มดเอ๊ก
01-11-2008, 05:06 PM
ถาม อยากเป็นผู้ปลอดภัยในการเดินทางไกลค่ะ ทำอะไรในชาตินี้แล้วจะเป็นหลักประกันให้ใฝ่ดีได้ทุกชาติคะ?
พวกเรามาเกิดในโลกมนุษย์ก็ด้วยบุญเก่า แต่ก็น่าเศร้าครับที่โลกนี้เหมือนกระดานลื่นที่ลาดลงต่ำง่ายๆมากกว่าจะเป็นกระไดให้กัดฟันไต่ขึ้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเรา ขอให้พิจารณาว่ามนุษย์ ๖ พันล้านคนก่อกรรมอย่างไรโดยมาก สภาพแวดล้อมและสถานการณ์ทั้งหลายก็แปรปรวนไปให้สอดคล้องตามนั้น
เมื่อจับพลัดจับผลูได้มาเป็นหนึ่งในชนกลุ่มน้อยที่เชื่อเรื่องบุญเรื่องกรรม ตระหนักในโทษภัยของกิเลสและการเวียนว่ายตายเกิด ผู้มีปัญญาส่วนใหญ่จะเห็นความไม่แน่นอน เห็นตามจริงว่าแรงดึงดูดของกิเลสนั้นต้านทานได้ยาก แม้แต่อยู่เฉยๆก็เท่ากับกำลังถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ ไม่เชื่อลองดูเถอะครับ เอาแต่พักผ่อน กินกับนอนอย่างเดียวโดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆ จะเห็นชัดเลยว่าจะเกิดจิตคิดฟุ้งซ่านหรือหดหู่เศร้าหมองปานใด แล้วใครจะเอาจิตฟุ้งซ่านและจิตหดหู่ไปใช้เป็นบันไดบุญสู่สุคติได้ไหวเล่า?
พุทธศาสนิกชนผู้เห็นตามจริงว่าตนตกอยู่ท่ามกลางภยันตราย จึงมักจะปรารถนาหลักประกันในการเดินทางไกล เกิดชาติหน้าฉันใดขออย่าได้ไถลพลาดฟาดหัวลงต่ำ เพราะแค่เห็นๆในชาตินี้ซึ่งมีพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งก็สะดุดคะมำล้มลุกคลุกคลานกันนับไม่ถ้วนแล้ว
แค่ตั้งคำถามชนิดที่ปรารถนาคำตอบว่าทำอย่างไรเป็นคุณ ทำอย่างไรเป็นโทษ ทำกรรมอย่างไรจะเป็นที่พึ่งให้ตนเองได้ เท่านี้ก็จัดเป็นกรรมชนิดหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านตรัสอานิสงส์ว่าจะทำให้เป็นผู้มีปัญญามาก อันนี้ขอให้ตรองดูก็จะพบความสมเหตุสมผลยิ่ง เพราะใจคุณรู้จักตั้งคำถามที่ควรทราบคำตอบเป็นที่สุด จึงได้ชื่อว่าทำกรรมอันเป็นไปเพื่อความฉลาดสูงสุดโดยปริยาย
ฉะนั้นใครสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาจริงๆจังๆว่ากรรมใดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุด รวมทั้งได้คำตอบจากครูผู้รู้แจ้งเช่นพระพุทธเจ้าแล้ว รวมทั้งนำไปประพฤติปฏิบัติด้วยความมีใจศรัทธา ก็ขอแสดงความยินดีด้วยครับ เกิดใหม่คุณเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องแน่นอน ทั้งนี้เพราะความแหลมคมแห่งปฏิภาณก็ดี ความลุ่มลึกแห่งความคิดอ่านก็ดี ล้วนแล้วแต่ยืนพื้นอยู่บนความสว่างแห่งจิตที่รู้ถูกรู้ชอบตามจริง มิใช่ยืนพื้นอยู่บนความมืดแห่งจิตที่ถูกปกคลุมด้วยม่านบาปอันบิดเบี้ยวเลอะเทอะ
เกี่ยวกับความปลอดภัยในสังสารวัฏ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในครั้งหนึ่งว่าถ้าคิดจะท่องเที่ยวเกิดตายไปเรื่อยๆแล้ว ที่จะหนีนรกพ้นนั้นมิใช่วิสัย เมื่อเห็นท่านตรัสเช่นนี้ สิ่งที่เราควรตระหนักคือ ไม่มีอะไรประกันได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ว่าเราจะอยู่ฝ่ายดีและมีสุขไปจนชั่วนิจนิรันดร์ เว้นแต่คุณจะหาทางออกจากวังวนแห่งการเกิดตายเสียได้นั่นแหละ
คุณต้องมองให้ออกว่ากำลังอยู่ในเกมแบบไหน กติกาคร่าวๆของเกมที่พวกเรากำลังเล่นกันอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ คือ
๑) การตายแล้วเกิดใหม่คือการล้างไพ่ ทุนรอนที่คุณจะใช้ในเกมใหม่คือกรรมเก่าที่สั่งสมมา
๒) การตายแล้วเกิดใหม่คือการลืม คุณจะไม่รู้เห็นอะไรมากไปกว่าสภาพแวดล้อมใหม่ที่กรรมเก่าส่งคุณไปอยู่
๓) เกิดใหม่ในสวรรค์คือการตกรางวัล เกิดใหม่ในนรกคือการลงโทษ เกิดใหม่ในมนุษย์คือโอกาส ทั้งในแง่ของการต่อบุญ และในแง่ของการแก้ตัว
เมื่อทำความเข้าใจกับกติกาหลักๆทั้ง ๓ ข้อนี้แล้ว ก็จะได้ตั้งโจทย์เพื่อเตรียมเสบียงให้ตัวเองอย่างถูกต้องต่อไป คือ
๑) ทำอย่างไรจึงจะไปเกิดกับพ่อแม่ที่ดี? คำตอบคือทำแต่กรรมที่ดีๆ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่าพวกเรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นแดนเกิด ฉะนั้นอย่าน้อยใจและอย่าชะล่าใจกับกรรมเก่าที่ส่งเรามาอยู่กับพ่อแม่ดีหรือไม่ดีในชาติปัจจุบัน อยากมีพ่อแม่แบบไหนในครั้งหน้า ก็ขอให้ประพฤติตัวแบบนั้นมากๆไปจนชั่วชีวิตก็แล้วกัน กรรมที่คุณทำเป็นอาจิณนั่นแหละตัวเลือกแดนเกิด ตัวเลือกเผ่าพันธุ์ใหม่ให้
๒) ทำอย่างไรจึงจะพบผู้ชี้นำทางถูกทางตรง? คำตอบคือยอมรับผู้สอนการไม่เบียดเบียนเป็นสรณะ ใครสอนให้เบียดเบียนก็หลีกเลี่ยงเขาเสีย โดยถือหลักการพิจารณาว่า การเบียดเบียนกันคือการก่อทุกข์ให้ผู้อื่นก่อน แล้วตอนหลังเรานั่นเองที่จะต้องเสวยทุกข์นั้นด้วย นอกจากนี้ก็ต้องตั้งคำถามอย่างไม่งมงายอีกข้อหนึ่ง ว่าอะไรคือประโยชน์สูงสุด จากนั้นกำหนดใจเป็นแม่นมั่นว่าผู้ใดสอนเรื่องประโยชน์ขั้นสูงสุด เราจะคล้อยตามท่านผู้นั้น สำหรับชาวพุทธคงฟังเรื่องประโยชน์สูงสุดที่พิสูจน์ได้ในปัจจุบันชาติกันมามาก นั่นคือการเข้าถึงความดับทุกข์ดับร้อนอย่างสนิท ไม่กลับกำเริบอีก หากเราศึกษาแก่นสารของพุทธศาสนาได้อย่างถ่องแท้ ศรัทธาในพระพุทธเจ้าก็จะตั้งมั่น และจะส่งผลให้ได้ไปพบพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆไปอีก หรืออย่างน้อยถ้าถือกำเนิดในกาลที่ว่างจากพุทธศาสนา ก็เป็นต้องได้พบศาสดาผู้สอนการไม่เบียดเบียน ยอมคล้อยตามท่าน และประพฤติปฏิบัติตนตามท่าน เป็นพื้นฐานให้มั่นคงแน่นหนายิ่งๆขึ้นไป
๓) ทำอย่างไรจึงจะสำนึกผิดได้ง่าย? คำตอบคือให้ไต่สวนโทษของตนเองบ่อยๆ อย่าหมั่นเพ่งโทษผู้อื่นจนติดเป็นนิสัย หรือเมื่อใดจำเป็นต้องเพ่งโทษผู้อื่น ก็ควรน้อมมาพิจารณาว่าเขาช่วยเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นตนเองหรือไม่ ถ้าเห็นว่าน่าเกลียดน่าชังอย่างไรก็อย่าทำอย่างนั้น หรือทำอย่างนั้นอยู่ก็เลิกเสีย แน่นอนว่าการกระทำผิดคือเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคน แต่การสำนึกผิดคือเรื่องไม่ธรรมดาของมนุษย์บางคนที่จะได้ยกระดับขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น
เฉพาะข้อสุดท้ายนี้ต้องขยายความกันอีกเล็กน้อย ว่าเหตุใดจึงเป็นเสบียงสำคัญกับเขาด้วย ขอให้พิจารณาว่าทุกครั้งที่สำนึกผิดอย่างแท้จริง คุณจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นคนดีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะทีละนิดทีละหน่อยแบบหยอดเหรียญลงกระปุก ในที่สุดก็กลายเป็นความดีกองใหญ่ขึ้นมาได้ และกลไกธรรมชาติอันใดทำให้เราดีขึ้นได้ กลไกธรรมชาตินั้นย่อมน่าได้รับการยกย่องให้มีคุณค่าสูงสุดมิใช่หรือ?
อย่างไรก็ตาม แม้การสำนึกผิดจะเป็นของดี แต่ความรู้สึกผิดนานๆนั้นไม่ดี โดยเฉพาะที่รู้สึกผิดซ้ำซากชนิดแกะความทรมานใจไม่ออกนั้น แย่เลยครับ ขอเพียงมีความสำนึกผิดที่แท้จริงวูบเดียว แล้วตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำผิดเช่นนั้นอีก ก็เป็นการเพียงพอแล้ว
นอกจากนี้ก็ควรหมั่นก่อแต่เรื่องดี แม้ความคิดอันดีงามเล็กๆน้อยๆก็ไม่ควรดูเบา ควรสั่งสมเพิ่มพูนให้มาก และแม้ความคิดชั่วเล็กๆน้อยๆก็ไม่ควรชะล่า ควรตัดรอนลดละให้น้อยลง ผมนับดูแล้วไม่มีอะไรเป็นเรื่องเล็กสักอย่าง ถ้าคุณไม่รู้ตัวว่าคิด พูด ทำอะไรเหลวแหลกเล็กๆน้อยๆอยู่บ้าง ก็เท่ากับคุณกำลังเสี่ยงเท้ายื่นลงไปในปากเหวนรกแล้ว เพราะคุณจะไม่มีวันทราบเลยว่าความเหลวแหลกเล็กๆน้อยๆนั้น มันจะแปลงร่างจากมดเล็กเป็นยักษ์ใหญ่ขึ้นมาเมื่อใด กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็จมลงในหนองน้ำแห่งบาปมิดหัวกันเสียแล้วครับ
:yociexp28:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare015.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare015.htm)
พวกเรามาเกิดในโลกมนุษย์ก็ด้วยบุญเก่า แต่ก็น่าเศร้าครับที่โลกนี้เหมือนกระดานลื่นที่ลาดลงต่ำง่ายๆมากกว่าจะเป็นกระไดให้กัดฟันไต่ขึ้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเรา ขอให้พิจารณาว่ามนุษย์ ๖ พันล้านคนก่อกรรมอย่างไรโดยมาก สภาพแวดล้อมและสถานการณ์ทั้งหลายก็แปรปรวนไปให้สอดคล้องตามนั้น
เมื่อจับพลัดจับผลูได้มาเป็นหนึ่งในชนกลุ่มน้อยที่เชื่อเรื่องบุญเรื่องกรรม ตระหนักในโทษภัยของกิเลสและการเวียนว่ายตายเกิด ผู้มีปัญญาส่วนใหญ่จะเห็นความไม่แน่นอน เห็นตามจริงว่าแรงดึงดูดของกิเลสนั้นต้านทานได้ยาก แม้แต่อยู่เฉยๆก็เท่ากับกำลังถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ ไม่เชื่อลองดูเถอะครับ เอาแต่พักผ่อน กินกับนอนอย่างเดียวโดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆ จะเห็นชัดเลยว่าจะเกิดจิตคิดฟุ้งซ่านหรือหดหู่เศร้าหมองปานใด แล้วใครจะเอาจิตฟุ้งซ่านและจิตหดหู่ไปใช้เป็นบันไดบุญสู่สุคติได้ไหวเล่า?
พุทธศาสนิกชนผู้เห็นตามจริงว่าตนตกอยู่ท่ามกลางภยันตราย จึงมักจะปรารถนาหลักประกันในการเดินทางไกล เกิดชาติหน้าฉันใดขออย่าได้ไถลพลาดฟาดหัวลงต่ำ เพราะแค่เห็นๆในชาตินี้ซึ่งมีพุทธศาสนาเป็นที่พึ่งก็สะดุดคะมำล้มลุกคลุกคลานกันนับไม่ถ้วนแล้ว
แค่ตั้งคำถามชนิดที่ปรารถนาคำตอบว่าทำอย่างไรเป็นคุณ ทำอย่างไรเป็นโทษ ทำกรรมอย่างไรจะเป็นที่พึ่งให้ตนเองได้ เท่านี้ก็จัดเป็นกรรมชนิดหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านตรัสอานิสงส์ว่าจะทำให้เป็นผู้มีปัญญามาก อันนี้ขอให้ตรองดูก็จะพบความสมเหตุสมผลยิ่ง เพราะใจคุณรู้จักตั้งคำถามที่ควรทราบคำตอบเป็นที่สุด จึงได้ชื่อว่าทำกรรมอันเป็นไปเพื่อความฉลาดสูงสุดโดยปริยาย
ฉะนั้นใครสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาจริงๆจังๆว่ากรรมใดเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุด รวมทั้งได้คำตอบจากครูผู้รู้แจ้งเช่นพระพุทธเจ้าแล้ว รวมทั้งนำไปประพฤติปฏิบัติด้วยความมีใจศรัทธา ก็ขอแสดงความยินดีด้วยครับ เกิดใหม่คุณเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องแน่นอน ทั้งนี้เพราะความแหลมคมแห่งปฏิภาณก็ดี ความลุ่มลึกแห่งความคิดอ่านก็ดี ล้วนแล้วแต่ยืนพื้นอยู่บนความสว่างแห่งจิตที่รู้ถูกรู้ชอบตามจริง มิใช่ยืนพื้นอยู่บนความมืดแห่งจิตที่ถูกปกคลุมด้วยม่านบาปอันบิดเบี้ยวเลอะเทอะ
เกี่ยวกับความปลอดภัยในสังสารวัฏ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ในครั้งหนึ่งว่าถ้าคิดจะท่องเที่ยวเกิดตายไปเรื่อยๆแล้ว ที่จะหนีนรกพ้นนั้นมิใช่วิสัย เมื่อเห็นท่านตรัสเช่นนี้ สิ่งที่เราควรตระหนักคือ ไม่มีอะไรประกันได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ว่าเราจะอยู่ฝ่ายดีและมีสุขไปจนชั่วนิจนิรันดร์ เว้นแต่คุณจะหาทางออกจากวังวนแห่งการเกิดตายเสียได้นั่นแหละ
คุณต้องมองให้ออกว่ากำลังอยู่ในเกมแบบไหน กติกาคร่าวๆของเกมที่พวกเรากำลังเล่นกันอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ คือ
๑) การตายแล้วเกิดใหม่คือการล้างไพ่ ทุนรอนที่คุณจะใช้ในเกมใหม่คือกรรมเก่าที่สั่งสมมา
๒) การตายแล้วเกิดใหม่คือการลืม คุณจะไม่รู้เห็นอะไรมากไปกว่าสภาพแวดล้อมใหม่ที่กรรมเก่าส่งคุณไปอยู่
๓) เกิดใหม่ในสวรรค์คือการตกรางวัล เกิดใหม่ในนรกคือการลงโทษ เกิดใหม่ในมนุษย์คือโอกาส ทั้งในแง่ของการต่อบุญ และในแง่ของการแก้ตัว
เมื่อทำความเข้าใจกับกติกาหลักๆทั้ง ๓ ข้อนี้แล้ว ก็จะได้ตั้งโจทย์เพื่อเตรียมเสบียงให้ตัวเองอย่างถูกต้องต่อไป คือ
๑) ทำอย่างไรจึงจะไปเกิดกับพ่อแม่ที่ดี? คำตอบคือทำแต่กรรมที่ดีๆ เพราะพระพุทธเจ้าตรัสว่าพวกเรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นแดนเกิด ฉะนั้นอย่าน้อยใจและอย่าชะล่าใจกับกรรมเก่าที่ส่งเรามาอยู่กับพ่อแม่ดีหรือไม่ดีในชาติปัจจุบัน อยากมีพ่อแม่แบบไหนในครั้งหน้า ก็ขอให้ประพฤติตัวแบบนั้นมากๆไปจนชั่วชีวิตก็แล้วกัน กรรมที่คุณทำเป็นอาจิณนั่นแหละตัวเลือกแดนเกิด ตัวเลือกเผ่าพันธุ์ใหม่ให้
๒) ทำอย่างไรจึงจะพบผู้ชี้นำทางถูกทางตรง? คำตอบคือยอมรับผู้สอนการไม่เบียดเบียนเป็นสรณะ ใครสอนให้เบียดเบียนก็หลีกเลี่ยงเขาเสีย โดยถือหลักการพิจารณาว่า การเบียดเบียนกันคือการก่อทุกข์ให้ผู้อื่นก่อน แล้วตอนหลังเรานั่นเองที่จะต้องเสวยทุกข์นั้นด้วย นอกจากนี้ก็ต้องตั้งคำถามอย่างไม่งมงายอีกข้อหนึ่ง ว่าอะไรคือประโยชน์สูงสุด จากนั้นกำหนดใจเป็นแม่นมั่นว่าผู้ใดสอนเรื่องประโยชน์ขั้นสูงสุด เราจะคล้อยตามท่านผู้นั้น สำหรับชาวพุทธคงฟังเรื่องประโยชน์สูงสุดที่พิสูจน์ได้ในปัจจุบันชาติกันมามาก นั่นคือการเข้าถึงความดับทุกข์ดับร้อนอย่างสนิท ไม่กลับกำเริบอีก หากเราศึกษาแก่นสารของพุทธศาสนาได้อย่างถ่องแท้ ศรัทธาในพระพุทธเจ้าก็จะตั้งมั่น และจะส่งผลให้ได้ไปพบพระพุทธเจ้าองค์ต่อๆไปอีก หรืออย่างน้อยถ้าถือกำเนิดในกาลที่ว่างจากพุทธศาสนา ก็เป็นต้องได้พบศาสดาผู้สอนการไม่เบียดเบียน ยอมคล้อยตามท่าน และประพฤติปฏิบัติตนตามท่าน เป็นพื้นฐานให้มั่นคงแน่นหนายิ่งๆขึ้นไป
๓) ทำอย่างไรจึงจะสำนึกผิดได้ง่าย? คำตอบคือให้ไต่สวนโทษของตนเองบ่อยๆ อย่าหมั่นเพ่งโทษผู้อื่นจนติดเป็นนิสัย หรือเมื่อใดจำเป็นต้องเพ่งโทษผู้อื่น ก็ควรน้อมมาพิจารณาว่าเขาช่วยเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นตนเองหรือไม่ ถ้าเห็นว่าน่าเกลียดน่าชังอย่างไรก็อย่าทำอย่างนั้น หรือทำอย่างนั้นอยู่ก็เลิกเสีย แน่นอนว่าการกระทำผิดคือเรื่องปกติของมนุษย์ทุกคน แต่การสำนึกผิดคือเรื่องไม่ธรรมดาของมนุษย์บางคนที่จะได้ยกระดับขึ้นเรื่อยๆเท่านั้น
เฉพาะข้อสุดท้ายนี้ต้องขยายความกันอีกเล็กน้อย ว่าเหตุใดจึงเป็นเสบียงสำคัญกับเขาด้วย ขอให้พิจารณาว่าทุกครั้งที่สำนึกผิดอย่างแท้จริง คุณจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นคนดีมากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะทีละนิดทีละหน่อยแบบหยอดเหรียญลงกระปุก ในที่สุดก็กลายเป็นความดีกองใหญ่ขึ้นมาได้ และกลไกธรรมชาติอันใดทำให้เราดีขึ้นได้ กลไกธรรมชาตินั้นย่อมน่าได้รับการยกย่องให้มีคุณค่าสูงสุดมิใช่หรือ?
อย่างไรก็ตาม แม้การสำนึกผิดจะเป็นของดี แต่ความรู้สึกผิดนานๆนั้นไม่ดี โดยเฉพาะที่รู้สึกผิดซ้ำซากชนิดแกะความทรมานใจไม่ออกนั้น แย่เลยครับ ขอเพียงมีความสำนึกผิดที่แท้จริงวูบเดียว แล้วตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำผิดเช่นนั้นอีก ก็เป็นการเพียงพอแล้ว
นอกจากนี้ก็ควรหมั่นก่อแต่เรื่องดี แม้ความคิดอันดีงามเล็กๆน้อยๆก็ไม่ควรดูเบา ควรสั่งสมเพิ่มพูนให้มาก และแม้ความคิดชั่วเล็กๆน้อยๆก็ไม่ควรชะล่า ควรตัดรอนลดละให้น้อยลง ผมนับดูแล้วไม่มีอะไรเป็นเรื่องเล็กสักอย่าง ถ้าคุณไม่รู้ตัวว่าคิด พูด ทำอะไรเหลวแหลกเล็กๆน้อยๆอยู่บ้าง ก็เท่ากับคุณกำลังเสี่ยงเท้ายื่นลงไปในปากเหวนรกแล้ว เพราะคุณจะไม่มีวันทราบเลยว่าความเหลวแหลกเล็กๆน้อยๆนั้น มันจะแปลงร่างจากมดเล็กเป็นยักษ์ใหญ่ขึ้นมาเมื่อใด กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็จมลงในหนองน้ำแห่งบาปมิดหัวกันเสียแล้วครับ
:yociexp28:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare015.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare015.htm)