PDA

View Full Version : มารู้จัก"คำวัด"กันเถอะค่ะ


Being
08-24-2005, 10:12 AM
มารู้จัก"คำวัด"กันเถอะค่ะ

อาจริยวัตร แปลว่า กิจที่พึงทำต่ออาจารย์ คือธรรมเนียมการปรนนิบัติรับใช้อาจารย์ วิธีปฏิบัติต่อผู้เป็นอาจารย์
อาจริยวัตร เป็นธรรมเนียมที่ศิษย์จะพึงปฏิบัติต่ออาจารย์ของตนด้วยความเคารพและด้วยความจริงใจ ในพระวินัยท่านแสดงไว้โดยละเอียดเป็นต้น ว่าเอาใจใส่ในการอุปัฏฐากดูแลในกิจต่างๆ เช่นถวายน้ำล้างหน้า จัดหาน้ำสรงให้ หวังตั้งใจศึกษาความรู้จากท่าน ขวนขวายป้องกันหรือระงับความเสื่อมเสียอันจักเกิดมีแก่ท่าน รักษาน้ำใจท่าน เช่น ไม่คบหรือนับถือคนนอกมากกว่าท่าน เคารพนบน้อมท่าน ไม่เที่ยวเตร่ตามอำเภอใจ จะไปข้างไหนบอกลาท่านก่อน เมื่อท่านอาพาธก็เอาใจใส่พยาบาล ไม่ทอดทิ้งท่านไปที่อื่นเสียก่อนที่จะหาย
อาจริยวัตร เป็นกิจสำคัญอันศิษย์ผู้ตระหนักในธรรมเนียมไม่พึงเพิกเฉยหรือละเว้น


อาจิณ
อาจิณ แปลว่าประพฤติมาแล้ว ประพฤติประจำ ปฏิบัติมาแล้ว
อาจิณ ใช้ในความหมายว่า เป็นปกติเนืองๆ สม่ำเสมอ ประจำ เช่น ทำเป็นอาจิณ นอนเป็นอาจิณ และนิยมใช้นำหน้าคำที่หมายถึงทำเป็นปกติ ทำมาเนืองๆ ทำจนเคยชิน เช่น ใช้ว่า
อาจิณกัปปะ หมายถึงจารีตประเพณี ที่ครูอาจารย์ปฏิบัติกันมาเป็นประจำ
อาจิณกรรม หมายถึงกรรมที่ทำเนืองๆ
อาจิณวัตร หมายถึงธรรมเนียมที่ทำเป็นประจำ ที่ปฏิบัติเสมอๆ
อาจิณารมณ์ หมายถึงอารมณ์ที่เคยชิน

อาจารย์
อาจารย์ หมายถึงผู้สั่งสอนวิชาความรู้มาจากคำวัดว่า อาจริยะ
อาจารย์ ในคำวัดหมายถึงผู้อบรมสั่งสอนแนะนำ ให้การศึกษาเรื่องอาจาระคือความประพฤติที่ดีงาม จรรยามารยาท ตลอดถึงดูแลเรื่องสุขทุกข์และความเป็นอยู่ มีหน้าที่เหมือนเป็นพี่เลี้ยงใกล้เคียงกับหน้าที่พระอุปัชฌาย์ซึ่งเปรียบเหมือนบิดา เพราะฉะนั้นจึงมีธรรมเนียมที่ศิษย์จะพึงปฏิบัติตอบแทนที่เรียกว่า อาจริยวัตร
อาจารย์ ในคำไทยใช้เรียกครูผู้สั่งสอนวิชาความรู้ให้หรือบุคคลผู้มีความรู้มีความเชี่ยวชาญในทางใดทางหนึ่งด้วยความยกย่อง เช่นใช้ว่า
“ปีนี้อาจารย์ท่านจะเกษียณอายุแล้ว”
“ความรู้เรื่องเครื่องยนต์ของเขาอยู่ในระดับอาจารย์ทีเดียว”
“ท่านเป็นเกจิ อาจารย์จึงมีลูกศิษย์มาก”

อาชีวะ
อาชีวะ แปลว่า ความเป็นอยู่ การดำรงชีวิตอยู่
อาชีวะ ปกติใช้ในรูปคำไทยว่า อาชีพ หมายถึงการเลี้ยงชีวิต การทำมาหากิน งานที่ทำเป็นประจำเพื่อเลี้ยงชีพ เช่นใช้ว่า อาชีพสุจริต ประกอบอาชีพ อาชีพค้าขาย สัมมาชีพ มิจฉาชีพ
อาชีวะ ในคำวัดใช้ประกอบกับคำที่แสดงลักษณะของอาชีพ เข่น
อาชีวปาริสุทธิ คือเลี้ยงชีพโดยทางบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ
อาชีววิบัติ คือวิบัติโดยอาชีพ เสียหายทางอาชีพ
สัมมาอาชีวะ คือเลี้ยงชีพชอบ
มิจฉาอาชีวะ คือเลี้ยงชีพผิด
อาชีวะ ในคำไทยนำมาใช้ก็มี เช่น อาชีวศึกษา การศึกษาที่มุ่งไปในทางช่างฝีมือ


อาทิกัมมิกะ แปลว่า ผู้ทำคนแรก ผู้ประกอบกรรมครั้งแรก

อาทิกัมมิกะ หมายถึงภิกษุผู้ก่อความเสียหายจนเป็นเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามไว้ ผู้เป็นต้นบัญญัติแห่งสิกขาบทนั้นๆ กล่าวคือเมื่อภิกษุรูปใดกระทำหรือประพฤติอย่างใดอย่างหนึ่งชาวบ้านหรือภิกษุรูปนั้นมาสอบถาม ได้ความจริงแล้วหากทรงวินิจฉัยแล้วเห็นว่าการกระทำหรือความประพฤตินั้นไม่ดี ไม่ถูกต้อง นำตำหนิ ไม่ควรทำ ไม่ควรประพฤติก็ทรงบัญญัติเป็นสิกขาบทห้ามไว้ภิกษุรูปนั้นถือว่าเป็น อาทิกัมมิกะ ในเรื่องนั้น

อาทิกัมมิกะ ได้รับการยกเว้นไม่เป็นอาบัติ คือไม่ถือว่าเป็นผิด เพราะกระทำการนั้นเมื่อยังไม่มีสิกขาบทบัญญัติห้ามไว้


อาสภิวาจา แปลว่า วาจาที่องอาจ วาจาที่กล่าวด้วยความกล้าหาญ คำพูดที่ยิ่งใหญ่

อาสภิวาจา ในคำวัดใช้หมายถึงคำประกาศของพระพุทธเจ้าตอนประสูติจากพระครรภ์ คือเมื่อพระองค์ประสูติแล้วทรงยืนได้ด้วยพระบาททั้งสอง ทรงผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ย่างพระบาทไปได้ 7 ก้าว แล้วทรงเปล่งอาสภิวาจาว่า

อัคโคหมัสมิ โลเก เชฏโฐหมัสมิ โลเก เสฏโฐหมัสมิ โลเก

แปลว่า เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก เราเป็นผู้ใหญ่แห่งโลก เราเป็นผู้ประเสริฐสุดแห่งโลก

อาสภิวาจา ใช้กับพระอริยสาวก เช่น พระสารีบุตร พระอนุรุทธะ ก็มี


อิฏฐารมณ์ แปลว่าอารมณ์ที่น่าปรารถนา ตรงกันข้ามกับ อนิฏฐารมณ์

อิฏฐารมณ์ คือสิ่งที่คนปรารถนา ต้องการอยากได้ อยากมี อยากพบเห็น ได้แก่ กามคุณ 5 คือรูป เสียงกลิ่น รส สัมผัสที่ดี ชวนให้รักให้ชอบใจ และโลกธรรมในส่วนที่ดี 4 คือ ลาภยศ สรรเสริญ สุข

อิฏฐารมณ์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้แก่ทุกคนแต่มีความจริงว่าเป็นสิ่งไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพนั้นๆ ไม่ได้นาน มีความแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา เกิดมีได้ก็กลับกลายเป็นอื่นไปได้

อิทธิปาฏิหาริย์ แปลว่า ความอัศจรรย์ คือฤทธิ์ ฤทธิ์เป็นอัศจรรย์ คือการแสดงฤทธิ์ได้เป็นอัศจรรย์ ความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากฤทธิ์ซึ่งเป็นอำนาจจิตที่นอกเหนือกฎธรรมชาติ เหนือวิสัยมนุษย์สามัญ


อิทธิปาฏิหาริย์ เป็นความอัศจรรย์อย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า พระอริยสาวก และผู้วิเศษผู้ได้ฌานสมาบัติ โดยทำสิ่งที่พ้นวิสัยมนุษย์ทั่วไปได้ เช่น เนรมิตตัวเองให้เป็นไปต่างๆ คือแปลตัวได้ หายตัวได้ ดำดินได้ เดินบนน้ำได้ เหาะได้ เป็นต้น


อาสวกิเลส แปลว่า กิเลสที่หมักดองอยู่ในจิต

อาสวกิเลส คือกิเลสที่หมักหมม นอนเนื่อง ทับถมอยู่ในจิต ซุบย้อนจิตให้เศร้าหมอง ให้ขุ่นมัว ให้ชุ่มอยู่เสมอ เรียกย่อว่า อาสวะ ก็ได้

อาสวกิเลส มี 4 อย่างคือ

กาม ได้แก่ความติดใจรักใคร่อยู่ในกามคุณ
ภพ ได้แก่ความติดอยู่ในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่
ทิฏฐิ ได้แก่ความเห็นผิด ความหัวดื้อหัวรั้น
อวิชชา ได้แก่ความไม่รู้จริง ความลุ่มหลงมั่วเมา


อารยธรรม แปลว่า ธรรมอันดีงาม ธรรมของอารยชน ธรรมที่ทำให้เป็นอริยะ ในคำวัดใช้ว่า อริยธรรม
.....อารยธรรม หมายถึงคุณธรรมที่เป็นหลักปฏิบัติของคนที่เจริญแล้ว หรือที่เป็นหลักปฏิบัติ เพื่อความเป็นคนที่เจริญ อย่างต้นได้แก่เบญจศีลและเบญจธรรม อย่างกลางได้แก่สังวรมีปาติโมกขสังวรเป็นต้น อย่างสูงได้แก่โพธิปักขิยธรรมมีสติปัฏฐานเป็นต้น คุณธรรมเหล่านี้ยกระดับคนให้สูงขึ้นตามลำดับจนถึงเป็นพระอริยบุคคล

.....อารยธรรม ในคำไทยใช้หมายถึงความเจริญด้วยขนบธรรมเนียมอันดี เช่นใช้ว่า
“ บ้านเมืองที่มีอารยธรรมมาช้านานเขาก็เจริญอย่างนี้แหละ”


อินทรีย์ แปลว่า ผู้เป็นใหญ่ สิ่งที่เป็นใหญ่ คือเป็นใหญ่ในหน้าที่ของตนหรือมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนั้นๆ

.....อินทรีย์ ในคำวัดใช้หมายถึงอายตนะภายใน 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะตาเป็นใหญ่ในการดู รับผิดชอบเรื่องดู หูเป็นใหญ่ในการฟัง รับผิดชอบเรื่องฟัง เป็นต้น และหมายถึงธรรมที่เป็นใหญ่ 5 คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เพราะสัทธามีหน้าที่กำจัดความไม่เชื่อ วิริยะมีหน้าที่กำจัดความเกียจคร้าน เป็นต้น

.....อินทรีย์ ในคำไทยใช้หมายถึงร่างกายและจิตใจ สติปัญญา สิ่งมีชีวิต เช่นใช้ว่า สำรวมอินทรีย์ มีอินทรีย์แก่กล้า ชีวิตินทรีย์


อิริยาบถ แปลว่า การเคลื่อนไหว กิริยาอาการ ท่าทาง คืออาการเคลื่อนไหวของร่างกาย การผลัดเปลี่ยนท่าทางของอวัยวะ เช่นใช้ว่า


“สามเณรรูปนี้เป็นผู้มีอิริยาบถงดงาม มีวัตรน่าเลื่อมใส เป็นศิษย์ของพระอนุรุทธะ”


อิริยาบถ โดยทั่วไปหมายถึงอาการที่ร่างกายอยู่ในท่าใดท่าหนึ่ง ที่สำคัญมี 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน เรียกว่า อิริยาบถ 4 ท่านว่าผู้บริหารร่างกายที่ดีคือผู้ควบคุมอิริยาบถเหล่านี้ได้ดี โดยผลัดเปลี่ยนท่าทางให้เสมอๆ กัน จะทำให้อายุยืนและปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ


อิริยาบถ มักเขียนผิดเป็น อิริยาบท และมักพูดผิดเป็น อริยาบถ


อิสิปตนมฤคทายวัน แปลว่า ป่าเป็นที่ให้อภัยแก่เนื้อ อันเป็นที่ตกไปแห่งฤษี คือป่าที่ไม่มีภัยแก่สัตว์ซึ่งเป็นที่ชุมนุมอยู่ของพวกฤษี

อิสิปตนมฤคทายวัน หมายถึงป่าใหญ่ที่อยู่ใกล้เมืองพาราณสี เป็นสวนสัตว์เปิดที่สัตว์ได้รับการคุ้มครอง เทียบได้กับอุทยานแห่งชาติในปัจจุบันซึ่งเป็นที่เหล่าฤษีมาพำนักอาศัยกันจำนวนมาก เป็นที่เหมาะสำหรับนักบวชผู้สละเหย้าเรือนแล้ว

อิสิปตนมฤคทายวัน เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาแก่พระปัญจวัคคีย์ปัจจุบันเรียกว่า สารนาถ ยังมีพระสถูปใหญ่และซากวัดโบราณปรากฎเป็นหลักฐานอยู่


อุทิศ แปลว่า จำเพาะ เจาะจง เฉพาะตัว มุ่งหมาย

.....อุทิศ ใช้ในความหมายหลายอย่าง คือ

.....หมายถึง แผ่ส่วนบุญให้แก่ผู้ตายตามประเพณี เช่นใช้ว่า อุทิศส่วนบุญ อุทิศผลบุญกุศล

.....หมายถึง เจาะจงให้ ทำเพื่อ เช่นใช้ว่า อุทิศให้ได้ บวชอุทิศพระศาสดา

.....หมายถึง เสียสละ เช่นใช้ว่า อุทิศชีวิต อุทิศร่างกาย อุทิศเลือดเนื้อ


อุปการะ แปลว่า การเข้าไปทำการช่วยเหลือ การเข้าไปบริการ ใช้คู่กับคำว่า ปฏิการะ คือการสนองคุณ การตอบแทนบุญคุณ

......อุปการะ หมายถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลการอุดหนุนค้ำจุน การสงเคราะห์อนุเคราะห์ การให้บริการ กล่าวคือ การทำความดีแก่ผู้อื่นโดยมุ่งให้เขาได้รับประโยชน์ มีความสุข มีความพอใจ มีความเจริญก้าวหน้า หรือให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้

......อุปการะ เป็นการจัดเป็นคุณความดีอย่างหนึ่ง จึงเรียกว่า อุปการคุณ ก็มี ซึ่งทำให้ผู้ที่ได้รับเกิดความซาบซึ้งใจ เกิดความนึกในพระคุณและปฏิการะตอบแทนด้วยวิธีที่ชอบธรรมตามควรตามโอกาส


อุปนิสัย แปลว่า พื้นฐาน อิงอาศัย สิ่งที่อุดหนุน

.....อุปนิสัย ใช้หมายถึงความประพฤติที่เคยชินเป็นพื้นมาในสันดาน ความประพฤติที่เคยชินจนเกือบเป็นนิสัย เช่นใช้ว่า

.....“เขามีอุปนิสัยใจร้อนมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว”

.....“อุปนิสัยใจคอเขาเป็นอย่างไรก็น่าจะรู้ดีเพราะอยู่กินกันมาตั้งนานแล้ว”

.....อุปนิสัย ยังหมายถึงธรรมที่สนับสนุนเกื้อกูลให้บรรลุธรรมสูงขึ้นไป เรียกว่าเป็น อุปนิสัยปัจจัย เช่นใช้ว่า

.....“การปฏิบัติธุดงค์และการบำเพ็ญกรรมฐานของเธอจักเป็นอุปนิสัยแห่งมรรคผลต่อไปข้างหน้า”