มดเอ๊ก
12-07-2007, 06:34 PM
http://www.dhammajak.net/gallery/albums/userpics/normal_%CB%C5%C7%A7%B5%D2%C1%CB%D2%BA%D1%C7%20%AD%D2%B3%CA%D1%C1%BB%D1%B3%E2%B3%2010.jpg
หาบุญได้บุญ หาบาปได้บาป
เทศน์อบรมฆราวาส ณ โรงงานกระทิงแดง จ.นครนายก
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2545 (บ่าย)
คุณเฉลียว :
สมัยก่อนนี้รู้สึกพระอรหันต์จะมาก ต่างจากสมัยนี้เยอะแยะเลยใช่มั๊ย ?
หลวงตา :
โอ๊ยสมัยนี้มัน อรหันต์สมัยนี้มันหันไปหาพวกหมอน (ศิษย์หัวเราะ)...หันอยากอยู่อยากกิน หันไปนั้นไปนี้ มันก็ได้แต่สิ่งนั้นมาสิ...
พระอรหันต์ครั้งพุทธกาลท่านหันเข้าหาอรรถหาธรรม ท่านไม่ได้หันหาสิ่งเหล่านี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ ทุกอย่างมีอยู่ในโลก หาอะไรมันก็ได้เจอ...หาบุญได้บุญ หาบาปได้บาป หากิเลสได้กิเลส หาธรรมได้ธรรม...
อันนี้เราไม่ได้หาธรรมเหมือนครั้งพระพุทธเจ้านะสิ มันหาแต่กิเลสนะสิ หันก็หันหากิเลสไปเสียนะสิ (หัวเราะ)...มันไม่ได้หันหาธรรมเข้าใจมั๊ย หัวใจมันจะสำเร็จได้ยังไง...
หลวงตา :
นี่ก็ออกจากนั้นไปทางนี้ ไปทางถ้ำสาลิกา ไปกราบหลวงปู่มั่นแล้ว จากนั้นก็...
คุณเฉลียว :
มีรูปปั้นท่านอาจารย์มั่นอยู่ใช่ไหมฮะ ?
หลวงตา :
เอ้อ...ใช่ๆ เหมือนจริงๆ น่ะ ดูแล้ว เหมือน...เหมือนมากจริงๆ เหมือน เป็นแต่เพียงว่ารูปปั้นนี่ใหญ่กว่าเท่านั้นแหละ นอกนั้นเหมือน ไม่ว่าจะดูด้านไหนๆ เหมือนหมด
คุณเฉลียว :
อาจารย์มั่นเคยมาที่นั่นใช่ไหมครับ ?
หลวงตา :
โอ๊ยท่านอยู่ที่นั่น ๓ ปีนะ จำพรรษาที่นั่น ๓ ปี อยู่ในถ้ำ เราก็ไม่ทราบว่าท่านจำพรรษาที่ไหนๆ บ้าง เวลาเขียนประวัติเราจึงบอกไว้เลยว่า เราไม่อาจจะเขียนได้เรื่องจำพรรษาที่ไหนๆ บ้าง คือถ้าจำได้ให้จำให้ได้หมด ทุกอย่างต้องเป็นเขียนได้ ทีนี้จำได้บ้างไม่ได้บ้างเลยไม่ได้เรื่อง อันนี้เลยไม่เอาล่ะ...จำไม่ได้
ลูกศิษย์ :
ตอนนั้นมีบ้านคนไหม ?
หลวงตา :
โอ๋ มันไม่มี...มันมีบ้านกล้วยบ้านหนึ่งพอได้อาศัยบิณฑบาตเขา เขาเรียกบ้านกล้วย ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ ท่านบอกว่าชื่อว่าบ้านกล้วยว่างั้นนะ มันมีอยู่...ทีนี้ ดูเหมือนบ้านมันรอบแล้ว แต่ก่อนไม่มี...แถวนั้นน่ะ แม้ตั้งแต่ทางไปนครนายกนี่ มันก็เป็นดงหมดป่านะ ท่านว่า นครนายกเนี่ยเหมือนบ้านนอกธรรมดานี่ นครนายก
ลูกศิษย์ :
ท่านมาจากอีสานแล้วก็มานครนายกเลยหรือคะ ?
หลวงตา :
โอ๋ย ท่านไปหลายแห่ง เรื่องไปนี่นะ แต่ไปแห่งไหนก็ตามมีแต่ที่อย่างงั้นแหละ..ที่สงบสงัดท่านซอกแซกไปหมด ไปที่คนเขาไม่ปรารถนานั่นแหละ ท่านไปที่ไหน...ไปดูแล้ว โอ๊ยสลดสังเวช...ด้วยความเทิดทูนท่านนะ สมบุกสมบันมากที่สุดคือหลวงปู่มั่นเรา
อย่างไปทางบ้านนายูงก็เหมือนกัน เขาบอกว่าเนี่ย เขาลูกนี้ ท่านอยู่บนถ้ำนั้นนะ จากนี้มองเห็น อันนั้นก็ไม่มีบ้านคน มีบ้านนายูง...ก็ไม่กี่หลังคาเรือน ก็แค่ได้อาศัยฉัน เวลาลงมาบิณฑบาตนี้ เขาทำอะไรพวกไม้...เหมือนไม้ไผ่เนี่ย เขาตัดเป็นเหมือนไม้เท้านะ แต่เขาตัดหัวมันลงมาทำแก๊กๆ...เคาะนั้นเคาะนี้ คือเวลาบิณฑบาตเนี่ย กลัวจะไปเจอหนูเข้า คือหนูนี่ มักกัดคน...ไอ้เสือนี่ ไม่เจอมันง่ายๆ ล่ะ แต่หนูนี่...มันมาสะเปะสะปะแล้วเวลาเจอคนมันกัด เค้าว่างั้น เค้าทำให้ อันนี้ท่านเล่าให้ฟังเองนะ...ทีนี้ ลักษณะท่านเล่า ท่านไม่เห็นมีอะไรกลัว "...เราก็ถือไปงั้นแหละ" ท่านว่างั้น (หัวเราะ)
คุณเฉลียว :
เขาเป็นห่วงท่าน
หลวงตา :
เขาเป็นห่วงเรา ท่านว่างั้นแหละ ถือไปงั้นแหละ ก็ไม่เห็นเจอมันมาซักหน่อยนึงนะ (หัวเราะ) หนู พวกหนู พวกเสือชุม นั่นละ ถ้ำที่ว่า ท่านอยู่นี้ ไอ้พวกเสือ คือท่านอยู่บนถ้ำ มันมาข้างๆ นี้ มานี่..ขึ้นถ้ำ ขึ้นไปหาท่าน ท่านก็ โห..มันตั้งใจไปดูท่านจริงๆ นะ ท่านก็บอกว่าแคร่ของเราก็อยู่นี่นะ มันมาก็มาเบียดนี้ มันเอาจมูกดมเรา ตอนนั้นเราจะนั่งภาวนาหรือนอนหลับอยู่ก็ไม่รู้ ท่านว่างั้นนะ เสือโคร่งใหญ่นะ คือท่านกำหนดกฎเกณฑ์ดูระยะจมูกของมัน ตัวของมัน รอยของมัน พอรู้...ก็จมูกมันดมมุ้งเรา ท่านว่างั้นนะ
พอมาตอนกลางวันมาเห็นรอย...โอ้...คือท่านปัดกวาดไว้เรียบร้อย..แม้แต่หนูไปมันก็เห็นรอยใช่มั๊ย ? อันนี้เสือทั้งตัวทำไมจะไม่เห็น ทีนี้พอเห็นรอย...โอ้โห มันมายังไง ท่านดูแล้ว มันมานี้แอบมาข้างๆ นะ ขึ้นปีนไปดมท่าน แล้วสักพักมันก็ออกหนีน่ะ
ทีนี้ รอยเสือที่รอยไหนที่มันชัดเจน ท่านก็รักษาไว้นะ ไม่ทำลาย ไม่กวาด ทีนี้เวลาเด็กขึ้นไปตอนบ่าย ส่วนมากเด็กเขาไปเลี้ยงควายเลี้ยงอะไรแถวนั้น เขาจะขึ้นไปเขาก็ขึ้น ท่านเลยบอกเขา เอาไว้ให้เด็ก...ให้เด็กกลัว ท่านว่างั้นนะ เอาไว้ให้เด็กกลัว
ลูกศิษย์ :
จะได้ไม่ต้องมายุ่ง (หัวเราะ)
หลวงตา :
ท่านว่างั้นนะ เด็กมันกลัวมันก็ไม่มายุ่ง ท่านเลยเอารอยเสือนั้นไว้นะ พอเด็กขึ้นมาก็ชี้นิ้ว เห็นมั๊ยท่านว่างั้น "แล้วกลัวมั๊ย" เขาว่า "กั๋ว" (กลัว) เขาว่างั้นแหละ เขาก็พูดธรรมดานั่นแหละ เขาว่ากั๋ว แล้วเอาไว้นั่นแหละ พอ ๒-๓ วันก็ขึ้นไปอีกๆ กลัวแต่ขึ้นไปอยู่เรื่อยๆ (หัวเราะ)...โอ๋ย...เขาไม่กลัว...ท่านว่างั้น เขาพูดไปอย่างนั้นนั่นแหละ บ้านเขาอยู่แถวนั้นเขาก็ไม่กลัว รอยเขา ๆ บอกว่ากลัวเฉยๆ แต่เขาขึ้นเรื่อยๆ (หัวเราะ)...ท่านว่างั้นนะ เสือชุม ไปบิณฑบาตก็ไปนะ จากถ้ำไปหาบ้านนายูง โอ้ คงไม่ต่ำกว่า ๓ กิโลมั๊ง แต่มันเป็นดงทั้งนั้นนะ
คุณเฉลียว :
สมัยก่อนนี้มัน ไข้ป่าชุมนะฮะ ไข้ป่าทั้งนั้นเลย
หลวงตา :
ไข้ป่าชุม นี่ล่ะพูดถึงว่า ท่านอยู่ที่ใดเป็นอย่างนั้นล่ะ ท่านอยู่ในแบบนั้นทั้งนั้นล่ะ ที่ไม่มีใครปรารถนาล่ะ ท่านอยู่
คุณเฉลียว :
แต่ก่อนดงพญาเย็น เขาเรียกดงพญาไฟนี่ เขาไม่เรียกดงพญาเย็น เขาเรียกดงพญาไฟ
หลวงตา :
ใช่...
คุณเฉลียว :
ใครเข้าไป ก็กลับออกมาไม่ค่อยรอด ไข้ป่ามันเยอะ แล้วเชื่อมั๊ย ไม่กี่สิบปีเอง โอ๋ยเขาเป็นเขาหัวโล้นหมด มนุษย์นี่ไม่ไหวเลย เป็นเขาหัวโล้นสุดลูกหูลูกตาหมด สมัยก่อนนี้โอ้โห...คนไม่ค่อยกล้าไปกันนี่
หลวงตา :
สำหรับ หลวงปู่มั่นเรานี้ รู้สึกว่าท่าน โอ๋ย...ทุกข์มากจริงๆ ถ้าพูดเรื่องทุกข์ ตามสายตาของเราที่เห็นนะ แต่ท่านเพลินในความเพียรของท่าน ท่านหาที่เช่นนั้นเป็นที่เหมาะสมในการประกอบความเพียร แน่ะ พอใจอย่างนั้น ท่านไปอยู่ที่ไหน มีแต่ที่ลำบากลำบน ที่ลึกๆๆๆ ทั้งนั้น อยู่ที่ถ้ำสาลิกาก็เหมือนกัน ท่านอยู่อย่างนี้ ท่านลงไปบิณฑบาตบ้านกล้วย บ้านไม่กี่หลังคา ท่านว่าอย่างนั้น อาศัยเค้ามาบิณฑบาตวันหนึ่งๆ
มีโยมคนหนึ่ง เดี๋ยวนี้แกเสียไปแล้วมั้ง ดูเหมือนสักปีกว่าน้า โยมคนนี้ ชื่อว่าโยมเหลือ แต่ก่อนแกเป็นเด็ก แกว่าอย่างนั้นนะ แกขึ้นลงถ้ำนี้เรื่อย เนี่ย...แกเล่าให้ฟัง เรื่องราวนี้น่ะ เรื่องที่ท่านจำพรรษานะ ว่าท่านจำพรรษาอยู่ที่นี่ ๓ ปีนะ อยู่ที่ถ้ำสาลิกานี้ตั้ง ๓ ปี บิณฑบาตบ้านกล้วย ก็เดี๋ยวนี้ก็เป็นหมู่บ้านไปหมดแล้วนี่ จะว่ายังไงล่ะ
ลูกศิษย์ :
ตอนนั้นท่านอาจารย์อยู่ที่ไหนฮะ ที่ท่านอยู่ที่บ้านกล้วย ?
หลวงตา :
โอ๋ย...ก็ พ.ศ. เท่าไรไม่รู้ หรือเราเกิดหรือยังก็ไม่รู้ (หัวเราะ) จะว่าอยู่ที่ไหน เราก็ไม่อาจพูดได้ หรือว่าเราเกิดหรือยังก็ไม่รู้นะ อึ่ม
ลูกศิษย์ :
ส่วนใหญ่ท่านอาจารย์ไปองค์เดียวหรือคะ ท่านอาจารย์มั่นนะ
หลวงตา :
องค์เดียวทั้งนั้นละ ท่านไปไหน ท่านชอบจะไปแต่องค์เดียวน่ะ แม้แต่ที่อื่นๆ ที่มีพระไปแอบอยู่กับท่าน ท่านก็ไม่ค่อยให้อยู่ทั้งนั้นน่ะ ให้ไปอยู่ที่นั่นที่นี่ ท่านไปอยู่องค์เดียวของท่านทั้งนั้นน่ะ ท่านชอบอย่างนั้น
ไปอยู่เชียงใหม่ก็เหมือนกัน ทีนี้พระแอบไปอยู่ทางโน้น ท่านไม่ให้อยู่กับท่าน ท่านอยู่อย่างนี้ บางทีก็มีองค์หนึ่ง ให้อยู่ด้วย แล้วจำเป็นค่อยมา แล้วพอมีพระมา ๒ องค์ ๓ องค์แล้ว ไล่ล่ะ ถูกไล่ล่ะ หนีไปเลย ท่านไม่ชอบ ท่านอยู่องค์เดียวของท่าน เป็นประจำอย่างนั้นตลอดมา
นิสัยของท่านนี้ โอ๋ย...เด็ดเดี่ยวมากนะ เรื่องความพากความเพียร...เด็ดเดี่ยวมาก ไม่มีใครเหมือน เท่าที่ผ่านมาในบรรดาครูบาอาจารย์ในสายกรรมฐานนี้ ไม่มีใครเหมือนเลย ความรู้ทั้งภายนอก ภายใน ท่านรู้จริง เป็นจริง เห็นจริงๆ ด้วย เวลาท่านพูดเรื่องแปลกๆ ต่างๆ นี้ ท่านจะพูดเวลาเฉพาะนะ มีองค์ ๒ องค์อยู่กับท่านเท่านั้นล่ะ ท่านถึงจะพูด ถ้าเราไม่มีเรื่องไปซอกแซกไปกวนท่าน ท่านก็ไม่พูด พอได้โอกาสที่จะกราบเรียนถามท่าน..ท่านก็รู้นะ ว่าซอกแซก อย่างหลวงตานี้ เอาจริงๆ นะ โอ๋ย...ซอกแซกนะ เพราะฉะนั้น ถึงได้รู้เรื่องภายนอกของท่าน สำคัญมาก ท่านรู้จริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา
ไปอยู่ที่ไหนๆ มีแต่ความลำบากลำบนนะ ท่านไม่ได้อยู่ด้วยความผาสุกสบายแบบโลกๆ เขาอยู่กัน แต่ท่านผาสุกภายในใจ ที่นั่นเป็นที่เหมาะสม ที่เช่นนั้นเป็นที่เหมาะสม ที่ว่า ท่านไปอยู่กับที่เช่นนั้น จึงเหมาะสมกับธรรมในใจท่าน ท่านจึงไม่มีกังวลอะไร เรื่องที่อยู่ที่อาศัย ไปที่ไหน เป็นกระต๊อบ เป็นแคร่เป็นกระต๊อบ เท่านั้นเอง ท่านไม่ยุ่ง แต่เรื่องความเพียรนี้ โห...ไม่ได้ กับพระกับเณรนี้...เด็ดขาดมากนะ อะไรๆ ท่านไม่สนใจ แต่เรื่องความเพียร เรื่องธรรม...จิตตภาวนานี้ ท่านเอาจริงเอาจังมากตลอดมานะ อย่างอื่นท่านไม่สนใจนะ เพราะฉะนั้น ท่านถึงได้เลิศเลอขนาดนั้นน่ะ
ไม่เห็นมีใครเหมือนท่าน เรื่องความรู้ภายใน ภายนอก ภายนอก ที่เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ พวกเปรต พวกผี พวกเทวบุตร เทวดา ที่มาเกี่ยวข้องกับท่าน ท่านท้าวมหาพรหมอะไร เหมือนกับเรารับแขกอย่างนี้ล่ะ ท่านรับแขกเทพ แขกเทพเป็นประเภทหนึ่ง แขกมนุษย์เป็นประเภทหนึ่ง
ท่านบอก ท่านอยู่เชียงใหม่ มีแต่รับพวกแขกเทพนั่นล่ะ ท่านว่า กับคนนี้ ไม่มีเลย เพราะเราไม่ได้ไปหาคนนี่ ไปหาที่สบายของเรา คือไปหาอยู่ในที่อย่างนั้นละ คนเค้าไม่ไปยุ่ง จึงมีแต่พวกเทพ โหย แทบจะพูดได้ว่า ไม่เว้นแต่ละคืน ท่านว่าอย่างนั้น มากจริงๆ เพราะเป็นที่สงัด พวกเทพฯประมาณ ๔ ทุ่ม...มาแล้วท่านว่า ที่ท่านพูดไว้ว่าประมาณ ๖ ทุ่ม ต้อนรับหรือแสดงธรรมเพื่อแก้ปัญหาเทวดานั้น ท่านพูดไว้เป็นกลางๆ ท่านว่างั้นนะ คือจุดศูนย์กลางประมาณ ๖ ทุ่ม
เวลาอยู่เชียงใหม่นี้ โอ๋ย ประมาณ ๔ ทุ่มมาแล้วท่านว่า ก็มันเงียบอยู่ตลอด พวกเทพนี่มาหลายขั้นหลายภูมิ พวกรุกขเทพไม่ต้องพูด เป็นพื้นเลย พวกรุกขเทพ พวกเทพชั้นบนมาเป็นระยะๆๆ ตั้งแต่ท้าวมหาพรหมลงมาๆ
พูดอย่างนี้ เคยพูดให้ผู้กำกับฟัง ที่ว่า ยายตั้ง คือแกอยู่วัดหนองผือ เวลาพวกเทพมาๆ กราบเยี่ยมท่านอาจารย์หลวงปู่มั่นเรานี่นะ แกนั่งอยู่บ้านแกนี้ แกเห็นนะ ทีนี้แกไม่รู้ว่านั่นคืออะไร แกไม่รู้กับท่านนะสิ แกเห็น...แกอัศจรรย์ จึงออกมาถามท่าน โอ๊ย ถามอย่างกล้าหาญนะ
นั่นผู้ได้เห็นจริงๆ แล้ว มันต้องกล้าหาญนะคนเรานะ ออกมาถาม วันนั้น เวลาแกมาวันไหนนะ ถ้าแกออกมาวัดหลวงปู่เรานี่นะ พระเณรจะรีบล้างบาตรเช็ดบาตรเช็ดบาตปุบปับๆๆ เสร็จแล้วเตรียมพร้อมอยู่ข้างหลัง คือแกก็อยู่ข้างล่างโน้น พอท่านฉันเสร็จแล้วแกก็ขึ้นมาข้างบน นี่ล่ะ เวลาแกถามจะเป็นนิสัยตรงไปตรงมา แล้วหนังสือแกก็ไม่ได้ด้วย แกมาพูดถึงเรื่องพวกเทพเนี่ย แกไม่รู้
คุณเฉลียว :
แกมองเห็นใช่ไหมครับ ?
หลวงตา :
ก็เห็นนั่นแล้ว เห็นเต็มหัวใจแกเนี่ย...จึงมาถาม หลวงปู่มั่นเราไม่มีค้านเลยนะ นั่นเห็นมั๊ยล่ะ ดีไม่ดียังบอกด้วย คือบอกแต่ว่า...ที่อัศจรรย์จริงๆ นี้ล่ะ มีเหลืองอร่ามเลย มาสุดท้าย...สุดท้ายคือมหาพรหม คือคณะนี้มาๆ การแต่งเนื้อแต่งตัวของพวกนี้ คือ แกไม่รู้ว่าเป็นเทวบุตรเทวดานี่ เป็นพวกๆ มาว่างั้นเลยนะ แล้วพูดทุกครั้งเลย อ้าปากเลย ไม่งับเลย (หัวเราะ)
คุณเฉลียว :
แสดงว่าแกมีบุญเหมือนกันสิ ถึงมองเห็นได้ อย่างพวกผมนี้ มันมองไม่เห็นบ้างล่ะ
หลวงตา :
นั่นล่ะ...ยังอยากจะไปมองเห็นเทพ..ตั้งแต่เห็นกันอยู่เดี๋ยวนี้ มันก็ยังทะเลาะกันสิพวกเรา (หัวเราะ) อันนี้เป็นตามนิสัยวาสนานะ คือนิสัยวาสนาของใครจะหนักไปทางไหน...ที่ตั้งความปรารถนาไว้แต่เบื้องต้นนะ เพราะฉะนั้นบรรดาสาวกจึงมีความเชี่ยวชาญต่างกันๆ ไม่เหมือนกันนะ
อย่างที่ยายตั้งที่แกมา โอ๋ย...เวลาแกถามนี้ อาจหาญมากนะ แกถามอะไรไม่สงสัยว่าเห็นไม่เห็นนั่นน่ะ มาคณะหนึ่งแล้ว มาคณะนี้การแต่งเนื้อแต่งตัวอย่างนี้ แต่งยังไงก็คือ...อัศจรรย์ยิ่งกว่ามนุษย์ ความหมายนะ ทีนี้คณะนี้มา คณะนั้นมา แล้วการแต่งเนื้อแต่งตัว รูปร่าง สีสันวรรณะ ทุกอย่างนี้ละเอียดลออเป็นลำดับลำดา แกบอกอย่างนั้นนะ แกไม่รู้ว่าเป็นพวกเทพพวกอะไรล่ะ แกพูด
แกนั่งอยู่นี่ มาสว่างจ้ามานี่..พวกมีรัศมีนะ มาเป็นคณะๆๆ มา...หลั่งไหลลงหนองผือๆๆ แกดูอยู่ตลอดนะ ลงตรงนี้หมด ว่าอย่างนั้นนะ ตอนสุดท้ายก็พวก...ท้าวมหาพรหมลงมา ลงมาแกก็ไม่รู้อยู่อีก ว่า...อะไร๊ เหลือง...เหมือนทองคำ แกบอก ทุกอย่างอู๊ยน่าอัศจรรย์ทั้งนั้นแหละ ดูอะไรน่าอัศจรรย์หมด เหลืองอร่ามเหมือนทองคำ นี่คืออะไรพวกไหน แกถาม...อันนี้ท่านไม่ค้านนะ ท่านตอบให้ คือพวกท้าวมหาพรหม ท่านว่า ยังงั้นล่ะ
จากนั้นท่านก็บอกพวกเทพเป็นขั้นๆๆ ขึ้นมานี้ คือขั้นหยาบ คือขั้นต่ำ ขั้นสูงขึ้นไปขั้นละเอียดขึ้นไป ทุกสิ่งทุกอย่างจึงละเอียดกว่ากันๆ จนกระทั่งถึงท้าวมหาพรหมนี้ละเอียดกว่าเพื่อน นี่ล่ะ ท่านอธิบาย แต่ท่านอธิบายมากล่ะ
สิ่งภายนอกนี้ท่านไม่ค่อยพูดมากล่ะ มันเกี่ยวกับเรื่องคนภายนอกด้วย เพราะธรรมดาท่านจะไม่พูดในเรื่องนี้ แต่เวลาพูดกับพระมันจึงละเอียดลออ เรารู้จัก เวลาพวกเราเฉพาะๆ ไปกราบเรียนถามท่าน ถามตรงไหนท่านก็เล่าให้ฟังๆ ทุกอย่างเลย เล่าให้ฟังก่อนที่ยังไม่ได้พบยายตั้งนี่อีกแน่ะวะ เอ้อ...ท่านเคยกับพวกนี้มาแล้วนี่นะ ทีนี้เวลาแกไปเห็น แกก็ไปถาม...ถามที่แกเห็นมานี่โอ๊ย...คณะๆ มาเลย ลงหนองผือหมด ว่างั้น...แกไม่รู้ว่าเป็นใครต่อใคร อันนั้นคืออะไร อันนั้นคืออะไร (หัวเราะ) ไอ้ที่ว่าแกไม่เห็นไม่มีเลย พูดอย่างอาจหาญแกเห็นชัดๆ เนี่ย ท่านก็เป็นแต่เพียงว่าตอบให้ๆ แต่ท่านไม่ได้พูดมากอะไรนะ พูดให้พอเข้าใจๆ ไม่เหมือนพูดกับพระเรา พูดกับพระพูดละเอียดลออ เป็นอย่างนั้นแหล่ะ
อย่างที่เป็นนิสัยวาสนา ถ้าลองมันได้รู้แล้วมันเห็นแล้ว มันไม่ยอมฟังใครนา ตรงนี้น่ะ อะไรจะจริงจังยิ่งกว่าจิตนี้ ถ้าลงได้รู้ได้เห็นแล้ว มันชัดเจน ไม่ต้องหาพยานที่ไหน ว่านี่มันเห็น หรือเลื่อนลอยๆ ไป...ไม่มี จริงขนาดนั้นนะ
อย่างยายตั้งแกถามนี่..แกไม่ได้บอกว่าแกเห็นหรือแกสงสัยมัน ใช่ไหม ไม่มีเลย...มีแต่ใส่พั๊วะๆ เลย (หัวเราะ) ทางนั้นก็มีแต่คอยตอบๆ อย่างนั้นนะ ท่านไม่เห็นค้านนะ นั่น
คัดลอกจาก
http://www.dharma-gateway.com/ (http://www.dharma-gateway.com/)
<!-- / message --><!-- sig -->
หาบุญได้บุญ หาบาปได้บาป
เทศน์อบรมฆราวาส ณ โรงงานกระทิงแดง จ.นครนายก
เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2545 (บ่าย)
คุณเฉลียว :
สมัยก่อนนี้รู้สึกพระอรหันต์จะมาก ต่างจากสมัยนี้เยอะแยะเลยใช่มั๊ย ?
หลวงตา :
โอ๊ยสมัยนี้มัน อรหันต์สมัยนี้มันหันไปหาพวกหมอน (ศิษย์หัวเราะ)...หันอยากอยู่อยากกิน หันไปนั้นไปนี้ มันก็ได้แต่สิ่งนั้นมาสิ...
พระอรหันต์ครั้งพุทธกาลท่านหันเข้าหาอรรถหาธรรม ท่านไม่ได้หันหาสิ่งเหล่านี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ ทุกอย่างมีอยู่ในโลก หาอะไรมันก็ได้เจอ...หาบุญได้บุญ หาบาปได้บาป หากิเลสได้กิเลส หาธรรมได้ธรรม...
อันนี้เราไม่ได้หาธรรมเหมือนครั้งพระพุทธเจ้านะสิ มันหาแต่กิเลสนะสิ หันก็หันหากิเลสไปเสียนะสิ (หัวเราะ)...มันไม่ได้หันหาธรรมเข้าใจมั๊ย หัวใจมันจะสำเร็จได้ยังไง...
หลวงตา :
นี่ก็ออกจากนั้นไปทางนี้ ไปทางถ้ำสาลิกา ไปกราบหลวงปู่มั่นแล้ว จากนั้นก็...
คุณเฉลียว :
มีรูปปั้นท่านอาจารย์มั่นอยู่ใช่ไหมฮะ ?
หลวงตา :
เอ้อ...ใช่ๆ เหมือนจริงๆ น่ะ ดูแล้ว เหมือน...เหมือนมากจริงๆ เหมือน เป็นแต่เพียงว่ารูปปั้นนี่ใหญ่กว่าเท่านั้นแหละ นอกนั้นเหมือน ไม่ว่าจะดูด้านไหนๆ เหมือนหมด
คุณเฉลียว :
อาจารย์มั่นเคยมาที่นั่นใช่ไหมครับ ?
หลวงตา :
โอ๊ยท่านอยู่ที่นั่น ๓ ปีนะ จำพรรษาที่นั่น ๓ ปี อยู่ในถ้ำ เราก็ไม่ทราบว่าท่านจำพรรษาที่ไหนๆ บ้าง เวลาเขียนประวัติเราจึงบอกไว้เลยว่า เราไม่อาจจะเขียนได้เรื่องจำพรรษาที่ไหนๆ บ้าง คือถ้าจำได้ให้จำให้ได้หมด ทุกอย่างต้องเป็นเขียนได้ ทีนี้จำได้บ้างไม่ได้บ้างเลยไม่ได้เรื่อง อันนี้เลยไม่เอาล่ะ...จำไม่ได้
ลูกศิษย์ :
ตอนนั้นมีบ้านคนไหม ?
หลวงตา :
โอ๋ มันไม่มี...มันมีบ้านกล้วยบ้านหนึ่งพอได้อาศัยบิณฑบาตเขา เขาเรียกบ้านกล้วย ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ ท่านบอกว่าชื่อว่าบ้านกล้วยว่างั้นนะ มันมีอยู่...ทีนี้ ดูเหมือนบ้านมันรอบแล้ว แต่ก่อนไม่มี...แถวนั้นน่ะ แม้ตั้งแต่ทางไปนครนายกนี่ มันก็เป็นดงหมดป่านะ ท่านว่า นครนายกเนี่ยเหมือนบ้านนอกธรรมดานี่ นครนายก
ลูกศิษย์ :
ท่านมาจากอีสานแล้วก็มานครนายกเลยหรือคะ ?
หลวงตา :
โอ๋ย ท่านไปหลายแห่ง เรื่องไปนี่นะ แต่ไปแห่งไหนก็ตามมีแต่ที่อย่างงั้นแหละ..ที่สงบสงัดท่านซอกแซกไปหมด ไปที่คนเขาไม่ปรารถนานั่นแหละ ท่านไปที่ไหน...ไปดูแล้ว โอ๊ยสลดสังเวช...ด้วยความเทิดทูนท่านนะ สมบุกสมบันมากที่สุดคือหลวงปู่มั่นเรา
อย่างไปทางบ้านนายูงก็เหมือนกัน เขาบอกว่าเนี่ย เขาลูกนี้ ท่านอยู่บนถ้ำนั้นนะ จากนี้มองเห็น อันนั้นก็ไม่มีบ้านคน มีบ้านนายูง...ก็ไม่กี่หลังคาเรือน ก็แค่ได้อาศัยฉัน เวลาลงมาบิณฑบาตนี้ เขาทำอะไรพวกไม้...เหมือนไม้ไผ่เนี่ย เขาตัดเป็นเหมือนไม้เท้านะ แต่เขาตัดหัวมันลงมาทำแก๊กๆ...เคาะนั้นเคาะนี้ คือเวลาบิณฑบาตเนี่ย กลัวจะไปเจอหนูเข้า คือหนูนี่ มักกัดคน...ไอ้เสือนี่ ไม่เจอมันง่ายๆ ล่ะ แต่หนูนี่...มันมาสะเปะสะปะแล้วเวลาเจอคนมันกัด เค้าว่างั้น เค้าทำให้ อันนี้ท่านเล่าให้ฟังเองนะ...ทีนี้ ลักษณะท่านเล่า ท่านไม่เห็นมีอะไรกลัว "...เราก็ถือไปงั้นแหละ" ท่านว่างั้น (หัวเราะ)
คุณเฉลียว :
เขาเป็นห่วงท่าน
หลวงตา :
เขาเป็นห่วงเรา ท่านว่างั้นแหละ ถือไปงั้นแหละ ก็ไม่เห็นเจอมันมาซักหน่อยนึงนะ (หัวเราะ) หนู พวกหนู พวกเสือชุม นั่นละ ถ้ำที่ว่า ท่านอยู่นี้ ไอ้พวกเสือ คือท่านอยู่บนถ้ำ มันมาข้างๆ นี้ มานี่..ขึ้นถ้ำ ขึ้นไปหาท่าน ท่านก็ โห..มันตั้งใจไปดูท่านจริงๆ นะ ท่านก็บอกว่าแคร่ของเราก็อยู่นี่นะ มันมาก็มาเบียดนี้ มันเอาจมูกดมเรา ตอนนั้นเราจะนั่งภาวนาหรือนอนหลับอยู่ก็ไม่รู้ ท่านว่างั้นนะ เสือโคร่งใหญ่นะ คือท่านกำหนดกฎเกณฑ์ดูระยะจมูกของมัน ตัวของมัน รอยของมัน พอรู้...ก็จมูกมันดมมุ้งเรา ท่านว่างั้นนะ
พอมาตอนกลางวันมาเห็นรอย...โอ้...คือท่านปัดกวาดไว้เรียบร้อย..แม้แต่หนูไปมันก็เห็นรอยใช่มั๊ย ? อันนี้เสือทั้งตัวทำไมจะไม่เห็น ทีนี้พอเห็นรอย...โอ้โห มันมายังไง ท่านดูแล้ว มันมานี้แอบมาข้างๆ นะ ขึ้นปีนไปดมท่าน แล้วสักพักมันก็ออกหนีน่ะ
ทีนี้ รอยเสือที่รอยไหนที่มันชัดเจน ท่านก็รักษาไว้นะ ไม่ทำลาย ไม่กวาด ทีนี้เวลาเด็กขึ้นไปตอนบ่าย ส่วนมากเด็กเขาไปเลี้ยงควายเลี้ยงอะไรแถวนั้น เขาจะขึ้นไปเขาก็ขึ้น ท่านเลยบอกเขา เอาไว้ให้เด็ก...ให้เด็กกลัว ท่านว่างั้นนะ เอาไว้ให้เด็กกลัว
ลูกศิษย์ :
จะได้ไม่ต้องมายุ่ง (หัวเราะ)
หลวงตา :
ท่านว่างั้นนะ เด็กมันกลัวมันก็ไม่มายุ่ง ท่านเลยเอารอยเสือนั้นไว้นะ พอเด็กขึ้นมาก็ชี้นิ้ว เห็นมั๊ยท่านว่างั้น "แล้วกลัวมั๊ย" เขาว่า "กั๋ว" (กลัว) เขาว่างั้นแหละ เขาก็พูดธรรมดานั่นแหละ เขาว่ากั๋ว แล้วเอาไว้นั่นแหละ พอ ๒-๓ วันก็ขึ้นไปอีกๆ กลัวแต่ขึ้นไปอยู่เรื่อยๆ (หัวเราะ)...โอ๋ย...เขาไม่กลัว...ท่านว่างั้น เขาพูดไปอย่างนั้นนั่นแหละ บ้านเขาอยู่แถวนั้นเขาก็ไม่กลัว รอยเขา ๆ บอกว่ากลัวเฉยๆ แต่เขาขึ้นเรื่อยๆ (หัวเราะ)...ท่านว่างั้นนะ เสือชุม ไปบิณฑบาตก็ไปนะ จากถ้ำไปหาบ้านนายูง โอ้ คงไม่ต่ำกว่า ๓ กิโลมั๊ง แต่มันเป็นดงทั้งนั้นนะ
คุณเฉลียว :
สมัยก่อนนี้มัน ไข้ป่าชุมนะฮะ ไข้ป่าทั้งนั้นเลย
หลวงตา :
ไข้ป่าชุม นี่ล่ะพูดถึงว่า ท่านอยู่ที่ใดเป็นอย่างนั้นล่ะ ท่านอยู่ในแบบนั้นทั้งนั้นล่ะ ที่ไม่มีใครปรารถนาล่ะ ท่านอยู่
คุณเฉลียว :
แต่ก่อนดงพญาเย็น เขาเรียกดงพญาไฟนี่ เขาไม่เรียกดงพญาเย็น เขาเรียกดงพญาไฟ
หลวงตา :
ใช่...
คุณเฉลียว :
ใครเข้าไป ก็กลับออกมาไม่ค่อยรอด ไข้ป่ามันเยอะ แล้วเชื่อมั๊ย ไม่กี่สิบปีเอง โอ๋ยเขาเป็นเขาหัวโล้นหมด มนุษย์นี่ไม่ไหวเลย เป็นเขาหัวโล้นสุดลูกหูลูกตาหมด สมัยก่อนนี้โอ้โห...คนไม่ค่อยกล้าไปกันนี่
หลวงตา :
สำหรับ หลวงปู่มั่นเรานี้ รู้สึกว่าท่าน โอ๋ย...ทุกข์มากจริงๆ ถ้าพูดเรื่องทุกข์ ตามสายตาของเราที่เห็นนะ แต่ท่านเพลินในความเพียรของท่าน ท่านหาที่เช่นนั้นเป็นที่เหมาะสมในการประกอบความเพียร แน่ะ พอใจอย่างนั้น ท่านไปอยู่ที่ไหน มีแต่ที่ลำบากลำบน ที่ลึกๆๆๆ ทั้งนั้น อยู่ที่ถ้ำสาลิกาก็เหมือนกัน ท่านอยู่อย่างนี้ ท่านลงไปบิณฑบาตบ้านกล้วย บ้านไม่กี่หลังคา ท่านว่าอย่างนั้น อาศัยเค้ามาบิณฑบาตวันหนึ่งๆ
มีโยมคนหนึ่ง เดี๋ยวนี้แกเสียไปแล้วมั้ง ดูเหมือนสักปีกว่าน้า โยมคนนี้ ชื่อว่าโยมเหลือ แต่ก่อนแกเป็นเด็ก แกว่าอย่างนั้นนะ แกขึ้นลงถ้ำนี้เรื่อย เนี่ย...แกเล่าให้ฟัง เรื่องราวนี้น่ะ เรื่องที่ท่านจำพรรษานะ ว่าท่านจำพรรษาอยู่ที่นี่ ๓ ปีนะ อยู่ที่ถ้ำสาลิกานี้ตั้ง ๓ ปี บิณฑบาตบ้านกล้วย ก็เดี๋ยวนี้ก็เป็นหมู่บ้านไปหมดแล้วนี่ จะว่ายังไงล่ะ
ลูกศิษย์ :
ตอนนั้นท่านอาจารย์อยู่ที่ไหนฮะ ที่ท่านอยู่ที่บ้านกล้วย ?
หลวงตา :
โอ๋ย...ก็ พ.ศ. เท่าไรไม่รู้ หรือเราเกิดหรือยังก็ไม่รู้ (หัวเราะ) จะว่าอยู่ที่ไหน เราก็ไม่อาจพูดได้ หรือว่าเราเกิดหรือยังก็ไม่รู้นะ อึ่ม
ลูกศิษย์ :
ส่วนใหญ่ท่านอาจารย์ไปองค์เดียวหรือคะ ท่านอาจารย์มั่นนะ
หลวงตา :
องค์เดียวทั้งนั้นละ ท่านไปไหน ท่านชอบจะไปแต่องค์เดียวน่ะ แม้แต่ที่อื่นๆ ที่มีพระไปแอบอยู่กับท่าน ท่านก็ไม่ค่อยให้อยู่ทั้งนั้นน่ะ ให้ไปอยู่ที่นั่นที่นี่ ท่านไปอยู่องค์เดียวของท่านทั้งนั้นน่ะ ท่านชอบอย่างนั้น
ไปอยู่เชียงใหม่ก็เหมือนกัน ทีนี้พระแอบไปอยู่ทางโน้น ท่านไม่ให้อยู่กับท่าน ท่านอยู่อย่างนี้ บางทีก็มีองค์หนึ่ง ให้อยู่ด้วย แล้วจำเป็นค่อยมา แล้วพอมีพระมา ๒ องค์ ๓ องค์แล้ว ไล่ล่ะ ถูกไล่ล่ะ หนีไปเลย ท่านไม่ชอบ ท่านอยู่องค์เดียวของท่าน เป็นประจำอย่างนั้นตลอดมา
นิสัยของท่านนี้ โอ๋ย...เด็ดเดี่ยวมากนะ เรื่องความพากความเพียร...เด็ดเดี่ยวมาก ไม่มีใครเหมือน เท่าที่ผ่านมาในบรรดาครูบาอาจารย์ในสายกรรมฐานนี้ ไม่มีใครเหมือนเลย ความรู้ทั้งภายนอก ภายใน ท่านรู้จริง เป็นจริง เห็นจริงๆ ด้วย เวลาท่านพูดเรื่องแปลกๆ ต่างๆ นี้ ท่านจะพูดเวลาเฉพาะนะ มีองค์ ๒ องค์อยู่กับท่านเท่านั้นล่ะ ท่านถึงจะพูด ถ้าเราไม่มีเรื่องไปซอกแซกไปกวนท่าน ท่านก็ไม่พูด พอได้โอกาสที่จะกราบเรียนถามท่าน..ท่านก็รู้นะ ว่าซอกแซก อย่างหลวงตานี้ เอาจริงๆ นะ โอ๋ย...ซอกแซกนะ เพราะฉะนั้น ถึงได้รู้เรื่องภายนอกของท่าน สำคัญมาก ท่านรู้จริงๆ ไม่ใช่ธรรมดา
ไปอยู่ที่ไหนๆ มีแต่ความลำบากลำบนนะ ท่านไม่ได้อยู่ด้วยความผาสุกสบายแบบโลกๆ เขาอยู่กัน แต่ท่านผาสุกภายในใจ ที่นั่นเป็นที่เหมาะสม ที่เช่นนั้นเป็นที่เหมาะสม ที่ว่า ท่านไปอยู่กับที่เช่นนั้น จึงเหมาะสมกับธรรมในใจท่าน ท่านจึงไม่มีกังวลอะไร เรื่องที่อยู่ที่อาศัย ไปที่ไหน เป็นกระต๊อบ เป็นแคร่เป็นกระต๊อบ เท่านั้นเอง ท่านไม่ยุ่ง แต่เรื่องความเพียรนี้ โห...ไม่ได้ กับพระกับเณรนี้...เด็ดขาดมากนะ อะไรๆ ท่านไม่สนใจ แต่เรื่องความเพียร เรื่องธรรม...จิตตภาวนานี้ ท่านเอาจริงเอาจังมากตลอดมานะ อย่างอื่นท่านไม่สนใจนะ เพราะฉะนั้น ท่านถึงได้เลิศเลอขนาดนั้นน่ะ
ไม่เห็นมีใครเหมือนท่าน เรื่องความรู้ภายใน ภายนอก ภายนอก ที่เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ พวกเปรต พวกผี พวกเทวบุตร เทวดา ที่มาเกี่ยวข้องกับท่าน ท่านท้าวมหาพรหมอะไร เหมือนกับเรารับแขกอย่างนี้ล่ะ ท่านรับแขกเทพ แขกเทพเป็นประเภทหนึ่ง แขกมนุษย์เป็นประเภทหนึ่ง
ท่านบอก ท่านอยู่เชียงใหม่ มีแต่รับพวกแขกเทพนั่นล่ะ ท่านว่า กับคนนี้ ไม่มีเลย เพราะเราไม่ได้ไปหาคนนี่ ไปหาที่สบายของเรา คือไปหาอยู่ในที่อย่างนั้นละ คนเค้าไม่ไปยุ่ง จึงมีแต่พวกเทพ โหย แทบจะพูดได้ว่า ไม่เว้นแต่ละคืน ท่านว่าอย่างนั้น มากจริงๆ เพราะเป็นที่สงัด พวกเทพฯประมาณ ๔ ทุ่ม...มาแล้วท่านว่า ที่ท่านพูดไว้ว่าประมาณ ๖ ทุ่ม ต้อนรับหรือแสดงธรรมเพื่อแก้ปัญหาเทวดานั้น ท่านพูดไว้เป็นกลางๆ ท่านว่างั้นนะ คือจุดศูนย์กลางประมาณ ๖ ทุ่ม
เวลาอยู่เชียงใหม่นี้ โอ๋ย ประมาณ ๔ ทุ่มมาแล้วท่านว่า ก็มันเงียบอยู่ตลอด พวกเทพนี่มาหลายขั้นหลายภูมิ พวกรุกขเทพไม่ต้องพูด เป็นพื้นเลย พวกรุกขเทพ พวกเทพชั้นบนมาเป็นระยะๆๆ ตั้งแต่ท้าวมหาพรหมลงมาๆ
พูดอย่างนี้ เคยพูดให้ผู้กำกับฟัง ที่ว่า ยายตั้ง คือแกอยู่วัดหนองผือ เวลาพวกเทพมาๆ กราบเยี่ยมท่านอาจารย์หลวงปู่มั่นเรานี่นะ แกนั่งอยู่บ้านแกนี้ แกเห็นนะ ทีนี้แกไม่รู้ว่านั่นคืออะไร แกไม่รู้กับท่านนะสิ แกเห็น...แกอัศจรรย์ จึงออกมาถามท่าน โอ๊ย ถามอย่างกล้าหาญนะ
นั่นผู้ได้เห็นจริงๆ แล้ว มันต้องกล้าหาญนะคนเรานะ ออกมาถาม วันนั้น เวลาแกมาวันไหนนะ ถ้าแกออกมาวัดหลวงปู่เรานี่นะ พระเณรจะรีบล้างบาตรเช็ดบาตรเช็ดบาตปุบปับๆๆ เสร็จแล้วเตรียมพร้อมอยู่ข้างหลัง คือแกก็อยู่ข้างล่างโน้น พอท่านฉันเสร็จแล้วแกก็ขึ้นมาข้างบน นี่ล่ะ เวลาแกถามจะเป็นนิสัยตรงไปตรงมา แล้วหนังสือแกก็ไม่ได้ด้วย แกมาพูดถึงเรื่องพวกเทพเนี่ย แกไม่รู้
คุณเฉลียว :
แกมองเห็นใช่ไหมครับ ?
หลวงตา :
ก็เห็นนั่นแล้ว เห็นเต็มหัวใจแกเนี่ย...จึงมาถาม หลวงปู่มั่นเราไม่มีค้านเลยนะ นั่นเห็นมั๊ยล่ะ ดีไม่ดียังบอกด้วย คือบอกแต่ว่า...ที่อัศจรรย์จริงๆ นี้ล่ะ มีเหลืองอร่ามเลย มาสุดท้าย...สุดท้ายคือมหาพรหม คือคณะนี้มาๆ การแต่งเนื้อแต่งตัวของพวกนี้ คือ แกไม่รู้ว่าเป็นเทวบุตรเทวดานี่ เป็นพวกๆ มาว่างั้นเลยนะ แล้วพูดทุกครั้งเลย อ้าปากเลย ไม่งับเลย (หัวเราะ)
คุณเฉลียว :
แสดงว่าแกมีบุญเหมือนกันสิ ถึงมองเห็นได้ อย่างพวกผมนี้ มันมองไม่เห็นบ้างล่ะ
หลวงตา :
นั่นล่ะ...ยังอยากจะไปมองเห็นเทพ..ตั้งแต่เห็นกันอยู่เดี๋ยวนี้ มันก็ยังทะเลาะกันสิพวกเรา (หัวเราะ) อันนี้เป็นตามนิสัยวาสนานะ คือนิสัยวาสนาของใครจะหนักไปทางไหน...ที่ตั้งความปรารถนาไว้แต่เบื้องต้นนะ เพราะฉะนั้นบรรดาสาวกจึงมีความเชี่ยวชาญต่างกันๆ ไม่เหมือนกันนะ
อย่างที่ยายตั้งที่แกมา โอ๋ย...เวลาแกถามนี้ อาจหาญมากนะ แกถามอะไรไม่สงสัยว่าเห็นไม่เห็นนั่นน่ะ มาคณะหนึ่งแล้ว มาคณะนี้การแต่งเนื้อแต่งตัวอย่างนี้ แต่งยังไงก็คือ...อัศจรรย์ยิ่งกว่ามนุษย์ ความหมายนะ ทีนี้คณะนี้มา คณะนั้นมา แล้วการแต่งเนื้อแต่งตัว รูปร่าง สีสันวรรณะ ทุกอย่างนี้ละเอียดลออเป็นลำดับลำดา แกบอกอย่างนั้นนะ แกไม่รู้ว่าเป็นพวกเทพพวกอะไรล่ะ แกพูด
แกนั่งอยู่นี่ มาสว่างจ้ามานี่..พวกมีรัศมีนะ มาเป็นคณะๆๆ มา...หลั่งไหลลงหนองผือๆๆ แกดูอยู่ตลอดนะ ลงตรงนี้หมด ว่าอย่างนั้นนะ ตอนสุดท้ายก็พวก...ท้าวมหาพรหมลงมา ลงมาแกก็ไม่รู้อยู่อีก ว่า...อะไร๊ เหลือง...เหมือนทองคำ แกบอก ทุกอย่างอู๊ยน่าอัศจรรย์ทั้งนั้นแหละ ดูอะไรน่าอัศจรรย์หมด เหลืองอร่ามเหมือนทองคำ นี่คืออะไรพวกไหน แกถาม...อันนี้ท่านไม่ค้านนะ ท่านตอบให้ คือพวกท้าวมหาพรหม ท่านว่า ยังงั้นล่ะ
จากนั้นท่านก็บอกพวกเทพเป็นขั้นๆๆ ขึ้นมานี้ คือขั้นหยาบ คือขั้นต่ำ ขั้นสูงขึ้นไปขั้นละเอียดขึ้นไป ทุกสิ่งทุกอย่างจึงละเอียดกว่ากันๆ จนกระทั่งถึงท้าวมหาพรหมนี้ละเอียดกว่าเพื่อน นี่ล่ะ ท่านอธิบาย แต่ท่านอธิบายมากล่ะ
สิ่งภายนอกนี้ท่านไม่ค่อยพูดมากล่ะ มันเกี่ยวกับเรื่องคนภายนอกด้วย เพราะธรรมดาท่านจะไม่พูดในเรื่องนี้ แต่เวลาพูดกับพระมันจึงละเอียดลออ เรารู้จัก เวลาพวกเราเฉพาะๆ ไปกราบเรียนถามท่าน ถามตรงไหนท่านก็เล่าให้ฟังๆ ทุกอย่างเลย เล่าให้ฟังก่อนที่ยังไม่ได้พบยายตั้งนี่อีกแน่ะวะ เอ้อ...ท่านเคยกับพวกนี้มาแล้วนี่นะ ทีนี้เวลาแกไปเห็น แกก็ไปถาม...ถามที่แกเห็นมานี่โอ๊ย...คณะๆ มาเลย ลงหนองผือหมด ว่างั้น...แกไม่รู้ว่าเป็นใครต่อใคร อันนั้นคืออะไร อันนั้นคืออะไร (หัวเราะ) ไอ้ที่ว่าแกไม่เห็นไม่มีเลย พูดอย่างอาจหาญแกเห็นชัดๆ เนี่ย ท่านก็เป็นแต่เพียงว่าตอบให้ๆ แต่ท่านไม่ได้พูดมากอะไรนะ พูดให้พอเข้าใจๆ ไม่เหมือนพูดกับพระเรา พูดกับพระพูดละเอียดลออ เป็นอย่างนั้นแหล่ะ
อย่างที่เป็นนิสัยวาสนา ถ้าลองมันได้รู้แล้วมันเห็นแล้ว มันไม่ยอมฟังใครนา ตรงนี้น่ะ อะไรจะจริงจังยิ่งกว่าจิตนี้ ถ้าลงได้รู้ได้เห็นแล้ว มันชัดเจน ไม่ต้องหาพยานที่ไหน ว่านี่มันเห็น หรือเลื่อนลอยๆ ไป...ไม่มี จริงขนาดนั้นนะ
อย่างยายตั้งแกถามนี่..แกไม่ได้บอกว่าแกเห็นหรือแกสงสัยมัน ใช่ไหม ไม่มีเลย...มีแต่ใส่พั๊วะๆ เลย (หัวเราะ) ทางนั้นก็มีแต่คอยตอบๆ อย่างนั้นนะ ท่านไม่เห็นค้านนะ นั่น
คัดลอกจาก
http://www.dharma-gateway.com/ (http://www.dharma-gateway.com/)
<!-- / message --><!-- sig -->