PDA

View Full Version : ฉบับที่ ๔๖ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐


Paang
12-11-2007, 05:57 AM
http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=28851






http://www.grathonbook.net/book/images2/name46.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page1.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>ช่วงแรกของเล่ม "กรรมฐาน ๔๐" (http://www.grathonbook.net/book/grammathan40/07.html) สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนตุลาคม ๒๕๔๕
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ


ถาม: ..............(คุยเรื่องพระเครื่องสมเด็จองค์ปฐม)...................
ตอบ : พระองค์ที่ ๑๑ ก็คือ พระสมเด็จองค์ปฐมในกายพระสงฆ์ โยมเขาประเภท เจอพระดีที่ไหนก็ยัดใส่มือให้ท่านเสกท่าเดียว ไปเจอพระที่ท่านรู้จริง ท่านรับได้ก็ใส่หัวไปเลย บอกไม่ต้องเสกแล้ว พูดง่าย ๆ ว่า จะเอาใครมีอานุภาพกว่า พระสมเด็จองค์ปฐม ท่านคงหาไม่ได้ พระพุทธเจ้าบำเพ็ญบารมี เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยการตั้งหน้าตั้งตาทำจริง ๆ จะมีหลักสูตรประเภท ปัญญาธิกะ ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป ศรัทธาธิกะนี่ ๘ อสงไขยกับแสนมหากัป วิริยาธิกะสร้างบารมี ๑๖ อสงไขยกับแสนมหากัป แต่สมเด็จองค์ปฐม ท่านไม่มีแบบอย่างให้ศึกษา หลักสูตรยังไม่กำหนด ท่านต้องค้นคว้าเอง ฟาดเสีย ๔๐ อสงไขย ถ้าอยากรู้ว่าอสงไขยหนึ่งนานแค่ไหน ก็ต้องเริ่มที่อสงไขยปี อสงไขยปีนี้เขาเริ่มต้นตั้งเลข ๑ ขึ้นมา แล้วเขียนเลขศูนย์ต่อท้ายไป ๑๔๐ ตัว เป็นตัวเลข ๑๔๑ หลัก นี้แค่อสงไขย

พอเป็นต้นกัปที่ อาภัสราพรหมท่านลงอาภัสราพรหมที่หมดบุญ พอไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก แล้วฝนตก กลิ่นดินมันหอม ท่านจะลงมากินดิน พอกินของหยาบเข้าไปกายหนัก เหาะกลับไม่ได้ คราวนี้รัศมีกายท่านยังมีอยู่ ไม่มีพระอาทิตย์ พระจันทร์ ไม่มีอะไรก็กินง้วนดินไปเรื่อย คราวนี้พอกินมากเข้า ความหยาบมันมีมากขึ้น จากกายทิพย์ก็กลายเป็นกายหยาบ รัศมีกายก็หมดไป เมื่อรัศมีกายหมดไปก็ต้องมีพระอาทิตย์ พระจันทร์ เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นการรองรับ

คราวนี้พืชพรรณธัญญาหารก็เกิดขึ้นเพื่อรองรับ คนก็ปรากฏเพศขึ้น ก็แบ่งเป็นเพศหญิงเพศชาย ก็เริ่มมีลูกหลานไปเรื่อย ๆ คราวนี้คนที่อยู่ต้นกัปนี้ บารมีเขาคือ พรหมลงมาเกิด อายุมันก็เลยมาก อายุจะได้อสงไขยปี คือตั้งตัวเลข ๑ แล้วเขียนเลขศูนย์ไป ๑๔๐ ตัว กลายเป็น ๑๔๑ หลัก คืออายุขัยตอนนั้น

ตอนนี้พออยู่ไปเรื่อย ๆ กิเลสมันเริ่มเข้า รัก โลภ โกรธ หลง เริ่มมีทีละน้อย ๆ อายุขัยก็จะลดลง ผ่านไป ๑๐๐ ปี อายุขัยก็จะลดลงปีหนึ่งไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ จากอสงไขยปีหนึ่ง ลดลงเหลือจนเหลือ ๑๐ ปี อย่างสมัยของเรานี้เกณฑ์อายุสมัยพุทธกาลจะ ๑๐๐ ปี เป็นประมาณ ผ่านไป ๑๐๐ ปี ลดลงปี คราวนี้ผ่านไป ๒๕๐๐ ปีเศษ ลดลง ๒๕ ปีเศษ ๆ เพราะฉะนั้น คนในช่วงนี้จะเหลืออายุ ๗๔ ปีเศษ ๆ เท่านั้น จนกระทั่งถึงอายุ ๑๐ ปี จะเป็นจุดต่ำสุด แล้วลองคิดดูว่านานแค่ไหน ๑๐๐ ปี ลดหนึ่ง จากเลข ๑๔๑ ตัวมา มันนานจนประมาณเป็นตัวเลขได้ยาก แล้วพอถึงเวลานั้น มันก็เกิดที่เรียกว่า มิคสัญญี ประเภทที่ว่าพี่น้องก็ฆ่ากันเอง ครอบครัวก็ฆ่ากันเอง เพราะจำหน้ากันไม่ได้ คนที่เกิดสลดใจเพราเริ่มระลึกถึงความดีได้อะไรได้ ก็เริ่มตั้งใจให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาใหม่ คุณความดีที่ทำก็จะส่งให้อายุสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ ๑๐๐ ปี เพิ่มปี เหมือนกัน ไปเรื่อย ๆ เหมือนกัน

จนกระทั่งความดีสูงสุดก็จะส่งผลให้อายุอสงไขยปี เป็นประมาณเท่าเดิม จากอสงไขยปี ลดลงมาเหลือ ๑๐ แล้วจาก ๑๐ ขึ้นไปจนถึงอสงไขยปีเรียกว่า ๑ รอบอันตรกัป ตามอรรถกถาท่านเปรียบไว้ว่า มีภูเขาหินยาว ๑ โยชน์ กว้าง ๑ โยชน์ สูง ๑ โยชน์ กว้างยาวสูงด้านละ ๑ โยชน์ คือ ๑๖ กิโล ๑ โยชน์ มี ๔๐๐ เส้น ๑ เส้น ๒๐ วา ก็เท่ากับ ๑ โยชน์ ๘,๐๐๐ วา ๑๖,๐๐๐ เมตร คือ ๑๖ กิโล ๑๐๐ ปี เทวดาเอาผ้าเนื้ออ่อนมาเช็ดทีหนึ่ง ร้อยปีเช็ดทีหนึ่ง ภูเขาลูกนั้นสึกเสมอพื้นได้เวลา ๑ รอบอันตรกัป คือจาก ๑๔๐ ตัว ลงมาเหลือ ๑๐ และจาก ๑๐ ขึ้นไป ๑๔๐ อีกครั้งหนึ่ง นั่นก็คือภูเขาหินลูกหนึ่ง ร้อยปีปัดทีหนึ่งจนกระทั่งสึกเสมอพื้น คราวนี้ ๖๔ รอบอัตรกัป เท่ากับหนึ่งอสงไขยกัป แล้ว ๔ อสงไขยกัปถึงจะเท่ากับ ๑ มหากัป
แล้วลองคิดดูพระพุทธเจ้าท่านบำเพ็ญบารมีมาอย่างน้อย ๔ อสงไขยกับแสนมหากัป หน้ามืดไหมล่ะ ? มันนานเท่าไร ในรอบอสงไขยกัป จะประกอบด้วย ๔ อสงไขยกัป มันจะมีสังวัฏฏะอสงไขยกัป เป็นเวลาที่โลกกำลังโดนทำลายลงไปเรื่อย ๆ สังวัฏฐายีอสงไขยกัป เป็นเวลาที่โลกกำลังโดนทำลายลงไปเรื่อย ๆ สังวัฏฐายีอสงไขยกัป โลกโดนทำลายเรียบร้อยแล้วไม่มีอะไรหลงเหลือเลย แล้วก็จะเริ่มรอบใหม่เป็นวิวัฏฏะอสงไขยกัป โลกกำลังเริ่มกลับฟื้นคืนขึ้นมาแล้วก็วิวัฏฐายีอสงไขยกัป โลกเราเจริญเรียบร้อยขึ้นมาแล้ว ประเภท ๑๔๐ ลง ๑๔๐ ขึ้น ๖๔ รอบอัตรกัปเท่ากับ ๑ อสงไขยกัป เพราะฉะนั้น ๑ อสงไขยกัปจะเท่ากับ ๖๔ อัตรกัป ถ้า ๔ อสงไขยกัปก็เท่ากับ ๒๕๖ อัตรกัปใช่ไหม ? แล้ว ๒๕๖ อัตรกัปเท่ากับ ๑ มหากัป พระพุทธเจ้าท่านต้องสร้างบารมีต่ำสุด ๔ อสงไขยกับ ๑ แสนมหากัป เครื่องคิดเลขใช้ไม่ได้จ้ะ มัน ๑๔๑ หลัก

แต่คราวนี้ว่า เทวดาก็ดี พรหมก็ดี พระบนนิพพานก็ดี หรือว่ามนุษย์ที่ได้อภิญญาสมาบัติระดับที่เรียกว่า ปฏิสัมภิทาญาณก็ดี ความที่เรียกว่า ความผ่องใสของจิต ความละเอียดของจิต จะคำนวณตัวเลขนี้ออกมาง่ายมากเลย แต่ของเราจะคำนวณไม่ได้เพราะว่า มันละเอียดเกินไป ฟังแล้วยังอยากเกิดอีกไหม ?
สุด ๆ นี่หมายเฉพาะที่ตั้งหน้าตั้งตาทำเพื่อจะเป็นพระพุทธเจ้านะ จริง ๆ แล้วท่านต้องทำอย่างน้อย ๒๐ อสงไขยกับแสนมหากัป เพราะว่าจะต้องคิดว่าตัวเองจะเป็นพระพุทธเจ้า คิดอย่างเดียวตลอด ๗ อสงไขยกับแสนมหากัป แล้วเอ่ยปากว่าเราจะเป็นพระพุทธเจ้าอีก ๙ อสงไขยกับแสนมหากัป อันนั้นเป็นการคิดของศรัทธาธิกะพระโพธิสัตว์

คราวนี้คิดว่าจะเป็น ๗ อสงไขยกับแสนมหากัป พูดว่าจะเป็น ๙ อสงไขยกับแสนมหากัป ตั้งหน้าตั้งตาทำเพื่อให้เป็น ดังนั้นคุณเจอไป ๒๐ ถ้าเป็นศรัทธาธิกะโพธิสัตว์ก็เท่าตัว ๔๐ วิริยาธิกะโพธิสัตว์ เจอไปอีกเท่าหนึ่งก็ ๘๐ หน้ามืด เขาบอกว่าในจักรวาลอันไพศาล มนุษย์ของเราก็เหมือนกับสะเก็ดฝุ่นเม็ดเดียวเท่านั้นเอง

แต่ตราวนี้ส่วนใหญ่แล้วว่า สายตาและปัญญาไม่ได้กว้างไกลขนาดนั้น ก็เลยกลายเป็นความมานะ ถือตัว ถือตน กูดี กูเก่ง กูใหญ่ ตัวกู ของกู ก็เลยแน่นหนาไปหน่อย แต่ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะมองได้กว้างไกลขนาดนั้น จะเห็นว่าตัวเราเอง จริง ๆ แล้วเป็นธุลีเดียวของจักรวาลนี้เท่านั้น ท่านบอกว่าใครอยากรู้ว่าตัวเองเล็กแค่ไหนนะ เอาเรือลำเล็ก ๆ ออกไปกลางทะเล ถึงอีตอนที่ไม่เห็นฝั่งแล้วจะรู้เองว่าตัวเองแค่ไหน ...เคยเห็นพระอรหันต์ปลงธรรมสังเวชไหม ?

ถาม : แล้วตรงนี้ ผมเชื่อว่า คนทุกคนเกิดมา มันจะมีส่วนของชาติที่แล้วที่สร้างเอาไว้ เช่นว่า จะต้องประสบกับเหตุการณ์อะไร ที่ทำให้ชีวิตมันเปลี่ยนไปในทางว่าเลื่อมใสแล้วเดินทางเข้าสู่หลักศาสนา มันจะมีตัวนั้นเป็นตัว...?

ตอบ : มันจะต้องสะสมมาด้วย ถ้าหากว่าไม่มีของเก่าส่งมา ก็อาจจะเข้ามาได้ยาก เข้ามาได้ช้า หรือไม่ก็บางคนถึงมีของเก่าสร้างสมมา แต่ก็ได้ทำสิ่งที่ไม่ดีเอาไว้ ก็อาจจะถูกสิ่งที่ไม่ดีมาคอยขัดขวาง ทำให้เข้ามาได้ช้าเหมือนกัน แต่ว่าท้ายสุดแล้วทั้งหมดก็ต้องไปนิพพานเพียงแต่จะช้าจะเร็วเท่านั้น

คนหนึ่งอาจจะ ๒๐-๓๐ อสงไขยกัปข้างหน้า ขณะที่อีกคนหนึ่งอาจจะไปชาตินี้เลย ท้ายสุดไปนิพพานหมด เพียงแต่ว่าจะช้าจะเร็ว แล้วแต่บุญกรรมที่ตัวเองสร้างสมเอาไว้ พวกเรา “ว่าที่พระอรหันต์” ทุกคนเลย เพียงแต่ใครจะเลิก “ว่าที่” เป็นจริง ๆ ซะทีเท่านั้น

ถาม : ช่วงนี้รู้สึกว่าขาดความมั่นใจ กำลังใจอ่อน ไม่ทราบว่าจะช่วย...กำลังใจได้ ?
ตอบ : ไปนรกจ้ะ ไปนรก ดูเอาไว้ บอกมันเลย บอกว่าถ้าหากว่ายังท้อถอยหมดกำลังใจ เอ็งต้องมาที่นี่แน่ ๆ เลย อยากมานักใช่ไหม ?

ถาม : จริง ๆ พอถึงจุดหนึ่ง มันไม่เสื่อมแล้วครับ คือ ตรงจุดที่ว่า ถ้าเมื่อไรเราถึง ถ้าเกิดเจออะไรสักอย่างที่เราตรงนั้นได้ปวารณาตัวว่า ต่อไปนี้จะ...พูดง่าย ๆ ว่า จะเอาพระพุทธ พระธรารม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งตลอดชีวิตได้ พอถ้าถึงตรงนั้นแล้ว เราไม่เสื่อมแล้ว ?

ตอบ : ถ้ากำลังใจเข้าสู่จุดของโคตรภูพระโสดาบันเมื่อไรมีแต่จะเจริญขึ้น เพราะว่าลักษณะนั้น เขาเรียกว่าโสดาปฏิมรรค เริ่มเป็นหนึ่งในพระอริยเจ้า ๘ ลำดับ คำว่า อริยะ แปลว่าเจริญโดยฝ่ายเดียว จะไม่มีการเสื่อมลงอีก

ถาม : ทีนี้ผมมาสังเกตตัวผมเอง เมื่อสักปี ๓๗ ผมขึ้นไปนั่งสมาธิ ตอนทุ่มหนึ่งแล้วผมนั่งสมาธิแบบภาวนา “พุทโธ” ไปเรื่อย ๆ ก็มาเห็นสว่างเหมือนกับกลางวันแล้วก็เห็นเป็นพระพุทธองค์ใหญ่อยู่ในอากาศแล้วก่อนหน้านั้น ผมมานั่งพิจารณาว่าเกิดเป็นทุกข์ เจ็บเป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์ อะไรทั้งหลายไล่ไปเรื่อย ทำก็หลังทำวัตรเช้า มันเกิดความเข้าใจซาบซึ้งก็ร้องไห้ว่า เออ ! เกิดมาเป็นมนุษย์นี่ไม่เห็นดีตรงไหนเลย ก็บอกว่าไม่น่าเกิดซะแล้ว เชื่อตอนนั้น ตรงนั้นก็ร้องไห้ และตั้งแต่วันนั้น ผมก็เลยว่า จะถือศีล ๕ ตลอดชีวิตเลย จะเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ?

ตอบ : นั่นเป็นประสบการณ์การปฏิบัติ ซึ่งคนที่ถ้าหากว่าทำถึงตรงจุดนั้นแล้วจะมีกำลังใจ เพราะว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่คนอื่นไม่รู้ไม่เห็น เขาได้รู้เห็น ถึงเคยบอกว่า คนเราถ้าหากว่าทำได้ถึงปฐมฌาน ถ้ารู้จักคิดจะไม่มีการตกต่ำอีก เพราะว่าทันทีที่จิตเข้าสู่ระดับของปฐมฌาน ตัวรัก โลภ โกรธ หลง ที่เป็นไฟใหญ่ ๔ กอง เผาเราอยู่นั้น โดนอำนาจฌานกดทับลงชั่วคราว มันจะสุขจะเยือกเย็น อย่างชนิดที่พรรณนาเป็นคำพูดไม่ถูก

คราวนี้ถ้าคนมีปัญญา เขาจะคิดว่า โอหนอ ! แค่ ปฐมฌานที่เราทรงได้เท่านี้ ยังมีความสุขขนาดนี้ คนที่ได้ ฌาน ๒ ฌาน ๓ ฌาน ๔ เขาจะสุขขนาดไหน ? บุคคลที่ได้ฌาน ๒ ฌาน ๓ ฌาน ๔ ได้สมาบัติ ๘ ถึงสุขขนาดไหนก็ตาม มันก็ไม่ได้เศษหนึ่งส่วนสิบหกของความเป็นพระโสดาบัน เป็นพระโสดาบันสุขมาขนาดนั้นแล้ว พระสกิทาคามีที่เหนือกว่าจะสุขขนาดไหน ? พระอนาคามีที่เหนือยิ่งขึ้นไปจะสุขขนาดไหน ?

กำลังใจก็จะเห็นคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาถ้าหากว่าไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นการเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยกาย วาจา ใจ อย่างเที่ยงแท้ ไม่สักแต่ว่ากราบด้วยมือ ด้วยกาย แต่ว่าปากมันว่าตามใจมันน้อมตามไปด้วย พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้ายึดพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ก็ยึดจริง ๆ ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้ายึดพระธรรมเป็นที่พึ่ง ก็ยึดจริง ๆ ด้วยกาย วาจา ใจ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอยึดพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง ก็ยึดจริง ๆ ด้วยกาย วาจา ใจ ในเมื่อยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแน่นแฟ้น ไม่ล่วงเกินด้วย กาย วาจา ใจ แล้ว แค่ไล่ศีลให้บริสุทธิ์ก็เป็นพระโสดาบันแน่แล้ว เพราะว่าเขาต้องคิดอยู่แล้วว่า เราเคารพ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะเราต้องการไปนิพพาน เรารักษาศีล เพราะต้องการไปนิพพาน สรุปแล้วที่เขาบอกว่า ถ้าหากว่าเข้าถึงปฐมฌานสามารถเป็นพระโสดาบันได้จริง ๆ ก็คือในลักษณะอย่างนี้ ใช้ปัญญาเพิ่มขึ้นนิดเดียวเท่านั้นเอง ที่หลวงพ่อท่านเคยเทศน์ว่าพระโสดาบันมีสมาธิเล็กน้อย ปัญญาเล็กน้อย แต่มีศีลบริสุทธิ์ หลักเกณฑ์การเป็นพระโสดาบัน คือ ๑. ต้องเคารพพระพุทธเจ้าจริง ๆ ๒. เคารพพระธรรมจริง ๆ ๓. เคารพพระสงฆ์จริง ๆ ๔. มีศีลบริสุทธิ์ ๕. คิดว่าตายแล้วจะไปนิพพาน

คราวนี้เราก็สรุปรวบยอดลงมาว่าเรารักษาศีลเพราะเราเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรารักษาศีลเพราะจะไปนิพพาน ก็เลยกลายเป็นว่า มีปัญญาเล็กน้อย มีสมาธิเล็กน้อยแต่ศีลบริสุทธิ์ ยิ่งสรุป ยิ่งง่าย เดี๋ยวเป็นกันหมดซะละมั้ง ?

ถาม : ........................................
ตอบ : พยายามประคับประคองรักษาอารมณ์ให้เป็น แรก ๆ ก็อาจได้สักชั่วโมงหนึ่งต่อไปถ้าเคยชิน ก็ได้ ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง ครึ่งวัน วันหนึ่ง จนกระทั่งนาน ๆ ไปพอชำนาญมาก ๆ ก็รักษาได้เป็นเดือน เป็นปี ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะดูแลทบทวนกำลังใจตัวเอง การทำงานทุกอย่างต้องมีการประเมินผล ทางโลกเขาน่ะ ทางธรรมของเราพระพุทธเจ้าท่านก็สอนให้ประเมินผลด้วยวิมังสา ไตร่ตรองทบทวนอยู่เสมอ ๆ ฉันทะ พอใจที่จะทำ วิริยะ พากเพียรทำไปแล้ว จิตตะ จิตใจปักมั่น ไม่เปลี่ยนแปลง ก็เหลือแต่วิมังสา ทบทวนซ้ำแล้วซ้ำอีก ย้ำแล้วย้ำอีกให้ได้ผลอย่างนั้น

ถาม : คือตรงนี้ ที่ผมพยายามจะสอนเด็กอยู่ คือว่าเราอยากจะรู้แต่ว่าเราไม่พิสูจน์จริง ๆ เราสามารถพิสูจน์ด้วยตัวเราเองได้ทุกคน อย่างน้อยก็...สมมุติว่า...ถ้าเราไปดูประวัติพระพุทธเจ้า ทำไมพระพุทธเจ้า มีชาติ มีสภาพ(ไม่ชัด) เราต้องเป็นผู้มีศีลก่อน ทีนี้ศีลห้าเขายังไม่ปฏิบัติกันเลย แล้วเราจะไปเจริญปัญญา เจริญสมาธิได้อย่างไร ? มันไม่มีผล (ไม่ชัด) จุดกำเนิดของการมีศีล สัจจะในการรักษาศีลมันยังไม่เกิดเลย ผมถึงว่าตรงนี้ผมพยายามอยู่ว่า เธอไม่ต้องมาเชื่อหรอกเวลาครูพูดอะไร ให้ปฏิบัติไปเลย และขอดูผลสัก ๓ เดือนก็ได้ ไม่ต้องนานหรอก ?

ตอบ : สมัยนี้มันใจร้อน จะให้เราเสกเพี้ยงเดียว แล้วมันเป็นเลย อยู่ตรงนี้เจอน้อยหน่อย แต่ถ้าลงปักษ์ใต้เมื่อไรเจอเยอะเลย เวลาลงปักษ์ใต้ พวกมาเลย์ พวกสิงคโปร์มา เขาต้องการพระประเภทนั้น ประเภทเสกเพี้ยงเดียวให้เขาได้อย่างใจเลย แล้วจะเป็นปัญหาใหญ่มาก เจออยู่เรื่อยแหละ พวกนี้ถ้าเห็นแล้วเลื่อมใสเข้าทีหนึ่งจะเชื่อหัวกปักหัวปำไปเลย ถ้าหากว่าเราไม่ได้อยู่ในศีลในธรรมนี่หลอกจนหมดตัวนั่นเลย ของเราปล้ำเป็นปล้ำตาย ๒๐-๓๐ ปี เพิ่งจะได้แค่นี้ จะให้เราเสกทีเดียวให้เป็นเลย ...จดอย่างเดียว...

สมัยที่หลวงพ่อยังอยู่ ท่านย้ำนักย้ำหนา นักปฏิบัติกระดาษกับปากกาต้องใกล้มือไว้เสมอ เวลาเข้าโบสถ์มีแต่อาตมาติดกระดาษกับปากกาไปคนเดียวประจำ คนอื่นเขาพึ่งเทป ปรากฏว่าวันนั้นไฟดับ เรียบร้อยจ้ะ หลวงพี่ชัยวัฒน์ ออกจากโบสถ์ก็วิ่งประกบเลยท่านเล็กขอยืมหน่อยครับ หลวงพี่ชัยวัฒน์ท่านจะสะสมข้อมูลเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ เทปมันเดี้ยงซะแล้ว ไม่รู้จะถอดจากไหน ก็ต้องยืมเรา ตกลงว่าเทคโนโลยีโบราณอาศัยได้มากที่สุด

ถาม : ผมว่าการปฏิบัติ พอถึงระดับหนึ่งแล้ว มันเหมือนกับเป็นพลังจิตสูงขึ้นมาตามการปฏิบัติด้วย เพราะตรงนี้ผมเคยพิสูจน์คือชัดเจนเลย มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกสาวผมจะไปเข้าเรียน เสร็จแล้วก่อนวันที่จะไป ผมเคารพหลวงพ่อโตมาก ผมไปเอาน้ำมนต์ที่วัดอินทร์บางขุนพรหม วันที่ลูกเขาจะไปจับสลาก ผมก็บอกเสร็จแล้ว ออกไปหน้าบ้าน เดี๋ยวเอาน้ำมนต์หลวงพ่อที่รดหัว ไปจับสลาก จับสลากกันตั้ง ๔๐๐ กว่าคน เขาเอา ๙๗ แล้วจับมาจนถึงคนที่ ๘๑ แล้ว พอจะขึ้นคนที่ ๘๒ ผมก็นึกในใจ ผมบอกว่า หลวงพ่อโต เมื่อไรหลวงพ่อจะแสดงบารมีให้ลูกผมได้เข้าเรียนสักที พอผมอธิษฐานเสร็จสักครู่เขาก็จับชื่อลูกสาวผมเลย ?

ตอบ : เรื่องนี้เป็นเรื่องแน่นอน คือว่ายิ่งปฏิบัติมาก ถ้าหากว่ามาถูกทาง พลังจิตจะยิ่งสูงขึ้น เหตุเพราะว่าเราต้องรบกับกิเลสตลอด ในเมื่อเรารบกับกิเลสตลอดเราชนะผ่านได้ กำลังของเราก็ดีขึ้นไปเป็นลำดับ ๆ
เพราะฉะนั้นการปฏิบัติของเรานี่ ทาน ศีล ภาวนา ยิ่งทำมันยิ่งสั่งสม จนในที่สุดมันจะกลายเป็นฤทธิ์ จะมีประเภทฌานฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากฌานสมาบัติที่สร้างได้ อธิษฐานฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากความตั้งใจมั่น เจอกระทั่งกลายเป็นบุญฤทธิ์ ฤทธิ์ที่เกิดจากบุญที่สร้างสมเอาไว้แล้ว หลวงพ่อโต ท่านมรณภาพไปเป็นร้อยปีแล้วนะ ยังเป็นที่พึ่งของเราอยู่จนทุกวันนี้ และยิ่งนานคนก็ยิ่งพึ่งท่านเยอะขึ้น ๆ อาตมาก็พึ่งท่าน หลวงพ่อโต หลวงปู่ทวด ถ้าหากว่าพระสมัยเก่า ๆ นี่พึ่ง ๒ องค์นี้มากที่สุด

ถาม : ผมท่องคาถา... พอท่องคาถาพระพุทธคุณเสร็จ พาหุงฯ จบหมดแล้ว ก็จะต่อด้วย นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ ...คาถาชินบัญชร ต่อคาถาหลวงปู่มั่น แล้วก็หลวงพ่อฤๅษี ไล่ไป ๔-๕ องค์ แล้วผมเดินทางใช้รถผมก็คาถาหลวงพ่อโอภาสี กับหลวงพ่อจรัล ?

ตอบ : จริง ๆ ก็คือว่า ครูบาอาจารย์ พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทุกองค์ เราเคารพท่านอยู่แล้ว แต่ว่าที่พูดถึงหลวงปู่ทวดกับหลวงพ่อโต เพราะว่าบางเวลาท่านมาสงเคราะห์เอง ในเมื่อท่านมาสงเคราะห์เอง ก็กลายเป็ว่ายิ่งเป็นที่ยึดมั่นของเรายิ่งขึ้น บางงานไม่ไหว ท่านก็หิ้วปีกไป (หัวเราะ) ในเมื่อท่านหิ้วปีกไป ก็ต้อง เอ้า! ไปก็ไป

ถาม : ทีนี้การสวดมนต์นี่ผมว่าตรงนี้มีอย่างเมื่อปีประมาณ ๓๙ ตอนนั้นแม่ยายผมเขาซื้อบ้าน เสร็จแล้วแม่ก็เลยบอกว่าให้ผมช่วยเป็นธุระให้หน่อย เวลาไปโอนให้ดูละเอียด เพราะว่าเราจะจ่ายสตางค์เขาไปแล้ว เดี๋ยวถึงเวลาไม่ใช่ว่าสตางค์จ่ายไปแล้วบ้านมีปัญหาโอนกันไม่ได้ ถูกหลอก วันที่จะไปโอนวันนี้ผมจำได้ว่าพอตื่นขึ้นมาสักประมาณตีห้านี่ ผมฝันไป ฝันว่าพอผมตื่นขึ้นมาแล้ว ผมเห็นบ้านมันเหมือนหน้าต่างประตูถูกงัดหมดเลย กำลังยืนงง ๆ ว่าบ้านเรานี่ทำไมก่อนนอนก็เรียบร้อยพอตื่นมามันโล่ง ๆ ยังกับถูกงัด ผมก็เห็นหลวงพ่อคูณ ท่านเดินเข้าบ้านมา ผมก็บอกว่า หลวงพ่อใครเขาทำอะไรบ้านผม ? หลวงพ่อคูณก็พูดท่านก็พูดมาก็บอกว่า เออ ! กูไม่ให้มันเอาบ้านมึงไปได้หรอก แล้วท่านก็เดินวนรอบบ้านให้ ๓ รอบ ผมก็สะดุดใจว่า เอ๊ะ ! ทำไมมันฝันแบบนี้ วันที่ไปโอนที่กรมที่ดิน ผมก็เลยอาราธนาหลวงพ่อคูณใส่กระเป๋าไปด้วย

ปรากฏว่ามันก็เป็นแปลกของเขาจริง ๆ เพราะว่าคนที่มาขายบ้านนี่ เขามีแผนหลายชั้นเหมือนกันตั้งแต่ตอนที่ว่าครั่งแรกทำสัญญากัน บอกว่าเงินวางมัดจำหมื่นหนึ่ง แล้วก็ไม่ต้องเอาอะไรไป วันไปโอนนี่ให้ผมเช็คเงินสดไปเลยล้านหกแสน พอผมไปถึงผมจะเอาเช็คให้เขา เขากลับอ้างว่าเช็คเขาไม่เชื่อว่าเป็นของจริง ให้ผมกลับไปเอาเงินสด แต่ในสัญญาเขาบอกว่า ถ้าวันนั้นผมโอนเอาเงินมาให้เขาไม่ได้ เขาจะยึดเงินมัดจำผม ผมก็บอก เอ! มันยังไง ก็เช็คเงินสดนี่คุณโทรไปได้ที่ธนาคารมันมีจริง มันจะปลอมได้ยังไง บอกไม่ยอมก็จะขอเงินสด ผมต้องวิ่งจากกรมที่ดินไปเอาเงินมาอีก พอมาถึงก็เล่นลูกเล่นอีกแล้ว บอกจะขอนั่งนับเงิน ทีนี้ผมบอกว่า ถ้าคุณนั่งนับเงินล้านกว่า ถ้าคุณนับสัก ๓ เที่ยว ผมก็ตายแล้ว บ่าย ๒ โมง กรมที่ดินยังไม่ได้เซ็นสัญญา วันนั้นผมเป็นอันว่าโอนไม่ได้ ถ้าโอนไม่ได้ ผมยึดเงินมัดจำคุณเสียหรือเปล่า ผมว่าเอาอย่างนี้แล้ว คุณไปกับผมที่ธนาคาร ไปให้เขานับเงินเลย พอไปถึงเขาบอกเอาเงินมาสิ เขาจะเข้าบัญชี ผมก็เกิดสะดุดใจ ผมบอกว่าไม่เอาอย่างนี้ เข้าไปพบกับเจ้าหน้าที่ธนาคารเลยดีกว่า ให้เขานับด้วยเครื่องแล้วก็ให้บันทึกไว้ด้วยว่าเงินผม ที่ผมให้คุณไม่ใช่เงินของคุณ ปรากฏว่าพอนับเสร็จผมก็บอกไม่ต้องกลับไปที่กรมที่ดิน เสียเวลาจะบ่าย ๒ โมงแล้ว เดี๋ยวโอนไม่ทันให้โทรศัพท์เข้าไปที่กรมที่ดินเลย ให้เซ็นสัญญาที่โน่นปรากฏว่าทำเสร็จ วันหลังผมมารู้ความจริงว่า เขาเนี่ยไปขาย... ?

ตอบ : ทำแบบนี้มาเยอะแล้ว

ถาม : ...บ้านให้คนอื่น แล้วให้ราคาสูงกว่าผม เกิดจะไปขายให้คนโน้นก็เลยยึกยักกับผมไง พอโอนเงินเสร็จเรียบร้อยเป็นเดือนนะ เขาไม่ยอมออกจากบ้านผมต้องไปแจ้งความตำรวจอีก ตำรวจเขาบอก เออ! คนแบบนี้ก็มีด้วย ขายบ้านเขาแล้วยังไม่ยอมออก เขาบอกว่าจะให้โทรศัพท์ในบ้าน สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ให้ แล้ววันสุดท้ายที่เห็นว่ามันโล่ง ๆ วันจะไป เขายังอุตส่าห์รื้อไปหมดเลย ประตูหน้าต่างในบ้าน ?
ตอบ : พูดว่าอะไรถอดได้เอาหมด

ถาม : ที่ไม้สัก... เขารื้องัดไปหมด ?

ตอบ : จ้ะ ยังดี มันไม่ถอดหลังคาไปด้วย
ถาม : สายไฟยังรื้อไปเลย ผมถึงบอก เอ ! มันฝันได้แม่นยำขนาดนั้น ?

ตอบ : (หัวเราะ) นักปฏิบัติของเราพอไปถึงวาระหนึ่ง มันจะมีประเภทที่เรียกว่า เทพสังหรณ์ แต่จริง ๆ แล้วก็คือทิพจักขุญานอย่างหนึ่ง แต่เป็นทิพจักขุญาณอย่างอ่อน เพราะว่าพอถึงเวลาถึงวาระ ถ้าหากว่าเรื่องที่สมควรจะรับรู้ได้โดยไม่เกินวาระเกินกฎของกรรมมากนัก ท่านก็จะให้รู้ได้ อันนั้นต้องรีบไป ประเภทที่เรียกว่า กราบขอบพระคุณ หลวงพ่อคูณ เป็นอย่างสูง(หัวเราะ) ถ้าไม่เตือนไว้ก่อนนี่แย่แน่นะ หลวงพ่อคูณก็เหนื่อยจนป่านนี้แล้ว ครูบาอาจารย์ก็ล่วงลับไปทีละองค์สององค์ ไม่กี่วันก่อน หลวงปู่ปลื้ม วัดสวนหงษ์ ก็ไปซะแล้ว พวกสุพรรณไปกราบหลวงพ่อคูณถามว่ามึงมาจากไหนกัน ? บอกมาจากสุพรรณบุรีเจ้าค่ะ บอกแล้วทำไม่ไปหาหลวงพ่อปลื้ม ที่บางปลาม้า ท่านเก่งกว่ากูอีก ? นั่นแหละ พวกสุพรรณเพิ่งจะรู้ว่ามีเพชรอยู่ใกล้ ๆ เออ! หลวงปู่ปลื้มไปซะแล้ว ไปสักอาทิตย์ได้แล้วมั้ง ได้ข่าวไหม ? </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>

Paang
12-11-2007, 05:58 AM
http://www.grathonbook.net/book/images2/name46.jpghttp://www.grathonbook.net/book/images/page2.jpg <TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 height=21></TD><TD align=middle width="100%" background=images/up.gif height=21></TD><TD></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>ถาม: ...........................................
ตอบ : ...๑๖ อสงไขยกับแสนมหากัปน่ะ เกิดกันไม่ต้องนับอยู่แล้ว ในเมื่อเกิดกันไม่ต้องนับอยู่แล้ว เอาไว้เฉพาะที่ใกล้ ๆ กันก็ไม่รู้จะเท่าไรต่อเท่าไหร่แล้ว แล้วที่ดีใจถือว่าทุกวันนี้เขาก็ยังเหนียวแน่นกันดี โดยเฉพาะที่ยะลา ศูนย์ใหญ่อยู่ที่บ้าน อ. ระพี เลขะกุล คุณหมอบุญสิทธิ์ อ. ระพี เลขะกุล บ้านนั้นถ้าหากว่าหลวงพ่อลงไปก็จะต้องไปพักที่นั่นเป็นประจำ ที่ยะลาก็เข้มแข็งดีรวมกันได้หลายจุด บ้านนั้น คุณชลัท, คุณชลดา ไชยเทพ, บ้านของคุณปรีชา วีรเมธปกรณ์ เขา... ลูกศิษย์เก่า ๆ ของหลวงพ่ออย่างพวก คุณเซี้ยง ก็ไปร่วม ๆ กับเขา ด้านโกลกก็เยอะ ทางด้านแว้งก็เยอะ ตอนแรกเห็นหน้ายังนึกว่าอิสลาม ที่ไหนได้ไทยพุทธทั้งนั้น

ถาม : ผมว่าความเหนียวแน่นบางครั้งอาจจะเป็นเพราะหลวงพ่อเคยไปแสดงบารมีให้รู้ถึงความลึกซึ้ง ทำให้เกิดความปักใจ ?

ตอบ : จ้ะ คือ มีลูกศิษย์หลวงพ่อบางท่านที่พอปฏิบัติไปถึงระดับหนึ่งแล้วก็สามารถช่วยคนอื่นเขาได้ ก็เลยยิ่งกลายเป็นที่เลื่อมใสเข้าไปอีกว่า เออ...ขนาดลูกศิษย์ปลาย ๆ แถวยังช่วยได้ขนาดนี้ หลวงพ่อต้องเก่งกว่านี้แน่ แล้วที่ตลกก็คือว่า หลายต่อหลายรายได้สมาธิ ได้อภิญญากันอย่างชนิดที่คล้ายกับว่าถึงเวลาสุกงอมจริง ๆ บางคนกรีด ๆ ยางอยู่อภิญญาเข้าเฉยเลย กรีดยางมันต้องใช้สมาธินะ (หัวเราะ) แล้วหลวงพ่อท่านก็มาบอกว่าให้ช่วยคนอย่างนั้น ให้ช่วยคนอย่างนี้ ต้องใช้อย่างนั้น ต้องใช้อย่างนี้ พอไปทำก็มีผลจริง

บางคนเป็นทหาร เป็น ต.ช.ด. อยู่ ออกลาดตระเวน เวลาอยู่ในพื้นที่มันตึงเครียด ไม่รู้ทำไงก็อาศัยพระเป็นที่พึ่ง ภาวนาไปภาวนามา อ้าว...หลวงพ่อโผล่มาบอกให้ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ต่อหน้าเฉยเลย ของเขายึดมั่นกันจริง ๆ เพราะว่าของเขาเหมือนกับห่างพระ โดยเฉพาะปัตตานี ยะลา นราธิวาส ๓-๔ จังหวัดนี้ วัดจะน้อยมากและพระปฏิบัติน้อยมาก ก็เลยกลายเป็นว่าถ้ามีพระปฏิบัติลงไปนี่ เขามายังกับคนหิวข้าวเลย ยังไงก็ต้องกอบโกยกินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ถาม : นั่นน่ะ ผมเชื่อตรงนั้นว่าหลวงพ่อเคยไปแสดงบารมีอะไรให้เขาเชื่อ... อย่างผมนี่มีอยู่คราวหนึ่ง ตอนนั้นผมหัดเจริญพระกรรมฐานใหม่ ๆ ก็เอาหนังสือของหลวงพ่อเล่ม “คู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน” มานั่งปฏิบัติแล้วบอกให้เพ่งพระพุทธรูปที่เรารักมาก ทีนี้ผมมาติดใจในพระพุทธรูปของพระพุทธชินราช ก็ทำตามที่หลวงพ่อว่านั่นก็คือนั่งหลับตา แล้วก็ให้เห็นภาพของพระพุทธชินราช ผมก็นั่งทำไป ๆ นาน ๆ ก็เห็นเป็นว่าตัวเองนี่กำลังไปก้มกราบพระพุทธชินราชอยู่จริง ๆ แล้วในขณะนั้นก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อพูดหลวงพ่อบอกว่า “ดีแล้วลูก ๆ” มันได้ยินขึ้นมาเลยครับ แล้วเห็นตัวเองด้วยว่า กำลังไปกราบพระพุทธชินราชอยู่ที่พิษณุโลกเลย ผมถึงบอกว่า เอ้อ...ตรงนี้มันแปลกดี ได้ยินหลวงพ่อพูดได้ยังไง...?

ตอบ : (หัวเราะ) เออ...อันนั้นท่านรับรองว่า ที่เราทำนั้นถูกแล้ว จริง ๆ แล้ว ลักษณะนั้นมันมโนมยิทธิเต็มกำลังแล้วนะ ไม่ต้องเสียเวลาฝึกมันก็ได้เอง ดู ๆ ลูกศิษย์หลวงพ่อหลายต่อหลายคนก็ชาวบ้านทำมาหากินหาเช้ากินค่ำธรรมดา ไปไหน ๆ บารมีหลวงพ่อท่านก็ตามไปถึง บางทีธุดงค์ไปกลางป่ากลางดงไกลแสนไกลเดินจนท้อ ไปเจอสำนักสงฆ์เล็ก ๆ มีพระองค์หนึ่ง เณรองค์หนึ่ง เข้าไปอาศัยเขา เขาต้อนรับดี พอสอบถามว่ามาจากไหน รู้ว่าเป็นศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง วิ่งอ้าวเข้ากุฏิงัดหนังสือหลวงปู่มาให้ดู ประวัติหลวงปู่ปานห่อปกไว้อย่างดีเลย ทะนุถนอมสุดชีวิต (หัวเราะ) เราไปไกลขนาดนั้น หลวงพ่อไปก่อนหน้าเราอีก อย่างน้อยตำราที่ท่านเขียนไปก่อนแล้ว ถึงได้ว่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าประเทศไทยหรือต่างประเทศบารมีหลวงพ่อสามารถแผ่ปกคุ้มครองได้หมด มันสำคัญอยู่แต่ที่ว่าเรายึดมั่นท่านจริงจังแค่ไหน ? กำลังใจของเรามันยึดมั่นในลักษณะที่เรียกว่า ยึดในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จริง ๆ แค่ไหน ?

มาระยะหลัง ๆ นี่ส่วนใหญ่มาสายอภิญญากัน เด็กเล็ก ๆ ก็เก่ง ไปเจอเด็กผู้หญิงเล็ก ๆ อายุ ๔ ขวบ เรียนอนุบาลอยู่ก็อนุบาล ๑ ชั้นอนุบาล ๒ เด็กคนนี้ตอนแรกครูเขาแปลกใจ เด็กอื่น ๆ เขาวิ่งเล่นกันอยู่ตลอด เจ้านี่นั่งหลับตาอยู่คนเดียว ครูเขาก็ถาม “หนูทำอะไรคะ ?” เขาบอกว่า “นั่งสมาธิค่ะ” บอก “แล้วหนูนั่งแล้วได้อะไร?” บอกว่า “หลวงปู่บอกว่า...ทำน้อยเหมือนได้ทอง ทำมากเหมือนได้เพชร” มันไม่ใช่สำนวนของเด็ก ๔ ขวบแน่นอนเลยล่ะ ถามว่า “หลวงปู่ไหน?” บอก “หลวงปู่ฤๅษีลิงดำ” “แล้วหลวงปู่สอนหนูยังไง?” “หลวงปู่สอนว่า ให้หัดนั่งสมาธิทุกวัน ถ้าก่อนนอนให้ขึ้นไปนอนบนพระนิพพาน” คำสอนหลวงพ่อจริง ๆ แล้วเด็กมันได้เอง เหลือเชื่อไหม ? เขาเป็นของเขาเอง ไม่รู้เหมือนกันว่าไปตอนไหน ?

ถาม : ที่จริงตรงนั้นผมพยายามมองดูว่าทุกคนที่เกิดมานี่ ถ้าหากว่า ลงมาตรงนี้ เพื่อจะมาสร้างบุญ สร้างบารมี มันจะต้องมีอยู่...(ไม่ชัด)...คล้ายจะต้องไปทำหน้าที่เรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อเป็นการที่ว่าเผยแผ่ศาสนา ก็อย่างผมเองตอนเล็ก ๆ เขาทายผมตั้งแต่ไม่จบ ป.๖ ด้วยซ้ำไปว่าโตขึ้นมาผมต้องเป็นครู ผมยังเถียงอยู่ ผมก็ไม่ยอมเบนไปทางนั้นเลย เป็นสิบ ๆ ปี ที่ผมไม่ยอม จบปริญญาตรีแล้วผมก็ไม่ยอมเป็น แต่พอถึงเวลาขึ้นมาจริง ๆ มันมีความรู้สึก ทำไมมันจะต้องเป็นอย่างนี้ ในเมื่อเราไปทางอื่น รู้สึกมันมีเหตุไม่ค่อยจะเจริญก้าวหน้าเลย ทำงานเป็น ๑๐ ปี ไม่เคยได้ ๒ ชั้นเลย แต่พอเบนเข็มมาเป็นครูนี่ ผมจะปีเว้นปีมาตลอด ?

ตอบ : (หัวเราะ) แหม...นี่ถ้าเอาเสียตั้งแต่แรกไปยันไหนแล้วก็ไม่รู้

ถาม : (ไม่ชัด) ...ผมไปต้านเขาอยู่ มันก็เลย... ?
ตอบ : (หัวเราะ) จริง ๆ แล้วมันดีจ้ะ

ถาม : นี่ผมถึงบอก เออ... สงสัยเขาจะต้องให้ผมมาเป็นคนสอนพระพุทธศาสนาแล้วมั้ง เพราะว่าทุกวันพระนี่ผมจะต้องเอาเด็กสวดมนต์...(ไม่ชัด)... เด็กตั้ง ๓ พันกว่าคน งั้นผมต้องแบ่งเป็นระดับทุกวันพระลงทีเป็น ๔-๕ ร้อยคน ?

ตอบ : อย่างอาตมา ถ้าหากว่าไปถึงโกลก นี่ เขาก็จะต้องให้ไปเทศน์สอนเด็กทุกวันศุกร์ เพราะว่าวันศุกร์นี่ทางด้านพวกเด็กอิสลามเขาจะไปละหมาดกัน เด็กไทยพุทธก็ต้องเข้าวัดสวดมนต์ สวดไปสวดมามันเซ็ง มันก็ต้องหาพระไปคุยด้วยไปเทศน์ให้ฟัง เราไปก็ไม่เคยเทศน์หรอก นั่งคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้เขาฟัง หัวเราะกันคิกคัก จนกระทั่งบางทีลืมไปหมดว่าคุยกันเรื่องอะไร ? มัวแต่หัวเราะกันอยู่ เด็ก ๆ เขาชอบฟังเรื่องสนุก ๆ เราก็เล่าเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติให้เขาฟังมั่ง เรื่องผีเรื่องเทวดาบ้างอะไรบ้าง ไปเมื่อไหร่โดนเมื่อนั้นล่ะ หนีเขาไม่พ้นหรอก

อีกทีอาชีวะศึกษายะลา อันนั้นนี่อาจารย์บังคับเลย ถ้าใครไม่เข้าฟังพระเทศน์ตัดคะแนน (หัวเราะ) แล้วมันทึ่งที่สุดก็คือ วิทยาลัยอาชีวะศึกษายะลา นักศึกษาผู้หญิงเกิน ๘๐% ผู้ชายมีอยู่หน่อยเดียว ถามมันอาชีวะภาษาอะไร ทำไมผู้หญิงมันเยอะขนาดนี้ เขาบอกว่าเขามาเรียนเกี่ยวกับคหกรรม พวกอะไรนี่ อ๋อ... ที่แท้อย่างนี้เอง

ถาม : (ไม่ชัด) ถ้าออกไปนอกบ้านไปไหนนี่ ถ้าเราจะบอกกล่าวเทวดาเจ้าที่เจ้าทางให้ดูแลรักษาบ้านเวลาเราไม่อยู่นี่ ท่านจะรู้ไหม ? เราต้องกล่าวอะไรไหม ? ต้องว่าอะไรไหม ? ...(ไม่ชัด)... จบปั๊บเนี่ยเทวดาองค์หนึ่งท่านมายืนเลยนะครับ ท่านบอกว่าพูดนี่ท่านได้ยินแล้ว บอกว่าไม่ต้องตั้งท่า...(ไม่ชัด)... ?

ตอบ : (หัวเราะ) สมัยก่อนนี้อาตมาก็เหมือนกัน ถึงเวลาออกจากบ้านก็ยกมือไหว้ “ปู่ครับ...ฝากบ้านด้วยครับ” กลับมาก็ “ปู่ครับ กลับมาแล้วครับ ขอบคุณมากครับ” (หัวเราะ) เสร็จแล้วพอวันพระก็จะจัดพวกเครื่องคาวหวานชุดเล็ก ๆ ถวายท่านชุดหนึ่ง นั่นล่ะ ทำลักษณะนั้น แล้วก่อนนอนก็บอกท่านบอกว่า ถ้าหากว่ามีเหตุร้ายอะไรจะเกิดขึ้นนี่ ขอให้ปลุกก่อน ๑๕ นาที ขอให้เราตื่นขึ้นมาในสภาพที่สติสัมปชัญญะ กำลังกาย กำลังใจ สมบูรณ์พร้อมเพื่อที่จะได้แก้ไขเหตุการณ์ได้ ปรากฏว่าท่านปลุกได้จังหวะทุกทีเลย มีหลายเที่ยวที่คนมันคิดจะย่องเบาเข้ามางัดมาอะไร ท่านเตือนให้รู้ก่อน

ถาม : ...(ไม่ชัด) เคารพไม่เป็นเหรอวะ ...(ไม่ชัด)...หงายท้องเลย...?
ตอบ : ลักษณะนั้นแหละบอกแล้วจริง ๆ ก็คือว่าท่านต้องการความเคารพจากเราเท่านั้น ให้ตั้งศาล อะไรนั่นน่ะตั้งเองได้เลยไม่มีปัญหา ยิ่งเจ้าของบ้านทำเองยิ่งดีเพราะท่านต้องการความเคารพจากเจ้าของบ้าน

ถาม : ...(ไม่ชัด).. ปฏิบัติธรรมไปได้ถึงระดับนั้นระดับนี้ ถ้ามีไปเกิดอีกคุณธรรมความดีเดิม จะปรากฏด้วยไหม ?

ตอบ : ถ้าหากว่าเป็นพระอริยเจ้าความดีจะไม่ถอย ถ้าคุณเป็นพระโสดาบัน เกิดอีกความเป็นพระโสดาบันก็ทรงตัวอยู่ เป็นสกิทาคามี เกิดอีกความเป็นพระสกิทาคามีก็ทรงตัวอยู่ แต่ว่าคุณจะไม่รู้ว่าคุณเป็น จนกว่าจะมีผู้รู้ เขามาบอกมาเทศน์เกี่ยวกับอารมณ์พระโสดาบัน หรือสกิทาคามี คุณก็จะรู้สึกตัวว่า เอ๊ะ..เราก็ทำได้อยู่แล้วนี่

แต่เนื่องจากว่าผู้ที่ทำถึงระดับนั้นแล้วจะเป็นผู้มีปัญญา ฉลาดมากเป็นปกติอยู่แล้ว ท่านก็จะไม่ประมาท คิดว่าตัวเองเป็น หากแต่ว่าพยายามรักษาความดี ให้มันดีอยู่อย่างนั้น หรือว่าถ้าสามารถรู้ว่าทางที่จะทำให้ดีก้าวหน้ากว่านั้นมีอย่างไร ท่านก็จะรีบตั้งหน้าตั้งตาทำ

ตัวอย่างเมื่อก่อนเล่าเรื่องพระมหากัสสปะกับนางภัททกาปิลานี คู่นั้นจริง ๆ ไม่น่าจะต้องเกิดอีก เพราะว่าความปรารถนาในการครองเรือนไม่มี เพราะฉะนั้นท่านต้องเป็นพระสกิทาคามีแน่นอนเลย แต่งงานกันก็นอนหันหลังได้กันรอจนกระทั่งพ่อตายแม่ตาย แล้วก็พระมหากัสสปะ ยกสทรัพย์สมบัติให้นางภัททกาปิลานีก็ไม่เอา บอกว่าท่านจะออกบวช ท่านก็บอกว่าก็จะออกบวชเหมือนกัน ในที่สุดออกบวชตามกัน กลายเป็นพระอรหันต์ทั้งคู่ ลักษณะอย่างนั้นความดีทรงตัวมาเป็นปกติ

ถาม : ...(ไม่ชัด)... วาระของบุญที่มันจะเข้ามาให้บวชให้บรรลุมรรคผลขึ้นอยู่กับอะไร ?

ตอบ : ขึ้นอยู่กับบุญบารมีเก่าที่สร้างมารวมกับของใหม่ที่เราทำอยู่ในปัจจุบัน เหมือนอย่างกับเราเทน้ำใส่ขวด ...ของเก่าอาจจะมีครึ่งขวดเราก็เติมน้ำใหม่ไปเรื่อย ๆ พอมันเต็มขวดปั๊บก็ได้วาระนั้นพอดี ถ้าหากว่าก่อนหน้ามันจะเต็มขวด แม้จะขาดอยู่นิดหนึ่งยังไง ๆ ก็เข้าไม่ถึง ต้องรอไว้อีกนิดหนึ่งให้พอดีก่อน เพราะฉะนั้นมันต้องของเก่ากับของใหม่บวกกัน

ถาม : ของใหม่จะทำมากเท่าไหร่ ถ้าวาระเดิมไม่ส่งก็ไม่ได้ใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ใช่ จังหวะเวลาของมันจะพอดี เพราะต้องอาศัยของเก่าช่วย
ถาม : เมื่อ ๒ วันก่อนนี้ไปดู CNN ค่ะ สัมภาษณ์ภิกษุณีค่ะ ออกCNN ก็พูดดีค่ะ ?
ตอบ : สัมภาษณ์ของไทยหรือต่างประเทศ ?

ถาม : ต่างประเทศ ?
ตอบ : ภิกษุณีของสายต่างประเทศโดยเฉพาะสายมหายานเขาถือว่ายังไม่ขาด
ถาม : อ๋อ...(ไม่ชัด)...ภิกษุณีของเราน่ะ ...(ไม่ชัด)... ?

ตอบ : ภิกษุณีของไทยรึ ... ตอนนี้ถ้าเรียกต้องเรียกว่าสามเณรี ไม่ใช่ภิกษุณี เพราะว่าต้องฝึกเตรียม เตรียม ๒ ปี ก่อนบวชภิกษุณี ถ้านับตอนนี้เมืองไทยก็มี ๒ รูปด้วยกัน คือ รูปแรกก็คุณเพลินพิศ รูปที่ ๒ ก็คือสามเณรีธัมมนันทา หรือว่า อาจารย์ฉัตรสุมาลย์ แล้วก็รูปล่าสุด ก็ลูกศิษย์อาจารย์ฉัตรสุมาลย์อีกองค์ ตอนนี้มี ๓ แล้วจ้ะเมืองไทย ใกล้ ๆ ตัวอาตมาที่สุดก็คือคุณเพลินพิศ เพราะว่าแกเป็นแม่เลี้ยงของลูกเกด(หัวเราะ) แม่เลี้ยงของลูกเกด เจ้าลูกเกดมันลูกเลี้ยงอาตมาอีกทีหนึ่ง

งั้น... ถ้าหากว่านับการบวชอย่างนั้นเป็นภิกษุณี ก็แปลว่าเมืองไทยมีแล้ว ๓ องค์ แต่จริง ๆ เขายังเรียกว่าสามเณรีอยู่ เป็นสามเณรผู้หญิงไปก่อน รอปฏิบัติครบ ๒ ปี แล้วก็ค่อยบวชเป็นภิกษุณี ทุกคนมีหลักการของตัวเองทั้งนั้น เพียงแต่ว่าจริง ๆ แล้วการบวช บวชใจสำคัญกว่า เป็นนักบวชหัวดำนี่แหละ ตั้งใจถือศีลปฏิบัติธรรมไป มันจะได้ผลเร็วกว่าง่ายกว่า

อย่างเช่นว่า ของฆราวาส ต้นทุนก็คือศีล ๕ ถ้าหากว่าเปรียบการผิดศีลการล่วงศีลเป็นหลุมเป็นบ่อ ถนนสายนั้นก็มีหลุมแค่ ๕ หลุมเท่านั้น เดินหลบไปหลบมาก็พ้นได้ง่าย พอเป็นพระขึ้นมา ถนนสายนั้นสองร้อยกว่าหลุมมีสิทธิ์ร่วงเยอะเลย ปรากฏว่าภิกษุณีเยอะกว่านั้นอีก สามร้อยกว่าแน่ะ ถ้าหากว่าเอากันตามตรงแล้ว ไม่เอาชนะคะคานกันในลักษณะถือทิฏฐิว่าเราจะทำให้ได้ เป็นฆราวาสดีกว่าเป็นง่ายกว่าเยอะเลย

เพราะว่าเรื่องของภิกษุณีของประเทศไทยเรามีมาตั้งแต่ยุคต้น ๆ แล้วโน่น สมัยนรินทร์กลึง บวชลูกสาวตัวเองเป็นภิกษุณียังงั้น แล้วก็จนกระทั่งมายุคอาตมาเด็ก ๆ ก็คุณแม่วรมัย กบิลสิงห์ คุณแม่ของอาจารย์ฉัตรสุมาลย์ เขานั่น...ก็บวชเป็นภิกษุณีเสร็จแล้วก็สร้างวัตรทรงธรรมกัลยาณีที่นครปฐมขึ้นมา “วัตร” ตัวนี้เขาจะไม่ใช้ “วัด” เพราะว่ามันจะตรงกับคำว่าวัด ในศาสนาที่เป็นวัดที่พระอยู่ทั่ว ๆ ไป แต่เขาใช้ “วัตร” “ต” “ร” สะกดซึ่งมันแปลว่า “แบบอย่าง” วัตรทรงธรรมกัลยาณี เขาใช้เสียงพ้องน่ะ ให้คนได้ยินว่ามันเป็นวัดเสร็จแล้วยุคนั้นก็ซา ๆ ไป มาถึงสมัย อ.ฉัตรสุมาลย์นี่ ก็มีการปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด เพราะว่าได้รับการวางแบบแผนมาจากคุณแม่วรมัยอยู่แล้ว ตัวท่านเองก็ยังจบดอกเตอร์มาด้วย ก็ได้รับการยอมรับจากสังคมมาก ในเมื่อท่านเองบวชเป็นภิกษุณีขึ้นมา เรื่องที่เคยคัดค้านรุนแรงมันก็เบาลง ตอนนี้พอท่านบวชเพิ่มขึ้นมาอีก เสียงคัดค้านมันเลยน้อยลงไปเรื่อย

ถาม : .........................................
ตอบ : มันต้องแล้วแต่เขาชอบ เพราะว่าถ้าหากเขาชอบเขาจะทำได้ดี ถ้าไปเจอที่เราไม่ชอบนี่มันฝืนใจตัวเอง ถึงจะเก่งขนาดไหนก็ตาม แต่ว่าสิ่งที่เขาทำก็ไม่ได้ดีเท่ากับทำสิ่งที่ตัวเองชอบ

ถาม : ...............................................
ตอบ : เอาอย่างนี้แล้วกัน ได้หลายที่นักให้จับสลากเอา เขียนสลากม้วน ๆ แล้วก็เลือกเอาว่าจะหยิบได้อันไหน

ถาม : .................................................
ตอบ : อย่าไปบังคับจิตใจเด็ก เมื่อกี้เพิ่งจะพูด เขาชอบอะไรให้เขาอันนั้น...แหม...
ถาม : ....................................................

ตอบ : มีโยมอยู่คนหนึ่ง อยากให้ลูกเรียนหมอ ลูกก็ตามใจพ่อแม่ เรียนก็เรียน เอ็นทรานซ์เข้าหมอ พอเรียนหมอจบเสร็จเรียบร้อยบอกว่าต่อไปนี้จะตามใจตัวเองบ้าง เขาเอ็นฯ เข้าสถาปัตย์ แล้วก็ไปเรียนต่อ เขาชอบของเขาอย่างนั้น โอ้โห! มันยอดมนุษย์จริง ๆ เลย คือแสดงว่าเขาเก่งขนาดที่ว่าจะสอบอะไรเขาก็ได้อยู่แล้ว แต่เขาชอบสถาปัตย์ ชอบพวกออกแบบ เสร็จแล้วเขาก็ไม่ไปเป็นหมอหรอก (หัวเราะ) เรียนตามใจอยากเรียน เรียนให้ ไม่ว่ากัน

ถาม : อย่างนี้ก็ตามใจเขา ?
ตอบ : ตามใจเขาดีกว่า อย่าไปบีบคั้น อย่าไปอะไรเขา เขาได้ทำในสิ่งที่เขาชอบ เขาจะมีความสุขของเขา เขาจะทำได้ดี

ถาม : ..................................................
ตอบ : แบบเดียวกับหลานสาว ติดตั้ง ๓ ที่ ๔ ที่ แล้วก็ไปเลือกพยาบาล ทหารเรือ เล่นเอาพ่อแม่โกรธไฟแลบเลย (หัวเราะ) แทนที่จะเลือกเรียนสถาบันดี ๆ แต่ความจริง เขาชอบเป็นทหาร เมื่อวานนี้มานั่นแหละ คนประเภทโชคดีก็โชคดีเหลือล้นนะ สอบติดโน่น ติดนี่สารพัดติด จนกระทั่งต้องเลือกเอา (หัวเราะ) ไอ้คนไม่ติดจะไม่ติดเอาซะเลย...เป็นยังไง เป็นคุณหมอเสีย ๖ ปี(หัวเราะ) จบแล้วก็ไปเอ็นฯ เข้าสถาปัตย์ใหม่

ถาม : พ่อแม่ก็ต้องใช้หนี้แทน ?
ตอบ : อันนั้นไม่ทราบเหมือนกัน ก็เขาเรียนให้แล้ว คราวนี้ในเมื่อลูกสละให้พ่อแม่แล้ว พ่อแม่ก็ต้องสละให้ลูกมั่ง... เอ็นฯ สถาปัตย์ต่อ

ถาม : พระ... ที่พูดทางสถานีวิทยุสวนมิสกวัน ตอนตีสี่ ไม่ทราบว่าท่านชื่ออะไร ?
ตอบ : หลวงพ่อสพฤกษ์ ปภัสสโร อยู่วัดเขาบ่อทอง ที่ อ.แกลง จ.ระยอง
ถาม : ตื่นมาตอนตีสี่ ฟังเทปหลวงพ่อ เห็นท่านพูดถึงที่นี่กับซอยสายลม ?
ตอบ : อ้อ...จ้ะ ลูกศิษย์หลวงพ่อเหมือนกันนี่ ถึงเวลามีอะไร บางทีท่านก็ออกอากาศให้ อาตมาเองก็เป็นหนี้ท่านเยอะ ท่านช่วยออกอากาศให้ไม่ได้จ่ายสักกะตังค์ (หัวเราะ)

ถาม : ต้องเช่าสถานีหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ต้องเช่าจ้ะ เดือนหนึ่งก็ ๓ หมื่นกว่า ไม่ใช่น้อย ๆ นะ
ถาม : ค่าเช่าเวลา ?
ตอบ : จ้ะ ค่าเช่าเวลา เพราะว่าตั้งชั่วโมงหนึ่ง

ถาม : ......................................
ตอบ : เปิดฟังบ่อย ๆ จ้ะ เทปหลวงพ่อม้วนไหนก็ได้ ฟังแล้วทำให้ได้ ได้ผลทุกม้วนล่ะจ้ะ
ถาม : .......................................
ตอบ : สงกรานต์ปีนี้ มีโปรแกรมที่ไหนหรือยัง ? ...จะให้ไปวัด จะได้นอนหลับสบาย ๆ
ถาม : เพื่อนบอกว่า นอนหลับสบายแน่เลย อยากบ้างอยากนอนหลับบ้าง ที่หนูเล่าให้ฟัง ที่เขานอนไม่ได้ ?

ตอบ : คือจริง ๆ เรื่องของการนอนไม่หลับ มันเกิดจากจิตใจของเรา มีเรื่องหคิดกังวลมันอยู่ แล้วมันจะนอนไม่หลับ เราต้องดูความคิดตัวเอง ตลกมากเลย มันจะเริ่มต้น หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก เจ็ด แปด เก้า สิบ แล้วมันไม่จบ มันขึ้น หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า .. ใหม่ คิดแต่เรื่องซ้ำ ๆ กันอยู่ ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่หลับ จิตใจมันกังวล ถ้าหากว่าไม่อยากให้ใจกังวล ต้องสร้างกำลังใจให้เป็นสมาธิ หัดภาวนา นั่งสมาธิ ภาวนานึกถึงลมหายใจเข้าออก หายใจเข้านึกตามไป ลมหายใจผ่านปลายจมูกถึงกึ่งกลางอก ลงไปสุดที่ท้อง หายใจออกจากท้อง ออกมากลางอก ผ่านปลายจมูก ตามดูลมหายใจเข้าออกตัวเอง แป๊บเดียวก็หลับ
ส่วนยายปุ๋ม เขาขี้กังวล เขาอยู่ใกล้หลวงพ่อ แล้วเขาสบายใจ เขาจะหลับทันทีเลย เป็นอะไรที่ตลกมาก คือด้วยความเชื่อมั่นว่าอยู่ใกล้หลวงพ่อแล้วปลอดภัยแน่ มันหลับทันที

ถาม : มาที่นี่ทีไร... (ไม่ชัด)... หลับ ...นั่ง ๆ อยู่ หลับน้ำลายยืด ?
ตอบ : เป็นอย่างนั้น คือส่วนใหญ่พวกเรามันวุ่นวายอยู่ด้วยการทำมาหากิน เครียดจากการงาน เรื่องของแฟนบ้าง เรื่องของอะไรบ้าง มันก็จะต้องมีเรื่องให้เราคิดเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่คราวนี้ของเขามันต้องแยกให้ได้ ถ้าหากว่าเรามัวแต่ไปคิดอยู่ ร่างกายพักผ่อนไม่พอ สุขภาพก็เสีย การงานก็เสีย เพราะฉะนั้นถึงเวลาเลิกงาน เลิกคิดกองไว้ตรงนั้นแหละ กลับมานอนดีกว่า หลวงพ่อเองไปไหนมีแต่นอนไม่ค่อยจะตื่น เพราะว่าส่วนใหญ่มันเหนื่อยมาก นอนยังไม่ทันจะพอ อ้าวได้เวลาอีกแล้ว ตีสองอีกแล้ว ต้องลุกขึ้นมานั่งกรรมฐาน

ถาม : ...(ไม่ชัด)... ขนาดทำพุทโธ ๆ อะไรก็ยังไม่หลับ ?
ตอบ : ของเราทำผิดวิธี อย่าไปพุทโธเฉย ๆ นะ ต้องตามมันเข้า ตามมันออก ให้งานเพิ่มขึ้นหน่อยหนึ่ง นึกตามไป “พุท” หายใจเข้า จมูก-อก-ท้อง “โธ” ท้อง-อก-จมูก ไล่ดูมัน พอไล่ ๆ แล้วจิตจะเหนื่อย จะเผลอวูบหลับไปเอง แล้วก็กำหนดใจไว้เลย เอ็งไม่หลับล่ะดี ข้าจะพุทโธให้เยอะเลย ตั้งใจนับไป เอาให้ได้ ๑๐๘ ครั้ง ว่าไปเลย มันไม่ทันได้เยอะหรอก มันหลับเพราะว่าตอนนั้นของเรามุ่งมั่นจะทำงาน ปรากฏว่ามันตัดหลับซะแล้ว ถ้าไม่มีที่ไป ก็โน่นจ้ะ เชิญที่วัด อากาศร้อนหน่อยแต่ว่าหลับแน่ กลางวันกับกลางคืนอากาศต่างกัน ๒๐ องศา กลางวันอาจจะถึง ๔๐ เช้ามืดเหลือ ๒๐ อะไรอย่างนี้

ถาม : ......................................
ตอบ : นึกว่าเรื่องใหญ่โตแค่ไหน ...แค่นอนไม่หลับ ต่อไปต้องฝึกให้ได้นะ ไปที่ไหน ไม่เคยแหละนี่ หลับลูกเดียวจริง ๆ

ถาม : ทรมานมาก ?
ตอบ : เข้าใจจ้ะ แต่ถ้าหากว่าเราไม่ไปเครียดกับมัน ไม่อยากให้มันหลับนะ เราจะสังเกตว่า จริง ๆ แล้ว ตัวเราได้พักผ่อน มันนอนอยู่ มันได้พักอยู่แล้ว ใจมันจะตื่นก็เรื่องของมัน เราก็หางานให้ใจทำ นั่งภาวนา พุทโธ ๆ ไป หรือ ใครมีคาถามหาลาภก็ว่าไป เผื่อจะได้เงินได้ทองเยอะ ๆ ใครมีคาถาเรียกแฟนก็ท่องไป เดี๋ยวเขาก็จะมา อะไรอย่างนี้ พักเดียวก็หลับไป


ถาม : ...................................
ตอบ : (หัวเราะ)...เรื่องนอนไม่หลับไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ว่ามีอยู่อย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าเคยแยกแยะ บุคคลที่นอนไม่หลับ มีอยู่ ๕ ประเภท ประเภทที่ ๑ หญิงผู้ครุ่นคิดถึงชาย ประเภทที่ ๒ ชายผู้ครุ่นคิดถึงหญิง ประเภทที่ ๓ โจรร้ายที่มุ่งหมายต่อทรัพย์ มันจะคิดขโมยเขานี่ ขืนหลับเดี๋ยวขโมยไม่ได้ ใช่ไหม ? ประเภทที่ ๔ พระราชาผู้ขยันออกประกอบพระราชภารกิจ อย่างในหลวงของเราตี ๒ ตี ๓ ยังไม่ได้บรรทมเลย ประเภทสุดท้าย ประเภทที่ ๕ ภิกษุผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร ลุกขึ้นเจริญภาวนาเพื่อหวังความหลุดพ้น ๕ ประเภทนี่จะไม่ค่อยได้นอนกับเขาล่ะจ้ะ เพราะฉะนั้นอย่าคิดมาก คิดมากไม่ค่อยหลับ

ถาม : ....................................
ตอบ : อ้อ... โรคหัวใจไม่มีปัญหาหรอก มันต้องยิ่งพักผ่อนเยอะ นี่แสดงว่ามันเป็นผลจากการที่เราพักผ่อนน้อยซะด้วยซ้ำไป เอางี้ รู้จักต้นไมยราบไหม ?

ถาม : ต้มกินใช่ไหมคะ ?
ตอบ : ต้มกิน ก็กินเป็นน้ำนี่แหละ เพียงแต่ว่ามันเป็นน้ำร้อนเท่านั้นเอง เวลาเราทิ้งไว้ให้มันเย็นก็กินได้ วันหนึ่งกินน้ำไปกี่แก้ว ก็เปลี่ยนเป็นน้ำไมยราบไป มันก็ไม่มีกลิ่น นอกจากมีสีอยู่หน่อยหนึ่ง แล้วก็ระวังนะ มันหลับตรงที่ทำงานเลยล่ะ (หัวเราะ) อย่าเผลอ เพราะว่าพวกนี้ จะช่วยผ่อนคลายประสาท มันไม่ใช่ยากล่อมประสาท

อย่างพวกแวเลี่ยม เป็นสมุนไพรธรรมชาติ ร่างกายขับออกได้หมดไม่อันตราย ไปกินซะ อย่าดื้อ... ดื้อเดี๋ยวต่อไปจะให้กินไม้หน้าสาม ได้หลับสนิท มีของง่ายไม่ทำ แสดงว่าอยากทรมานต่อ คนไม่ค่อยหลับ กับอีกคนหลับไม่ค่อยตื่น มันเลยคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง

... อย่าไปเครียด อย่าไปจริงจังอะไรกับชีวิต คนเราเกิดมาพบกัน แล้วก็พรากจากกันเป็นเรื่องปกติ คนเราเกิดมาพบกัน แล้วก็พรากจากกันเป็นเรื่องปกติ คนเราเกิดมาชาติหนึ่ง สร้างบุญสร้างบารมีมาเพียงพอ ถึงได้เกิดเป็นคน รับรองได้ว่า ไม่ประเภทเฉาตายไปเฉย ๆ หรอก อย่างน้อยก็มีคนดูแลอยู่แล้ว ส่วนใหญ่มีคู่เพราะว่าหวังจะมีคนดูแล นึกในมุมกลับไปว่า ถ้าเกิดเราต้องไปดูแลเขาล่ะ มันไม่ยิ่งหนักกว่าเดิมรึ ? เป็นซะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นที่ผ่าน ๆ มา ไล่เตะมันไปให้พ้นเหลือคนเดียว สบายใจกว่า อยู่คนเดียวเปลี่ยวกายแสนสบาย แต่ไม่ค่อยสนุก... (หัวเราะ) ... ถ้าอยู่สองครองทุกข์ถึงสนุกก็ไม่ค่อยสบาย
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>