PDA

View Full Version : จิตหดหู่แก้อย่างไร? ,ไม่อยากเหลิงจะทำใจอย่างไร?


มดเอ๊ก
01-11-2008, 04:59 PM
คำปรารภ

(จากหนังสือเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม ๒)


หนังสือเล่มนี้รวบรวมเอาคำถามคำตอบจากคอลัมน์ ‘เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว’ ในนิตยสารบางกอกรายสัปดาห์ ตั้งแต่ฉบับที่ ๒๔๓๒ จนถึงฉบับที่ ๒๔๔๔ โดยได้ผนวกเอาบทส่งท้าย คือ ‘บัญชีที่ไม่มีใบเสร็จ’ เข้าไว้ด้วย


‘เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว’ เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับหลักกรรมวิบาก ซึ่งผมอยากให้ทุกคนมองใหม่ว่า ไม่ใช่ลิขสิทธิ์ของพระพุทธศาสนา แต่เป็นกฎกติกา เป็นข้อเท็จจริง เป็นกลไกขับเคลื่อนทางธรรมชาติให้เกิดรูปชีวิตแบบต่าง ๆ ดังที่เราเห็นประจักษ์กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พระพุทธเจ้าท่านเพียงเปิดเผยให้ทุกคนรู้ตาม และรู้ทั่ว รู้ครบมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตามฐานะของพระองค์ที่เป็นผู้มีญาณหยั่งรู้เหนือใคร ๆ


หลักกรมวิบากเป็นเรื่องพูดกันมานาน ก่อนหน้าที่พระพุทธเจ้าจะทรงสถาปนาพุทธศาสนาขึ้นตั้งมั่นในโลกนี้ ก็มีเจ้าลัทธิและศาสดาต่าง ๆ สอนเรื่องผลแห่งการกระทำเช่นกัน เงื่อนไขแห่งกรรมวิบากเป็นอย่างไรก็สุดแต่จะปรุงแต่งกันไป เช่นสอนว่าทำกรรมโดยสวดมนต์บทนั้นบทนี้แล้วจะได้ไปสวรรค์ ไม่ต้องลงนรก ไม่ต้องกลับมาเป็นมนุษย์ให้ลำบากอีก อย่างนี้ก็มี และยังมีมาถึงปัจจุบัน บางคนอาจเห็นเป็นเรื่องตลก แต่คนจำนวนมากยังคงเห็นเป็นจริงเป็นจัง นั่นก็เพราะไม่ศึกษากฎแห่งกรรมวิบากในแง่ของการคิด การพูด การกระทำ แต่ไปเลื่อมใสกรรมวิบากในแง่ของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์หรือในแง่ของการปฏิบัติตามเคล็ดลางเสียมาก


ชาวพุทธให้ความเชื่อถือพระพุทธเจ้าว่ารู้หมดและรู้จริง และมีเหตุผลสนับสนุนความเชื่อที่แข็งแรง นั่นคือ เมื่อทำชีวิตให้สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ผลสุดท้ายแม้ไม่รู้หมดเหมือนพระองค์ท่าน แต่อย่างน้อยก็ได้ความรู้จริงในขอบแขตอันพึงมีพึงได้ เช่นสามารถมี ‘จุตูปปาตญาณ’ ดังที่พระศาสดาทรงตรัสยืนยัน คือ...


ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว มีความอ่อนควรแก่งานดีแล้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อรู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอสามารถเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ (ตาย) กำลังอุบัติ (เกิด) ไปสู่สภาพเลว สภาพประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก


ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ภิกษุย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม เห็นว่าสัตว์เหล่าหนึ่งประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นความเห็นผิด ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจความเห็นผิด เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

ส่วนสัตว์อีกเหล่าหนึ่งประกอบด้วยการสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นความเห็นชอบ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจความเห็นชอบ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์


ความสามารถล่วงรู้การจุติและอุบัติของสัตว์ว่าเป็นไปตามกรรมเช่นนี้ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนปราสาทซึ่งตั้งอยู่ ณ ทางสามแพร่งกลางเมือง ย่อมสามารถเห็นหมู่ชนกำลังเข้าไปสู่เรือนบ้าง กำลังออกจากเรือนบ้าง กำลังสัญจรเป็นแถวอยู่ในถนนบ้าง นั่งอยู่ที่ทางสามแพร่งกลางเมืองบ้าง เขาจะพึงรู้ว่า คนเหล่านี้เข้าไปสู่เรือน เหล่านี้ออกจากเรือน


สรุปว่าถ้าปฏิบัติจิตตามที่พระพุทธองค์สอนดี ๆ ก็จะได้ผลเป็นธรรมดาประการหนึ่ง คือสามารถรู้เห็นวิธีเกิดตายของสัตว์ทั้งหลายได้ และเป็นการเห็นอย่างชัดเจนเท่าคนตาดีเห็นรูปภายนอก ดังพระพุทธองค์ทรงเปรียบไว้ว่าเหมือนบุคคลยืนในที่สูง เห็นผู้คนคลาคล่ำบนทางเดิน กำลังเข้าออกตามเคหสถานนั่นเอง


คนที่มีจิตเห็นผลกรรมเหมือนคนตาดีเห็นรูปนั้น จะแตกต่างจากคนทั่วไปหลายประการ ทั้งวิธีคิด ทั้งการใช้คำพูด และทั้งการประพฤติปฏิบัติตนในอาการต่าง ๆ อย่างน้อยที่สุดจะไม่เป็นผู้ดูเบาว่านี่แค่กรรมชั่วเพียงเล็กน้อย ทำ ๆ ไปคงไม่เป็นอะไรมาก เพราะเขาย่อมทราบชัดว่าเมื่อยอมพยักหน้าให้ความชั่วเพียงเล็กน้อย ผลใกล้เคียงที่สุดของความชั่วก็คือความโน้มเอียงที่จะประพฤติปฏิบัติเช่นนั้นอีก หรือมีเครื่องล่อใจทยอยมายั่วยวนให้ปฏิบัติทำนองเดียวกันอีกเรื่อย ๆ พอเผลอทำบ่อยเข้าก็ติดเป็นนิสัย แล้วกลายเป็นส่วนเสียอันดำมืดในเราไป


แต่คนธรรมดานั้น เมื่อยังไม่อาจปฏิบัติจิตตามแนวทางของพระพุทธองค์อย่างเคร่งครัด ก็เหลือวิสัยที่จะรู้เห็นเรื่องกรรมวิบาก พระพุทธองค์จึงทรงจัดเรื่องกรรมวิบากเป็นอจินไตย คือคิดนึดคาดเดาเอาไม่ได้ ต้องปฏิบัติจนจิตมีจุตูปปาตญาณเสียก่อน จึงแจ่มแจ้ง ไม่สงสัย และไม่ต้องคาดเดาใด ๆ อีก อยากรู้อะไรก็ดูเอาตรง ๆ เหมือนคนตาดีเลือกมองผู้อื่นที่กำลังสัญจรบนทางสามแพร่งนั่นเอง


เรื่องวุ่น ๆ ของโลกนี้ไม่มีวันจบก็เพราะความเป็นอจินไตยของกรรมวิบากนี่แหละ ตราบใดยังไม่อาจทราบได้วยตาในของตนเอง ก็ยังต้องอาศัยตาในของคนอื่นมาช่วย ซึ่งอย่างมาก็มักเป็นรูปของการช่วยแบบบอกเล่า ไม่หายสงสัยได้เด็ดขาดว่ากรรมวิบากเป็นเรื่องจริงหรือของหลอกกันแน่ และความสงสัยที่ไม่สิ้นนั้น ย่อมก่อคำถามกับตนเองบ่อยที่สุด เป็นต้นว่า นี่จริงแน่หรือ? เขาหลอกเราหรือเปล่า? เชื่อหรือไม่เชื่อดี? ฯลฯ


การรวม ‘เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว’ ครั้งที่ ๒ นี้ ผมยังตั้งความปรารถนาไว้เหมือนเดิม คืออยากให้ชาวพุทธได้คำตอบที่จะสนองความใคร่รู้ แล้วพัฒนาขึ้นเป็นความอยากศึกษาพระพุทธพจน์ให้แจ่มแจ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพื่อที่ว่าจะได้คำตอบสุดท้าย คือควรเอาเสบียงใดไปจากโลกนี้ได้บ้าง


นอกเหนือไปกว่านั้น ยังปรารถนาจะให้ทุกท่านที่ยังกังขาเรื่องกรรมวิบาก ได้เกิดแรงบันดาลใจที่จะขวนขวายพิสูจน์ด้วยตนเองด้วยวิธีที่ไม่อยากจนเกินไป หลักการที่มีอยู่นั้นไม่อยากเกินไป แต่ก็ไม่ถึงขนาดง่ายแค่ทำเล่น ๓ วัน ๗ วันรู้ผล ขอเชิญชวนท่านที่เริ่มสนใจแนวการปฏิบัติจิตตามพระพุทธองค์ ได้ทดลองเข้าอ่านวิปัสสนานุบาล, ๗ เดือนบรรลุธรรม, หรือมหาสติปัฏฐานสูตร ได้ที่เว็บไซต์ของผมครับ เมื่อให้เวลากับการพัฒนาประสิทธิภาพของจิตมากพอ ต่อไปคุณจะทราบได้ด้วยตนเอง ว่าคำสอนเกี่ยวกับกรรมวิบากของพระพุทธองค์นั้น จริงยิ่งกว่าจริงเพียงใด


ดังตฤณ

dungtrin.com

กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗

มดเอ๊ก
01-11-2008, 05:01 PM
ถาม – มักเป็นคนมีจิตใจหดหู่ รู้ทั้งรู้ว่าไม่เป็นมงคลกับชีวิต ควรจะแก้ไขอย่างไรดีคะ?

ตัวคุณคืออะไร? ลองตัดชื่อแซ่ ตัดตัวตน ตัดวิธีคิด รวมทั้งตัดเหตุการณ์ทั้งหลายที่รายล้อมคุณออกไปให้หมด เหลือแต่เพียงสภาพจิตอย่างเดียว จะพบความจริงประการหนึ่งนะครับ นั่นคือจิตเรามีเบิกบาน มีหดหู่สลับกันได้เรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องมีเหตุร้ายแรงให้เศร้าใจมากมาย แค่เหนื่อยๆหน่อย นั่งรถเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง จิตใจก็มีสิทธิ์หดหู่ลงได้แล้ว

ประเด็นคือแต่ละคนมีอาการ ‘ลาดลงต่ำ’ ของจิตใจผิดแผกแตกต่างกัน บางคนหดหู่เดี๋ยวเดียวก็กลับระเริงร่าได้ใหม่ แต่บางคนหดหู่แล้วกลายเป็นเรื่องยาว แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวเคยยิ้มให้แล้วมาไม่ยิ้มสักทีหนึ่งก็คิดมาก แช่อยู่กับความเสียใจว่าเขาไม่ยิ้มให้ อย่างนี้ก็มี และมีอยู่มาก เพียงแต่ไม่ค่อยเล่าสู่กันฟังเพราะเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือบางทีตัวเองก็เห็นเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วเสียจนจำไม่ได้ว่าเริ่มหดหู่ตั้งแต่เจอภาพเสียงชนิดใดกระทบกระทั่งจิตใจ เราถึงมักได้ยินคนบ่นเปรยให้เพื่อนฟังทำนอง ‘ไม่รู้เป็นอะไร เซ็ง เบื่อไม่มีสาเหตุ’

ความหดหู่ต่อเนื่องยืดยาวจนจำสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้นี่แหละ ทำให้คนเบื่อหน่ายกับการมีชีวิตและคิดสั้นมานักต่อนัก ลองมาดูอุปนิสัยที่เราๆทำกับใจตัวเองแล้วหดหู่เก่งกันดีกว่า

๑) ชอบเหม่อ ประเภทว่างเป็นไม่ได้ ชอบทอดตาไกลๆ จะฝันก็ไม่ฝัน จะคิดธุระปะปังให้เป็นเรื่องเป็นราวก็ไม่คิด ชอบรู้สึกอยู่เรื่อยๆว่าชีวิตว่างเปล่า ไม่มีความหมาย แล้วก็ไม่อยากเติมค่าอะไรลงไปให้ชีวิตตัวเองเต็ม ถ้าเป็นแบบนี้ก็ขอให้ดูบรรดาสัตว์เลี้ยงใกล้ตัว ลองนั่งสังเกตพวกมันสักพัก จะเห็นชีวิตว่างเปล่าขนานแท้ พวกนั้นไม่มีอะไรทำจริงๆครับ วันๆมีหน้าที่เคลื่อนจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง พอเห็นความเหม่อลอยของพวกมันด้วยความตระหนักว่าไม่มีวันพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้อย่างที่เราสามารถทำ ก็อาจเกิดกำลังใจคิดอยากทำชีวิตให้ดีกว่าพวกมัน อันนี้ถ้าลองทำดูจะเห็นว่าเกิดพลังกระตุ้นที่ดีมาก ไม่ใช่จะให้ดูถูกตัวเอง เปรียบเทียบตัวเองเท่ากับสิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่าเราหรอกนะครับ แต่การเห็นเพื่อนต่างภพต่างภูมิที่เขาเคราะห์ร้าย ไม่มีวาสนาเท่าเรา จะค่อยๆทำให้เริ่มเห็นค่าศักยภาพความเป็นมนุษย์ขึ้นมารำไร

๒) ชอบจมอยู่กับอดีต ประเภทเหตุการณ์ผ่านมา ๒๐ ปี ยังอุตส่าห์ขุดขึ้นมาคิดเสียดาย คุ้ยขึ้นมาพูดด่าสาดให้คนใกล้ชิดรู้สึกผิด คนแบบนี้เท่าที่ผมเห็นนะครับ นอกจากจะเหม่อลอย หดหู่บ่อยแล้วยังเจ้าโทสะ เหมือนมีไฟกรุ่นอยู่ในอก หรือลุกเป็นเปลวขึ้นมาจากกระหม่อมทีเดียว และมีความจริงอยู่อย่างหนึ่ง คนชอบฝังใจอยู่กับอดีตนั้น มักบ่นหาถึงอนาคตที่ไม่มีวันมาถึง คือชอบหวังอะไรลมๆแล้งๆ สมมุติอะไรที่เกินตัวและเป็นไปไม่ได้จริงเสมอ พูดให้เห็นภาพง่ายๆและรวดเร็วที่สุดคือทั้งชีวิตไม่เคยมีวันนี้ มีแต่เมื่อวานกับพรุ่งนี้เท่านั้น หากยอมรับว่าเป็นคนประเภทที่ว่านี่ก็ขอให้เร่งแก้ไขนิดหนึ่ง พูดกันตรงๆตามชื่อคอลัมน์นะครับ จิตแบบนี้ถ้าตายไปก็ไม่พ้นต้องเป็นเปรตจำพวกที่นึกว่าตัวเองยังไม่ตาย เนื่องจากจิตวิญญาณเต็มไปด้วยความยึดมั่นถือมั่นเหนียวแน่น และบดบังไม่ให้เห็นอะไรที่เป็นปัจจุบันเอาเลย เคยคิด เคยกลุ้ม เคยพูดซ้ำๆซากๆอย่างไร ตายไปก็จะคิด จะกลุ้ม จะบ่นเพ้อซ้ำๆซากๆอย่างนั้นร่ำไป แต่ขณะยังมีชีวิตมนุษย์อยู่นี่พอปรับปรุงแก้ไขได้ก็ปรับปรุงเสียเถิด หัดคิดเรื่องวันนี้ หัดพูดถึงสาระประโยชน์เฉพาะหน้า พอจะหวนกลับไปคิดมากเรื่องเก่าๆก็กลับมาอยู่ตรงหน้าใหม่ ทำตัวไม่ให้ว่าง แล้วจะพบว่าเกิดความแจ่มกระจ่างทางใจมากขึ้นเรื่อยๆ อารมณ์หดหู่ไม่กลับมาครอบงำอีกง่ายๆ

๓) ชอบมองโลกในทางลบ ประเภทเห็นข่าวดาราเตียงหัก ก็มานั่งวิตกว่าเหตุแบบเดียวกันอาจจะเกิดขึ้นกับเราบ้าง หรือไม่ก็เอาแต่นั่งอ่าน นั่งขนหัวลุกอยู่ทั้งวันเกี่ยวกับเรื่องโลกแตก กลัวสงครามโลกครั้งใหม่ปะทุ กลัวน้ำมันจะแพงขึ้นถึงลิตรละ ๔๐ กลัวต่อไปเชื้อโรคจะหอบมาตามลมหรือแฝงตัวอยู่กับอาหารการกิน อันที่จริงก็ต้องเห็นใจคนยุคเราเหมือนกัน เพราะเรื่องดีๆแม้ยังมีอยู่มากก็ไม่เป็นข่าว แต่จะเป็นข่าวก็เฉพาะจำพวกเรื่องที่ทำให้หมดกำลังใจจะอยู่ต่อ ถ้ารู้ตัวว่าบริโภคข่าวด้านลบมากๆแล้วติดค้างคาใจ ไพล่ไปทึกทักว่าเรื่องร้ายๆจะต้องเกิดขึ้นกับเราด้วย ก็ขอแนะนำให้อ่านหนังสือพิมพ์หรือดูข่าวโทรทัศน์ให้น้อยลง ถ้าจะอ่านหรือดูก็คัดๆเลือกๆหน่อย ไม่ใช่ถือเป็นหน้าที่ที่ต้องอ่านมันทุกข่าว หรือติดตามข่าวร้ายเป็นซีรีส์กันทุกวัน จากนั้นหันไปอ่านหรือหันไปดูข่าวที่เป็นมงคลเสียบ้าง มองตามจริงบ้างว่าแง่ดีในโลกนี้ยังมีให้มองอีกมาก พอเริ่มมองโลกภายนอกในทางบวก ก็จะค่อยๆหันมาเริ่มมองโลกภายในไม่เป็นลบตามกันไปเอง เพื่อตัดเหตุแห่งความหดหู่ลงไปได้อีกข้อ

๔) ชอบความเหงาเศร้าโดยไม่รู้สึกตัว ประเภทนั่งคนเดียวเฉยๆแล้วน้ำตาพานจะไหลเป็นทางเหมือนไม่มีสาเหตุ หรือฟังเพลงเพื่อคนอกหักแล้วร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร ขณะเดียวกันก็พอใจกับห้วงภาวะเช่นนั้นโดยไม่อยากแก้ไขดัดแปลง ถ้ารู้ตัวว่าเป็นประเภทนี้ขอให้สังเกตว่ามีแนวโน้มจะสงสารตัวเอง ไม่พบใครที่จริงใจด้วย หรือถึงพบก็ไม่รู้สึกว่าใช่ ไม่อาจให้ความอบอุ่นกับเราได้ ลองดูดีๆจะพบว่าความเหงามี ๒ ประเภท คือเหงาแล้วโหยหาความอบอุ่นแบบจะขาดใจตาย กับเหงาแล้วมีความสุขแบบสะใจแฝงอยู่ลึกๆ แต่ไม่ว่าเหงาประเภทไหน ก็พ่วงมาซึ่งความหดหู่เก่งเสมอ และออกจะแก้ยากกว่าข้ออื่นๆสักหน่อย เนื่องจากคนเรามักเรียกร้องให้มีใครมาเห็นใจ มาให้ความอบอุ่น โดยตัวเราเป็นผู้รับหรือผู้ตอบสนอง ขอให้ลองอย่างนี้ดู คือกลับขั้วสักนิด คิดเป็นผู้เริ่มเห็นใจก่อน ให้ความอบอุ่นกับคนอื่นก่อน ยังมีผู้ด้อยโอกาสในสังคมมากมายก่ายกองที่รอรับ ‘การให้ก่อน’ จากเราอยู่เสมอ ถ้าทำแค่ครั้งสองครั้งอาจจะยังไม่เห็นผลอะไร แต่ถ้าทำประจำจนเป็นกิจวัตรกระทั่งรู้สึกถึงความสว่าง ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาจากจิตคิดให้ของตนเอง เมื่อนั้นคุณจะไม่ปรารถนาความรักความอบอุ่นจากภายนอกที่อยู่กับเราได้แบบไม่คงเส้นคงวาหาความแน่นอนยากอีกเลย จะยึดเอารัศมีความอบอุ่นจากใจตัวเองนี่แหละเป็นที่พึ่งเที่ยงแท้ถาวร

อาการเหม่อซึมหรือหดหู่จะมาจากมูลเหตุใดก็ตามที สามารถแก้ไขสภาพเฉพาะหน้าได้ง่ายที่สุดคือรู้เท่าทันว่าเงื้อมเงาความหดหู่กำลังเข้าครอบงำใจเราแล้ว แทนที่จะติดนิสัยยอมโดนครอบอย่างเคยๆมา พอรู้สึกตัวก็หันไปทำกิจธุระอันใดอันหนึ่งทันที ยิ่งถ้าเป็นธุระที่ทำให้ใจเบา ใจสว่างด้วยก็ยิ่งเยี่ยม พูดง่ายๆลองหมั่นทำบุญและอ่านหนังสือธรรมะบ่อยๆ จะเห็นเองว่าความมืดย่อมทนต่อแสงสว่างไม่ได้เป็นธรรมดา ความสว่างมา ความมืดต้องหายไปแน่ๆครับ

มดเอ๊ก
01-11-2008, 05:04 PM
ถาม – ไม่อยากเหลิงหลง ไม่อยากฟองฟูไปกับโลกธรรม ควรมีท่าทีอย่างไรกับเสียงสรรเสริญและการบูชา?

คำสรรเสริญและความชื่นชมจัดเป็นของดี ในแง่ที่ทำให้เรามีกำลังใจ แต่ขณะเดียวกันก็อาจเป็นของเสีย ในแง่ที่ทำให้เราเหลิงหลงได้ ความเหลิงหลงเป็นที่มาของการเสียคน เป็นที่มาของบาปกรรมนานาชนิดที่คิดไม่ถึง

คนเราทำงานหากไม่ได้ฟังเสียงสะท้อนเอาเสียเลยว่างานของเราดีแค่ไหน ก็คงไม่ทราบว่ามาถูกทางหรือยัง และคงไม่มีกำลังใจจะมุทำต่อหรือคิดพัฒนาให้งานดียิ่งๆขึ้นไป แต่ขณะเดียวกันหากทำงานแล้วปิดหูปิดตาไม่ฟังเสียงติ หรืออ้างว่าไม่เห็นมีใครทักท้วงอะไร ตรงนั้นอันตรายแล้ว คือถ้างานมีจุดบกพร่องก็หมดสิทธิ์เห็น หรือถ้าเนื้องานอาจก่อความเสียหายก็หมดสิทธิ์แก้ไขให้ทันการณ์ ยิ่งเมื่อใดถึงจุดที่เกิดความเหลิง เห็นหลงไปว่าตัวเองไม่มีทางคิดผิด พูดผิด หรือทำผิด ก็อาจก่อโศกนาฏกรรมขึ้นได้มากไม่จำกัด

สำหรับเสียงสรรเสริญที่เข้ากระทบตัวนั้น เริ่มแรกจะหลงๆไปบ้างก็เป็นธรรมดา แต่ถ้างานของคุณต้องเจอเสียงสรรเสริญเยินยอบ่อยๆ ก็ต้องฝึกที่จะฟังว่าเสียงใดเป็นกระจกเงา เสียงใดเป็นปีกที่พาเราลอยโด่งจนก้มลงหาเท้าตัวเองไม่เจอ หรือถึงเจอก็หาพื้นดินเหยียบไม่ได้ การฝึกฟังตามจริงนี้จะเป็นก้าวแรกที่สำคัญ ที่จะทำให้จิตใจของเรามีสมอบกคอยตรึงไว้กับพื้น เวลาเจอลมหรือพายุสรรเสริญแรงๆจะได้ไม่ลอยไปไหนไกล

พอฝึก ‘ฟังตามจริง’ ได้ขั้นหนึ่ง ต่อมาให้ฝึก ‘รู้ตามจริง’ ว่าความฟองฟูแห่งใจนั้น ก็แค่อาการปีติยินดีชนิดหนึ่ง มันกระทุ้งเราให้ลิงโลดได้เหมือนม้า หรือขับดันเราให้วิ่งจู๊ดได้เหมือนรถแข่ง แต่ที่สุดของความถึงอกถึงใจก็คือความจบสิ้นสภาพ คือความโรยราของปีติ ธรรมชาติให้เราได้มากที่สุดแค่นี้ แล้วก็ริบไปเสียอย่างนั้น การฝึกรู้ตามจริง จะทำให้เห็นตามจริงว่าแม้ปีติยังไม่เที่ยง จะหวังความเที่ยงทนของเสียงสรรเสริญได้อย่างไร วันหนึ่งอาจแปรเป็นเสียงติฉินนินทาได้เสมอ เช่นนี้จะทำให้อกไม่พอง จั๊กกะแร้ไม่บวมจนน่าเกลียดตอนเจอดอกกุหลาบหอมๆขว้างใส่ ขณะเดียวกันก็จะไม่ทำหน้าบูดบึ้ง ไหล่ตกคอตีบอย่างน่าสมเพชตอนโดนก้อนอิฐหรือขี้หมาปาหัว

โลกมนุษย์ไม่ใช่ทั้งสรวงสวรรค์และขุมนรก แต่อยู่ตรงกลางๆระหว่างนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสให้ตระหนักในโลกธรรมอันเป็นของคู่ มีลาภคู่กับเสื่อมลาภ มียศคู่กับเสื่อมยศ มีสรรเสริญคู่กับนินทา มีสุขคู่กับทุกข์ จะเลือกเอาเฉพาะด้านที่เป็นบวกอย่างเดียว แล้วหวาดกลัวด้านที่เป็นลบ ขอไม่เอาด้านลบนั้นไม่ได้ เมื่ออยู่ในโลกก็ต้องเห็นความจริงเกี่ยวกับโลกธรรมเหล่านี้ทั้งสิ้น สุดแท้แต่ว่าใครจะฝึกใจให้อยู่ตรงกลาง ไม่มีความยินดียินร้าย หรือมีความยินดียินร้ายให้น้อยที่สุดครับ

:yociexp15:http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare014.htm (http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare014.htm)