PDA

View Full Version : "ชีวิต" ในวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ว่าอย่างไร


Kamen rider
11-09-2005, 01:44 AM
นิเวศแนวลึกและวิทยาศาสน์กระบวนทัศน์ใหม่ว่าด้วยระบบชีวิต และทฤษฎีระบบ

หลังจากหนังสือเรื่อง จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ (The Turning Point) ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่และได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายเมื่อ 20 ปีก่อน (ปีค.ศ.1982) ฟริทจอฟ คาปร้าได้ขยายฐานความรู้ของกระบวนทัศน์ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ในรายละเอียดที่สำคัญเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ในหนังสือชื่อ ข่ายใยชีวิต The Web of Life (1992) โดยในบทแรกได้กล่าวถึง ความเชื่อมโยงของ นิเวศวิทยาแนวลึกที่มีความสอดคล้องกับกระบวนทัศน์ใหม่ทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน เขาแสดงให้เห็นว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจ”ระบบชีวิต”ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งในระดับจุลชีพ ชีวะอินทรีย์ ระบบสังคม และระบบนิเวศ ซึ่งถือว่าเป็นความเข้าในใหม่ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางระบบคุณค่าของสังคม วัฒนธรรม ตลอดจนถึงกรอบความคิดทางการเมือง การศึกษา เศรษฐกิจ การดูแลรักษาสุขภาพและวิถีชีวิตของผู้คนเลยทีเดียว[1] (http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=12751992#_ftn1)

ท่ามกลางวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมที่สุมประดังโลกอยู่ในปัจจุบัน เราไม่สามารถแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หรือปัญหาเฉพาะหน้า หรือแก้ปัญหาอย่างแยกส่วนอีกต่อไป เราไม่สามารถเข้าใจระบบชีวิตโดยการแยกส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบออกมาศึกษาวิเคราะห์โดยลำพัง เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับปัญหาของระบบรวมทั้งหมดที่เชื่อมร้อยและขึ้นต่อกันและกันอย่างเป็นเหตุปัจจัย ดังนั้นจึงต้องแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและอย่างเชื่อมโยง เขาเห็นว่าปัญหาที่สำคัญที่สุดเป็นเรื่องของวิธีการมองและความเข้าใจในระบบชีวิต หลักการคิดในเรื่อง”ความยั่งยืน”กลายเป็นกระแสความคิดหลักในการพัฒนาและการนำพาโลกออกจากมหันตภัยทางนิเวศวิทยา แม้ว่าคำว่า”ยั่งยืน”จะกลายเป็นวาทกรรมอีกชุดหนึ่งที่กำลังถูกช่วงชิงการตีความและอำนาจโดยฝ่ายอุตสาหกรรมนิยมและฝ่ายทุนนิยมเสรี

ในช่วงระยะเวลา 3 ทศวรรษที่ผ่านมามีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญมากมาย ในวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ ถึงขนาดมีผลให้กระบวนทัศน์[2] (http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=12751992#_ftn2)เดิมของวิทยาศาสตร์ว่าด้วยเรื่ององคาพยพแห่งชีวิตได้รับการท้าทาย จากกระบวนทัศน์แบบกลไกมาสู่กระบวนทัศน์แบบองค์รวม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กระบวนทัศน์นิเวศวิทยาที่เชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับรากหญ้า นั่นคือ ขบวนการนิเวศวิทยาแนวลึกนั่นเอง

คาปราถือว่าวิธีคิดของนิเวศวิทยาแนวลึกนี้เป็นความคิดทางสิ่งแวดล้อมที่มีมิติทางศาสนาและจิตวิญญาณ ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนความเข้าในในเรื่องความขึ้นต่อกันของสรรพสิ่ง ที่ไปพ้นกรอบความคิดแบบแบ่งแยกระหว่างโลกกับตัวเรา และอยู่บนพื้นฐานของความรู้สึกผูกพันต่อโลกและจักรวาลซึ่งเป็นสิ่งที่เสริมสร้างระบบจริยศาสตร์ที่แข็งแรง เช่นเดียวกับฐานปรัชญาของศาสนาพุทธ รหัสนัยแบบคริสต์ หรือแม้กระทั่งภูมิปัญญาดั้งเดิมของชนเผ่าอินเดียนแดงของทวีปอเมริกา[3] (http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=12751992#_ftn3)

โดยทั่วไปวิทยาศาสตร์จะจำกัดตัวเองออกจากระบบคุณค่าหรือหลักการทางจริยธรรมใดๆ โดยถือว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นความรู้แบบภววิสัย มีความเป็นกลาง ไม่เจือปนไปด้วยทัศนะคติส่วนตัวของนักวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงทางกระบวนทัศน์ของวิทยาศาสตร์ได้ท้าทายทัศนะคติและญาณวิทยา (Epistemology) แบบเดิมโดยสิ้นเชิง เพราะวิทยาศาสตร์ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าข้อมูล ข้อเท็จจริงทั้งหลายและการตัดสินใจทั้งหลายไม่ได้ยืนอยู่บนสมมติฐานใดสมมติฐานหนึ่ง และยืนอยู่บนระบบคิดและการให้คุณค่าหนึ่งๆ อันมีที่มาจากกระบวนทัศน์ซึ่งมีฐานะที่เป็นบริบทของความรู้เอง ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบการค้นพบและการวิจัยของตนเองไม่จำเพาะแต่ในทางความรู้เท่านั้น แต่ต้องรับผิดชอบในมิติของความถูกต้องดีงามด้วย[4] (http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=12751992#_ftn4)

เดิมทีฟริตจอบ คราปา โด่งดังไปทั่วโลกกับหนังสือ เต๋าแห่งฟิสิกส์ ( The Tao of Physics) เขาได้นำเอาการค้นพบใหม่ ๆ จากห้องทดลองนิวเคลียร์ฟิสิกส์ มาบอกเล่าโดยเทียบเคียงกับปัญญาญาณของตะวันออก ไม่ว่าเต๋า เซ็น ฮินดู หรือพุทธก็ดี นับเป็นหนังสือที่เขียนได้ดีและน่าทึ่งมาก เป็นการพลิกคว่ำความเข้าใจเดิมที่เรามีต่อวิทยาศาสตร์เลยทีเดียว ทำให้รู้ว่า ณ พรมแดนความรู้ของวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์ยังมีความฉงนฉงายอย่างเด็ก ๆ อยู่นั้น ความรู้อันยิ่งใหญ่สองกระแส คือ วิทยาศาสตร์ และศาสนา กำลังไหลมาบรรจบพบกัน หลายคนโดยเฉพาะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิทยาศาสตร์สังคมปฏิเสธหนังสือเล่มนี้ แต่แล้วในรอบยี่สิบกว่าปีมานี้ ศิลปศาสตร์ในทุกวงการจะต้องพูดถึง กระบวนทัศน์ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ที่คราปาได้นำมาเสนอไว้ในหนังสือเล่มนี้

คราปา เขียนหนังสือสำคัญ ๆ อีกสองเล่ม ก่อนจะมาเขียน ข่ายใยชีวิต เล่มหลังเพิ่มตีพิมพ์ไม่กี่ปีมานี้เอง สองเล่มดังกล่าวก็มี จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ หรือ The Turning Point และ บ่อกำเนิดแห่งเต๋าแห่งฟิสิกส์ หรือ Uncommon Wisdom ผมดีใจที่คนไทยยืนอยู่ในแนวหน้าที่แปลหนังสือสำคัญ ๆ ของเขาออกมาทั้งสามเล่ม แม้ว่าเล่มหลังสุดจะแปลผิดเป็นบางตอน และแปลอย่างที่ยากจะอ่านได้เข้าใจก็ตาม (ถ้าจะมีการตีพิมพ์ซ้ำควรหาคนตรวจแก้อย่างดี มิฉะนั้นก็จะเป็นการทำผิดทางวรรณกรรมต่อต้นฉบับอย่างมหันต์) ใน จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ นั้น คราปาฉายให้เราเห็นว่า กระบวนทัศน์ใหม่ทางวิทยาศาสตร์เข้ามาแทนที่กระบวนทัศน์เดิมอย่างไรในวิทยาการสาขาต่าง ๆ ทั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เช่น ความรู้ในวงการแพทย์ และสังคมศาสตร์ เช่น ในเศรษฐศาสตร์ เวลานี้ในเมืองนอก กระบวนทัศน์ใหม่แทรกซึมเข้าไปในการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยอย่างมีนัยสำคัญแล้ว แต่แล้วเมืองไทย ครูบาอาจารย์หลายคนก็ยังไม่มีความรู้เรื่องกระบวนทัศน์ใหม่กันเลย

ส่วนหนังสือเล่มที่สามของเขาคือ Uncommon Wisdom ที่อาจจะแปลชื่อได้ว่า ปัญญาญาณอันไม่ธรรมดา นั้น เป็นเรื่องเล่าอย่างมีชีวิตชีวา ว่าตัวเขาคือคราปาได้เรียนรู้ความรู้ใหม่ๆเหล่านี้มาได้อย่างไร เป็นเส้นทางเดินที่มีชีวิตชีวาและสีสัน เมื่อได้อ่านก็ได้ความรู้สึกว่า เราได้พาตัวเองไปพบปราชญ์ใหญ่ ๆ คนสำคัญ ๆ ของโลกด้วย ไม่ว่าจะทางฟิสิกส์ จิตวิทยา หรือชีววิทยา หรือศิลปศาสตร์แขนงอื่น ๆ

ในโลกตะวันตกนั้น สื่อสารมวลชนจะรายงานโลกของวิทยากรใหม่ ๆ และจะมีสัมภาษณ์นักคิดใหม่ ๆ นำเสนอความคิดของพวกเขาออกมาด้วย คราปาก็เป็นคนหนึ่งที่ทำงานในบทบาทนี้ หากแต่ว่าเขาทำได้ดีกว่า โดยเขาได้สังเคราะห์การค้นพบในที่ต่าง ๆ ประมวลเข้ามาให้เห็นภาพรวม และนำเสนอมุมมองใหม่หรือกระบวนทัศน์ใหม่ ความคิดอ่านของเขาแม้จะเป็นการสรุปความคิดที่มีมาในยุคสมัย แต่ก็เป็นการมองการณ์ไกล และมองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นก่อนคนอื่น พร้อมทั้งยังสามารถเสนอภาพที่แจ่มชัดว่ากระบวนทัศน์ใหม่นี้เป็นเช่นไร และหนังสือเล่มหลัง ๆ ของเขา ยังแสดงให้เห็นชัดเจนขึ้นด้วยว่า กระบวนทัศน์ใหม่จะเข้าปฏิวัติความรู้และการแสวงหาความรู้ในสาขาต่าง ๆ ของโลกอย่างไร และโดยเฉพาะกับเล่มล่าสุด คือ The Web of Life หรือ ข่ายใยชีวิต ที่เขาตีพิมพ์ในปี ๑๙๙๖ นี้ ไม่ได้เพียงเป็นการนำเอากระบวนทัศน์ใหม่เข้ามามองชีววิทยาเท่านั้น หากเป็นการประมวลองค์ความรู้อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตทั้งหมด ตั้งแต่ชีวิตที่เป็นสัตว์เซลเดียว ไปถึงโลกที่มีนักวิทยาศาสตร์มองว่าเป็นหน่วยหนึ่งของชีวิต และเมื่อพูดถึงการเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิต ก็ได้พูดถึงกำเนิดของภาษาและการก่อกำเนิดโลก

ประเด็นหลักของหนังสือเล่มนี้อยู่กับการตั้งคำถามที่ว่า “ชีวิตคืออะไร” คราปาเขียนหนังสือขึ้นมาหนึ่งเล่มเพื่อจะตอบคำถามข้อนี้ เขาตอบว่าชีวิตคือเครือข่าย กล่าวคือ ภายในชีวิตเอง องค์ประกอบส่วนย่อยเองก็สัมพันธ์กันอย่างเป็นเครือข่ายและ ในองค์ประกอบย่อยเอง ก็มีองค์ประกอบย่อยลงไปอีกอันสัมพันธ์กันอย่างเป็นเครือข่าย เล็กลงไปถึงระดับเซล ๆ หนึ่ง องค์ประกอบย่อยของเซลแต่ละเซลก็สัมพันธ์กันอย่างเป็นเครือข่าย และชีวิตที่เป็นเครือข่ายนั้น ก็ดำรงอยู่ภายในระบบเครือข่ายอันใหญ่กว่าที่ครอบคลุมอยู่ คือระบบนิเวศ เป็นระบบในระบบในระบบซ้อนขึ้นไปเรื่อง ๆ เช่นนี้ จนถึงจักรวาล

คำตอบที่สองต่อคำถามที่ว่า “ชีวิตคืออะไร” ก็ตอบต่อเติมไปว่า ชีวิตคือเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ เป้าหมายของชีวิตนั้นมีขึ้นและดำรงอยู่เพื่อการเรียนรู้ และชีวิตได้พัฒนาการเรียนรู้สูงขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งชีวิตเองสามารถกลับมาทำความเข้าใจว่าชีวิตคืออะไร กล่าวคือ ชีวิตได้พัฒนาการเรียนรู้ขึ้นมา เพื่อจะมาเรียนรู้จักตัวเอง และรู้จักข่ายใยแห่งชีวิตทั้งหมด

นอกจากจะตอบคำถามว่าชีวิตคืออะไรด้วยคำตอบสองข้อข้างต้นแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังให้ความกระจ่างระดับหนึ่งในเรื่องกายกับจิต หรือรูปกับนาม ที่ผ่านมาวิทยาศาสตร์พยายามแยกจิตออกไปจากกาย โดยบางท่านก็คิดว่าโลกนี้ดำรงอยู่แต่กายล้วน ๆ ด้วยซ้ำ แต่คราปานำเสนอว่า กายกับจิตในกระบวนทัศน์ใหม่ทางองค์ความรู้เรื่องชีวิต เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ได้แยกออกเป็นสอง อันนี้ในทางวิทยาศาสตร์ประยุกต์โดยเฉพาะในวงการแพทย์ของตะวันตก ก็เริ่มเห็นองค์รวมของกายและจิตที่ไม่แยกออกจากกันอันนี้ และเริ่มเห็นผลการรักษา รวมกับการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีว่า ต้องมีเรื่องจิตใจเข้าไปเกี่ยวข้องกับกายอย่างเป็นองค์รวม จึงจะเข้ากับมิติของการมีสุขภาพดีที่สมบูรณ์ได้ เป็นต้น

อันที่จริงการตีความกายกับจิตอย่างวิทยาศาสตร์ในกระบวนทัศน์เก่าส่งผลกระทบกว้างไกลมาก เพราะเมื่อตีความว่า กายกับจิตแยกกันในชั้นต้น ตามข้อเสนอของเดคาตส์ และต่อมาถึงกับลบจิตออกไปจากจักรวาลกันเลย ทำให้เกิดแนวคิดอย่างวัตถุนิยมล้วน ๆ และผสมกับแนวคิดกลไกล้วน ๆ ที่คิดว่า แม้ภูมิปัญญาอันสลับซับซ้อนเช่นมนุษย์ ก็เป็นเพียงกลไกอันสลับซับซ้อนของเครื่องจักรกลนั้นเอง สมัยแรก ๆ ก็อุปไมยอุปมามนุษย์เป็นนาฬิกาเรือนใหญ่ ต่อมาเมื่อมีคอมพิวเตอร์ก็อุปมาอุปไมยมนุษย์เป็นซุปเปอร์คอมพิวเตอร์
ความคิดนี้ครอบคลุมมาทางสังคมศาสตร์ ซึ่งลึก ๆ ยอมรับวิทยาศาสตร์เป็นแม่งานใหญ่ในการแสวงหาความจริงด้วย มนุษย์จึงลดทอนตัวเองลง ละทิ้งระบบคุณค่า ละทิ้งคุณภาพ กลับมาแสวงหาปริมาณ ละทิ้งอริยทรัพย์ มาแสวงหาโลกียทรัพย์ ทำลายล้างผลาญระบบนิเวศ ฆ่าห่านทองคำ เพราะอยากได้ทองคำมาก ๆ แม้แต่เบียดบังมนุษย์ด้วยกันเอง ด้วยแรงขับของโลภ โกรธ หลง

ใน เต๋าแห่งฟิสิกส์ เมื่อคราปาเข้าไปในโลกของอนุภาคที่เล็กที่สุด เข้าไปในทฤษฎีสัมพัทธภาพและทฤษฎีควันตัม อนุภาคอาจถูกมองได้สองสถานะจากนักฟิสิกส์ผู้ค้นหาอยู่ในห้องทดลอง คือถ้ามองเป็นอนุภาคก็จะเห็นเป็นอนุภาค และถ้าจะมองเป็นคลื่นก็จะเห็นเป็นคลื่น กล่าวคือเมื่อเข้าไปในระดับเล็กที่สุดของฟิสิกส์ เราไม่สามารถหาวัตถุที่เล็กที่สุดได้ เพราะวัตถุที่เล็กที่สุดมีอยู่เป็นเพียงสมมติทางความคิดได้บ้างเท่านั้น ลึกลงไปวัตถุนั้นก็ไม่มีตัวตน แต่สิ่งที่จริงกว่าและเป็นไปได้มากกว่า คือความสัมพันธ์ หรือคือเครือข่าย เพราะตัวเครือข่ายจึงทำให้ตัววัตถุนั้นดูเหมือนว่าจะดำรงอยู่ และสิ่งนี้ก็เป็นอยู่ในทำนองเดียวกันกับสิ่งมีชีวิต ตัวตนของสิ่งมีชีวิตก็ดำรงอยู่ในลักษณะของเครือข่าย และเป็นเครือข่ายที่มีการปรับตัวตลอดเวลา ตามขบวนการเรียนรู้ที่เกิดขบวนการเรียนรู้นั้น จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งทางกายในสิ่งมีชีวิตด้วย มีการปรับเปลี่ยนคุณภาพและขบวนการทางกายเลยทีเดียว

ในกระบวนทัศน์อย่างใหม่ของศาสตร์แห่งชีวิตนี้ คราปาชี้ให้เห็นว่าคุณภาพจะเข้ามามีบทบาทมากกว่าปริมาณ และตัวกระบวนการจะมีความสำคัญไม่น้อยกว่าเนื้อหาที่บรรจุอยู่ในชีวิตนั้น ความสัมพันธ์ก็จะเข้ามามีความหมายมากกว่าตัวตน จิตกับกายเป็นหนึ่งเดียว จิตก็คือคุณลักษณะของกายในเชิงคุณภาพ อันรวมถึงขบวนการและความสัมพันธ์ด้วย ด้วยเหตุนี้ระบบคุณค่า และการแสวงหาสิ่งสวยงามตลอดจนคุณงามความดีจึงจะกลับมามีความหมายอีกครั้งอย่างเด่นชัดยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เรื่องความเป็นหนึ่งของกายและจิตนี้ ได้ถูกนำมาพิสูจน์ด้วยในการขนวนการพัฒนาการเรียนรู้ของสิ่งมีชีวิต ตั้งแต่การเริงระบำของผึ้ง การร้องโต้ตอบต่อเนื่องกันของนกที่อยู่กันเป็นคู่ ไปจนถึงภาษาในชั้นต้น ๆ ของชิมแปนซี และการพัฒนาการเรียนรู้ในระดับภาษาของมนุษย์ คราปาได้ศึกษาและทำความเข้าใจ การศึกษาค้นคว้าและทฤษฎีของสองนักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญในเรื่องนี้ คือ ฮัมเบอโต มาตูรานา และฟรานซิสโก วาเรลา ที่ว่าการเรียนรู้ทั้งหมดของสรรพชีวิตแต่ละสายพันธุ์ จะถูกแปลกลับไปสู่การบันทึกทางกายภาพของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ ตลอดเวลา ดังที่เขาทั้งสองใช้คำว่า Structural coupling นั่นคือการสร้างกายภาพ (โครงสร้าง) ภายในสิ่งมีชีวิตคู่ขนานกับประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ และทางสั่งสมทั้งหมดนี้จะสืบทอดต่อไปยังลูกหลาน เมื่อมีการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม และจากพ่อแม่ตลอดจนสัตว์ใหม่อื่น ๆ การเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้โลกของสิ่งมีชีวิตรวมถึงโลกมนุษย์ด้วยนั้น ไม่ใช่โลกตามภาวะวิสัย หรือโลกตามความเป็นจริง หากเป็นโลกที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์จนเกิดการเรียนรู้ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ สิ่งมีชีวิตแต่ละอย่างก็จะมีโลกที่แตกต่างกันออกไป

มนุษย์เรามักไม่รู้ตัวว่า โลกของเราแฝงฝังอยู่ในภาษาและวัฒนธรรมอย่างไร เราได้สร้างภาษาและวัฒนธรรม โดยมีการจับคู่ทางโครงสร้างในความเป็นทางกายภาพในชีวภาพของเรา และเราก็ดำรงอยู่ในข้อจำกัดของภาษาและวัฒนธรรมนั้นๆด้วย ข้อมูลและข้อเท็จจริงบริสุทธิ์จึงไม่มี ไม่ดำรงอยู่หากมีแต่ข้อมูลและข้อเท็จจริงอันผ่านการตีความด้วยภาษาและวัฒนธรรม อันหมายถึงข้อจำกัดในการจับคู่ทางโครงสร้าง ที่ดำรงอยู่อย่างเป็นวัตถุธรรมในระบบชีวภาพของมนุษย์ เราจึงควรตระหนักในข้อจำกัดอันนี้ ทั้งนี้เพื่อการทำความเข้าใจเพื่อต่อยอดวิวัฒนาการทางปัญญาแห่งมนุษย์อันเป็นข่ายใยชีวิตแห่งข่ายใยชีวิตได้อย่างเหมาะสม

ความเข้าใจเช่นนี้ ดูผิวเผินอาจจะไม่มีความสลักสำคัญอันใด แต่ถ้าหากมองอย่างใคร่ครวญลึกซึ้ง เราจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เพราะเราจะไม่ยึดถือความเข้าใจและการรับรู้โลกของเราเป็นสัจจะอันเที่ยงแท้อีกต่อไป แม้ความเข้าใจและรับรู้โลกของเราจะทำให้เราสามารถดำรงอยู่มาได้อย่างมีการพัฒนาหลายสิ่งหลายอย่างขึ้นมาในสังคมมนุษย์ นั่นไม่ได้หมายความว่า เราคือมนุษยชาติจะคงทนอยู่ได้ตลอดไป ยิ่งพัฒนาการในชั้นหลัง ๆ มานี้ เราทำลายธรรมชาติ ทำลายระบบนิเวศ และข่ายใยที่จะสนับสนุนชีวิตของมนุษย์ลงอย่างโง่เขลา ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่มนุษย์จะต้องเปิดใจต่อการเรียนรู้ใหม่ โดยเฉพาะกระบวนทัศน์ใหม่ที่กล่าวถึง “ข่ายใยชีวิต” ที่คราปาพยายามจะสื่อสารให้เป็นที่เข้าใจต่อประชาคมโลก
การรู้ภาษาในระบบนิเวศนั้น เมื่อก่อนเรามีปัญหาเรื่องคนไม่รู้ภาษาคือ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ต่อมาเมื่อคนอ่านออกเขียนได้แล้ว เราก็ยังแยกแยะต่อว่า พวกเขายังไม่รู้หนังสือ เพราะไม่ได้เอาการอ่านการเขียนเข้าไปใชัในวิถีชีวิตอย่างเป็นจริงเป็นจัง เรื่องภาษาของนิเวศก็เช่นกัน เราอาจจะรู้เรื่องนิเวศอย่างงู ๆ ปลา ๆ มาบ้าง แต่ถ้านิเวศยังไม่หลอมรวมเข้าสู่วิถีชีวิต วิถีปฏิบัติ ก็ถือว่า เรายังไม่รู้เรื่องนิเวศหรือไม่รู้ภาษานิเวศนั่นเอง

ภาษานิเวศนั้น จริง ๆ แล้ว ก็เป็นภาษาอนัตตา คือการเข้าถึงความไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของตัวเอง คือไม่ใช่เห็นแก่ตัวเท่านั้น หรือเห็นแก่มนุษย์เท่านั้น พวกเราจะต้องเห็นแก่พืชและเห็นแก่สัตว์อื่น ๆ ด้วย ยิ่งมองโลกอย่างจอห์น เลิฟลอคว่า โลกเป็นหน่วยหนึ่งของสิ่งมีชีวิตด้วยแล้ว แม้กระทั่งภูเขา ทะเล แม่น้ำ และพื้นดินก็ต้องได้รับการดูแล

ภาษานิเวศจึงเป็นภาษาอนัตตาที่มองออกไปข้างนอก และภาษาพุทธก็คือภาษาอนัตตาที่มองเข้าไปข้างใน และเชื่อมโยงมายังความสัมพันธ์กับมนุษย์ผู้อื่น ๆ ถ้ารวมสองภาษาเข้าด้วยกัน เราจะเห็นทางเดินเส้นใหญ่ ที่จะนำมนุษย์ให้รอดพ้นไปจากวิกฤตการณ์ใหญ่ ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกเวลานี้ได้ ก็ด้วยภาษานิเวศนี่เอง ที่ทำให้เราเข้าใจภาษาอนัตตาของพุทธธรรมมากขึ้น ก็เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างโยงใยกันเป็นเครือข่ายถึงกันหมดอย่างแยกไม่ออก อย่างที่นพ.ประสาน ต่างใจ ได้กล่าวไว้ว่า ไม่มีรอยตะเข็บเลย คือเป็นหนึ่งเดียวกันไปหมดจริง ควรหรือที่เราจะใช้ชีวิตอย่างหงุดหงิด ก้าวร้าว อย่างโลภโมโหโทสัน และเห็นแก่ตัว มีแต่ความเมตตาการุณเท่านั้น ที่จะเป็นคำตอบกับโลกในสหัสวรรษใหม่นี้

[1] (http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=12751992#_ftnref1) Capra, หน้า 3
[2] (http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=12751992#_ftnref2) ในทางปรัชญาวิทยาศาสตร์ โทมัส คูน เป็นผู้ที่ริเริ่มใช้คำว่า paradigm หรือ กระบวนทัศน์ (ตามนิยม) โดยให้นิยามว่าเป็น ชุดการเปลี่ยนแปลงของวิธีคิด ระบบคุณค่า เทคนิควิธี ที่ได้รับความสำเร็จหรือการพิสูจน์จนเป็นที่ยอมรับในสังคม และเป็นกรอบในการกำหนดวิธีการมองปัญหาและการแก้ปัญหาของสังคมนั้นๆ ส่วนฟริทจอฟ คาปร้า ให้นิยามคำว่า กระบวนทัศน์ทางสังคม คือ การเปลี่ยนทางความคิด ระบบคุณค่า การมองความจริง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับธรรมเนียมปฏิบัติของสังคม และยังเป็นส่วนกำหนดว่า “ความจริง” คืออะไร โดยมีอิทธิพลต่อการจัดโครงสร้างของสังคมเอง
[3] (http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=12751992#_ftnref3) คาปร้า หน้า 7
[4] (http://www.blogger.com/post-create.g?blogID=12751992#_ftnref4) คาปร้า หน้า 12

zeazon
11-22-2005, 08:09 PM
ในการมองระบบนิเวศต่างๆ นั้น เราจะมองแค่ว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นมีประโยชน์หรือโทษต่อมนุษย์ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ก็จะถูกเก็บรักษาไว้ สิ่งใดเป็นโทษก็จะพยายามทำลายทิ้ง ความคิดนี้แหละ มุมมองนี้แหละ ทำให้ระบบนิเวศผิดสมดุล ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองไม่มองในมุมของเรา เช่นลองหันไปมองในมุมมองของโลกดู จะเห็นว่าโทษและคุณประโยชน์ของสิ่งต่างๆ นั้น ก็เปลี่ยนไป