Paang
11-10-2005, 10:07 AM
ในปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหามีผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้หรือมะเร็งต่อมลูกหมาก ส่งผลทำให้มีการค้นหาวิธีเอาชนะเจ้ามะเร็งร้ายสารพัดวิธี ทั้งศาสตร์การแพทย์แผนปัจจุบันและศาสตร์การแพทย์ทางเลือก
http://pics.manager.co.th/Images/548000018965002.JPEG
อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้หนึ่งที่เป็นที่ยอมรับกันก็คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันด้วยการรับประทานอาหารเพื่อต่อต้าน อนุมูลอิสระ ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็ง
อาจารย์ ณัฐ อาจสมิติ นักวิทยาศาสตร์กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขอธิบายถึงอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งว่า แหล่งที่มาของอนุมูลอิสระมีอยู่ 2 ทางคือจากภายนอกร่างกายและภายในร่างกาย
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระจากภายนอกมีหลายสาเหตุด้วยกัน อาทิ เป็นผลมาจากอาหารการกินที่มีการเติมสารเคมี หรือสารที่ปนเปื้อนโดยไม่ตั้งใจ การปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง เป็นต้น
ส่วนจากภายในร่างกายก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ ความเครียด" ที่ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญลำดับต้นๆ มากเป็นลำดับ ยิ่งคนเมืองที่มีวิถีชีวิตที่เคร่งเครียดกับการทำงานด้วยแล้ว ยิ่งมีความเสี่ยงต่อมะเร็งมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็ง ได้ด้วยความรู้ถึงสาเหตุที่จริงของการเกิดโรคมะเร็ง ทำให้คนส่วนใหญ่มักจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุจึงทำให้การแก้ปัญหาของโรคไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง
http://pics.manager.co.th/Images/548000018965001.JPEG
สำหรับกระแสการรับประทานชาเขียวที่ฟีเวอร์กันอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งนั้น อาจารย์ณัฐบอกว่า เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ กล่าวคือ
การที่คนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าชาเขียวจะให้สารแคโรทีนนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ผิด แต่ในชาเขียว 1 ขวดจะมีเนื้อชาที่จะมีสารต้านอนุมูลอิสระน้อยกว่าการรับประทานพักเพียง 1 ขีดเท่านั้น
ผมอยากแนะนำให้รับประทานผักจะเป็นการดีกว่า เพราะในผักมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่เยอะ โดยเฉพาะการทานผักพื้นบ้านของไทยที่มีส่วนประกอบของสารเบต้าแคโรทีนสูงที่สามารถต้านโรคมะเร็ง ทั้งยังหาง่ายตามท้องตลาดราคาก็ไม่แพงสามารถปลูกได้ตามบ้านเรือน
สำหรับผักพื้นบ้านไทยที่มีสารเบต้าแคโรทีนสูงและอยากจะแนะนำให้รับประทานกันมีอยู่ 3 ชนิดคือ 1.ยอดตำลึง ที่มีสารเบต้าแคโรทีนถึง 5,190ไมโครกรัม 2.ใบกระเพราแดง มีสารเบต้านแคโรทีน 7,875 ไมโครกรัมและ 3.ผักสำปะสี มีสารเบต้าแคโรทีน 15157ไมโครกรัม
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการให้คำแนะนำด้วยว่า คุณค่าของผักพื้นบ้านไทยนั้นสามารถให้สารอาหารสูงเทียบเท่ากับผักในต่างประเทศ อย่างเช่นแครอทที่คนส่วนใหญ่นิยมรับประทานแก้โรคมะเร็งในตับเลยทีเดียว ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่จะหันมารณรงค์การรับประทานผักพื้นบ้านกัน เพราะเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามหัวไร่ปลายนาอยู่แล้ว
ที่มา http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9480000155355
http://pics.manager.co.th/Images/548000018965002.JPEG
อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้หนึ่งที่เป็นที่ยอมรับกันก็คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันด้วยการรับประทานอาหารเพื่อต่อต้าน อนุมูลอิสระ ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็ง
อาจารย์ ณัฐ อาจสมิติ นักวิทยาศาสตร์กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขอธิบายถึงอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งว่า แหล่งที่มาของอนุมูลอิสระมีอยู่ 2 ทางคือจากภายนอกร่างกายและภายในร่างกาย
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระจากภายนอกมีหลายสาเหตุด้วยกัน อาทิ เป็นผลมาจากอาหารการกินที่มีการเติมสารเคมี หรือสารที่ปนเปื้อนโดยไม่ตั้งใจ การปรุงอาหารที่ใช้ความร้อนสูง เป็นต้น
ส่วนจากภายในร่างกายก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ ความเครียด" ที่ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญลำดับต้นๆ มากเป็นลำดับ ยิ่งคนเมืองที่มีวิถีชีวิตที่เคร่งเครียดกับการทำงานด้วยแล้ว ยิ่งมีความเสี่ยงต่อมะเร็งมากขึ้น
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นตัวการทำให้เกิดโรคมะเร็ง ได้ด้วยความรู้ถึงสาเหตุที่จริงของการเกิดโรคมะเร็ง ทำให้คนส่วนใหญ่มักจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุจึงทำให้การแก้ปัญหาของโรคไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่คาดหวัง
http://pics.manager.co.th/Images/548000018965001.JPEG
สำหรับกระแสการรับประทานชาเขียวที่ฟีเวอร์กันอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดมะเร็งนั้น อาจารย์ณัฐบอกว่า เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ กล่าวคือ
การที่คนส่วนใหญ่มีความเห็นว่าชาเขียวจะให้สารแคโรทีนนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ผิด แต่ในชาเขียว 1 ขวดจะมีเนื้อชาที่จะมีสารต้านอนุมูลอิสระน้อยกว่าการรับประทานพักเพียง 1 ขีดเท่านั้น
ผมอยากแนะนำให้รับประทานผักจะเป็นการดีกว่า เพราะในผักมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่เยอะ โดยเฉพาะการทานผักพื้นบ้านของไทยที่มีส่วนประกอบของสารเบต้าแคโรทีนสูงที่สามารถต้านโรคมะเร็ง ทั้งยังหาง่ายตามท้องตลาดราคาก็ไม่แพงสามารถปลูกได้ตามบ้านเรือน
สำหรับผักพื้นบ้านไทยที่มีสารเบต้าแคโรทีนสูงและอยากจะแนะนำให้รับประทานกันมีอยู่ 3 ชนิดคือ 1.ยอดตำลึง ที่มีสารเบต้าแคโรทีนถึง 5,190ไมโครกรัม 2.ใบกระเพราแดง มีสารเบต้านแคโรทีน 7,875 ไมโครกรัมและ 3.ผักสำปะสี มีสารเบต้าแคโรทีน 15157ไมโครกรัม
ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการให้คำแนะนำด้วยว่า คุณค่าของผักพื้นบ้านไทยนั้นสามารถให้สารอาหารสูงเทียบเท่ากับผักในต่างประเทศ อย่างเช่นแครอทที่คนส่วนใหญ่นิยมรับประทานแก้โรคมะเร็งในตับเลยทีเดียว ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่จะหันมารณรงค์การรับประทานผักพื้นบ้านกัน เพราะเป็นสิ่งที่มีอยู่ตามหัวไร่ปลายนาอยู่แล้ว
ที่มา http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9480000155355