PDA

View Full Version : ประวัติ พุทธศาสนามหายาน


Kamen rider
12-20-2007, 11:06 AM
http://amitabha.dharmanet.com.br/amitabha.jpg

พุทธศาสนามหายาน

พระพุทธเจ้า ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า “ดูกรอานนท์ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา ถ้าสงฆ์ต้องการ ก็จงถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสียบ้างก็ได้”(มหาปรินิพพานสูตร 10/141) ทำให้เกิดมีปัญหาว่าแค่ไหนเรียกว่าเล็กน้อยเป็นเหตุให้ภิกษุบางรูปไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับสังคายนามาตั้งแต่ครั้งแรก และเหตุการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้นกับหลายสังคายนา มีกลุ่มแยกตัวทำสังคายนาต่างหาก เป็นการแตกแยกทางความคิดและนิกายแต่ไม่ควรถือว่าเป็นการแบ่งแยกศาสนาแต่ประการใด ประเด็นหลักซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่งมหายานที่แท้จริงมิใช่อยู่ที่สิกขาบทที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาต แต่อยู่ที่การพระอภิธรรม การตีความพระอภิธรรมความหลุดพ้นนี้เองเป็นประเด็นหลักที่เป็นบ่อเกิดของมหายาน ภิกษุสงฆ์นักปราชญ์กลุ่มหนึ่งซึ่งมีแนวคิดว่า การหลุดพ้นเพื่อเป็นพระอรหันต์ด้วยการปฏิบัติคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามิใช่ที่สุดตามที่ตนเองได้รับคำสอนมาจากพระพุทธเจ้าที่สอนตนมา ท่านเชื่อว่าที่สุดของสิ่งที่พระศาสดาให้มานอกจากคำสอนแล้วยังมีคุณลักษณ์ของพระองค์ คุณสมบัติที่ทำให้พระองค์ท่านเป็นพระพุทธเจ้านี่เองจึงเป็นที่สุด ครูที่เก่งสามารถสอนให้ศิษย์บรรลุผลสำเร็จได้ แต่ครูผู้สูงส่งนอกจากสั่งสอนศิษย์ให้ได้บรรลุผลสำเร็จแล้ว ท่านเองยังมีคุณลักษณ์ให้ศิษย์ได้ปฏิบัติตามเพื่อความเป็นมนุษย์ซึ่งสมบูรณ์ด้วย พระพุทธเจ้าท่านเป็นสุดยอดครู การที่เหล่าศิษย์เพียงต้องการคำสอนของพระองค์ท่านเพียงอย่างเดียวแม้บรรลุสุขที่สุดแล้ว แต่ก็ยังสูญเสียบรมสุขสุดยอดซึ่งมาจากคุณลักษณ์ประจำพระองค์ คุณสมบัติของสิ่งซึ่งทำให้ พระองค์เป็นครูที่สุดยอดที่สุดในโลก ประเด็นนี้เองเป็นที่มาแห่งมหายาน

ไม่อาจกำหนดได้แน่ชัดว่า พุทธศาสนามหายานกำเนิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด แต่ที่แน่ชัด คือพระเจ้ากนิษกะ มหาราช กษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์กุษาณะ ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกองค์แรกของมหายาน พระองค์ทรงปลูกฝังพระพุทธศาสนามหายานลงมั่นคงในราชอาณาจักร และทรงส่งพระธรรมทูตออกเผยแพร่ไปยังนานาประเทศ คณาจารย์ผู้วางรากฐานของมหายานอย่างชัดเจน ได้แก่ พระอัศวโฆษ พระนาคารชุน พระอารยะเทวะ พระวสุพันธุ พระธรรมกีรติ ศานตรักษิตะ โดย เฉพาะคุรุนาคารชุน(ราว ค.ศ.1) คณาจารย์องค์สำคัญที่สุดผู้ทำให้มหายานทรงอิทธิพลและ รุ่งเรืองที่สุดของพระพุทธศาสนาในพุทธศตวรรษที่6-10 มหายานมิได้ปฏิเสธพระไตรปิฎก หากแต่ถือว่ายังไม่พอเนื่องจากเกิดสำนึกร่วมขึ้นมาว่านามและรูปของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระไม่อาจดับสูญ สิ่งที่ดับสูญเป็นเพียงภาพมายา ธรรมกายอันเป็นธาตุพุทธะยังคงอยู่ต่อไป สรรพสัตว์ทั้งหลายเกิดมาพร้อมธาตุพุทธะหากแต่กิเลสอวิชชาได้บดบังธาตุพุทธะจึงไม่ปรากฏ ด้วยมุมมองที่ว่าสรรพสัตว์เป็นพุทธะสรรพสัตว์ทั้งปวงปารถนาที่จะไม่เกิดมาพบกับความทุกข์ ที่ต้องเกิดเพราะกรรมที่ได้สะสมไว้มนุษย์ผู้โชคดีมีภูมิความรู้ในการรู้แจ้งต้องเมตตาส่งเสริม ให้สรรพสัตว์ที่โชคดีน้อยกว่าให้ไปสู่ความรู้แจ้ง ผู้ที่กระทำการเช่นนั้น คือพระโพธิสัตว์ นั่นคือ ชาวพุทธมหายานต้องเดินแนวทางโพธิสัตว์มรรค เพิ่มเติมจากการเดินในแนวอริยะมรรคเพียง อย่าง เดียว คำสอนของของพระโพธิสัตว์ถือเป็นพระไตรปิฎกที่ 2ที่ต้องปฏิบัติด้วยการยอมรับ หรือศรัทธาต่อ พระโพธิสัตว์ไม่เท่ากัน ความสำนึกและการแสดงออกจึงต่างกัน ทำให้มหายาน แตกเป็นนิกายต่างๆมากมายในอินเดียมีประมาณ 4 นิกาย

1นิกายศูนยวาทหรือมาธยมิก ผู้ก่อ ตั้งคือ คุรุนาคารชุน

2นิกายวิชญานวาทหรือโยคาจาร ผู้ก่อตั้ง คือ ท่านไมตรีนาถ

3นิกายจิต อมตวาท

4นิกายพุทธตันตระหรือมนตรยานซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นวัชระยาน

ในประเทศจีน ระยะเวลาอันยาวนานกว่าทำให้มีนิกายแตกแขนงออกไปมากมาย เช่น นิกายสัทธรรมปุณทริก (เทียนไท้จง) นิกายเซ็นหรือฌาณ(เสี่ยมจง) นิกายอวตังสกะ(ฮั่วเงี่ยมจง) นิกายสุขาวดี(เจ่ง โท้วจง) นิกายตรีศาสตร์(ซาหลุ่งจง) นิกายธรรมลักษณะ(ฮวบเซี่ยงจง) นิกายวินัย(หลุกจง) นิกายมนตรยาน(มิกจง) แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่าเกิดการแตกแยกศาสนา ด้วยว่าทุกนิกาย ก็คือพุทธศาสนามหายาน

ลัทธิมหายานถืออุดมคติ 3 ประการ คือ

1หลักมหาปัญญา ในหลักการข้อนี้ ฝ่ายมหายานได้อธิบายหลักอนัตตาซึ่งเป็นคุณลักษณะ พิเศษในพุทธศาสนาออกไปอย่างกว้างขวางลึกซึ้งมากพิสดารยิ่งกว่าในฝ่ายเถรวาทมหายาน เรียกว่า ศูนย์ตา แทนคำว่า อนัตตา ในส่วนปฏิบัติของบุคคลทางฝ่ายมหายาน ถือว่าบุคคลจะ พ้นทุกข์ได้ ก็ด้วยการเข้าถึงศูนยตา ซึ่งมี 2 ชั้น คือ บุคคลศูนยตาและธรรมศูนยตา บุคคล ศูนยตาได้แก่การละอัสมิมานะซึ่งทำให้บุคคลบรรลุอรหันต์ส่วนธรรมศูนยตา ได้แก่การละ ความยึดถือแม้ในพระนิพพานซึ่งเป็นภูมิของพระโพธิสัตว์ชั้นสูง

2หลักมหากรุณา ได้แก่การ ตั้งโพธิจิตมุ่งพุทธภูมิ ไม่มุ่งเพียงอรหันต์ภูมิ ในทัศนะมหายานเห็นว่าอรหันต์ภูมิช่วยคนได้น้อย เพราะฉะนั้นจึงควรมุ่งพุทธภูมิซึ่งในขณะที่ยังมิได้บรรลุต้องสร้างบารมีเพื่อช่วยสัตว์ ดังนั้น ทางฝ่ายมหายานจึงย่อทศบารมีลงเหลือ 6 คือ

2.1ทานปารมิตา พระโพธิสัตว์จะต้องสละทรัพย์ อวัยวะและชีวิต เพื่อสัตว์โลกได้โดยไม่อาลัย

2.2 ศีลปารมิตา พระโพธิสัตว์ต้องรักษาศีลอันประกอบ ด้วยอินทรีย์สังวรศีล กุศลสังคหศีล ข้อ นี้ได้แก่การทำความดีสงเคราะห์สัตว์ทุกกรณี สัตวสังคหศีลคือการช่วยให้พ้นทุกข์

2.3 กษานติปารมิตา พระโพธิสัตว์ต้องสามารถอดทนต่อสิ่งกดดันเพื่อโปรดสัตว์ได้

2.4 วิริยปารมิตา พระโพธิสัตว์ไม่ย่อท้อต่อพุทธภูมิ ไม่รู้สึกเหนื่อย หน่ายระอาในการช่วยสัตว์

2.5 ธยานปารมิตา พระโพธิสัตว์จะต้องสำเร็จในฌานสมาบัติทุกชั้น มีจิตไม่คลอนแคลน เพราะเหตุอารมณ์

2.6 ปรัชญาปารมิตา พระโพธิสัตว์จะต้องทำให้แจ้งในปุคคลศูนยตาและ ธรรมศูนยตา

3หลักมหาอุปาย คือพระโพธิสัตว์จะต้องประกอบด้วยกุศโลบายนานัปการ ในการช่วยเหลือ ปวงสัตว์ ต้องประกอบด้วยไหวพริบปฏิภาณในการเข้าถึงอธิมุติของปวงสัตว์เปรียบเหมือน นายแพทย์ผู้ฉลาดรู้จักวางยาให้ถูกโรคอาศัยข้อนี้แหละทางฝ่ายมหายานจึงได้เพิ่มเติมคติ ธรรมและพิธีการซึ่งไม่เคยมีในฝ่ายเถรวาทเข้ามามากมายโดยถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงอุบาย ชักจูงให้ผู้เขลาโน้มเอียงเข้ามาสู่สัจธรรมในเบื้องปลายเท่านั้น คุรุนาคารชุน ได้สถาปนาความ มั่นคงฝ่ายมหายานด้วยแนวคิดดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ด้วย ปรัชญาปารามิตาหฤทัยสูตร พระสูตรสั้นๆแต่มีสาระสำคัญอันเป็นบ่อเกิดแห่งความมั่นคงของ มหายาน ในคัมภีร์มาธยมิกศาสตร์ ท่านคุรุนาคารชุนได้เริ่มปณามคาถาในต้นปกรณ์ว่า “ไม่มีความเกิดขึ้น ไม่มีความดับ ไม่มีความขาดสูญ ไม่มีความเที่ยงแท้ ไม่มีอรรถแต่อย่าง เดียว ไม่มีอรรถนานาประการ ไม่มีการมา ไม่มีการไป ท่านใดกล่าวไว้ เป็นปฏิจจสมุปบาท ธรรม ท่านผู้นั้นคือพระพุทธเจ้า ข้าขอนอบน้อม แด่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ดับเสียได้ซึ่ง ปปัญจธรรมเป็นเลิศยิ่งกว่าวาทะทั้งหลาย”

พุทธศาสนามหายานในประเทศไทย

เมื่อประมาณ พ.ศ.290 พุทธศาสนาได้แพร่หลายจากประเทศอินเดียเข้าสู่แค้วนสุวรรณภูมิ ซึ่งมีชนชาติ ขอม มอญ ละว้า และไทย

ในราว พ.ศ.1200เรียกว่าสมัยศรีวิชัยพุทธศาสนา มหายานได้แพร่หลายจากเกาะสุมาตราเข้า สู่เมืองไชยาทางภาคใต้แห่งประเทศไทย ทั้งนี้ได้ความจากประวัติศาสตร์และวัตถุที่ขุดได้ใน เมืองไชยา

ในราว พ.ศ. 1400 เรียกว่า สมัยลพบุรี พระพุทธศาสนานิกายมหายานหรือที่เรียกว่า อาจาริยวาทได้แพร่ขยายเข้าสู่เมืองลพบุรี ทั้งนี้ได้ความจากศิลาจารึกที่ขุดได้ในเมืองลพบุรี

ในราว พ.ศ.1600 เรียกว่า สมัยเชียงแสนพะพุทธศาสนานิกายเถรวาทได้แพร่หลายเข้าสู่ดิน แดนภาคเหนือของประเทศไทย

ในราว พ.ศ.1800 เรียกว่าสมัยสุโขทัยสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้รับเอาพุทธศาสนา เถรวาทจากประเทศลังกาเข้าสู่แคว้นสุโขทัยเรียกว่าพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์และตั้งแต่บัด นั้นเป็นต้นมาประเทศไทยก็นับถือพระพุทธศาสนาเถรวาทเป็นศาสนาประจำชาติไทยตลอด เรื่อยมาพระปฐมเจดีย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปนั้น ตามหลักฐานระบุว่า สร้างโดยพระธรรมทูตของพระ เจ้าอโศกมหาราชแต่หลักฐานและวัตถุโบราณที่ขุดพบส่วนใหญ่จะบ่งบอกถึงความเคยรุ่งเรือง ของมหายานในบริเวณนั้นดังนั้นเป็นที่สันนิธานได้ว่าทั้งเถรวาทและมหายานได้รุ่งเรืองใน ดินแดนแถบนี้มาก่อน ความสัมพันธ์ของชาวไทยและจีนมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย เรื่อยมา จนถึงสมัยอยุธยาได้มีชาว จีนอพยพเข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารมากขึ้นแต่ยังไม่ปรากฏว่ามีวัดทางฝ่ายมหายานและพระ สงฆ์เกิดขึ้นแม้ว่าชาวจีนส่วนใหญ่จะนับถือพุทธศาสนามหายานและนับถือลัทธิขงจื้อควบคู่ กันเข้าใจว่าชาวจีนในสมัยนั้นได้ใช้ศาลเจ้าประกอบพิธีตามลัทธิขงจื้อและใช้วัดไทยในการ ประกอบพิธีทางพุทธศาสนาแม้ว่าจะเป็นคนละนิกายกัน ในสมัยธนบุรีชาวญวนซึ่งเป็นพุทธ มามกฝ่ายมหายานเช่นเดียวกับจีน และมีวัฒนธรรมคล้ายกันมากได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิ สมภาร ญวนได้สร้างวัดฝ่ายมหายานขึ้นเป็นวัดแรกบนฝั่งตะวันออกของกรุงธนบุรีและเมื่อ สร้างกรุงรัตนโกสินทร์ ชาวญวนและจีนได้สร้างวัดฝ่ายมหายานขึ้นอีกหลายวัดทั้งในกรุงและ นอกกรุง วัดจีนเพิ่งจะเป็นตัวเป็นตนในสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่5นี้เองสมเด็จ พระพุทธเจ้าหลวงทรงพระราชทานสมณศักดิ์สงฆ็นิกายมหานยานเป็นครั้งแรก สมณะศักดิ์ จีนรูปแรกคือ พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร(สกเห็ง) สมณะศักดิ์ญวนรูปแรกคือ พระครูคณา นัมสมณาจารย์ (องฮึง)อารามฝ่ายมหายานจีนแห่งแรก คือวัดย่งฮกยี่ ซี่งต่อมาได้รับ พระราชทานนามว่า วัดบำเพ็ญจีนพรต ต่อมาได้มีการสร้างวัดในฝ่ายมหายานที่สำคัญขึ้นอีก หลายวัด ดังเช่นวัดมังกรกมลาวาสวัดจีนประชาสโมสรสำนักสงฆ์อีกหลายแห่งในสมัยรัชกาล ที่ 5 และมหายานฝ่ายจีนนิกายรุ่งเรืองสูงสุดในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลปัจจุบัน ในยุคของเจ้าคณะใหญ่สงฆ์จีนนิกายรูปที่ 6 พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตรฯ(โพธิ์แจ้งมหาเถระ)ได้มีการสร้างวัดอันเป็นศูนย์กลางการปฏิบัติที่ สำคัญขึ้นอีกหลายแห่ง เช่นวัดโพธิ์เย็น วัดเทพพุทธาราม วัดโพธิทัตตาราม วัดโพธิ์แมนคุ ณารามศูนย์กลางคณะสงฆ็จีนแห่งประเทศไทยเป็นต้นพุทธศาสนาฝ่ายมหายานในประเทศ ไทยมีอยู่สองนิกาย คือ อานัมนิกาย(ณวน)และจีนนิกาย ธรรมปฏิบัติของสงฆ์มหายานโดย เฉพาะสงฆ์จีนถือปฏิบัติในหลักนิกายลุกจง(นิกายวินัย) นิกายเซียมจง(นิกายวิปัสสนาหรือนิกายเซ็น)ควบกับนิกายเหี่ยนจง(นิกายเปิด)ซึ่งปฏิบัติทั่ว ไปในวัดจีนมหายานนิกายและมีเฉพาะสังฆารามเดียวเท่านั้นที่มีการเพิ่มปฏิบัติในหลักนิกาย มิกจง(นิกายระหัสยานนิกายหนึ่งของวัชระยานทิเบต)เป็นพิเศษคือวัดโพธิ์เย็นตลาดลูกแก จังหวัดกาญจนบุรีในยุคนี้ได้มีการแปลพระปาฏิโมกข์ฝ่ายมหายานนิกายวินัยซึ่งถือเป็น ปาฏิโมกข์วินัยที่เคร่งครัดที่สุดเพื่อเป็นหลักปฏิบัติควบคู่กับพระไตรปิฎกและโพธิสัตว์สิกขา ของพระสงฆ์มหายานจีนนิกายในที่นี้จะขอกล่าวถึงนิกายหลักที่อยู่ในพุทธศาสนามหายาน ในคณะสงฆ์จีนแห่งประเทศไทย

นิกายฌานหรือเซ็น(เสี่ยมจง)

ในสมัยพุทธกาลท่ามกลางประชุมบริษัท 4 พระศาสดาได้ชูดอกหนึ่ง มิได้ตรัสเทศนาว่าอย่างไร ที่ประชุมไม่มีผู้ใดเข้าใจความหมาย มีแต่พระมหากัสสปเถระเท่านั้นที่ยิ้มน้อยๆอยู่ พระศาสดา จึงตรัสว่า "ดูก่อน กัสสปะ ตถาคตมีธรรมจักษุครรภ์อันถูกต้องและนิพพานจิต ลักษณะที่แท้จริง ย่อมไม่มีลักษณะได้มอบไว้ให้แก่เธอแล้ว" นิกายนี้จึงนับถือพระมหากัสสปเถระว่าเป็นปฐมา จารย์และถือว่าเป็นนิกายวิปัสสนาโดยเฉพาะ ไม่ต้องอาศัยหนังสือหรือปริยัติธรรมใดๆ แต่ชี้ตรง ไปยังจุดของจิตใจ ในอินเดียได้สืบทอดปรมาจารย์มา 28 องค์ จนในราวพุทธศตวรรษที่ 10 ท่านโพธิธรรม(ตั๊กมอโจวซือ)ได้นำนิกายนี้เข้าสู่ประเทศจีนและถือว่าท่านเป็นปฐมาจารย์องค์ แรกของนิกายในประเทศจีน และได้เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงสมัยปัจจุบัน ปรมาจารย์องค์สำคัญ และมีชื่อเสียงเลืองลือมากอีกท่านหนึ่งคือ ปรมาจารย์องค์ที่ 6 ท่านฮุ่ยเล้งหรือเวยหล่าง ในยุค ราชวงศ์ถัง ด้วยโศลกของท่านที่ให้ไว้หลังได้พบโศลกศิษย์อาวุโสที่เขียนไว้

"กายนี้อุปมาเหมือนต้นโพธิ์ ใจนี้อุปมาเหมือนกระจกเงา
จงหมั่นเช็ดถูมันอยู่ทุกๆเวลา อย่าให้ฝุ่นละอองจับ คลุมได้"


ท่านได้ต่อไว้ว่า

"ตันโพธิ์นี้เดิมมิใช่เป็นต้นโพธิ์ ไม่มีกระจกเงาอันใสบริสุทธิ์ด้วย
แต่เดิมไม่มีอะไรสักอย่าง แล้วฝุ่นละอองจะจับคลุมที่ตรงไหน"

นิกายเซ็นได้สอนว่า สรรพสัตว์ มีพุทธภาวะหรือธรรมกายรุ่งเรืองสุกใสอยู่ด้วยกันทุกๆคน คำพูดหรือตัวหนังสือหาเพียงพอที่จะ อธิบายถึงสัจจะภาวะนั้นไม่ เพราะฉะนั้น บางคราวจำเป็นต้องอาศัยปริศนาธรรมและคำพูดที่ แทงเข้าไปสู่หัวใจโดยตรงเพื่อเปิดทางออกการพุทธภาวะนั้น นอกจากปริศนาธรรมในครั้งสำ คัญแล้ว การปฏิบัติธรรม การศึกษาค้นคว้าก็ถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องปฏิบัติ ด้วยว่าพื้นภูมิของ แต่ละผู้คนสูงต่ำต่างกัน จึงจำเป็นต้องอาศัยพระธรรมและการปฏิบัติ มาเสริมสร้างเพื่อรอเวลา การส่องประกายออกของจิตประภัสสร ดังที่พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตรโพธิ์แจ้งกล่าว ไว้ว่า "ซี้ก่าวฮวยจิ่วคุย" เมื่อถึงเวลาดอกไม้ก็บาน ฉะนั้นก่อนถึงเวลา การบำรุงรักษาต้นเพื่อรอ ดอกจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องกระทำ ถ้าต้นไม้เหี่ยวเฉาตายก่อนจะมีดอกได้อย่างไร

นิกายวินัย(หลุกจง)

นิกายนี้แทบจะไม่แตกต่างกันจากเถรวาทเลย การปฏิบัติจะเหมือนกันเป็นส่วนมาก จะมีแตกต่าง กันบ้างก็ด้วยเรื่องแนวคิคและปรัชญา โดยเพิ่มปรัชญาของมหายานและโพธิสัตว์มรรคเข้ามา ส่วนการปฏิบัติพระธรรมวินัยเหมือนกันเกือบร้อยเปอร์เซ็น

นิกายมนตรยาน(มิกจง)

นิกายมนตรยาน หรือวัชระยาน ได้แบ่งเป็น 2 สายที่สืบทอดรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน สายเข้าสู่ ประเทศจีนและสายเข้าสู่ประเทศทิเบต สายเข้าสู่ประเทศจีนโดยศิษย์ของท่านคุรุนาคารชุน ชื่อนาคโพธิได้จาริกสู่เกาะสิงหลและได้ถ่ายทอดให้ท่านศุภกรสิงหะและท่านวัชระโพธิ ท่าน ศุภกรสิงหะได้นำเข้าสู่ประเทศจีนในสมัยพระเจ้าถังเฮี่ยงจง ราวพุทธศตวรรษที่12 และท่าน วัชระโพธิก็ได้นำนิกายเข้าสู่ประเทศจีนเช่นกันพร้อมกับศิษย์ชื่ออโมฆวัชระ ศิษย์ของท่าน อโมฆวัชระชื่อ อิกเหงได้ตั้งวัดแห่งนิกายมนตรยานขึ้นในนครเชียงอาน ชื่อวัดแชเล่งยี่ วัดนี้เป็น ต้นกำเนิดของ นิกายมนตรยานของญี่ปุ่นซึ่งรุ่งเรืองมาจนถึงสมัยปัจจุบัน มนตรยานของจีนและ ของทิเบตโดยพื้นฐานไม่ได้แตกต่างกันมากนั้น แต่ทางของทิเบตซึ่งถูกเรียกชื่อว่า วัชระยาน จะลึกซึ้งพิสดารกว่า ด้วยว่ามนตรยานได้เข้าสู่ทิเบตโดยพระอาจาย์ผุ้ทรงคุณมากมายและโดย ตรง เช่นจากมหาวิทยาลัยนาลันทา มหาวิทยาลัยวิกรมศิลา มหาวิทยาลัยโอทันตบุรี และอยู่ใน ยุคที่มนตรยานในอินเดียเจริญสูงสุดโดยพระอาจารย์เหล่านี้ เช่น ท่านศานตรักษิต ท่านคุรุปัทมสมภพ ท่านกมลศีลา ท่านอติษะ ท่านติโลปะ ท่านนะโรปะ ฯลฯ (หลักการและคำสอน ให้ดูในลิงค์ของวัชระยานและคำสอนวัชระยาน)

มหายานในประเทศไทยโดยเฉพาะคณะสงฆ์จีน ในยุดเริ่มแรกสมัยท่านเจ้าคณะใหญ่รูปแรกผู้ สถาปนาวัดเล่งเน่ยยี่ท่านปฺฏิบัติวิปัสสนาเซ็นเป็นหลักและเรื่อยมาจนถึงเจ้าคณะใหญ่รูปที่ 6 ท่านเจ้าคุณโพธิ์แจ้ง โดยพื้นฐานเดิมท่านได้คุ้นเคยกับมนตรยานเป็นอย่างดีเนื่องด้วยบรรพบุรุษท่านเป็นขุนนางในราชวงค์แมนจูซึ่งนับถือพุทธตันตระยานสายทิเบตเป็นหลัก แต่ด้วยท่าน ได้บรรพชาในคณะสงฆ์ในประเทศไทยซึ่งปฏิบัติวิปัสสนาเซ็นเป็นหลักท่านจึงปฏิบัติและเชี่ยวชาญในวิปัสสนาเซ็นอย่างดี และต่อมาได้รับการสถาปนาให้เป็นวัชราจารย์ณิงมา-กาจู แห่งริโวเช แคว้นคาม ทิเบตตะวันออก จากท่านวัชราจารย์นะนาฮู้ทู้เคียกทู้ (พระมหาวัชรจารย์ชีวินพุทธะ นอรา ริมโปเช) และด้วยวัตรปฏิบัติของท่านซึ่งเคร่งครัดในวินัยและท่านก็ได้อุปสบบทในนิกายวินัย จนได้รับสถาปนาเป็นพระปรมัตตาจารย์ประมุขนิกายวินัยองค์ที่19 ท่านได้รวบรวมแนวทางการปฏิบัติในนิกายต่างๆเข้าด้วยก้นและเป็นแนวทางแก่คณะสงฆ์จีนได้ปฏิบัติสืบต่อมา ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ามหายานในประเทศไทยได้ยึดแนววิปัสสนาเซ็น นิกายวินัย และนิกาย มนตรยานเป็นหลัก

อภิปรัชญาตามทัศนะของมหายานในอินเดียในยุคแรก

นิกายศูนยวาทหรือมาธยมิก

มาธยมิก แปลว่าทางสายกลาง นิกายนี้ตั้งขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 7 ท่านคุรุนาคารชุนเป็นผู้ก่อตั้ง ได้อรรถาธิบายพุทธมติ ด้วยระบบวิภาษวิธี ซึ่งก่อความตื่นเต้นในวงนักปราชญ์ทางพุทธศาสนา ท่านได้กำจัดปรวาทีพ่ายแพ้ไปทุกแห่งหน พุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายานจึงยกย่องท่านว่าเป็นพุทธะองค์ใหม่ ในปัจฉิมวัยท่านดับขันธ์ลง ณ มหาวิหารแห่งหนึ่งที่เมืองอมราวดีในแคว้นอันธระ ทักษิณาบถ ปัจจุบันนี้อินเดียทางใต้ยังมีโบราณสถานแห่งหนึ่ง ซึ่งมีซากพระสถูปเจดีย์ชื่อว่า "นาคารชุนโกณฑะ" งานสำคัญของคุรุนาคารชุนคือ การย่อยทรรศนะในมหาปรัชญาปารมิตาสูตร แล้วจัดระบบวิภาษวิธีเพื่อให้เข้าถึงความจริงในปรัชญานั้น คัมภีร์ที่มีชื่อเสียงของท่านคือ อรรถกถาแห่งพระสูตรดังกล่าวและคัมภีร์มาธยมิกการิกะ คัมภีร์นี้เป็นเพชรน้ำเอกในทัศนะเกี่ยวกับพุทธมติ อย่างที่โลกพุทธศาสนาไม่เคยมีมาก่อนเลย นักปราชญ์ในโลกตะวันตกยุคหลังที่ได้อ่านคัมภีร์นี้ ต่างก็ยอมรับว่า คุรุนาคารชุนเป็นนักตรรกวิทยาที่ยิ่งใหญ่ของโลก ไม่มีปรัชญ์ใดในทางนี้ของตะวันตกที่จะเทียบเคียงได้

มหาปรัชญาปารมิตาสูตร มีสาระสำคัญซึ่งเป็นบ่อเกิดของนิกายศูนยวาทนั้นสาระสำคัญเรียกว่า "ปรัชญาปารมิตาหฤทัย" ซึ่งเป็นพระสูตรสั้นๆที่แก่นแท้แห่งศูนยตาภาวะ ซึ่งชาวพุทธมหายานทั้งมวลต้องรู้ต้องสวดภาวนาเป็นประจำ

ในคัมภีร์มาธยมิกวฤติ ท่านคุรุนาคารชุนได้เขียนไว้ 27 บรรพ ท่านได้เริ่มปณามคาถาในต้นปกรณ์ว่า “ไม่มีความเกิดขึ้น ไม่มีความดับ ไม่มีความขาดสูญ ไม่มีความเที่ยงแท้ ไม่มีอรรถแต่อย่าง เดียว ไม่มีอรรถนานาประการ ไม่มีการมา ไม่มีการไป ท่านใดกล่าวไว้ เป็นปฏิจจสมุปบาทธรรม ท่านผู้นั้นคือพระพุทธเจ้า ข้าขอนอบน้อม แด่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ดับเสียได้ซึ่ง ปปัญจธรรมเป็นเลิศยิ่งกว่าวาทะทั้งหลาย”

ใจความในปณามคาถานี้ แบ่งออกเป็น 8 คำ 4 คู่

ในทรรศนะของนิกายศูนยวาทเห็นว่า โลกนี้ที่ปรากฏแก่เรา มิได้เป็นทั้งสัต หรืออสัต เพราะฉะนั้นจึงปฏิเสธด้วยคำ 8 คำ 4 คู่ ข้างต้นโดยเฉพาะคำแรกคือคำว่า "ไม่มีความเกิดขึ้น" ท่านให้เหตุผลไว้ว่า ธรรมดาย่อมถือว่าความเกิดมาจากกรณี 4 อย่างคือ

1 เกิดขึ้นเอง
2 สิ่งอื่นทำให้เกิด
3 ทั้งเกิดขึ้นเอง ทั้งสิ่งอื่นทำให้เกิด รวมกันทำให้เกิดขึ้น
4 เกิดอย่างไร้เหตุคือเกิดลอยๆ

ท่านนาคารชุนปฏิเสธหมดทั้ง 4 ข้อ คือท่านค้านว่า หากท่านปรวาทีกล่าวว่า "โลกนี้เป็นสัตไซร้ ธรรมดาสิ่งที่มีอยู่เอง ไม่จำเป็นต้องมีการเกิดขึ้น คำว่าเกิดขึ้น ต้องใช้กับสิ่งซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ภายหลังมีขึ้นเรียกว่าเกิดขึ้น ก็เมื่อท่านปรวาทีถืออยู่แล้วว่าโลกเป็น คือมีอยู่เอง แล้วยังกล่าวว่าสิ่งที่มีอยู่เกิดขึ้น จึงเป็นการขัดต่อเหตุผล นั่นก็คือหมายความว่า สภาวะธรรมจะเกิดขึ้นเองไม่ได้ ตัวเองจะให้ตัวเองเกิดไม่ได้

ท่านปรวาทีแก้ตัวว่า โลกเกิดจากสิ่งอื่นทำให้เกิด ที่จริงสิ่งอื่นนั้นก็คือตัวเองนั่นเอง เพราะการเปรียบเทียบจึงมีเรากับเขาขึ้น บุรุษหนึ่ง เมื่อพบบุรุษหนึ่งอีกคน จึงเกิดคำว่าฉันและท่านขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ตัวเองและผู้อื่นช่วยกันทำให้เกิดขึ้น ฝ่ายศูนยวาทค้านว่า เปรียบเหมือนคนตาบอดคนเดียวมองไม่เห็น แม้จะเพิ่มคนตาบอดอีกคนมาอยู่รวมกัน ก็ไม่เกิดการเห็นใดๆขึ้น

ท่านปรวาทีกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นก็เกิดขึ้นโดยไร้เหตุผล ฝ่ายศูนยวาทท้วงว่า ไม่ได้ ไฟย่อมเกิดจากพื้น แม่น้ำย่อมเกิดแต่ฝน ทุกสิ่งย่อมมีเหตุ เมือเป็นเช่นนั้นแล้ว เราจึงยืนยันได้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มีอะไรอุบัติขี้นเลย ที่เราประสบอยู่คือโลกที่ปรากฏแก่เรา เปรียบเหมือนปีศาจเปรียบเหมือนพยับแดด เปรียบเหมือนความฝัน เปรียบเหมือนมายากล โลกจึงไม่เป็นสัต และทั้งไม่เป็นอสัตด้วย เพราะมีสัตจึงมีอสัตเป็นเครื่องเปรียบเทียบ ก็เมื่อสัตเราปฏิเสธเสียแล้วอสัตจึงพลอยถูกปฏิเสธไปด้วย เมื่อนิกายศูนยวาทถือว่า โลกไม่เป็นทั้งสัตหรืออสัตเช่นนี้ หากมีกระทู้ถามว่า ถ้าอย่างนั้นโลกเป็นอะไร ท่านคุรุนาคารชุนตอบว่า เป็นปฏิจจสมุปบาทธรรม คือธรรมอันอาศัยเหตุพร้อมทั้งผลเกิดขึ้น เมื่อเป็นปฏิจจสมุปบาทธรรมจึงชื่อว่าเป็น "ศูนยตา" คำว่า "ศูนยตา" ในที่นี้ไม่ใช่หมายถึงความไม่มีอะไรสิ้นเชิง ผิดกับคำว่าอุจเฉทะ หรือ นัตถิกะ ซึ่งเป็นคำปฏิเสธเด็ดขาด

ศูนยตา หมายถึง ความไม่มีสวลักษณะหรือสวภาวะ เท่านั้น คือไม่มีสิ่งใดในโลก ที่เป็นอยู่ด้วยตัวมันเอง โดยไม่ความสัมพันธ์กันสิ่งอื่น ทุกสิ่งสัมพันธ์กันหมด เพราะเหตุนั้นปฏิจจสมุปบาทธรรมคืออันใด ศูนยตาก็อันนั้น ศูนยตาอันใดมัชฌิมาปฏิปทาก็อันนั้น

ท่านคุรุนาคารชุน ได้ยกพุทธภาษิตในสังยุตตนิกายมาอ้างว่า "ดูก่อนกัจจนะ เมื่อพิจารณาโลก โดยสายดับแล้วความยึดถือในอัตถิตาก็หมดไป เมื่อพิจารณาโลกในสายเกิดแล้ว ความยึดถือในนัตถิตาก็หมดไป ตถาคตก็ย่อมแสดงธรรมเป็นท่ามกลางไม่ติดในส่วนสุดทั้งสองข้างนั้น" ยากที่ปฏิเสธโลกว่า ไม่เป็นทั้งสัตและอสัตนั้น ดังตัวอย่างในความรู้สึกของสามัญชนว่า สภาวะของความยาวมีอยู่จริง สภาวะของความสั้นก็มีจริง แต่ข้อเท็จจริงคือที่รู้ว่ายาวเพราะความรู้ว่าสั้นมาเปรียบเทียบ เช่นเดียวกันที่เรารู้ว่าสั้น ก็เพราะอาศัยความยาวเป็นเครื่องเปรียบเทียบ เมื่อเป็นเช่นนี้ยาวกันสั้นมีได้ก็เพราะความสัมพันธ์กัน หากไม่มีความสัมพันธ์กัน ยาวสั้นก็หามีไม่ นั่นคือสวลักษณ์ของความยาวนั้นไม่มี ของความสั้นก็ไม่มี เมื่อสวลักษณ์ไม่มีเช่นนี้ จึงเรียกว่า"ศูนยตา"

เมื่อสรรพธรรมไม่มีสวลักษณะเช่นนี้ สรรพธรรมจึงเป็นปฏิจจสมุปบาทธรรมโลกกับนิพพาน เมื่อว่าโดยปรมัตถโวหาร ก็เป็นมายาธรรม ทั้งนี้เพราะเหตุว่าเมื่อโลกไม่มีสวลักษณะ เปรียบเหมือนพยับแดด เหมือนฟองน้ำ ความดับไปแห่งโลก กล่าวคือพระนิพพานจะมีสวลักษณะอยู่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเมื่อโลกเป็นมายา ความดับไปแห่งความเป็นมายานั้นจึงพลอยเป็นมายาด้วย เพราะเนื้อแท้ไม่มีอะไรดับ โลกกับพระนิพพานจึงไม่ใช่หนึ่ง ไม่ใช่สอง ทั้งนี้เพราะเหตุว่า ในปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง เมื่อพิจารณาโดสมุทัยวารแล้ว คืออวิชชาเกิดสังขารเกิดเป็นลำดับ สมุทัยก็เกิดขึ้นในปฏิจจสมุปบาทอันเดียวกันนั้น ครั้นพิจารณาตามนิโรธวารแล้ว กล่าวคืออวิชชาดับสังขารดับตามลำดับไซร้ โลกนิโรธกล่าวคือพระนิพพานย่อมอยู่ ณ ที่นั้นเอง ผู้ใดเห็นว่าโลกกับนิพพานเป็นหนึ่ง ผู้นั้นเป็นฝ่ายข้างสัสสตทิฎฐิ ผู้ใดเห็นว่าโลกกับนิพพานเป็นสอง ผู้นั้นเป็นฝ่ายนัตถิกทิฎฐิ โดยแท้จริงพระนิพพานนั้น ไม่เป็นทั้งภาวะและอภาวะ ผู้ใดเห็นพระนิพพานเป็นภาวะ ผู้นั้นเป็นผู้ถือเอาส่วนสุดฝ่ายอัตถิตา ผู้ใดเห็นพระนิพพานเป็นอภาวะ ผู้นั้นถือเอาส่วนสุดฝ่ายนัตถิตา โดยความจริงแล้ว นิพพานพ้นจากความมีและความไม่มี นี้เป็นวาทะของคุรุนาคารชุน

เมื่อฝ่ายศูนยวาท แสดงทัศนะมาถึงตอนนี้ ฝ่ายปรวาทีได้ตั้งข้อโต้แย้งขึ้นว่าการที่ฝ่ายศูนยวาท ปฏิเสธลักษณะในธรรมทั้งปวงนั้น ฝ่ายศูนยวาทยังจะมีหลักฐานพุทธพจน์ยืนยันหรือไม่ ท่านคุรุนาคารชุนจึงยกพุทธภาษิตในสังยุตตนิกายขึ้นอ้างว่า "รูปเปรียบเหมือนฟองน้ำ เวทนาเปรียบเสมือนต่อมน้ำ สัญญาเปรียบเสมือนพยับแดด สังขารเปรียบเสมือนต้นกล้วย วิญญาณเปรียบเสมือนนักเล่นกล อันพระผู้เผ่าพงศ์อาทิตย์แสดงแล้ว" พุทธภาษิตแสดงให้เห็นว่า เบญจขันธ์เป็นมายาธรรม เมื่อเบญจขันธ์เป็นมายาธรรมแล้วก็มีแต่มายามีทุกข์ นั่นก็คือแสดงให้เห็นว่า สรรพธรรมไม่มีสวลักษณะหรือสวภาวะไม่มีใครมีกิเลสหรือพ้นกิเลส พระนิพพานอันเป็นความดับแห่งเบญจขันธ์จักมีสวภาวะเอกเทศอยู่อย่างไร แท้จริงไม่มีอะไรเกิดหรือดับเลย ถ้าสังขตธรรม มีอยู่อสังขตธรรมจึงมีได้ เพราะความปฏิเสธสังขตคืออสังขตะก็เมื่ออสังขตะไม่เป็นของจริง.อสังขตะจะมีอยู่อย่างไร เหมือนกับพูดว่า การไปการมาการเกิดการดับย่อมต้องอาศัยคนเป็นปทัฎฐานคือ คนไป คนมา คนเกิด คนดับ ก็เมื่อตัวคนไม่มีแล้ว อาการเหล่านั้นจะอยู่ได้อย่างไร

ฝ่ายปรวาทีแย้งว่า ถ้าเช่นนั้นทิฎฐิของท่านก็เป็นอุจเฉทะ พระพุทธองค์จะสอนให้บุคคลเจริญมรรคผลไปทำไม ในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างว่างเปล่าเช่นนี้ วาทะของท่านนั้นเป็นนัสติกะ ทำลายกุศลธรรมทั้งปวง

ท่านคุรุนาคารชุนโต้กลับไปว่า วาทะของเรา แบ่งเป็น 2 นัย คือโดยโลกียะนัย เรากล่าวว่า ธรรมทั้งปวงมีอยู่อย่างมายา เช่นเดียวกับความฝัน เราไม่ได้ปฏิเสธเหตุการณ์ในความว่า เป็นของไม่มีอยู่ เรากล่าวว่าความฝันมีอยู่แต่มีอย่างไม่จริง เรารับสมมติบัญญติตามโลกโวหาร ไม่ได้ปฏิเสธกรรมกิริยา เหมือนกับเราไม่ได้ปฏิเสธความฝันว่าไม่มี แต่เมื่อว่าโดยปรมัตถนัย สิ่งทั้งปวงเป็นศูนยตาเหมือนเรากล่าวว่าความฝันไม่ใช่ความจริงเราจึงไม่ใช่พวกนัสติกะ ตรงกันข้ามกับพวกท่านนั่นแหละ กลับจะเป็นฝ่านปฏิเสธบุญกรรมกิริยาเสียเอง เพราะพวกท่านยึดถือว่า สิ่งทั้งปวงมีสวลักษณะ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนทำบาปก็ต้องทำบาปวันยังค่ำไม่มีทางกลับตัวเป็นคนดีได้เพราะคนทำบาปมีสวลักษณะ การทำก็มีสวลักษณะ บาปก็มีสวลักษณะ สิ่งใดเป็นสวลักษณะ สิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นอยู่ด้วยตัวมันเองไม่อาศัยสิ่งอื่น เพราะฉะนั้น ฝ่ายท่านจึงปฏิเสธบุญกรรมกิริยา ฝ่ายเราถือว่าสวลักษณะไม่มี เป็นศูนยตา คนชั่วจึงกลายเป็นคนดีได้ ปุถุชนจึงเป็นอรหันต์ได้ เด็กจึงเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้ ถ้าถืออย่างมติท่าน เด็กต้องเป็นเด็กตลอดไป ถ้าเด็กเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่ ย่อมแสดงว่าเด็กคนนั้นไม่มีสวลักษณะเป็นศูนยตา เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวว่า เพราะมีศูนยตานี่เอง อุบัติกาลของโลกจึงได้เป็นไปตามระเบียบ

ฝ่ายมาธยมิกะ ได้เปรียบเทียบทัศนะในเรื่องความเห็นว่างเปล่า ในระหว่างตนกับพวกนัตถิกะว่า เหมือนบุคคลสองคน นาย ก. เห็นโจรคนหนึ่งประกอบโจรกรรมเฉพาะหน้า นาย ข.ไม่ได้เห็นโจรคนนั้นประกอบโจรกรรมเลย แต่พูดไปตามนาย ก.ความเข้าใจและคุณค่าในเรื่องความรู้ระหว่างนาย ก. กับนาย ข.นี้แตกต่างกันฉันใด ฝ่ายเรา คือ ท่านคุรุนาคารชุน เห็นสรรพสิ่งเป็นของสูญด้วยยถาภูตญาณทัศนะ ฝ่ายท่าน คือฝ่ายนัตถิกทิฎฐิ เห็นทุกสิ่งเป็นของไม่มี เป็นความเห็นที่เกิดจากตรรกะ มิได้เกิดจากยถาภูตญาณทัศนะมีอุปมัยดุจเดียวกับบุคคลสองคนฉะนั้น

ท่านคุรุนาคารชุนย้ำว่า บุคคลใดที่จะมีทัศนะในเรื่องศูนยตา บุคคลนั้นจะต้องมีศีล สมาธิเป็นปทัฏฐาน ถ้าปราศจากศีล และสมาธิแล้ว ทัศนะของผู้นั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ

คัมภีร์ปัญจวิงสติกล่าวไว้ถึง ลักษณะศูนยตา 18 ประเภท

ศูนยตาคือ สภาพรับรู้ ความมีก็ไม่ใช่ ความไม่มีก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ความมีก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ความไม่มีก็ไม่ใช่ สี่สภาวะสุดขั้วมิใช่ ศูนยตา สภาพการรับรู้ตรงกลางนั้นคือ ศูนย์ตา หรือจะกล่าวว่า ในโลกแห่งสมมุตินี้ การรับรู้สภาพที่สรรพสิ่งเป็นมายา เป็นความว่าง นี่คือ ศูนยตา ในโลกปรมัตถ์ของพุทธะ สรรพสิ่งอิงอาศัยกันมี ดังเช่น อริยะสัจจ์, ทางสายกลาง ,ปรตีตยสมุทปาท ทั้งมวลนี้คือ ศูนยตา

นิกายวิชญานวาท หรือนิกายโยคาจารย์

นิกายนี้มีแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับฝ่ายศูนยวาท และเป็นคู่ปรับที่สำคัญ มีกำเนิดในศตวรรษที่ 8 ในสมัยราชวงศ์คุปตะ ปฐมาจารย์ของนิกายนี้ คือท่านไมตรีนาถ ตั้งสำนักอยู่ในเมืองอโยธยาในแคว้นโกศล ท่านผู้นี้ได้เขียนปกรณ์ คือ อภิสมยลังการ สานุศิษย์ของท่านชื่อ พระอสังคะและน้องชายพระวสุพันธุ ทั้งทั้งสองเดิมบวชในนิกายสรวาสติวาท ต่อมาได้เปลี่ยนมาเป็นมหายาน และได้ช่วยท่านไม่ตรีนาถตั้งลัทธิโยคาจารย์นี้ขึ้น นิกายนี้บางครั้งก็เรียกชื่อว่า "อัสติวาทิน" บางครั้งก็เรียก"วิชญานวาท"เพราะเหตุที่เป็นนิกาย "มโนภาพนิยม"

หลักปรัชญาของนิกายนี้ ได้อาศัยพระสูตรสำคัญพระสูตรหนึ่ง คือ สนธินิรโมจนสูตร ซึ่งมีหลักถือว่า สรรพสิ่งในโลกล้วนเป็นภาพสะท้อนออกไปจากดวงใจเรียกว่า "อาลยวิญญาณ" อาลยวิญญาณเป็นธาตุรู้ มีหน้าที่สามประการ คือ
1 หน้าที่รู้เก็บ คือสามารถเก็บเอาพลังต่างๆของกรรม โดยไม่ขาดตกบกพร่อง สิ่งที่เก็บไว้ในอาลยวิญาณ เรียกว่า "พีชะ" อันประกอบด้วยกุศลพีชะ อกุศลพีชะ อัพยากตพีชะ เพราะฉะนั้น บางครั้งก็เรียกอาลยวิญญาณว่า "สรวพีชวิญญาณ" ท่านเปรียบเหมือนยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกไว้ฉะนั้น
2 หน้าที่รู้ก่อ คือก่อสร้างอารมณ์ต่างๆ ออกมา อารมณ์คือ โลภ เป็นปรากฏการณ์ของพีชะในอาลัยวิญญาณนั้น ผลิดอกออกผล รวมทั้งวัตถุด้วยเช่น ภูเขา แม่น้ำ ล้วนเป็นพีชะในอาลัยวิญญาณก่อขึ้นมา
3 หน้าที่รู้ปรุง คือปรุงแต่งอารมณ์ให้วิจิตรให้พิสดารต่างๆ เป็นไปตามคลองแห่งตัณหา ทำให้ประกอบกรรม เกิดวิบาก ส่งผลเป็นพีชะเข้าไปเก็บไว้ในอาลัยวิญญาณอีก แล้วงอกเงยเป็นอารมณ์ออกมาอีก วนเวียนอยู่อย่างนี้ จนกว่าจะหมดภพหมดชาติ

บรรดาพีชะในอาลยวิญญาณต่างแยกกันอยู่เป็นส่วนๆกุศลก็อยู่ฝ่ายกุศล แต่สถานที่เก็บเป็นแห่งเดียวกัน มหาภูติรูปก็มีพีชะเหมือนกัน พีชะเหล่านี้เมื่อก่อปฏิกิริยาออกมาก็คืออารมณ์ต่างๆ ทั้งฝ่ายนามธรรมและรูปธรรม

เพราะฉะนั้น นิกายนี้จึงสอนว่า โลกวัตถุเป็นเพียงมโนภาพ เพราะเป็นสิ่งปรุงออกไปจากพีชะในจิต ถ้าไม่มีอาลยวิญญาณเสียแล้ว สิ่งทั้งปวงก็ไม่มี อารมณ์กับจิตเรียกว่าทัศนภาพ ได้พฤติกรรมของอาลยวิญญาณที่ออกมาทำหน้าที่เสพอารมณ์ทางทวารทั้ง 6 กลายเป็นวิญญาณ 6 ส่วนลักษณะภาคก็คืออารมณ์ต่างๆ แปลว่า อาลยวิญญาณทำหน้าที่ 2 อย่าง คือส่งภาคออกมาเป็นอารมณ์ ในขณะเดียวก้นทำหน้าที่เสพอารมณ์นั้นด้วย

มีปัญหาตั้งขึ้นว่า "พีชะ ในอาลยวิญญาณ มีมาแต่ครั้งใด" ตอบว่า "พีชะบางเหล่าเป็นอมตัคคะธรรม พีชะบางเหล่าสะใมขึ้นในประวัติกาล" มีปัญหาว่า "ถ้าโลกวัตถุเป็นมโนภาพไซร้ ทำไมเราจึงไม่สามารถสร้างภูเขาหิมาลัยขึ้นอีกลูกหนึ่ง" ตอบว่า "สิ่งบางอย่างในโลกเกิดจากสหธรรมของมนุษย์และดิรัจฉานร่วมกัน เช่นภูเขาหิมาลัยเป็นสหกรรม จะต้องอยู่ที่อินเดียแห่งเดียว อยู่ในเมืองไทยไม่ได้ เพราะฉะนั้น แม้คนไทยทั้งประเทศจะสร้างภูเขาหิมาลัยขึ้น ก็เพียงได้นึกคิดเอา โลกนี้เป็นสหกรรม เมื่อสร้างขึ้นแล้วจากพีชะทั้งหลาย ในอาลยวิญญาณของมนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานทั้งโลก ฐานที่ตั้งของภูเขาและแม่น้ำเป็นต้น ย่อมมีกำเนิดแหล่งที่ชัดเจน จะมาสับเปลี่ยนในภายหลัง ตามใจชอบของคนบางกลุ่มบางคนไม่ได้

ทัศนะเดียวกับสภาวะธรรมของนิกายนี้ ได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภทเรียกว่า "ไตรสภาวะ" มีดั้งนี้คือ

1 ปริกัลปิตลักษณะ คือลักษณะไม่มีอยู่จริง แต่เข้าใจผิดว่ามี เช่นคนเดินทางในที่มืด เหยียบเชือกสำคัญว่างู ความสำคัญผิดว่างูนี้ เปรียบเหมือนความเข้าใจผิดว่า มีนามธรรม รูปธรรม ภายนอกวิสัยของอาลยวิญญาณ
2 ปรตันตรลักษณะ ได้แก่พีชะต่างๆ ในอาลยวิญญาณ จะเป็นของไม่มีอยู่จริงไม่ได้ เปรียบเหมือนเส้นเชือกถ้าไม่มีอยู่แล้ว ความเข้าใจผิดว่างู ก็ไม่เกิดขึ้น
3 ปริณิษปันนลักษณะ ได้แก่นิพพานและรรมธาตุต่างๆ ในส่วนพฤติกรรมท่านเปรียบเหมือน บุคคลที่หายเข้าใจผิด รุ้ว่าเชือกไม่ใช่งูใจไม่สะดุ้งต่อภัยอีก เช่นเดียวกับผู้ทีรุ้จริงว่า สรรพสิ่งเป็นเพียงภาพสะท้อนของจิต เมื่อจิตดับแล้วสิ่งทั้งปวงก็ดับจึงสามารถเพิกถอนอุปทานได้

เมื่อนิกายนี้ถือว่า ทุกสิ่งต้องมีพีชะเป็นบ่อเกิด เพราะฉะนั้น จึงได้เกิดกำหนดประเภทแห่งบุคคลในโลกออกเป็น 5 พวก เรียกว่า "ปัญจโคตร"คือ

1 พุทธพีชะบุคคล ผู้จะสร้างบารมีสำเร็จเป็นพุทธะได้
2 ปัจเจกโพธิพีชะบุคคล ผู้ที่มีพีชะเป็นปัจเจกพุทธเจ้าได้
3 สาวกพีชะบุคคล ผู้มีวิสัยเป็นพระอรหันต์ได้
4 อนิยตพีชะบุคคล ผู้ยังเป็นกลางๆสุดแล้วแต่การอบรม
5 อิจฉันติกพีชะบุคคล ผู้ที่โปรดไม่ได้

ทั้ง 5 พวกเป็นธรรมนิกายกำหนดตายตัว

นิกายศูนยวาท กับ นิกายวิชญานวาท เป็นคู่ปรับกันมาทุกยุคทุกสมัย ข้อขัดแย้งที่สำคัญก็คือเรื่อง "สวลักษณะ" ทั้งนี้เพราะทัศนะในเรื่องสวลักษณะสองนิกายนี้เห็นแตกต่างกัน จึงมีข้อโต้แย้งระหว่างกันดังนี้

ศูนยวาทว่า โดยสมมติสัจจ์ สิ่งทั้งปวงเป็นมายา โดยปรมัตถ์สัจจ์สิ่งทั้งปวงเป็นศูนยตา

โยคาจารว่า สมมติสัจจ์ สิ่งทั้งปวงเป็นมายาหมดไม่ได้ เพราะแม้ภาพข้างนอกจะไม่ใช่ของจริง แต่พีชะอันเป็นบ่อเกิดของภาพเหล่านั้น มีสวลักษณะอยู่ โดยปรมัตถสัจจ์ ก็ไม่ใช่สูญไปเสียหมด ต้องมีสวลักษณะเหลืออยู่ ยกตัวอย่างเช่นมะพร้าว ถ้าไม่มีสวลักษณะในตัวมันเอง ปลูกมะพร้าวก็กลายเป้นกล้วยไปได้ การที่มะพร้าวเป็นมะพร้าวเรื่อยไป ก็เพราะเจ้าสวลักษณะเช่นนี้ หรือเหมือนกับคนและความเป็นธรรม ตัวตนอาจเปลี่ยนแปลงไปคื ทารก ก.เปลี่ยนเป็นหนุ่ม ก. และเปลี่ยนเป็นผู้เฒ่า ก. ลักษณะ 3 ระยะนี้ไม่เหนือกันเลยแม้แต่นิดเดียว แต่เราก็รู้ว่าเป็นคนๆเดียวกัน นั่นก็คือนาย ก. จะต้องมีสวลักษณะ คือลักษณะเฉพาะในตัวมันเองที่ทำให้เรากำหนดได้ว่าเป็นคนๆเดียวกัน เพราะฉะนั้นโยคาจารจึงสอนว่าสิ่งที่สูญนั้นได้แก่ สัตว์ บุคคล เรา เขา แต่สภาวะธรรมที่เป็นบัญญิติว่า เป็นสัตว์ บุคคล เรา เขา สูญไม่ได้ นั่นก็คือบรรดาพีชะจะต้องมีอยู่ในปรมัตถ์ เหมือนกับต้องมีเบญจขันธ์ เราจึงบัญญัติสัตว์บุคคลได้ เหมือนกับมีเชือก เราจึงเกิดเข้าใจผิดว่าเป็นงูได้ เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งปวงบางอย่างไม่มีสวลักษณะ ได้แก่สัตว์ บุคคล เพราะเป็นธรรมที่เราเห็นไปเอง แต่บรรดาพีชะอันเป็นปทัฏฐาน จะพลอยไร้สวลักษณะนั้นมิได้ ถ้าเป็นอย่างวาทะของฝ่ายศูนยวาทแล้ว เราจะเอาอะไรมากำหนดความแตกต่างระหว่างมรรคกับกิเลสระหว่างโลกกับนิพพานเล่า

นิกายจิตอมตวาท

นิกายนี้ได้เจริญขึ้นในราชวงศ์คุปตะ ไม่พบผู้ก่อตั้งนิกาย พระสูตรที่สำคัญในนิกายเช่น ศรีมาลาเทวีสิงหนาทสูตร ศูรางคมสมาธิสูตร ตถาคตครรภสูตร สุวรรณประภาสสูตร พุทธยานสาครสมาธิสูตร อจินไตยยสูตร วิเศษจินตาพรหมปริปฤจฉาสูตร เป็นต้น

คำสอนในนิกายนี้ตรงข้ามกับศูนยวาทและโยคาจาร ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ จักรภพมีปทัฏฐานจากสมบูรณภาพ จากสิ่งนี้คือสมบูรณภาพ จึงก่อเกิดจักรภพชีวิตขึ้น ภาวะอันเป็นแก่นเดิมของโลกคือความจริงแท้ สิ่งที่เป็นมายามีรากฐานมาจากภาวะอันแท้จริงไม่แปรผัน นิกายจิตอมตวาทนี้ได้บัญญัติภาวะอันนี้ด้วยนามต่างๆเช่น พุทธะภาวะ ตถาคตครรภ ภูตตถตา อมฤตจิต นิพพาน นิกายนี้ชี้แจงว่าคำสอนที่เกี่ยวกับอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเพียงบุรพภาค เป็นเพียงปริยายธรรม ยังมีธรรมที่สุขุมคัมภีรภาพไปกว่านั้น คือธรรมที่แสดงถึง นิจจัง สุขัง อัตตา การที่พระพุทธองค์ทรงแสดงอนัตตา ก็เพื่อให้เราได้เข้าถึงอัตตาที่แท้จริง กล่าวคือ สมบูรณภาพหรือพุทธภาวะ และพุทธภาวะมีในทุกๆสิ่ง แต่ถ้ามองในแง่ลักษณะภายนอก สิ่งทั้งสองก็แตกต่างกันออกไปโดยสัณฐาน โดยนิมิต และโดยพยัญชนะ

นิกายนี้ ได้ให้ข้ออุปมา เกี่ยวกับสมบูรณภาพว่า ธรรมดาภาวะของจิตหรือสมบูรณภาพนั้น เที่ยงแท้ ไม่เกิด ไม่ด้บ เบื้องต้นไม่ปรากฏเบื้องปลายไม่ปรากฏ แต่ที่เห็นเกิดดับนั้นเพียงอาการของจิต ไม่ใช่ตัวจิต เพราะฉะนั้นจิตจึงไม่ใช่วิญญาณขันธ์" เมื่อจิตมิใช่วิญญาณขันธ์ จิตจึงเป็นผู้รู้ขันธ์ ผู้ปล่อยขันธ์ สภาพของธาตุรู้ ท่านเปรียบเหมือนธาตุทอง ที่ยังปะปนอยู่กันดินทราย หรือธาตุเพชรที่ยังอยู่ในหิน ธาตุทองและธาตุเพชรไม่ใช่ดินทราย ไม่ใช่หินฉันใด พุทธภาวะหรือจิตในสรรพสัตว์ แม้จะห่อหุ้มด้วยกิเลสตัณหา ก็ไม่ใช่กิเลสตัณหาและไม่ใช่ขันธ์ 5 ฉันนั้น อีกอุปมาหนึ่งท่านเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ ย่อมมีปรกติส่องแสงสว่าง แต่ในบางคราวเกิดมืดมัว ก็มิได้หมายความว่า ดวงอาทิตย์นั้นอัปแสงไปหากเนื่องมาจากเมฆหมอกมาปกคลุม เปรียบดังกิเลสตัณหามาบังพุทธภาวะในปุถุชนเหมือนทองที่ยังไม่ได้ร่อนไม่ได้หุง เหมือนเพชรที่ยังไม่ได้เจียรนัย เหมือนดวงอาทิตย์ที่ถูกเมฆคลุม แต่พุทธภาวะในพระอริยะเจ้า เปรียบเหมือนทองที่เป็นรูปพรรณเหมือนเพชรที่เจียรนัย เหมือนตะวันที่พ้นเมฆหมอกแล้ว ปุถุชนจึงเป็นพุทธะในส่วนเหตุ พระอริยบุคคลเป็นพุทธะในส่วนผล

นิกายนี้เชื่อมั่นว่า สัตว์ทั้งปวงในวันหนึ่งข้างหน้านี้ จักต้องตรัสรู้เหมือนกัน ต้องเป็นพุทธะหมด เพราะทุกคนมีทุนเดิมอยู่ในจิตด้วยกันทุกคน

อีกอุปมาหนึ่ง ท่านเปรียบประดุจท้องมหาสมุทรในยามปรกติย่อมราบเรียบ แต่ที่ยังเกิดเป็นคลื่นก็เพราะลมมหาสมุทร คือพุทธภาวะหรือจิตแท้ลมที่พัดมาคืออวิชชาตัณหาอุปทาน ลูกคลื่นที่เกิดขึ้น แต่ละลูก เปรียบเหมือนสัตว์ต่างๆเกิดแล้วดับไปในมหาสมุทรนั่นเอง มีปัญหาถามว่าอวิชชามีก่อนหรือพุทธภาวะมีก่อน ถ้าอวิชชามีก่อน ก็มิใช่พุทธะภาวะแท้ เพราะไม่รู้มีก่อนรู้ รู้นั้นก็ไม่ใช่รู้จริง ใช้ไม่ได้ ถ้าว่าพุทธะภาวะมีก่อน พระอริยะก็จะกลับเป็นปุถุชนได้ นิกายจิตอมตวาทตอบว่า พุทธภาวะกับอวิชชาไม่ก่อนไม่หลังกัน มีมาด้วยกันนับแต่ภาวะเริ่มต้นไม่ปรากฏ เหมือนกับธาตุทองกับดินทราย จะว่าใครเกิดก่อนเกิดหลังไม่ได้

พระสูตรสำคัญของมหายาน

พระสูตรสำคัญของมหายานซึ่งมีมูลฐานมาจากพระพุทธวัจนะของพระพุทธเจ้า นิกายทั้งสามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างบนได้นำมาดีความแยกย่อยให้ชัดเจนมากขึ้น และเป็นที่มาแห่งพระพุทธศาสนามหายานนิกายต่างๆในประเทศจีน และเป็นรากฐานของวัชรยาน มีพระสูตรสำคัญๆดังนี้

1 ปรัชญาปารมิตาสูตร

ปรัชญาปารมิตาสูตร จัดว่าเป็นพระสูตรดั้งเดิมที่สุด เป็นมูลฐานทฤษฎีว่าด้วยศูนยตา ปรัชญาปารมิตาสูตรนี้มีอยู่หลายคัมภีร์ด้วยกัน เช่น มหาปรัชญาปารมิตา อัษตสหัสริกปรัชญาปารมิตาหฤทยะ เป็นต้น พระสูตรนี้ได้แปลออกเป็นภาคจีนประมาณพ.ศ.713 ท่านกุมารชีพ แปลไว้หลายคัมภีร์ เช่นอัษตสหัสริกะ วัชรัจเฉทิกะอันเป็รคัมภีร์ที่มีอิทธิพลต่อความคิดชาวจีนมากที่สุด

วัชรัจเฉทิกะปรัชญาปารมิตาสูตร สอนว่า "ทกๆสิ่ง ทุกๆอย่างเป็นเพียงมายา เป็นเพียงปรากฏการณ์ และเป็นเพียงผลิตกรรมของจิตของเราเองเท่านั้น" แล้วลงท้ายด้วยคำว่า "สิ่งประกอบทั้งมวลเหมือนความฝัน ฟองน้ำ เงาหยาดน้ำค้าง แสงฟ้าแลบ"

ส่วนในปรัชญาปารมิตาหฤทยะ ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่สั้นที่สุด และเป็นหัวใจของพระสูตรชุดนี้ได้กล่าวถึงเรื่องของศูนยตาไว้โดยละเอียด อ่านดูได้จากลิงค์ในคำสอนมหายาน

2 อวตังสกะสูตร

อวตังสกะสูตร มหายานถือว่า เป็นพระสูตรที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนเองเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ในขณะที่พระองค์เข้าสมาธิหรืออยู่ในสภาพธรรมกาย อวตังสกะสูตรนี้ ต้นฉบับแปลที่สมบูรณ์มีอยู่ 2 ฉบับคือ

2.1 ฉบับที่แปลโดย ท่านพุทธภัทระ เป็นหนังสือ 60 เล่ม แปลในราชวงศ์ชินตะวันออก ในระหว่างปี พ.ศ.961-1063

2.2 ฉบับแปลโดยท่านศึกษานันทะ ซึ่งได้แปลในสมัยราชวงศ์ถัง ระหว่างปี1238-1242 เป็นหนังสือ 80 เล่ม ในปี พ.ศ.1439-1440 ท่านปรัชญาได้แปลอีกฉบับหนึ่ง เป็นหนังสือ 40 เล่ม

ใจความสำคัญของพระสูตรนี้คือ "เมื่อเราพิจารณาโลกในแสงจิตภาพของไวโรจนพุทธ พุทธที่สูงสุดหรือธรรมกาย เราเห็นโลกเต็มไปด้วยความแจ่มใสเห็นโลกแห่งแสงบริสุทธิ์แท้จริง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนเป็นหนึ่ง หนึ่งนั้นคือสัจสุงสุด พุทธะ จิต สรรพสัตว์ เป็นหนึ่ง"

3 คัณฑวยุหสูตร

ในคัณฑวยุสูตรนี้ เป็นพระสูตรที่บรรยายการจาริกแสวงโมกษะธรรมของชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ สุธนะ ซึ่งมีเรื่องอยู่ว่า

สมัยหนึ่งเมื่อพระพุทธเจ้าประทับ ณ เชตวนารามของอนาถปิณฑิกเศรษฐีท่ามกลางหมู่พระโพธิสัตว์ 500 ซึ่งมีพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ และพระมัญชุศรีโพธิสัตว์เป็นหัวหน้าพระโพธิสัตว์เหล่านั้น กำลังคอยฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์อยู่ แต่พระพุทธเจ้าทรงเข้าสมาธิเสีย พร้อมกับได้ทรงเนรมิตพระเชตวนารามให้ใหญ่โตอย่างหาขอบเขตมิได้ พระโพธิสัตว์จากสิบทิศได้พร้อมกันมาเฝ้าพระองค์และได้แต่งโศลกสรรเสริญพระองค์ พระพุทธเจ้าได้ทรงเปล่งรัศมีออกจากระหว่างขนตาส่องสว่านเห็นพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทั่วทศทิศ เป็นเหตุให้ดวงใจของพระโพธิสัตว์ทั้งมวลเต็มเปี่ยมไปด้วยความกรุณา เพื่อจะบำเพ็ญประโยชน์ต่อสรรพสัตว์

พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ จึงได้ท่องเที่ยวสั่งสอนประชาชนในที่ต่างๆ ในสมัยหนึ่ง ในขณะที่กำลังสั่งสอนชาวประชาอยู่ในเมื่องหนึ่งของแคว้นธัญยการะ มีเด็กหนุ่มในตระกูลผู้มั่งคั่งคนหนึ่งชื่อ "สุธนะ" นั่งฟังธรรมอยู่ในที่ชุมนุนนั้นด้วย สุธนะฟังด้วยปรารถนาเพื่อศึกษา พระมัญชุศรีโพธิสัตว์จึงได้แนะนำแก่เขาว่า "ในการแสวงหาสัจธรรมนั้น เธอต้องแสวงหาเพื่อนที่แท้จริงคอยช่วยเหลือ จงไปทีภูเขามโยโฮประเทศโษรกุ ณ ที่นั้นเธอจะพบสครเมฆภิกษุ ท่านจะให้คำแนะนำที่ดีต่อเธอ

สุธนะจึงได้เดินทางไปพบสครเมฆภิกษุ ท่านก็ได้สั่งสอนแก่เขาอย่างกว้างขวางและแนะนำให้เขาไปหาเพื่อนคนอื่นๆต่อไปอีก โดยนั้นนี้ สุธนะจึงได้ไปเที่ยวหาสหายถึง 53 คน สุดท้ายได้ไปหาพระสมัตรภัทรโพธิสัตว์ อาศัยคำสั่งสอนของท่าน สุธนะจึงได้บรรลุธรรมธาตุสัจจะสูงสุด

เล่มสุดท้ายของคัณฑวยุหสูตร ได้กล่าวถึงคำปฏิญาณของสุธนะและความปรารถนาของเขาในการที่ประสงค์ไปเกิดในสุขาวดียุหภพ คำสปฏิญาณของสุธนะมีดังนี้

1 ขอนับถือพระพุทธะ
2 ขอให้ได้สรรเสริญพระตถาคต
3 ขอให้ได้ถวายของแต่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์
4 ขอให้ได้ล้างบาปในอดีต
5 ขอให้จงยินดีในบุญกรรม และความสุขของบุคคลอื่น
6 ขอให้ได้อาราธนาพระพุทธเจ้าสั่งสอนธรรม
7 ขอให้ได้อาราธานาพระพุทธเจ้าดำรงพระชนม์ชีพอยู่ในโลก
8 ขอให้ได้ศึกษาพระพุทธศาสนาเพื่อสั่งสอนแก่บุคคลอื่น
9 ขอให้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสรรพสัตว์
10 ขอให้ได้บำเพ็ญต่อบุคคลอื่น

4 ทศภูมิกสูตร

พระสูตรนี้ต้นฉบับเดิมที่เป็นภาษาสันสกฤตยังอยู่ครบสมบูรณ์ และมีฉบับแปล 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งแปลโดยท่านธรรมรักษ์ ซึ่งแปลในปี พ.ศ.840 และฉบับที่แปลโดยกุมารชีพ พระสูตรนี้ได้กล่าวถึงวัชรครรภะโพธิสัตว์ ได้บรรยายถึงข้อปฏิบัติ ที่จะทำให้บุคคลบรรลุความเป็นพระโพธิสัตว์ 10 ประการ คือ

1 ปรมุทิตา ขั้นนี้พระโพธิสัตว์บำเพ็ญทานบารมี เฉลี่ยความสุขให้สรรพสัตว์
2 วิมลา ขั้นนี้พระโพธิสัตว์บำเพ็ญศีลบารมี
3 ปรภากวี ขั้นนี้พระโพธิสัตว์พิจารณาถึงสภาพอันแท้จริงของสิ่งทั้งหลาย แสวงหาธรรมเพื่อ ช่วย สัตว์ผู้ประสบทุกข์ โดยปฏิบัติบันติบารมีธรรม
4 อริสมติ ขั้นนี้พระโพธิสัตว์ ขจัดความคิดอันผิดๆให้หมดสิ้นไป บำเพ็ญวิริยบารมี
5 สุทุรชย ขั้นนี้พระโพธิสัตว์มีความรู้สมบูรณ์ ด้วยการปฏิบัติธยานบารมี
6 อภิมุกต ขั้นนี้พระโพธิสัตว์ เกิดความเข้าใจอย่างแจ่มชัดในทฤษฎีปฏิจจสมุปบาท เป็นขั้น
แห่งปรัชญาหรือปัญญาบารมี
7 ทุรงคม ขั้นนี้พระโพธิสัตว์ เกิดความชำนาญในอุบายวิธีต่างๆแห่งปัญญา
8 อจล ขั้นนี้พระโพธิสัตว์อยู่ในสภาพที่ไม่เกิดและไม่ตาย เกิดในพุทธศาสนา ยังภูมิแห่งพุทธ
ของตนให้บริสุทธิ์ ปฏิบัติปรินามนบารมี
9 ขั้นนี้พระโพธิสัตว์มีปรัชญาของพระโพธิสัตว์บริบูรณ์เต็มที่สามารถสั่งสอนธรรม และปลุกสัตว์
ให้ตื่นขึ้นจากอวิชชาเป็นขั้นที่บำเพ็ญพลบารมี
10 ขั้นนี้พระโพธิสัตว์บรรลุขั้นสุดท้าย พระโพธิสัตว์มีอำนาจและลักษณะของพระพุทธทุกประการ
เป็นขั้นที่บำเพ็ญญาณบารมีธรรม

5 วิมลเกียรตินิทเทศสูตร

พระสูตรนี้นิกายเซ็นชอบและนิยมเป็นที่สุด ในพากย์จีนมีอยู่หลายฉบับ แต่ปัจจุบันมีอยู่ 3 ฉบับ ในญี่ปุ่นมีอรรถกถาอธิบายความในพระสูตรนี้เกือบทุกนิกาย ความในพระสูตรนี้เล่าว่า

ครั้งหนึ่ง วิมลเกียรติโพธิสัตว์ มิได้ไปร่วมประชุมเพราะป่วย พระพุทธองค์จึงสั่งให้พระโพธิสัตว์ทั้งหลายไปถามข่าวเกี่ยวกับความเจ็บไข้ของวิมลเกียรติโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายก็อิดเอื้อนไม่อยากไป โดยอ้างเหตุว่า ตนเองมีค่าไม่สมควรจะไปให้คำแนะนำแก่วิมลเกียรติโพธิสัตว์ ตกลงพระมัญชุศรีโพธิสัตว์เป็นผู้ไปและได้ถามถึงสุขภาพของวิมลเกียรติโพธิสัตว์ ท่านได้ตอบด้วยคำพูดที่น่าจับใจว่า "ความเจ็บไข้ของพระโพธิสัตว์เกิดจากมหากรุณา และมีอยู่ในเวลาที่สรรพสัตว์ยังคงมีอวิชชา เมื่อใดความป่วยของสรรพสัตว์หมดสิ้นไปแล้ว เมื่อนั้นความป่วยไข้ของข้าพเจ้าจะหมดไปด้วย ข้าพเจ้าป่วยก็เพราะสรรพสัตว์ทั้งหลายป่วย

จุดเด่นของวิมลเกียรตินิทเทศสูตรอยู่ตรงที่ว่า การจะเป็นพระโพธิสัตว์และดำรงชีวิตตามแบบอย่างพระโพธิสัตว์นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นพระภิกษุ ใครๆก็อาจปฏิบัติได้เหมือนกันหมด พีชแห่งความเป็นพุทธอาจค้นพบได้ จนกระทั่งในชีวติแก่งตัณหา ความหมายอันแท้จริงของสูตรนี้ก็คือการค้นหาความเป็นพุทธในตัวเอง ซึ่งเต็มไปด้วยตัณหานานาประการให้พบแล้วทำตัวให้บริสุทธิ์

6 ศุรางคมสมาธิสูตร

พระสูตรนี้อ้างถึงความสำคัญของการบำเพ็ญสมาธิว่า เป็นมูลเหตุให้บรรลุการตรัสรู้ ความเป็นพระโพธิสัตว์และสัจธรรม ฉบับแปลมีถึง 9 ฉบับแต่สูญหายไปหมดแล้วเหลือเพียงฉบับเดียวที่กุมารชีพแปลเท่านั้น

สุรางคมสมาธิสูตรได้กล่าวว่า พระสถิรมติโพธิสัตว์ได้เป็นผู้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า พระโพธิสัตว์ผุ้ปรารถนาชีวิตแห่งความเป็นพระโพธิสัตว์หากแต่ยังไม่ต้องการจะเข้าสู่นิรวาณควรจะปฏิบัติอย่างไรดี พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า ควรบำเพ็ญสมาธิ

7 สัทธรรมปุณฑริกสูตร

พระสูตรที่สำคัญพระสูตรหนึ่งซึ่งนิกายมหายานในจีนและญี่ปุ่นนับถือกันมาก ฉบับแปลภาษาจีนเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบันมีอยู่ 3 ฉบับ คือ

1 ฉบับแปลของท่านธรรมรักษ์ แปลในปี พ.ศ.829

2 ฉบับแปลของท่านกุมารชีพ แปลในปี พ.ศ.949

3 ฉบับแปลของท่าจิสันคุปตะและท่านคุปตะ แปลในปี พ.ศ.1144

ฉบับแปลทั้ง 3 ถือว่าฉบับที่ท่านกุมารชีพแปลเป็นฉบับที่ดีที่สุด ใจความของพระสูตรโดยย่อมีว่า

ครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฎ ท่ามกลางพระภิกษุ พระโพธิสัตว์ เทวดาและสัตว์อื่นๆ เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงแสดงธรรมจบแล้วก็เข้าสมาธิและแผ่รัศมีไปยังโลกทางทิศตะวันออก เมื่อพระองค์ออกจากสมาธิ ได้ตรัสบอกแก่พระสารีบุตรว่า เหตุที่พระองค์ทรงสั่งสอนสรรพสัตว์ด้วยอุบายวิธีต่างๆกัน เนื่องด้วยพระมหากรุณาของพระองค์ที่มีต่อสรรพสัตว์ คำสั่งสอนอันแท้จริงของพระตถาคตนั้นมีเพื่อหนึ่งเดียวเท่านั้นคือเพื่อสรรพสัตว์ แล้วพระพุทธองค์ได้ตรัสเล่าเรื่องบิดาได้ช่วยบุตร 3 คนออกจากเรือนแล้ว ก็ได้พบรถอันสวยงามคันหนึ่ง เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า พระตถาคนได้ช่วยสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากไตรโลกอันเป็นเสมือนหนึ่งเรือนไฟไหม้ โดยอาศัยวิธีต่างๆสั่งสอน แต่จุดมุ่งหมายเป็นอันเดียวกันหมดคือเพื่อสรรพสัตว์

ในบทที่ 25 ที่เรียกว่าสมันตมุขนั้น ได้กล่าวสรรเสริญพระอวโลติเกศวรโพธิสัตว์ กล่าวถึงว่า การที่พระอวโลติเกศวรโพธิสัตว์มีกายถึง32 กาย ก็เพื่อประโยชน์ในการรับใช้สรรพสัตว์

8 ศรีมาลาเทสีสูตร

ผู้แปลพระสูตรนี้คือ ท่านคุณภัทระ พ.ศ.863-1022 และท่านโพธิรุจิ พ.ศ.1051-1078 พระสูตรมีใจความว่า

พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสพยากรณ์แห่งหญิงผู้หนึ่งคือ เจ้าหญิงศรีมาลาเทวีว่า "เมื่อเธอเข้าใจธรรมชาติอันแท้จริงของตถาคตแล้ว เธอจะตั้งบริสุทธิภูมิอันสูงสุดขึ้น" เมื่อได้ฟังคำพยากรณ์เช่นนี้ เจ้าหญิงศรีมาลาเทวีจึงได้ตั้งสัตย์ปฏิณาฯไว้ 10 ประการคือ

1 จะไม่ล่วงละเมิดพระวินัย
2 จะไม่เป็นคนหยิ่งยะโส
3 จะไม่ขอโกรธเคืองกับใคร
4 จะไม่เป็นคนอิจฉา
5 จะไม่เป็นคนริษยา
6 จะไม่รักใคร่สสารวัตถุใดๆ
7 ขอปฏิบัติคุณธรรม 8 คือ ให้ทาน ปิยวาจา กระทำประโยชน์และร่วมมือกับบุคคลอื่น กับทั้ง
ขอให้ได้ดำรงอยู่ในสภาพที่ไม่มีความเกาะเกี่ยวใดๆ
8 ขอให้ได้ปลดเปลื้องสัตว์ทั้งหลายออกจากความทุกข์
9 คัดค้านการล่วงละเมิดพระวินัย
10 รักษาธรรม

นอกจากนี้ เจ้าหญิงศรีมาลาเทวียังได้กล่าวอธิบายว่า มีบุคคล 3 ประเภทเท่านั้นที่เข้าสู่วิถีของมหายาน
1 บุคคลผู้บรรลุธรรมปัญญาอันลึกซึ้งโดยตนเอง
2 บุคคลผู้ยังธรรมแห่งความเชื่อฟังให้สมบูรณ์
3 บุคคลผู้ถึงแม้จะไม่เข้าใจปัญญาแต่เชื่อมั่นในพระตถาคต

9 พรหมชาลสูตร

พระสูตรนี้ ท่านกุมารชีพ ได้แปลไว้ในปี พ.ศ.949 เป็นพระสูตรที่ว่าด้วยวินัยของมหายานทุกนิกาย

วินัยของมหายานนั้น มีอยู่ 10 ประการคือ

1 อย่าฆ่าสัตว์
2 อย่าลักทรัพย์
3 อย่าละเมิดบุตรภรรยาบุคคลอื่น
4 อย่าพูดคำเท็จ
5 อย่าดื่นน้ำเมา
6 อย่ากล่าวคำผิดของบุคคลอื่น
7 อย่าสรรเสริญตัวเอง
8 อย่าเป็นคนอิจฉาริษยา
9 อย่าเป็นคนอกตัญญู
10 จงสรรเสริญพระไตรรัตน์

พุทธบุตรต้องถือว่า ชายทุกคนเป็นเสมือนหนึ่งบิดาของเขา สตรีทุกคนเป็นมารดาของเขา เพราะว่าคนเหล่านี้ในอดีตเคยได้เป็นมารดาบิดาของตนมาแล้วถ้าหากว่าคนเหล่านี้ ก็เท่ากับฆ่ามารดาบิดาของตนเอง

10 สุขาวดีวยุหสูตร

ในยุคของท่านคุรุนาคารชุน มีแนวคิดเรื่องภพหน้าปรากฏในนิกายบริสุทธิภูมิ หรือกายสุขาวดี 3 ประการด้วยกัน คือ

1 เกิดในสวรรค์ชั้นดุสิตของพระศรีอารย์
2 เกิดในภูมิตะวันออกของพระอักโษภยะ
3 เกิดในภูมิตะวันตกของพระอมิตาภะ

มหาสุขาวดีวยุหสูตรนี้ ชีเกา กับ โลกักเษมะ ได้เป็นผู้นำเข้าสู่ประเทศจีนในราวพุทธศตวรรษที่ 7 ต่อจากนั้นมา ก็ได้มีการแปลออกเป็นพากษ์จีนหลายครั้ง กุมารชีพได้แปลไว้เมื่อปี พ.ศ.1008 เรียกชื่อว่า อนุสุขาวดีวยุหสุตร ท่างสิงหวรมัน ได้แปลไว้อีกในปี พ.ศ.1565

ในคัมภีร์สุขาวดีวยุหสูตรเล่าว่า พระพุทธเจ้าได้สนทนากับพระอานนท์ถึงเรื่องพระภิกษุธรรมการะว่า ต่อไปจะได้ตรัสรู้เป็นพระอมิตาภพุทธเจ้า พระภิกษุธรรมการะนี้ ได้ตั้งสัตย์ปฏิณาณไว้ว่า จะยังไม่ขอบรรลุความเป็นพระโพธิสัตว์ จนกว่าจะได้ช่วยเหลือสรรพสัตว์หมดแล้วจึงจะบรรลุ จึงได้ตั้งปริสุทธิภุมิหรือแดนสุขาวดีขึ้น เพื่อรับรองดวงวิญญาณของบุคคลผู้ที่จะไปเกิดในภพนี้ ผู้ที่จะไปเกิดในสุขาวดีภพได้ ต้องมีความเชื่อมั่นในพระอมิตาภพุทธเจ้า ในเวลาตายก็ให้ระลึกถึงชื่อของพระอมิตาภพุทธเจ้าไว้

11 ตถาคตครรภสูตร

พระสูตรนี้มีอีกชื่อหนึ่งว่า "มหาไพบูลยตถาคตครรภสูตร" มีผู้แปลออกสู่พากย์จีนเมื่อปี พ.ศ.893-974 คำว่า "ตถาคตครรภ" มีปรากฏอยู่ในทศภูมิกสูตรก่อน ในพระสูตรได้อธิบายไว้ว่าตถาคตครรภนั้นก็คือพุทธภาวะ กล่าวคือจิตของคนธรรมดานั้นแม้จะถูกหุ้มห่อด้วยกิเลส แต่ภายในก็ยังมีภาวะเท่ากับพระตถาคตเจ้า และทั้งนี้ ไม่เกี่ยวกับโลกนี้จะมีพระพุทธเจ้าเสด็จมาปรากฏให้เห็นนั้น ก็เพื่อจะให้สัตว์โลกทราบถึงข้อนี้ คือจะให้ทราบว่า สัตว์โลกมี "พีช"ของ "พุทธ"อยู่แล้ว

พระสูตรนี้แม้จะกล่าวว่า จิตมีความเป็นพุทธโดยกำเนิดแล้ว แต่ไม่ได้อธิบายถึงคุณลักษณะของตถาคตครรภ และตถาคตครรภนี้ มีความสัมพันธ์กับกิเลสอย่างไร รวมทั้งความสัมพันธ์กับการเวียนว่ายตายเกิดด้วย พระสูตรนี้จึงควรสันนิษฐานว่า เป็นพระสูตรแรก

12 อสมปูรณอนุสูตร

พระสูตรนี้ไม่ทราบผู้ใดแปลสู่พากย์จีน ความในพระสูตรนี้ถือว่า สัตว์โลกย่อมเกิดดับอยู่ใน "ธรรมธาตุ" ขณะที่สัตว์โลกมีความหลงผิดอยู่ ก็ไม่มีอะไรเป็นการเพิ่ม ในขณะที่สัตว์โลกนั้น เห็นแจ้ง แล้วก็ไม่มีอะไรทีได้ลดหย่อนไป นีคือความหมายของคำว่า ไม่เพิ่มไม่หย่อน คือไม่มีการเพิ่มเติมหรือลดหย่อนในทางจิตที่กำลังหลงผิดอยู่หรือเห็นแจ้งอยู่

พระสูตรนี้สรุปว่า สัตว์โลกธาตุ คือตถาคตครรภ และตถาคตครรภ คือธรรมกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่สมบูรณ์โดยไม่มีอะไรเพิ่มและไม่มีอะไรหย่อนไป ฉะนั้นสัตว์โลกธาตุซึ่งมีธรรมกายนี้ เป็นภาวะแห่งปรมัถธรรม ไม่เกิด ไม่ดับ แต่เนื่องด้วยเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสัตว์โลกธาตุ จึงแสดงออกเป็นความหลงผิดหรือเป็นความเป็นแจ้งที่สัตว์โลกมีความหลงผิดหรือเห็นแจ้งนั้น เนื่องจาก

1 ปรับจิตให้เข้ากับตถาคตครรภ ประกอบการที่เป็นวิสุทธิธรรม
2 ไม่ปรับจิตให้เข้ากับตถาคตครรภ ประกอบการที่เป็นกิเลส

13 มหาปรินิรวาณสูตร

พระสูตรนี้ท่านธรรมรักษ์ แปลไว้เมื่อปี พ.ศ.960 พระสูตรนี้ได้บรรยายถึงว่า แนวคิดของตถาคตครรภหรือพทธภาวะของพระสูตรต่างๆดังกล่าวล้วนแต่เป็นการค้นหาความสำเร็จในความเป็นพุทธโดยสัญชาตญาณอันมีมาแต่เก่าก่อน ซึ่งเป็นการเริ่มจากตรรกวิทยาหรือจิตวิทยา ส่วนที่พระองค์ยังคงสถิตอยู่ ซึ่งถือว่าเอาพระธรรมของพระองค์เป็นการสถิตอยู่ของพระองค์นั้นทัศนะแบบนี้เป็นแต่เพียงการนำเอาพระธรรมของพระองค์ มาเป็นจุดที่จะให้ระลึกถึงบุคลิคของพระองค์เท่านั้น ไม่เป็นการเพียงพอสำหรับศาสนา ฉะนั้นพระสูตรนี้จึงถือเอาพระองค์ในประวัติศาสตร์เป็นพระองค์ที่ยังทรงสถิตอยู่

พระสูตรนี้ ขยายความจากนิพพานของเถรวาทมารวมกับแนวคิดของมหายานที่แตกต่างกับพระสูตรอื่นนั้น ความจริงหลักธรรมเป็นแนวทางที่จะละความหลงไปสู่ความเห็นแจ้งเพื่อความหลุดพ้น แต่ความหลุดพ้นอันอาศัยการละความหลงไปสู่การเห็นแจ้งนั้น มีอยู่ทางเดี่ยว คือด้วยจิตของเรา ที่ว่าตถาคตครรภ พุทธจิต ธรรมกาย พุทธกายหรือนิพพานก็ตาม ล้วนเป็นการสังเกตุจากจิต

พระสูตรนี้ถือว่า การนิพพานของพระองค์ ไม่เป็นแง่ลบตามที่เคยเข้าใจกันแต่เป็นการแสดงออกของ "ความใหญ่ยิ่งของมหาอัตต" เป็นนิจจัง เป็นสุข เป็นวิสุทธิ แม้พระวรกายที่เราเห็นจะดับไปก็ตาม แต่พระวรกายที่แท้จริงยังคงมีอยู่ และพระวรกายที่แท้จริงนี้ มีอยู่เพื่อจะโปรดสัตว์ จึงได้บันดาลให้เกิดเป็นนิรมานกายและสัมโภคกาย

จากแนวคิดพระวรกายยังสถิตย์อยู่ ดำเนินมาถึงพระวรกายในประวัติศาสตร์ก็ยังคงสถิตย์อยู่นั้น เริ่มด้วยสัทธรรมปุณฑริกสูตร ต่อด้วยพระสูตรนี้แล้วถูกขยายไปอีกในสุวรรณประภาสูตร

พระสูตรนี้ เริ่มด้วยการถือว่า สัตว์โลกมีพุทธภาวะอยู่ทั้งสิ้น จบลงด้วยการถือว่า พระองค์ทรงสถิตย์อยู่เป็นนิตย์ เมื่อเช่นนี้ก็เป็นอันรับรองว่าสัตว์โลกจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้ทั้งสิ้น ความจริงตามแนวคิดของสายตถาคตครรภ แม้จะยืนยันว่าสัตว์โลกบรรลุถึงพุทธภูมิได้ทั้งสิ้น แต่ก็มีข้อแม้ว่าประเภทอิจฉันติกะสำเร็จไม่ได้ แต่พระสูตรนี้รับรองว่าอิจฉันติกะก็จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในที่สุด เพราะว่า อิจฉันติกะแม้จะไม่ประกอบกุศลกรรม แต่พุทธภาวะที่มีอยู่เป็นกุศลกรรม เมื่อมีพุทธภาวะย่อมต้องบรรลุในพุทธภาวะถึงพุทธภูมิได้ในวันใดวันหนึ่งอย่างแน่นอน

แนวคิดดังกล่าว แม้จะไม่ใช่สูตรนี้สร้างขึ้นทั้งหมด แต่เนื่องจากเป็นพระสูตรใหญ่จึงเป็นการสนับสนุนให้หลักธรรมเหล่านี้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และเป็นสาระสำคัญของพุทธศาสนาในอินเดีย รวมทั้งมีอิทธิพลมากในจีนด้วย

14 สันธินิรโมจนสูตร

พระสูตรนี้เป็นพระสูตรเก่าแก่พระสูตรหนึ่ง ซี่งท่านเฮี่ยงจัง(พระถังซัมจั่ง)ได้แปลออกมา เป็นคัมภีร์หลักของนิกายธรรมลักษณ์

พระสูตรนี้ถือว่า สรรพธรรมในโลกธาตุ ล้วนเกิดจากจิต แต่จิตนี้ได้ให้กำเนิดแก่โลกได้อย่างใด โลกจึงมีสภาพเช่นนี้ ต่างไม่ได้อธิบายให้ชัด คงถือว่าเนื่องมาจากอวิชชา โลกอันเป็นควางหลงนี้จึงเกิดขึ้น หากจิตบริสุทธิ์สุขาวดีก็จะเกิดขึ้นเช่นกัน

อวิชชานั้น ต่างถือว่าเป็น "มูลอวิชชา" ส่วนจิตที่บริสุทธิ์(สัทจิต) ต่างรับรองว่ามีพุทธภาวะอยู่และเป็นตถาคตครรภ เมื่อเช่นนี้ อวิชชากันสัทจิตมีความสัมพันธ์กันอย่างไร และร่วมกันแสดงออกซึ่งโลกนี้ได้ด้วยประการใดยังไม่เป็นการอธิบายและที่สุด ก็เกิด "วิญญาณมาตรา"(ด้วยวิญญาณเท่านั้น) ขึ้น เพื่ออธิบายในเรื่องเหล่านี้

หลักธรรมวิญญาณมาตรา สำเร็จด้วยพระอสังคะ พระวสุพันธุและพระคณาจารย์อีกหลายท่าน แต่มีรากฐานมาจากพระสูตรนี้ทั้งสิ้น พระสูตรนี้เป็นหลักธรรมของนิกายธรรมลักษณ์ หรือที่เรียกว่า นิกายโยคาจาร

แนวคิดพิเศษของพระสูตรนี้ ได้แก่การเพิ่มวิญญาณ6 ให้เป็นวิญญาณ 8 คือเพิ่มอาลยวิญญาณ(วิญญาณที่ทำหน้าที่สะสม) หรืออทานวิญญาณเป็นวิญญาณที่ 7 แต่ต่อมาได้ถือเอาอาลยวิญญาณเป็นวิญญาณที่ 8 ส่วนอทานวิญญาณเป็นวิญญาณที่ 7 และเปลี่ยนชื่อว่า มนัสวิญญาณซึ่งทำหน้าที่ยึดมั่นในความมีตัวตน

พระสูตรนี้กล่าวคาถาในแรกเริ่มว่า "วิญญาณมีความละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างยิ่ง มีพีชะทั้งหลาย ไหลหลั่งอย่างกระแสน้ำเชี่ยว เราไม่แสดงต่อคนที่โง่เขลาเพราะเกรงว่าชนเหล่านั้น จะยึดวิญญาณนี้เป็นตัวตน(อัตตา) และได้อธิบายว่า ที่เรียกว่าอทานวิญญาณนั้น ก็เพราะวิญญาณนี้สามารถสะสมเก็บรักษาบรรดาพิชะได้ กล่าวคือ อาลยวิญญาณนั้น คือสภาพแห่งจิตอยู่ภายในมนัสวิญญาณ ไหลหลั่งเป็นกระแสเหมือนกระแสน้ำเป็นเหตุที่สร้างสรรพธรรมขึ้น และเก็บสะสมประสบการณ์ทั้งหลายไว้ เป็นหลักในการเวียนว่ายตายเกิดและก็เป็นหลักในการที่จะเห็นแจ้งด้วย

พระสูตรนี้ได้สร้าง "ไตรลักษณ์" ขึ้น เป็นการแยกสรรพธรรมทั้งหลายเป็น 3 ประเภท

ปริกัลปปิตะลักษณะ(ภาพที่เห็นตามความหลงผิด) คือความหลงผิด ความเผลอ หรือสัญญาวิปลาสเห็นผิดไปจากความจริง เช่นเห็นเชือกเป็นงู แล้วก็หวั่นกลัวไปเอง

ปรตันตรลักษณะ(ภาพที่เห็นตามที่เกิดขึ้น เป็นการเห็นในสิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย เป็นความรู้ทั่วไปหรือความรู้ทางวิทยศาสตร์ เช่นเห็นเชือกเป็นเชือกและรู้ว่าเชือกนั้นทำด้วยอะไร

ปรินิษปันลักษณะ(ความที่เห็นตามความสมบูรณ์ที่แท้จริง) เป็นการเห็นตามตถตา(เป็นเช่นนั้น) เป็นสมภาค(เสมอภาค)

การแยกประเภทดังนี้ ก็คือการเห็นที่เป็นความเท็จกับการเห็นที่เป็นความจริงเท่านั้น

ลักษณะทั้ง 3 นี้ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะใด ย่อมปราศจากจิตไม่ได้ ลักษณะอันเกิดจากการยึดผิด เป็นอาเวคภาค(ภาพภายนอก)ของจริง ไม่มีภาวะที่แท้จริงลักษณะที่เกิดจากการปรุงแต่งของเหตุปัจจัย ก็เป็นสิ่งที่เกิดจากจิต ไม่มีภาวะที่แท้จริง ส่วนลักษณะอันเป็นตถตา ก็เป็นสิ่งที่มีเหตุปัจจัยอันเกิดจากสัทจิตปราศจากจิตแล้วต่างไม่มีภาวะแท้จริงแห่งตน ฉะนั้น หลักธรรมของนิกายวิญญาณมาตรานี้ ก็มีสูญเป็นที่สุดเช่นกัน

อริยสัจ 4 ซึ่งพระองค์ตรัสไว้ในแรกเริ่มนั้น เป็นหลักธรรมของสาวกยาน เป็นสูตรประเภทปริยายธรรม คือการแสดงธรรมโดยทางอ้อม ยังไม่สิ้นเนื้อหาของธรรมต่อมาพระองค์ ได้แสดงถึงสรรพธรรมปราศจากภาวะแห่งตน ไม่มีการเกิดดับ มีความสงบแต่แรกเริ่ม เป็นนิพพานโดยภาวะแห่งตนเพื่อประทานแก่บรรดาโพธิสัตว์ แต่ก็ยังไม่สิ้น ขอบเขตของพระธรรม สูตรนี้ได้ปรรยายถึงลักษณะ 3 และการปราศจากภาวะแห่งตน เป็นการแสดงธรรมแก่ยานทั้ง 3 เป็นเจตจำนงของพระองค์อย่างสมบูรณ์ สูตรนี้เป็นสูตรล่าสูตรของมหายาน และปรากฏขึ้นในฐานะเป็นวิญญาณมาตรานิกาย อันเป็นนิกายใหม่ ไม่รวม 3 ยาน อย่างที่ สัทธรรมปุณฑริกสูตร แต่กลับแยกเป็น 3 ยาน สูตรนี้มาในรูปที่ควรเป็นศาสตร์มากกว่าที่จะเป็นสูตร

สรุป ปรัชญาพุทธศาสนามหายานเป็นอรรถกถาภาคสมบูรณ์ของหลักการอนัตาและทางสายกลางของพระพุทธเจ้า พระพุทธศาสนามหายานทุกนิกายยืนอยู่บนรากฐานแห่งปรัชญาแห่ง "ศูนยตา" และ "เอกจิต"

ศูนยตา ภาวะที่ปราศจากขึ้วทั้ง 4 มีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ ไมใช่มีก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ไม่มีก็ไม่ใช่ ภาวะเหนือความคิด เหนือคำบรรยาย ความคิดที่เกิดขึ้นเป็นขั้วใดขั้วหนึ่งในสี่ขั้ว จึงไม่เป็นศูนยตา

เอกจิต สรรพสิ่งทั้งหมดเป็นมายามีเพียง "จิตเดียว" เท่านั้นที่เป็นจริง

แม้ว่าดูเผินๆแล้วปรัชญาทั้งสองจะขัดกัน แต่ก็ได้มีมานำปรัชญาทั้งสองมาประยุกต์รวมกันเป็นปรัชญาเดียวและปฏิบัติร่วมกันอย่างกลมกลืนนั่นคือปรัชญาของวัชรยาน ซึ่งเป็นส่วนต่อยอดของมหายาน หรือกล่าวได้ว่าวัชรยานคือส่วนหนึ่งของมหายาน

คัดลอกจากหนังสือซึ่งคณะสงฆ์จีนนิกายพิมพ์ออกเผยแพร่

http://www.mahayana.in.th/buddhism/mahayan.html

kera
01-07-2008, 03:54 PM
โมทนา สาธุ