PDA

View Full Version : เพลงที่สำคัญที่สุดในชีวิต นิติพงษ์ ห่อนาค


มดเอ๊ก
12-07-2007, 05:48 PM
http://www.komchadluek.net/2007/05/27/images/398290cmyk.gif


หากนึกถึงเรื่องราวความภาคภูมิใจในชีวิต เชื่อแน่ว่าแต่ละคนต่างต้องมีความประทับใจอันแสนปลื้ม ปีติ ที่ทำให้หัวใจพองฟูทุกครั้งเมื่อได้ย้อนคิดถึงเช่นเดียวกับ ดี้ ‘นิติพงษ์ ห่อนาค’ ที่โลดแล่นผ่านท่วงทำนองของชีวิตนักแต่งเพลงมา 25 ปี และกว่า 300 บทเพลงจากปลายปากกา ถูกกลั่นออกมาจากประสบการณ์ในชีวิตหลายหลากมุมมอง ที่นอกจากมีความไพเราะเป็นการันตีแล้ว ยังสะท้อนแง่คิดที่ต้องการนำเสนอสู่สังคมด้วย

นิติพงษ์ในฐานะหัวเรือใหญ่ของค่ายจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ บอกเล่าถึงเพลงสำคัญที่สุดในชีวิตที่ได้ประพันธ์ก็คือ เพลง ‘ต้นไม้ของพ่อ’ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พ.ศ.2539, เพลง ‘ของขวัญจากก้อนดิน’ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 และล่าสุดเพลง ‘รูปที่มีทุกบ้าน’ เพื่อเฉลิม พระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550

นับเป็นการแต่งเพลงที่ต้องระดมมันสมองทั้งหมดของตัวเองที่มีอยู่ เพื่อให้ครอบคลุม และบ่งบอกสัญลักษณ์อันสะท้อนถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้า-อยู่หัว ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่เปรียบมิได้

“การทำงานเพลงถวายพระองค์ท่านในมุมของเรา ก็เป็นสิ่งทำให้ค่อนข้างหนักใจตรงที่ปกติเป็นคนเขียนเพลงที่ใช้ภาษาชาวบ้านธรรมดา ภาษาตลาด เพื่อสื่อสารให้คนรู้เรื่อง เข้าใจง่าย ต้องการถ่ายทอดด้วยเจตนาที่ดีด้วยความบริสุทธิ์ ใจ ก็เหมือนชาวบ้านซื่อๆคนหนึ่งที่แต่งเพลงนี้ขึ้นมา ตั้งใจไว้ว่าไม่ได้เขียนเพื่อที่จะพูดถึงพระองค์ท่านโดยตรง แต่เป็น ในลักษณะของการเล่าเรื่องให้ประชาชนคนไทยฟังว่า พระองค์ท่านเป็นอย่างไร พระองค์ทรงทำอะไร

และในปี 2550 ซึ่งเป็นปีที่พระองค์ท่านทรงมีพระชนมพรรษา 80 พรรษา เพลง ‘รูปที่มีทุกบ้าน’ มีแนวความคิดมา จากตัวเองที่ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะเห็นพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่าน ไม่ว่าจะเป็นบ้านแบบไหน ขอให้เป็นบ้านคนไทยรับรองต้องมีแน่นอน เพราะทุกคนรักพระองค์ท่าน เวลาจะทำอะไรก็มองไปที่พระบรมฉายาลักษณ์สักหน่อย จะได้รู้ว่า ควรจะทำตัวอย่างไร จะได้มีกำลังใจ มีการยับยั้งชั่งใจบ้าง ก็เลยได้ความคิดว่าจะแต่งเพลงที่ชื่อว่ารูป ที่มีทุกบ้าน” นักแต่งเพลงรุ่นเก๋าบอกแรงบันดาลใจ

เขายังได้บอกเล่าถึงรูปที่มีทุกบ้านในความทรงจำของตัวเองว่า ตอนสมัยเด็กๆ พระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวง ส่วนใหญ่เป็นภาพขาว-ดำ เป็นรูปสมัยทรงครองราชย์ใหม่ๆ พระพักตร์ตรง สวมพระมาลา ตอนนั้นทรงเป็นยุวกษัตริย์ ต่อมาย้ายบ้านบ่อยก็มีภาพใหม่ๆเข้ามาเพิ่ม ส่วนใหญ่จะเป็น ปฏิทิน จนทุกวันนี้ที่บ้านมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่านจำนวนมาก ประดับอยู่เกือบทุกมุมของบ้าน ถ้าพูด อย่างภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่าเป็นแฟนคลับของพระองค์ท่าน ล่าสุดก็ได้ภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ วาดโดยศิลปินท่านหนึ่งเป็นลิมิเต็ด พริ้นท์บนผ้าใบ ซึ่งอัญเชิญไว้ในห้องพระ

พระองค์ไม่เพียงเป็นศูนย์รวมดวงใจ ของคนไทยทั้งมวล แต่ยังทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนาที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และเปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ไม่ว่าประชาชนจะอยู่ในถิ่นทุรกันดารสักแค่ไหน พระองค์ก็เสด็จฯ ไปเยี่ยมเยียน ก่อให้เกิดโครงการตามพระราชดำริ ซึ่งเป็นประโยชน์สุขอันยั่งยืนตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่ปวงพสกนิกรทุกหัวระแหง

“ความหมายของ ‘พ่อของแผ่นดิน’ นั้นมีมากมายจนหยิบ ยกมาตอบไม่ถูก แต่แบบอย่างที่ได้เห็นจากพระองค์ท่านอยู่เสมอ จนจำได้ติดใจ คือ ความเรียบง่าย แต่ลึกซึ้ง ของพระบรมราโชวาท กับการทรงงานหนักอย่างจริงจัง ทรงทราบจริงถึงรายละเอียดในสิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติอยู่ ผมพยายามทำตามแบบอย่างพระองค์ท่านอยู่เหมือนกันครับ แต่คิดว่ายังไม่ได้สักเสี้ยว หนึ่งเลย” นิติพงษ์ถ่ายทอดความรู้สึกที่มีต่อพ่อของแผ่นดิน

ดังนั้น พระราชดำรัสจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเป็นทั้งมงคลสูงสุด และเป็นคำสั่งสอนที่ทุกคนต้องจดจำไว้ชั่วชีวิต
“ผมก็คงเหมือนกับหลายล้านคนในประเทศนี้ ที่ได้รับพระราชดำรัส
มาเก็บไว้ใส่เกล้า เป็นทั้งมงคล เป็นทั้งคำสั่งสอนให้รู้เรื่อง และรู้สำนึก ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการแข่งขัน ‘เกินเหตุ’ ความอยากเอาชนะ อยากได้ ‘เกินควร’ ของระบบทุน นิยมปัจจุบัน แต่ก็ได้เพียงเก็บไว้ในใจ เกรงว่าจะถูกหาว่าเป็นพวกไม่รู้จักก้าวหน้า ไม่สร้างสรรค์

พอได้ยินพระราชดำรัสแนวคิด ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ก็ยกมือท่วมหัวว่า เป็นบุญนักที่ในหลวงท่านทรงไม่เห็นด้วยกับความ ‘เกินเหตุ’ และก็ทำให้ผู้คนมากมายได้ข้อคิด และกระทำตาม แต่ก็มีหลายคนตีความ ‘พอเพียง’ ไปต่างๆ นานาๆ ท้ายที่สุดภาพออกมาดูคล้ายกับว่า ความ ‘พอเพียง’ คือ การยอมรับในความ ‘ยากจน’ ซึ่งผมคิดว่าไม่น่าจะใช่ เพราะพระองค์ท่านทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า

“พอเพียงนี้อาจจะมี มีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติงานก็พอเพียง ...ฉะนั้น ความพอเพียงนี้ก็แปลว่าความพอประมาณและความมีเหตุผล...”

ผมยึดแนวพระราชดำรัสนี้ครับ และพยายามทำตามให้ได้ให้มากที่สุด” ชายหนุ่มบอกหลักยึดในชีวิต
นอกจากนี้เขายังบอกเล่าเรื่องราวในฐานะที่เคยเป็นลูกของพ่อ รวมถึงบทบาทเมื่อได้เป็นพ่อของลูกอย่างน่าสนใจว่า

“จากวัยเด็กเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน คนไทยส่วนใหญ่โดย เฉพาะต่างจังหวัด ยังใช้สุภาษิต ‘รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี’ อยู่ ไม่ค่อยแสดงความรักต่อลูกแบบฝรั่งมากนัก ไม่ค่อยจะพูด คำว่ารัก ไม่ค่อยมีกอด มีหอมแก้มอย่างสมัยใหม่นี้ บ้านไหนลูกโตแล้วยังกอดยังหอม ดูจะเป็นเรื่องไม่คุ้นตา ดูเคอะเขิน

แต่ในขณะเดียวกัน ลูกแบบผมก็ไม่เคยเถียงพ่อเถียงแม่ฉอดๆ แบบเด็กวัยรุ่นสมัยใหม่สไตล์อเมริกันทุกวันนี้ บ้านผมพี่น้องแปดคน ก็ไม่เคยรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รัก หรือรักลูกคนไหนมากกว่าคนไหน อาจจะเนื่องจากความลำบากยากจนแต่ไม่ยากแค้น พ่อก็ใช้สถานการณ์แต่ละครั้งเป็นตัวช่วยสอนลูกๆมาตลอด

สมัยนี้ เห็นจะใช้วิธีแสดงความรักแบบพ่อผมคงไม่ได้ เพราะรอบตัวลูก พ่อแม่สมัยใหม่ มักแสดงความรักต่อลูกอย่างใกล้ชิดเสมอๆ พ่อแม่คนไหนที่ทำท่าเหมือนสมัยพ่อแม่ผม คงจะเป็นพ่อแม่ที่ทำให้ลูกมีปมด้อย ขาดแคลนสิ่งที่ เพื่อนๆรอบข้างเขาได้รับกัน ผมก็กอดลูกผม พร้อมกับกอด แม่เขาด้วยไปพร้อมๆกันทุกๆวันไม่ขาด

การสอนให้รู้จักสิ่งใดควรหรือไม่ควร ก็จำจากที่พ่อสอน มาทั้งทางตรงทางอ้อม คือการปฏิบัติตัวของพ่อที่ไม่ทำอะไรให้ใครเขา ‘นินทาเอาได้’ คือ ไม่เอาเปรียบใคร ไม่ทำร้าย ใคร และมีเมตตาต่อคนอื่นๆ

เพียงแต่วิธีการของผมในสมัยนี้ ไม่เหมือนของพ่อ สมัยนี้ต้องเป็นเพื่อนกับลูกมากขึ้น เคารพซึ่งกันและกัน แม้เขาจะอายุห้าหกขวบ ใช้เหตุใช้ผล ยอมฟังคำเถียงของลูกอย่าง ใส่ใจ แล้วอธิบาย หรือถ้าผมผิด ก็จะขอโทษลูก”

แฟมิลี่แมนบอกบทสรุปความเป็นพ่อจากอดีตถึงปัจจุบัน
ตามแบบฉบับของตัวเองที่ใช้ตำราการให้ความรักและตำราการสอนลูกเล่มเดียวกัน หากแต่วิธีการและเครื่องมือช่วยการสอนแตกต่างกันเท่านั้นเอง


:yociexp48:http://www.manager.co.th/dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9500000144130 (http://www.manager.co.th/dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9500000144130)

มดเอ๊ก
12-07-2007, 05:50 PM
แม้จะไม่ได้เริ่มต้นจากความฝัน และไม่แน่ใจกับคำว่า พรสวรรค์ มาตลอด แต่ก็ทำให้วันนี้ชื่อของ "ดี้" นิติพงษ์ ห่อนาค ขึ้นไปอยู่ทำเนียบนักแต่งเพลงมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จมายาวนานกว่า 25 ปีแล้ว มีเพลงที่แต่งจากปลายปากกามาแล้วกว่า 300 เพลง


"ผมไม่เคยคิดว่า จะเข้ามาทำงานตรงนี้เลย ตอนช่วงที่เรียนอยู่ ใครเขาให้ทำอะไรก็ทำ เขาให้เขียนบท เขียนหนังสือ กระโดดโลดเต้น ไปที่ไหน ได้สตางค์ไม่ได้สตางค์ทำหมด เพราะเพื่อนฝูงเยอะ เฮฮาดี จนวันหนึ่งเพื่อนก็ยุให้แต่งเพลง เพราะตอนนั้นเล่นดนตรีกันมานาน เล่นแต่เพลงเก่าซ้ำๆ ซากๆ ผมก็แต่งเพลง ชื่อ เพลงเข้าใจ ขึ้นมา ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือไม่ได้ แค่แต่งไว้ร้องในหมู่เพื่อนฝูง เล่นกีตาร์ให้มันฟัง เวลาที่มันอยากจะโรแมนติก
เรื่องพรสวรรค์ ก็เป็นสิ่งที่ทุ่มเถียงกันมานาน ผมว่า คำว่าพรสวรรค์นี้ มีเอาไว้ให้แตกแยก ไว้ให้ทะเลาะกัน คำนี้มีทั้งด้านดีและไม่ดี เลยไม่อยากเรียกหรือใช้คำนี้ ผมเชื่อว่าทุกคนมีพรสวรรค์ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพียงแต่จะหาเจอ แล้วอยากทำมันหรือเปล่ามากกว่า" "ดี้" นิติพงษ์ ตอบเมื่อถามถึงจุดแรกเริ่ม

ถึงจะไม่อยากใช้คำว่า พรสวรรค์ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า "ดี้" นิติพงษ์ ไม่เคยแม้แต่จะเรียนศาสตร์ด้านดนตรีมาเลย ซึ่งเขาบอกว่า ทั้งหมดมาจากการที่เป็นคนสนใจสิ่งรอบข้าง อ่านหนังสือและฟังเพลงมามาก จึงเหมือนซึมซับไปเองโดยอัตโนมัติ เมื่อวันหนึ่งได้รับการยุจากเพื่อนให้ลองทำ จึงไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ
ส่วนเรื่องที่เริ่มเขียนเพลงเป็นอาชีพเมื่อไร ดี้ กลับบอกว่า นึกไม่ออกจริงๆ

"ตอนที่ผมอายุ 20 ต้นๆ ช่วงนั้นไม่มีใครสนใจอยากเป็นนักแต่งเพลง ไม่ว่าจะเพราะจน งง หรือไม่รู้ว่า อาชีพนักแต่งเพลงน่าใฝ่ฝันยังไง ผมเองก็ทำไปโดยที่ไม่ได้คิดว่าอยากเป็นหรือไม่ ทำได้ก็ทำ ส่วนใหญ่ทำตามคำสั่ง ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น" คำตอบของดี้สอดคล้องกับโปรเจคท์พิเศษที่ฉลองครบรอบ 25 ปี ในการเป็นนักแต่งเพลงของเขา เพราะโปรเจคท์นี้ ดี้ก็ไม่ได้เป็นคนต้นคิด กลับเป็นเพื่อนๆ ที่จัดการให้หมด

"โปรเจคท์ 25 ปีนี้ ผมเกี่ยวข้องน้อยมาก มันเกิดจากเพื่อนฝูงคงหมั่นไส้ที่ผมไม่ค่อยชอบเสนอตัวทำอะไร เพื่อนๆ ก็เลยคิดมาให้เสร็จสรรพ ผมก็มีหน้าที่ทำตามสั่งอีกเหมือนกัน ตอนนี้ก็มีอัลบั้มรวม 50 เพลงที่ผมคัดเลือกมาจากเพลงที่ผมแต่งทั้งหมด อัลบั้ม Right-Left The Celebration Album เป็นอัลบั้มคัฟเวอร์จากน้องๆ ศิลปิน และคอนเสิร์ตอีก 2 รอบในวันที่ 25-26 สิงหาคมนี้

ผมเป็นคนขี้เขิน แต่ไม่ใช่ขี้อายนะ ผมสามารถยืนร้องเพลงให้คนดูเป็นหมื่นก็ทำได้ แต่ถ้าจะต้องทำให้ตัวเองดูดี มีใครมาอวยๆ หน่อย มันเขิน คือถ้าเป็นงานคนอื่นที่ผมไม่เกี่ยวข้อง ผมจะซัดเต็มเหนี่ยว ไอ้นั่นไม่ดี ไอ้นี่ไม่ได้ พอเป็นของตัวเอง ไม่รู้เป็นยังไง มันจะเหมือนคนใบ้"

ถามต่อว่า ที่ผ่านมาเขียนเพลงจนฮิตมากมาย ทำให้มีศิลปินหลายต่อหลายคน อยากให้เขาเขียนเพลงให้เพราะหวังจะดัง จะโดน เขารู้สึกเป็นภาระหนักใจหรือไม่ "ดี้" นิติพงษ์ ตอบว่า

"ก็ไม่ถึงกับขนาดนั้น เราทำได้ก็ทำ แล้วก็มีเพลงตั้งเยอะแยะที่แต่งให้แล้วไม่ดัง ไม่ได้ใช้โปรโมท แต่พออัลบั้มต่อไปเขาก็เอามาให้เขียนอีกอยู่ดี คงเหมือนนักฟุตบอลที่ถนัดเตะไซ้โค้ง พอมีลูกโทษที่จะต้องเตะไซ้โค้ง เขาก็จะให้เราเตะ ซึ่งจะเข้าไม่เข้าก็ยังไม่รู้ แต่เท่าที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยมีเพลงที่คิดว่าจะฮิตแล้วไม่ฮิต คือถ้าออกไปแล้ว ส่วนใหญ่จะรู้เลยว่า จะโดนหรือเปล่า"

ส่วนเรื่องเทคนิคการแต่งเพลงที่ไม่ต้องรออารมณ์ ซึ่งถือเป็นบุคลิกการทำงานของเขา ดี้ บอกว่า เพราะเขาอยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ชี้นำว่า อย่าเข้าใจว่าการแต่งเพลงต้องรอแต่อารมณ์ และไม่ใช่ว่าการแต่งเพลงต้องไม่มีอารมณ์ เพียงแต่ไม่อยากให้เชื่อว่า คนทำงานศิลปะต้องมีอารมณ์แล้วถึงจะทำได้

"อารมณ์ศิลปะสร้างได้ เราต้องสร้างจินตนาการขึ้นมาเอง ไม่ใช่ต้องรอให้อกหัก ผิดหวัง คิดถึง ก่อนแล้วถึงจะเขียนเพลงเหล่านั้นได้ คือถ้าอารมณ์จริงมันมีก็ดี แต่ถ้าต้องไปรออะไรอย่างนั้นตลอด คงทำงานได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง สรุปคือ ทำงานศิลปะต้องสร้างอารมณ์ จินตนาการได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอลมพัดมา

ถามว่า ผมเคยเบื่อที่จะเขียนเพลงไหม ผมไม่เคยเบื่อนะ จะขี้เกียจมากกว่า สมมติมีงานต้องเขียน แต่เผอิญตอนนั้นมีเกมคอมพิวเตอร์ใหม่ อยากไปเที่ยว อยากอ่านหนังสือ ก็จะขี้เกียจ แต่พอได้เริ่มเขียนงานก็ลืมทุกอย่าง เพราะงานมันสนุก ความสนุกของผม คือการเขียนเพลง ถ้ายังคิดไม่ออก ก็ยังอยากเขียนอีก ผมว่ามันสนุกยิ่งกว่าเล่นเกม"

เมื่อให้แนะนำรุ่นน้องถึงสิ่งที่สำคุญที่สุดในการเป็นนักแต่งเพลง "ดี้" นิติพงษ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการเขียนเพลง คือการค้นคว้า สนใจเรื่องราวรอบตัว ต้องอ่านเยอะ ดูเยอะ สังเกตเยอะ วิเคราะห์เยอะ เพราะจะทำให้รู้จักอารมณ์คน ใช้คำได้พอดีกับอารมณ์ ไม่มากไม่น้อยเกินไป ทำให้คนฟังคล้อยตาม ซึ่งของเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการชี้นำ การเรียนเขียนเพลงนั้นเป็นแค่การเริ่มต้น แต่ถ้าจะทำได้จริงๆ ต้องเป็นนักสังเกต

"คนที่อยากเป็นนักแต่งเพลง ต้องถามตัวเอง อยากเป็นเพราะอะไร อาชีพนี้ไม่ได้แตกต่างจากอาชีพอื่นๆ ต้องอยากเป็นเพราะข้างในมันอยากเป็น อยากเป็นเพราะเกิดมาเป็นโรคอะไรไม่รู้ ชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนอยู่นั่น แม้จะเป็นแค่โครง กลอน ไม่ตรงเสียทีเดียว แต่มีความชอบในศิลปะด้านนี้อยู่ หรือชอบฟังเพลงอยู่นั่นแหละ

การเริ่มแต่งเพลงก็เหมือนกัน ขอให้ชอบอย่างเดียวก่อน คือถ้าตัวเองยังไม่ชอบแล้วจะให้ใครมาชอบ พ.ศ.นี้ ถ้าอยากเป็นนักแต่งเพลง แต่งมาเลย ไม่ต้องนึกถึงหลักอะไร ยิ่งสมัยนี้แนวทางเปิดเยอะแยะ แต่งมาอย่างที่อยากจะแต่ง เห็นกระทะ หลอด แก้วน้ำ สร้างเรื่องมาเลย อย่ามัวคิดว่า คนอื่นจะชอบหรือเปล่า เพราะงานมันจะไม่เกิด ดูเพลงหมีแพนด้า ยังดังได้เลย เพราะอะไรก็เพราะมันไม่ซ้ำ มันมีความแตกต่าง มีความเป็นตัวของตัวเองอยู่"
เอ้า...ใครที่ได้แต่คิด ไม่เริ่มลงมือเสียที อ่านจบคงได้ฤกษ์จรดปากกาแล้วสินะ


http://www.komchadluek.net/2007/05/27/s001_119074.php?news_id=119074 (http://www.komchadluek.net/2007/05/27/s001_119074.php?news_id=119074)

kak_sutti
01-09-2008, 09:45 AM
เก่งมากครับ แต่งได้เนื้อหาดีมาก