มดเอ๊ก
01-11-2008, 04:59 PM
คำปรารภ
(จากหนังสือเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม ๒)
หนังสือเล่มนี้รวบรวมเอาคำถามคำตอบจากคอลัมน์ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ในนิตยสารบางกอกรายสัปดาห์ ตั้งแต่ฉบับที่ ๒๔๓๒ จนถึงฉบับที่ ๒๔๔๔ โดยได้ผนวกเอาบทส่งท้าย คือ บัญชีที่ไม่มีใบเสร็จ เข้าไว้ด้วย
เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับหลักกรรมวิบาก ซึ่งผมอยากให้ทุกคนมองใหม่ว่า ไม่ใช่ลิขสิทธิ์ของพระพุทธศาสนา แต่เป็นกฎกติกา เป็นข้อเท็จจริง เป็นกลไกขับเคลื่อนทางธรรมชาติให้เกิดรูปชีวิตแบบต่าง ๆ ดังที่เราเห็นประจักษ์กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พระพุทธเจ้าท่านเพียงเปิดเผยให้ทุกคนรู้ตาม และรู้ทั่ว รู้ครบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตามฐานะของพระองค์ที่เป็นผู้มีญาณหยั่งรู้เหนือใคร ๆ
หลักกรมวิบากเป็นเรื่องพูดกันมานาน ก่อนหน้าที่พระพุทธเจ้าจะทรงสถาปนาพุทธศาสนาขึ้นตั้งมั่นในโลกนี้ ก็มีเจ้าลัทธิและศาสดาต่าง ๆ สอนเรื่องผลแห่งการกระทำเช่นกัน เงื่อนไขแห่งกรรมวิบากเป็นอย่างไรก็สุดแต่จะปรุงแต่งกันไป เช่นสอนว่าทำกรรมโดยสวดมนต์บทนั้นบทนี้แล้วจะได้ไปสวรรค์ ไม่ต้องลงนรก ไม่ต้องกลับมาเป็นมนุษย์ให้ลำบากอีก อย่างนี้ก็มี และยังมีมาถึงปัจจุบัน บางคนอาจเห็นเป็นเรื่องตลก แต่คนจำนวนมากยังคงเห็นเป็นจริงเป็นจัง นั่นก็เพราะไม่ศึกษากฎแห่งกรรมวิบากในแง่ของการคิด การพูด การกระทำ แต่ไปเลื่อมใสกรรมวิบากในแง่ของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์หรือในแง่ของการปฏิบัติตามเคล็ดลางเสียมาก
ชาวพุทธให้ความเชื่อถือพระพุทธเจ้าว่ารู้หมดและรู้จริง และมีเหตุผลสนับสนุนความเชื่อที่แข็งแรง นั่นคือ เมื่อทำชีวิตให้สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ผลสุดท้ายแม้ไม่รู้หมดเหมือนพระองค์ท่าน แต่อย่างน้อยก็ได้ความรู้จริงในขอบแขตอันพึงมีพึงได้ เช่นสามารถมี จุตูปปาตญาณ ดังที่พระศาสดาทรงตรัสยืนยัน คือ...
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว มีความอ่อนควรแก่งานดีแล้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอสามารถเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ (ตาย) กำลังอุบัติ (เกิด) ไปสู่สภาพเลว สภาพประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ภิกษุย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม เห็นว่าสัตว์เหล่าหนึ่งประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นความเห็นผิด ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจความเห็นผิด เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ส่วนสัตว์อีกเหล่าหนึ่งประกอบด้วยการสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นความเห็นชอบ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจความเห็นชอบ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์
ความสามารถล่วงรู้การจุติและอุบัติของสัตว์ว่าเป็นไปตามกรรมเช่นนี้ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนปราสาทซึ่งตั้งอยู่ ณ ทางสามแพร่งกลางเมือง ย่อมสามารถเห็นหมู่ชนกำลังเข้าไปสู่เรือนบ้าง กำลังออกจากเรือนบ้าง กำลังสัญจรเป็นแถวอยู่ในถนนบ้าง นั่งอยู่ที่ทางสามแพร่งกลางเมืองบ้าง เขาจะพึงรู้ว่า คนเหล่านี้เข้าไปสู่เรือน เหล่านี้ออกจากเรือน
สรุปว่าถ้าปฏิบัติจิตตามที่พระพุทธองค์สอนดี ๆ ก็จะได้ผลเป็นธรรมดาประการหนึ่ง คือสามารถรู้เห็นวิธีเกิดตายของสัตว์ทั้งหลายได้ และเป็นการเห็นอย่างชัดเจนเท่าคนตาดีเห็นรูปภายนอก ดังพระพุทธองค์ทรงเปรียบไว้ว่าเหมือนบุคคลยืนในที่สูง เห็นผู้คนคลาคล่ำบนทางเดิน กำลังเข้าออกตามเคหสถานนั่นเอง
คนที่มีจิตเห็นผลกรรมเหมือนคนตาดีเห็นรูปนั้น จะแตกต่างจากคนทั่วไปหลายประการ ทั้งวิธีคิด ทั้งการใช้คำพูด และทั้งการประพฤติปฏิบัติตนในอาการต่าง ๆ อย่างน้อยที่สุดจะไม่เป็นผู้ดูเบาว่านี่แค่กรรมชั่วเพียงเล็กน้อย ทำ ๆ ไปคงไม่เป็นอะไรมาก เพราะเขาย่อมทราบชัดว่าเมื่อยอมพยักหน้าให้ความชั่วเพียงเล็กน้อย ผลใกล้เคียงที่สุดของความชั่วก็คือความโน้มเอียงที่จะประพฤติปฏิบัติเช่นนั้นอีก หรือมีเครื่องล่อใจทยอยมายั่วยวนให้ปฏิบัติทำนองเดียวกันอีกเรื่อย ๆ พอเผลอทำบ่อยเข้าก็ติดเป็นนิสัย แล้วกลายเป็นส่วนเสียอันดำมืดในเราไป
แต่คนธรรมดานั้น เมื่อยังไม่อาจปฏิบัติจิตตามแนวทางของพระพุทธองค์อย่างเคร่งครัด ก็เหลือวิสัยที่จะรู้เห็นเรื่องกรรมวิบาก พระพุทธองค์จึงทรงจัดเรื่องกรรมวิบากเป็นอจินไตย คือคิดนึดคาดเดาเอาไม่ได้ ต้องปฏิบัติจนจิตมีจุตูปปาตญาณเสียก่อน จึงแจ่มแจ้ง ไม่สงสัย และไม่ต้องคาดเดาใด ๆ อีก อยากรู้อะไรก็ดูเอาตรง ๆ เหมือนคนตาดีเลือกมองผู้อื่นที่กำลังสัญจรบนทางสามแพร่งนั่นเอง
เรื่องวุ่น ๆ ของโลกนี้ไม่มีวันจบก็เพราะความเป็นอจินไตยของกรรมวิบากนี่แหละ ตราบใดยังไม่อาจทราบได้วยตาในของตนเอง ก็ยังต้องอาศัยตาในของคนอื่นมาช่วย ซึ่งอย่างมาก็มักเป็นรูปของการช่วยแบบบอกเล่า ไม่หายสงสัยได้เด็ดขาดว่ากรรมวิบากเป็นเรื่องจริงหรือของหลอกกันแน่ และความสงสัยที่ไม่สิ้นนั้น ย่อมก่อคำถามกับตนเองบ่อยที่สุด เป็นต้นว่า นี่จริงแน่หรือ? เขาหลอกเราหรือเปล่า? เชื่อหรือไม่เชื่อดี? ฯลฯ
การรวม เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ครั้งที่ ๒ นี้ ผมยังตั้งความปรารถนาไว้เหมือนเดิม คืออยากให้ชาวพุทธได้คำตอบที่จะสนองความใคร่รู้ แล้วพัฒนาขึ้นเป็นความอยากศึกษาพระพุทธพจน์ให้แจ่มแจ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อที่ว่าจะได้คำตอบสุดท้าย คือควรเอาเสบียงใดไปจากโลกนี้ได้บ้าง
นอกเหนือไปกว่านั้น ยังปรารถนาจะให้ทุกท่านที่ยังกังขาเรื่องกรรมวิบาก ได้เกิดแรงบันดาลใจที่จะขวนขวายพิสูจน์ด้วยตนเองด้วยวิธีที่ไม่อยากจนเกินไป หลักการที่มีอยู่นั้นไม่อยากเกินไป แต่ก็ไม่ถึงขนาดง่ายแค่ทำเล่น ๓ วัน ๗ วันรู้ผล ขอเชิญชวนท่านที่เริ่มสนใจแนวการปฏิบัติจิตตามพระพุทธองค์ ได้ทดลองเข้าอ่านวิปัสสนานุบาล, ๗ เดือนบรรลุธรรม, หรือมหาสติปัฏฐานสูตร ได้ที่เว็บไซต์ของผมครับ เมื่อให้เวลากับการพัฒนาประสิทธิภาพของจิตมากพอ ต่อไปคุณจะทราบได้ด้วยตนเอง ว่าคำสอนเกี่ยวกับกรรมวิบากของพระพุทธองค์นั้น จริงยิ่งกว่าจริงเพียงใด
ดังตฤณ
dungtrin.com
กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗
(จากหนังสือเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม ๒)
หนังสือเล่มนี้รวบรวมเอาคำถามคำตอบจากคอลัมน์ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ในนิตยสารบางกอกรายสัปดาห์ ตั้งแต่ฉบับที่ ๒๔๓๒ จนถึงฉบับที่ ๒๔๔๔ โดยได้ผนวกเอาบทส่งท้าย คือ บัญชีที่ไม่มีใบเสร็จ เข้าไว้ด้วย
เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับหลักกรรมวิบาก ซึ่งผมอยากให้ทุกคนมองใหม่ว่า ไม่ใช่ลิขสิทธิ์ของพระพุทธศาสนา แต่เป็นกฎกติกา เป็นข้อเท็จจริง เป็นกลไกขับเคลื่อนทางธรรมชาติให้เกิดรูปชีวิตแบบต่าง ๆ ดังที่เราเห็นประจักษ์กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พระพุทธเจ้าท่านเพียงเปิดเผยให้ทุกคนรู้ตาม และรู้ทั่ว รู้ครบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตามฐานะของพระองค์ที่เป็นผู้มีญาณหยั่งรู้เหนือใคร ๆ
หลักกรมวิบากเป็นเรื่องพูดกันมานาน ก่อนหน้าที่พระพุทธเจ้าจะทรงสถาปนาพุทธศาสนาขึ้นตั้งมั่นในโลกนี้ ก็มีเจ้าลัทธิและศาสดาต่าง ๆ สอนเรื่องผลแห่งการกระทำเช่นกัน เงื่อนไขแห่งกรรมวิบากเป็นอย่างไรก็สุดแต่จะปรุงแต่งกันไป เช่นสอนว่าทำกรรมโดยสวดมนต์บทนั้นบทนี้แล้วจะได้ไปสวรรค์ ไม่ต้องลงนรก ไม่ต้องกลับมาเป็นมนุษย์ให้ลำบากอีก อย่างนี้ก็มี และยังมีมาถึงปัจจุบัน บางคนอาจเห็นเป็นเรื่องตลก แต่คนจำนวนมากยังคงเห็นเป็นจริงเป็นจัง นั่นก็เพราะไม่ศึกษากฎแห่งกรรมวิบากในแง่ของการคิด การพูด การกระทำ แต่ไปเลื่อมใสกรรมวิบากในแง่ของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์หรือในแง่ของการปฏิบัติตามเคล็ดลางเสียมาก
ชาวพุทธให้ความเชื่อถือพระพุทธเจ้าว่ารู้หมดและรู้จริง และมีเหตุผลสนับสนุนความเชื่อที่แข็งแรง นั่นคือ เมื่อทำชีวิตให้สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ผลสุดท้ายแม้ไม่รู้หมดเหมือนพระองค์ท่าน แต่อย่างน้อยก็ได้ความรู้จริงในขอบแขตอันพึงมีพึงได้ เช่นสามารถมี จุตูปปาตญาณ ดังที่พระศาสดาทรงตรัสยืนยัน คือ...
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว มีความอ่อนควรแก่งานดีแล้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอสามารถเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ (ตาย) กำลังอุบัติ (เกิด) ไปสู่สภาพเลว สภาพประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก
ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ภิกษุย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม เห็นว่าสัตว์เหล่าหนึ่งประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นความเห็นผิด ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจความเห็นผิด เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ส่วนสัตว์อีกเหล่าหนึ่งประกอบด้วยการสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นความเห็นชอบ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจความเห็นชอบ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์
ความสามารถล่วงรู้การจุติและอุบัติของสัตว์ว่าเป็นไปตามกรรมเช่นนี้ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนปราสาทซึ่งตั้งอยู่ ณ ทางสามแพร่งกลางเมือง ย่อมสามารถเห็นหมู่ชนกำลังเข้าไปสู่เรือนบ้าง กำลังออกจากเรือนบ้าง กำลังสัญจรเป็นแถวอยู่ในถนนบ้าง นั่งอยู่ที่ทางสามแพร่งกลางเมืองบ้าง เขาจะพึงรู้ว่า คนเหล่านี้เข้าไปสู่เรือน เหล่านี้ออกจากเรือน
สรุปว่าถ้าปฏิบัติจิตตามที่พระพุทธองค์สอนดี ๆ ก็จะได้ผลเป็นธรรมดาประการหนึ่ง คือสามารถรู้เห็นวิธีเกิดตายของสัตว์ทั้งหลายได้ และเป็นการเห็นอย่างชัดเจนเท่าคนตาดีเห็นรูปภายนอก ดังพระพุทธองค์ทรงเปรียบไว้ว่าเหมือนบุคคลยืนในที่สูง เห็นผู้คนคลาคล่ำบนทางเดิน กำลังเข้าออกตามเคหสถานนั่นเอง
คนที่มีจิตเห็นผลกรรมเหมือนคนตาดีเห็นรูปนั้น จะแตกต่างจากคนทั่วไปหลายประการ ทั้งวิธีคิด ทั้งการใช้คำพูด และทั้งการประพฤติปฏิบัติตนในอาการต่าง ๆ อย่างน้อยที่สุดจะไม่เป็นผู้ดูเบาว่านี่แค่กรรมชั่วเพียงเล็กน้อย ทำ ๆ ไปคงไม่เป็นอะไรมาก เพราะเขาย่อมทราบชัดว่าเมื่อยอมพยักหน้าให้ความชั่วเพียงเล็กน้อย ผลใกล้เคียงที่สุดของความชั่วก็คือความโน้มเอียงที่จะประพฤติปฏิบัติเช่นนั้นอีก หรือมีเครื่องล่อใจทยอยมายั่วยวนให้ปฏิบัติทำนองเดียวกันอีกเรื่อย ๆ พอเผลอทำบ่อยเข้าก็ติดเป็นนิสัย แล้วกลายเป็นส่วนเสียอันดำมืดในเราไป
แต่คนธรรมดานั้น เมื่อยังไม่อาจปฏิบัติจิตตามแนวทางของพระพุทธองค์อย่างเคร่งครัด ก็เหลือวิสัยที่จะรู้เห็นเรื่องกรรมวิบาก พระพุทธองค์จึงทรงจัดเรื่องกรรมวิบากเป็นอจินไตย คือคิดนึดคาดเดาเอาไม่ได้ ต้องปฏิบัติจนจิตมีจุตูปปาตญาณเสียก่อน จึงแจ่มแจ้ง ไม่สงสัย และไม่ต้องคาดเดาใด ๆ อีก อยากรู้อะไรก็ดูเอาตรง ๆ เหมือนคนตาดีเลือกมองผู้อื่นที่กำลังสัญจรบนทางสามแพร่งนั่นเอง
เรื่องวุ่น ๆ ของโลกนี้ไม่มีวันจบก็เพราะความเป็นอจินไตยของกรรมวิบากนี่แหละ ตราบใดยังไม่อาจทราบได้วยตาในของตนเอง ก็ยังต้องอาศัยตาในของคนอื่นมาช่วย ซึ่งอย่างมาก็มักเป็นรูปของการช่วยแบบบอกเล่า ไม่หายสงสัยได้เด็ดขาดว่ากรรมวิบากเป็นเรื่องจริงหรือของหลอกกันแน่ และความสงสัยที่ไม่สิ้นนั้น ย่อมก่อคำถามกับตนเองบ่อยที่สุด เป็นต้นว่า นี่จริงแน่หรือ? เขาหลอกเราหรือเปล่า? เชื่อหรือไม่เชื่อดี? ฯลฯ
การรวม เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว ครั้งที่ ๒ นี้ ผมยังตั้งความปรารถนาไว้เหมือนเดิม คืออยากให้ชาวพุทธได้คำตอบที่จะสนองความใคร่รู้ แล้วพัฒนาขึ้นเป็นความอยากศึกษาพระพุทธพจน์ให้แจ่มแจ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อที่ว่าจะได้คำตอบสุดท้าย คือควรเอาเสบียงใดไปจากโลกนี้ได้บ้าง
นอกเหนือไปกว่านั้น ยังปรารถนาจะให้ทุกท่านที่ยังกังขาเรื่องกรรมวิบาก ได้เกิดแรงบันดาลใจที่จะขวนขวายพิสูจน์ด้วยตนเองด้วยวิธีที่ไม่อยากจนเกินไป หลักการที่มีอยู่นั้นไม่อยากเกินไป แต่ก็ไม่ถึงขนาดง่ายแค่ทำเล่น ๓ วัน ๗ วันรู้ผล ขอเชิญชวนท่านที่เริ่มสนใจแนวการปฏิบัติจิตตามพระพุทธองค์ ได้ทดลองเข้าอ่านวิปัสสนานุบาล, ๗ เดือนบรรลุธรรม, หรือมหาสติปัฏฐานสูตร ได้ที่เว็บไซต์ของผมครับ เมื่อให้เวลากับการพัฒนาประสิทธิภาพของจิตมากพอ ต่อไปคุณจะทราบได้ด้วยตนเอง ว่าคำสอนเกี่ยวกับกรรมวิบากของพระพุทธองค์นั้น จริงยิ่งกว่าจริงเพียงใด
ดังตฤณ
dungtrin.com
กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗