหน้านั้น การได้ดอกเตอร์ทางพุทธก็คือการหลุดจากทุกข์ชนิดลาแล้วลาลับไม่กลับคืนมา ถ้าคุณมองเห็นยอดสุดนี้ได้จึงจะถือว่าเป็นผู้แตกฉานที่แท้จริง
และด้วยเหตุเช่นนั้น การศึกษาพุทธให้แตกฉานจึงมิใช่การอ่านมาก คิดมาก หรือทำข้อสอบบาลีจนได้ยศถาบรรดาศักดิ์มามาก แต่เป็นการลงมือปฏิบัติตนอยู่ในวิถีทางที่จะเป็นอิสระจากทุกข์แบบเดิมๆ เป็นอิสระจากกิเลสแบบเดิมๆ ตลอดจนเป็นอิสระจากความไม่รู้และอุปาทานแบบเดิมๆ
คนในโลกมีค่านิยมยกย่องผู้จดจำศัพท์ได้มาก พูดอธิบายได้คล่องแคล่วมาก แก้ข้อสงสัยให้ตกไปได้มาก แม้เมื่อหันมามองผู้เชี่ยวชาญทางพุทธศาสนา ก็จะหาก่อนว่าใครมีคุณสมบัติเข้าข่ายดังกล่าวมา แท้ที่จริงแล้วคุณสมบัติเหล่านั้นเป็นเพียงบันไดขั้นต้นหรือของแถมล่อใจ ซึ่งอาจทำให้หลงตัวว่ารู้มาก อธิบายได้มาก แก้ปัญหาได้มากเท่านั้น หาใช่ผู้แตกฉานแก่นสารของพุทธที่แท้จริงไม่
ความจริงอันน่าอัศจรรย์ในพุทธศาสนาก็คือ เมื่อศึกษาไปอย่างไม่หลงทาง วันละนิด วันละหน่อย คุณจะพบว่าตัวเองไม่ได้ศึกษาศาสตร์ธรรมดา แต่เป็นศาสตร์แห่งความเข้าใจทุกสิ่ง และคุณจะได้คำตอบที่ต้องการทั้งหมด อย่างน้อยก็เท่าที่คุณเองจะอยากรู้อยากเห็น ตรงนั้นน่าจะถือเป็นความแตกฉานที่คุณเองพอใจได้
สรุปคำตอบคือจับจุดให้ถูกในขั้นแรก แล้วค่อยๆก้าวเดินไปหาจุดนั้นเรื่อยๆทีละนิดทีละหน่อย ทุกอย่างจะกระจ่างเองในวันหนึ่ง แต่หากจับจุดผิดพลาดในชั้นต้น ยิ่งออกเดินคุณจะยิ่งรู้สึกเหมือนเป้าหมายเป็นเพียงภาพลวงตา เห็นเหมือนมี หรือปักใจเชื่อว่ามี แต่ไปไม่ถึง คว้าไม่ได้เสียที
ถาม ควรฝึกตัวเองอย่างไร จึงจะสามารถอธิบายธรรมให้ผู้อื่นเข้าใจได้อย่างง่ายๆและชัดเจน?
จากคำตอบข้อก่อนคงสรุปง่ายๆได้ว่าความแตกฉานนั้นมาจากความรู้จริงนั่นเอง ส่วนที่ว่าใครจะสามารถอธิบายสิ่งที่ตนรู้เห็นได้มากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับความพึงใจว่าเป็นผู้ชอบถ่ายทอด ชอบตอบคำถาม หรือชอบช่วยกันเผยแผ่พระสัทธรรมให้กว้างไกลออกไปหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องของการฝึกฝนเฉพาะทาง ไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรงกับความแตกฉานในพุทธศาสนาแต่อย่างใด
การฝึกฝนคงไม่มีอะไรเป็นธรรมชาติเท่าสังเกตจากตนเอง ว่าเราเคยสงสัยอย่างไร และได้คำตอบใดเป็นกุญแจไขความสว่างแก่ใจตน เมื่อพบคนรุ่นหลังผู้สงสัยในทำนองเดียวกัน ก็สามารถนำกุญแจดอกเดียวกันมาไขความสว่างให้พวกเขาได้เช่นกัน การมีโอกาสหมั่นพูดบ่อยๆจะทำให้ความทรงจำย้ำลึก และถ้าไม่ท่องบ่นจนเหมือนนกแก้วนกขุนทอง คุณก็จะได้คำพูดใหม่ๆที่ง่ายขึ้นเรื่อยๆจากการพูดแต่ละครั้ง
หากขาดอัธยาศัยในอันที่จะช่วยไขความกระจ่างให้กับคนรุ่นหลัง ธรรมชาติจะค่อยๆลบความจำของเราให้เลือนไป ว่าช่วงต้นเราเคยอยากรู้อยากเห็นอะไร เกิดความสงสัยรุนแรงขนาดไหน และได้คำตอบใดช่วยให้เกิดความอิ่มใจเต็มตื้น ในที่สุดก็จะขาดสะพานเชื่อมต่อเข้ากับบรรดามือใหม่ พูดอะไรจะมาจากมุมมองอันเป็นปัจจุบันของตนเองถ่ายเดียว ใครตามไม่ทันก็จะขาดกำลังใจ
คนรุ่นเก่าถ้ามีความขวนขวายน้อยในอันที่จะทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย หรือเผลอๆมีใจดูถูกว่าทำไมมือใหม่ถึงโง่นัก จึงเกิดช่องว่างกับคนรุ่นหลัง อันที่จริงนับเป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่ว่าศาสตร์สาขาไหนก็เข้าอีหรอบเดียวกันหมด หากคุณมีแรงบันดาลใจมากพอ และเห็นการอธิบายเรื่องยากด้วยคำพูดง่ายๆสำหรับคนรุ่นหลัง ก็เป็นเรื่องน่าอนุโมทนายินดีครับ ศาสนาพุทธขาดแคลนผู้สืบทอดชนิดนี้ค่อนข้างรุนแรง
ถาม มีคำศัพท์และเรื่องต่างๆในพุทธศาสนาที่ยังไม่เข้าใจอีกมาก อยากทราบหลักการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ
หาหนังสือธรรมะที่ศัพท์น้อยๆ ย่อยง่ายๆ เข้าใจได้ทันทีมาอ่านก่อน แล้วค่อยๆสะสมไปตามลำดับ หนังสือธรรมะนั้นต่อให้เป็นชั้นอนุบาลชั้นประถมเพียงไร ก็ต้องมีศัพท์ธรรมะปะปนมาสักคำสองคำเสมอ คุณอย่าไปใจร้อนหวังว่าจะท่องพจนานุกรมพุทธศาสน์ให้ได้ในเดือนเดียว ทำอย่างนั้นจะไม่เป็นธรรมชาติ เหมือนตั้งใจสอบนักธรรมตรี โท เอก ซึ่งคนส่วนใหญ่จะฝืนท่องจำเพื่อสอบให้ผ่าน หรือเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ทางพุทธศาสนา ไม่ได้ซึมซับพุทธศาสนาด้วยใจ ไม่ได้เสพพุทธศาสนาเหมือนทานขนม ปลายทางจึงมักเป็นผู้ทรงภูมิที่แห้งแล้งและอาจจะหลงลืมเป้าหมายสำคัญอันเป็นยอดสุดของพุทธศาสนาไปเลยก็ได้
ระบบการเรียนรู้ศาสนาแห่งอิสรภาพทางใจ จึงควรเป็นไปในแนวที่จะทำให้ใจเปิดกว้าง มีความสุข มีความชื่นชมในการปลดปล่อยตนเองจากกิเลสและอัตตาทั้งปวง แต่ขณะเดียวกันก็จำต้องมีหลักตรวจสอบความถูกต้องไว้เป็นหลักประกัน นั่นคือพระวจนะของพระพุทธเจ้าที่ยังคงมีบันทึกเป็นหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎก
สำหรับพระไตรปิฎกยุคเราก็หาง่ายแล้วครับ ทั้งฉบับย่อเช่นพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชนของท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ ตลอดจนฉบับเต็มแบบบันทึกในซีดีรอมที่ค้นหาคำสำคัญได้รวดเร็วทันใจ หากใครอ่านพระไตรปิฎกฉบับย่อก่อน ก็นับว่าเป็นทางลัดย่นย่อความรู้ทั้งหมดไว้เป็นหมวดหมู่ให้ได้ศึกษาขั้นสูงเป็นลำดับถัดๆไปได้ง่าย
สรุปคือหากคุณเพิ่งเป็นมือใหม่ซิงๆเมื่อวาน ก็ขอแนะนำให้อ่านหนังสือธรรมะทั่วไปที่กำลังสนใจหัวข้อนั้นๆ แต่เมื่อใดถึงจุดที่อยากรู้ว่าความถูกต้องตามพระพุทธเจ้าตรัสเป็นอย่างไร ก็ค่อยเขยิบขึ้นมาอ่านพระไตรปิฎกฉบับสำหรับประชาชนของท่านอาจารย์สุชีพดูครับ
ถาม ทำไมทำบุญกับพระดีแล้วถึงได้ผลใหญ่ครับ? เหมือนกับต้องลำเอียงหรือเจาะจงเลือกพระเสียก่อนถึงจะน่าทำทาน รู้สึกไม่ค่อยดีนัก แบบว่าโลภๆอย่างไรไม่รู้ อีกอย่างพระดีสมัยนี้ไม่ใช่หากันง่ายๆ ถ้าเกิดอยากทำบุญกับพระดีขึ้นมาจะให้ไปที่ไหนได้?
คล้ายกับเราตีฆ้อง เราใส่แรงตีไปเท่ากัน แต่ถ้าเส้นผ่านศูนย์กลางของฆ้องกว้างขึ้น เสียงก็จะดังขึ้น นี่เป็นเรื่องของธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะตัดสินได้จากความชอบใจของเราเอง ว่าเพื่อความยุติธรรมแล้ว ฆ้องใหญ่ฆ้องเล็กควรตีแล้วดังเท่ากันเสมอไป
คุณเคยสังเกตไหมครับว่าคนตระหนี่ถี่เหนียว หรือชมชอบการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นมากๆนี่ มองด้วยตา สัมผัสด้วยใจแล้วรู้สึกถึงความอึดอัด คับข้อง แคบจำกัด พรรณนาเป็นคำพูดให้หมดจดไม่ถูก แต่คุณก็รู้สึกได้ และนั่นเป็นที่มาของคำว่า คนใจแคบ หรือ จิตใจคับแคบ
ในทางตรงข้าม สำหรับคนเอื้ออารี มีน้ำจิตคิดอนุเคราะห์ผู้อื่นเป็นนิตย์นั้น มองด้วยตา สัมผัสด้วยใจแล้วจะรู้สึกถึงความสบาย โปร่งโล่ง กว้างขวาง รู้สึกได้แต่จาระไนไม่ถูกเช่นกัน นั่นเองเป็นที่มาของคำว่า คนใจกว้าง หรือ จิตใจกว้างขวาง
ถ้าเราทุ่มบุญลงที่คนใจแคบ บุญย่อมไม่ส่งเสียงดังนัก ให้ผลไม่กว้างไกลนัก แต่ถ้าประเคนบุญลงในคนใจกว้าง บุญย่อมส่งเสียงดัง และขยายใหญ่กว้างไพศาลเกินกว่าจะคาดคิดด้วยความรู้สึกธรรมดาๆ
เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั้น ใจท่านกว้างกว่าคนใจบุญทั่วไป ไหนจะใจใหญ่สละเพศฆราวาสมาอดมื้อกินมื้อ ไหนจะต้องมีจิตที่สะอาดด้วยกรอบของศีลถึง ๒๒๗ ข้อ ไหนจะมีโอกาสผนึกจิตเป็นปึกแผ่นจากการอบรมสมาธิชั้นเลิศ ไหนจะมีวาสนาสูงส่งขนาดพัฒนาปัญญาไปสู่ความพ้นทุกข์พ้นภัย มีใจเป็นเมตตาอันไร้ขอบไร้ประมาณ
ดังนั้น ความจริง ที่ไม่อิงความเชื่อของใคร ก็คือทำบุญกับพระดีนั้นได้ผลกว้างจริง อันนี้ขอให้แยกไว้เป็นประเด็นหนึ่ง
แต่ยังมี ความจริง อีกประการหนึ่งที่ควรพิจารณาไว้ด้วย นั่นคือ ถ้าเจาะจงทำบุญกับพระเพียงเพราะเห็นว่าจะได้ผลมาก อันนั้นจัดเป็นความละโมบ เป็นความโลภชนิดหนึ่ง ผลที่ได้นั้นอาจไพศาลจริง แต่คุณจะติดนิสัยลงทุนต้องได้กำไร ให้ไปต้องได้คืนมา หรือจะพูดง่ายๆว่าเพาะเชื้องกไว้กับใจ โดยอาศัยพระเป็นที่ตั้งก็ได้
แล้วอย่างนั้นควรทำอย่างไร? ก็ควรจะให้ด้วยความเข้าใจครับ ว่าทำกับพระดีนั้นย่อมได้ผลดี ย่อมมีอานิสงส์เป็นอเนกอนันต์จริง และควรทำให้มากที่สุดเท่าที่โอกาสและฐานะจะเอื้ออำนวยด้วย แต่ขอให้ทำด้วยความเคารพพระ และประสงค์จะให้ท่านอยู่ดีมีสุขเพื่อสืบทอดพระศาสนาต่อไป พูดง่ายๆคือมีจิตอนุเคราะห์ท่านเป็นหลัก ไม่ใช่กะลงทุนเอาผลกำไรคืนเป็นที่ตั้ง อย่างนี้คุณจะไม่รู้สึกผิดหรอกว่าที่ทำกับพระเพราะหวังผลใหญ่ตอบแทน
อีกประการหนึ่ง ถ้าแน่ใจว่าคุณทำทานครบวงจรอยู่แล้ว สัตว์ทั่วไปก็ให้ คนยากคนจน คนชราอนาถาก็ให้ พ่อแม่พี่น้องก็ให้ เพื่อนสนิทมิตรสหายก็ให้ นั่นแสดงว่าน้ำใจคุณกว้างขวางเกินขอบจำกัดคับแคบไปแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงแล้วว่าอยากทำบุญกับพระหมายถึงกำลังโลภจัด
ส่วนปัญหาที่ว่าจะหาพระดีได้จากไหน ของแบบนี้ต้องทำเหตุที่ตัวเราด้วยครับ ใจเราส่งคลื่นอย่างไร ก็สามารถจูนรับคลื่นทำนองเดียวกันได้อย่างนั้น คุณทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนาได้เพียงใด ก็จะมีสัมผัสที่บอกตัวเองได้ว่าพระรูปใดสูงกว่าคุณ พระรูปใดเป็นพระเพียงเครื่องนุ่งห่ม
พระพุทธเจ้าตรัสแนะไว้ข้อหนึ่ง คือควรทำสังฆทานด้วยจิตไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ขอให้อยู่ในวัด ขอให้มีความสำรวมอยู่บ้างเถิด ข้างในท่านจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของท่าน เรื่องของเราคือมีจิตคิดถวายทานแด่หมู่สงฆ์โดยไม่จำเพาะเจาะจงก็แล้วกัน กระแสความเป็นหมู่สงฆ์นั่นแหละครับมากพอจะขยายผลให้ใหญ่เกินประมาณในตัวเองอยู่แล้ว คุณยืนหน้าบ้านรอใส่บาตรพระไม่เลือกหน้าก็ถือว่าใช่แล้วครับ ไม่ต้องกังวลด้วยว่าหมู่พระที่เดินผ่านๆหน้าบ้านจะดีหรือไม่ดี รับรองว่าผลใหญ่ที่ได้แน่นอนเป็นอันดับแรกคือใจอันเป็นสุขเบิกบานนั่นเอง
:yociexp28:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare021.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare021.htm)