View Full Version : หลวงพ่อสอนอะไร
Paang
11-10-2005, 07:50 AM
http://www.thavorn.org/venerable/pra-thavorn02.jpg
สรุปธรรมบรรยายของ พระพิสาลพัฒนากทร
พระอาจารย์ถาวร จิตตถาวโร- วงศ์มาลัย
โดย นายรังสรรค์ อินท์จันทร์
จัดพิมพ์โดย คณะศิษยานุศิษย์
******************
อนุโมทนากถา
ด้วยครอบครัวของคุณโยมสนธิ-ทัศนา อินทร์จันทร์ มีลูกชายคือ คุณรังสรรค์ อินทร์จันท์ ซึ่งเป็นผู้ที่สนใจ ใส่ใจ เลื่อมใสในพระพุทธศานสนา ได้ถวายที่ดินพื่อสร้างวัดสามสิบเศษ ที่อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เมื่อคุณรังสรรค์ได้ฟังเทป และอ่านหนังสือธรรมปฏิบัติ ของอาตมาแล้วเกิดความเข้าใจดี ได้ถอดข้อความย่อตามความเข้าใจนั้น เพื่อความแม่นยำในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่อาตมานำมาบรรยายขยายผล ง่ายต่อการจำ และง่ายต่อการนำมาปฏิบัติ จึงได้รวบรวมพิมพ์เป็นรูปเล่ม เพื่อให้ท่านผู้อ่านสะดวก ทั้งฟัง ทั้งอ่าน และแน่ใจว่าได้ประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย
จึงขออนุโมทนากับคุณรังสรรค์ อินทร์จันทรฺ ไว้ณ โอกาสนี้
พระพิสาลพัฒนาทร
(ถาวร จิตตถาวโร)
ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร
ผู้อำนาวยการโครงการปฏิบัติธรรมศาลาพระราชศรัทธา
ประธานอุปถัมภ์อำนวยการโครงการเมืองสหกรณ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ประธานอุปถัมภ์ มูลนิธิศาลาพระราชศรัทธา และมูลนิธิ ถาวรจิตตถาวโร-วงศ์มาลัย
******************
หนังสือ หลวงพ่อสอนอะไร เล่มนี้
คณะศิษยานุศิษย์ขออนุญาติจัดพิมพ์ขึ้นอีกครั้ง ตามฉบับเดิม
เพื่อนน้อมบูชาพระคุณและแสดงมุฑิตาสักการะ
ท่านพระอาจารย์ถาวร จิตตถาวโร-วงศ์มาลัย
เนื่องในวันที่ 4 มีนาคม พุทธศักราช 2546
หนังสือเล่มนี้ สรุปธรรมบรรยายโดย
คุณรังสรรค์ อินทร์จันทร์ ประกอบด้วย
โอวาทธรรม คติธรรม และหลับปฏิบัติ
ซึ่งได้อธิบายไว้อย่างถ่องแท้
เพื่อให้เราสามารถน้อมนำมาพัฒนาความคิด ความเข้าใจ
พร้อมกับเป็นเสมือนคู่มือในการดำเนินชีวิต
หลวงพ่อสอนอะไร เหมาะสำหรับผู้ที่ใฝ่ใจศึกษาพระพุทธศาสนา
และนักปฏิบัติธรรมทุก ๆคน
เหล่าศิษยานุศิษย์กราบนมัสการ
ในความเมตตาของหลวงพ่อถาวร ที่อนุญาติให้จัดพิมพ์ และ
ขออานิสงฆ์แห่งการศึกษา พิจารณาหลักธรรมปฏิบัตินี้
จะช่วยให้ท่านผู้อ่านมีศรัทธาที่หนักแน่น
ตั้งใจและจงใจในการทำบุญกุศล คุณงามความดียิ่ง ๆ ขึ้น
ทั้งมีปัญญาในการพิจารณาและปฏิบัติ
ตามหลักธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างถ่องแท้
Paang
11-10-2005, 07:57 AM
-1-
ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร
1. หากต้ม เคี่ยว ในที่สุดก็ได้น้ำมัน
ใจจะต้องขับเคี่ยว เคี่ยวเข็ญ ต้องฝืน ต้องข่ม ต้องทน ต้องอด อดจนจิตใจมีหลักมีฐาน เหตุจึงเกิดขึ้น ผลจึงตามมา ทนจนมีดี ทนจนได้ดี
2. การปฏิบัติเน้น เรื่องความเข้าใจ เพื่อความรู้ เพื่อความรู้ดี ที่สุดของมรรคผลอยู่ทีความไม่ลำเอียง ผู้ปฏิบัติต้องตัดขาดจากฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติ จากอวิชชา ความอยาก ลาภสักการะ ความกลัว ความลำเอียง ความโกรธ ความหลง ขาดปัญญา
3. ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ว่าด้วยเหตุด้วยผลทั้งสิ้น สรุปหัวใจได้ว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่แปรปรวน และดับไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวน และดับไปเป็นธรรมดา ต้องตัดใจได้จากสิ่งเหล่านี้ ต้องให้เห็นจริงจังว่าน่าเบื่อ สัจธรรมเปลี่ยนแปลงได้ทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าเผลอหงุดหงิดได้ทุกเรื่อง อย่าหวั่นไหว ไช้ปัญญากำหนด ความเข้าใจทำให้ไม่เสียหลัก หากยึดแล้วจะเสียหลัก คนเรายึดจนตาย
ขาดสติ สัมปชัญญะก็อ่อนแอ หวั่นไหว เสียหลักเสียทุกสิ่งทุกอย่าง
Paang
11-10-2005, 08:04 AM
-2-
ปลุกใจให้ตื่น
1. ความละเอียดของปัญญาคือ ใส่ใจกับสิ่งที่รับผิดชอบ ละเอียดในการปฏฺบัติ ก่อให้เกิดคือนิโรธ (ความดับทุกข์) มรรคคือทางปฏิบัติโดยเน้นปัญญาเป็นหลัก
2. ภาวนาเน้นเรื่องสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น การนั่งไม่ใช่นั่งเงียบเป็นหัวตอ กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก สลับหายใจเบา ยาว สั้น แรง สลับกันไป เพื่อให้รู้ตัวตน ให้ได้มรรค ได้ผล เพื่อปลุกใจให้ตื่น
3. ข้อคิดวันนี้ เมื่อไหร่ตั้งใจแล้วอย่าหวั่นไหว ต้องมุมานะ ถ้าไว่นไหวแล้วจะไม่ได้อะไร ต้องตั้งใจแล้วพยายามรักษาความตั้งใจ มุมานะสร้างเหตุสร้างผลในทาน ศีล ภาวนา
4. เราเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของเราเอง ถ้าไม่กำหนดแล้วใครเล่าจะกำหนดให้เรา เราต้องทำต้องรับผิดชอบ กำหนดลงในศีล สมาธิ ปัญญษ
ฝึกปฏิบัติสำรวจตัวเอง ดูจุดบกพร่อง พยายามเดินสวนทางกับโลกให้เข้าใจในสัจจะ ความจริงของชีวิต พระพุทธเจ้าทรงเน้น ให้ทำประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ตนคือทำให้สิ้นทุกข์-สิ้นกิเลส
5. ธรรมะสร้างความมีเหตุ มีผลให้กับใจ การตามดู ตามรู้ด้วยตัวเองคือยอดศีล ยอดธรรม
Paang
11-10-2005, 08:13 AM
-3-
รูปแบบการปฏิบัติธรรม
1. กรรมใครก่อ คนนั้นก็รับไปเอง อย่าไปเดือดร้อนเพราะเรื่องคนอื่น
2. ในโลกไม่น่าเชื่อว่าใจต้องบังคับ เอาศีลเป็นตัวบังคับเจ้าของ หากเราเอาศีลมาจับตัวเราให้เคร่งครัดแล้ว ทีนี้แหละเรามีความปลอดภัยสูง ไปที่ไหนอยู่ทีไหน ก็นึกถึงศีลของตัวเอง ถ้าไม่เห็นความสำคัญของจุดนี้แล้ว ใจก็จะไปตามกระแสแห่งโลก จนไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ใช่ล่องลอยนะ มันเหนือกว่าล่องลอยด้วยซ้ำไป วกวน วุ่นวาย สับสนไม่มีที่สิ้นสุด
อย่าให้มันง่ายจนเกินไป ให้มันละเอียด ให้มันรอบคอบ ให้มันสุขุมมากพอ มันจะต้องเอาตายเป็นเดิมพัน
3. การปฏิบัติที่มีปัญหา เพาะมันตามใจเข้าของ ชั่วอึดเดียวนั่นแหละ วูบเดียว แวบเดียวนั่นแหละ มันเสียหลัก ทีนี้มันเป็นเรื่องใหญ่ ไม้ขีดก้านเดียวไหม้บ้านไหม้เมืองได้ ความรู้เพียงนิดเดียว มันปล่อยไปตามความรู้สึก มันเสียคนแล้ว ถึงแม้จะมีอะไร ตัวตายศีลต้องรักษาไว้
4. รูปแบบการปฏิบัติ เราจะต้องรัดกุมตัวเองด้วยศีล เราจะต้องมีตัวบังคับตัวเองตลอดเวลาจะไปไหน อยู่ไหนจะตัองบังคับตัวเอง
การปฏิบัติธรรม คือการปฏิบัติให้รู้จักตัวเอง และเข้าใจตัวเองให้มากขึ้นกว่าเก่า
Paang
11-10-2005, 08:27 AM
-4-
การปรุงแต่งของจิต
1. จิตนี้ไว เร็ว ขยายได้ทุกเมื่อ ปรุงแต่งได้ทุกเมื่อ ปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา ให้กำหนดระลึกรู้ สำคัญที่สติ สัมปชัญญะ ให้รู้เท่าทันสุขและทุกข์ ให้เฝ้าปฏิบัติ ตามดูตามรู้ ตามสังเกต ให้รู้ได้เข้าใจชัดรู้อยู่เข้าใจอยู่
ไม่ควรยึดกับการปรุงแต่งของจิต เผลอเมื่อไหร่เกิดขึ้นเมื่อนั้น
2. ทำดีที่สุด อะไรจะเกิด ให้มันเกิด อะไรจะเป็นให้มันเป็น ให้ประคองเหตุ-ผล
3. เหตุคืออวิชชา ยิ่งดิ้นยิ่งรัด เพราะความไม่รู้ของคน อยาเย่อหยิ่งลืมเนื้อลืมตัว ทำลายอวิชชาด้วยวิชชา ทำลายความมืดด้วยแสงสว่าง จะต้องกาศัยเวลา อาศัยความตั้งใจ ดาศัยความอดทน จะเข้าใจความจริง ปัญญาจึงจะเกิด
4. การบำเพ็ญให้เกิดปัญญาต้องอาศัยเหตุคือความอดทน ความอดทนเป็นที่มาของทั้งหมด จะต้องอดทน ถ้ายังไม่ประสบผล ต้องแก้ตัวความอดทน
Paang
11-10-2005, 08:43 AM
-5-
เส้นทางแห่งการพ้นทุกข์ 1
1. ให้ใช้ความดีเป็นเครื่องยึด เครื่องประกันตัวเอง ขอให้เราเป็นคนละเอียด ถ้าหยาบแล้วจะลำบาก ปัญญาเป็นเรื่องที่อยู่กับตัวคน คนไม่รู้ตัวเองคือคนบ้า หมดราคา ขาดสติ มีเรื่องต่อรองมาก
ขยันปฏิบัติธรรมคือ การแก้ที่ตัวเล็ก ๆ นิดๆ หน่อย ๆ
2. คนขยัน มีความพยายาม ย่อมสำเร็จในการปฏิบัติธรรมได้ทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน ตั้งใจฟัง ตั้งใจดู ตั้งใจคิด ปฏิบัติได้ทุกอิริยาบท
ปฏิบัติให้มุ่งความสมบุรณ์ของสติ สัมปชัญญะ จำเป็นต้องปรับตัวอยู่เรื่อยๆ เข้าสมาธิ ตั้งอยู่ในสมาธิ เดินปัญญา ถอนออกจากสมาธิจนได้ที่ได้ทาง เป็นวสีชำนาญ สำคัญคือต้องมีความเพียร
3. ตั้งใจแม้จะตายอย่างกบอย่างเขียดก็ทำ การปฏิบัติอยู่ทีหัวใจเรา รับประทานข้าวที่ไหน ก็อิ่มที่นั่น ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ผลที่นั่น
ต้องตั้งใจนะ ถ้าไม่ตั้งใจจะไปไม่รอด การชนะแต่ละขั้นต้องฝึก ต้องข่ม ต้องฟัง ครูบาอาจารย์ ถ้าปฏิฆะขัดเคืองกับครูบาอาจารย์ จิตจะตกง่าย เสื่อมง่าย
4. จะมีฤทธิ์เดชในใจอยู่ที่การปฏิบัติ จิตทีเสี่อมจากสมาธิอันดับหนึ่งคือพูดมาก ต่อไปคือแระทบกระเทือนครูบาอาจารย์
5. สังสารวัฏนี้ยาวจริง ๆ การปฏิบัติราจะต้องถี่ ต้องละเอียด จิตนี้ห้ามยาก ห้ามลำบาก อาศัยความขยัน ความเข้าใจ ตามดู ตามรู้ ตามสังเกต
6. ธรรมะ 84000 ข้อ รวามลงเหลือข้อเดียวคือ ฝึกสติ ตลอดทั้งการยืน เดิน นั่ง นอน สติรู้ตัวพร้อม ให้ตั้งใจอยู่ทุกวัน จะไม่ทำชั่ว ไม่พูดชั่ว ไม่คิดชั่ว แม้จะตายอย่างหมูอย่างหมาก็ตาม ตั้งใจแล้ว รักษาความตั้งใจไว้
7. เวลานั่งสมาธิ แล้วเกิดเวทนา ทำอย่างไรให้ยอม จะตายอย่างกบอย่างเขียดก็ยอม ทนถึงที่สุดแล้วหายหิว หายเมื่อย หายง่วง การปฏิบัติให้เด็ดขาดต่อตัวเอง หากเจาะไม่ถึงน้ำ ก็ไม่รู้ว่าน้ำมีหรือไม่ เจาะให้ถึงน้ำก็จะรู้ว่าน้ำมีทุกที่ ทนก็ทนให้ถึงที่สุดแล้วจะรู้ว่าคืออะไร เวทนาจะได้หมดไปจากจิตใจเรา นี่คือหลักปฏิบัติง่าย ๆ
8. ทางปฏิบัติในโพธิปักขิยธรรม คือ่างหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งมวล ธรรมที่นำไปสู่การรู้จริงและรู้แจ้งในการปฏิบัติ เส้นทางแห่งความพ้นทุกข์คือเส้นทางแห่งการรู้จักหน้าที่ ภาระธุระที่เราจะพึงประกอบ
คำสอนทั้งหลายทั้งปวง รวมอยู่ประโยคเดียวคือ สติ ขอให้เป็นคนที่ละเอียด รอบคอบ สุขุม ให้เป็นคนที่มุ่งมั่นต่อการแก้ไข และปรับปรุงตัวเอง "การบรรลุธรรมเป็นเรื่องของการเข้าใจสัจจะของชีวิตที่มีอยู่"
Paang
11-11-2005, 08:20 AM
-6-
เส้นทางแห่งการพ้นทุกข์ 2
1. ทางดำเนินเบื้องต้น คือบุญกิริยาวัตถุ 10
2. สมาธิเป็นไปเพื่อสติ สัมปชัญญะ อยู่กับสิ่งที่ดูที่รับรู้ การหยั่งรู้อะไรต้องสงบเป็นเบื้องต้น ฐานรากคือ ต้องมีกำลัง แห่งสมาธิ ปัญญาจึงจะเกิด ทำให้หลุดพ้นได้
3. สุดท้ายก็เดินปัญญา นั่งดูกาย ดูเวทนา ดูจิตเจ้าของ สังขารนี้ตกอยู่ในความเสื่อมตลอด การปฏิบัติ จะประมาทไม่ได้
4. ความสำเร็จอยู่ที่ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา (อิทธิบาท4)
ถ้าทาน ศีล ภาวนา หรือศีล สมาธิ ปัญญา มีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นย่อมได้บรรลุอริยมรรค อริยผล ขอให้ปฏิบัติจริง ปฏิบัติจัง
5. หากศรัทธาธรรม วิริยธรรม สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม มีไม่ขาดสาย มีกำลังเพียงพอแล้ว ความหลุดพ้นย่อมมีในที่สุด หากทำไม่หยุด เพียรไม่หยุด ที่สุดของการทำจึงเกิดขึ้น
การนั่งให้เอาเหตุเอาผล เอาหลักสัจจะบังคับตัวเอง อาศัยผลของการตั้งใจ จงใจ อย่าให้เป็นบุคคลที่มีข้อแม้อะไรมากมาย อย่าต่อรองอะไรมาก จะง่ายต่อการเปลี่ยนแปลง อาศัยเหตุผลแห่งความจงใจ เราจึงจะหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งมวล
6. อาศัยอำนาจวาสนาที่เราได้ฝึกไห้ปฏิบัติ มีอำนาจเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง
เส้นทางแห่งการพ้นทุกข์ เป็นลำดับ เป็นตอน ว่าด้วยเบี้องต้น ท่ามกลางและที่สุด
7. อาศัยพื้นฐานของความเป็นระเบียบเรียบร้อย จึงขยับขึ้นเป็นที่สุด รูปแบบของการปฏิบัติอยู่ที่ตรงนี้
เมื่อทุกอย่งเป็นระเบียบแบบแปนแล้ว จะสร้างความเป็นธรรมแก่ใจเจ้าอขงเอง จะทำอะไรก็ให้ทำจริงๆ ใจจึงจะอยู่ ขัดนอก ขัดใน ขัดจนสิ่งใกล้ตัวสะอาดและมีระเบียบ หยิบก็ง่าย หายก็รู้
เป็นเรื่องที่ต้องฝึก ฝึกยืน ฝึกเดิน ฝึกนอน ฝึกนั่ง ต้องกำหนดในใจตลอดเวลา เรื่องที่ต้องทำ ต้องเป็น อาศัยข้อวัตรปฏิบัติ
ย้ำเสมอว่าเท่ากัน ไม่ได้สายสำหรับบุคคลที่เริ่มต้นทุกวัน ไม่ได้ช้า ไม่ได้เร็ว สำหรับบุคคลที่เริ่มต้นทุกวัน ให้พากันตั้งใจ ไม่สาย และไม่ช้า อย่าได้มีข้อแม้
**บุญกิริยาวัตถุ 10 คือ ทานมัย ,สีลมัย,ภาวนมัย , อปจายนมัย, เวยยาวัจจมัย, ปัตติทานมัย, ปัตตานุโมทามัย, ธัมมเทสนามัย , ธัมมัสสวนมัย, ทิฆฐิชุกัมม์ **
Paang
11-11-2005, 08:29 AM
-7-
เส้นทางแห่งการพ้นทุกข์3
1. การปฏิบัติตามหลักธรรมมุ่งเพื่อใจของแต่ละคนให้เข้าสู่สภาวะแห่งการเป็นปกติได้ ซึ่งการเดินอยู่ในวสีทั้ง5 ในสมาธิคือ การน้อมนำเข้ามาพิจารณา การพิจารณา การหยุด การคลายออกจากองค์สมาธิ มุ่งผลของการหยั่งรู หยั่งถึง มุ่งผลของการตั้งอยู่ของสติ สัมปชัญญะ อันเข้าไปกำหนดรู้ได้ ในเบี้องต้น ท่ามกลางและที่สุด อันมุ่งอยู่ในอริยสัจจสี่ อันมุ่งในแนวพระไตรลักษณ์ อนิจัง ทุกขัง อนัตตา
2. หลักใจมุ่งอยู่ด้วยความมุ่งมั่น เด็ดเดี่ยวในการปฏิบัติ ความไม่มีการต่อรอง
ใจเราที่ถูกมอมเมาด้วยโลกธรรม ใจเราที่ถูกครอบงำแล้ว สุดท้ายจะไม่รอด ไม่หลุดพ้นจากเหตุที่ หลงกาม หลงภพ หลงความเห็น เพราะความไม่สว่างของใจ
เพราะเหตุไม่รอบคอบสุขุม จับต้นชนปลายไม่ได้ เราจึงเป็นคนเพ้อเจ้อเหลวไหล จึงกลายเป็นคนไม่มีสาระ แก่นสารแห่งชีวิต
3. การฝึกไม่หยุด เพียรไม่หยุด เป็นการคลายกิเลสออก สำรอกกิเลสได้ เป็นเรื่องอำนาจของสติ สัมปชัญญะ ความพ้นนั้น พ้นจากกามาสวะ ภวาสะ ทิฆฐาสวะ อวิชชาสวะ พ้นจากความรักความใคร่ หลุดพ้นจากความเปลี่ยนแปลง แม้ที่สุด หลุดพ้นจากอำนาจแห่งความมืดมัวของสิ่งที่มีอยู่ อาศัยอำนาจแห่งกายเพียนฝึกก็ค่อยๆ หลุดไปทีละอย่าง ละอย่างไม่กังขา ไม่กังวลต่อสิ่งที่ไม่เป็นเรื่อง ด้วยเหตุแห่งการสงบนิ่ง มาระงับ หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ พุทเข้า-โธออก
4. กั้นตัวเรา คือกามฉันทะ พยาบาท ถีนามิทธะ อุทธัจจกุกุจจะ วิจิกิฉา ปราบด้วยอำนาจของสมาธิ ถ้าใจเราง่วงเหงาหาวนอนหรือหดหู่ห่อเ**่ยว เราต้องอาศัยน้อมนำความดี อันเป็นเครื่องสะกิดใจ สุดท้ายจะได้เหตุได้ผล ให้มีเรื่องน้อมเข้ามาจนเราฉุกคิด ให้มีเรื่องน้อมเนาเข้ามาจนใจของเราเบิกบาน ด้วยการเข้ามาวิเคราะห็ วิจารณ์ วิจัย ตรวจตรา สุดท้ายถึงจุดหนึ่งจิตจะมีความสุข หากเรามี วิจิกิจฉา เราต้องสนทนาวิจัย วิจารณ์ แล้วจะสิ้นสงสัยในที่สุด
นิวรณ์5 เป็นกำแพงที่กั้นเราจากความดี ถ้าเราไม่จริงจังต่อสมาธิ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาอย่างถ่องแท้แล้ว เราจะแก้สิ่งเหล่านั้นไม่ได้
ต้องฝึก ต้องข่ม ต้องตั้งใจจริงๆ ต้องแก้ไขเจ้าของตลอดเวลา
5. การโยงใยภายในจิตกับกาย เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท เมื่อไม่เกิดแล้ว ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เรื่องต่างๆ เกิดดับ เพราะเราหยุดไม่เป็น กลายเป็นเรื่องไร้สาระ เมื่อมาฝึกปฏิบัติแล้วก็ง่าย นี้แลได้ชื่อว่าอยู่ในเส้นทางแห่งอริยมรรค อรยผล นี้แลได้ชื่อว่า เส้นทางแห่งความพ้นทุกข์โดยถ่ายเดียว
พยายามกด พยายายามเข็น พยายามเน้น พยายายามฝึกตนของตนอยู่ตลอด จึงมีผลต่อความตั้งใจ ความเข้าใจได้ ให้เราสงบเป็นหลัก อาศัยรากฐานคือสมาธิ
Paang
11-11-2005, 08:42 AM
-8-
อย่านั่งให้มันโยก ปรับแล้ปับอีกไม่เป็นไร อย่านั่งให้มันซิมถ้าไม่เอาจริงเอาจังจะไม่ได้ผล เมื่อมาฝึก มาปฏิบัติ จับหลักให้ได้เหตุ ได้ผล เราจึงต้องพยายาม ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้จิตใจสงัดจากอารมณ์ภายนอก ให้สงบจากอารมณ์ภายนอก ความเป็นหนึ่งจึงจะเกิดขึ้น
6. จะไปสอบผ่านอะไร จะเข้าไปหาโรงเรียนอะไร ถ้าไม่สอบผ่านรูปเสียงที่มีอยู่ พยายามสอบ พยายามวัด ทุกรูปแบบ ทั้งการกระทำ คำพูด วัดด้วยรูป เสียงจากการกระทบเข้าสู่ใจ นี่คือการสอบอารมณ์ที่แท้จริง สอบไม่ผ่านเพราะไม่ฝึกเป็นเรื่องเป็นราว เป็นจริงเป็นจัง ตั้งใจ และดักความรู้สึกตนเอง ต้องไม่มีข้อแม้กับใจเจ้าของ อย่ามาเสียดายเล็ก เสียดายน้อย เสียดายนิด เสียดายหน่อย ต้องไม่มีข้อแม้ ต้องตั้งใจจริงๆ พยายายามเสมอให้ได้สมาธิ ให้ได้ปัญญา เพียรให้มาก เจริญให้มาก ตั้งใจไว้อย่างไร ให้รักษาความตั้งใจที่มีอยู่
7. ความเจริญอยู่ที่วุฒิธรรม 4 สัปปุริสูปสังเสวะ สังคมที่อยู่ร่วมกันต้องดูเขา ดูเรา ให้เลือกคบคนดีดี
สัทธัมมัสสวนะ ฟังสัทธรรม ฟังข้อคิด ต้องฟัง ถ้าไม่ฟังจะกลายเป็นคนดื้อยา จะรักษาไม่หาย
โยนิโสมนสิการ ทำใจโดยอุบายแยบคายให้ถึงความจริงสืบหาเหตุผลไปตามลำดับ
ธัมานุธัมมปฏิปัตติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติโดยชอบ ไม่ถอยหลัง ไปตามลำดับจนไม่มีข้าศึกคือกิเลส
การพัฒนาสังคมต้องย้ำแล้วย้ำอีก เตือนแล้วเตือนอีก
เมื่อไหว้ก็จะได้รับไหว้ตอบ
**สมาธิดี กามฉันทะจะค่อยจืดจางลง พยาบาทค่อยจาง ถืนมิทธะ อุทัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา จึงระงับไปด้วยอำนาจ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา **
Paang
11-11-2005, 08:55 AM
-9-
ทำดีต้องใจถึง
1. กงล้อจักร 4 หมุนชีวิตความเป็นอยู่ของเราให้ดีขึ้น หมุนไปสู่ความเจริญงอกงาม ด้วยคุณธรรม 4 ประการ คืออยู่ทีเหมาะสม คบเพื่อนดี ตั้งตนไว้ชอบ ใด้ทำความดีไว้ก่อน
คนดีแท้จริง ๆ จะต้องมีความเคารพในสถานที่ บุคคล ชุมชน สิ่งแวดล้อม ถ้าไม่ตั้งใจจริง ๆแล้วจะเผลอ อย่าตีตนเสมอท่าน อย่าลืมตนลืมตัว
2. ความชั่วเกิดได้ 3 ทาง
2.1 เพราะความใหม่
2.2 เพราะไม่ได้ตั้งใจ ได้จงใจ ลำเอียง เพราะฉันทาคติ โทสาคิต โมหาคติ ภยาคติ
2.3 เพราะเห็นเป็นกันเอง จนไม่เหมาะสม ไม่เกรงใจกัน
ถ้าเราดื้อยา เราก็ไม่มีหลักธรรมที่จะนำไปสู่การแก้ไขตัวเองได้ ต้องมีสติ คอยกำกับ จึงจะรู้สมุฏฐาน ข้อปฏิบัติเพื่อความเข้าใจ มุ่งเพื่อความรู้จริง มุ่งเพื่อความรู้แจ้ง ย้ำเสมอให้ละเอียด สุขุม รอบคอบสุขุม ถ้าง่ายเกินกว่าเหตุเราก็เจ็บใจเจ็บตัว
ความชั่วเกิดได้ 3 ทางเสร็จแล้วทำลายตัวเอง
3. ทำดำไม่ได้ดี เพราะไม่ดีจริง คือทำดีไม่ถูกที่ ไม่ถูกคน ไม่ถูกกาล ไม่ถูกดี (ทำดีไม่ถึงพร้อมด้วยคติสมบัติ อุปธิสมบัติ กาลสมบัติ และ ปโยคสมบัติ จึงไม่ได้ดี) การที่จะฟันฝ่าอุปสรรคของชีวิตไปได้ เราจะต้องตั้งใจ จริงใจ จริงจัง ต้องเด็ดขาด
ถ้าไม่ถึงหลักถึงเกณฑ์ ถึงเหตุถึงผล แล้วไม่ได้อะไร ทำให้เราเคว้งคว้าง ประดุจขอนไม้ ทำดีไม่ได้ดี เพราะท้อแท้ ไม่จริงจัง ไม่จริงใจ ไม่รอบคอบต่อตัวเอง ความสำเร็จไม่ได้อยู่ทีไหนอยู่ทีใจของแต่ละคน กำลังแห่งความเด็ดขาดอยู่ที่ความบริสุทธิ์ ไม่เจือปนด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง
4. เมื่อเกิดปัญหา อย่าโยนให้ใครที่ไหน ให้สำรวจตัวเอง ปัญหาเกิดขึ้นแก้ตามเหตุปัจจัย
หลักแห่งความสำเร็จในทางปฏิบัติ เน้นเรื่องความสมบูรณ์คือความพร้อม โพชฌงค์ คือสติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา ทำไม่หยุด สุดท้ายคือความพ้นทุกข์ ดั่งที่เราตั้งใจ สุดท้ายความหลุดพ้นจะเกิดขึ้นแต่ละคน ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นเรื่องของเรา เป็นเรื่องตัวเรา ให้วางตนให้เหมาะสม
5. เราสำเร็จเพราะใจไม่ถี่ อยู่ด้วยความประมาท หลงตัว ลืมตัว เหินห่างจากข้อวัตรปฏิบัติ
Paang
11-11-2005, 09:07 AM
-10-
กรรมฐาน
1. ต้องฝึก ต้องขัดเกลา ถูกสั่งสอนอบรม มีที่มาที่ไป จงจะดีได้ให้คุณธรรมฝังเข้าสู่จิตใจ ความหมายของกรรมฐานอยู่ที่การอบรมใจ จากนิสัย อุปนิสัย กำหนดตัวเอง ชี้ตัวเอง อาศัยข้อวัตรที่มีอยู่ อาศัยขุดลึก ฝังลึก ก็จะทำให้เข้าถึงศาสนาได้ทุกรูปแบบ ฝึกปฏิบัติเพื่อให้รู้ ได้เข้าใจ ได้ละ ได้เลิก
2. จะต้องกำหนด ทุกข์อยู่ที่ไหน อะไรเป็นที่ตั้งอยู่ เพื่อให้หายสงสัย ความง่ายความสะดวกไม่ใช่เหตุผลของการปฏิบัติ เป็นเรื่องของมายา ทิฏฐิ การปฏิบัติเพื่อรู้ที่ตั้งแห่งทุกข์ ปฏิบัติโดยพิจารณาลงในอริยสัจจสี่ข้อละ 3 รอบ ด้วย ญาณ3 คือ สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ ในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค (3x4=12)
3. ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มูลกรรมฐาน เป็นหลักที่จะต้องพิจารณาประจำให้เห็นว่าไม่งาม ไม่สวย ไม่น่าหลงรัก
เรื่องการปฏิบัตินั้น จะต้องใส่ใจ สนใจ เพราะเป็นธรรม อาศัยน้อมพิจารณา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ซึ่งเป็นหลักเป็นฐานของจิตใจ เรียก กรรมฐาน
กรรมฐาน 40 อย่าง มีอนุสติ 10 เป็นต้น เป็นที่มาแห่งความมั่นคง กรรมฐานทำได้ทุกรูปแบบ อันมุ่งไปสู่มั่นคงแห่งความดี ความมีสติ กรรมฐานอยู่ตรงความเข้าใจความจริงสิ่งที่มีอยู่ เข้าใจและยอมรับ จนมีผลเปลี่ยนแปลงได้ทุกวัน ทุกเวลา
4. สังขาร คือสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง เราปรับตามไม่ได้ จึงเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด ท่านทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด จึงไม่ควรพลาดจากความดี จากศีลจากธรรม
5. กายของเรา ไม่ต่างจากห้องน้ำที่ถูกเคลือบด้วยคัมปานาอย่างดี หากถูกทุบแตกก็ไม่มีอะไรน่ายินดี ผม ขน เล็บ ฟัน หนังของเราเช่นเดียวกัน เมื่อกำหนดลงได้ที่กายกับใจแล้ว อย่างอื่นได้หมด กำหนดปลายเท้าจรดศรีษะ อาศัยความตั้งใจในการปฏิบัติอย่างนี้
ขุนเขาไม่หวั่นไหวต่อลมและแดดฉันใด ใจของคนจึงยืนอยู่โดยอาศัยใจที่มีศีลธรรม
"ความรู้ใดเกิดในอริยสัจสี่ ไม่รู้จะจบตรงไหน"
Paang
11-15-2005, 07:52 AM
-11-
ใจเอ๋ยใจ
1. เมื่อเราทำจริง ปฏิบัติจริงแล้ว ทุกส่งทุกอย่างก็จะทำให้เราเจริญรุ่งเรืองขึ้นได้ การเก็บเล็กเก็บน้อย สะสมนิด สะสมหน่อย สุดท้ายก็เต็มได้ อำนาจบารมี* เกิดจากเราสั่งสมไม่หยุด
2. ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นสูตรสำเร็จในการดำรงชีวิต ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ตั้งอยู่ ทุกข์ดับไป นอกจากทุกข์นั้นม่มีทุกขสัจจัง
ใจเราไม่ปรับ ทุกข์โทษ เวร ภัย จึงไม่มีที่สิ้นสุด ปฏิบัติเพื่อรู้ รู้เพื่อจะได้ละ ละแล้วจะได้สิ้นสงสัยจ นี่คือสิ่งที่เราปฏิบัติ ว่าด้วยอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
3. ใจเป็นต้นตอของทุกสิ่งทุกอย่ง ถ้าเรามองมุมกลับ เราจะขอบคุณได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ความที่ใจไม่ถึง ใจไม่ยอมรับ จึงไม่มองมุมกลับ
ใจเอ๋ยใจ ใจเป็นที่ตั้งของเหตุ และผล สุข ทุกข์เกิดที่ใจ เมื่อใจได้ฝึกได้ปฏิบัติจึงได้เห็น นั้นแลคือแก่นของศาสนา
ใจเอ๋ยใจอยู่ตรงไหน อยู่ตรงที่เราไปผูก ไปจ่อไว้
ใจเอ๋ยใจให้อยู่กับเนื้อกับตัว ถ้าใจอยู่กับตัว จะมีความสุขใจตัวมันเอง
ใจเอ๋ยใจให้อยู่ในผม ขน เล็บ ฟัน หนัง แล้วจะมีความสุข เมื่ออยู่ใกล้ ๆ หากส่งไปอยู่กับสิ่งอื่นแล้วจะร้อน
มรรคแนวปฏิบัติ เป็นทาน ศีล ภาวนา หรือศีล สมาธิ ปัญญา
ฝากไว้ในรูปแบบของการตั้งใจปฏิบัติ ซึ่งเป็นทางสายตรง ตั้งใจวิเคราะห์วิจัยตนเอง
4. การปฏิบัติตามธรรมจักกัปปวัตนสูตร เป็นเรื่องง่าย ๆไม่ใช่เรื่องยาก โดยการเฝ้าดูกาย เฝ้าดูจิตใจ อย่างไรคือกาย อย่างไรคือจิต
ปฏิบัติให้มีสติ สัมปชัญญะ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
5. ความสงบเป็นบาทฐานรองรับของทั้งหลายทั้งปวง ให้มุ่งอยู่ ให้สงบสงัดแล้ว ธรรมจะผุดขึ้น หากไม่สงบ สงัดเพียงพอ เราไม่มีสิทธิ์เข้าถึงแก่นแท้ของศาสนา
สงบเพราะการฟัง สงบเพราะการบริกรรม สงบเพราะการเพ่งอยู่ ปลายเท้าจรดศรีษะ ศรีษะจรดปลายเท้า เวลาฟังไม่จำเป็นต้องบริกรรม เวลาบริกรรมไม่จำเป็นต้องฟัง เพื่อให้เรานั้นเป็นหนึ่งกับสิ่งที่มีอยู่ ฝากไว้เท่านี้ อย่าให้นั่งหลับ นั่งให้ตื่น
6. ความเด็ดเดี่ยว เด็ดขาด จะทำให้ผ่านอุปสรรคทั้งปวงได้ อาศัยศีลเป็นบาทฐาน อาศัยใจที่เป็นกุศล ศีลสะอาดบริสุทธิ์ อาศัยจิตสะอาดบริสุทธิ์ อาศัยการปฏิบัติที่แน่วแน่
7. สะสมความดีงามทุกรูปแบบ จากทศพิธราชธรรม ได้แก่ ทาน,การให้,ศีล-ประพฤติดีงาม , ปริจาคะ-ความเสียสละ ,อาชวะ-ความซื่อตรง ,มัทวะ-ความอ่อนโยนลตละ-ความเพียรเผากิเลส , อักโกธะ-ความไม่โกรธ, อวิหิงหา-ความไม่เบียดเบียน, ขันติ-ความอดทน, อวิโรธนะ- ความไม่คลาดธรรม
8. ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวใจกันอยู่ได้ หรือราชสังคหวัตถุ4 อันได้แก่ สัสสเมธะ-ฉลาดในการบำรุงคน สมมาปาสะ-มุ่งสงเคราะห์คนจน, วาชเปยยะหรือวาจาเปยยะ-มีวาจาอันดูดดื่ม
9. ให้เป็นผู้มีวาจาดี พึงสังเกตการพูดของตัวเอง ระวังการพูดการจา ถ้าไม่ระวังรักษา จะทำให้จิตตกง่าย เสื่อมง่าย
10. มาฝึกปฏิบัติเพื่อให้ยอมเสียสละ กิเลส ตัณหา มายา ของตัวเอง ซึ่งเขย่าเมื่อใดมีได้เมื่อนั้น เขย่าเมื่อใด กระเพื่อมได้เมื่อนั้น ให้สังเกต เฝ้าดู รู้จักตัวเอง
"ทุกสิ่งทุกอย่างเสื่อมทั้งที่เปิดเผย และไม่เปิดเผย"
*บารมี 10 ได้แก่ ทาน,ศีล,เนกขัมมะ,ปัญญา,วิริยะ,ขันติ, สัจจะ,อธิฐาน,เมตตา,อุเบกขา*
Paang
11-15-2005, 08:13 AM
-12-
ศีล
1. การมีระเบียบเรียบร้อยเรียกว่ามีศีล ศีลด่างพร้อย ศีลหลุดลุ่ย ศีลกระจุ ทั้งหลายทั้งปวง เพราะไม่ระมัดระวังตัวเอง ไม่ควบคุมตัวเอง เมื่อขาดไปแล้วทำให้ตกต่ำ ขาดความเชื่อถือ ขาดความนับถือ
ถ้าศีลขาดละเอียดและเรียบร้อยแล้ อย่างอื่นจะดูงามไปหมด ดูจากความมีระเบียบเรียบร้อยในสิ่งที่เราอยู่ เราใช้ เราอาศัย
ย่อมาคือ ควบคุมกาย ควบคุมวาจา มือสอง เท้าสอง ศรีษะหนึ่ง คอยระวัง คอยควบคุม คอยดูแล เมื่อไม่มีแผล (ความผิด) ไม่ระแวง สมาธิจะรวมลงง่าย สมาธิจะลงตัวง่าย
2. พรมแดนของการบวช ให้บวชอยู่ที่ศีล สมาธิ ปัญญา หากมีศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว ย่อมเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนา
3. เครื่องหมายของการปฏิบัติมี ปาฏิโมกขสังวร อันทรียสังวร อาชีวปาริสุทธิ อภิหปัจจเวกขณธรรม
ตัดทีละนิด ทีละหน่อย ตัดบ่อย ๆ สุดท้ายก็หลุดได้จากตัวยึด หายใจเข้าหายใจออก พึงกำนดรู้ ก็จะมีผลแห่งการเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้ทุกขณะ สติสัมปขัญญะ เมื่อแก่กล้าแล้ว ก็สามารถปราบนิวรณ์ 5 ซึ่งเป็นพรมแดนกีดกั้นความดีสูงขึ้นไปได้
4. ชีวิตเราต้องมีการเสียสละ จึงเป็นการหยุดก่อกรรมทำเข็ญได้มากที่สุด สิ้นสุดได้ อวิชชา ตัณหา อุปทานเบาบางได้ในที่สุด
อาศัยวางได้ ละได้บ่อยๆ ผลสูงสุดก็จะเกิดขึ้น
5. อะไรที่ไม่คุ้มกับการลงทุน ความเป็นพิษเป็นภัย การเกิดผลเสียต่อจิตใจ ก่อภพก่อชาติ ต้องเลิก ต้องลด ต้องละ ต้องหยุด ต้องวางไว้ ต้องสละไว้
ในรูปของการปฏิบัติ ให้พิจารณาปัจจัยสี่ ทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าคือะไร จำเป็นแค่ไหน อย่างไร พิจารณาให้ลึกลงไป ลึกลงไปจนสละวางได้
"ต้องระวังว่าศีล ถ้าผิดเข้าแล้ว จะทำให้เกิดเสียหลัก"
"ถ้าอยู่กับคน ไม่รู้เรื่องคน เราจะยากลำบาก"
Paang
11-17-2005, 08:09 AM
-13-
อย่าดีหลอกดีหลอน
1. การอยู่ในครอบครัวร้อน เพราะความไม่เข้าใจกัน ในครอบครัวไม่เข้าใจ ตำบล อำเภอ ประเทศไม่เข้าใจ มันก็ร้อนทั้งนั้นแหละ คนที่เข้าใจเท่านั้นจึงจะอยู่ในครอบ ในครัวได้ คนที่เข้าใจไม่ได้ก็ร้อน ในชีวิตการปฏิบัติต้องรู้ ต้องรู้ให้ซึ้ง
เราต้องทน ต้องอดเนื่องจากเป็นคนมีกิเลส กิเลสคือเครื่งเศร้าหมอง ร้อนรนกระวนกระวายด้วยอำนาจโลภะ โทสะ โมหะ
2. ทำดีให้มากๆ ทำดีเอาชนะความไม่ดี ความจริงชนะความไม่จริง เอาตรงกันข้ามจึงจะชนะได้ ทำวันนี้ของทุกวันใหดี พอดีแล้วก็ดีเอง ทำดีแล้วต้องดีจริง ๆ ใม่ใช่ดีหลอกดีหลอน ดีโยนกันไปโยนกันมา ไม่ใช่ดีหมดค่า หมดราคา
ชีวิตปฏิบัติเป็นชีวิตที่ต้องแน่จริง ขอดีจริงมันเป็นอย่างไร ทนได้ ข่มไหว ฝืนได้ตัดใจได้ใช้เหตุผลของความขยันเกินกว่าเขา อดทนเกินกว่าเขา เสียสละเกินกว่าเขา ใช้ปัญญามากกว่าเขา
3. ขอแต่ว่าให้ปฏิบัติพอที่จะเป็นภาชนะรองรับได้ มันอยู่ที่ตัวเรานะ หาข้าวมาแล้วไม่กินก็อย่างนั้น โยนให้เล้วไม่รับก็อยู่ที่ตัวเรา ที่ว่าอยู่ที่เขาเพราะความดีไม่จริง ดีไม่พร้อม ดีไม่พอ ทำบารมีน้อยไป
การปฏิบัติธรรมดุจดังทานอาหารเข้าไป อิ่มแน่ การปฏิบัติธรรมนั้นเป็นเรื่องเจาะลึกให้เรายอมรับความจริง เวรกรรมมันร้ายจริง ๆ ทำไว้ชดใช้
4. ให้ทำดีเพิ่ม เสียสละเพิ่ม อดทนเพิ่ม เอาชนะด้วยความจริง เอาชนะด้วยความดี คนเรามีกิเลส ตัณหา มายา ทิฏฐิ เหมือน ๆ กัน
ให้เอาชนะด้วยความจริง ให้ความจริงมันอยู่เหนือความจริง ให้ความดีมันเหนือความดี ให้ความขยันมันเหนือความขยัน ให้ความอดทนมันเหนือความอดทน
5. ให้ทานไม่ต้องเสียดาย รักษาศีลไม่กลัวลำบาก ภาวนาไม่กลัวโง่ จึงจะเป็นขั้นที่เหยียบตัวเองให้สูงขึ้น ส่งตัวเองให้สูงขึ้น รูปแบบของการปฏิบัติเป็นอย่างนี้
การปฏิบัติบอกว่า จะต้องจริงต่อความเป็นจริง จึงจะไปได้ ขยันเกินกว่าเขา ตั้งใจเพิ่มดี ตั้งใจไว้ทุกวัน ขยันเพิ่ม พยายามละชั่วทุกรูปแบบ พยายามทำดีทุกรูบแบบ สุดท้ายจะรักษาความดีตัวเองไว้ได้
6. ผู้ฝึกย่อมรู้ได้ในตนเอง จากการเฝ้าสังเกตดูอารมณ์ที่เกิดอยู่กับตัวเรา ที่ได้อย่างใจ ไม่ได้อย่างใจ ถ้าดับเร็วแสดงว่ากำลังสมาธิดี การฝึกสมาธิมีประโยชน์ ทำให้ดูตัวเอง เข้าใจตัวเอง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของตัวเองได้
ปัญหาใหญ่ของผู้ปฏิบัติคือ สำคัญผิด เข้าใจตัวเองผิด ทิฏฐิมานะ อหังการ มมังการ(เห็นว่าเราเป็นนั่น นั่นเป็นของเรา)
ความเป็นสมาธิเหมือนมีพื้นที่ว่างอยู่เสมอ พร้อมแบกภาระได้ทุกเมื่อ ผู้ทีมีสมาธิดี จะปรับระดับจิตใจ เจ้าของได้ทุกระดับ ทุกแง่ทุกมุม
7. สฺพเพ ธมฺมา อนุตฺตา พิจารณาดูให้เห็นความเป็นจริง ความจริงอนัตตา เราต้องกำหนดให้รู้ตลอดเวลา จะได้ไม่มีหลงตนลืมตน หลงตนลืมตัว ถ้าเราไม่จริงจังแล้ว เราไม่เห็นหรอก ถ้าเปิดหัวใจกว้าง ๆ แล้ว จะลด ทิฏฐิ มานะ มันจะวางตัวจน
ร้อนรนกระวนกระวาย เพราะมันอยากไม่มีที่สิ้นสุด เรามาฝึกเพื่อให้เข้ใจสัจธรรมของชีวิต ถ้าตัวต้องการหมดก็จะเหลือความสุข มันง่าย ๆ
ถ้าจะแก้ อย่าไปแก้ที่ไหน แก้ที่ตัวเรา พระพุทธเจ้าตรัสว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ความจริงเป็นสิ่งไม่ง่าย ๆ เป็นธรรมะพื้น ๆ แต่เป็นยอดธรรม
ฝากไว้ในการนั่งสมาธิ นั่งสมาธิเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากกว่าเดิม ที่แบกทุกข์เป็นทุกข์เพราะไม่เข้าใจ
"การปฏิบัติธรรมเป็นเรื่องจำเป็น ทำไปทำมา ทำไม่หยุด อย่าหยุด อย่าท้อ อย่าถอย อย่าน้อยใจ ขุดให้มันลึกถึงน้ำ"
Paang
11-17-2005, 08:28 AM
-14-
ความกตัญญู
1. พร 4 ข้อ มีได้ด้วยเหตุ 2 ประการ คือมีปกติกราบไหว้ มีปกติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้เจริญ อยู่เย็นเป็นสุข เพราะรู้จักบุญ รู้จักคุณ รู้จักความดีของผู้มีพระคุณ
2. เมื่อความกตัญญูอยู่ที่ใคร นั่นคือสายโยง สายใย ให้อยู่ด้วยกันได้ คำว่า อกเขา อกเรา ใจเขา ใจเรา เป็นเรื่องที่เราทุกคนพึงจะรู้อยู่ในใจของตน จะพึงเข้าใจด้วยใจของตน เราจะต้องมีความสำนึกในบุญในคุณ
3. ในชีวิตถ้ามีมี ปูชา จ ปูชนียานัง เอตมฺมงคลมตฺตมัง ควมเป็นคน แทบไม่มีกับเขาเลย ถ้ารู้จักบุญคุณแล้วก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้มีจิตใจสูง ถอดหัวใจให้กัน ถอดความจริงใจให้กัน นี่คือสิ่งที่เราต้องทำกัน
4. ความเป็นมนุษย์วิเศษที่สุดอยู่ตรงที่มีธัมมานุธัมมปฏิบัติ อามิสบูชา ปฏิบัติบูชา สมานัตตตา วางตัวให้เหมาะสม มอบกายถวายชีวิตให้กับการสร้างความดี
5. ดีจริงนั้นต้องดีดังที่เข้าใจในสัปปุริสธรรม 7 คือ ดีรู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน รู้จักบุคคล ดีนั้นต้องดีจริง อย่าดีไม่จริง รู้จักทีสูงที่ต่ำ ดีไม่รู้จักเขา ไม่รู้จักเรา ไม่รู้จักที่มาที่ไป ดีถูกที่ ขี้ถูกทาง วางถูกที่ ความดีของคนจึงจะมี
6. คำว่ามิตร คำว่าสหายให้ดูว่าคบได้หรือไม่ ต้อระวัง ต้องมีเวลา เพราะไม่รู้จักบุคคลที่ควรคบ จึงมีแต่เรื่องของความเดือดร้อน มิตรไม่ดี เพราะไม่มีความกตัญญูต่อกัน ไม่มีความไฝ่ดีต่อกัน พระพุทธเจ้าทรงปรารภว่า ไม้เท้ามีประโยชน์เหนือกว่าคนไม่ดี
7. การทำความดีนั้น จะต้องทำอย่างเต็มที่ ต้องถึงที่สุด ยอมมอบกายถวายชีวิต ทิ้งสุดตัวจะได้สุด ถ้าหัวใจเราไม่ปฏิเสธความดีแล้ว การรับผิดชอบต่อตัวเองก็จะมากขึ้น การรับผิดชอบต่อสังคมก็จะมากขึ้น เราจึงถอดหัวใจให้สังคมที่อยู่ร่วมกัน มีความอดทน มีความอดกลั้น มีใจที่หักห้ามใจเจ้าของตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องถูกใจ สุดท้ายก็ไม่มีอะไร จิตถึงจะรวมลงได้ ใจถึงจะเย็นลงได้ หากเปรียบเทียบก็ยอมเพื่อให้สังคมอยู่ร่วมันได้ ข้อนี้จึงฝากไว้ด้วยคุณธรรมคือกตัญญู ความสำเร็จมันเกิดอยู่ตรงความกตัญญู
พอมีความกตัญญูฝังลงในจิตใจแล้ว บาปมันลดลง ความชั่วมันลดลง ความดีมันเพิ่มขึ้น ดีถูกที่ ดีถูกทาง วางถูกที่ วางถูกทาง (แม้ที่สุด ขี้ถูกที่ ดีถูกทาง) ด้วยเหตุแห่งความเป็นสัตบุรุษ บุณคุณนั้นตอบแทนได้ด้วยความดี เท่านั้น ทำดีเป็นตัวอย่าง พูดดีเป็นตัวอย่าง คิดดีเป็นตัวอย่าง ความหมายนี้จึงขอฝากไว้กับทุกคน
8. เมื่อใจไม่อยู่ทีโลภ ไม่อยู่ที่โกรธ ไม่อยู่ที่หลง อยู่กับเนื้อกับตัว นั้นแหละธรรมมันเกิดขึ้น นี่เป็นเรื่องสำคัญ และจำเป็น โดยการเฝ้าฝึกด้วยเหตุ ด้วยผล ด้วยหลักของการตั้งหลักตัวเองทุกรูปแบบ เพราะใจนั้นวางไว้ด้วยกฏอนิจจัง กฏทุกขัง กฏอนัตตา
9. ไม้ขีด ขีดทีไรตัวมันไหม้ก่อน ตามโอวาทปาฏิโมกข์ ให้อดทน อดกลั้น ใครเบียดเบียนคนอื่น ผู้นั้นแลขึ้นชื่อว่าเป็นคนไม่รักสงบ มีแต่เผาตัวเอง สุดท้ายควบคุมตัวเอง รู้ประมาณในการบริโภค
ให้เคารพซึ่งกันและกัน, ความสามัคคีนั้นเป็นพลังของทุกสิ่งทุกอย่าง
Paang
11-18-2005, 09:24 AM
-15-
แนวทางปฏิบัติในการภาวนา 1,2
1. จุดยืนในการปฏิบัติคือ รู้ตัวทั่วพร้อม รู้ได้เข้าใจชัด สิ่งที่เรากำหนด สิ่งที่เราฝึก สิ่งที่เราปฏิบัติ เพียรให้มาก เจริญให้มาก ทำดีแล้ว รักษาดี เพิ่มดีให้มากขึ้น ใส่ใจตนเอง พยายามให้ถึงหลักความเป็นจริง ด้วยตนเอง แม้ยากลำบากอย่าได้เห็นเป็นเรื่องบารมืน้อย อย่าให้เห็นว่าเป็นเรื่องของวาสนาน้อย อย่าได้เห็นว่าเป็นเรื่องของบารมีน้อย อย่าให้เห็นว่าเวลาเราไม่พอ อย่าให้เห็นว่าเราไม่มีเวลา อย่าให้เห็นว่าเราไม่มีโอกาส อย่าเห็นว่าเรายังมีเวลา และอายุน้อย อยาเห็นว่าเรายังแข็งแรง
2. การปฏิบัติ เปรียบเหมือนการเดินทาง บางครั้งรู้สึกไม่มีอะไร แต่ การเดินทางไม่หยุดที่สุดก็ถึง พอจิตสงบไปแล้วมันเป็นปัญญาสมาธิ ลักษณะสงบมีพลังเดินปัญญาได้ทุกเรื่อง อุปมาน้ำเต็มตุ่ม อย่านึกว่าเราไม่มีสมาธิ อย่านึกว่าสมาธิไม่เกิดกับเรา พอถึงขั้นหนึ่งมันจะเดินปัญญาไปเรื่อย ๆ
3. จริตแต่ละคนมีกันคนละเล็กคนละน้อย การแก้ แก้ในทางตรงกันข้าม คือเดินปัญญาสวยกับสิ่งที่เกิดกับใจเรา
4. บางคนนั่งหายเงียบ แสดงว่าจิตใจไม่มีกำลัง ถ้านั่งแล้วชัดเจนเห็นชัด แสดงว่าทรงฌานได้นาน ตั้งสติ สัมปชัญญะรู้อยู่เห็นอยู่ ธรรมนั่นมีอาการปรากฏผุดเด่นขึ้น ถ้าไม่ผุดเด่นขึ้น แสดงว่าธรรมยังไม่เกิดขึ้นแก่เรา
เราปฏิบัติโดยไม่เอาอะไร ไม่ได้อะไร
5. หลักศาสนาเป็นหลักปฏิบัตเพื่อเอาเหตุ เอาผล เพื่อความหลุดพ้น ด้านจิตใจ ทำจริง ปฏิบัติจริง ขอให้จริงจังกับตัวเอง เป้าหมายคือให้ชัดกับสิ่งที่กำหนยด ขอให้เราขุดจริง ขุดตรงไหนก็เจอน้ำ เราไม่ปฏิบัติเพื่ออื่นใด นอกจากความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติ ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ เราจะพ้นทุกข์เพราะการปฏิบัติ
ทำไม่คนมันเกินกัน? เพราะขยันเกินกัน ขยันทรงตัว ขยันฝึก ขยันข่ม ขยันปีนเกลียวตลอด ขอให้ตั้งใจจริงจัง ยืดแล้วยืดอีก ยกแล้วยกอีก
6. หลวงพ่อโฮมสอนว่าให้สวด บทพุทธคุณอยางน้อยวันละ 9 จบ ท่านให้สวดเร็ซว ๆ ไวๆ เพราะพระพุทธเจ้าประเสริฐและเลิศที่สุด
7. คนเราถ้าหวั่นไหวง่าย จะเสียคน ใจที่หวั่นไหวง่ายเหนือกว่ามลทินใดใด เหนือกว่ามลภาวะ เหนือกว่ามลพิษอะไรทั้งนั้น คนที่ไหวง่ายคือคนที่ไม่ค่อยมีภูมิต้านทานของตัวเอง
สังคมนี้ คนหูเบา ใจง่าย ต้องหนักแน่น ทุกคนมีตำหนิ มีแผลเป็น อย่าปล่อยให้เราตกต่ำมากกว่านี้ ธรรมเท่านั้นจะช่วยเราได้ เรามีดีเพราะสิ่งที่เราทำไม่หยุดไม่หย่อน
8. พยายามทำใจให้เป็นหนึ่ง จากนั้นก็เดินปัญญา คือกำหนดสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำให้มาก เจริญให้มาก เพียรให้มาก เหตุมันมาก ผลมันมาก พยายามเอาตัวเราเข้าสู่ความดี
9. เครื่องหมายของคนดี คือกตัญญู เคารพ และให้อภัย ความดีของเรานั้นยังอยู่ด้วย อุปมาเหมือนทานยาไม่พอ โรคมันกำเริบได้
10. ทุกท่านมีดีอยู่แล้ว ทุกท่านจงเพิ่มดี รักษาดี ชีวิตนี้ก็จะไม่ตกต่ำ ให้มีโอกาสแสดงออก ร่วมรับผิดชอบ ดีนั้นเป็นอริยทรัพย์ภายใน ดีที่แท้คือดีทีใจ
11. ต้องรอบคอบกันการกระทำคำพูดของตัวเอง จงชนะความชั่วด้วยความดี จงชนะคำที่หยาบด้วยคำที่ไพเราะ หากเราเป็นคนตั้งใจดี เราจะยกตัวเองให้สูงขึ้น
หากเราไม่มีสัจจัง ไม่มีความจริงจังกับตัวเอง ยากจะยกฐานะตัวเองได้
12. เราเกิดมาหาความจริง เกิดมาหาความพ้นทุกข์ จะต้องรู้จักเพื่อละ เพื่อวาง เพื่อเพิกถอน เราอย่าโง่มากว่านี้ ถ้าเราไม่เด็ดขาดกับตัวเอง ใครจะมาเด็ดขาดกับตัวเรา เราต้องชนะตัวเรา มากกว่าที่เราจะไปชนะคนอื่น
ไม่มีใครรู้ดีเกินตัวเราในการฝึก ที่สุดของการกินอิ่ม ที่สสุดของการเดินก็ถึง
13. ฝากความคิดว่า ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้เราล่มจมมากกว่าความหวั่นไหวง่าย ไม่มีสิ่งใดที่ทำให้เราสูญเสยีมากที่สุดเท่ากับการขาดปัญญา ให้เราตั้งใจว่า สิ่งทั้งหมดต้องรู้ด้วยตนเอง ดีกับชั่วเป็นของคู่กัน อย่าหวันไหวอย่าเดือดร้อนเพราะเรื่องของคนอื่น
ให้เรามั่นใจว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำคุณได้คุณ ทำโทษได้โทษ ทำอย่างไรเราก็ได้อย่างนั้น
เพียรระวังรักษาดูกายกับใจตัวเรา เราจะเข้าถึงความพ้นทุกข์ได้
"ใจของเราต้องไม่หวั่นไหวกับทุกส่งทุกอย่าง เดินตากแดดอย่ากลัวว่ามันจะร้อน เดินลงน้ำอย่ากลัวว่ามันจะเปียก ถ้าเดินเข้าป่าอย่ากลัวว่าจะเจอเสี้ยนเจอหนาม ถ้าเราทำงานอย่ากลัวว่าจะเจออุปสรรค ถ้าเราจะต้องเป็นคนจะต้องมีเรื่องจนกว่าจะตาย"
Paang
11-21-2005, 06:54 AM
-16-
ข้อสังเกตจากการปฏิบัติ
1. ถ้าไม่มีความขยัน ไม่มีความอดทนไม่เอาใจใส่ดีพอ แม้การปลูกต้นไม้ ก็ไม่ใช่จะเจริญทุกต้น ปลูกต้นไม้ก็ไม่ใช่ง่าย ๆ ปลูกศรัทธาให้เจริญขึ้นก็ไม่ใช่ง่าย
ยังไงก็ต้องทน พอหมดเรื่องนี้ก็มีเรื่องอื่นต่อ ถ้าเราไม่แน่จริง ไม่ควบคุมจริง ก็ทุกข์ไม่มีสิ้นสุด มันหมุดนไม่มีที่สิ้นสุด เรื่องเก่าไป เรื่องใหม่มา จึงบอกว่าให้อดทนมาก ๆ ทนฟัง ทนดู ทนรับรู้ ทนวิจารณ์ วิจัย
2. ให้ทำความละเอียดไว้ในใจโดยแยบคายมุ่งเห็นเหตุ เห็นผล กับสิ่งที่เกิดกับใจตนเอง หมดงานนี้ก็มีงานใหม่ ความจริงเป็นอย่างนี้ ถ้ามีคนก็ต้องมีลม ถ้ามีลมก็ต้องมีเรื่อง
ให้เราถามถึงความจริงที่เจ้าของ มันมีที่มาที่ไปนะ มีความจริงอธิบายได้ทั้งหมด ทั้งเหตุและผล ที่ใดมีดีที่นั่นจะมีสิ่งตรงกันข้ามในตัวตลอด ให้เราเฝ้าด้วยความละเอียด ให้เราเฝ้าด้วยความสุขุม ให้เราเฝ้าด้วยความเยือกเย็น ให้เราเฝ้าด้วยความมีเหตุมีผลเพียงพอกับสิ่งเหล่านี้
3. ความเลวร้ายคืออะไร คือความที่เราไม่เข้าใจในตัวเรานั่นแหละ และไม่เข้าใจในสิ่งที่รับผิดชอบ ไม่รอบคอบกับสิ่งที่มีอยู่ ภาคปฏิบัติทำให้เราเกิดการยอมรับได้ ถ้าเราเห็นเหตุแห่งความจริง ให้เราใจเย็นพอ ให้เราหนักแน่นพอ ให้เรามีเหตุมีผลพอกับสิ่งที่เรามีอยู่
4. คำถามว่าจะสำเร็จไหม? อยู่ที่คุณธรรม คุณจะตัองมีความพอใจ คุณจะต้องมีความเพียรพอ คุณจะต้องเอาใจใส่พอ คุณจะต้องเราใจใส่ให้ละเอียดในสิ่งที่รับผิดชอบพอ คุณถึงจะสำเร็จ อย่าไปเที่ยวยืมจมูกใครมากกว่า จมูกตัวเอง ธรรมะเน้นในเรื่อง ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ถ้าคุณธรรมไม่ฝังใจแล้ว ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ถ้าธรรมะ 4 ข้อนี้เกิดขึ้นกับมนุษย์ผู้ใด ผู้นั้นจะสำเร็จได้ทุกเมื่อช้าบ้างเร็วบ้าง อยู่ที่ความตั้งใจ จึงต้องปลูกสร้างศรัทธาให้มากขึ้น
อย่าละความตั้งใจ อย่างละความตั้งใจ เพียงแต่ขยับเพื่มขึ้น ๆ
5. ให้พยายามนะ เอาชนะความชั่วด้วยความดี เอาชนะความไม่จริงด้วยความจริงเอาดีใส่ไว้เยอะ ๆ เอาดีไปฝังไว้เยอะๆ พยายามทำความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับตัวเรา ให้เชื่อมั่นกับสิ่งที่ทำ เมื่อความเชื่อมั่นมีอยู่แล้ว ความสำเร็จย่อมเกิดขึ้น
เราไม่เชื่อมั่นในตัวเอง เราจึงล้มแล้วล้มอีก ให้เรามุ่งดี และรักษาดีในใจตนเอง ให้เราเพียรจนได้ดี เพียรจนมีดี
การเพิ่มความเชื่อ การเพิ่มความเลื่อมใสให้แก่ตนเอง คือการพยายามอย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องฝืน แม้จะต้องข่ม แม้จะเดินสวนทางกับใจตนเอง
ไม่ปล่อยตัว ปล่อยใจ ให้เสียวเนื้อเสียตัว เสียผู้เสียคน
6. ธรรมชาติของใจ มันเร็วมันไวห้ามได้ยาก ถ้าไม่มีรั้วรอบขอบชิด ไม่มีกติกายิ่งไปกันใหญ่
กิเลสมันไม่มีฝั่ง ไม่มีฝา ไม่มีขอบ ไม่มีเขต
หากไม่ยอมรับความจริงในสิ่งที่มีอยู่ แล้วใจจะดีขึ้นได้อย่างไร พยายามนั่งมองดู เราคือใคร ใครคือเรา
7. ธรรมะคือธรรมชาติ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอเป็นธรรมดา
ใจคนเรายังขึ้น ๆ ลง ๆ แล้วสิ่งอื่นจะให้ได้ดังใจได้อย่างไร ความจริงอยู่ด้วยการเปลี่ยนแปลง มีลักษณะปรับเปลี่ยนแก้ตลอดเวลา เป็นความจริง เป็นสัจธรรม
มนุษย์ไม่ต้องการให้เปลี่ยนแปลง และต้องการให้ได้อย่างใจ มนุษย์จึงเดือดร้อนอยู่อย่างนี้ มนุษย์จึงเป็นทุกข์อยู่อย่างนี้
ความที่มนุษย์ไม่ยอมรับความจริง มนุษย์จึงเดือดร้อนอยู่อย่างนี้ ที่ทุกข์ก็เพราะส่งใจออกไปข้างนอกมาก
"ให้ใจเย็นพอนะ ถึงของหนักต้องค่อย ๆ ยก แม้ว่าเป็นของร้อนก็ให้ระวัง ต้องระวังอย่าผลีผลาม อย่าทำร้ายตัวเรา และวงศ์ตระกูลเรา ให้เข้าใจความจริงในทางปฏิบัติ ให้ระวังไว้ดีกว่า ต้องรอบคอบ ต้องละเอียด ต้องสุขุม"
Paang
11-21-2005, 07:05 AM
-17-
ความรักคือความเข้าใจ
1. ความรักที่มีความสุขที่สุดคือ การเข้าใจซึ่งกันและกัน หลีกเลี่ยงการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน พยายามเข้าใจซึ่งกันและกัน ความรักเป็นส่วนหนึ่งของการเสียสละ
2. ความรักตัองฝังด้วยความดี ฝังด้วยเหตุผล อย่าฝังด้วยราคะ โทสะ โมหะ ให้ฝังด้วยคุณธรรม จะต้องหนักแน่น จะต้องมั่นคง อดทน และการหักห้ามใจ
3. ความรักนั้นต้องการเอาใจ ต้องการเห็นใจ ขอให้มีความจริงใจ อย่าแล้งน้ำใจ ถ้าแล้งน้ำใจจะไม่ต่างกับสัตว์ ต้องมีมิตรจิตมิตรใจ ต้องเอ็นดูสงสาร ที่สุดความรัก อย่าถลำตัวเองจนไม่มีขอบเขตให้ใช้หลักของการมีปัญญา ให้มีเหตุมีผล อย่าเบียดเบียนด้วยการกระทำคำพูด ให้มีความเข้าใจ และมีความอดทน มีปกติสำรวมระวัง มีปกติสำเนียกสำนึก
4. ถ้าจะชั่วให้นึกถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าที่สอนไว้ จะต้องระวังอย่าให้เสียหลัก อย่าให้หวั่นไหว ความอดทนอดกลั้น เป็นตบะเผาความชั่วออกจากใจตน
5. เราจะต้องอดทน เราจะต้องอดกลั้น ระวังรักษาการกระทำคำพูดของตัวเอง สำรวมในการอยู่กิน ระวังในการหลับนอน ให้เป็นไปในลักษณะพอประมาณ ไม่มาก ไม่น้อย
เราเป็นทุกข์เพราะไม่มีความอดทน ไม่มีความอดกลั้น ความทุกข์ก็สุมใจ เพราะสนองกิเลส ตัณหาตัวเองทุกรูปแบบ ความวุ่นวายจึงเกิดกับตัวเอง ไม่ระวังเนื้อระวังตัว
ความเดือดร้อนเกิดขึ้นเพราะเราไม่รักษาเนื้อรักษาตัว เราปล่อยตามจิตตามใจเจ้าของ เราไม่หักห้ามจิตใจเจ้าของ เพราะหลงสุขสบาย
6. ในโลกความจริงต้องระวัง อยู่คนเดียวต้องระวังควาวมคิด ถ้าอยู่กันหลายคน ต้องระวังคำพูด ทำให้แยบคายไว้ในใจก่อนค่อยพูดออกไป
พูด พูด พูด ทำให้เราตกต่ำได้ง่าย เพราะเขาว่ามา เชื่อส่งเดช
"ลูกระเบิดทำร้ายตัวเองก่อน แล้วจึงทำร้ายสิ่งอื่น"
ต้องกลั่นกรองให้ดีก่อนจะพูดอะไร
"คนเราเข้าใจผิดง่าย คิดว่าน่าอย่างนั้น น่าอย่างนี้
ถ้าอยากให้ชีวิตมีความสุขที่สุด ต้องระวังความคิดของตัวเองฎ"
"ความรักจริง ๆ นั้นคือความเข้าใจ"
"หลงอะไรหลงได้ แต่อย่าหลงตัวเอง ลืมอะไรลืมได้ แต่อย่าลืมตัวเอง"
Paang
11-21-2005, 07:24 AM
-18-
ชีวิตการครองเรือน
1. การครองเรือนคือ การครองกายของตนเอง การดูแลรับผิดชอบต้วเองอย่างใกล้ชิด
2. ทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นเครื่องวัดของจิตใจ วัดด้วยภูมิธรรม ภูมิปัญญาที่มีอยู่
3. ปัญญาเมื่อเกิดกับใจแล้ว จะเห็นความเป็นอนัตตา สภาพอยู่ได้คือความเปลี่ยนแปลงของทุกสิ่งทุกย่าง
4. ตามีไว้ดู หูมีไว้ฟัง จิตมีไว้รับรู้ที่จะครองศีลครองธรรมของตัวเราไม่ปล่อยให้ตัวเรานั้นสะเปะสะปะ ไม่ปล่อยให้เสียผู้เสียคนเพราะความรู้สึกนึกคิด ไม่ปล่อยตัวเองเสียความรู้สึกกับสิ่งที่มีอยู่ คอยกำกับ คอยดูแล คอยรับผิดชอบ คอยรอบคอบ คอยสังเกตสิ่งที่เกิดอยู่
5. การเฝ้าเพียรฝึก เรเฝ้าเพียรพยายาม ต่างก็มุ่งความมีเหตุมีผล กับตัวเองทั้งนั้น บางครั้งเราไม่อยากอด เราก็ต้องอด บางครั้งเราไม่อยากฝืน เราก็ต้องฝืน บางครั้งเรารู้เต็มอกเต็มใจ แต่เราต้องข่ม เพราะเป็นการยกฐานะของจิตใจให้สูงขึ้นด้วยอำนาจของสติ ปัญญาครองใจ
6. เราถือข้อวัตรปฏิบ้ติ เพื่อพ้นจากสิ่งที่เรามีอยู่ การเพียรเพ่งแผดเผา การตั้งใจอยู่อย่างต่อเนื่อง มากบ้าง น้อยบ้างก็ให้พยายามทำอย่าละลดละความตั้งใจที่มีอยู่ แม้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ให้รู้ว่านั่นคือสิ่งที่มีอยู่
เฝ้าฝึก เฝ้าฝืน เฝ้าทนเฝ้าอด เฝ้าจนมีผลในทางปฏิบัติ เฝ้าจนมีผลแห่งความตั้งใจที่เกิดขึ้น เรามานั่งเอาความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นกับใจของเรา
7. เรากำหนดได้เราเอาครูมาไว้ที่ใจเรา คือองค์พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คงเหลือแต่พุทโธคำเดียว เรามากำหนดไว้ จนจิตใจของเรานั้นสว่าง สงบ เย็นลง ๆ จึงรู้คำว่าพุทโธในหัวใจ
ภาวนาเป็นแล้วสบาย สุขตลอดกาล มีความสุขเหนือความสุขอื่นใด
Paang
11-23-2005, 10:07 AM
-19-
สติปัฏฐาน4
1. เมื่อสติ สัมปชัญญะ ประคองกายอยู่ เท่ากับทรงความเพียร สร้างความเพียรให้แก่กล้าทำกายให้อยู่ ความเพียรจึงจะกล้า อินทรีย์จะกล้าต้องอาศัยพยุงกาย ทั้งยืน ทั้งเดิน ทั้งนั่ง ทั้งนอน
การประคองกาย การรับรู้ไว้ที่กาย การวางกาย การถือกาย เป็นความจำเป็นของกายฝึก การปฏิบัติ
เมื่อกายไม่ไหว ไม่คลอน สติซึ่งฝืนต่อความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งข่มต่อความรู้สึกที่มีอยู่ จะรู้ได้ว่าการทรงกาย มีลักษณะอย่างไร การวางไว้ด้วยเหตุผลของกายมีลักษณะอย่างไร
พยายามกำหนดดูรู้อาการของกายว่ามีปกติอย่างนี้ ประคองได้ยาก ทรงตัวได้ยากลำบาก สุดจะทนสุดจะอดสุดจะข่ม สุดจะฝืน สุดจะทนได้ในเรื่องของการทรงไว้ซึ้งกาย
2. พิจารณากำหนดดูภายในกาย กายมีลักษณะทรงทรุดเสื่อมสิ้น
ยิ่งพิจารณาเท่าไร ยิ่งเห็นความไม่ควรยึดถือกาย มีฐานะของความย่ำแย่ มีฐานะของความลำบาก เต็มไปด้วยปฏิกูลโสโครก เต็มไปด้วยของมีกลิ่นเหม็น เต็มไปด้วยส่งปฏิกูลทั้งนั้น ยิ่งดูลึกเข้าไปยิ่งเห็นความน่าขยะแขยงในความเป็นจริงของกาย ยิ่งพิจารณายิ่งทบทวนเท่าไหร่ ยิ่งรู้ว่ากายนี้เป็นภาระ เป็นธุระ ยิ่งเห็นความจริง ต้องหอบต้องหิ้ว ต้องถือ ช่างเป็นภาระเป็นธุระเหลือเกิน
ดูความจริงของกาย ดูให้ลึก ดูให้ซึ้ง ดูให้เห็นจริงเห็นจัง ทุกสรีระ ทุกส่วน ตั้งแต่ขึ้รังแค ขี้ฟัน ขี้มูก ขี้สลด ขี้เหงื่อ ขี้ไคล ขี้เต็มไปทั่วสรรพางค์กายนี้
3. การปฏิบัติเฝ้าดูสภาวะของกาย เฝ้าดูฐานะของกายเป็นเบื้องต้น ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด กำหนดอยู่ด้วยอาการลักษณะของกายที่มีเหตุมีผล ปรากฏว่าความจริงเป็นอย่างไร ครั้นละเอียดไปกว่านั้น ก็จะรู้ว่าสุขทุกข์เกิดมีลักษณะอย่างไร
เฝ้าอยู่ เฝ้าดู เฝ้าสังเกต จึงรู้ว่าเหตุแห่งทุกข์นั้นมีลักษณะอย่างไร เฝ้าดูด้วยความละเอียด ความรอบคอบ ความสุขุม
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราถึงรู้ด้วยอาการแห่งใจ การสัมผัสการรับรู้ใดๆ เป็นอาการของการขัดแย้งเป็นอาการของการเสียดสี เป็นอาการของการเบียดเบียนกับสิ่งที่เรียกว่ามีอยู่ทั่ว ๆ ไป
อำนาจแห่งการเข้าไปยึดไปถือดยู่ จึงมีความสุขความทุกขืไม่มีที่สิ้นสุด
กรรมใครก่อคนนั้นก็รับไป บาปบุญกรรมเป็นเรื่องของแต่ละคน ไฉนเราต้องไปเดือดร้อนเพราะสิ่งที่มีอยู่โดยทั่ว ๆ ไป
4. เราพึงมานั่งกำหนดดูจิตของตนเอง จะบ้าไปถึงไหน จะโง่ไปถึงไหน จะสร้างความมือบอดให้แก่ใจตนเองไปถึงไหน เป็นเพีงการกระเพื่อมของความรู้สึกนึกคิดที่ส่งมาจากใจ แล้วมาปรุงแต่ง มาขยายตามเหตุตามปัจจัยที่มีอยู่
เมื่อเรานั่งสะกด เมื่อเรานั่งข่ม เมื่อเรานั่งฝืนต่อความรู้สึกนึกคิดได้ อำนาจของการรวบรวมความคิดก็เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
พึงรู้ด้วยสภาพของความคิดนึกที่เกิดอยู่กับตัวเรา แส่ส่ายกาเรื่องวุ่นวายไม่รู้จักจบจักสิ้น ครั้นเมื่อเรามานั่งดูความคิดของตนเอง จึงเห็นความคิดในความคิดที่ละเอียดต่อความคิดที่เกิดอยู่กับตัวเราทุกสิ่งทุกอย่าง การหยุดคิด การข่มความคิดการวงความคิดก็เกิดขึ้นกับตัวเรา
5. ไม่รู้จะเอาอะไรมาเป็นที่ป้องกันเหตุผลของใจ นอกจากอำนาจของความมีสติ สัมปชัญญะคอยกำกับดูคอยสังเกตความรู้สึกทีมีความแปรปรวน ให้รู้เท่าทันต่อความรู้สึก
อำนาจของการเฝ้าฝึกปฏิบัติ เป็นอำนาจเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง
6. การปฏิบัติ เมื่อสติ สัมปชัญญะอยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว ไม่ได้ชื่อว่าเสียสมาธิ หากมีการปรับเปลี่ยนอิริยาบท
7. จิตนี้เร็วไวฉับไว รวดเร็วและโลดโผน ปรุงแต่งได้ทุกลักษณะแล้วแต่จะเผลอสติ จิตมีกำลังแล้วจะปรุงแต่ง จะขยายเป็นได้ทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าหลงเชื่อมัน ให้เรากำหนดดูรู้อาการ แห่งการปรุงแต่งของจิต พึงรู้เท่าทัน การปรุงแต่งของจิต พึงรู้เท่าทันต่อการนึกคิดของจิต
Paang
11-26-2005, 12:57 PM
-20-
สำรวมกาย วาจา ใจ
1. การมานั่งกำหนดเฝ้าฝึก เฝ้าปฏิบัติ ความละเอียดของปัญญาจะแทรกเข้าสู่ความจริงของใจ แทรกเข้าไปสู่เหตผลของใจที่มีอยู่ ผลในทางปฏิบัติของแต่ละคน จะเห็นจริงเห็นจังกับใจของตนเอง ละเอียดสุขุมลุ่มลึกกับของจริงส่งที่มีอยู่ ปัญญาธรรมจะชี้ชัดให้แก่จิตใจของตนเอง ความละเอียดของศีลธรมจะปรากฏจริงแจ้งกับใจของตนเอง
2. การให้อภัยกับทุกคนเป็นคุณงามควาดีอันประเสริฐยิ่ง เป็นยอดของการให้ทั้งหลายทั้งปวง แม้ส่วนอื่นใดที่เราตั้งใจให้ ต่างก็เป็นการผูกไว้ซึ่งคุณงามความดีของใจ
บุญเท่านันแหละจะเป็นที่ถึ่ง ความดีเท่านั้นแหละจะเป็นที่พึ่ง
3. การพูดจานั้น เป็นสิ่งที่พยายามย้ำเตือนอยู่เสมอให้ระวังคำพูดคำจา จำต้องระวัง จำต้องรักษา อย่าเผลอตัวอย่าเผลอใจอย่าปล่อยตามความรู้สึกที่มีอยู่ พยายามที่จะมีปิยวาจา ให้รักษาซึ่งน้ำใจกันและกัน พยายามที่จะผูกไว้ ด้วยคำพูดคำจาที่เป็นศีลเป็นธรรม พยายามที่จะผูกไว้ซึ่งวาจาที่ไพเราะด้วยเหตุ ด้วยผล
4. ขึ้นชื่อว่า การแสดงออกแล้วย่อมได้ประโยชน์ ออกกำลังกายยังมีกำลัง ถ้าเราจะเสียสละความรู้สึกใด ๆ ยิ่งทำให้เราเป็นคนมีความพร้อมมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าเราสละความรู้สึกที่มีอยู่เก็บกดไว้ไม่ได้ เราคงเป็นทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด
5. จากใจที่เฝ้าฝึกจากใจที่เฝ้าปฏิบัติ จากใจที่เฝ้าเคี่ยวเข็ญ จากใจที่เฝ้าขัดเกลา ความเป็นเราเป็นเขา เป็นศีลเป็นธรรมก็ละเอียดขึ้นกับจิตใจ เราวางตัวเราให้เหมาะให้ควร เราอย่าเดือดร้อนเพราะตัวเรา
การเฝ้าฝึกปฏิบัติอยู่ที่เรา เมื่อเราเป็นคนที่มีลักษณะวาง วางแล้วก็มีความพร้อมทุกอย่างที่จะรับ ถ้าเราสลัดออกหมดแล้วก็พร้อมทุกอย่างที่จะถือ ถ้าเราวางหมดแล้วเราก็พร้อมที่จะมีเหตุมีผลกับใจของแต่ละคน
6. การควบคุมกาย การควบคุมวาจา การดูแลรับผิดชอบกาย วาจาของตน แม้ที่สุดการเฝ้าดูความคิดของตน ไม่ละเมิดเกินกว่าขอบ เกินกว่าเขตทีมีอยู่ ย่อมได้ชื่อว่ารับผิดชอบดูแลตนเองให้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้คือการปฏิบัติธรรม
หากเรานั้นเดินสวนทางต่อความรู้สึกนึกคิดของตนได้ หากเรานั้นเดินสวนทางกับความต้องการของตนได้ ความละเอียดของสติปัญญา ความสุขุมลุ่มลึกของสติปัญญา จะนำพาข้อปฏิบัติของเรานั้นให้ห่างไกลจากอำนาจตัวโกรธ ตัวโลภ ตัวหลง แม้ที่สุดอำนาจตัวยึดจะหมดไปจากจิตใจของเรา
7. กายนี้ให้เข้าใจว่าบังคับไม่ได้ ขอร้องไม่ได้ กายนี้มีสภาพทรงทรุดอยู่ตลอด เป็นของจริงที่เราต้องเฝ้าดู ให้เฝ้าดูลักษณะของกาย สังเกตดูลักษณะของจิต
ใจคือความคิด มีลักษณะของความแปรปรวน มีลักษณะของความหุนหันพลันแล่น มีลักษณะของความรวนเร อาการแห่งความรวนเร แปรปรวนนั้นเกิดอยู่ตลอด ให้เรากำหนดรู้ กำหนดดู กำหนดสังเกตุ กำหนดวิเคราะห์วิจัย
8. ในมหาสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าทรงเน้นในเรื่องของการดูแลกาย ดูเวทนา ดูจิต ดูความรู้สึกคืออารมณ์ เพราะต้องการให้เห็นจริง เห็นจังกับสิ่งที่มีอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด รู้อยู่ว่าความสมบูรณ์ของกาย ความสมบูรณ์ของใจ นั่นคือความไพบูลย์ของชีวิต
ที่เราเฝ้าฝึก ที่เราเฝ้าปฏิบัติ ที่เราเฝ้าขวนขวายเพื่อได้มรรคได้ผล ที่อดทนมานั่งฝึกมาปฏิบัติ ต่างก็เน้นในเรื่องใกล้ตัวทีสุด เพราะไม่มีอื่นใดที่เห็นจริงจังมากกว่าการอยู่ใกล้ตัวเรา นั่งดูความเปลี่ยนแปลงของกาย นั่งดูความเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิด นั่งดูจนเห็นที่มาที่ไป ถ้าขาดสติก็เผลอไปยึด ถ้าไม่ขาดสติก็ไม่ยึด ถ้ายึดก็มีแต่เรื่องสร้างความทุกข์ ความโศกเสียจใจ ไม่มีที่สิ้นสุด
9. ความรู้สึกเกิดขึ้นในตัวเราที่มันสร้างแนวโน้มแห่งความทุกข์ ยึดมากก็ทุกข์มาก ยึดน้อยก็ทุกข์น้อย อารมณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลานั้นเป็นสิ่งที่เราเฝ้าดู คอยเฝ้าสังเกต คอยเฝ้ากำหนด คอยเฝ้าทำความเข้าใจ
ความทุกข์เกิดขึ้นกับใจเจ้าของ ใครเป็นคนทำให้เกิดทุกข์ ก็เพราะเราขาดสติ เพราะเราเผลอสติ ความทุกข์โทษย่อมเกิดขึ้นกับตัวเรา ความมีเวรมีภัยย่อมเกิดขึ้นกับตัวเรา เพราะเราขาดสติ เผลอสติแป๊บเดียวนั้นแหละ
10. การมาฝึกมาปฏิบัติ เพื่อเห็นจริงจากสิ่งที่มีอยู่โดยทั่ว ๆ ไป ถ้าใจเราไม่ส่งไปรับอารมณ์อื่นใด ใจก็จะอยู่เป็นปกติ ถ้าใจเราไม่ปรุงไม่แต่ง ไม่ขยายอารมณ์อื่นใด ตัวเราก็ปกติ
อาการของการเฝ้าดูกาย อาการของการเฝ้าดูจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดอยู่ เช้ายันเย็น เย็นยันสว่าง เป็นความจำเป็นที่จะต้องคอยเฝ้าสังเกตอยู่อย่างนี้ คอยตามระวังรักษาว่าอย่าเผลอ ถ้าเผลอแล้ว เสียหลัก ถ้าเผลอแล้วจะเสียผู้เสียคน ถาเผลอเมื่อไหร่ก็หมดท่า
ไม่เผลอ ไม่ขาดสติ คอยควบคุม คอยดูแล คอยรับผิดชอบ เฝ้าฝึก ข่ม ทน อด
" ผู้ใจเฝ้ารักษาดูจิตใจของตนเองได้ ผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ห่างไกลพญามาร"
" เสาต้นใดที่โยกได้คลอนได้ เสาต้นนั้นก็มีโอกาสที่จะล้มได้ง่าย ฉันใดก็ดี จิตใจที่มีลักษณะหวั่นไหวง่าย จิตใจที่มีลักษณะกำเริบง่ายหรือสั่นคลอนง่าย ก็ง่ายต่อการที่จะเสียผู้เสียคน"
Paang
11-26-2005, 01:27 PM
-21-
เข้าใจกรรม
1. วิบากคือผลของกรรม อุปมาเหมือนกับผลหมากรากไม้ที่เราปลูกไว้เมื่อมีโอกาสมีจังหวะ
ก็จะให้ผลตามเหตุ ตามปัจจัยนั้น ต้องระวังเล็กน้อยที่เราเผลอไป อย่าคิดว่าไม่มีอะไร อย่าคิดว่าไม่เป็นอะไร ศีลห้าต้องพยายาม อยู่อย่างละเอียด
2. ขอให้ได้บุญบารมีเต็มด้วย ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และอุเบกขา ให้เรามีความเต็ม ให้เรามีความพร้อม ให้เรามีความไพบูลย์ ให้เรามีความสมบูรณ์ที่มุ่งทำ เพียรทำ พยายามทำ ตั้งใจทำก็มุ่งเพื่อเหตุเพื่อผล มุ่งเพื่อคุณงามความดีของตนที่ยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ธรรมจึงปรากฏขึ้นที่ใจของเรา
ทำให้เกิดความเป็นกลาง ทำให้เกิดความเป็นธรรม ทำให้เกิดความละเอียดและสุขุมลุ่มลึกกับใจของตนเอง
3. อย่าสงสัย อย่ามีข้อแม้กับความเปลี่ยนแปลงของสิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติ ต้องเฝ้าดูด้วยความละเอียด เฝ้าอยู่เฝ้าดูด้วยความรอบคอบในสิ่งที่ทำ คำที่พูด
4. สิ่งของข้าวของเป็นของที่มีเจ้าของต้องระวัง อย่าทำเป็นเล่น อย่าทำเป็นเรื่องสนุก อย่าทำเป็นสนองกิเลสจนไม่มีที่สิ้นสุด อย่าทำเป็นเรื่องคิดว่าไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไร แล้วเราจะเดือดร้อน เศร้าหมองขุ่นมัว เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่อง จำต้องระวัง จำต้องรักษา จำต้องให้ความสำคัญ จำต้องให้ความใส่ใจ สนใจ แล้วจะได้รู้ว่าความจริงมีลักษณะอย่างไร
จำต้องดู จำต้องสังเกตุ จำต้องฝึก จำต้องทำความพากเพียรให้เกิดขึ้นกับใจของตนเอง เรียกว่าละเอียอรอบคอบ สุขุมกับใจของตนเอง เห็นจริง เห็นแจ้งด้วยใจ รู้ได้กับใจของตนเอง ที่มีอยู่ เฝ้าอยู่เฝ้าดู เฝ้าสังเกตุ
5. จำต้องระวัง จำต้องดูแล จำต้องรับผิดชฃอยการพูดการจาของตนเอง
6. หลง คือความขาดสติ จนเห็นผิดเป็นชอบ เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด เห็นดีเป็นชั่ว เห็นชั่วเป็นดี สิ่งนี้คือความหลง มั่วเสพอยู่กับสิ่งที่ไม่เป็นสาระไม่เป็นแก่นสาร ตัวเราก็เดือดร้อน ตัวเราก็วุ่นวาย เพราะสิ่งเหล่านี้ ตัวเราก็เศร้าหมองขุ่นมัวกับสิ่งเหล่านี้ ตัวเราก็เดือดร้อนเพราะสิ่งเหล่านี้
อย่าเผลอ เผลอนิดเผลอหน่อย เผลอเล็กเผลอน้อย เผลอจนลืมความจริงว่าสิ่งนิดๆ หน่อย ๆ นี่ทำให้เราเสียหลักได้ง่าย ๆ
จำต้องระวัง จำต้องรักษา จำต้องดูแล จำต้องรับผิดชอบ จำต้องใส่ใจสนใจสิ่งที่เกิดอยู่กับตัวเรา ต้องสังเกตุด้วยลักษณะของการแสดงออกของตัวเอง มุ่งเพื่อศีลเพื่อธรรม คือมุ่งเพื่อความเย็น ความสงบ มุ่งเพื่อเหตุเพื่อผล คือมุ่งความจริงที่มีอยู่โดยทั่วๆ ไป
การแสดงออกใดใด เน้นในเรื่อง ความจิรงใจและความบริสุทธิ์ใจ การแสดงออกใดๆ
จึงเน้นในเรื่องของความตั้งใจและความเข้าใจ
7. เสียสละความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เสียสละความสุขนิดๆ หน่อย ๆ ซึ่งหวังเหตุหวังผล หวังเพื่อความหลุดพ้นโดยฝ่ายเดียวนั้น ต้องรู้ว่าความสุขเล็กน้อยน่ะ ไม่คุ้มกับการที่จะเอามาแลกด้วยเหตุด้วยผลเพียงพอ ขึ้นชื่อว่าโลกนี้คือความจริงที่เราทุกคนมาดูโลกชั่วครู่ ชั่วขณะ ชั่วยาม
เมื่อไม่หลง ไม่เผลอ ไม่ขาดสติ ธรรมก็เบ่งบานในหัวใจเราผู้ฝึก ผู้ปฏิบัติ
8. จากการเฝ้าฝึกปฏิบัติของแต่ฃละคน จึงสร้างอำนาจความมีเหตุมีผลในห้กับใจทีมีอยู่ จากการที่เราทำทุกวัน เพียรทุกวัน สร้างทุกวัน ซึ่งการเก็บเล็กผสมน้อย จะทาน ศีล ภาวนา ความดีอื่นใดที่เราเก็บเล็กผสมน้อย วันเดือนปีก็เตือนให้รู้ว่ามันเต็มด้วยเหตุด้วยผล เต็มด้วยอำนาจความเข้าใจของแต่ละคน ที่สุดของความเต็มเปี่ยมในหัวใจจะปรากฏได้ในลักษณะเป็นคลื่นกระทบฝั่ง
9. อัธพาล เป็นผู้มีกำลังแห่งความอ่อนแอครอบงำตน ต้องระวังอยู่ตลอด หลวมตัว หลวมใจ เผลอตัว เผลอใจแวบเดียวนั่นแหละ เสียผู้เสียคนเพราะอันธพาลที่มีอยู่
10. ในโลกแห่งความเป็นจริงมีทุกบททุกตอน กายของเราเป็นโรงละคร แม้มากกว่าตัวเราก็เป็นโรงละคร ซึ่งมีบทมีตอนที่จะต้องแสดงออกให้เห็นจริงเห็นจังว่าชีวิตของเรานั้นมีความเป็นจริงอย่างไร ไม่ใช่เรื่องของความแปลกปลอม หรือความจอมปลอมอะไร เป็นสิ่งที่มีอยู่ทั้งนั้น อยุ่ด้วยความจริงทั้งนั้น
11. ข้อปฏิบัติใด ๆ ต้องระวัง ต้องรักษา การเกิดขึ้นใด ๆ ก็เป็นการเกิดขึ้นจากตัวเราทั้งนั้น เกิดขึ้นจากเราปล่อยไปรับกระแสอารมณ์ ปล่อยใจปล่อยจิตไปรับรู้สิ่งเหล่านั้น เมื่อเราปล่อยไปตามอาการแห่งความต้องการ ความรู้สึก ความหยาก ก็เกิดอารมณืแห่งความสับสนในชีวิตของตัวเองอยู่เรื่อย ๆ
ให้หยุดพิจารณา หยุดทำความเข้าใจ อย่าเผลอสติ
12. สิ่งที่เราหวัง สิ่งที่เราตั้งใจ แม้ไม่ได้ดังใจ ซึ่งตรงกันข้ามซ้ำไปด้วย เราพึงรู้ว่านี่คือความจิรงของชีวิต
13. มีดีที่ไหนก็จะมีเลวอยู่ตรงนั้น ใกล้ ๆ กันนั้นแหละ มีสูงที่ไหนก็มีต่ำตรงนั้น มีอ้วนที่ไหน ก็จะเห็นว่ามีผอม ถ้ามีดำก็จะเห็นว่ามีขาว ถ้ามีดีทีใดก็จะมีความชั่วปะปนอยู่ในสิ่งเหล่านั้น ในกลุ่มนั้นในสิ่งแวดล้อมอย่างนั้นเพราะมีอยู่อย่างนี้
ให้เรามีจิตใจเป็นศีลเป็นธรรม เป็นบุญเป็นกุศล มีเหตุ มีผล หนักแน่นเพียงพอ
"ธรรมเท่านั้น จะจัดสรรทุกอย่างให้ลงตัว ชั่วและดีของแต่ละคนเท่านั้นจะจัดสรรแต่ละคนให้ลงตัว"
อนุโมทนากับธรรมทานนี้นะแป้งนะ เสร็จแล้วบอกพี่จะย้ายให้
Paang
12-04-2005, 01:41 PM
-22-
ตั้งใจ
1. พึงทราบว่าชีวิตนี้เสื่อมลงทุกวัน ๆ ให้สอนตัวเราอยู่ตลอดเวลาว่า บัดนี้เราอยู่มาถึงเวลานี้แล้ว เราจะได้อะไรจากการอยู่ เรามีอะไรเป็นเครื่องอยู่ เราต้องดั้นด้นไม่หยุดไม่หย่อน เพื่อบุญเพื่อกุศล เพื่อเหตุผลกับใจของตนเอง
2. ศีลคือการตั้งใจงด เว้น ตั้งใจหยุด ตั้งใจลด ตั้งใจละ ถ้าไม่ได้ตั้งใจหยุด ตั้งใจงด ตั้งใจเว้น ยังไม่ได้มีศีล เจตนาเป็นที่ตั้งของกรรม
ให้เรามีฐานะของความตั้งใจ ตั้งใจที่จะรับผิดชอบให้มากกว่านี้ ตั้งใจที่จะทำความละเอียดให้มากกว่านี้ ตั้งใจจะทำความเยีอกเย็นให้มากกว่านี้
3. วางอดีตอนาคตไว้ก่อน ทำปัจจะบันให้เรียบร้อย ถ้าปัจจุบันเรียบร้อยแล้ว อดีต อนาคตเป็นผลต่อเนื่องกันเอง
ทำอะไรให้ดีที่สุด เอาที่สุดของที่สุดให้ขึ้นใจเราให้ได้
ทำปัจจุบันให้เกิดความไพบูลย์ ทำปัจจุบันให้เกิดความพร้อม พยายามตรวจตราสำเนียกสำนึก ให้รอบคอบให้ละเอียดว่า จริงๆ แล้วเราต้องรับผิดชอบมากว่านี้ ไม่ปล่อยให้หลวมตัวหลวมใจ ไม่ปล่อยให้เพ้อเจ้อเหลวไหล ไม่ปล่อยตัวปล่อยใจให้เสียผู้เสียคน ดึงกลับมาให้อยู่กับเนื้อกับตัว
วันต่อวันเราไม่ควรทำตัวให้เสียหลัก เพราะสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งใจว่าเรานั้นควรจะเอาตัวเองให้เป็นประโยชน์มากที่สุด หาโอกาส หาช่องทาง หาเวลา หาจังหวะ ที่เราควรจะสร้างสรรค์ประโยชน์ตน ประโยชน์หมู่คณะให้เกิดมีขึ้น
4. แนวของการฝึกปฏิบัติ ต้องใจกว้าง จำต้องดูด้วยความพิถีพิถันกับสิ่งที่เรามีอยู่ เกิดอยู่ กับตัวเรา
ปัญญาที่ละเอียดกลมกล่อมนั้น ต้องกาศัยความจริงที่ขวางหูขวางตา ขวางความรู้สึกนี่แหละ เอามากลั่นกรองน้อมเข้ามาสู่ใจ เพ่งพิจารณาดูสิ่งเหล่านี้ที่เกิดอยู่กับใจ ความจริงภายในจิตใจของเราก็จะละเอียดขึ้น
การเปิดใจกว้าง ๆ เป็นการเสียสละความรู้สึก ไม่จำเป็นจะต้องเป็นอย่างที่เราตั้งใจและมุ่งหวัง ไม่มักง่าย ไม่เห็นแก่ได้เล็ก ๆ น้อยๆ ไม่เห็นแก่ดี แก่เด่น แก่โด่ง แก่ดัง เล็ก ๆ น้อย ๆ
5. ตั้งใจทำ ตั้งใจพูด ไม่ได้เผลอ ไม่ขาดสติ สิ่งที่บผิดชอบมีแต่เรื่องของความตั้งใจ ไม่ใช่ลักษณะสนุกสนาน ไม่ใช่ลักษณะของสรวลเสเฮฮา หรือ ลักษณะเถิดเทิง
6. การอยู่ในสังคมนั้นต้องสละความรู้สึกให้มากๆ ข้าศึกของใจคือกิเลส โลภ โกรธ หลง แม้ตัวที่เอาให้ได้ดังใจเจ้าของ เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องสละ ถ้าเราไม่สละความรู้สึกนี้ออก เราก็ลำบาก ผูกไว้ สุมไว้ เป็นกองฟืนกองไฟมหึมา นี่แหละคือความจริงที่เราเรียนทุกวัน ประสบการณ์ทุกวันของจริงแท้ ๆ เช้ายันเย็นเป็นสัจธรรม ที่เราทุกคนปฏิเสธไม่ได้ ที่เราศึกษาตั้งแต่เช้ายันเย็น เย็นยันสว่างนะเป็นของจริงที่เราจะต้องศึกษา
เราจำเป็นต้องศึกษาความละเอียดของตัวปัญญา เราฟังเรารับรู้ เราก็บอกความจริงที่มีอยู่ พร้อมที่จะปรับลพร้อมที่จะเปลี่ยน พร้อมที่จะแก้อยู่ตลอดเวลา
7. ความจริงน่ะ เหมือนกันหมด ว่าแต่ใครจะอธิบายได้ด้วยตนของตนเอง สอนได้ด้วยตนของตนเอง เตือนได้ด้วยตนของตนเองว่าสิ่งเหล่านี้คือความจริงทั้งนั้น เกป็นสมมติสัจจะตามกิเลสของโลกมนุษย์
เราเฝ้าสังเกตุตัวเราอย่าให้เขว อย่าให้หวั่นไหว อย่าให้เดือดร้อน อย่าให้วุ่นวายเพราะสิ่งเหล่านี้ อย่าให้ยุ่งยากและเดือดร้อนกับสิ่งเหล่านี้ ต้องระวัง ต้องดูแล ต้องรับผิดชอบ ความจริงมนุษย์มีลักษณะอย่างนี้ เปลี่ยนได้ตลอดเวลา มนุษย์นี้เปลี่ยนได้ทุกขณะทุกลมหายใจเข้าออก เปลี่ยนได้ทุกสถานะ
พยายามเตือนตน สอนตนอยู่ตลอดเวลา พอสำหรับการเกิดของเรา เท่านี้ก็น่าจะพอแล้วล่ะ ไม่น่าจะซ้ำเติมมากกว่านี้ ไม่น่าจะลำบากมากกว่านี้ ไม่น่าจะเดือดร้อนมากกว่านี้ ไม่น่าจะตกต่ำให้มากกว่านี้ เท่านี้ก็น่าจะพอกับตัวเราที่เกิดมาเป็นตัวเป็น เป็นเรา เป็นเขา เป็นมนุษย์ ไม่น่าจะซ้ำเติมตัวเองมากกว่านี้
8. สละความรู้สึกตัวเองเถอะไม่ดีหรอกที่เราจะไปยึดไว้ เป็นทุกข์ เป็นเดือด เป็นดาล ไม่ดีเลย พยายามที่จะสละความรู้สึกที่มีอยู่ มันตายของมันเองแหละ โดยธรรมชาติมันตายของ
มันเองทุกสิ่งทุกอย่าง
เราต้องทำดีอยู่ตลอดเวลา วางอดีต วางอนาคต เมื่อมีความจริงใจแล้วต้องมีความอดทน ทนฟัง ทนดู ทนรับรู้
9. ไม้ประดับพร้อมที่จะตาย พร้อมที่จะโยกย้ายได้ทุกที่ งานด้านฝึกปฏิบัติก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่รักษาความดีของตนเอง เราก็กลายเป็นไม้ประดับไม่มีที่สิ้นสุด เรียกเอาดีไม่มีหลักฐาน ไม่มีเหตุผล เอาดีอวดไม่ได้ ดีที่แท้น่ะดีที่ใจเรานะ
10. ให้ตั้งใจนะ ถ้าเราไม่มีความตั้งใจแล้วดีได้ยาก ตั้งใจจะเป็นคนดี ตั้งใจจะรับผิดชอบให้ดี ตั้งใจจะเอาดีใส่หัวใจเจ้าของให้มาก ๆ ตั้งใจที่จะข้ามฟากข้ามฝั่ง ตั้งใจที่จะหลุดพ้น ตั้งใจที่จะไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บไม่ตายอีกแล้ว ตั้งใจที่จะปฏิบัติให้มากกว่านี้ ตั้งใจที่จะทำความเพียรให้มากกว่านี้ ตั้งใจที่จะฟังให้มากกว่านี้ ตั้งใจที่จะดูให้มากกว่านี้ ตั้งใจที่จะรับรู้ให้มากกว่านี้
ต้องมีความตั้งใจ ถ้าเราไม่มีความตั้งใจ อะไร ๆ ก็ดีได้ยาก
11. อย่าทำเพราะเขาว่า อย่าทำเพราะไม่รู้ อย่าทำเพราะรู้อยู่ขืนทำ อย่าทำเพราะไม่มียางอาย อย่าทำเพราะทนต่อความรู้สึกของตนเองไม่ได้ อย่าทำเพราะเพื่อนว่า ต้องมีดีจากใจที่เห็นแล้ว พิจารณาแล้วว่ามีดี
เรานั้นจะไม่ปล่อยให้ความชั่ว รั่วไหลเข้ามาสู่ใจ เรานั้นจะไม่ปล่อยให้จิตใจกำเริบต่อสิ่งที่มีไม่เป็นบุญเป็นกุศล เราเฝ้าฝึกปฏิบัติตนของตนอยู่ตลอดเวลา มีไว้ดู มีไว้รับรู้ มีไว้ฟังแล้วสิ่งที่มีอยู่เป็นสมบัติของโลก สนิมเกิดในเหล็กทำลายเหล็กเอง ตายของมันเอง ไม่ต้องเดือดร้อนกับสิ่งที่มีอยู่
12. ความจริงเท่านั้นนะที่ทำให้เราอยู่กันได้ ความดีเท่านั้นถึงทำให้เอยู่กันได้ ให้เราน้อมสิ่งที่มีอยู่เข้ามาสู่ใจของเรา เพ่งพินิจ พิจารณา ทบทวนกลับไปกลับมา ให้แสดงออกด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจที่สมบูรณ์อย่าเสียดายแรงงาน อย่ากลัวตาย อย่าวุ่นวายกับสิ่งที่ต้องการแสดงออก
อย่าทำอะไรขาด อย่าทำอะไรหลวมตัว อย่าทำอะไรหละหลวม ให้มีความตั้งใจที่จะทำ ให้มีความตั้งใจที่จะรับผิดชอบ ให้ตั้งใจ ให้จงใจกับสิ่งที่ทำและรับผิดชอบ
เฝ้าอยู่ เฝ้าดู เฝ้าสังเกต เฝ้ารับผิดชอบตนเอง อาการที่เกิดขึ้น อาการที่ตั้งอยู่ อาการที่แปปรวน อาการที่เปลี่ยนแปลง ในขณะนั้น ๆ ก็เห็นเด่นชัดกับความจริงที่ปรากฏอยู่
"การเสียสละความรู้สึกนั้นเป็นยอดแห่งคุณธรรม "
"กิเลสนี่ถ่วงความจริงอยู่ตลอดเวลา ธรรมสร้างความจริงให้กับใจอยู่ตลอดเวลา"
Paang
12-04-2005, 01:57 PM
-23-
ยอม
1. การยอมรับเป็นสิ่งที่แก้ไขทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อมนุษย์นั้นยังมีการปรับปรุง และพัฒนาตัวเอง มนุษย์ก็จะเป็นบุคคลที่แก้ไขและปรับปรุงตัวเองได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
2. อย่าโทษคนอื่นมากกว่าโทษตัวเอง อย่าเตือนคนอื่น มากกว่าเตือนตัวเอง อย่าสอนคนอื่นมากกว่าสอนตัวเอง
3. เรามาเพื่อการบุณกุศล เรามาเพื่อคุณงามความดี เราจงดีด้วยความเป็นจริง คือความเข้าใจจากสิ่งที่มีอยู่ เราต้องยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่โดยทั่ว ๆ ไป
4. พยายามให้โอกาสกับตนเอง สร้างเหตุปัจจัยให้กับตนเอง สร้างคุณงามความดีให้กับตนเอง สร้างความจิรงให้กับตนเองที่มีอยู่ แม้ว่าจะนิดหน่อย เล็กน้อย แม้แต่ยินดีอนุโมทนาบุญก็นับเป็นความดีอันประเสริฐ
5. งานจะเป็นส่วนทำให้เราได้ดี ถ้าเราไม่มีงานเป็นเครื่องยึดอยู่ของใจ ถ้าเราไม่มีงานเป็นเครื่องผูกของใจ เมื่อเรามีงานเป็นเครื่องผูกเครื่องยึดของใจ เราก็จะมีดีตามกรรมตามวาระที่เราได้ทำ และรับผิดชอบ เรามีหน้าที่อะไรพยายามทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด ความดีนั้นจะปรากฏทีใจ
6. ขอโอกาสให้กับตัวเองเถอะ ถ้าเรามีโอกาสแล้วเราจะได้โอกาสทำความดี อย่าเห็นเป็นเรื่องเหลวไหล อย่าเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ อย่าเห็นเป็นเรื่องไม่มีความหมาย นิดหน่อยก็มีความหมาย เล็กน้อยก็มีความหมาย
7. สงบก่อนแล้วค่อยคิด หยุดก่อนแล้วค่อยคิด ถ้าไม่หยุดก่อนแล้วค่อยคิดก็ลำบาก เหมือนไม่ตอกเสาเข็มก่อนแล้วสร้างบ้าน
การอยู่ด้วยสิ่งหนึ่งสิ่งใด ให้ใจผูกอยู่กับสิ่งนั้น คือสิ่งที่มีความจำเป็นยิ่ง พอจิตหยุดอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ ว่างจากสิ่งที่เคยอยู่เคยมี เคยเป็น ความละเอียดของตัวปัญญาก็เกิดขึ้นกับสิ่งที่มีอยู่
8. ให้อาศัยสิ่งที่ดีงามหล่อเลี้ยงใจอยู่ตลอดเวลา มองในแง่ดี เห็นในสิ่งที่ดี ดีไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ดีจนเห็นจริงเห็นจัง เรียกว่าดี คอยแก้คอยแย้ง คอยขัด จิตลงตัวของมันเอง เมื่อความดีถึงใจแล้ว มันก็ลงของมันเอง ทุกสิ่งทุกอย่าง เปิดเผยของมันทุกสิ่งทุกอย่าง
9. ชีวิตต้องการอะไรถ้าไม่ใช่เรื่องของความดี ขอให้เอาความดีใส่ไว้มาก ๆ เมื่อเราเอาดีใส่ไว้มากๆ แล้วทุกอย่างก็จะดีพร้อม ทุกอย่างก็จะดีได้จากสิ่งที่มีอยู่ ขอให้เราเราดีจากสิ่งที่มีอยู่ใส่เอาไว้มาก อย่าลังเลสงสัยทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าหวั่นไหวในความดี
10. ให้เฝ้าดูความจิรงที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ให้เห็นความเป็นสัจธรรมในสิ่งที่มีอยู่ ไม่ให้เห็นเกินกว่าความจริงที่มีอยู่ สัจธรรมก็จะเบ่งบานในหัวใจเรา
ต้องทนดู ทนฟัง ทนรับรู้ ทนวิเคราะห์วิจารณ์ วิจัย
11. ขอให้เราจริงจังต่อตัวเอง และจริงต่อสิ่งที่มีอยู่ อย่าไปรอ อย่าไปขอ อย่าไปมีข้อแม้ หนึงเดียว คำไหน ต้องเป็นคำนั้น ครูบาอาจารย์ย้ำ ครูบาอาจารย์เตือนอยู่ตลอดเวลา อย่านะอย่าเอาเรื่องอื่นมาเป็นเครื่องต่อรองหล่อเลี้ยงหัวใจ นอกจากเหตุผลคือศีลคือธรรม ซึ่งเป็นความจริงที่ทุกคนปฏิบัติ
"ของที่แต่งได้ย่อมเป็นของที่งาม เมื่อการแก้ไขได้ทุกอย่างก็ดีได้"
"ความคิดความอยากไม่มีขอบไม่มีเขต ไม่มีฝั่งไม่มีฝา สุดจะกว้างไหญ่ไพศาล"
Paang
12-04-2005, 02:20 PM
-24-
ธาตุแท้กรรมฐาน
1. ภาวนาคือ การสร้างความไพบูลย์ของสติสัมปชัญญะ ไพบูลย์ด้วยใจของเรา ปลูกขึ้น ฝังขึ้น ดีขึ้น นั่งเอาสิ่งที่ปลูกที่ฝังสติสัมปชัญญะของตนให้อยู่ พยายามตั้งอกตั้งใจการมาฝึกมาปฏิบัติ ฝึกเพื่อการพยุงฐานะของสติสัมปชัญญะของเราให้อยู่ ประคองจิต ประคองใจ เฝ้าฝึก ฝืน ข่ม ทน พยายามปลูกฝังรวบรวมความคิดให้เด่นชัด
2. ต้องคอยฝึก คอยสังเกต คอยรู้รับผิดชอบ คอยให้ละเอียด คอยเฝ้าดูคอยสังเกตตัวเรา ฝึกจนเห็นว่าเรานั้นปฏิบัติได้จริง ๆ ไม่มาปฏิบัติเอาสิ่งที่ไม่เป็นสาระ มาปฏิบัติเอาศาสนาคือความจริงใจของการปฏิบัติเอาเหตุ เอาผล ที่เกิดอยู่กับกายกับใจของตนเอง
กำหนดจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว อย่าให้ออกไปนอกเรื่องนอกราว ให้เห็นความจริงที่มีอยู่ในกายกับใจของตนเอง เพียรฝึก เพียรปฏิบัติ เพียรอบรม เพียรขัดเกลาตัวเราให้ดีขึ้น
3. นั่งเฝ้า นอนเฝ้า ยืนเฝ้า เดินเฝ้า สังเกตตัวเรา พิจารณาให้เกิดความสลดสังเวชในใจตัวเอง เล่นสิ่งที่ไม่เป็นสาระกับเจ้าของ จำเจซ้ำซากอุปมาเหมือนสุนักแทะกระดูก ไม่มีเวลาที่จะอิ่ม
ชีวิตไม่เห็นจะมีอะไรมากมายในสาระของชีวิต มนุษย์เป็นปุถุชน มีความไม่รู้ครอบงำใจ จึงเดือดร้อนเพราะสิ่งที่มีอยู่ วุ่นวายเพราะสิ่งที่มีอยู่ กระสับกระส่ายเพราะสิ่งที่มีอยู่
4. กรรมฐาน คือ งานของใจที่มีเครื่องยึดเครื่องผูกของใจ พอมีงานด้านจิตใจดีแล้ว ไม่โทษโน่นโทษนี่ เพราะรู้อยู่ว่าเราทั้งนั้น เมื่อไม่มีเราไม่มีอะไร ก็คงไม่มีอะไร ถ้าเราไม่เป็นอะไร ก็คงไม่เป็นอะไรนั่นแหละ พอจิตตัดจากกระแสอารมณ์ภานนอกแล้ว ว่างสบาย สงบ เย็น
ภาวนาเป็นแล้ว มันเป็นของมันเองแหละ พอจิตรวมตัวลงไปแล้ว ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีคำถาม ไม่มีคำตอบ เกาะจนอยู่ อยู่จนนิ่ง นิ่งจนเย็น เย็นจนวาง วางจนละ เลิกในที่สุด
5. ให้เรากำหนดลงไปในความดีของเรา ให้เรารู้ลงไปในความดีของเรา ให้เราเห็นจริงเห็นจังในความดีของเรา แล้วต่อไปก็เดินปัญญาว่าเพิ่มดี รักษาดี อย่าหวันไหวเพราะเรื่องเล็กน้อย อย่าติดใจเพราะเรื่องนิดหน่อย ให้รู้ว่านี้คือสิ่งที่มีอยู่
6. ถ้าไม่นั่งสมาธิ นี่เกิดมาก็เปล่าประโยชน์ ไม่รู้ค่าของชีวิตซ้ำไปด้วย การฝึกปฏิบัตินั้นเน้นในเรื่องของการยกฐานะ คือจิตวิญญาณของเราให้ดีขึ้น
งานของใจเป็นงานที่ยอมรับสิ่งที่มีอยู่
7. ให้เรานั้นพยายามกำหนดไว้ ยืน เดิน นั่ง นอน คอยกำหนด คอยกำกับ คอยระลึกรู้ เฝ้าอยู่ เฝ้าดู เฝ้าสังเกต เฝ้าจนรู้ว่าใจนั้นอยู่ตรงไหน จิตใจอยู่กับอะไร อยู่ที่ไหน
สมถภาวนา เรียกว่าบาทฐานของใจ รากฐานของใจ ขึ้นอยู่กับเนื้อกับตัว
วิปัสสนาภาวนา คือการกำหนดแยกแยะออก สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่กับเนื้อกับตัว
8. เรื่องขบคิดมีมาก ให้กำหนดเดินปัญญา พิจารณาว่าสิ่งนั้นเกิดจากสิ่งนี้ สิ่งนี้เกิดจากสิ่งนั้น เดินปัญญาหาที่มาที่ไป
9. ที่สำเร็จทุกสิ่งทุกย่างน่ะอยู่ที่ใจ ที่สมบูรณ์ได้ทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ที่ใจ ที่ดีได้ทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ที่ใจ
ขอให้พวกท่านทั้งหลายได้มีเวลาเข้าสมาธิด้วยอาการแห่งการยืน เดิน นั่ง นอน กำหนดไปเรื่อย ๆ กำหนดไว้ในจิตใจของตนเอง เพียรเพ่งแผดเผากิเลส ภาวนาไปเรื่อยๆ จนจิตใจของเราเบา
"ให้สังเกตดูตัวเราบ้าง ไม่เบื่อที่จะทำอะไรซ้ำซากหรือไม่เบื่อในความจำเจซ้ำซากของตัวเองหรือ"
Paang
12-04-2005, 02:38 PM
-25-
การชนะตนเอง
1. ยาแก้ใจเรานั้นเป็นยาที่สร้างเหตุสร้างผลให้กับใจตนเอง
ดีจริงนั้นต้องทนต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ดีจริงนั้นต้องไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม
2. ปลูกต้นไม้เรายังต้องอาศัยเวลา คุณงามความดีที่เราสะสมบ่อย ๆ นี้ก็เหมือนกัน เราต้องเพิ่มเพิ่มอยู่เรื่อยๆ เพิ่มดีอยู่เรื่อย ๆ
3. กิเลสมันแหลมคม กิเลสมันฉลาด มีรูปแบบต่าง ๆ ที่จะห้ำหั่น มีรูปแบบต่างๆ ที่จะเอาชนะ เอาดีใส่ เอาธรรมใส่ ธรรมถึงไหนแล้วกิเลสอยู่ไม่ได้
กิเลสกับอธรรมมันกลัวมากที่สุดคือ ธรรมและความจริง เท่านั้น อย่าชะล่าใจกับมันนะ มันขึ้นเร็ว มันลงเร็ว มันไว ต้องคอยดูมัน เบื่อหน่ายท้อแท้ ยอมแพ้ อ่อนแอ นั่นคืออธรรม นั่นคือกิเลส มันปล่อยให้เราตกต่ำมามากต่อมาก
4. อย่ายอมแพ้ ให้กำหนดไว้ในใจเข้าของ ให้กำหนดดู กำหนดสังเกต กำหนดรู้ กำหนดทำความเข้าใจ เวลาอะไรเกิดขึ้นในใจเราต้องสังเกต ต้องรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร
ต้องตั้งใจจริง เฝ้าฝึกเฝ้าฝืนเฝ้าทนเฝ้าอด จนมีผลทางปฏิบัติของเราได้ดีขึ้น เราอย่าเอาใครมาเปรียบเทียบตัวเรา อย่าเอาสิ่งที่มีอยู่มาเปรียบเทียบจนเราเสียผู้เสียคน ให้รู้ว่าเขาเป็นเขา เราเป็นเรา
5. กิเลสมันพอกเข้า ยิ่งนานยิ่งร้อน ยิ่งนานยิ่งไม่มีจุดยืน ยิ่งนานยิ่งไม่มีสระ ยิ่งนานยิ่งไม่เห็นความเป็นศีลเป็นธรรม
จำต้องอยู่ด้วยศีลธรรม จำต้องทนด้วยความเข้าใจที่ดี
6. ถ้าอำนาจของความชั่วครองใจ มีแต่ความหดหู่ห่อเ**่ยว มีแต่เรื่องลำบาก เรื่องหนักใจเรื่องไม่สบาย เดือดร้อนวุ่นวาย
ต้องเอาดีใส่ไว้มากๆ แม้โลกธรรมจะเปลี่ยนแปลงหน้ามือเป็นหลังมือทุกวัน เราก็รู้ว่านั่นคือสัจธรรม อนิจจตา ทุกขตา อนัตตา
7. อธิศีล เน้นในเรื่อง ความละเอียดของศีลในตัวเอง ละเอียดในสิ่งที่รับผิดชอบ มีระเบียบวินัยให้เกื้อกูลไม่เบียดเบียน
อธิจิต หมายถึง สมถะ ทำให้จิตสงบ ให้จิตมีคุณธรรม มีพลังเบิกบาน ผ่องใส เหมาะแก่งานการพิจารณาให้เกิดปัญญา
อธิปัญญา หมายถึง ความรู้ที่มีอยู่จะละเอียดขึ้นกับสิ่งที่เรารู้ทั้งหมด ได้แก่ วิปัสสนาปัญญา พิจารณาพระไตรลักษณ์ให้จิตหลุดพ้น
8. ชีวิตของทุกคนนั้น ไม่ควรชะล่าใจว่าอยู่ได้นานเท่าไร เราควารจะทำใจของเราให้มีความพร้อมตลอดเวลา
9. บารมี คือสิ่งที่ทำให้เต็ม ทำให้พร้อม ทำให้สมบูรณ์
ความสำเร็จใด ๆ นั้นไม่เคยปรากฏสำหรับบุคคลที่ขี้เกียจ ขี้คร้าน มีแต่ความล่มจม มีแต่ความหายนะ ในบุคคลทีไม่ให้โอกาสกับตนเอง คือสร้างความอดทนน้อย ความขยันน้อย ความเพียรน้อย เสร็จแล้วก็มีความล่มจมในชีวิต
ปัญญาเกิดขึ้นเพราะน้ำอดน้ำทน น้ำเหตุ น้ำผล
ให้พยายามปฏิบัติ พยายามเคี่ยวเข็ญ พยายามขุดคุ้ย พยายามถากถาง พยายามขัดเกลา พยายามทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อฝึกปฏิบัติ ปัญญาตัวนี้จะกรองความจริงให้เกิดขึ้นกับใจ จะกลั่นกรองความมีเหตุมีผลให้เกิดขึ้นกับใจ
"ธรรมชนะทุกสิ่งทุกอย่าง รสแห่งธรรมย่อมชนะรสอื่นทุกชนิด เสียงแห่งศีลแห่งธรรม ย่อมชนะเสียงทุกชนิด"
Paang
12-04-2005, 03:02 PM
-26-
จุดยืนของครูบาอาจารย์
1. พรสี่ประการ คือ มีอายุมั่นขวัญยืน มีวรรณะผุดผ่อง มีความสุขสบาย และมีกำลังกายกำลังใจดี จำจะต้องทำเหตุ มีความอ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะเสมอต้นเสมอปลาย
2. การที่จะทำตัวเราให้เป็นคนดี ที่ยอมรับในสิ่งนั้น ต้องเป็นคนที่ค่อนข้างจะนุ่มนวล ไม่ขวาง ไม่ขัด ไม่เศร้าหมองขุ่นมัว เพราะเรื่องที่มีอยู่ ไม่วุ่นวายเดือดร้อน เพราะสิ่งที่มีอยู่
คนทีมีศาสนาคือคนที่ควบคุมตัวเองได้ เมื่อควบคุมตัวเองได้แล้ว ก็ควบคุมคนอื่นได้ เมื่อรู้ใจตั้วเองได้ ก็รู้ใจคนอื่นได้
ความดีอยู่ที่การฝึกปฏิบัติ สำรวมระวังสำเนียก สำนึก สมถภาวนา หมายถึง เน้นในเรื่องจิตใจของเราให้สงบระงับลง เมื่อสงบระงับจากนิวรณื 5 จะเป็นเหตุแห่งความดีของเราที่สูง ๆขึ้นไป
วิปัสนาภาวนา เมื่อจิตหยุดอยู่จากอารมณ์ภายนอก นิ่งอยู่จากอารมณ์ภายนอก การน้อมนึกอะไรทีมีอยู่ ตาดู หูฟัง ใจรับรู้ จะด้วยการกระทบกระทั่ง เรากำหนดรู้ได้ กำหนดเข้าใจได้ รู้อยู่ เห็นอยู่ รู้ได้ เข้าใจชัด
อุปมาเหมือนกับการย่างเนื้อ ให้สุกดีพอ เราระมัดระวังเอาใจใส่แล้ว มันก็ไม่ไหม้ และเป็นเนื้อ
สุกอย่างที่เรียกว่า สีสันงาม
3. คำว่ารู้ได้ชัด เห็นได้ชัด รู้ได้อยู่ เข้าใจได้อยู่เป็นเหตุผลของการฝึกการปฏิบัติ จุดหมายปลายทางของการฝึกการปฏิบัติ คือ วางก่อน พอวางได้แล้วมันเย็น
ที่วุ่นวายเศร้าหมองแสดงว่าขาดสติ แสดงถึงจิตใจยังตกต่ำอยู่ เป็นปุถุชนเต็มรูปแบบ ปุถุชนคือคนยังหนาอยู่ตลอดเวลา จะมีสภาพที่ตดอยู่เรื่อยทรุดอยู่เรื่อย เสื่อมอยู่เรื่อย
ถ้าเราเดือดร้อน วุ่นวาย ไม่พอใจหรือหงุดหงิดงุ่นง่าน เรพาะบุคคลอื่นแสดงว่าจิตใจเรายังตกต่ำอยู่ ยังเป็นปุถุชนอยู่ ปุถุชนเต็มตัวเรา
4. ใจจริงของเราต้องมีเหตุผล กับการที่จะเป็นคน ถ้าจิตใจมีเหตุมีผลแล้ว เราจะเป็นคนหนักแน่น ไม่เดือดร้อนเพราะการฟังมา ไม่เดือดร้อนเพราะการเห็นมา ไม่วุ่นวายกับสิ่งทีมีอยู่
5. ทุกคนเกิดมาหาความจริง
ชีวิตนี้ไม่มีอะไรประเสริฐ เกินกว่าการปฏิบัติ ซึ่งมีจุดหมายปลายทางคือการวาง การละ การหยุดเกิด จุดยืนคือการให้พ้นทุกข์
"เรามีความสุขที่สุดคือ เราเข้าใจซึ่งกันและกัน"
Paang
12-05-2005, 06:08 AM
-27-
รักษาดี เพิ่มดี
1. เอาใจอยู่กับเนื้อกับตัว แม้จะนั่ง จะนอน ยืนก็กำหนดว่าพุทโธเป็นหลัก ทำใจสบาย วางกายให้สบาย วางใจให้สบาย ไม่เคร่งเครียด วางได้สบาย เมื่อเรากำหนดให้สบาย ๆ ได้แล้ว การกำหนดอย่างอื่นอย่างใด ก็ง่ายไปหมดที่เรามาฝึกมาปฏิบัติ เพื่อน้อมความคิดความอ่านให้รวมอยู่กับความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
2. รักษาศีล การระวังตัวเราไม่ให้ลุอำนาจโลภ โกรธ หลง ไม่ไห้อำนาจราคา โทสะ โมหะ ไม่ไห้ลุอำนาจต่อสิ่งที่มีอยู่ ความดีของใจนั้นเป็นความดีที่อาศัยสิ่งที่มีอยู่ สิ่งที่มีอยู่คือสิ่งที่เราทำกายของเราให้เป็นปกติ ทำใจของเรให้เป็นปกติ
3. เอาดีเข้าใส่ ดีมากดีน้อยก็เอาดีเข้าใส่ แล้วเราก็จะมีดีออกมา พยายามมองคนในแง่ดี พยายามมองสิ่งที่มีอยู่ในแง่ดีว่าเป็นอย่างนั้น และ ได้อย่างนั้นตั้งแต่เราเกิดและก่อนที่เราเกิด พยายามมองรูปแบบของความดีที่มีอยู่ พยายามใจกว้างพอกับสิ่งที่มีอยู่แล้วจะรู้ว่ามีดี
4. พยายามที่จะเปิดใจกว้างกับสิ่งที่มีอยู่ กิเลสของแต่ละคนช่างล้ำลึกเหลือหลาย สุดที่จะนำมาอธิบายให้ทุกคนเข้าใจได้ง่ายว่า กิเลสของคนนี้สลับซับซ้อนลึกล้ำเหลือหลาย เป็นเรื่องของความไม่รู้จริงของแต่ละคน เมื่อเป็นความไม่รู้จริงของแต่ละคน ก็จะมีเหตุมีผลของแต่ละคน
เพราะความไม่รู้ของคน จึงสร้างกรรม สร้างเวร สร้างเคราะห์เข็ญให้กับใจเจ้าของอยู่ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีที่จบเพราะความไม่รู้จริง เพราะความไม่เข้าใจจริงก็เป็นอยู่อย่างนั้น
5. จิตใจของเรา ใจของเราควบคุมเอาเองนะ ดูแลเอานะ เราอย่าให้มีอะไรในลักษณะที่ว้าวุ่น วุ่นวาย เพราะสิ่งที่มีอยู่โดยทั่ว ๆไปแล้ว เฝ้าเพียรเพ่งพยายามอยู่ตลอดเวลา ถ้าไปวุ่นวายเพราะเรื่องของคนอื่น เราดึงกลับมา อย่าบ้า อย่าโง่ ถ้าไปเดือดร้อนเพราะเรื่องของคนอื่นก็ดึงกลับมา อย่าบ้า อย่าโง่ รู้แล้วว่าตัวเรานั่นแหละก่อความเดือดร้อนเอง เศร้าหมองเอง วุ่นวายไปเอง ยุ่งยากเอง อย่าไปวุ่นวายกับเรื่องที่มีอยู่พยายามเปิดใจกว้างว่าช่างเถอะ ช่างมันเถอะ
6. อย่าโทษใครนะ โทษตัวเรา ความจริงก็คือธรรม ความหยั่งรู้ถึงเหตุผลคือใจ จะละเอียดได้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ซึ่งเฝ้าดู นอนดู ยืนดู เดินดู สังเกตจนรู้ว่าธรรมนั้นมีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร เป็นความจริงที่มีอยู่นั่นเอง ไม่ได้อะไรที่ไหนหรอก เป็นความจริงที่มีอยู่กับทุกผู้ทุกคน
7. วุ่นไปวุ่นมา วิ่งไปวิ่งมา ว้าวุ่นเดือดร้อนเป็นที่สุด วิ่งจนไม่มีที่อยู่อาศัย วิ่งจนไม่มีจุดยืน วิ่งไปวิ่งมา แล้วไม่มีจุดหมายปลายทางในการวิ่ง หายไป หาจนไม่มีขอบเขต ความอยากของมนุษย์ไม่เคยมีขอบเขต ความอยากของมนุษย์มันสุดล้นเหลือหลาย แม่น้ำเสมอด้วยตัณหาไม่มี แสดงถึงความจริงนั้นทุกคนจะต้องยอมรับว่า วิ่งวุ่นวิ่งหาวิ่งจนหาที่สุดไม่เห็น ที่สุดของจริงเพราะมันอยู่ที่ใจเรา
ตัวเองจะเอาดีจากคนโน้นคนนี้ แต่แล้วก็ไม่ได้ เพราะดีไม่ได้อยู่ที่นั้นที่นี้ ดีอยู่ที่หัวใจของเรานั่นแหละ การวิ่งหมาครูบาอาจารย์ หามาเยอะ ไปหาแล้วก็ตัดสินใจไม่ได้ เพราะตัวเองไม่มีฐานรองรับ ฐานตัวเองไม่ดี ทั้งๆ ที่ครูบาอาจารย์ท่าก็ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกรูปแบบนั่นแหละ ไม่มีรูปแบบไหนไม่ดี ดีเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกรูป แต่ความที่ตัวเองดีไม่พอ ไม่ถึงท่าน แล้วก็วิ่งไปหามา แต้มนั่นทีแต้มนี่ที แต้มไปแต้มมาเอาดีไม่ได้ เพราะไม่ยอมขุดที่บ้านให้เจอน้ำ แล้วไปขุดที่บ้านคนโน้น บ้านคนนี้
ไม่ใช่เรื่องอยู่ที่โน่นที่นี่ อยู่ที่หัวใจของเรา หยุดซิดูเจ้าของแล้วจะดีขึ้นมาเอง
ภาชนะก้นรั่ว ก้นรั่ว ฝ่าเท้าเป็นแผล ร่างกายเป็นโรคผิวหนัง สุนักขี้เรื้อนยังดีไม่ได้ ต้องถูกการเยียวยาให้ดีเสียก่อน กว่าจะไปโน่นมานี่ไปไหนมาไหนก็จะได้ดี อยู่ไหนก็จะได้ดี เพราะมีฐานรองรับแล้ว ดีน่ะ จึงปลูกไว้ที่ใจเรา ไม่ได้ไปปลูกที่โน่นที่นี่ อยู่ที่เราอยู่ที่ลดทิฏฐิมานะ ลดความรู้สึก ลดอหังการ
8. การปฏิบัติคือการดูตัวเอง เวลานั่งก็ดูตัวเอง เวลานอนก็ดูตัวเอง เวลายืนก็ดูตัวเอง เวลาฝึกอื่นใดเราก็ดูตัวเอง แม้แต่เวลาพูดก็ดูตัวเอง สังเกตตัวเอง ฟังคำพูดดูการกระทำ ดูความคิดของตัวเอง นี่คือการปฏิบัติ พอรู้จุดตัวเองแล้ว ฟังคำพูด ดูการกระทำ ดูความคิดตัวเอง นี่คือการปฏิบัติ พอรู้จุดตัวเองแล้ว ก็ควบคุมตัวเองได้ ให้ยาถูกกับโรค การปฏิบัติคือการดูแลตัวเอง รับผิดชอบ เข้าใจในตัวเอง แล้วก็เห็นตัวเอง รู้ตัวเอง
9. ทุกเวลามีค่า สำหรับผู้ฝึกผู้ปฏิบัติ มีสติคอยกำกับอยู่ ความหมายของใจมีลักษณะอยู่ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น รู้ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น เห็นตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น จุดยืนของการเฝ้าฝึกปฏิบัติจึงอยู่ตรงไหนก็ให้อยู่ตรงนั้น อยู่ที่ไหนก็อยู่ที่นั้น ไม่แส่ส่ายไม่วุ่นวายไม่ยุ่งยากไม่ลำบาก
ความหมายของการฝึกการปฏิบัติ อยู่ที่การควบคุมดูแลรับผิดชอบตัวเองให้เห็นเด่นชัด ตาดู หูฟังใจรับรู้ พร้อมที่จะนำมากรองสิ่งที่เกิดอยู่ นั่นคือการปฏิบัติธรรม ต้องใจกว้างพอ ไม่จำกัดที่ป่า ที่เขา ไม่จำกัดที่ถ้ำ ไม่จำกัดที่ใดมันอยู่ที่เราทั้งนั้น
10. ใจเดียวนั้นดี ในหนึ่งกับทุกสิ่งทุกอย่าง ความเป็นหนึ่งเดียวทำให้เบากาย เบาใจ ที่เราต้องมาเฝ้าฝึกปฏิบัติกำหนดหายใจเป็นพุทโธ ธัมโม สังโฆ ดูใจเราจนอยู่กับเนื้อกับตัวได้ ถือว่าเป็นยอดของความดี ขอให้ตั้งใจและรักษาความดีของเรา ประดุจเกลือรักษาความเค็ม เอาดีไว้ รักษาดี เพิ่มดี แล้วก็เปิดใจกว้างกับทุกคน
“ต้นไม้อาศัยน้ำ ปุ๋ย ดินดี อากาศดี คนเอาใจใส่ดี รับผิดชอบดี ย่อมเจริญงอกงามฉันใด ความดีของใจยกฐานะของตนก็ดีได้ด้วยอำนาจทาน คือภาวนา”
Paang
12-05-2005, 06:10 AM
-28-
อาหารทางใจ
1. จำเป็นอย่างยิ่งจะให้ความสำคัญแก่การอยู่ มา ไปของตัวเองในข้อปฏิบัติใด ๆ เน้นเรื่องของการควบคุมดูแลรับผิดชอบตัวเอง การปฏิบัตินี้เป็นยอดน้ำหอม เป็นหัวน้ำหอม เหมือนหัวน้ำหวาน
2. ยอดของการดูแลรับผิดชอบคือการภาวนา การภาวนานี้คือยอดของการรับผิดชอบ ยอดของการดูแลรับผิดชอบ ยอดภาวนาดูแลรับผิดชอบตัวเองต่อภาวนา
3. อาหารทางใจเป็นอาหารที่ควบคุมดูแลเราอยู่ตลอดเวลา ต้องคอยระวังใจ จงเตือนสติอยู่ตลอดเวลาว่า อย่าเอาเงินมาเป็นเครื่องทับใจ อย่าเอางานมาเป็นเรื่องเหยียบหัวใจ อย่าเอาสิ่งแวดล้อมมาเป็นเครื่องเหยียบหัวใจให้ตกต่ำเพราะสิ่งที่มีอยู่ ต้องคอยเตือน คอยชี้เข้าไปในใจเจ้าของว่า อย่านะ อย่าเพ้อเจ้อ อย่าเหลวไหลเพราะสิ่งที่มีอยู่
ยังไม่เข็ดไม่หลาบจำดอกหรือ เป็นทาสรับใช้กิเลสตัณหาของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุด ถูกจองจำด้วยอำนาจเงิน อำนาจยศ อำนาจงาน อำนาจบริวาร เพื่อนฝูง จนหาจุดยืนของชีวิตที่เกิดมาไม่ได้ นั่นคือเดือดร้อน เป็นทุกข์เพราะเรื่องเงิน เป็นทุกข์เพราะเรื่องงาน เป็นทุกข์เพราะบริวาร เป็นทุกข์เพราะสิ่งที่มีอยู่ สิ่งชั่วครู่ชั่วยาม สิ่งนี้มันชั่วขณะ เหมือนกับขายของเด็กเล่น จึงเตือนให้รู้ว่าอย่าประมาทนะ
4. ต้องคอยย้ำ คอยเตือน คอยสอนอยู่ตลอดเวลาว่า อย่านะ อย่าเผลอนะ อย่าขาดสตินะ เตือนได้ตลอดเวลาว่า เสียได้ตลอดเวลา
แผลเป็นคือตัวขาดสติ อย่าเห็นงานเป็นเรื่องใหญ่กว่าชีวิตจริง ไห้เราเฝ้าฝึกปฏิบัติตัวเราให้เห็นจริงเห็นจังกับตัวเรา ให้เข้าใจกับตัวเรา เฝ้าฝึกปฏิบัติ ดู รู้ สังเกต อย่าให้เราตกต่ำเพราะเรื่องเหล่านี้ มั่วมากก็หมกมุ่นมาก มั่วมากก็เดือดร้อนมาก ต้องระวัง
5. งานที่ไม่เป็นโทษ คือเราไม่ปล่อยตัวปล่อยใจ จนไห้งานเหยียบหัวใจเรา การงานไม่มีโทษ ทำให้เป็นมงคล รู้ได้ เข้าใจชัด ในหน้าที่การงานที่ต้องรับผิดชอบ ละเอียด รอบคอบ สุขุม เยือกเย็น มีเหตุ มีผล มีศีลธรรม
6. ศาสนาเป็นเรื่องของการวางไว้ด้วยความเข้าใจ ว่าด้วยเรื่องของสิ่งที่มีอยู่ หมายถึง ส่งที่มีอยู่อย่าไปเดือดร้อน อย่าไปวุ่นวาย อย่าไปหนักอกหนักใจ พึงเข้าใจว่า มีอย่างนี้อยู่ เกิดอย่างนี้ จากอย่างนี้ พลัดพลาดอย่างนี้ ต้องคอยสังเกต อย่าให้มั่วนะ มั่วแล้ววุ่นถ้าวุ่นแล้วยุ่ง ไว้ตรงไหนก็อยู่ตรงนั้น มีอะไรก็ว่ากันตามเนื้อผ้า
7. อาหารของใจคือสิ่งที่มีอยู่ ให้รู้ว่างานมี เงินมี ข้าทาสบริวารมี สมบัติผลัดกันชม รู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีอยู่ เราตายหมดสิ่งเหล่านี้ยังอยู่ เราเกิดมาใหม่สิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่ นี้คือสมบัติของโลก ไม่ใช่สมบัติของเรา มันชั่วครู่ชั่วขณะ เป็นสมบัติ แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ แบ่งกันดูแล รับผิดชอบ เมื่อจิตสงบสงัดจากอารมณ์ภายนอกแล้ว เดินปัญญาพิจารณาสิ่งเหล่านี้
8. ให้กำหนด ให้จดจำ ลงไปในใจเจ้าของว่า อย่างมากเรื่องมากราว เฝ้าสังเกตตัวเราเป็นหลักฐาน งานของใจก็จะพาให้เรามีข้อปฏิบัติ อันดีงามทุกสิ่งทุกอย่าง
9. ทำดีต้องรักษาดี ทำดีต้องเพิ่มดี อย่าปล่อยปละละเลยให้เสียหลัก มีดีแล้วรักษาดี เพิ่มดีให้มาก
10. ถ้าเราไม่จริงใจต่อตัวเองแล้ว ใครจะจริงใจต่อเรา ถ้าเราไม่มีความอดทนแล้ว ใครจะเป็นคนมีความอดทน ถ้าเราไม่ปรารถนาดีต่อตนเอง และคนอื่น ใครเล่าจะปรารถนาดีกับตนและคนอื่น เราต้องสร้างจากใจของเราทั้งสิ้น
11. เราเป็นนักปฏิบัติธนรมแล้ว เราควรจะถอนความรู้สึกเก่า ๆ มองเพ่งพินิจพิจารณาลงไป ให้เห็นความจริงคือสัจธรรมที่มีอยู่ เฝ้าฝึก เฝ้าปฏิบัติ เฝ้าสังเกต ความมีเหตุมีผล ความละเอียด ความรอบคอบ ก็จะหยั่งถึงความมีเหตุมีผลกับใจของทุกผู้ทุกคน
“หลงความรู้สึกก็เสียความรู้สึก หลงความสามารถก็เสียความสามารถ หลงรูปงามรูปหล่อก็เสียความเป็นรูปงามรูปหล่อ หลงอะไรก็เสียอันนั้นแหละ เพลิดเพลินจนลืมเนื้อลืมตัว หลงเงิน หลงยศ หลงอำนาจ หลงข้าทาสบริวาร มีแต่เรื่องล่มจมและหายนะในที่สุด”
Paang
12-05-2005, 06:24 AM
-29-
สิ่งที่ควรยึดของใจ
1. พุทโธแล้วจะได้อะไร พุทโธทำให้ใจเราดีขึ้นและดีขึ้น เรียกว่าได้พุทโธ ถ้าเข้าไปสงบระงับเย็นสว่างสงบอยู่ สมบูรณ์ด้วยใจที่ฝึกปฏิบัติอย่างนั้นไม่ต้องมีอะไรก็ได้ ถ้าเข้าที่เข้าทางแล้วไม่ต้องทำอะไร เช่น ศาลาดีแล้วไม่ต้องซ่อม เพียงแต่ดูแลรักษาทำความสะอาดก็พอ โดยเฝ้าสังเกตอาการที่เกิดอยู่กับใจของตนเอง ถ้าไม่ดีต้องซ่อม ถ้าไม่ดีต้องปรับต้องแก้ เราต้องเฝ้าสังเกต อาการเกิดดับของความนึกคิดที่ปรุงแต่งอยู่
2. ภาวนาพุธโธให้ขึ้นใจ อะไรแปรปรวนอะไรที่จะเปลี่ยนแปลง อะไรจะเป็นอย่างไร ก็เห็นเป็นธรรมดา เข้าใจไว้เป็นธรรมดา ไม่ได้มีอะไรที่วิเศษเกินกว่าความจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเรา สิ่งทั้งหมดนี่มีอยู่ประจำโลก ใจเราแส่เอง ใจเราส่ายเอง ถ้าจิตเราไม่แส่ไม่ส่าย จิตใจเราอยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว เห็นเข้าใจเป็นธรรมดา
ใจของคนเรานั้นไม่สุดวิสัย สำหรับการฝึกปฏิบัติ ไม่เหลือวิสัย ไม่สุดวิสัย การเข้าไปสงบระงับอารมณ์ของใจมีตลอดเวลา
3. อย่าเดือดดาลนะ ถ้าเขาโกรธ เราก็เฉย ถ้าเราไปวู่วามตึงตังขึงขัง ดังที่เขาต้องการ ให้เราต้องเป็น แล้วเราก็เดือดร้อน บางทีเขาเรียกว่ามีอุบายทำให้เราเสียหลัก คู่ต่อสู้น่ะมีทางที่จะทำให้เราเสียหลักได้ เราต้องรู้แก่ใจว่าสิ่งทีมีอยู่เกิดอยู่นั้นน่ะมีลักษณะที่เป็นจริงทั้งนั้น ว่าแต่เราจะเฉยได้ไหม ถ้าเราเฉยได้น่ะดี เย็นได้น่ะดี อย่าวิ่งเข้าไปหาไฟที่เขาต้องการให้เราจุดให้ลุก ต้องคอยระวังดูแลสังเกตตัวเราอยู่ตลอดเวลา
4. เมื่อใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วก็ไปสร้างปรุงแต่งขึ้นเรื่อยๆ ขยายความจนได้เรื่องได้ราว เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องนิดเดียวก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ บานเรื่อย ๆ ขยายเรื่อยๆ เสร็จแล้วก็พาให้เหิดความหนักอกหนักใจ ทุกข์อกทุกข์ใจ คับแค้นใจ
นั่งดูใจเจ้าของ นั่งดูใจ ดูความคิด ดูพฤติกรรมที่เกิดอยู่ในจิตใจข้าวของ นั่งทบทวนความคิดดู ทบทวนได้ไหม แล้วจะรู้ว่านั่นคืออาการของใจที่แสดงออก เป็นการกระทำ คำพูดและความคิด แล้วจะรู้ว่าใจเรานั้นคือลักษณะอย่างไร นั่งดู นอนดู ยืนดู สังเกตดู จะรู้ว่าใจของเรามีหน้าตาอย่างไร เห็นเป็นธรรมดา รู้เป็นธรรมดา เข้าใจเป็นธรรมดา
เฉย ๆ อยู่ที่ตัวเรา เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมีอยู่อย่างนั้น ได้ไม่คุ้มเสียเฉยซะ สักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าสัมผัส ใจเรารู้เท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อรู้เท่าทัน สิ่งที่เกิดขึ้น ใจเราก็สงบระงับลง ใจเราก็เย็นลง ใจเราก็เบิกบานขึ้นเพราะรู้เท่าทัน เห็นเหตุเห็นผล เห็นความเข้าใจตัวเอง ละเอียด รอบคอบ สุขุมเยือกเย็น ธรรมในใจของเรามีเหตุมีผลกับทุกสิ่งทุกอย่าง
5. ฝึกเพียรพยายาม รู้ตี้นลึกหนาบาง รู้หยาบรู้ละเอียดของใจข้าวของ เหมือนกับเด็กเล่นละคร เหมือนกับเด็กเล่นขายของ ดูแล้วไม่เห็นมีอะไร ดูแล้วยิ่งเห็นความเป็นจริงว่านี่คนแท้ ๆ เอาอะไรจริงจังกับคนแท้ เอาเหตุเอาผลอะไรจากคน ไม่ค่อยมีเหตุมีผลด้วยซ้ำไปด้วย ยากลำบากเหลือหลาย ที่ทนไม่ได้เพราะใจไม่สงบ
ใครจะอย่างไรก็ช่างเถอะ ใครจะเยาะเย้ย ใครเย้ยหยัน ใครจะเป็นอย่างไร จะข่มจะด่าจะว่า ก็ดูเป็นเรื่องธรรมดา เดี๋ยวก็หยุดเอง คนอย่างนี้แหละ ดีก็อย่างนั้น ไม่ดีก็อย่างนั้น ถูกใจก็อย่างนั้น ไม่ถูกใจก็อย่างนั้น ฝึกปฏิบัติ เฝ้าดู เฝ้าสังเกต ยิ่งเห็นเหตุเห็นผล วางว่างเย็น ความละเอียดของจิตใจจะเด่นชัด
6. อย่าได้ประมาท พยายามกำหนดภาวนาพุทโธไว้นะ อย่าประมาทเชียวนะ ไม่ยกเว้นคนหนึ่งคนใด ไม่มีข้อแม้กับคนหนึ่งคนใด อย่าประมาท อย่าเพ้อเจ้อเชียวนะ อย่าเหลิงเชียวนะ เฝ้าสำเหนียกสำนึกให้เราเฝ้าสังเกตตัวเรา ให้เราเฝ้าดูตัวเรา ตามระวังรักษา ความจริงนั้น ๆ จะค่อย ๆ ละเอียดขึ้น เห็นเหตุเห็นผลมากขึ้น
ต้องอย่าประมาท ถ้าขืนประมาทเราเสียหลักทุกเรื่องทุกอย่างไป ต้องคอยระวังต้องคอยสังเกต ต้องย้ำ ๆ ตอกย้ำอยู่นั่นแหละ เตือนให้รู้ย้ำให้รู้ แล้วจะรู้ว่าตัวเรานั้นคือใคร ใครคือตัวเรา
7. ศาสนานั้นไม่ใช่เรื่องปกปิด ไม่ใช่เรื่องยกเว้นสำหรับบุคคลหนึ่งบุคคลใด ถ้าใครมีความเพียรพยายามพอ ใครมีความสนใจในตัวเองพอ ความจริงก็เกิดกับบุคคลนั้นทุกคนเสมอไป ใครกินใครอิ่ม ใครรู้ใครก็เห็น ใครรู้ใครก็เข้าใจ ให้เราสังเกตว่าตัวเรานั้นเป็นคนกำหนดตัวเรา
8. นแนวของการเฝ้าฝึกเฝ้าปฏิบัติ เรามองด้วยความเป็นกลางเป็นธรรมกับทุกสิ่งทุกอย่างว่าสิ่งนั้นเกิดจากสิ่งนี้ สิ่งนี้เกิดจากสิ่งนั้น
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นวัฏสงสาร เรียกว่าเป็นสิ่งที่มีอยู่ประจำโลก บีบคั้นตัดรอน หน่วงเหนี่ยวแล้วที่สุดก็เป็นอโหสิกรรม หลาย ๆ อย่างเป็นวิบากของผลกรรม เป็นชนกกรรม(กรรมให้เกิด) เป็นอุปปีฬกกรรม(กรรมบีบคั้น) แล้วแต่จะเกิดจะมี แต่ละคนมีกรรมบีบคั้นของแต่ละคนเอง
9. เตือนอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้ายึดครูบาอาจารย์ที่ยึดแล้วไม่ได้ ก็ยึดอย่างอื่นลำบาก เขวไปโน่นเขวไปนี่ ให้เอาครูบาอาจารย์เป็นอารมณ์ นึกถึงความดีของครูบาอาจารย์
ต้องคอยเกาะอยู่ เอาอารมณ์แห่งความดีเกาะอยู่ เอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ เอาความสงบเกาะไว้ เอาคุณงามความดีเกาะไว้ เอาครูบาอาจารย์เกาะไว้ ใจก็อยู่เท่านั้นเอง พอใจมีที่ยึดที่ผูกที่ก็ไปได้ ของมันนั่นเอง พอไปได้ที่ได้ทางแล้วก็เจริญ
ให้เรามีที่เกาะกำบังของใจ ให้เรามีที่อยู่ของใจ ให้เรามีอาหารของใจ ให้เรานึกเอาความดีมาเป็นที่อยู่ของใจ เอาของดีมาเป็นเครื่องอยู่ของใจ สร้างภูมิต้านทานให้กับใจเรา
10. ศาสนาคือของจริงที่เกิดจากใจเรา ใจเรานี่แหละเป็นคนกำหนด ที่เราคุมไม่อยู่ดูไม่ออก เพราะใจเราไม่มีเวลาสงบสงัด ไม่มีเวลาทบทวนความคิดเราซ้ำไปด้วย ไม่มีเวลาย้อนดูเหตุผลของการเกิดขึ้นของความเป็นเรา เลยหาความเข้าใจศาสนาไม่ได้ ศาสนาเลยไม่เปิดเผยกับตัวเรา
ลำบากลำบนที่จะได้เหตุได้ผล ลำลากลำบนที่จะได้คำสัตย์คำจริงจากใจเจ้าของ เพราะอะไร เพระไม่เคยจริงจังกับตัวเอง
รวมความคิดให้อยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อะไรก็ได้ที่มันจะอยู่ อะไรก็ได้ที่มันจะนิ่ง อะไรก็ได้ที่มันจะสงบสว่างเย็นกับใจเจ้าของ เราก็ต้องทำอย่างนั้น ให้ใจระงับลงไปให้เย็นสบาย ให้เห็นกายกับใจเป็นต้นตอของศาสนาอย่าได้เห็นศาสนามากไปกว่านี้
ถ้าเราอยากให้ศาสนาจริง ๆ แล้ว ต้องดูกายกับใจเจ้าของ ศาสนาจริง ๆ ต้องตัวเรา
11. เรานี่แหละคือต้นตอของเหตุแห่งทุกข์ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
ศาสานาคือการควบคุมดูแลรับผิดชอบตัวเอง
เมื่อเรารู้เรื่องกายกับใจแล้วเรารู้ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง เราเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง เราก็วางทุกสิ่งทุกอยางได้
Paang
12-05-2005, 06:27 AM
-30-
ธรรมะกับใจ
1. ถ้าชีวิตนี้ไม่ได้มีเวลาปฏิบัติ คงเป็นชีวิตที่โมฆะ ชีวิตนี้ไม่ได้อยู่อย่างรอวันตาย รอวันจาก ชีวิตนี้อยู่ด้วยเหตุผล อยู่ด้วยความรู้ความเข้าใจ
2. ให้ดูความผิดปกติของกาย ความผิดปกติของใจ นั่งดู เดินดู นอนดู รู้อาการแห่งความผิดปกติของธรรม ผิดปกติของใจ จิตเราเมื่อได้รับการอบรม ฝึกปฏิบัติ จิตใจของเราก็รับรู้ต่อการเกิดดับของทุกสิ่งทุกอย่าง อาศัยใจที่มีความละเอียด ก็รู้สภาวะการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อารมณ์ของใจ คือธรรมโดยทั่ว ๆ ไป ธรรมกับอารมณ์จึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นอาการของใจ เป็นเจตสิก ความรู้สึกนึกคิดขยายปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา
3. เมื่อเราเข้าใจหลักเหตุหลักผลแล้ว ความละเอียดของใจเราก็ปรากฏอยู่ในภาคปฏิบัติ กายกับใจเป็นความจริงของธรรม สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นธรรมล้วน ๆ ธาตุแท้ของธรรมมีลักษณะที่ตรงต่อความจริง
4. อย่าเผลอ อย่าให้คนอื่นมาซ้ำเติมเรามากกว่านี้ รู้อยู่ว่าคนทั้งหลายทั้งปวงนั้นถ้าดีไม่เป็นไร ถ้าเผลอก็ถูกอัด ต้องระวังอยู่ตลอดเวลาอย่าเผลอตัวเผลอใจ ดีแค่เสมอตัว ต้องคอยระวัง ต้องคอยดูคอยสังเกต อย่าให้เป็นไปในลักษณะตกต่ำ อย่าให้เป็นไปในลักษณะที่ย่ำแย่ คอยย้ำคอยเตือนคอยตอกลิ่มหัวใจเจ้าของ ให้เห็นจริงเห็นจัง อย่าเผลอ ถ้าเผลอเมื่อไหร่ เราก็เสียหลักเมื่อนั้น ถ้าเผลอเมื่อไหร่เราก็เสียคนเมื่อนั้น
5. อย่าประมาท ยิ่งรู้ว่าคนรักเท่าผืนหนังคนชังเท่าผืนเสื่อ อย่าเผลอ อย่าชะล่าใจ ถ้าเผลอชะล่าใจ เราจะเสียใจ เพราะสิ่งที่มีอยู่กับเราทั้งนั้น เราจะตายทั้งเป็น เราจะตายทั้งยืน เราจะไม่มีหลักฐาน เราจะไม่มีเหตุผล เราจะทนต่อความจริงที่เกิดขึ้นกับเราไม่ได้ สิ่งที่คาดไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าจะเกิดกับตัวเรา ย้ำว่าเกิดได้อยู่ตลอดเวลา อย่าโทษอะไร อย่าโทษใคร โอกาสจะหาย โอกาสจะพลาด โอกาสจะผิดมีได้ตลอดเวลา ของจริงนั้นจะต้องไม่เผลอ ไม่พลาด คอยพยายามคอยพยุง รักษาฐานะของหัวใจเจ้าของ คอยย้ำคอยเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ว่าอย่านะ
ต้องคอยกำกับดูแลพฤติกรรมที่เกิดอยู่กับกาย เกิดอยู่กับความรู้สึกที่ปรากฏอยู่กับใจ นั่งดูแลอยู่ ซึ่งความนึกคิด เรียกว่าอาการของใจ เมื่อนั่งดูแลสังเกตได้แล้ว ความหมายของใจจะละเอียดขึ้น
6. เฝ้าฝึกสติเจ้าของ คอยย้ำคอยเตือน คอยสอนคอยเน้น คอยชึ้ชัดลงไปว่านี้คืออะไร สอนในใจ เตือนในใจ เมื่อสอนได้เตือนได้แล้วความจริงใจที่เกิดขึ้น ความละเอียดในใจเราก็จะเกิดขึ้น ความสุขุมในใจก็เกิดขึ้น พอสุขุมแล้วเยือกเย็น ธรรมกับใจมีลักษณะอันหนึ่งอันเดียวกัน
7. เมื่อจิตเย็นลงว่างลงจิตเบาลง จิตละเอียดลงแล้วก็บอกว่าธรรมทั้งนั้น ดีทั้งนั้น ไม่มีอะไรไม่ดี ดีทั้งนั้นแหละ ที่ดีไม่ได้เพราะความนิ่งของใจยังไม่เกิด ที่เย็นไม่ได้เพราะความนิ่งของใจยังไม่เกิด มรรคผลในการเฝ้าฝึกปฏิบัติ ไม่ดีพอจึงเป็นอยู่อย่างนั้น
8. ใจเรานั้นเมื่อฝึกเมื่อฝนเมื่อข่มเมื่ออดทน ใจนั้นก็จะมีเหตุมีผล ใจนั้นก็เป็นศีลเป็นธรรม ใจนั้นก็จะมีความเยือกเย็นกับสิ่งเหล่านี้ ไม่หวั่นไม่สะทกสะท้าน ไม่มีข้อแม้ไม่มีข้อแก้ตัวใด ๆ ไม่มีข้อสงสัยใดใด
9. อคติอย่าให้มีกับใจเจ้าของ พอใจก็ต้องทบแล้วทวนอีก ไม่พอใจก็ต้องทบแล้วทวนอีก ไม่ชอบใจชอบใจก็ต้องทบแล้วทวนอีก เรียกว่าโอปนยิโก น้อมเข้ามาสู่ใจ โยนิโสมนสิการ ทำไว้ในใจโดยแยบคาย
ต้องเฝ้าฝึกปฏิบัติเพื่อให้ถอดถอนถ่ายถอนพอใจไม่พอใจออกไป ชอบใจไม่ชอบใจออกไป เหลือแต่เหตุผล
ไม่จำเป็นจะต้องเป็นอะไร ไม่จำเป็นจะต้องมีอะไร
ทุกข์สัจจะ สมุทยสัจจะ นิโรธสัจจะ มรรคสัจจะ เป็นอริยสัจที่จะนำทางปฏิบัติเท่านั้น ให้หลุดพ้นจากอำนาจตัวยึดที่มีอยู่โดยทั่ว ๆ ไป ความในใจของเราก็จะเป็นอิสระ เพราะหลุดพ้นจากบวกและลบ หลุดพ้นจากความรัก หลุดพ้นจากความเปลี่ยนแปลง หลุดพ้นจากอำนาจตัวยึด หลุดพ้นเพราะเข้าใจในความจริงของสิ่งนั้น
Paang
12-05-2005, 06:30 AM
-31-
ความจริงของสังขาร
1. ชีวิตนี้มีโอกาสจะตายได้ทุกเมื่อ มีสิทธิ์ตายได้ทุกเรื่องทุกอย่าง เรียกว่ามิสิทธิ์ที่จะต้องตาย ตายด้วยความหมาย ตายด้วยความจริง ตายด้วยความเป็นธรรม ตายด้วยเหตุด้วยผล ตายด้วยความรู้ความเข้าใจของทุกคน
2. สังขารตัวเรา ถ้าไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ ด้วยการให้ทาน รักษาศีล ฟังธรรม นั่งสมาธิ เจริญภาวน สังขานี้จะนับว่ามีประโยชน์หาได้ไม่ คือไม่มีประโยชน์ อะไรมากมายแค่กิน ถ่าย ถ่าย เกิด ตาย ไม่เห็นจะมีอไรวิเศษวิโสไปกว่าสิ่งที่ต้องได้ ต้องมี ต้องเป็น
3. ผู้หวังในความจริงอย่าประมาท ถ้าขืนประมาทจะเสียหลัก ถ้าขืนมัวเมาประมาท จะเสียหลักได้กับสิ่งที่มีอยู่กับตัวเรานั่นแหละ ใช้ไม่เป็นและใช้เปลือง ใช้แล้วไม่ดูแลรักษาก็เสียหลักได้ กับทุกสิ่งทุกอย่างอย่าโทษใคร สิ่งที่เราทำ กรรมที่เราก่อ พึงดูด้วยเหตุพึงสังเกตด้วยผล พึงดูพึงสังเกตด้วยความรู้ความเข้าใจของแต่ละคน
4. ดูลักษณะของใจเจ้าของว่ามีลักษณะอย่างนี้ ทรงทรุด เสื่อม สิ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่เห็นจะมีอะไรมากมายที่เราควรจะขาดสติ จะต้องเตือนต้องย้ำอยู่ตลอดเวลาว่าทำกันหรือยัง เสร็จหรือยัง สมบูรณ์หรือยัง บริบูรณ์หรือยัง หรือว่ายังไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร ยังไม่มีอะไรเป็นสาระกับชีวิตเจ้าของ จึงถามในใจตัวเองว่าตายแล้วคืออะไร อยู่แล้วคืออะไร ไปแล้วคืออะไร ถามในใจลึกๆ ว่าจริงๆ แล้วเราต้องการอะไร
5. ชีวิตนี้เหมือนการลงทุน ถ้าขาดสิตสัมปชัญญะ เราจะไม่ได้อะไรเลย เปล่าประโยชน์
6. สังขารนี้ความจริงเป็นอย่างนี้ ทรงทรุด เสื่อม สิ้น ด้นไม่หลุด คือความแก่ความเจ็บ ความตาย
7. ถ้ายังปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยใจให้สะเปะสะปะ ทำอะไรไม่มีสาระ ไม่มีหลัก ไม่มีแก่นสาร ยากที่จะยกฐานะของใจให้สูงขึ้น
8. ถ้าตราบใดยังมีการปฏิบัติอยู่ ตราบนั้นก็มีผู้บรรลุธรรม ตราบใดที่ยังมีการนั่งตากแดดอยู่ตราบนั้นก็ยังมีร้อน ตราบใดที่ยังนั่งตาฝนอยู่ ตราบนั้นก็ยังมีเย็น
9. เราไม่โทษที่ไหน โทษตัวเราทั้งนั้น ไปโทษคนอื่น เพ่งโทษคนอื่นจับผิดคนอื่น เอาดีชั่วจากคนอื่น ก็ไม่ดีได้ ดีได้ก็ไม่ดี ดีได้ก็ไม่พอที่จะเป็นมรรคเป็นผล
10. การเห็นธรรมการรู้ธรรม เป็นการรู้การเห็นที่เกิดขึ้นกับตัวเรา การเข้าใจธรรม การบรรลุธรรม การถึงธรรม คือการรู้การเห็นการเข้าใจตัวเรา
สำคัญว่าอย่าร้อนใจ อย่าใจร้อนนัก ค่อยเป็นค่อยไป พูดประโยคเดียวไม่รู้เรื่อง ทานข้าวคำเดียวยังไม่อิ่ม แม้แต่ตัวเรายังไม่ได้โตวันเดียว เจริญวันเดียว เราก็ค่อย ๆ โตวันโตคืน ในเรื่องของการแก้ใจเพื่อให้เห็นเหตุแห่งความจริงของใจ เห็นความเป็นธรรมของใจนั้น ต้องอาศัยวันเวลา ให้รักษาความตั้งใจ ถ้าเราไม่รักษาความตั้งใจแล้วจะเสียหลักกับสิ่งที่มีอยู่ เราตั้งใจแล้วพยายามถึงแม้จะสุดวิสัยเหลือวิสัย เราพยายามเพียรเพ่งแผดเผา พยายามให้ตัวเราเห็นเหตุแห่งความจริงที่อยู่ ไม่ใช่เรืองสุกเอาเผากิน ไม่ใช่เรื่อง สด ๆ ร้อน ๆ ไม่ใช่หรอก เป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
11. การเปิดเผยความจริงก็คือการยอมรับสิ่งที่มีอยู่โดยทั่ว ๆ ไป ศึกษาดูความละเอียดของพฤติกรรมของตัวเอง ต้นไม้ที่ย้ายบ่อย ๆ ส่วนมากไม่ค่อยโต เจาะตรงไหนก็เจอน้ำตรงนั้น เจาะตรงไหนก็เจอความจริงตรงนั้น เราอย่าส่ายเราอย่าแส่ แล้วเราก็จะได้มีเหตุมีผล จากการปฏิบัติ
ประเภทที่จะเอาให้ง่าย เอาให้เร็ว เอาให้ไว ๆ เสียหลักทุกราย นั่นแหละ เพราะอะไร เพราะว่าคนเราไม่ได้เต็มวันเดียวสองวัน บารมีนั้นต้องซ้ำ ๆ พระพุทธเจ้านั่น น่ะ 500 ชาติอย่างน้อย
ขวนขวายพยายามทำ ตั้งใจทำ เพียรทำจริงๆ ไม่มีข้อแม้ ที่ไหนเมื่อไหร่ก็เป็นธรรม เพราะธรรมที่แท้จริงก็คือกายกับใจ
12. อยู่เพียรไปทำไป ตั้งใจไป อย่าเอาเกณฑ์คนอื่นมาตัดสิน เอาตัวเรานี่แหละ มาตัดสินเองทุกวัน อย่าไปกังวลอะไรมากมายนัก พยายามให้เห็นความจริงว่าเราต้องตาย เขาก็ต้องตาย ก่อนที่เราจะตายให้มีความดีเป็นหลักฐาน มีความดีเป็นเหตุผล
13. บุญคือความดี จะเป็นที่พึ่งทั้งปัจจุบันและอนาคต แม้การจากไปก็เป็นที่พึ่งฝากฝีฝากไข้ได้ บารมีเป็นสิ่งที่ยังใจให้สมบูรณ์ได้
“ค่าของการเกิดอยู่ที่การฝึกปฏิบัติ”
Paang
12-05-2005, 06:35 AM
-32-
เนกขัมมบารมี
1. เมื่อใจจดจ่อจดจ้อง สนใจเอาใจใส่ สิ่งที่จะเกิดกับตัวเราคือใจ ใจของเรานั้นย่อมีหลัก เพราะมีหลักที่อยู่ได้ด้วยความเข้าใจ เรียกว่าหลักใจ
2. เนกขัมมบารมี หมายถึง การหลีกเร้น การปลีกตัว การห่างไกลจากสิ่งที่มีอยู่ ที่ดลกวิสัยเป็นกันอยู่หลงเสพกันอยู่ เราพยายามหลบ เราพยายามหลีก เราพยายามปลีก เราพยายามห่างไกล จากสิ่งที่เป็นวัตถุกาม และกิเลสกาม ซึ่งทำให้เราหลง จึงทำให้เราจม จึงทำให้เราน่ะไปเสียหลักมามากต่อมาก เราใช่อุบายหลักของการหลีกเร้นห่างไกลทุกรูปแบบ
คนโดยทั่วๆ ไป นั้นติดของที่มีอยู่ ติดของที่ได้มาใหม่ เป็นของเล่นเคลือบจนปกคลุมใจ พึงกำหนดด้วยการมาฝึกมาปฏิบัติ ค่อยเป็นค่อยไป ค่อยฝึกค่อยฝน ค่อยข่มค่อยทนค่อยงด
ที่เราต้องหลีก ที่เราต้องเร้น ที่เราต้องปลีกตัว เพื่อให้รู้ความแตกต่างกันบ้าง ไม่ใช่มั่ว ๆ อยู่อย่างเก่าที่เก่าเจ้าเดิม ไม่มีเวลาอิสระ ให้มีเวลาเป็นตัวของตัวเอง
3. การถือศีลแปดคือการบำเพ็ญเนกขัมมบารมี ศีลแปดเป็นการกระทำให้บารมีเราเต็มง่าย
เนกขัมมบารี มีหลักที่เราฝึกและปฏิบัติได้ ตั้งใจงด ตั้งใจเว้น ตั้งใจเลิก ตั้งใจละ ตั้งใจหยุด สิ่งที่เป็นกิเลสกามและวัตถุกาม
4. บารมีชั้นต้น ชั้นกลาง ชั้นสูงสุด คือความสุขุมรอบคอบของใจเรานี่แหละ
ทศบารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมี ตั้งต้นจากเสียสละวัตถุข้าวของได้ ท่ามกลาง เรายอมเสียสละเลือดเนื้อเชื้อไขได้ แม้ที่สุดก็เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยอมเสียสละได้
5. ต้องตั้งใจ ถ้าเราไม่ตั้งใจแล้วก็ลำบาก ปล่อยเลยตามเลย สะเปะสะปะ ตามความรู้สึกนึกคิดของตนเอง ถ้าเราปล่อยตามความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง เราก็ย่ำแย่ เราก็เสียหลัก ต้องขวาง ต้องขัด ต้องข้อง ต้องแวะ ต้องตัด ต้องทอน ต้องถอด ต้องถอน ต้องหยุด ต้องเลิก ต้องละ ต้องวางในที่สุด
6. เราต้องเฝ้าฝึกและปฏิบัติ เราต้องเฝ้าสังเกต เฝ้าทำ เพียรทำ ตั้งใจทำ ฝืนทำ ข่มทำ ทำจนเป็นเหตุ เป็นผล ทำจนเป็นบุญกุศล ทำจนละเอียดรอบคอบ สุขุม กับใจของเรา
7. ทุกข์ย่อมไม่มีกับการไม่เกิดเท่านั้น ไม่ว่าจะไม่เกิดด้วยอำนาจวัตถุกามหรือกิเลสกาม
8. ความเคารพนอบน้อมถ่อมตนต่อผู้เจริญ ทำให้ได้พร 4 ข้อ คืออายุ วรรณะ สุขะ พละ ถ้าตรงกันข้ามคือไม่ได้นั่นแหละ คือเสื่อม
เคารพด้วยการกระทำ เคารพด้วยใจ เคารพด้วยคำพูด แม้ในส่วนลึกของใจ มีความนอบน้อมอยู่ตลอดเวลา
เพราะความเคารพนอบน้อมในหัวใจเราเกิดขึ้น จนกลายเป็นบุคคลที่ละเอียดนุ่มนวล กลายเป็นบุคคลที่ดูเหมือนปรับตัวเองได้ในทุกสถาน ในทุกกาล ทุกเมื่อ เมื่อปรับตัวเองได้แล้ว ฐานะของธรรมคือใจก็ผุดขึ้นมา ฐานะของใจที่เป็นศีลเป็นธรรมก็ผุดขึ้นมา ธรรมก็สว่าง กระจ่างแจ้งใจจิตใจของเรา
“นินทาเขาตัวเราแย่ โทษเขา ตัวเราตกต่ำ” ซึ่งตรงกันข้าม ยกยอเขา และเห็นคุณของเขา ทำให้เราสูงขึ้น ก้มให้เขา ตัวเราสะดวกสบายเอง สอนตัวเองได้แล้ว สอนคนอื่นดูว่าง่าย เพราะเราทำได้แล้ว
:emo_102: :emo_102: :emo_102: :emo_102: :emo_102:
****จบหนังสือเล่มนี้แต่เพียงเท่านี้ หากเกิดข้อผิดพลาดประการใด ผู้พิมพ์ขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้มิได้มีเจตนาบิดเบือนคำสอนของหลวงพ่อแต่ประการใด แต่อาจจะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้เพราะความด้อยปัญญาของผู้พิมพ์เอง ทั้งนี้ต้องขอกราบอภัยครูบาอาจารย์และผู้รู้ทุก ๆท่านมา ณ ที่นี้ด้วย ****
vBulletin® v3.7.4, ลิขสิทธิ์ ©2000-2009, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด