PDA

View Full Version : แนวทางการเจริญสติ แบบหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ


Kamen rider
12-09-2007, 10:41 AM
แนวทางการเจริญสติ แบบหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ



ความคิดเป็นธรรมชาติทางนามธรรมชนิดหนึ่ง
ซึ่งมีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของเรา
เราคุ้นเคยและอยู่กับความคิดเกือบตลอดเวลา
แต่เราแทบจะไม่รู้จักความคิดและกลไกการทำงานของมันในตัวเราเลย
ทั้งนี้เนื่องจากความคิดนั้นมีความเร็วกว่าแสงฟ้าแลบและไหลต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ



ความคิดมีสองประเภท


ความคิดชนิดหนึ่ง มันเกิดขึ้นมาแวบเดียวมันไปเลย
ความคิดชนิดนี้มันนำโทสะ โมหะ โลภะเข้ามา



ความคิดอีกอย่างหนึ่ง เป็นความคิดที่เราตั้งใจคิดขึ้นมา
ความคิดชนิดนี้ไม่นำโทสะ โมหะ โลภะเข้ามา
เพราะความคิดชนิดนี้เราตั้งใจคิดขึ้นมาด้วยสติปัญญา



ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราไม่เห็นความคิด
แต่ตัวความคิดจริงๆนั้นมันไม่ได้มีความทุกข์
สาเหตุที่มันมีความทุกข์เกิดขึ้นคือ
เมื่อเราคิดขึ้นมา เราไม่ทันรู้ ไม่ทันเห็น ไม่ทันเข้าใจความคิดอันนั้น
มันก็เลยเข้าไปในความคิด เป็นโลภ เป็นโกรธ เป็นหลงไป
แล้วมันก็นำทุกข์มาให้เรา



เมื่อเราไม่รู้วิธีแก้ไข มันก็คิด คิดอันนั้น คิดอันนี้
คนเราจึงอยู่ด้วยทุกข์ กินด้วยทุกข์ นั่งด้วยทุกข์ นอนด้วยทุกข์
ไปไหนมาไหนด้วยทุกข์ทั้งนั้น
เอาทุกข์นั่นแหละเป็นอารมณ์ไป



แต่ถ้ามาเจริญสติให้รู้เท่าทันความคิด
พอดีมันคิดปุ้ป..ทันปั๊ป คิดปุ้ป..ทันปั๊ป มันไปไม่ได้
มันจะทำให้จิตใจของเราเปลี่ยนแปลงที่ตรงนี้
ความเป็นพระอริยบุคคลจะเกิดขึ้นที่ตรงนี้
หรือเราจะได้ต้นทางหรือกระแสพระนิพพานที่ตรงนี้



วิธีการเจริญสติ หรือการทำความรู้สึกตัว
สติ หมายถึง ความระลึกได้
หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือ "ให้รู้สึกตัว"
ให้รู้สึกตัวในการเคลื่อนการไหว
กระพริบตาก็รู้ หายใจก็รู้ จิตใจมันนึกมันคิดก็รู้



การเคลื่อนไหวเป็นสาระสำคัญของการเจริญสติ
ถ้าหากเรานั่งนิ่งๆ ไม่มีการเคลื่อนไหว
พอดีมันเกิดขึ้นมา เราก็เลยไปรู้กับความคิด
มันเป็นการเข้าไปอยู่ในความคิดเพราะไม่มีอะไรดึงไว้
ดังนั้นจึงมีการฝึกหัดการเคลื่อนไหวของรูปกาย
ให้รูปกายเคลื่อนไหวอยู่เสมอ
ถ้าเรามีสติรู้อยู่กับการเคลื่อนไหวของรูปกาย
เมื่อใจคิดขึ้นมา เราจะเห็น เราจะรู้



เพื่อให้เกิดญาณปัญญารู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง
หลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ ได้แนะนำให้เราเคลื่อนไหวตลอดเวลา
และ "รู้" การเคลื่อนไหวนั้น
โดยมีกลอุบายหรือเทคนิดในการเจริญสติอย่างต่อเนื่อง
ด้วยการสร้างจังหวะ ซึ่งประกอบด้วยการเดินจงกรม
และการเคลื่อนไหวมือเป็นจังหวะ ดังแสดงต่อไปนี้




วิธีเจริญสติในอิริยาบถนั่ง


เมื่อเรามีเวลาว่างจะเดินจงกรมสลับกับการนั่งสร้างจังหวะก็ได้


การฝึกสติแบบนี้ ทีแรกต้องนั่งอย่างนี้ นั่งพับเพียบก็ได้


นั่งเหยียดขาก็ได้ นั่งขัดสมาธิก็ได้ นั่งเก้าอี้ห้อยขาก็ได้


http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093698/image001.png


๑. เอามือเรามาวางไว้บนขาทั้งสองข้าง นั้นเองคว่ำมือไว้


http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093698/image003.png


๒. พลิกมือขวาตะแคงขึ้น ทำช้าๆ ให้มีความรู้สึกตัว อันความรู้สึกตัวนั้น ท่านเรียกว่าสติ


http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093698/image005.png


๓. ยกมือขวาขึ้นครึ่งตัว แล้วก็รู้สึกว่ามันไหวขึ้นมา แล้วก็มันหยุดนิ่ง ก็รู้สึกตัว


http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093698/image007.png


๔. บัดนี้ เลื่อนมือขวามาที่สะดือเรา เมื่อมือมาถึงสะดือ ก็มีความรู้สึกว่ามันหยุดแล้ว เราก็รู้


http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093698/image009.png


๕. พลิกมือซ้ายตะแคงขึ้นที่ขาซ้าย ชันไว้ แล้วก็มีความรู้สึก


http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093698/image011.png


๖. ยกมือซ้ายขึ้นครึ่งตัว ให้มีความรู้สึกหยุดไว้


http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093698/image013.png


๗. บัดนี้ เลื่อนมือซ้ายเข้ามาทับมือขวาที่สะดือ แล้วก็รู้สึก


อันนี้เรียกว่า การเจริญสติ อันความรู้สึกนั้น ท่านเรียกว่า ความตื่นตัว หรือว่า ความรู้สึกตัว เรียกว่า สติ


http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093698/image015.png


๘.
เลื่อนมือขวาขึ้นหน้าอก ทำช้าๆ มาถึงหน้าอกแล้ว เอาหยุดไว้


http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093698/image017.png


๙. เลื่อนมือขวาออกมาตรงข้าง ไหวมาช้าๆ อย่างนี้ เมื่อมาถึงที่ตรงข้าง หยุด

http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093698/image019.png
๑๐. แล้วก็ลดมือขวาลงที่ขาขวา ตะแคงเอาไว้ ให้รู้สึกตัว
http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093698/image021.png
๑๑. คว่ำมือขวาลงที่ขาขวา ให้มีความรู้สึกตัว
http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093698/image023.png
๑๒. เลื่อนมือซ้ายขึ้นหน้าอก ให้มีความรู้สึก
http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093698/image025.png
๑๓. เอามือซ้ายออกมาตรงข้าง ให้มีความรู้สึกตัว

http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093698/image027.png


๑๔. ลดมือซ้ายออกที่ขาซ้าย ตะแคงเอาไว้ให้มีความรู้สึกตัว


http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093698/image029.png

๑๕. คว่ำมือซ้ายลงที่ขาซ้าย ให้มีความรู้สึกตัว
ทำต่อไปเรื่อยๆ...ให้รู้สึก

ที่มา : http://se-ed.net/theeranun/ (http://se-ed.net/theeranun/)

Kamen rider
12-09-2007, 10:42 AM
http://watsomphanas.com.www.readyplanet5.com/images/1168093697/LPTean4.jpg

ประวัติโดยสังเขป
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เดิมชื่อ พันธ์ อินทผิว เกิดเมื่อวันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๔ ที่บ้านบุฮม ตำบลบุฮม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย บิดาชื่อจีน มารดาชื่อโสม บิดาของท่านเสียชีวิตตั้งแต่ท่านยังเด็กในสมัยนั้นหมู่บ้านบุฮมยังไม่มีโรงเรียนท่านจึงไม่ได้เรียนหนังสือ ในวัยเด็กท่านได้ช่วยมารดาทำไร่ทำนาเช่นเดียวกับเด็กอื่นๆในหมู่บ้าน

เมื่ออายุได้ ๑๐ กว่าปี ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่กับหลวงน้าที่วัดในหมู่บ้าน ได้เรียนตัวหนังสือลาวและตัวหนังสือธรรม พออ่านออกและเขียนได้บ้าง และได้เริ่มฝึกกรรมฐานตั้งแต่คราวนั้น ท่านได้ปฏิบัติหลายวิธี เช่น วิธีพุธโธ วิธีนับหนึ่ง สอง สาม... หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรได้หนึ่งปีหกเดือน ก็ลาสิกขาบทออกมาช่วยทางบ้านทำมาหากิน
เมื่ออายุได้ ๒๐ ปี ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุตามประเพณี ได้ศึกษาและทำสมาธิกับหลวงน้าอีกครั้งหนึ่ง หลังจากบวชได้หกเดือน ท่านได้ลาสิกขาบทออกมา และแต่งงานมีครอบครัวเมื่ออายุ ๒๒ ปี มีบุตรชายสามคน ท่านมักจะเป็นผู้นำของคนในหมู่บ้านในการทำบุญ จนเป็นที่นับถือและได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้านถึงสามครั้ง แม้จะมีภาระมาก ท่านก็ยังสนใจการทำสมาธิและได้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอตลอกมา

ต่อมาท่านได้ย้ายไปอยู่ในตัวอำเภอเชียงคาน เพื่อให้ลูกได้เรียนหนังสือ ท่านได้ประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าเดินเรือ ค้าขายขึ้นล่องตามลำน้ำโขงระหว่างเชียงคาน-หนองคาย-เวียงจันทร์ บางครั้งไปถึงหลวงพระบาง ทำให้ท่านได้มีโอกาสพบปะกับพระอาจารย์กรรมฐานหลายรูป จึงเกิดความสนใจธรรมะมากขึ้น นอกจากนี้ ท่านยังเห็นว่า แม้จะทำความดีทำบุญและปฏิบัติกรรมฐานมาหลายวิธีตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ท่านก็ยังไม่สามารถเอาชนะความโกรธได้ ท่านจึงอยากค้นคว้าหาทางออกจากสิ่งเหล่านี้

ปีพ.ศ.๒๕๐๐ เมื่ออายุได้๔๕ ปีเศษ ท่านได้ออกจากบ้านโดยตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่กลับจนกว่าจะพบธรรมะที่แท้จริง ท่านได้ปฏิบัติธรรมที่วัดรังสีมุกดาราม ตำบลพันพร้าว อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันคือ อำเภอศรีเชียงใหม่) โดยทำกรรมฐานวิธีง่ายๆ คือ ทำการเคลื่อนไหว แต่ท่านไม่ได้ภาวนาคำว่า “ติง-นิ่ง” (ติง แปลว่า ไหว) อย่างที่คนอื่นทำกัน ท่านเพียงให้รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกายและจิตใจเท่านั้น ในชั่วเวลาเพียง๒-๓ วัน ท่านก็สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างเด็ดขาดโดยปราศจากพิธีรีตองหรือครูบาอาจารย์ ในเช้ามืดของวันขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๘ ปี พ.ศ. ๒๕๐๐

หลังจากนั้นท่านได้กลับมาเผยแพร่ชี้แนะสิ่งที่ท่านได้ประสบมาแก่ภรรยาและญาติพี่น้อง เป็นเวลาสองปีแปดเดือนโดยในขณะนั้นท่านยังเป็นฆราวาสอยู่

วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๐๓ ท่านได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากเห็นว่าถ้าหากบวชเป็นพระภิกษุแล้วจะทำให้การเผยแพร่ธรรมะสะดวกขึ้น

คำสอนของหลวงพ่อได้แพร่หลายออกไปทั้งในและต่างประเทศ ได้มีผู้ปฏิบัติตามเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ หลวงพ่อได้อุทิศชีวิตได้กับการสอนธรรมะอย่างไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยหรือสุขภาพของร่างกาย จนกระทั่งอาพาธเป็นโรคมะเร็งที่กระเพาะอาหารเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ถึงเม้ว่าสุขภาพของท่านจะทรุดโทรมลงมาก แต่ท่านก็ยังคงทำงานของท่านต่อไปจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

หลวงพ่อได้ละสังขารอย่างสงบ ณ ศาลามุงแฝกบนเกาะพุทธธรรม สำนักปฏิบัติธรรมทับมิ่งขวัญ ตำบลกุดป่อง อำเภอเมือง จังหวัดเลย เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๑ เวลา ๑๘.๑๕ น. รวมอายุได้ ๗๗ ปี และได้ใช้เวลาอบรมสั่งสอนธรรมะแก่คนทั้งหลายเป็นเวลา ๓๑ ปี
ที่มา : http://se-ed.net/theeranun/ (http://se-ed.net/theeranun/)