PDA

View Full Version : แรงใจไม่มีวันหมด...คน(บ้า)ปลูกต้นไม้ 2,000,000 ต้น


มดเอ๊ก
12-07-2007, 05:40 PM
http://www.sarakadee.com/feature/2003/11/images/interview_02.jpg

แรงใจไม่มีวันหมด...คน(บ้า)ปลูกต้นไม้ 2,000,000 ต้น
BUSINESS THAI
24 มีนาคม พ.ศ.2548


เขาไม่ใช่นักธุรกิจระดับร้อยล้าน พันล้าน ไม่มีสายสัมพันธ์โยงใยลึกซึ้งกับพรรคการเมืองใดๆ ที่จะสานต่อยอดธุรกิจของตระกูล เสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทอง เป็นเพียงลูกชายชาวนาคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คน ปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย อาชีพเดิมรับจ้างทั่วไป เป็นทั้งกรรมกรก่อสร้าง ต่อยมวยล่าเงินรางวัลตามงานวัด อาบเหงื่อเอาแรงเข้าแลกเพื่อให้ได้เงินมาซื้อข้าวให้น้องๆ ได้พอยาไส้...

ด.ต.วิชัย สุริยุทธ เริ่มต้นเป็นตำรวจตั้งแต่ปีพ.ศ.2511 จากแรงบันดาลใจในอาชีพ ด้วยการอยากเป็นตำรวจที่ดี

“...จบชั้นม.ศ. 3 ก็มาเป็นพนักงานวิทยุอยู่ที่ว่าการอำเภอ เงินเดือน 450 บาท สมัยพ.ศ.2508 จนสอบเป็นพลตำรวจได้ พ่อเป็นชาวนา บางครั้งก็รับจ้างทำไร่ข้าวโพด ผมก็ต้องช่วยเหลือตนเองรับจ้างขึ้นต้นไม้ เรียกว่างานที่ไม่ใช้สมอง เขาก็เรียกใช้ผม ได้วิชาช่างไม้ติดตัวมาถึงทุกวันนี้”

ปัจจุบันเป็นผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปราม สภอ.ปรางค์กู่ จังหวัดศรีษะเกษ เป็นอำเภอที่กระทรวงมหาดไทยจัดอันดับให้เป็นอำเภอยากจนที่สุดในประเทศ อดีตเคยมีข่าวว่าเด็กอดอยากถึงขนาดต้องกินดิน .

ล่าสุด เครื่องดื่มชูกำลัง แรงเยอร์ มอบหมายให้บริษัท ไอเดีย อเวนิว จำกัด ผลิตงานสื่อโฆษณาทางโทรทัศน์ออกแคมเปญโฆษณาชุดใหม่ “คนปลูกต้นไม้” ตอกย้ำBrand Idea ผ่านการสะท้อนเรื่องราวของบุคคลธรรมดาคนหนึ่ง ผู้มีแรงใจทุ่มเททั้งชีวิต ปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ลูกหลานเก็บเกี่ยวผลผลิตไปบริโภคและจำหน่าย

ทุกวันก่อนและหลังเลิกเวลางาน นายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ จะบิดมอเตอร์ไซค์ขนกล้าไม้ไปปลูกตามข้างถนน ลานวัดป่าช้า ที่ดินสาธารณะ ชายขอบที่ดินเป็นแนวรั้ว มาเป็นเวลาถึง18 ปี ในผืนดินที่ไม่ใช่ของเขา ในสายตาของชาวบ้านที่เรียกเขาว่า “คนบ้า”ผลก็คือต้นไม้ร่วม 2 ล้านต้นที่เขาปลูกได้เปลี่ยนอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ จากที่เคยเป็นดินแดนแห้งแล้งกันดาร ให้กลับกลายเป็นอำเภอที่เขียวขจีด้วยต้นไม้นานาชนิด เช่น ต้นตาล, คูน, ถ่อน, ยางนา, แค และต้นขี้เหล็ก

แรกๆ ชาวบ้านก็หัวเราะเยาะ แต่เดี๋ยวนี้ชาวบ้านได้เก็บกินดอกผลที่เขาทำเอาไว้ นายดาบวิชัยไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าการทำบุญเพื่อส่วนรวม ในทัศนะของเขา
ที่ผ่านมา มีผู้ใหญ่ในอำเภอ ข้าราชการ ประชาชน ร่วมลงแรงช่วยเขาปลูกต้นไม้และสนับสนุนกล้าไม้บ้างเป็นครั้งคราว แต่มาแล้วก็จากไป มีเพียงดาบตำรวจวัยใกล้เกษียณผู้เดียวที่ยังยืนหยัดปลูกต้นไม้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ

“การปลูกต้นไม้เป็นการทำบุญที่ยั่งยืนกว่า และช่วยเหลือทุกคนได้ชั่วลูกชั่วหลาน...เราจะคืนธรรมชาติสู่แผ่นดิน เกื้อกูลอาศัยซึ่งกันและกัน ความสุขที่แท้จริงคือการอยู่ร่วมและรู้จักเคารพธรรมชาติ ต้นไม้ผมเป็นคนปลูก ปลูกไปเรื่อยๆ ปลูกไปจนกว่าจะตาย...” ส่งผลให้นายดาบวิชัย ได้รับการยกย่องเชิดชูและกำลังใจเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับ “รางวัลลูกโลกสีเขียว” ประจำปี พ.ศ.2545

โครงการพระราชดำริ แผ่นดินธรรม-แผ่นดินทอง ให้เขาได้คิดติดอาวุธทางปัญญา ลงแรงบากบั่นปลูกต้นไม้ต้นแรกต่อเนื่องเป็นหลักล้านต้นมาถึงทุกวันนี้
“...จะพัฒนาใครเขา ต้องพัฒนาตัวเราก่อน เพื่อให้ชุมชนนำไปเป็นตัวอย่าง ที่เลือกปลูกต้นไม้เพราะให้เราพึ่งตนเองอย่างมีศักดิ์ศรีโดยไม่เบียดเบียนใคร ขอให้มีความขยันอย่างฉลาด ไม่ข้องแวะอบายมุข เป็นภารกิจที่ต้องร่วมกันแก้ไข เราก็จะมีเพื่อนบ้านที่ดี...”

เขาเลือกยางนา พญาไม้เนื้ออ่อน ที่โรยหว่านเมล็ดพันธุ์เป็นที่อยู่ของนกกา พอเติบใหญ่ก็นำมาแปรรูปสร้างบ้านเป็นพื้น เป็นฝาบ้าน ต้นตาลคือพันธุ์ไม้ต่อมาที่ทนต่อสภาพแห้งแล้งในพื้นที่ได้ดี ยังมีต้นคูน หรือราชพฤกษ์ต้นไม้ประจำชาติไทย เป็นไม้เนื้อแข็งใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ เมล็ดพันธุ์ที่เขาเฝ้าเก็บเมล็ดเพาะเป็นต้นกล้า แบกจอบขุดดินไปตามที่สาธารณะไปทั่วทั้งหมู่บ้าน และยังมีการทำนาปีลักษณะของไร่นาส่วนผสมเก็บผลผลิตกินได้ตลอดทั้งปี

“...ต้นถ่อนโตเร็ว เป็นไม้แปรรูป เก็บใบกินได้ น้ำมันต้นยางนาไปผสมกับชัน ใช้ในการต่อเรือได้ ขณะที่ต้นตาลทนไฟลามทุ่งได้ดีเยี่ยม พอไฟมอดมันก็ฟื้นคืนสภาพขึ้นใหม่ได้ จะออกดอกให้ผลในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ เปรียบได้ชีวิตคนกับต้นตาล ไม่ว่าจะล้มลุกคลุกคลานลงกี่ครั้ง ขอให้เผชิญหน้ากับปัญหา ท้อได้แต่อย่าถอย ยืนหยัดให้ได้เสมือนเช่นต้นตาล...”

ชีวิตคนๆ หนึ่งของปราชญ์ชาวบ้าน ที่เดินทางไปบรรยายความรู้จากการเรียนรู้ด้วยตนเองจากธรรมชาติด้วยพลังใจที่คุโชนเต็มเปี่ยมอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ชาวบ้านรอบข้างกล่าวหาว่าเขาเป็นคนบ้า บ้า...ที่จะปลูกต้นไม้ เฉพาะต้นตาล เขาปลูกมาแล้วกว่า 2 ล้านต้น ตลอดระยะเวลา 18 ปี ที่ผ่านมา

“...ผมตั้งปณิธานอย่างแรงกล้า ใครจะพูดอย่างไรก็ช่าง ในใจรู้ว่าดีก็พอแล้ว เมื่อเห็นเพื่อนบ้านเป็นทุกข์ นั้นคือภารกิจที่ต้องร่วมกันแก้ไข เมื่อมีเพื่อนบ้านที่ดีก็ไม่ต้องทำรั้วบ้าน ในอดีตถิ่นที่ผมอยู่โจรผู้ร้ายชุกชุมมาก ฆ่าแล้วเผา ขโมยวัวควาย พอผมเริ่มใส่แนวคิดพออยู่พอกินให้กับชาวบ้าน ตอนนี้แม่ค้าในตลาดมาเก็บใบขี้เหล็กไปแกงขายอยู่บ่อยไป...”

ถ้าคนเรายังมองไม่เห็นความงดงามของธรรมชาติ นั่งมองต้นไม้ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไป ก็จะได้อะไรเพิ่มเข้ามาในชีวิตอีกมากมาย สำหรับคนที่เริ่มท้อใจในสิ่งที่เริ่มต้นลงแรงจากการงานอาชีพ อาจมีบางคำพูดที่เชือดเฉือนหัวใจให้ฟีบเล็กเท่าปลายก้อย ดาบตำรวจวิชัยมีข้อแนะนำ

“...ทำดีแล้วย่อมเกิดมรรคผล ก็ทำต่อไปเถอะครับอย่าไปท้อแท้ กาลเวลาพิสูจน์ได้ ผมมีความสุขในสิ่งที่ผมทำ ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนใด ชาวบ้านมีอยู่มีกิน ผมก็ดีใจ”
ทุกๆ วัน ราว ตี 4 ครึ่ง เขาจะตื่นขึ้นมาจัดการภารกิจส่วนตัว พร้อมๆ กับพระออกบิณฑบาต บิดมอเตอร์ไซค์คันเก่า คว้าถุงปุ๋ยใบเก่าคร่ำคร่า ที่ข้างในเต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์พืชนานาชนิดสะพายไหล่ ถ้าย่างเข้าหน้าฝนก็ออกไปใกล้ๆ ถ้าฟ้าเปิดแดดเปรี้ยงสว่างจ้า เขาจะควบมอเตอร์ไซค์ห้อตะบึงไปเป็นระยะทางไกลๆ...

ดอกผลแห่งการลงแรงปลูกต้นไม้ อดทนต่อเสียงระงมดังกล่าวหาว่า เขาคือคนบ้า...เรี่ยวแรงที่เงื้อจอบฟันดินแห้ง บรรจงโรยเมล็ดพันธุ์จากปลายนิ้ว เฝ้าดูต้นกล้าค่อยๆเติบใหญ่ เขียวชอุ่มไปทั่วทั้งอำเภอปรางค์กู่

วันนี้ชาวบ้านทั้ง 10 ตำบล ได้พร้อมใจกันลงมติ จากการที่เห็นถึงพลัง ความตั้งใจที่ไม่มีวันมอดของเขา โดยนำสิ่งที่เขาทำมาตลอดเวลา 18 ปี เป็นคำขวัญประจำอำเภอที่ว่า “ปรางค์กู่อยู่ในป่ายาง กลางดงตาล บานสะพรั่งดอกคูน บริบูรณ์ไร่นาสวนผสม”
ตำรวจระดับปลายแถว แต่ขวนขวายทำความดี ทดแทนคุณแผ่นดิน ปลุกจิตสำนึกให้ผู้คนได้ลุกขึ้นปฏิบัติตาม ให้มีแต่ความเขียวชอุ่มแผ่คลี่คลุมใจ ด้วยปณิธานอันหนักแน่นของคนปลูกต้นไม้...
“...ปลูกต้นไม้ไปเรื่อยๆ ปลูกไปจนกว่าจะตายนั้นแหละ...”


:yociexp50:http://www.olddreamz.com/bookshelf/trees/trees.html

มดเอ๊ก
12-07-2007, 05:41 PM
เกร็ดข่าว : วันนี้ของนายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ
เรื่อง : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
ภาพ : วิจิตต์ แซ่เฮ้ง

“คุณรู้ไหม การปลูกต้นไม้เป็นการทำบุญที่ถูกต้องที่สุด มันยั่งยืนกว่า และช่วยเหลือทุกคนได้ชั่วลูกชั่วหลาน”
นายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ
สารคดี ฉบับที่ ๒๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๖

http://www.sarakadee.com/feature/2005/07/images/wichai1.jpg


นายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ ผู้บังคับงานหมู่สอบสวน สถานีตำรวจภูธรอำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ วัย ๕๘ ปี กลายเป็นคนดังชั่วข้ามคืน เมื่อเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อหนึ่งนำเรื่องราวชีวิตจริงของ “คนบ้า” ที่อุทิศเวลาในชีวิตร่วม ๒๐ ปี ก้มหน้าก้มตาปลูกต้นไม้ทุกวันโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มาถ่ายทอดในหนังโฆษณาชิ้นใหม่

เรื่องราวในโฆษณาชิ้นนั้น บอกเล่าชีวิตจริงของนายดาบตำรวจผู้ใช้เวลาว่างจากงานราชการ ออกปลูกต้นไม้ทุกวันตามที่รกร้างว่างเปล่า ไหล่ถนน ที่ดินสาธารณะ ฯลฯ ปลูกโดยที่ไม่มีนายสั่ง ไม่มีค่าตอบแทนใด ๆ จะมีบ้างก็เสียงหัวเราะลอยลมของเด็กๆ และชาวบ้านที่คิดว่าเขาเป็นบ้า

เวลาผ่านไปเกือบ ๒๐ ปี อำเภอปรางค์กู่ซึ่งเคยเป็นอำเภอที่แห้งแล้งยากจนที่สุดในประเทศ กลับร่มรื่นเขียวขจีไปด้วยต้นไม้นานาชนิด โดยเฉพาะต้นตาลที่นับได้ไม่ต่ำกว่า ๒ ล้านต้น ไม่รวมไม้ชนิดอื่นๆ ไม่ว่าต้นยางนา ต้นคูน ต้นสะเดา ต้นขี้เหล็ก ฯลฯ

ราว ๒ ปีก่อน สารคดี ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ชีวิตของนายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ นับเป็นครั้งแรกที่สังคมได้รู้จักกับดาบวิชัย--คนบ้าผู้ปลูกต้นไม้ ๒ ล้านต้น อย่างละเอียด หลังจากนั้นชื่อของดาบวิชัยก็เริ่มเป็นที่รู้จักในสังคม จนดังเป็นพลุแตกเมื่อหนังโฆษณาชิ้นนี้ออกอากาศทางโทรทัศน์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ดาบวิชัยกลายเป็นคนดังระดับประเทศ หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งรัฐและเอกชนหันมาให้ความสนใจ มอบรางวัลและเกียรติบัตรให้ในฐานะบุคคลผู้มีความซื่อสัตย์และเสียสละ ขณะที่รายการวิทยุโทรทัศน์หลายรายการก็เข้าคิวรอที่จะสัมภาษณ์ชีวิตของนายดาบผู้นี้ต่อเนื่องกันมาอีกหลายเดือน

สารคดี ได้พบกับดาบวิชัยอีกครั้งเมื่อเขาเดินทางมารับโล่เกียรติคุณในกรุงเทพฯ และถือโอกาสแวะมาทักทายเราถึงสำนักงาน ดาบวิชัยได้เล่าให้เราฟังถึงเรื่องราวหลายอย่างที่เข้ามาในชีวิต

“ทีมงานที่มาถ่ายทำโฆษณาเขาบอกว่ารู้จักผมใน สารคดี เขาอ่านข้อมูลในนั้นแล้วก็ส่งคนมาหาข้อมูลเพิ่มที่อำเภอปรางค์กู่หลายครั้ง ก่อนจะตกลงกัน จากนั้นเขาก็ยกทีมมาถ่ายทำ ๓ วันติดต่อกัน คนแห่มาดูทั้งอำเภอเหมือนถ่ายหนัง
“หลังจากที่โฆษณาออกฉายทางทีวี บางคนก็ไม่เชื่อว่าผมมีตัวตนจริง แรงเยอร์โปรโมตขึ้นเองหรือเปล่า คนมารู้ว่าผมมีตัวตนจริงๆ ก็เมื่อไปออกรายการ ถึงลูกถึงคน และรายการ ทไวไลท์โชว์ ๒ รายการนี้เป็นรายการที่ทำให้คนเริ่มหันมาสนใจ เพราะเมื่อก่อนนี้ไม่ค่อยมีใครเชื่อว่าผมปลูกต้นไม้ได้เยอะขนาดนี้”

ทุกวันนี้แม้จะกลายเป็นคนมีชื่อเสียง ดาบวิชัยก็ยังปลูกต้นไม้เหมือนเดิม ยังใช้มอเตอร์ไซค์คู่ชีพที่อายุสิบกว่าปีเป็นพาหนะ บรรทุกเมล็ดพันธุ์ไปปลูกตามที่ต่างๆ แต่ละปีดาบวิชัยจะเริ่มปลูกต้นไม้ก่อนหน้าฝน โดยเลือกวันที่ ๑ พฤษภาคมเป็นวันแรกของการปลูกต้นไม้ ถือเป็นการให้เกียรติวันแรงงานแห่งชาติ

“ผมยังปลูกต้นไม้เป็นกิจวัตรประจำวันเหมือนเดิมทั้งเช้าและเย็น มันเป็นนิสัยติดตัวไปแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยสะดวกเหมือนเมื่อก่อน มีพวกสื่อต่างๆ ไปหาบ่อย ไม่ก็ต้องเข้ากรุงเทพฯ มารับรางวัล หรือเป็นวิทยากรเดินสายไปพูดเรื่องการปลูกต้นไม้ตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เวลาที่ไม่มีคนไปหา ไม่มีสื่อไปหา ผมก็ปลูกต้นไม้ทุกวัน วันไหนเป็นเทศกาลพิเศษ ผมจะขอความร่วมมือจากชาวบ้าน มาช่วยกันปลูกต้นไม้ ผมปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์ ไม่ได้ปลูกด้วยกล้าไม้ ถ้าปลูกด้วยกล้าไม้มันก็จะไม่ได้มากเหมือนอย่างนี้ เทคนิคการปลูกก็คือปลูกก่อนหน้าฝนและช่วงฝน ดินที่ปลูกต้องโปร่ง มีความชุ่มชื้น พอฝนตกมาเมล็ดก็งอก รากแก้วก็หยั่งลึก นี่ถ้าหากว่าไม่ถูกไฟไหม้ไปบ้าง มันก็จะเพิ่มกว่านี้อีกหลายเท่า แต่ก็ยังดีที่ผมปลูกต้นตาลซึ่งทนสภาพความแห้งแล้งได้ดี แล้วปลูกไม้อื่นๆ ทุกอย่างที่กินได้ อย่างขี้เหล็ก ต้นหว้า ต้นไม้บางชนิดลำต้นก็สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ในอนาคต เช่น ต้นยางนา ต้นมะค่า

http://www.sarakadee.com/feature/2005/07/images/wichai2.jpg

“คิดไปแล้วที่ผ่านมาน่าจะปลูกไปแล้วมากกว่า ๒ ล้านต้น คือเราเอาเมล็ดพันธุ์ไปหยอดตามขอบถนน ริมห้วยหนองคลองบึง วันละ ๔๐๐-๕๐๐ ต้นได้ ถนนเยอะยิ่งปลูกเยอะ ถ้าถนนเก่าเราก็ปลูกตาล วันหนึ่งปลูกไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ เมล็ด เพราะต้นตาลมันทนไฟ ไม่ค่อยตาย ยิ่งเดี๋ยวนี้ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านมากขึ้น ก็ยิ่งปลูกได้มากขึ้น เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคมที่ผ่านมา เฉพาะต้นคูนก็น่าจะร่วมหมื่นต้นแล้ว เพราะคนที่มาร่วมปลูกเยอะ เดี๋ยวนี้ประชาสัมพันธ์ง่าย คนเข้าใจมากขึ้น แต่ก่อนชาวบ้านนึกว่าผมบ้าจริงๆ ตอนนี้เขาแค่ล้อเล่นว่าผมบ้า

“ชีวิตผมไม่เปลี่ยน ผมคงเส้นคงวาเหมือนเดิม ปณิธานเริ่มต้นอย่างไรบั้นปลายชีวิตก็อย่างนั้น อยากฝากขอบคุณสื่อต่างๆ ที่ไปค้นหาคนตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่อยู่ในพงหญ้ากลางทุ่ง ในถิ่นทุรกันดาร มาให้คนในสังคมรู้จัก ถ้าหากว่าใครเอาไปเป็นตัวอย่างได้ก็ดีสำหรับเขา แต่ส่วนตัวผมนั้นก็คงเหมือนเดิมแหละ อย่างไรก็อย่างนั้น เรียบง่ายและก็จะทำไปเรื่อยๆ จนกว่าสังขารจะไม่ไหว คิดว่ามรรคผลจากสิ่งที่เราทำมันเกิดกับชาวบ้าน ถ้าหากว่าทั้งประเทศมีคนทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ประเทศชาติก็จะเจริญ อยากจะฝากกับพี่น้องชาวชนบททั้งหลายว่าถ้าเลียนแบบผมได้ก็จะดี มรรคผลเกิดที่ตัวเขาเองไม่ได้เกิดที่ใคร ถ้าเขาทำเขาก็ได้ของเขาเอง จะช้าก็ไม่เป็นไร ผมชอบอุดมคติที่ว่าการสร้างฐานะของตนเองคือการสร้างฐานะของชาติ ถ้าหลายๆ คนมาร่วมกันทำให้ตัวเองเหมือนอย่างผมทำ มันก็มีพลัง”

สิ่งที่ติดตามมาอีกอย่างเมื่อกลายเป็นคนมีชื่อเสียง ก็คือเริ่มมีนักการเมืองหลายคนวิ่งเข้าหา บางคนมาขอให้ช่วยเป็นหัวคะแนนในการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกสมัยหน้า บางคนก็มาชวนให้เป็นสมาชิกพรรค แต่ดาบวิชัยยืนยันหนักแน่นว่าไม่เล่นการเมืองเด็ดขาด
“เล่นแล้วสู้เขาไม่ได้หรอก เราก็ไม่ชอบอยู่แล้วด้วย เราไม่ชอบความวุ่นวาย ถ้าเล่นการเมือง มันจะมาสร้างความวุ่นวาย เล่นการเมืองเมื่อไรปวดหัวเมื่อนั้น เพราะว่าเราไม่อยากเอาใจใคร ผมว่าถ้ารักประเทศชาติจริงๆ ก็มาทำคล้ายๆ ผมนี่แหละ ให้มีความจริงใจต่อผืนแผ่นดิน แล้วก็มีความจริงใจต่อตัวเอง ประเทศชาติก็เจริญเองแหละ


:yociexp15:http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=printpage&artid=327 (http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=printpage&artid=327)

มดเอ๊ก
12-07-2007, 05:42 PM
http://www.sudsapda.com/SudSapDa2007/images_mag/587/story5.jpg


: ดต.วิชัย สุริยุทธ นักสู้ผู้สร้างป่า.. :
****************************************************************
ตำรวจระดับปลายแถว
แต่ขวนขวายทำดี
แทนคุณแผ่นดิน
ปลุกจิตสำนึกให้คนทั้งชาติ
ลุกขึ้นทำตาม
พลันโลกสว่างไสว.......

*** วัยเด็ก***
ผมเกิดที่บ้านนาโนน (หมู่บ้านที่มีที่นาอยู่ในที่สูง) ไม่มีห้วยหนองคลองบึง และป่าละเมาะ มีแต่ความแห้งแล้ง สมัยนั้นยังเป็นตำบลลำโขง แต่ปัจจุบันเป็นตำบลหนองไฮ อำเภออุทุมพร-พิสัย จังหวัดศรีสะเกษ พ่อแม่ทำนา ฐานะทางบ้านยากจน แม่เสียตั้งแต่ผมยังเด็กผมจึงต้องรับจ้างทำงานสารพัดอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกรรมกรก่อสร้าง จับกัง แม้กระทั่งนักมวยก็เป็นมาแล้ว ผมเรียนที่โรงเรียนอุทุมพรพิสัย ศรีสะเกษวิทยาลัย และจบโรงเรียนพลตำรวจ ๒ จังหวัดนครราชสีมา

*** รับราชการ***
ครั้งแรกในตำแหน่งพนักงานวิทยุอำเภอปรางค์กู่ แต่ถูกเพื่อนร่วมงานเอารัดเอาเปรียบ จึงเปลี่ยนงานใหม่เป็นตำรวจอาชีพ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ ประจำ สภ.อ. เมืองศรีสะเกษ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๑๓ ย้ายมาประจำ สภ.อ.ปรางค์กู่ ตำแหน่งธุรการงานสอบสวน จนถึงปัจจุบัน

*** จากตำรวจสู่คนปลูกต้นไม้***
ผมได้รับแรงบันดาลใจจากโครงการแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง ที่เน้นเรื่องความสงบสุขของชาวบ้าน และเศรษฐกิจพอเพียง ในการอบรมเขาให้ดูวีดิทัศน์ เรื่อง ครูบ้านนอก เกาหลี ยอดหญิงนักพัฒนา ยอดชายขาด้วน ซึ่งนำมาเผยแพร่และให้เสียงภาษาไทยโดย อ.ภาณุ พินเนียม เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในเกาหลี ชื่อโครงการ ชุมชนชีวิตใหม่ เน้นเชิดชูคนดีที่เสียสละเวลาเพื่อส่วนรวม โดยเริ่มต้นที่ตัวเอง ไม่เรียกร้องความช่วยเหลือจากใคร ผมดูแล้วได้แง่คิดมาก เขาสอนว่า "เราต้องขยันอย่างฉลาด และต้องปราศจากอบายมุข" "เราจะต้องพึ่งตนเองให้ได้อย่างมีศักดิ์ศรีโดยไม่เบียดเบียนใคร" "ความทุกข์ของเพื่อนบ้านคือภารกิจที่เราต้องร่วมกันแก้ไข เมื่อเรามีเพื่อนบ้านดีก็ไม่ต้องมีรั้วบ้าน" "การทำงานหนักคือดอกไม้ของชีวิต" (วีดิทัศน์และวีซีดีเรื่องยอดหญิงนักพัฒนามีจำหน่ายที่แผนกธรรมโสต พุทธสถานสันติอโศก และร้านธรรมทัศน์สมาคม ขอแนะนำให้ดูเพื่อให้เกิดพลังในการทำความดีโดยไม่ย่อท้อ)
นอกจากนี้ผมยังได้ฟังเพลงครูจันทร์แรม ศิริคำฟู แห่งแม่สาย แต่งโดยคุณหินชนวน อโศกตระกูล ทำให้ผมฉุกคิดว่า ผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุน้อยนิด ความรู้ก็ไม่มาก แต่มีอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ถึง ๔ อย่าง ครูไม่อยากเห็นคนไม่รู้หนังสือ ครูไม่อยากเห็นคนคือสินค้า ครูไม่อยากเห็นคนต้องติดยา ครูไม่อยากเห็นคนเป็นโสเภณี ผมเองก็ควรทำอะไรให้สังคมบ้าง
เนื่องจากปรางค์กู่เป็นอำเภอที่ยากจนที่สุดของจังหวัดศรีสะเกษ ผืนดินมีแต่ความแห้งแล้ง ผมจึงคิดว่า น่าจะปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะเพื่อส่วนรวม ผมจึงคิดโครงการขึ้น ๔ โครงการ ดังนี้
๑. รณรงค์ปลูกต้นยางนา เพื่อเอาไว้สร้างบ้านเรือน
๒. รณรงค์ปลูกต้นตาล ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสารพัดประโยชน์ ใช้ได้ทั้งต้น กาบ ใบ ลูก รวมทั้งจาวตาลและคอตาลด้วย ต้นตาลปลูกง่ายและทนทาน ไม่ได้โตช้าอย่างที่คิดกัน
๓. รณรงค์ปลูกต้นคูนซึ่งเป็นต้นไม้ประจำภาคอีสานและประจำชาติไทย ดอกเหลืองอร่ามบานสะพรั่งตลอดหน้าแล้ง ต้นคูนเป็นไม้มงคล ลำต้นใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ได้ด้วย
๔. รณรงค์ให้เปลี่ยนการทำนาปีเป็นไร่นาสวนผสม เพราะทำนาปีมีแต่หนี้กับพัง ทำนาปรังมีแต่พังกับหนี้ ถ้าทำทั้งนาปีและนาปรังก็มีแต่หนี้อีนุงตุงนัง ชาวบ้านควรเปลี่ยนวิถีชีวิตจากทำนาปีมาทำไร่นาสวนผสม
ผมได้รณรงค์ชาวปรางค์กู่ด้วยโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๑ จนปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรมในปัจจุบันนี้ และเมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๔๓ ประชาคม อ.ปรางค์กู่ ทั้ง ๑๐ ตำบล ได้พร้อมใจกันลงมติให้ใช้ ๔ โครงการนี้เป็นคำขวัญของ อ.ปรางค์กู่ที่ว่า "ปรางค์กู่อยู่ในป่ายางกลางดงตาล บานสะพรั่งดอกคูน บริบูรณ์ไร่นาสวนผสม" ผมได้แต่งเพลงรำวงโครงสร้างเมืองปรางค์กู่ เพื่อปลุกระดมชาวบ้านไว้ดังนี้

*** เลือกปลูกที่ไหน อย่างไร***
ถ้ารู้ว่าที่ไหนลอกคลอง ขุดบึงถมที่ ผมจะไปทันที เพราะการขุดคลองต้องล้วงดินขึ้นมา ดินมันจะโปร่ง ผมก็แค่เอาเมล็ดไปหยอด แล้วมันก็ขึ้น ผมปลูกทุกแห่งในที่สาธารณะ ตามถนนหนทาง ป่าช้า วัดวา ไร่นา โดยไม่สนใจว่าใครจะคิดจะว่าอย่างไร แม้คนเขาหาว่าผมบ้าเพราะทุกเช้าผมจะออกจากบ้านตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ เอาเมล็ดตาล เมล็ดพันธุ์ใส่ถุงปุ๋ย ใส่ท้ายมอเตอร์ไซค์ตระเวนไปเรื่อยๆ แม้ฝนตกผมก็ยังไป หลังเลิกงานก็ไปอีก ทำเป็นกิจวัตรมาตลอดเวลา ๑๕ ปี ไม่มีใครสั่งไม่มีใครบังคับ วันไหนไม่ได้ปลูกต้นไม้ก็เหมือนพระไม่ได้ออกบิณฑบาต จนถึงบัดนี้ ผมปลูกต้นตาลได้ประมาณ ๒ ล้านต้น

*** อุปสรรค***
ชาวบ้านไม่ค่อยรู้เรื่อง เผาฟาง หรือจุดไฟเพื่อจับหนูนากิน ทำให้เกิดปัญหาไฟลามทุ่ง จนทำให้ต้นไม้ที่ผมปลูกไว้ต้องตาย นอกจากนั้น ชาวบ้านบางคนคิดว่าผมปลูกต้นตาลใกล้ที่เขามากไป เลยไปหายูคาลิปตัสมาปลูกทับ ต้นตาลมันเลยไม่ขึ้น ผมก็เจ็บใจอยู่บ้างแต่ไม่เคยท้อ และจะปลูกต่อไปเพราะผมมั่นใจว่า พอตาลโตขึ้น ชาวบ้านจะได้ใช้ประโยชน์ เดี๋ยวนี้ก็เห็นกันแล้ว ชาวบ้านเอาตาลที่ผมปลูก ไปทำรั้วบ้าน คอกเป็ดคอกไก่ ทำไม้กวาดขาย ทั้งลูกตาล ขนมตาล สารพัดจะขายได้ ก็เริ่มต้นจากคนบ้าอย่างผมนี่แหละ
ในส่วนของครอบครัวก็ไม่ว่าอะไร แต่สั่งว่าต้องกลับบ้านก่อนตะวันตกดิน เพราะเขาเป็นห่วง เรื่องอุบัติเหตุ ลูกๆ เมื่อตอนยังเด็ก เขาก็ไม่เข้าใจ บางทีผมไปปลูกต้นไม้หน้าโรงเรียน เพื่อนๆ เขาก็ล้อเอา เขาอายก็มาต่อว่าพ่อ ผมก็ได้แต่บอกเขาว่า "ลูกยังเด็ก วันนี้พูดอย่างไรก็คงไม่เข้าใจ ไว้โตขึ้นก็จะรู้เอง" เมื่อเขาโตขึ้นเห็นต้นไม้แทบทั้งปรางค์กู่ที่ปลูก โดยพ่อของเขา เขาก็เข้าใจและภูมิใจ

*** อุดมการณ์ ***
ผมยึดหลัก ทำเพื่อความสุขของผู้อื่น ทำให้คนที่ไม่รู้ ทำให้คนที่เสียโอกาส ผมจะปลูกต้นไม้ ไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้ผมไม่ได้ปลูกแต่ต้นยางนา คูน ตาล เท่านั้น ผมปลูกขี้เหล็ก สะเดา กระถิน ตะไคร้ โตแล้วให้ดอกออกผลก็เป็นของชาวบ้าน ใครจะกินก็มาเก็บเอา บางคนเก็บไปขาย ส่งลูกเรียน ผมเห็นแล้วก็ชื่นใจ ผมมีความสุขทุกขั้นตอน ตั้งแต่เอาเมล็ดพันธุ์ใส่ถุง แบกจอบ หิ้วขึ้นมอเตอร์ไซค์ ขี่ไปปลูกจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ผมจึงตั้งใจปลูกต้นไม้ไปเรื่อยๆ จนกว่าชีวิตจะหาไม่

*** ความภาคภูมิใจ***
๑.ได้รับเกียรติบัตร ยกย่องเชิดชูจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆ ปรินายก ในฐานะผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อพุทธศาสนา ในด้านส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๔
๒. ได้รับพระราชทานรางวัลเสาเสมาธรรมจักร สาขาส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๔๔
๓. ได้รับโล่ ใบประกาศเกียรติคุณ และรางวัลลูกโลกสีเขียว ประเภทบุคคล รางวัลชมเชย จากนายอานันท์ ปันยารชุน เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๕

*** ของขวัญวันปีใหม่****
โรคทรัพย์จางยังมีทางรักษาด้วยการเลิกอบายมุข
การเป็นโรค-การเป็นทุกข์-การเป็นหนี้-เกิดจากอบายมุข
การไม่เป็นโรค-การไม่เป็นทุกข์-การไม่เป็นหนี้-เป็นลาภอันประเสริฐ

*** อุดมคติของพวกเรา***
"การสร้างฐานะตนเอง คือการสร้างฐานะของชาติ"

--------------------------------------------------------------------------------
รากของตาลโบราณใช้ เพื่อเป็นยาสมุนไพรใช้รักษา
แก้อาการขัดเบาเข้าสูตรยา อีกหลายๆ ตำราว่ายาดี
ทั้งเป็นยากำจัดศัตรูพืช แก้เยี่ยวฝืดขับถ่ายให้เข้าที่
เป็นโอสถก่อนกาลขนานดี เพราะรากตาลนั้นมีซึ่งตัวยา
จากรากตาลมาหาลำต้น เลื่อยผ่าโคนใช้งานนั้นเข้าท่า
ใช้ทำเรือล่องน้ำลำนาวา ทำพื้นบ้านกระดานฝาผ่าดัดแปลง
ส่วนใยก้านเลือกจัดคัดขนาด ทำไม้กวาดเส้นใยไม้กวาดแข็ง
กวาดขยะหยากไย่ใยแมลง เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งแข็งแรงดี
จากลำต้นมาส่วนก้านตาลโตนด นี่ก็มีประโยชน์มากอีกที่
ทำไม้กวาดก้านตาลนั้นเข้าที แทบทุกบ้านล้วนมีใช้ทั่วไป
อีกส่วนใบของตาลนั้นมากค่า สานแผ่นฝามุงหลังคาก็ยังได้
ทำใบลานงานฝีมือระบือไกล หมวกใบตาลสานเครื่องใช้ได้ทนทาน
จากใบตาลมาดูตาลด้านหมากผล ทำขนมอร่อยล้นรสหอมหวาน
ส่วนผลอ่อนผ่าเอาเชื่อมจาวตาล รสหอมหวานถึงใจได้ลิ้มลอง
อีกส่วนของงวงตาลนั้นใช่ย่อย ทำน้ำตาลแข่งอ้อยไม่เป็นสอง
น้ำตาลเมาลิ้มรสชวนทดลอง มีก่ายกองเกินกำหนดประโยชน์ตาล
(นายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ)

--------------------------------------------------------------------------------
เพลงรำวงโครงสร้างเมืองปรางค์กู่
โครงสร้างของเมืองปรางค์กู่บอกให้รู้มีสี่โครงการ
ปลูกต้นยาง ต้นคูน ต้นตาล (ซ้ำ) ร่วมมือกันทำสวนไร่นา
ปลูกต้นยางไว้สร้างเรือนสร้างบ้าน ร่วมกันปลูกตามท้องทุ่งนา
เป็นที่อยู่ของหมู่นกกา (ซ้ำ) ให้มีชีวิตชีวาอากาศก็ดี
ปลูกต้นตาลก้านใบมีค่า ตัดเอามาทำของใช้มากมี
ขนมตาลก็หวานรสดี (ซ้ำ) ชุ่มฉ่ำชีวีเมื่อมีต้นตาล
ดอกคูนบานเหลืองเต็มต้น น่ายลเมื่อคราวสงกรานต์
เป็นมงคลค้ำคูนชื่นบาน (ซ้ำ) ชั่วลูกชั่วหลานบ้านเฮา
ทำนาก็ราคาข้าวต่ำ ก็ต้องทำนาสวนผสมนะพวกเรา
จะได้มีข้าว พืชผลบรรเทา (ซ้ำ) ไว้เลี้ยงหมู่เฮาชั่วนาตาปี
โครงสร้างของเมืองปรางค์+++่ บอกให้รู้มีสี่โครงการ
ปลูกต้นยาง ต้นคูน ต้นตาล (ซ้ำ) ร่วมมือกันทำสวนไร่นา
(นายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ)

--------------------------------------------------------------------------------
หัวอกต้นไม้
ฉันเกิดมาน้อยใจในชีวิต หรือเป็นเพราะพรหมลิขิตให้อับเฉา
กำเนิดในโลกาชะตาเรา ได้แต่เอ็นดูเขาเราบรรลัย
ฉันเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง มนุษย์สัตว์ได้พึ่งและอาศัย
เป็นโอสถรักษาโรคาภัย อีกทั้งให้เยื่อใยห่มห่อตน
ฉันเป็นแหล่งอาหารอันล้ำเลิศ เลี้ยงชีวิตท่านแต่เกิดไม่เคยบ่น
ให้ประโยชน์สารพัดแก่สัตว์ คน สร้างแหล่งน้ำเรียกฝนให้ร่มเงา
ถ้าสมควรตัดฉันไปใช้คุ้มค่า ฉันก็ไม่เคยว่าพวกโง่เขลา
ถ้าตัดไปไม่คุ้มค่าป่าบางเบา ช่างโง่เง่าสิ้นคิดสร้างพิษภัย
อันประโยชน์ต่างๆ ทางตรงอ้อม ชีวิตฉันนั้นพร้อมยอมพลีให้
แต่เมื่อพวกท่านตัดฉันไป โปรดเลี้ยงดูลูกฉันให้เติบใหญ่แทน
ช่วยกันปลูกลูกฉันไว้ให้โตใหญ่ แล้วดูแลต่อไปด้วยหวงแหน
หากตัดลูกปลูกหลานฉันมาแทน โลกเนืองแน่นด้วยแมกไม้จึงหายตรม
หากพวกฉันสูญสลายไปจากโลก ความวิบัติวิปโยคคงทับถม
ไร้ที่อยู่ไร้หยูกยาพาตรอมตรม อีกอาหารเครื่องนุ่งห่มหาไหนกัน
หากจะคิดทำลายฉันนั้นจงคิด เพราะฉันคือชีวิตของพวกท่าน
จะโค่น ถาก ถางป่า หรือเผา ฟัน ก็เหมือนฆ่าชีวิตท่านเช่นกันเอย
(นายดาบตำรวจวิชัย สุริยุทธ)
- เราคิดอะไร ฉบับที่ ๑๖๖ พฤษภาคม ๒๕๔๗ -
ที่มา - http://www.sisaket.go.th/relation/view.php?220 (http://www.sisaket.go.th/relation/view.php?220)