Paang
01-09-2008, 07:25 AM
http://www.komchadluek.net/2008/01/09/images/nun9jan61474.jpg
คืนวันที่31 ธันวาคม 2550 ณ เสถียรธรรมสถาน หลังจากที่เราได้เฉลิมฉลองวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2551 ด้วยเสียงของการสาธยายมนต์ที่เราได้เจริญพระพุทธมนต์ร่วมกัน คนกว่าครึ่งพันที่มาสวดมนต์ในคืนวันนั้นเดินทางกลับบ้านพร้อมกับความอิ่มเอมเป็นสุข ด้วยว่ามีความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตในก้าวย่างต่อไปของปีใหม่ด้วยความไม่ประมาทขาดสติ
แล้วในค่ำคืนของวันที่ 1 มกราคม ข้าพเจ้าก็ได้เดินทางไปเยือนกรุงนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อพบกับคนไทยที่วัดปากน้ำญี่ปุ่น ซึ่งมาร่วมทำบุญเนื่องในวันปีใหม่
ทว่าทันทีที่ถึงประเทศญี่ปุ่นในเวลาเช้าวันที่2 ข้าพเจ้าก็ได้ทราบข่าวว่า...
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์แล้ว
ขณะนั้นพวกเราคนไทยในต่างแดนต่างก็พร้อมใจกันทำภาวนาร่วมกัน และตั้งใจมั่นว่าเราจะเป็นพสกนิกรชาวไทย ที่จะถวายความจงรักภักดีต่อ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ด้วยการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นการปฏิบัติบูชาต่อบุคคลที่ควรบูชา เพราะถือเป็นการเรียนรู้ชีวิตที่เราจะได้ระลึกถึงความตายอันเป็นความจากพรากที่มนุษย์สุดจะเลี่ยงด้วยการกลับมาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของเราด้วยความไม่ประมาทขาดสติ และถวายความจงรักภักดี
ด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวเราให้เป็นพสกนิกรชาวไทยที่จะยังใช้ชีวิตที่เหลือของเราทำกุศลให้มากยิ่งขึ้น
เป็นการปฏิบัติบูชาบุคคลที่ได้เสียสละความสุขของชีวิตเพื่อช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยดังที่พวกเราได้เห็นและตระหนักรู้แล้วว่าพระองค์ท่านได้เสียสละอย่างไม่เลือกปฏิบัติอย่างไร และการเสียสละความสุขส่วนตัวของพระองค์ท่านก็ทำให้เราทุกคนรู้ว่า เรามีครูที่ยิ่งใหญ่ เป็นบุคคลที่เราควรจะบูชา เพราะพระองค์ท่านได้สร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ
เพราะฉะนั้นการระลึกถึงการจากไปของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ด้วยการนำสิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงทำให้ดูและมีความสุขให้เห็นมาเร่งทำให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้นก็เท่ากับเราได้สังคมไทยกลับมาที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราทำให้ช่วงเวลาที่เราสูญเสียพระองค์ท่านกลายเป็นการได้มาซึ่งความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณของพสกนิกรชาวไทย ซึ่งสิ่งนี้ต่างหากที่จะทำให้เราเห็นว่าการจากพรากนั้นมีปัญญา และได้ระลึกถึงด้วยการปฏิบัติบูชาที่สมควรยิ่งต่อบุคคลที่จากไป
และหลังจากการนำภาวนาคนไทยที่โน่นแล้วข้าพเจ้าก็เดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น และเมื่อกลับถึงประเทศไทย ข้าพเจ้าก็ได้เห็น ประชาชนคนไทยพร้อมใจกันใส่ชุดดำแสดงการไว้อาลัยแด่พระองค์ท่าน สังคมของเรากำลังเรียนรู้จากการจากพราก อย่างที่จะกลับมาตั้งหลักเพื่อกตัญญูต่อพระองค์ท่าน ไม่ว่าจะเป็นการเสนอภาพข่าว เกี่ยวกับพระประวัติและพระกรณียกิจโดยผ่านสื่อต่างๆ ก็ยิ่งเห็นเป็นกุศลว่าสิ่งที่จะเหลืออยู่หลังจากสิ้นชีวิตแล้วนั้นคือคุณงามความดีจริงๆ และก็ทำให้นึกย้อนไปถึงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ของปวงชนชาวไทย ผู้ที่อบรมบ่มเพาะ และสร้างเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาในพระหฤทัยของพระธิดาผู้เป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทย
ความรักที่พสกนิกรชาวไทยมีต่อพระองค์ท่านนั้นจะนานเท่าไร...ไม่มีวันลืมเลือน เสมือนพระองค์ท่านจะยังทรงประทับในใจของพวกเราและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและทำตามอย่างที่พระองค์ท่านได้ทรงเสียสละแล้ว...
พวกเราคนไทยทุกคนควรจะมีความเสียสละให้มากกว่านี้เหมือนดังที่พระองค์ท่านได้ทรงเสียสละมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์
ฉะนั้นการไว้อาลัยที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือเราอาศัย การจากพรากนี้มาทำให้สังคมไทยเป็นสุขด้วยการเสียสละให้มากขึ้น โดยอุทิศชีวิตที่ยังมีเหลืออยู่ของเราเพื่อจะยังประโยชน์ให้ถึงที่สุด...
สมดังที่พระองค์ท่านได้ทรงปฏิบัติให้เราดูและทรงมีความสุขให้เราเห็นเสมอมาและพระองค์ท่านจะยังอยู่ในความทรงจำไม่มีวันลืมเลือน
ธรรมสวัสดี <TABLE align=center><TBODY></TBODY></TABLE>
คืนวันที่31 ธันวาคม 2550 ณ เสถียรธรรมสถาน หลังจากที่เราได้เฉลิมฉลองวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2551 ด้วยเสียงของการสาธยายมนต์ที่เราได้เจริญพระพุทธมนต์ร่วมกัน คนกว่าครึ่งพันที่มาสวดมนต์ในคืนวันนั้นเดินทางกลับบ้านพร้อมกับความอิ่มเอมเป็นสุข ด้วยว่ามีความตั้งใจที่จะใช้ชีวิตในก้าวย่างต่อไปของปีใหม่ด้วยความไม่ประมาทขาดสติ
แล้วในค่ำคืนของวันที่ 1 มกราคม ข้าพเจ้าก็ได้เดินทางไปเยือนกรุงนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อพบกับคนไทยที่วัดปากน้ำญี่ปุ่น ซึ่งมาร่วมทำบุญเนื่องในวันปีใหม่
ทว่าทันทีที่ถึงประเทศญี่ปุ่นในเวลาเช้าวันที่2 ข้าพเจ้าก็ได้ทราบข่าวว่า...
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สิ้นพระชนม์แล้ว
ขณะนั้นพวกเราคนไทยในต่างแดนต่างก็พร้อมใจกันทำภาวนาร่วมกัน และตั้งใจมั่นว่าเราจะเป็นพสกนิกรชาวไทย ที่จะถวายความจงรักภักดีต่อ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ด้วยการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นการปฏิบัติบูชาต่อบุคคลที่ควรบูชา เพราะถือเป็นการเรียนรู้ชีวิตที่เราจะได้ระลึกถึงความตายอันเป็นความจากพรากที่มนุษย์สุดจะเลี่ยงด้วยการกลับมาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ของเราด้วยความไม่ประมาทขาดสติ และถวายความจงรักภักดี
ด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวเราให้เป็นพสกนิกรชาวไทยที่จะยังใช้ชีวิตที่เหลือของเราทำกุศลให้มากยิ่งขึ้น
เป็นการปฏิบัติบูชาบุคคลที่ได้เสียสละความสุขของชีวิตเพื่อช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยดังที่พวกเราได้เห็นและตระหนักรู้แล้วว่าพระองค์ท่านได้เสียสละอย่างไม่เลือกปฏิบัติอย่างไร และการเสียสละความสุขส่วนตัวของพระองค์ท่านก็ทำให้เราทุกคนรู้ว่า เรามีครูที่ยิ่งใหญ่ เป็นบุคคลที่เราควรจะบูชา เพราะพระองค์ท่านได้สร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ
เพราะฉะนั้นการระลึกถึงการจากไปของ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ด้วยการนำสิ่งที่พระองค์ท่านได้ทรงทำให้ดูและมีความสุขให้เห็นมาเร่งทำให้เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้นก็เท่ากับเราได้สังคมไทยกลับมาที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเราทำให้ช่วงเวลาที่เราสูญเสียพระองค์ท่านกลายเป็นการได้มาซึ่งความเข้มแข็งทางจิตวิญญาณของพสกนิกรชาวไทย ซึ่งสิ่งนี้ต่างหากที่จะทำให้เราเห็นว่าการจากพรากนั้นมีปัญญา และได้ระลึกถึงด้วยการปฏิบัติบูชาที่สมควรยิ่งต่อบุคคลที่จากไป
และหลังจากการนำภาวนาคนไทยที่โน่นแล้วข้าพเจ้าก็เดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น และเมื่อกลับถึงประเทศไทย ข้าพเจ้าก็ได้เห็น ประชาชนคนไทยพร้อมใจกันใส่ชุดดำแสดงการไว้อาลัยแด่พระองค์ท่าน สังคมของเรากำลังเรียนรู้จากการจากพราก อย่างที่จะกลับมาตั้งหลักเพื่อกตัญญูต่อพระองค์ท่าน ไม่ว่าจะเป็นการเสนอภาพข่าว เกี่ยวกับพระประวัติและพระกรณียกิจโดยผ่านสื่อต่างๆ ก็ยิ่งเห็นเป็นกุศลว่าสิ่งที่จะเหลืออยู่หลังจากสิ้นชีวิตแล้วนั้นคือคุณงามความดีจริงๆ และก็ทำให้นึกย้อนไปถึงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ของปวงชนชาวไทย ผู้ที่อบรมบ่มเพาะ และสร้างเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาในพระหฤทัยของพระธิดาผู้เป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทย
ความรักที่พสกนิกรชาวไทยมีต่อพระองค์ท่านนั้นจะนานเท่าไร...ไม่มีวันลืมเลือน เสมือนพระองค์ท่านจะยังทรงประทับในใจของพวกเราและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตและทำตามอย่างที่พระองค์ท่านได้ทรงเสียสละแล้ว...
พวกเราคนไทยทุกคนควรจะมีความเสียสละให้มากกว่านี้เหมือนดังที่พระองค์ท่านได้ทรงเสียสละมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์
ฉะนั้นการไว้อาลัยที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือเราอาศัย การจากพรากนี้มาทำให้สังคมไทยเป็นสุขด้วยการเสียสละให้มากขึ้น โดยอุทิศชีวิตที่ยังมีเหลืออยู่ของเราเพื่อจะยังประโยชน์ให้ถึงที่สุด...
สมดังที่พระองค์ท่านได้ทรงปฏิบัติให้เราดูและทรงมีความสุขให้เราเห็นเสมอมาและพระองค์ท่านจะยังอยู่ในความทรงจำไม่มีวันลืมเลือน
ธรรมสวัสดี <TABLE align=center><TBODY></TBODY></TABLE>