PDA

View Full Version : รัตนาวลี สุดยอดผลงาน ของท่าน นาคารชุน อีกชิ้นหนึ่งพลาดไม่ได้


มดเอ๊ก
12-04-2007, 09:57 AM
<TABLE cellSpacing=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><!--Last Update : 1 ธันวาคม 2550 21:52:37 น.-->
http://www2.bremen.de/info/nepal/Gallery-3/Misc/12-10/Nagarjuna1.jpg


บทนำ
<!-- Main -->

ขอขอบพระคุณ คุณปองพล อิทธิปรัชญาบุญ ที่กรุณาช่วยค้นหาต้นฉบับพร้อมทั้งคัดลอกนำมาให้แก่ข้าพเจ้าผู้พิมพ์หนังสือนี้ สำหรับเผยแพร่ทางอินเตอร์เน๊ต


<CENTER>คำของผู้แปล
แถลงการณ์</CENTER>

เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ พระอุเทศาจารย์ของข้าพเจ้า บัญชาแจ้งว่าได้รับลายพระหัตถ์ สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานหนังสือจดหมายเหตุเมืองนอก (The Journal of the Royal Asiatic Society of Great Britain and Irland) ฉบับประจำเดือนเมษายน ค.ศ.๑๙๓๔ มีคาถาขงพระนาคารชุน ผู้เป็นมหาเถรนายกแห่งลัทธิมหายาน เรื่องหนึ่ง เรียกชื่อว่ารัตนาวลี แปลเป็นภาษาอังกฤษไว้ด้วย ทรงสังเกตคติธรรมเห็นไม่ผิดอะไรกับคติฝ่ายทักษิณยานที่เราถือกัน เป็นเรื่องแปลกสำหรับพวกเราที่ควรจะอ่านทราบ ถ้าถอดเป็นภาษาบาลีแล้วแปลออกเป็นภาษาไทยได้จะดี ต่อไปคงหาโอกาสพิมพ์ได้ เจ้าประคุณฯ เห็นชอบด้วยพระดำริ มีเถรบัญชาให้ข้าพเจ้ารับหน้าที่ในเรื่องนี้

เป็นเรื่องที่ยากของข้าพเจ้าบรรดาที่เคยทำมา เพราะมีธรรมในลัทธิวาทะอื่นๆปนอยู่ด้วยมาก ทั้งศัพท์บัญญัติธรรมแม้มีรูปเหมือนกับเราๆฝ่ายทักษิณยานทราบกัน แต่ความหมายต่างลัทธิก็ต่างกัน เช่นนิรพาณเป็นต้น ไปๆโลกกับนิรพาณเหมือนกัน เลยไม่แน่ใจว่าจะแปลถูกความประสงค์เดิม,ต้องอาศัยท่านพราหมณ์ป.ส.ศาสตรี ผู้เชี่ยวชาญภาษาสันสกฤตและท่านสวามี สัตยานันทบุรี เวทานตะประทีป ผู้เชี่ยวชาญลัทธิสมัยบรรดามีในวรรณคดีสันสกฤต ช่วยพิจารณาตรวจตราแก้ไขแนะนำ นับว่าท่านทั้งสองนั้นมีอุปการแก่หนังสือเล่มนี้มาก เจ้าประคุณฯ เอาเป็นธุระพิจารณาแก้ไขทางพากย์บาลี สมเคราะห์ค้นที่มาที่ใช้แห่งคำนั้นๆ เพื่อนำมาใช้ให้ชอบด้วยความนิยมแห่งภาษา พระพินิจวรรณการ (แสง สาลิตุล เปรียญ) ช่วยทักท้วงคำแปลบางคำบางความบางบท ซึ่งข้าพเจ้าคิดไม่ทัน เมื่อแก้ตามแล้วทำให้ความดีขึ้น นายวงศ์ บุณยะกาญจน เปรียญ ช่วยคัดร่างให้เป็นต้นฉบับเรียบร้อยดีมาก จนชั้นที่สุด นายกิม หงศ์ลดารมภ์ เปรียญ ช่วยจัดการเรื่องปรู๊ฟให้เรียบร้อยเป็นการสะดวกแก่ข้าพเจ้า ซึ่งหากไม่ใช่เปรียญด้วยกันแล้วพูดเข้าใจกันยากเต็มที รวมความว่า ถ้าหนังสือเรื่องนี้จะสำเร็จประโยชน์แก่ท่านผู้พบอ่านได้บ้าง ก็เพราะคุณูปการที่ประกอบกันหลายความคิดหลายมือ ด้วยประการฉะนี้

ผู้แปลรัตนาวลีเป็นภาษาอังกฤษนี้ คือนักปราชญ์อิตาลีชื่อคูเสปเป ตุจจิ (Giuseppe Tucci) เล่าเรื่องว่า รัตนาวลีของพระนาคารชุน เป็นที่รู้จักกันดี เพราะพระอาจารย์อ้างถึงเนืองๆ ในคัมภีร์ฝ่ายมหายานของอินเดียและธิเบต แต่จะมีต้นฉบับอยู่ที่ไหนไม่ปรากฏกฎมานานแล้ว พึ่งมาทราบว่าที่เมืองเนปาลซึ่งมีหนังสือคัมภีร์อินเดียดีๆหลายอย่าง มีคัมภีร์ใบลานรวบรวมรัตนาวลีไว้ด้วย เป็นของสำคัญที่จะละเลยเสียไม่ได้ พระนาคารชุนเป็นผู้มีความคิดลึกซึ้งผู้หนึ่ง ในบรรดาปราชญ์เมธีอินเดีย ข้อความใดๆที่ท่านรจนาควรใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง ความคิดความอ่านของท่านมิใช่เพียงซึมทราบไปในอภิธรรมของมหายาน แต่ยังซึมทราบตลอดไปถึงคัมภีร์ตันตระด้วย เพราะฉบับใบลานรัตนาวลีนี้เป็นเพียงเศษเหลือ มีข้อความขาดตกหลายแห่งผู้แปลภาษาอังกฤษ จึงได้อาศัยคำแปลรัตนาวลีคัมภีร์ภาษาธิเบต ช่วยซ่อมข้อความที่บกพร่องนั้น หนังสือนี้ที่จริงเป็นบทมาติกา เขียนเป็นทำนองเลขะ(จดหมาย) ยังมีตัวอย่างหนังสือประเภทนี้ ที่พระนาคารชุนและผู้อื่นๆแต่ง แต่เรียกชื่อรัตนาวลีว่าราชปริกถา คือคำทูลพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินนั้นจะเป็นองค์ไหนไม่กล่าวไว้ในคัมภีร์ แต่ได้ทราบจากอรรถกถาจารย์ชื่ออชิตมิตร ว่าเป็นองค์เดียวกับที่ได้รับศิษยเลขะ(จดหมายเพื่อศิษย์) คือ bDe spyod คำธิเบตนี้จะแปลจาก ศาตวาหนคือผู้อุปถัมภ์ของพระนาคารชุน ได้หรือไม่ยังเป็นปัญหา

อนึ่ง บทคาถาเท่าที่นำมาแปลสูกันฟังนี้ ในจดหมายเหตุนั้นว่าเป็นเพียงอัธยายแรกของรัตนาวลี ยังมีอีกต่อไปจะลงพิมพ์ในฉบับข้างหน้า แต่เป็นหนังสือพิมพ์ที่ออกสามเดือนต่อครั้งกว่าจะจบเรื่องรัตนาวลีเห็นจะนาน บางแห่งข้าพเจ้าได้แปลคำบัณทึกอธิบายของท่านตุจจิที่น่ารู้ไว้ด้วย บางแห่งเป็นของข้าพเจ้าเอง ซึ่งโดยมากได้คำอธิบายของท่านพรามณ์และท่านสวามีที่กล่าวนานมาแล้วนั้นเป็นหลัก.

พระสารประเสริฐ

พากย์บาลีที่แปลงจากสํสกฤตในรัตนาวลีนี้ ข้าพเจ้ามีเวลาตรวจให้ได้หนเดียว เห็นว่าใช้ได้แล้วฯ

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์


<CENTER>คำของท่านพราหมณ์ ป.ส.ศาสตรี
แถลงประวัติพระนาคารชุน</CENTER>

ประวัติพระนาครชุน ผู้รจนาเรื่องรัตนาวลีนี้ มีกล่าวในหนังสือต่างๆหลายฉบับด้วยกันเช่น “ลัทธิของเพื่อน” ของ “เสถียรโกเศศ และ นาคประทีป” กับหนังสือเรื่องคัมภีร์ฝ่ายพระพุทธศาสนาในภาษาสํสกฤตของนายยี.เก.นริมัน (Literary History of Sanskrit Buddhism by G.K. Nariman,Bombay,1920) เป็นต้น ย่อความได้ดั่งต่อไปนี้

เรื่องพระนาคารชุน ตามที่ได้เล่าลือกันมา ฟังเป็นนิยายมากกว่าประวัติ เพราะกล่าวไปในทางปาฏิหาริย์มากมาย ในหนังสือประวัติที่พระอาจารย์กุมารชีพได้แปลออกไว้เป็นภาษาจีน เมื่อพ.ศ.๙๔๘ ว่า พระนาคารชุนเกิดในตระกูลพราหมณ์ในภาคใต้ประเทศอินเดีย เล่าเรียนไตรเพทกับตำราวิชาทั้งหลายจบสิ้น ได้เป็นผู้ชำนาญทางอาถรรพศาสตร์อย่างลือชื่อ ยังมีหนังสือภาษาสํสกฤตว่าด้วยเรื่องอาถรรพ์ แพร่หลายอยู่ในประเทศอินเดียจนทุกวันนี้ เรียกกันว่า “นาคารฺชุน กกฺษปุฏมฺ” เชื่อกันว่าพระนาคารชุนเป็นผู้แต่ง ครั้งหนึ่ง พระนาคารชุนสำแดงปาฏิหาริย์พาเพื่อนสามคนเข้าไปในพระราชวัง ไปก่อกรรมทำมิดีมิร้ายต่อสนมฝ่ายใน เลยถูกจับ เพื่อนทั้งสามต้องประหารชีวิต แต่ตัวพระนาคารชุนหลุดไปได้ เพราะท่านได้ปฏิญาณไว้ไว้ว่าจะบวช เมื่อบวชแล้วก็ได้เรียนพระไตรปิฏกพร้อมทั้งทั้งอรรถแลพยัญชนะจบภายในเลา ๙๐ วัน แล้วก็ไม่อิ่มใจ จึงแสวงหาคัมภีร์อื่นต่อไปอีก ไปได้รับมหายานสูตรคัมภีร์หนึ่ง มาจากฤษีที่เขาหิมพาน นาคราชช่วยเหลือให้ได้อรรถกถาแห่งสูตรนั้น อาจารย์กุมารชีพว่า พระนาคารชุนกระทำศาสนกิจอยู่กว่า ๓๐๐ ปี และทางธิเบตกล่าวกันว่า พระนาคารชุนมีอายุถึง ๖๐๐ ปีจึงเข้าสู่นิรพาณ

พระนาคารชุนดำรงชีวิตอยู่ในสมัยไหนแน่นั้นสันนิษฐานกันต่างๆ หลวงจีนเหี้ยนจังว่าดำรงอยู่เมื่อพ.ศ.๔๐๐ ผู้แต่งหนังสือลัทธิของเพื่อนเห็นว่าราวพ.ศ.๗๐๐ ดร.วินัยโตษ ภัฏฏาจารย์ ผู้จัดพิมพ์หนังสือ “ตตฺตฺวสํคฺรห” (Baroda,1926) ว่าเมื่อพ.ศ.๗๒๔ และนายยี.เก.นริมัน (ที่ได้กล่าวชื่อมาแล้ว) ว่าอยู่ระหว่างพ.ศ.๖๐๔-๗๐๓

นอกจากรัตนาวลี ยังมีหนังสืออื่นที่นับว่าเป็นความรจนาของพระนาคารชุนอีก คือ
๑.“ธรฺมสํคฺรห” เป็นหนังสืออภิธานศัพท์เฉพาะในศาสนา
๒.“สุหฤลฺเลข” แต่งเป็นจดหมายทูลพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งแบบเดียวกันกับรัตนาวลี ฝ่ายจีนว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้คือพระเจ้าศาตวาหน ฝ่ายธิเบตว่าพระเจ้าอุทยน(อุเทน) หนังสือนี้มีโศลกรวม ๑๒๓ บท ว่าด้วยข้อความอันเป็นหลักแห่งพระพุทธศาสนาต้องกับข้อความในพระบาลีด้วย ต้นฉบับภาษาสํสกฤตศูนย์หายเสียแล้ว เหลือแต่คำแปลธิเบตซึ่ง เวนซัล (Wenzal) ได้แปลออกเป็นภาษาอังกฤษ พิมพ์ลงไว้ใน J.P.T.S. ฉบับประจำค.ศ.๑๘๘๖
๓.คัมภีร์พระไตรปิฎกในภาษาจีนรวม ๒๔ คัมภีร์เท่าที่กล่าวชื่อมานี้เป็นของพระนาคารชุนรจนาจริงหรือไม่นั้น นักปราชญ์ไม่รับรองหรือปฏิเสธอย่างไร
๔. “ศตสหสฺริกา ปฺรชฺญาปารมิตา” บัณฑิต ตารานาถ ผู้แต่งพงศาวดารประเทศธิเบต (ฉบับภาษาธิเบต) ว่าเป็นความรจนาของพระนาคารชุน แต่นายยี.เก.นริมัน พิจารณาเห็นว่าเป็นหนังสือรุ่นใหม่ ไม่ใช่ของพระนาคารชุน เว้นแต่ข้อความในหนังสือศตสหสฺริกา ปฺรชฺญาปารมิตานั้น เป็นไปตามแนวมติของพระนาคารชุน
๕.“มธฺยมกการิกา” นี่เป็นหนังสือสำคัญที่สุดที่พระนาคารชุนได้รจนาไว้ เพราะเป็นตำรับสำคัญของอนุนิกายในพระพุทธศาสนารายหนึ่ง ชื่อว่ามัธยมักนิกาย ซึ่งได้รับกำเนิดจากพระนาคารชุนเอง และเป็นหนังสือที่ทำให้พุทธศาสนิกชนทางประเทศอินเดียภาคเหนือนิยมพระนาคารชุน เกือบว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ถึงกับยกภาษิตของพระนาคารชุนว่าคู่เคียงกับพระพุทธภาษิตทีเดียว หนังสือมัธยมิการิกานี้ได้พิมพ์ขึ้นแล้ว พร้อมกับคำอธิบายของอาจารย์จันทรกีรติ ที่ประเทศรัซเซีย เมื่อค.ศ.๑๙๑๓ มีฉบับอยู่ในหอพระสมุดวชิราวุธ


<CENTER>คำของท่านสวามี สัตยานันทบุรี
แถลงลัทธิ</CENTER>

โอม! รัตนาวลีของพระนาคารชุน เป็นคัมภีร์ฝ่ายอาจารยวาทหรือมหายาน มาธยมิกนิกาย มาธยมิกนิกายถือศูนยวาทเป็นหลัก ฉะนั้น ในการหาความเข้าใจในรัตนาวลี เราจำเป็นต้องมีความรู้ในศูนยวาทเป็นต้นทุนเสียก่อน มิฉะนั้นแล้ว การแปลความประสงค์ดั่งที่พระอาจารย์นาคารชุนหมายถึงอยู่ นับว่าเป็นสิ่งที่ยากเย็นมิใช่น้อย ทั้งนี้ก็เพราะเหตุที่รัตนาวลีอัดใจความในลัทธิสั้นที่สุดคล้ายเป็นเพียงมาติกาในลัทธิศูนยวาท อย่างไรก็ตามศูนยวาทเป็นลัทธิอันแทรกแซงออกมาจากลัทธิเดิมคือขณิกวาท ขณิกวาทนับว่าเป็นมูลฐานแห่งบรรดาลัทธิเท่าที่เกิดมีขึ้นในพุทธปรัชญาตราบเท่าทุกวันนี้ ถ้าจะกล่าวตามรูปศัพท์ ขณิกวาท ก็คือลัทธิที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายตั้งอยู่ในขณะชั่วคราว หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมเปลี่ยนแปลงไปทุกๆขณะ โดยไม่มีความมั่นคงเที่ยงแท้แม้แต่น้อยหนึ่งเลย

จะกล่าวให้มีความหมายกระชับยิ่งขึ้นอีก เรายินยอมกันโดยทั่วไปว่า สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมเป็นสิ่งที่มีอยู่ เพราะเราเห็น เรารู้สึก เราเสวยอยู่ เป็นต้น สิ่งที่มีอยู่ก็คือ “สัต”(อัส ธาตุ (มี) อันตปัจจัย) นั้นเอง ฉะนั้น สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมหมายถึงสัต ในที่นี้ปัญหามีอยู่ว่า อันสรรพสิ่งทั้งหลายซึ่งนับว่าเป็นสัต หมายความว่าอะไรเล่า? หรืออีกนัยหนึ่ง ที่เราเรียกกันว่า “สรรพสิ่งทั้งหลาย” เราถือเอามาตรฐานอะไร? ปัญหานี้จะพิจารณาต่อไป

การที่เราดำรงอยู่ในโลกได้ ก็โดยอาศัยความหมายหรืออัตถะ ถ้าหากโลกนี้ขาดอัตถะเสียแล้ว โลกนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์สำหรับเรา เราใช้โต๊ะ เราใช้เก้าอี้ เราใช้หนังสือก็โดนเนื่องจากสิ่งเหล่านี้ มีอัตถะหรือความหมายสำหรับเรา ม้าไม่สามารถที่จะหาอัตถะในหนังสือได้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์สำหรับม้า จึงเห็นได้ว่า อัตถะเป็นเข็มทิศในความเป็นไปทุกๆอย่างของเรา อาศัยหลักฐานดั่งนี้ จึงกล่าวได้ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายก็จะต้องมีอัตถะบางอย่างสำหรับเรา ซึ่งเราถือเอาเป็นมาตรฐานนการพิจารณาถึงสรรพสิ่งทั้งหลายนั้น ฉะนั้น ปัญหาจึงมีอีกสายหนึ่งว่า อัตถะซึ่งบ่งถึงสรรพสิ่งทั้งหลายนั้นคืออะไรเล่า?

ถ้าจะพินิจพิเคราะห์ตามแนวโดยทั่วไปแล้ว จะเห็นได้ว่าอัตถะแยกออกเป็นสองสาย สายหนึ่งได้แก่การณะ และอีกสายหนึ่งได้แก่การิยะ กล่าวคือ บรรดาสิ่งที่เราใช้กันอยู่ หรืออาศัยอยู่ ปรากฏแก่เราในฐานเป็นการณะ หรือมิฉะนั้นเป็นการิยะ(เทียบคาถา ๔๗) เช่นเราต้องการเก้าอี้ตัวหนึ่ง เราจึงอาศัยไม้ นายช่าง เป็นต้น เป็นเครื่องอุปกรณ์ สิ่งอุปกรณ์เหล่านี้เป็นการณะที่จะบันดาลให้เกิดผลหรือการิยะคือเก้าอี้ นี้และเป็นคติการโดยทั่วๆไป ดั่งที่เกี่ยวแก่สรรพสิ่งทั้งหลาย หรือจะกล่าวลงได้ทีเดียวว่า สรรพสิ่งทั้งหลาย คือ สิ่งที่ปรากฏตามอัตถะแห่งการณะและการิยะ ฉะนี้

ตกว่า อันสรรพสิ่งทั้งหลายก็คือการณะกับการิยะนั้นเอง บัดนี้พิจารณาว่า สิ่งใดนับว่าเป็นการณะหรือการิยะ สิ่งนั้นเป็นขณิกหรืออขณิกะฉะนั้นหรือ? การที่เราถือกันว่าสิ่งหนึ่งเป็นขณิกหรืออขณิกได้ก็โดยสภาพของมันเป็นเกณฑ์ คือว่า ถ้าสภาพของสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไป เราเห็นกันว่าสิ่งนั้นหาใช่มีความมั่งคงไม่ จึงนับว่าเป็นขณิก แต่ทว่าถ้าสภาพของสิ่งใดคงอยู่เที่ยงแท้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เราจึงจะรับรองว่าสิ่งนั้นคืออขณิก

ถ้าจะกล่าวถึงการณะแล้ว การณะทุกๆการณะหาใช่มีสภาพอย่างมั่นคงไม่ ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่าก่อนที่การณะจะบันดาลให้เกิดผล การณะมีสภาพอีกอย่างหนึ่ง และขณะที่การณะกำลังบันดาลให้เกิดผลอยู่ การณะก็มีสภาพเปลี่ยนแปลงไปอีกประการหนึ่ง มิฉะนั้นแล้ว การณะก็ไม่สามารถที่จะเกิดผลเป็นการิยะได้ การที่ไม้จะถูกบันดาลให้เกิดผลคือเก้าอี้ขึ้นได้ ก็โดยเนื่องจากไม้นั้นจำเป็นต้องผ่านพฤติการณ์บางอย่าง จึงจะเป็นได้ ถ้าหากไม้มีสภาพที่มั่งคงอยู่ก่อนแล้ว ไม้ก็ไม่เปลี่ยนตัวให้ปรากฏเป็นเก้าอี้ได้ขึ้นได้ ดั่งนี้เป็นตัวอย่าง จงเห็นได้ว่าสิ่งใดซึ่งในฐานเป็นการณะบันดาลให้เกิดผลขึ้น สิ่งนั้นจำเป็นจะต้องมีสภาพอันเปลี่ยนแปลงไปเสมอ นั่นก็คือ การณะย่อมไม่มีสภาพอย่างคงที่ จึงนับว่าเป็นขณิกฉะนี้ (ดูคาถาที่ ๖๖)
ถ้าจะกล่าวถึงการิยะ ก็เป็นเช่นเดียวกันอีก คือถ้าหากการิยะมีสภาพอันคงที่แล้ว การิยะก็เกิดขึ้นมิได้เลย เพราะเหตุว่าก่อนที่การิยะจะเกิดขึ้น การิยะยังไม่มีตัวปรากฏ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว การิยะมีตัวปรากฏขึ้น จึงเห็นได้ว่าในระยะเวลาสองตอนนี้สภาพของการิยะหาได้คงที่อยู่ไม่ อีกประการหนึ่ง เราย่อมใช้การิยะรูปในความเป็นไปของเราด้วย แต่อันที่จริงเราใช้สิ่งหนึ่งไม่ตลอด เช่นเราไม่เคยนั่งอยู่ที่เก้าอี้โดยไม่มีอวสาน ฉะนั้นขณะที่มีคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ กับขณะที่ไม่มีใครนั่งอยู่บนเก้าอี้ เก้าอี้มีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปตาม กล่าวคือ ถ้าหากสภาพของเก้าอี้เป็นที่นั่งประจำอยู่เสมอ เก้าอี้จำเป็นจะต้องทำให้คนนั่งอยู่โดยไม่รู้จักว่างเลย ทั้งนี้ ก็เพราะเหตุที่สภาพนับว่าเป็นคุณชนิดที่ประจำอยู่ที่ตัวโดยไม่มีอวสาน จึงเห็นได้ว่า เก้าอี้ก็ตามหรือการิยะใดก็ตาม ย่อมไม่มีสภาพซึ่งนับว่าคงที่ได้ นั่นก็คือการิยะเป็นขณิกด้วย

ดังนั้น เนื่องจากสรรพสิ่งทั้งหลายย่อมเป็นประมวลแห่งการณะกับการิยะ สรรพสิ่งทั้งหลายหรือสิ่งที่เรียกกันว่าสัต จึงนับว่าเป็นขณิก ไม่มีสิ่งซึ่งเราพึงเห็นกันได้ว่าเป็นอขณิกได้

ตกลง บรรดาสิ่งทั้งหลายเป็นขณิก บัดนี้ดังที่ยินยอมกันอยู่โดยทั่วๆไป สรรพสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นได้ก็เพราะเหตุและปัจจัย ปัญหาจึงเกิดมีขึ้นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัย มีความจริงแค่ไหน? หน่ออันเกิดขึ้นจากพืช พืชจึงนับว่าเป็นเหตุของหน่อนั้น ธาตุภายนอกคือดิน น้ำ อากาศเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือให้หน่อเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้จึงนับได้ว่าเป็นปัจจัยของหน่อ จงคิดดุว่า ก่อนที่หน่อจะงอกขึ้นมาได้ หน่อนั้นอยู่ที่ไหน? หน่อมิได้อยู่ที่พืช หรืออญุ่ที่ธาตุภายนอกก็หาไม่ ทั้งนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า หน่อนั้นไม่ได้มีความจริงซึ่งติดข้องปรากฏอยู่ในตัวได้ นั่นก็คือตามความเป็นจริงหน่อไม่ได้มีอยู่เลย เป็นเพียงแต่รูปอันปราศจากความจริง ดังเช่นพืชที่ถูกมดกินเนื้อในจนหมดแล้ว ไม่มีสาระ มีเพียงแต่ร่างเท่านั้น อาศัยกระแสแห่งอุทาหรณ์ดังกล่าวมาแล้วนี้ เราจึงยุติลงได้ว่า อันบรรดาสิ่งทั้งหลายที่สืบเนื่องมาจากเหตุและปัจจัย ไม่มีความจริงติดข้องอยู่เลย ดังนั้นผลแห่งเหตุและปัจจัยจึงนับว่า “ศูนย์” ฉะนี้

ถ้าจะถือว่า ถึงแม้ส่วนรูปเป็นศูนย์ก็จริง แต่ทว่าส่วนนามหาใช่เป็นเช่นนั้นไม่ เราย่อมใช้นามเป็นมาตรฐานในการชี้แจงถึงรูปทั้งหลายซึ่งหามีความจริงหรือความเที่ยงแท้ไม่ ถึงแม้หน่อนั้นมิได้มีอยู่เลยก็ตาม แต่นามว่า “หน่อ” คงมีเรียกอยู่เสมอ เราจึงเข้าใจได้ว่า สิ่งนี้คือหน่อ เมื่อข้อขัดแย้งเกิดขึ้นดังนี้ คำตอบมีอยู่ว่า นามก็คือเครื่องหมายอย่างหนึ่งเพื่อจะชี้แจงรูป ถ้าเราเห็นว่า รูปไม่มีความจริง ก็จะต้องเข้าใจว่า นามของรูปนั้นพลอยเป็นสิ่งที่ไม่จริงไปด้วย นั่นก็คือในส่วนรูปก็ตาม หรือในส่วนนามก็ตาม บรรดาสิ่งทั้งหลายซึ่งนับว่าเป็นขณิกและซึ่งสืบเนื่องมาจากเหตุและปัจจัย ไม่มีความจริงติดเนื่องอยู่ หรือจะกล่าวได้ทีเดียวว่าสิ่งเหล่านี้คือ “ศูนย์” นั้นเอง

จะกล่าวถึงนิรพาณอีกสักหน่อย คงจะเข้าใจกันได้อย่างราง ๆ ว่า นิรพาณคือความดับเบญจขันธ์ ส่วนเบญจขันธ์ก็คือผลแห่งเหตุและปัจจัยชนิดหนี่ง ดังได้แสดงมาแล้ว ผลแห่งเหตุและปัจจัยก็คือความเป็นของศูนย์นั่นเอง ฉะนั้นก็ดับสิ่งที่ศูนย์ จะมีความจริงอยู่ได้อย่างไร? นอกจากจะชวนให้เข้าใจไปว่า การดับสิ่งเช่นนั้นก็ต้องพลอยศูนย์ไปด้วยเหมือนกัน เช่นมายาบุรุษตนหนึ่ง กำลังรบกับมายาบุรุษอีกตนหนึ่ง มายาบุรุษทั้งสองก็คือบุรุษผู้ซึ่งไม่มีความจริง ถ้าหากมายาบุรุษตนหนึ่ง ฆ่ามายาบุรุษอีกตนหนึ่งแล้ว การฆ่าเช่นนี้ก็นับว่าเป็นการฆ่ามายาคือไม่มีความจริง ก็นับว่าเป็นการดับซึ่งไม่มีความจริงไปด้วย จริงหรือไม่? โดยยึดถือเอานัยอุทาหรณ์ดังกล่าวนี้ เราจึงพอเห็นได้ว่า การดับเบญจขันธ์ซึ่งนับว่าเป็นของศูนย์ จึงพลอยเป็นความศูนย์ไปตาม ๆ กัน หรืออาจกล่าวได้ทีเดียวว่า นิรพาณก็เป็นศูนย์นั่นเอง (เทียบนิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ และดูคาถาที่ ๖๔)

ทฤษฏิอันนี้แหละ เป็นมูลฐานฝ่ายมาธยมิกนิกาย หรือศูนย์วาทโดยย่อ ในการรจนารัตนาวลี พระอาจารย์นาคารชุนก็ได้ยึดถือเอาเป็นเกณฑ์ ซึ่งเราจะพบอยู่เนืองๆ ในที่จะอ่านต่อไป

การแปลหนังสือประเภทนี้ ให้กระจายออกเป็นภาษาไทยเป็นการยากเย็นไม่น้อย ทั้งนี้ก็เพราะเหตุที่ในภาษาไทย คำเฉพาะเกี่ยวแก่ปรัชญา มักจะเป็นภาษาสันสกฤตหรือบาลี อีกประการหนึ่ง มติความเห็นฝ่ายมหายาน นับว่ายังเป็นความแปลกประหลาดหรือเป็นของใหม่สำหรับชนชาวสยาม ถึงกระนั้นข้าพเจ้ามีความเชื่อถือในความสามารถของผู้แปลนี้ อนึ่งส่วนตัวข้าพเจ้าขอรับรองไว้ว่า รสชาติแห่งการแปลไทยเท่าที่ข้าพเจ้าได้อ่านตรวจดูแล้ว เห็นว่ามีความหมายตรงกับความเดิม ถ้าหากผู้อ่านมีความรู้ในคำสันสกฤตอยู่แม้เพียงเล็กน้อย และทั้งมีความรู้อย่างธรรมดาในลัทธิของพระนาคารชุนอยู่บ้าง จะได้รับประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ไม่น้อย อนึ่งข้อที่ควรระมัดระวังเพื่อรักษารสชาติของหนังสือ ขอเตือนนักศึกด้วยกันให้ทราบ จงอย่าเอามติความเห็นทางฝ่ายเถรวาท หรือพระพุทธศาสนาในสยามปัจจุบัน ไปปะปนกันเข้าเป็นอันขาด นอกจากจะเสียรสของหนังสือแล้ว ยังอาจจะทำให้ท่านเสียประโยชน์ที่ควรได้จากการอ่านหนังสือนี้โดยตรงด้วยอีกชั้นหนึ่ง

ในที่สุด ข้าพเจ้าขอสรรเสริญความฝักใฝ่พร้อมด้วยความพยายาม อันเป็นนิสสัยนักศึกษาของผู้แปลเป็นภาษาไทยนี้ไว้ด้วยความจริงใจ และขออนุโมทนาสาธุในน้ำพักน้ำแรงซึ่งนำมาใช้เพื่อความสวัสดีของโลก

<CENTER>คำชี้แจงของผู้แปล(เพิ่มเติมหลักลัทธิ).</CENTER>

หลักลัทธิที่พระนาคารชุนแสดง เรียกว่ามาธยมิก (นิกายสายกลาง) คือในสมัยนั้น ประชาชนมีทิฐิแยกออกเป็นสองประการ อย่างหนึ่งเป็นสรวาสติวาท (สารพัตถิกวาท) ถือว่าสิ่งทั้งปวงมีสภาวะโดยแท้ อีกอย่างหนึ่งเป็นนาสติกวาท (นัตถิกวาท) ถือว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีสภาวะเลย แต่พระนาคารชุนเลือกเอาทั้งสองอย่างมาปรับปรุงเป็นสายกลาง ว่าสิ่งทั้งปวงจะมีหรือไม่มีก็ช่างเถิด แต่สิ่งต่างๆย่อมศูนย์และไม่ศูนย์ ซึ่งบางที่เรียกคตินี้ว่าศูนยวาท

มีอรรถาธิบายว่า ปรัชญานั้นคืออะไร? คือความรู้แจ้งในรูปธรรมนามธรรมว่ามีสภาวะเป็นศูนย์ ไม่มีสิ่งไรๆอยู่คงที่เป็นตัวตน ถ้าพิจารณาให้ซึ้ง จะเห็นได้ว่าล้วนไร้แก่นสาร แม้แต่อาตมัน(อัตตา) ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น สิ่งทั้งปวงที่เป็นรูปธรรมนามธรรมจึงตกอยู่ศูนย์ ศูนย์คืออะไร? เป็นสภาวะอย่างหนึ่งหรือ? ไม่ใช่ เป็นอสภาวะหรือ? ไม่ใช่ เป็นสภาวาสภาวะหรือ? ไม่ใช่ กระนั้นเป็นอะไร? เป็นอนิรวาจย์ คืออธิบายไม่ได้ พูดถึงไม่ได้ เป็นอตักกาวจร นึกคิดไม่เห็น จะเรียกศูนย์นี้ว่า ปารมิตา หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตาม ที่อยู่เหนือความรู้สึกล่วงพ้นจากสามัญปัญญาวิสัย พระโพธิสัตว์ซึ่งได้บำเพ็ญบารมีตั้งปณิธานมาแล้วนับด้วยนานาอเนกชาติจึงจะบรรลุความรู้ในศูนย์นี้ เมื่อพระโพธิสัตว์มีปณิธานแล้ว เห็นสัตว์โลกต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ บังเกิดกรุณามุ่งแต่จะช่วยให้พ้นสังสารวัฏทุกข์ แม้ตัวพระโพธิสัตว์เองจะต้องเวียนว่ายตายเกิดรับทุกข์อยู่ในสังสารวัฏต่อไปอีกกี่พันกี่หมื่นชาติ ก็เต็มใจอยู่ เพราะฉะนั้น นิกายมาธยมิกนี้ บางทีจึงเรียกว่าโพธิสัตวยาน

หลักศูนยตานี้นักปราชญ์ชาวตกวันตกวินิจฉัยว่า เลือนมาจากหลักอนาตมัน(อนัตตา) ที่ว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีอัตตา แต่ที่จะแปลศูนยตา ว่าศูนย์สิ้นอย่างสนิทคงไม่ได้ เพราะได้ความตามหลักว่ายังมีศูนยตาและมหาศูนยตา ซึ่งแบ่งออกเป็นสิบแปดชั้น

ศูนยตามีลักษณะสามและสัตย์สอง ลักษณะสามประการคือ (๑)ปริกัลปิตะ (ปริกัปปิต) เห็นสิ่งทั้งปวงเป็นของเที่ยง เห็นสิ่งทั้งปวงที่ไม่มีจริงว่าเป็นจริง เช่นเห็นเชือกเป็นงู หรือเห็นสัตว์ทั้งปวงมีตัวตนเป็นของเที่ยง (๒) ปรตันตระ ความรู้อันอาศัยสิ่งอื่นเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นความรู้ไม่สู้ผิด แต่ว่าเป็นความรู้แคบโดยจำกัด เช่นเชื่อว่าเชือกมีจริง และงูมีจริง (๓) ปรินิษปันนะ (ปรินิปผันน) ความรู้อันบริบูรณ์แท้จริง รู้แจ้งว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตน เป็นเพราะสังขารปรุงแต่งขึ้นเท่านั้น สัตย์สองประการได้แก่สํวฤติสัตย์ (สมมุติสัจจ์) เป็นความจริงที่เป็นสามัญ และปรมารถสัตย์ (ปรมัตถสัจจ์) เป็นความรู้จริงอันเป็นเลิศ แต่ถ้ารู้จริงโดยปรมารถแล้ว ย่อมเข้าถึงนิรพาณ เพราะฉะนั้น สังสารโลกที่ต้องสละไป ไม่ใช่หนีทุกข์อย่างพระพุทธศาสนาในชั้นต้นแห่งทักษิณยาน ที่สละไปก็เพราะหน่ายสิ่งทั้งปวงอันหาความจริงเที่ยงแท้มิได้

นอกจากนี้ พระพุทธเจ้าย่อมมีลักษณะเป็นตรีกาย คือธรรมกาย เป็นสารหรือสภาวะอันสำคัญของบรรดาพระพุทธเจ้า ได้แก่พระอาทิพุทธ์ สัมโภคกาย กายแห่งความบันเทิง กล่าวคือพระกายทิพย์มีรัศมีรุ่งเรือง อันพระพุทธเจ้าย่อมปรากฏให้เห็นได้แก่พระพุทธชิน หรือพระฌานีพุทธ์ ซึ่งออกมาจากพระอาทิพุทธ์ นิรมาณกาย คือกายอันนิรมิตบิดเบือนขึ้น ได้แก่ร่างมนุษย์ซึ่งพระศากยมุนี หรือพระพุทธเจ้า หากปรากฏลักษณะแท้จริงของพระองค์ให้เห็น หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่ามานุษิพุทธ์ พระกายทั้งสามนี้จะแยกกันไม่ได้ ถ้าพูดถึงหนึ่ง ก็รวมอีกสองด้วย พระฌานีพุทธ์ที่ปรากฏในยุคนั้น มีพระฌานีพุทธ์อมิตาภะ ต่อมาจึงเกิดมีพระฌานีพุทธ์องค์อื่นขึ้นอีก. (ลัทธิของเพื่อน)
:yociexp32:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=28 (http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=28)
</TD></TR></TBODY></TABLE>

มดเอ๊ก
12-04-2007, 10:02 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><TABLE borderColor=white cellSpacing=0 cellPadding=3 width="100%" border=2><TBODY><TR><TD><TABLE cellSpacing=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top><!--Last Update : 1 ธันวาคม 2550 21:47:53 น.-->

http://www.cinaoggi.it/arte/filosofia/immagini/Nagarjuna.jpg

ภาพท่าน นาคารชุน นิกายเซนนับถือให้ท่านเป็น สังฆปรินายกสายอินเดีย




รัตนวลีคาถาที่ ๑-๓๘
<!-- Main -->
<CENTER>นโม รตฺนตฺรยายฯ</CENTER>

สรฺวโทษวินิรฺมุกฺตํ
คุไณะ สรฺไวรลํกฤมฺ ฯ
ปฺรณมฺย สรฺวชฺญมหํ
สรฺวสตฺตฺไวกพานฺธวฺม ฯ๑ฯ

สพฺพโทสวินิมุตฺตํ
คุเณหิ สพฺเพหิ อลํกตํ
นตฺวาน สพฺพญฺญุมหํ
สพฺพสตฺเตกพนฺธวํ ฯ

ขอน้อมพระรัตนตรัย

(๑) ข้าพระเจ้าประณมพระสรรเพชญ์เจ้า พระองค์เดียวเท่านั้นที่เป็นพวกพ้องสรรพสัตว์ ผู้พ้นจากโทษทั้งสิ้น แต่ประดับด้วยคุณทั้งปวง ฯ

ธรฺมเมกานฺตกลฺยาณํ
ราชนฺ ธรฺโมทยาย เต ฯ
วกฺษฺยามิ ธรฺมะ สิทฺธึ หิ
ยาติ สทฺธรฺมภาชเนฯ๒ฯ

ธมฺมํ เอกนฺตกลฺยาณํ
ราช ธนฺโมทยาย เต
วกฺขามิ ธมฺโม สิทฺธํ หิ
ยาติ สทฺธมฺมภาชเนฯ

(๒) ดูก่อนพระราชา,แล้ว,อาตมาจักกล่าวธรรมมีแต่คุณงามส่วนเดียว เพื่อความเจริญใจแด่พระองค์ท่านฯ ก็ธรรมย่อมถึงความสำเร็จเป็นผล ในชนผู้สมที่จะเป็นภาชนะรองรับสัทธรรม ฯ (ดูบท ๖)

บันทึก : เอกานฺตกลฺยาณมฺ อรรถกถาแก้ว่า อาทิมธฺยานฺตกลฺยาณมฺ งามแต่ต้นถึงกลางจนที่สุด.

ปฺราคฺ ธรฺมาภฺยุทโย ยตฺร
ปศฺจานฺ ไนะเศฺรยโสทยะฯ
สมฺปราปฺยาภฺยุทยํ ยสฺมา-
เทติ ไนะเศฺรยสํ กฺรมาตฺฯ๓ฯ

ปเค ธมฺมพฺภุทโย ยตฺร
ปจฺฉา เนสฺเสยฺยสูทโย
สมฺปตฺวา อพฺภุทยํ ยสฺมา
เอติ เนสฺเสยฺยสํ กมาฯ

(๓) มีอัภยุทัยแห่งธรรมก่อน ภายหลังมีการเกิดขึ้นแห่งเนสไสยสธรรม ฯ เพราะบุคคลบรรลุอัภยุทัยธรรมแล้ว จึงถึงเนสไสยสธรรมโดยลำดับ ฯ

บันทึก : ปฺราคฺ เคยเห็นใช้ในบาลีว่า ปเคว ถ้าจะใช้ในที่นี้บ้าง ก็จะเกินกำหนดปัฐยาวัตต์ซึ่งยังไม่จำเป็น จึงใช้แค่ปเค โดยโถดมาจาก อติปฺปเค เช่นใช้ในชาดกเล่ม ๓ หน้า ๔๘ฯ อัภยุทัย ความเจริญเต็มที่หมายถึงความเจริญทางโลก ทั้งโลกนี้และโลกหน้า (อิหปรเลากิโลนฺนติ) ฯ เนสไสยส (นิ+เสยฺยโส) ภาวะไม่มีอะไรดีกว่า,คล้ายๆ กับ อนุตฺตโร,หมายเอาโมกษะ,ฉะนั้น น่าจะเทียบได้กับนิรพาณฯ แต่โมกษะทางมหายาน ตามที่ปรากฏในคัมภีร์ของพระนาคารชุนเป็นเพียงชั้นที่ ๒ แห่งญาณสมภารฯ เนสไสยส ต่ำกว่าโมกษะ,กับยังมีปรัชญาและศูนยตา เหนือโมกษะไปอีก ๒ ชั้นฯ อนึ่งทางถึงนิรพาณ คือปรัชญา;แต่ยังไม่ควรสอนเรื่องปรัชญาแก่คนที่ยังไม่สุก (ดูบท ๗๔)ฯ และเมื่อพิจารณาถึงศูนยตา จะต้องผ่านบุณยสมภารก่อนฯ ศูนยตาคือขั้นสุดท้ายแห่งปรัชญามรรคฯ ถึงนิกายสมัยหลังๆ ฝ่ายมหายานก็ว่าทางนิรพาณเป็น ๒ อย่างคือ อุปายะและปรัชญาฯ อุปายะนี้พระนาคารชุนหมายเอาศรัทธา,แต่ผู้อื่นๆ หมายเอากรุณา ฯ ทางนิรพาณมีเป็น ๒ นั้นดังนี้
๑. บุณยสมภาร
- อัภยุทัยธรรม
- สุข
- ศรัทธา
- อุปายะ
- กรุณา

๒. ญาณสมภาร
- เนสไสยสธรรม
- โมกษะ
- ปรัชญา
- ศูนยตา

สุขมภฺยุทยสฺ ตตฺร
โมกฺโษ ไนะเศฺรยโส มตะฯ
อสฺย สาธนสํกฺษปะ
ศฺรทฺธาปฺรชฺเญ สมาสตะฯ๔ฯ

สุขํ อพฺภุทโย ตตฺร
โมกฺโข เนสฺเสยฺยโส มโต
อสฺส สาธนสํเขโป
สทฺธาปญฺเญ สมาสโตฯ

(๔) บรรดาธรรมนั้น ท่านกำหนดอัภยุทัยธรรม ว่านำความสุขมาและเนสไสยสธรรมว่านำโมกษะมาฯ ความย่อย่นธรรมอันนี้ก็สำเร็จโดยรวมเข้าในศรัทธาและปรัชญา ฯ

บันทึก : ตามที่อรรถกถาแก้ไว้ ความหมายที่แท้คือว่า อัภยุทัยธรรมมิใช่ความสุข และเนสไสยสธรรมมิใช่ตัวโมกษะ ฯ แต่ความสุขและโมกษะ ค่อนข้างเข้าใจกันว่าเป็นผลแห่งอัภยุทัยธรรมและเนสไสยสธรรมนั้น ฯ

ศฺราทฺธตฺวาทฺ ภชเต ธรมํ
ปฺราชฺญตฺวาทฺ เวตฺติตตฺตวตะฯ
ปฺรชฺญา ปรธานํ ตฺวนโยะ
ศฺรทฺธา ปูรฺวงฺคมาสฺย ตุฯ๕ฯ

สทฺธตฺตา ภชเต ธมฺมํ
ปญฺญตฺตา เวตฺติ ตตฺตโต
ปญฺญา ปธานํ เตฺวตาสํ
สทฺธา ปุพฺพงฺคมาสฺส ตุฯ

(๕) เพราะความที่มีศรัทธา จึงดำเนินสู่ธรรม,เพราะความที่มีปรัชญา จึงทราบตามความจริง ฯ ก็บรรดาคุณชาติทั้งสองนั้นปรัชญาเป็นประธาน ฯ ส่วนศรัทธา นำหน้าประธานคือปรัชญานั้นฯ

บันทึก : ในสํสกฤต มี ศฺราทฺโธ ปฺราชฺโญ, บาลีมีแต่สทฺโธ เป็นพื้น ,ปญฺโญ (ตัทธิต) มีที่ใช้น้อยเต็มที พบครั้งหนึ่งในคาถามหาสุตตโสมชาดก อสีตินิบาตว่า น เตน เมตฺตึ ชิรเยถ ปญฺโญ ฉะนั้นจึงทำศัพท์เป็นปญฺญตฺตา (เพราะความเป็นผู้มีปัญญา) ฯ เวตฺติ คือ วิทฺในความรู้ ความประสพ. วัตตมานา เอกปฐม ในสํ. เป็นเวตฺติ, เคยพบในบาลีเป็น วินฺทติ. แต่ Rhys Davids (Pali English Dictionary by T.W. Rhys Davids & William Stede) ว่ามีครั้งหนึ่งในเถรคาถาบท ๔๙๗ เป็น เวตฺติ (แต่ทำรูปเป็นเวติ) ฯ

ฉนฺทาทฺ เทฺวษาทฺ ภยานฺ โมหาทฺ
โย ธรฺมํ นาติวรฺตเต ฯ
ส ศฺราทฺธ อิติ วิชฺเญยะ
เศฺรยโส ภาชนํ ปรมฺฯ๖ฯ

ฉนฺทา โทสา ภยาโมหา
โย ธมฺมํ นาติวตฺตติ
ส สทฺโธ อิติ วิญฺเญยฺโย
เสยฺยโส ภาชนํ ปรํฯ

(๖) ผู้ใด ไม่ประพฤติล่วงธรรม เพราะฉันทะ โทสะ ภยะและโมหะ , พึงทราบผู้นั้นว่าคือคนมีศรัทธา เป็นภาชนะอันดีแก่งสิริยิ่ง (คือไม่มีใครๆ จะเป็นที่รองรับโมกษธรรมเหมาะไปกว่าเขา) ฯ

บันทึก : จากบทนี้จนถึงบท ๒๔ ศรัทธามีผลให้ปฏิบัติธรรมที่แสดงไว้แล้ว ให้สมกับอัภยุทัยฯ ฉันทะ โทสะ ภยะ โมหะเป็นอาการสำแดงแห่งมารทั้งสิ่ผู้บันดาลให้บุคคลเชือนไปจากการบำเพ็ญกุศลธรรมฯ เศฺรยโส ศัพท์เดิม ศรี,อียสฺปัจจัย ในเสฏฐตัทติตเป็นศฺรยสฺ ฯ ปฐมาเอกวจนะเป็นศฺรยะ ได้ในความว่าวรฺธนาทฺ รกฺษณํ เศฺรยะ รักษาเป็นสิริยิ่งกว่าบำรุง ฯ ฉัฏฐีเอกวจนะเป็นเศฺรยโส แปลความว่า แห่งสิริยิ่ง ที่บาลีนำมาใช้เป็นเสยฺยโส คือคงรูปฉัฏฐีวิภัตติตามสํสกฤต แต่ทว่าใช้ในฐานเป็นอัพยยศัพท์ฯ

กายวางฺมานสํ กรฺม
สรฺวํ สมฺยกฺปรีกฺษฺย ยะฯ
ปราตฺมหิตมาชฺญาย
สทา กุรฺยาตฺ ส ปณฺฑิตะฯ๗ฯ

กายวจีมโนกมฺมํ
สพฺพํ โย สมฺมเปกฺขิย
ปรตฺตหิตมญฺญาย
สทา กยิรา ส ปณฺฑิโตฯ

(๗) ผู้ใดพิจารณาโดยระมัดระวังซึ่งกรรมทั้งสิ้น อันทำด้วยกายหรือวาจาใจ รู้ทั่วถึงกรรมที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นและแก่ตนตนเองแล้ว ก็พึงทำกรรมนั้นเสมอ,ผู้นั้นเป็นบัณฑิต ฯ

บันทึก : บัณฑิตในที่นี้คือ ผู้มีปรัชญาในบทที่ ๔-๕ เมื่อในบทที่ ๖ แยกพูดเฉพาะผู้มีศรัทธาแล้ว ในบทนี้จึงแสดงลักษณะ ผู้มีปรัชญา ฯ ปรีกษา (อ่านว่า ปะรีกษา) การดูโดยรอบคอบคือพิจารณา ประกอบในการพินิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นกุศลอกุศลหรืออัพยากฤต ฯ เขาก็อยู่ในภาวะแห่งความรู้สึกผิดชอบบริบูรณ์และในความรู้ตัวซึ่งเรียกว่าสัมประชันยะ หรืออะประมาท ฯ ปรีกษา นี้มีความแจ่มแจ้งในบทต่อไป (ในบาลีใช้ว่า ปริกฺขา เช่น อตฺถปริกฺขา สทฺธมฺโมปายน หน้า ๕๓๒ ) ฯ

อหึสา เจารฺยวิรติะ
ปรทารวิวรฺชนมฺ ฯ
มิถฺยาไปศุนฺยปารุษฺยา-
พนฺธวาเทษุ สํยมะ ฯ๘ฯ

อหึสา เถยฺยวิรติ
ปรทารวิวชฺชนํ
มิจฺฉาเปสุญฺญผารุสฺสา-
พนฺธวาเทสุ สญฺญโม ฯ

(๘) ความไม่ผลาญชีพ, ละเว้นการเป็นขโมย, เว้นขาดภริยาผู้อื่น; สำรวม (คือบังคับคำของตนเองมิให้เหไป) ในมิจฉาวาท (มุสาวาท) ปิสุณาวาจ ผรุสวาจ และอพัทธวาท(สัมผัปปลาป) ฯ (มีต่อในบทที่ ๙ )

บันทึก : อหึสา กับบทที่ ๑๐ อวิหึสา มีความหมายต่างกัน และจะเห็นได้ชัดในบทที่ ๑๔ ฯ

โลภวฺยาปาทนาสฺติกฺย-
ทฤษฏีนา ปริวรฺชนมฺ ฯ
เอเต กรฺมปถา ศุกฺลา
ทศ กฤษฺณา วิปรฺยยาตฺ ฯ๙ฯ

โลภพฺยาปาทนตฺถิกฺก-
ทิฏฺฐีนํ ปริวชฺชนํ
เอเต กมฺมปถา สุกฺกา
ทส กณฺหา วิปรียยา ฯ

(๙) เว้นสิ้นความโลภ ความพยาบาท และนัตถิกฺกทิฏฐิฯ เหล่านี้ เป็นกรรมบถฝ่ายขาวสิบประการ ที่เป็นฝ่ายดำก็โดยผิดจากนี้ ฯ

บันทึก : วิปรฺยยาตฺ ปัญจมี เอกวจนะ แห่งศัพท์วิปรฺยย ฯ บาลีใช้เป็น วิปริยย เช่นในอัฐกถาสุตตนิบาตหน้า ๔๙๙ ฯ

อมทยปานํ สฺวาชีโว
,วิหึสา ทานมาทราตฺ ฯ
ปุชฺยปูชา จ ไมตฺรี จ
ธรฺมศฺ ไจษ สมาสตะ ฯ๑๐ฯ

อมชฺชปานํ สุชีโว
อวิหึสา ทานมาทรา
ปุชฺชปูชา จ เมตฺตี จ
ธมฺโม เจส สมาสโต ฯ

(๑๐) การไม่ดื่มน้ำเมา อาชีพอันชอบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่นเอื้อเฟื้อแบ่งปัน บูชาที่ควรบูชาและไมตรี นี้เป็นธรรมโดยสังเขป ฯ

ศรีรตาปนาทฺ ธรมะ
เกวลานฺ นาสฺติ เตน หิ
น ปรโทฺรหวิรติรฺ
น ปเรษามนุคฺรหะ ฯ๑๑ฯ

สรีรตาปนา ธมฺโม
เกวลํ นตฺถิ เตน หิ
น ปรทฺโทหวิรติ
น ปเรสํ อนุคฺคโหฯ

(๑๑) เพียงเหตุทรมาณตัว ธรรมยังไม่มี(แก่เขา)ฯ เพราะมิใช่ว่าจะเว้นประทุษต่อผู้อื่น มิใช่ว่าจะอนุเคราะห์ผู้อื่น ด้วยวิธีนั้น ฯ

บันทึก : บทนี้แย้งวิธีโยคปฏิบัติแห่งนิกายอื่นซึ่งเห็นว่าธรรม ต้องมาอยู่ในการปฏิบัติทรมาณตัวตึงเครียด คือพวกอาชีวกและนิครนถ์ ฯ โทฺรห บาลีเป็น โทห เช่นในอัฐกถาทีฆนิกายเล่ม ๑ หน้า ๒๙๖ ฯ

ทานศีลกฺษมาสฺปษฺฏํ
ยะ สทฺธรฺมมหาปถมฺ ฯ
อนาทฤตฺย วฺรเชตฺ กาย-
เกฺลศโค ทณฺฑโกตฺปไถะ ฯ๑๒ฯ

ทานสีลขมาทิฏฐํ
โย สทฺธมฺมมหาปถํ
อนาริย วเช กาย-
กิเลสโค ทณฺฑกุปฺปเถหิฯ

(๑๒) ผู้ใด ไม่เอื้อเฟื้อทางใหญ่แห่งสัทธรรม อันเห็นได้ชัดด้วยทานศีลและขันตี เป็นผู้ลุแก่กายกิเลส จะต้องเที่ยวฝ่าทางผิดเป็นพงชัฏ ฯ (ความไปต่อที่บท ๑๓)

บันทึก : สฺปษฺฏมฺ จาก สฺปศฺ(หมวดภู) ในความดูหรือความเห็น กับ ต ปัจจัย ไม่ทราบว่าคำในบาลีใช้อย่างไร จึงขอยืมทิฏฐิมาใช้แทน ฯ บาลีมี ปสฺ (เห็น) สํ. ก็มี ปศฺ หมวดทิวฺอย่างเดียวกัน ฯ วฺรเชตฺ สัตตมีเอกวจนะประถมบุรุษแห่ง วฺรชฺ (ในความเว้น) บาลีเป็นวชติ ซึ่งในจุลนิเทส(หน้า ๔๒๓) แก้ว่า คจฺฉติ กมติ ได้ในความว่า น เว กทริยา เทวโลกํ วชนฺติ (ธมฺมปท โลกวคฺค) ฯ บางทีเพี้ยนเป็นภชฺ ดังมีมาแล้วในบทที่ ๕ แต่ในรูปมาพ้องกับ ภชฺ (คบ) เลยแปลว่าคบไปด้วย เช่นในความว่า ภเชถ นกฺขตฺตปถํว จินฺทิมา(ธมฺมปท สุขวคฺค) ซึ่งอันที่จริง ถ้าแปลว่า “พึงไปหา.....เหมือนดวงจันทร์โคจร(ไปหา)คลองนักษัตร” ก็จะได้ความหมายอย่างตรงไปตรงมา ดีกว่าที่จะแปลอ้อมค้อมว่า “คบคลองนักษัตร” และจะต้องตีความอีกที่หนึ่งว่า “โคจรไปหา” ฯ อุตฺปไถะ ตติยาวิภัติพหูพจน์ บาลีต้องเป็น อุปฺปเถหิ เลยไม่ถูกคณะฉันท์ เป็นตัวอย่างอันหนึ่งว่าสํสกฤตจะแปลงเป็นบาลีให้ลงกันทุกส่วนไม่ได้เลย ฯ

ส สํสาราฎวึ โฆรา-
มนนฺตชนปาทปามฺ ฯ
เกฺลศวฺยาลาวลีฒางฺคะ
สุทีรฺฆํ ปฺรติปทฺยเต ฯ๑๓ฯ

โส สํสาราฏวึ โฆรํ
อนนฺตชนปาทปํ
กิเลสพาฬาวลิฬฺหงฺโค
สุทีฆํ ปฏิปชฺชติ ฯ

(๑๓) ผู้นั้นก็เข้าดงอันน่ากลัวคือสังสารวัฏ มีต้นไม้คือประชาชาติอเนกอนันต์ ตลอดกาลนานแสนนาน มีสัตว์ร้ายคือกิเลสตามเลียตนไป ฯ (บทต่อๆไปนี้ แสดงผลแห่งความเป็นผู้ลุกายกิเลส)

บัณทึก : อวลีฆ อว-ลิหฺ(ในความเลีย) ต ปัจจัย ในบาลีไม่ทราบว่าสำเร็จรูปเป็นอย่างไร แต่เมื่อเทียบกับรุหฺ-รุฬฺห มุหฺ-มุฬฺห วุหฺ-วุฬฺห แล้ว ในที่นี้จึงเป็น ลิฬฺห บ้างฯ Rhys Davids ว่า ลีฬฺหา มาจาก ลิหฺ ธาตุ (ขัด,ถู) เป็นนาม ยกตัวอย่างว่า พุทฺธลีฬฺหาย ธมฺมํ เทเสติฯ

หึสยา ชายเต ,ลปายุะ
พหฺวาพาโธ วิหึสยา ฯ
เจารฺเยณ โภควฺยสนี
สศตฺรุะ ปรทาริกะ ฯ๑๔ฯ

หึสาย ชายเตปฺปายุ
พหฺวาพาโธ วิหึสาย
เถยฺเยน โภคพฺยสนี
สสตฺตุ ปรทาริโก ฯ

(๑๔) เกิดเป็นผู้มีอายุสั้น เพราะผลาญชีพเขา เป็นผู้มีโรคมาก เพราะเบียดเบียนเขา เป็นผู้มีความติดใจในโภค เพราะขโมยเขา เป็นผู้มีศัตรู เพราะประพฤติผิดเมียเขา ฯ

บันทึก : มนูธรรมศาสตร์ อัธยาย ๗ โศลก ๔๕ เป็นต้นไป กล่าวถึง วยสนะ ความติดใจ ๑๐ อย่าง เกิดแต่กามและอีก ๗ อย่างแต่โกรธ คือ

ทศ กามสมุตฺถานิ ตถาษฺเฏา โกฺรธชานิ จ
วฺยสนานิ ทุรนฺตานิ ปฺรยตฺเนน วิวรฺชเยตฺ ฯ ๔๕
กามเชษุ ปฺรสกฺโต หิ วฺยสเนษุ มหึปติะ
วิยุชฺยเต ,รฺถธรฺมาภฺยํา โกฺรธเชษฺวาตฺมไนว ตุ ฯ ๔๖
มฤคยากฺษา ทิวาสฺวปฺนะ ปริวาทะ สตฺริโย มทะ
เตารฺยตฺริกํ วฤถาฐฺยา จ กามโช ทศโก คณะ ฯ ๔๗
ไปศุนฺยํ สาหสํ โทฺรห อีรฺษฺยาสูยารฺถทูษณามฺ
วาคฺทณฺฑชํ จ ปารุษฺยํ โกฺรธโช ปิ คโณ ,ษฺฏกะ ฯ ๔๘

ล่าสัตว์ พะนันสกา นอนกลางวัน นินทาเขา ติดหญิง น้ำเมา เต้นรำ ขับร้อง สังคีต เดินเตร็ดเตร่ ๑๐ อย่างเกิดแต่กาม ฯ ปิศุนาวาจ มุทะลุ ทรยศ ริษยา อิจฉา ชิงประโยชน์ ด่าทอ ผรุสวาจ ๗ อย่างเกิดแต่โกรธ ฯ

ปฺรตยาขฺยานํ มฤษาวาทาตฺ
ไปศุนยานฺ มิตฺรเภทนมฺ ฯ
อปฺริยศฺรวณํ เรากฺษฺยา-
ทพทฺธาทฺ ทุรภคํ วจะ ฯ๑๕ฯ

ปจฺจกฺขานํ มุสาวาทา
เปสุญฺญา มิตฺตเภทนํ
อปฺปิยสฺสวนํ โรสา
อพทฺธา ทุพฺภคํ วโจ ฯ

(๑๕) ถูกกล่าวตู่ เพราะมุสาวาท แตกเพื่อน เพราะปิสุณาวาจ ได้ยินแต่คำไม่ถูกหู เพราะผรุสวาท ได้ยินแต่เสียงอัปมงคล เพราะอพัทธวาท ฯ

บันทึก : ปฺรตฺยาขฺยานํ กล่าวตู่ ฯ ศัพท์บาลีที่ว่า ปจฺจกฺขานํ เป็นสักแต่แปลงให้ตรงกันตัวต่อตัวเท่านั้น ส่วนความที่ใช้หาตรงกันไม่ ในอภิธานปฺปทีปิกา บท ๗๗๕ แปลว่า “ความกล่าวคืน ความไม่รับ ความไม่ยอม” พบที่ใช้ในมโหสธชาดก มหานิบาตว่า “ปจฺจกฺขานุปทํ เหตํ” อรรถกถาแก้ว่า “ปจฺจกฺขานสฺส อนุปทํ, ปจฺจกฺขานการณํ ปจฺจกฺขานโกฏฺฐาโส” แต่ท่านแปลในชาดกนั้นว่า “เพราะถ้อยคำแห่งเจ้านั้นเป็นเหตุให้รู้ประจักษ์แล้ว ฯ สำหรับ “กล่าวตู่” บาลีใช้คำว่า อพฺภกฺขานํ (อภิธานปฺปทีปิกา บท ๑๑๖) เช่น “อพฺภกฺขานํ ว ทารุณํ” (ธมฺมปท ทณฺฑวคฺค) ฯ

มโนนรถานฺ หนฺตฺยภิธฺยา
วฺยาปาโท ภยทะ สฺมฤตะ ฯ
มิถฺยาทฤษฺฏิะ กุทฤษฺฏิตฺวํ
มทฺยปานํ มติภฺรมะ ฯ๑๖ฯ

มโนรถํ หนฺตฺยาภิชญา
พฺยาปาโท ภย มโต
มิจฺฉาทิฎฺฐิ กุทิฏฺฐิตฺตํ
มชฺชปานํ มติพฺภโม ฯ

(๑๖) อภิชญา เป็นเหตุฆ่ามโนรถ พยาบาท ว่าให้ผลเป็นภัย มิจฉทิฐิ(ความเห็นผิด)ให้กุทิฐิ(ความเห็นที่ไม่ดี) การดื่มน้ำเมา ส่งให้ความคิดป่วน ฯ

อปฺรทาเนน ทาริทรฺยํ
มิถฺยาชีเวน วญฺจนา ฯ
สฺตมฺเภน ทุะกุลีนตฺว-
มลฺเปาชสฺกตฺวมีรฺษยา ฯ๑๗ฯ

ทาฬิทฺทิยํ อปฺปทาเนน
มิจฺฉาชีเวน วญฺจนา
ถมฺเภน ทุกฺกุลีนตฺตํ
อิสฺสายปฺโปชกตฺตนํ ฯ

(๑๗) เพราะให้ทานอย่างเสียไม่ได้ จึงยากจน เพราะมิจฉาชีพ จึงถูกลวง เพราะดื้อดัน จิงเกิดในตระกูลเลว เพราะริษยา จึงไม่กำลังน้อย ฯ

บันทึก : อลฺเปาชสฺกตฺวมฺ แยกออกเป็น อลฺป (อปฺป) โอชสฺ (โอชา กำลัง) ก ตฺวมฺ (ตฺต ภาวตัทธิต) ฯ

โกฺรธาทฺ ทุรฺวรฺณตา เมารฺขย-
อปฺรศฺเนน วิปศฺจิตามฺ ฯ
ผลเมตนฺ มนุษฺยตฺเว
สรฺเวภฺยะ ปฺรากฺ จ ทุรฺคติะ ฯ๑๘ฯ

โกธา ทุพฺพณฺณตา มุกฺขํ
อปฺปญฺเหน วิปสฺสินํ
ผลํ เอตํ มนุสฺสตฺเต
สพฺเพหิ ปเค จ ทุคฺคติ ฯ

(๑๘) เพราะโกรธ จึงมีผิวพรรณน่าเกลียด เพราะไม่ไต่ถามนักปราชญ์ จึงโง่เง่า ฯ นี้เป็นผลในอัตภาพมนุษย์ ฯ แต่ทุคคติ (ต้องประสพ) ก่อนอื่นทั้งปวง ฯ

บันทึก : เมารฺขยมฺ จากศัพท์เดิมว่ามูรฺข (โง่บ้า) กับ ณฺย ปัจจัยภาวะตัทธิต,ทำศัพท์บาลีเอาเองเป็นมุกฺข ฯ

เอษามกุศลาขฺยานำ
วิปาโก ยะ ปฺรกีรฺติตะ ฯ
กุศลานำ จ สรฺเวษำ
วิปรีตะ ผโลทยะ ฯ๑๙ฯ

อิเมสากุสลาขฺยานํ
วิปาโก โย ปกิตฺติโต
กุสลานํ จ สพฺเพสํ
วิปรีโต ผลูทโย ฯ

(๑๙) กรรมเหล่านี้ ให้ผลตามที่กล่าวมาแล้ว เรียกว่าอกุศลกรรม ฯ ส่วนกุศลกรรมทั้งปวง บังเกิดผลผิด (ตรงกันข้าม) ฯ

บันทึก : ในพากย์บาลี ใช้ อาขฺยา ตามอภิธานปฺปทีปิกา บท ๑๑๙ ฯ

โลโภ เทฺวษศฺ จ โมหศฺ จ
ตชฺชํ กรฺเมติ จาศุภมฺ ฯ
อโลภา โมหาเทฺวษาศฺ จ
ตชฺชํ กรฺเมตรจฺฉุภมฺ ฯ๒๐ฯ

โลโภ โทโส จ โมโห จ
ตชฺชํ กมฺมนฺติ จาสุภํ
อโลภา โทสา โมหา จ
ตชฺชํ กมฺมีตรํ สุภํ ฯ

(๒๐) โลภะ โทสะ และ โมหะ และกรรมที่เกิดจากอกุศลมูลทั้งสามนั้น เรียกว่าอศุภกรรม ฯ ส่วนอโลภะ อโทสะ อโมหะ และกรรมที่เกิดจากกุศลมูลทั้งสามอย่างหนึ่งนั้น เรียกว่าศุภกรรม ฯ

อศุภาตฺ สรฺวทุะขานิ
สรฺวทุรฺคตยสฺ ตถา ฯ
ศุภาตฺ สุคตยะ สรฺวาะ
สรฺวชนฺมสุขานิ จ ฯ๒๑ฯ

อสุภา สพฺพทุกฺขานิ
สพฺพทุคฺคติโย ตถา
สุภา สุคติโย สพฺพา
สพฺพชาติสุขานิ จ ฯ

(๒๑) เพราะอศุภกรรม จึงมีทุกข์ทั้งปวง และทุคคติทุกชาติ ฯ เพราะศุภกรรม จึงมีสุคติทั้งปวง และความสุขทุกชาติ ฯ

นิวฤตฺติรศุภาตฺ กฤษฺณาตฺ
ปฺรวฤตฺติสฺ ตุ ศุเถ สทา ฯ
มนสา กรฺมณา วาจา
ธรฺโม ,ยํ ทฺวิวิธะ สฺมฤตะ ฯ๒๒ฯ

นิวตฺติ อสุภา กณฺหา
ปวตฺติ ตุ สุเภ สทา
กาเยน วาจามนสา
ธมฺโมยํ ทุพฺพิโธ มโต ฯ

(๒๒) กลับจากฝ่ายดำ คืออศุภกรรม แต่ประพฤติในศุภกรรมอยู่เสมอ ด้วยกาย วาจา ใจ ฯ นี้ที่บัณฑิตกำหนดไว้ว่าเป็นธรรมสองประการ ฯ (ต่อในบท ๒๓)

นรกเปฺรตติรฺยคฺโภฺย
ธรฺมาทสฺมาทฺ วิมุจฺยเต ฯ
นฤษุ เทเวษุ จาปฺโนติ
สุขศฺรีราชฺยวิสฺตรานฺ ฯ๑๓ฯ

นรกปฺเปตติรจฺฉาเนหิ
อสฺมา ธมฺมา วิมุจฺจติ
นเรสุ เทเวสุ จ ปปฺโปติ
สุขสิริรชฺชวิตฺถรํ ฯ

(๒๓) เพราะธรรม (สองประการ)นี้ บุคคลย่อมพ้นจากกำเนิดนรกเปรตและดิรัจฉาน และย่อมถึงความไพศาลแห่งสุขสิริรและอานุภาพปานพระราชา ในหมู่หมุษย์และเทวนิกาย ฯ

ธฺยานาปฺรมาณารูปฺไยสฺ ตุ
พฺรหฺมาทฺยสุขมศฺนุเต ฯ
อิตฺยภฺยุทยธรฺโม ยํ
ผลํ จาสฺย สมาสตะ ฯ๒๔ฯ

ฌานปฺปมญิญารูเปหิ
พฺรหฺมาทิสุขํ อสติ
อิจฺจพฺภุทยธมฺโมยํ
ผลํ จสฺส สมาสโต ฯ

(๒๔) ก็บุคคลย่อมเสวยสุขแห่งพรหมเป็นเบื้องหน้า เพราะรูปฌาน อัปปมัญญาภาวนา และอรูปฌาน ฯ นี้คือ อัภยุทัยธรรมและผลแห่งธรรมนั้น โดยสังเขปฉะนี้ ฯ

ไนะเศฺรยสะ ปุนรฺ ธรฺมะ
สูกฺษฺโม คมฺภีรทรฺศนะ ฯ
พาลานามโศฺรตฺรวตา-
มุกฺตสฺ ตฺราสกโร ชิไนะ ฯ๒๕ฯ

เนสฺเสยฺยโส ปุน ธมฺโม
สุขุโม คมภีรทสฺสโน
พาลานํ อสฺสุตวตํ
ชิเนหิ ตาสกโร วุตฺโตฯ

(๒๕) อีกประการหนึ่ง เนสไสยสธรรม เป็นธรรมสุขุมปรากฏลึกซึ้ง พระชินะทั้งหลายว่าเป็นสภาพทำความหวาดหวั่นแก่พวกเขลาที่ขาดการสดับ ฯ

บันทึก : พระนาคารชุนชี้ให้เห็นว่า อะไรเป็นความหลุดพ้นและทางซึ่งนำไปสู่ความหลุดพ้นนั้นคือปรัชญา ฯ ความหลุดพ้นนั้นเป็นความที่ว่างเปล่าจากทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งลึกโล่งโว่งลงไปคล้ายกับเป็นเหวลึกโว่งว่างจนแลไม่เห็นกัน น่าหวาดเสียวแก่ผู้ที่ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังเป็นพื้นไว้เลย ฯ เพราะฉะนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงมักเขยิบความรู้ที่ละขั้นๆ เป็นพื้นฐานแก่ผู้ฟังเพื่อฝึกความรู้สึกให้หยั่งลงไปทีละน้อย ไม่วูบวาบที่เดียว วิธีนี้เรียกว่า อุปายเกาศลย์ ฯ-นัย ตุจจิ

นาสฺมฺยหํ น ภวิษฺยามิ
น เม ,สฺติ น ภวิษฺยติ ฯ
อิติ พาลสฺย สนฺตฺราสะ
ปณฺฑิตสฺย ภยกฺษยะ ฯ๒๖ฯ

นาหมสฺมิ น ภวิสฺสสามิ
น มตฺถิ น ภวิสฺสติ
อิติ พาลสฺส สนฺตาโส
ปณฺฑิตสฺส ภยกฺขโย ฯ

(๒๖) คนเขลาย่อมเกิดหวั่นหวาดใจว่า “อันว่าเราไม่มีอยู่ อันว่าเราจักไม่มีเลย สำหรับไม่มีปัจจุบัน ไม่มีอนาคต” ฯ ส่วนบัณฑิต สิ้นความนึกกลัว ฯ

อหํการปฺรตูเตยํ
มมกาโรปสํหิตา ฯ
ปฺรชา ปฺรชาหิไตกานฺต-
วาทินา ,ภิหิตา ขิล ฯ๒๗ฯ

อหํการปฺปสุตายํ
มมํการูปสญฺหิตา
ปชา ปชาหิเตกนฺต-
วาทินา อภิหิตา กิร ฯ

(๒๗) ท่านว่า พระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ประโยชน์เกื้อกูลโดยส่วนเดียวแก่ประชากร ก็ได้ตรัสไว้แล้วว่า ประชากรนี้เกิดมาจากอหังการ (ความสำคัญว่าตัวเรา) ประด้วยมมังการ (ความสำคัญว่าเป็นของเรา) ฯ

อสฺตฺยหํ มม จาสฺตีติ
มิถฺไยตตฺ ปรมารฺถตะ ฯ
ยถาภูตปริชฺญานานฺ
น ภวตฺยุภยํ ยตะ ฯ๒๘ฯ

อตฺถิ มม จตฺถีติ
มิจฺเฉตํ ปรมตถฺโต
ยถาภูตปริญฺญาณา
น โหติ อุภยํ ยโต ฯ

(๒๘) ข้อว่า “มีตัวเราและเป็นของเรา” นี้ เป็นความสำคัญผิดโดยปรมัตถ์ ฯ เพราะว่าประชุมทั้งสองนี้ย่อมมีไม่ได้ หากรู้รอบคอบตามที่ปรากฏ ฯ

บันทึก : “หากรู้รอบคอบตามที่ปรากฏ” ความหมายถึงอีกทางหนึ่งว่า เรื่องตัวตนที่จะกล่าวว่ามีได้ ก็เพียงเพราะเห็นสัจจะตามที่โลกหมายเอาเอง คือสํวฤติสัตย โลกสัตย พยวหารสัตย ฯ –ตุจจิ. สํวฤติสัตย ใช้ตรงกับบาลีว่า สมมุติสัจจะ ฯ สํวฤติ คือ สํ-วฤ (ในความปิด,กั้น,ที่ลง อ ปัจจัยเป็นสํวร) กับติ ปัจจัย ฯ สํวฤติสัตย ว่าสัจจะโดยกำหนดเอา โลกสัตย ว่าสัจจะตามคดีโลก พยวหารสัตย ว่าสัจจะโดยที่ชินกัน ฯ

อหํกาโรทฺภวาะ สฺกนฺธาะ
โส ,หํกาโร ,นฤโต ,รฺถตะ ฯ
พีชํ ยสฺนานฤตํ ตสฺย
ปฺรโรหะ สตฺยตะ กุตะ ฯ๒๙ฯ

อหํการุพภวา ขนฺธา
โสหํกาโร (อนฤโต) อตฺถโต
พีชํ ยสฺส (อนฤตํ) ตสฺส
ปโรโห สจฺจโต กุโต ฯ

(๒๙) ขันธ์ (ทั้งห้ามีอหังการเป็นแดนเกิดขึ้น ฯ ก็อหังการ (ความสำคัญว่าตัวเรา) นั้น ไม่จริงเลยโดยปรมัตถ์ ฯ อันว่าพืชแห่งสิ่งใดไม่แท้แล้ว จะหาหน่อแห่งสิ่งนั้นให้จริงมาแต่ไหน ฯ

บันทึก : อนฤต : น,ฤ(ธาตุ), ต ปัจจัย ฯ ฤ ในความไป เคลื่อนไป แผ่ไป ที่ในบาลีใช้ว่าทุกฺขํ อติจฺจ อิริยติ อิริยาปถ ฯ อนฤต เป็นไปไม่ได้ คือไม่จริง ฯ

สฺกนฺธานสตฺยานฺ ทฤษฺไฏวว-
มหํการะ ปฺรหียเต ฯ
อหํการปฺรหาณาจฺ จ
น ปุนะ สฺกนฺธสมฺภวะ ฯ๓๐ฯ

ขนฺเธ อสจฺเจ ทิเสฺววํ
อหํกาโร ปหิยฺยติ
อหํการปฺปหานา จ
น ปุน ขนฺธสมฺภโว ฯ

(๓๐) เมื่อเห็นขันธ์ (ทั้งห้า) ว่าไม่จริงฉะนี้แล้วก็ย่อมละอหังการเสียได้ ฯ และเพราะประหาณอหังการนั้น ขันธสมภพหาปรากฏอีกไม่เลย ฯ

ยถาทรฺศมุปาทาย
สฺวมุขปฺรติพิมฺพกํ ฯ
ทฤศฺยเต นาม ตจฺไจวํ
น กิญฺจิทปิ ตตฺตฺวตะ ฯ๓๑ฯ

ยถาทาสมุปาทาย
สมุขปฏิพิมฺพกํ
ทิสฺสติ นาม ตญฺเจวํ
น กิญฺปิ อปิ ตตฺตโต ฯ

(๓๑) เหตุยกแว่นส่องดู เงาหน้าของตนจึงนับว่าปรากฏ ฯ แต่ตัวเงาไม่มีจริงเช่นนั้นแม้น้อยหนึ่ง ฉันใต ฯ

อหํการสฺ ตถา สฺกนฺธา-
นุปาทาโยปลภฺยเต ฯ
น จ กศฺจิตฺ ส ตตฺเตฺวน
สฺวมุขปฺรติพิมฺพวตฺ ฯ๓๒ฯ

อหํกาโร ตถา ขนฺเธ
อุปาทายูปลพฺภติ
น จ ตตฺเตน โส โกจิ
สมุขปฏิพิมฺพิว ฯ

(๓๒) อหังการก็ฉันนั้น อาศัยขันธ์จึงปรากฏ ฯ แต่ตัวอหังการไม่มีจริงสักน้อยเลย เสมือนกับเงาหน้าของตน ฯ

ยถาทรฺศมนาทาย
สฺวมุขปฺรติพิมฺพกมฺ ฯ
น ทฤศฺยเต ตถา สฺกนฺธา-
นนาทายาหมิตฺยปิ ฯ๓๓ฯ

ยถาทาสมนาทาย
สมุขปฏิพิมฺพกํ
น ทิสฺสติ ตถา ขนฺเธ
อนาทายาหมิจฺจปิ ฯ

(๓๓) เหตุไม่ถือแว่นส่องดู ย่อมไม่ปรากฏเงาหน้าของตน ฉันใด ฯ เมื่อไม่ยึดถือขันธ์ ความสำคัญว่าตัวเราก็ไม่ปรากฏ ฉันนั้น ฯ

เอวํวิธารฺถศฺรวณาทฺ
ธรฺมจกฺษุรวาปฺตวานฺ ฯ
อารฺยานนฺทะ สฺวยํ ไจว
ภิกฺษุโภฺย ,ภีกฺษฺณมุกฺตวานฺ ฯ๓๔ฯ

เอวํวิธตฺถสฺสวนา
ธมฺมจกฺขุ۫ (อวาปฺตวาน)
อริยานนฺโท สยญฺเจว
ภิกฺขูนํ อภิณฺหํ วุตฺตวา ฯ

(๓๔) เพราะสดับเนื้อความมีประการดังนี้ พระอริยเจ้าอานนท์จึงบรรลุธัมมจักขุ และตัวท่านเองก็ได้แสดงแล้วเนืองๆ แก่ภิกษุทั้งหลาย ฯ

บันทึก : อวาปฺตสานฺ อว,อาปฺ(ธาตุ) ตวนฺตุปัจจัย ปฐมาเอกวจนะ ฯ อาปฺ(ในความถึง) ที่ในบาลีใช้ ป เป็นบทหน้าเช่น ปาปุณาติ ปปฺโปติ, สํ. ปฺราปฺโณติ ฯ อุกฺตวานฺ วุจฺ(ในความกล่าว) ตวนฺตุปัจจัย ปฐมาเอกวจนะ ฯ

สฺกนฺธคฺราโห ยาวทสฺติ
ตาวเทวาหมิตฺยปิ ฯ
อหํกาเร สติ ปุนะ
กรฺม ชนฺม ตตะ ปุนะ ฯ๓๕ฯ

ขนฺธคฺคาโห ยาว อตฺถิ
ตาวเทวาหมิจฺจปิ
อหํกาเร สติ ปุน
กมฺมํ ชาติ ตโต ปุน ฯ

(๓๕) มีการยึดขันธ์อยู่ตราบใด ความสำคัญว่าตัวเราก็มีถึงตราบนั้นทีเดียว ฯ เมื่อมีอหังการอยู่อีก กรรมและชาติก็ออกจากนั้นไปใหม่ ฯ

ตฺริวรฺไมตทนาทฺยนฺต-
มธฺยํ สํสารมณฺฑลมฺ ฯ
อลาตมณฺฑลปฺรขฺยํ
ภฺรมตฺยนฺโยนฺยเหตุกมฺ ฯ๓๖ฯ

ติวฏมํ เอตํ อนาทิอนฺต-
มชฺฌํ สํสารมณฺฑลํ
อลาตมณฺฑลปกฺขํ
ภมติ อญโญญฺญเหตุกํ ฯ

(๓๖) วงกลมแห่งสังสารนี้ ไม่มีเบื้องต้นที่สุดและท่ามกลางย่อมหมุน เหมือนไฟปลายฟืนที่หมุนติ้ว มีทางสามสายเป็นเหตุแก่กันและกัน ฯ

บันทึก : ทางสามสายคืออหังการ กรรม ชาติ พอจะตรงกับไตรวัฏ คือกิเลส กรรม วิบาก ฯ วฏุมํ อภิธานนฺปทีปิกา บท ๑๙๐ ว่าทาง ทางสามสายนี้ รูปร่างจะต้องต่อถึงกันเป็นวงกลม เป็นอย่างกงเวียนซึ่งใช้ฝักมะขามเพียงสามชิ้น จึงส่งเหตุผลสืบต่อกันและกันได้ ฯ ปฺรขฺยํ ปฺร ขฺยา(ในความเห็น) ที่ในบาลีใช้ว่า ปกฺขาติ ในทีฆนิกายเล่ม ๒ หน้า ๙๙ ฯ ในมิลิทปัญหามีว่า มาตุปกฺขํ เหมือนมารดา ฯ เมื่อจับฟืนที่มีไฟติดอยู่ข้างหนึ่ง หมุนให้บรรจบรอบโดยเร็ว แม้ไฟติดอยู่ปลายฟืนเพียงนิดเดียว ก็เห็นเป็นวงไฟ อันไม่มีต้นกลางและปลาย ฉันใด สังสารวัฏก็เช่นเดียวกัน ฯ

สฺวปโรภยตสฺ ตสฺย
ไตฺรกาลฺยโต ,ปฺยปฺราปฺติตะ ฯ
อหํการะ กฺษยํ ยาติ
ตตะ กรฺม จ ชนฺม จ ฯ๓๗ฯ

สปรูภยโต ตสฺส
เตกาลิกโตปิ อปตฺติโต
อหํกาโร ขยํ ยาติ
ตโต กมฺมํ จ ชาติ จ ฯ

(๓๗) เพราะความที่อหังการนั้น ใครๆไม่อาจแสดงให้เห็นได้ว่ามีขึ้นโดยตัวเอง หรือโดยผู้อื่น หรือโดยทั้งตัวเองและผู้อื่นร่วมกันทั้งสอง หรือว่ามีขึ้นในสามกาล อหังการจึงถึงความสิ้นไปได้ แต่นั้น ก็กรรมและชาติ ฯ

เอวํ เหตุผโลตฺปาทํ
ปศฺยํสฺ ตตฺกฺษยเมว จ ฯ
นาสฺติตามสฺติตำ ไจว
ไนติ โลกสฺย ตตฺตฺวตะ ฯ๓๘ฯ

เอวํ เหตุผลุปฺปาทํ
ปสฺสํ ตกฺขยเมว จ
นตฺถิตํ อตฺถิตํ เจว
เนติ โลกสฺส ตตฺตโต ฯ

(๓๘) บัณฑิต เห็นความเกิดแห่งเหตุและผล และความสิ้นไปแห่งมันนั้นเอง ด้วยประการฉะนี้อยู่ ย่อมไม่ถึงซึ่งความเห็นว่าโลกไม่มีหรือมี ได้ตามที่เป็นจริง ฯ

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
:yociexp15:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&month=12-2007&date=01&group=28&gblog=2</TD></TR></TBODY></TABLE>

มดเอ๊ก
12-04-2007, 10:06 AM
http://www.tharpa.com/us/graphics/common/arts/art-insp.jpg


รัตนาวลีคาถาที่ ๓๙-๗๗
<!-- Main -->
สรฺวทุะขกฺษยํ ธรฺมํ
ศฺรุตไววมปรีกฺษกะ ฯ
สํกมปตฺยปริชฺญานา-
ทภยสฺถานกาตระ ฯ๓๙ฯ

สพฺพทุกฺขกฺขยํ ธมฺมํ
สุตฺเววํ อปริกฺขโก
สํกมฺปติ อปริญญาณา
อภยฏฺฐานกาตโร ฯ

(๓๙) แต่ หากบุคคลผู้มิได้พิจารณาเห็นอย่างนี้ ได้สดับธรรมเป็นที่สิ้นทุกข์ทั้งปวง ก็หวั่นแต่ที่อันไม่มีสิ่งน่ากลัว ให้หวาดไป เพราะไม่รู้อะไรเสียเลย ฯ

บันทึก : ที่อันไม่มีสิ่งน่ากลัว คือ ซึ่งสิ้นอหังการแล้วได้แก่นิรพาณ ฯ กาตร เป็นศัพท์ที่ยังไม่ได้หลักตามไวยากรณ์ บ้างว่าจะมาจาก กตร แปลว่า “ไม่แน่ใจว่าจะมาท่าไหน”-Bohtlingk & Roth’s Dictionary.

น ภวิษฺยติ นิรฺวาเณ
สรฺวเมตนฺ น เต ภยมฺ ฯ
อุจฺยมาน อิหาภาวสฺ
ตสฺย เต กึ ภยํกระ ฯ๔๐ฯ

น ภวิสฺสฺติ นิพฺพาเน
สพพํ เอตํ น เต ภยํ
วุจฺจมาโน อิหาภาโว
ตสฺส เต กึ ภยํกโร ฯ

(๔๐) ท่าน(อีกฝ่ายหนึ่ง) ไม่มีความกลัว ด้วยเหตุที่สิ่งทั้งปวงนั้นจักไม่มีในนิรพาณ ฯ เมื่อเรา (นาคารชุน) กล่าวความที่สิ่งทั้งปวงนั้นไม่มีใน(โลก)นี้ ข้อนั้นก็ยังทำความกลัวให้แก่ท่านหรือ ฯ

บันทึก : “สิ่งทั้งปวงนั่น” คือ ความหมุนเวียนแห่งเหตุและผล ฯ นิรพาณที่กล่าวถึง คือนิรพาณในลัทธิอุปนิษัทโดยชัด ฯ ผู้กล่าวดังปัญหาในบทต่อไปนี้ แสดงว่าหากดำเนินตามนิรพาณในลัทธิอุปนิษัท ซึ่งระงับอหังการทุกอย่าง เขาผู้เมื่อไม่ประสงค์รับโอวาทนี้ ซึ่งทำนิรพาณให้แจ้ง ไฉนจะเป็นผู้สามารถในชาตินี้เอง ฯ –ตุจจิ ลัทธิอุปนิษัทมีหลักว่า สกลโลกรวมอยู่ในวิญญาณของโลกเรียกว่า พรหม (พรหม คำนี้เป็นนปุงสกลิงค์ จึงเป็นชื่อของวิญญาณ)ฯ พรหม คือ อาตมัน (อัตตา,ตัวตนแห่งโลก) ฯ วิญญาณของบุคคลก็เป็นอาตมันด้วย เพราะออกจากพรหม ฯ ความรู้จักตนเอง ก็ต้องรู้จักพรหม ฯ ความรู้จักพรหมจึงเป็นทางเข้าสู่โมกษะความพ้น ฯ ผู้ใดรู้แจ้งในอาตมันของตนว่าเป็นอาตมมันของโลกคือพรหมแล้ว,ก็ย่อมพ้นจากสังสารการเวียนว่ายตายเกิด ฯ(ลัทธิของเพื่อน) บทนี้ เป็นสำนวนที่พระนาคารชุนคัดค้านผู้ที่ยอมว่ามีอภาวะในนิรพาณได้ แต่กลับเห็นว่าไม่มีในโลก ฯ

น จาภาโว ’ปิ นิรฺวาณํ
กุต เอว ตสฺย ภาวตา ฯ
ภาวาภาวปรามารฺศ-
กฺษโย นิรฺวาณมุจฺยเต ฯ๔๒ฯ

น จาภาโวปิ นิพฺพานํ
กุโต เอวสฺส ภาวตา
ภาวาภาวปรามาสกฺ-
ขโย นิพฺพาน วุจฺจติ ฯ

(๔๒) นิรพาณ แม้จะเป็นอภาวะ (ความไม่มีอะไร) ก็ไม่ใช่ยังจะหาภาวะ (ความมีอะไร) แห่งนิรพาณนั้นจากที่ไหนได้เล่า ฯ อันความสิ้นแห่งปรามาสถึงภาวะหรืออภาวะ (มีหรือไม่มี) เราเรียกว่านิรพาณ ฯ

บันทึก : พระนาคารชุนกล่าวถึงนิรพาณ และเพื่อแสดงว่านิรพาณที่ตนกล่าวนี้ไม่เหมือนกับนิรพาณของนิกายอื่นๆ เพราะจะหมายความว่า มีภาวะหรืออภาวะ ก็ไม่ใช่ทั้งนั้น ฯ(ดูบท ๔๓ ต่อไป)

สมาสานฺ นาสฺติตาทฤษฏิะ
ผลํ นาสฺตีติ กรฺมณะ ฯ
อปุณฺยาปายิกี ไจษา
มิถฺยาทฤษฺฏิริติ สฺมฤตา ฯ๔๓ฯ

สมาสา นตฺถิตาทิฏฺฐิ
ผลํ นตฺถีติ กมมุโน
อปุญฺญาปายิกี เจสา
มิจฺฉาทิฏฺฐีติ สมฺมตา ฯ

(๔๓) กล่าวแต่ย่อ นัตถิตาทิฐิ ย่อมเห็นว่ากรรมไม่มีผล ฯ อันนัตถิตาทิฐินี้ เป็นปฏิปักษ์ต่อบุญและนำลงอบายภูมิ บัณฑิตจึงลงมติว่าเป็นมิจฉสทิฏฐิ ฯ

บันทึก : พระนาคารชุนได้ปฏิเสธความไม่มีแห่งทุกสิ่งเสีย ฉะนี้ถูกฝ่ายอื่นหาความว่ วาทะของพระนาคารชุนเป็นนัตถิกทิฐิโดยแท้ ฯ เพราะนั้น เจ้าของวาทะย่อมประสพเหตุเช่นนี้ และภายหลังเมื่อได้หมายความตามมติของตน ณ บทต่อไปนี้ ว่าอะไรเป็นนัตถิตาและอัตถิตา ฉะนี้แล้วจึงแสดงลัทธิของตน ว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั้นเลย ฯ –ตุจจิ นัตถิตาทิฐิ ถือว่ากรรมไม่มีผล ฯ แต่ลัทธิศูนยตานั้นล่วงเลยทั้งภาวะและอภาวะ ฯ

สมาสาทสฺติตาทฤษฺฏีะ
ผลํ จาสฺตีติ กรฺมณามฺ ฯ
ปุณฺยา สุคตินิศฺยนฺทา
สมฺยคฺทฤษฺฏิริติ สฺมฤตา ฯ๔๔ฯ

สมาสา อตฺถิตาทิฏฐิ
ผลํ จตฺถีติ กมฺมานํ
ปุญฺญา สุคตินิสฺสนฺทา
สมฺมาทิฏฺฐีติ สมฺมตา ฯ

(๔๔) และกล่าวแต่ย่อ อัตถิตาทิฏฐิ ย่อมเห็นว่ากรรมทั้งหลายมีผล ฯ อันอัตถิตาทิฐินี้เป็นบุญ มีสุคติเป็นผล บัณฑิตจึงลงมติว่าเป็นสัมมาทิฐิ ฯ

ชฺญาเน นาสฺตฺยสฺติตาศานฺเตะ
ปาปปุณฺยวฺยติกฺรมะ ฯ
ทุรฺคเตะ สุคเตศฺ จาสฺมาตฺ
ส โมกฺษะ สทฺภิรุจฺยเต ฯ๔๕ฯ

ญาเณ นตฺถิอตฺถิตาสนฺติยา
ปาปปุญฺญวิติกฺกโม
ทุคฺคติยา สุคติยา จสฺมา
โส โมกฺโข สพฺภิ วุจฺจติ ฯ

(๔๕) ในเพราะญาณ (ความรู้ถูกต้อง) จึงมีการล่วงพ้นทั้งบาปทั้งบุญ เพราะสงบจากนัตถิตาทิฐิและอัตถิตาทิฐิ ฯ เพราะฉะนั้น เหล่าสัตบุรุษจึงกล่าวว่านั้นเป็นโมกษะ (ความพ้น) จากทุคคติ ทั้งสุคติด้วย ฯ

สเหตุมุทยํ ปศฺยนฺ
นาสฺติตามติวรฺตเต ฯ
อสฺติตามปิ โนไปติ
นิโรธํ สห เหตุนา ฯ๔๖ฯ

สเหตุ۫ อุทยํ ปสฺสํ
นตฺถิตํ อติวตฺตติ
อตฺถิตํ อปิ โนเปติ
นิโรธํ สห เหตุนา ฯ

(๔๖) เห็นความเกิดขึ้นกับทั้งเหตุอยู่ ย่อมล่วงนัตถิตาทิฐเสียได้ ฯ เห็นความดับไปกับทั้งเหตุอยู่ ก็ย่อมไม่เข้าถึงแม้ซึ่งอัตถิตาทิฐิ ฯ

บันทึก : ความนึกเอาว่ามีเหตุ ย่อมเป็นสํวฤติสัตย (บท ๒๘) เพราะตามคาถาค่อไปนี้ ความนึกเอาว่ามีเหตุ ย่อมเลวใหลตามปรมัตถสัจจ ฯ

ปฺราคฺชาตะ สหชาตศฺ จ
เหตุรเหตุโก ’รฺถตะ ฯ
ปฺรชฺญปฺเตรปฺรตีตฺตฺวา-
ทุตฺปตฺเตศฺไจว ตตฺตฺวตะ ฯ๔๗ฯ

ปุเรชาโต สหชาโต จ
อตฺถโต เหตุ อเหตุโก
ปญฺญตฺติยาปฺปตีตตฺตา
ตตฺตโต เจวุปฺปตฺติยา ฯ

(๔๗) เหตุซึ่งเกิดขึ้นก่อน (การิยะคืออาการ) หรือเกิดพร้อมกัน (กับการิยะ) ย่อมไม่เป็นเหตุโดยปรมัตถ์ เพราะไม่ปรากฏบัญญัติ และไม่ปรากฏความเกิดตามความจริง (กลายเป็นการิยะของอีกอันหนึ่งไปเสีย) ฯ

บันทึก : สิ่งที่มีความเกิดอยู่แล้ว สิ่งนั้นมีในบัญญัติ ฯ สิ่งที่ยังมิได้เกิด ก็ไม่มีในบัญญัติ ฯ เพราะฉะนั้น เหตที่เกิดขึ้นนั้นก่อนที่จะเกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น ย่อมไม่มีในบัญญัติ อีกประการหนึ่ง เหตุที่เกิดขึ้นนั้น ย่อมอาศัยอาการ (การิยะ) ของอีกเหตุหนึ่ง เพราะฉะนั้นเหตุนั้นจึงเป็นการิยะไปเสีย จึงหาใช่เป็นตัวเหตุแท้ๆไม่ ฯ การณะและการิยะ ดูอธิบายในคำของท่านสวามี ฯ อนึ่งลัทธิที่ว่า การณะ ๔ อย่างคือนิมิตตการณะ สมวายีการณะ อสมวายีการณะและกรณ เมื่ออยู่พร้อมกันการิยะย่อมเริ่มขึ้น ดังนี้เรียกว่าอารัมภาท เป็นลัทธิของโคตรมะและโอลุกกะ (ไวเศษิก) ฯ ลัทธิทั้งสองนี้กล่าวไว้ย่อๆใน “นิกายใหญ่ทั้งสาม” แล้ว

อสฺมินฺ สตีทํ ภวติ
ทีรฺเฆ หฺรสฺวํ ยถา สติ ฯ
ตสฺโยตฺปาทาทุเทตีทํ
ทีโปตฺปาทาทฺ ยถา ปฺรภาฯ๔๘ฯ

อสฺมึ สตีทํ ภวติ
ทีเฆ รสฺสํ ยถา สติ
ตสฺสุปฺปาทา อุเทตีทํ
ทีปุปฺปาทา ยถา ปภา ฯ

(๔๘) เมื่อสิ่ง(แรก)นี้มี สิ่ง(หลัง)นี้ก็มี เหมือนเมื่อมียาว ก็มีสั้น เพราะความเกิดแห่งสิ่งนั้น สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นเหมือนเพราะความเกิดแห่งไฟตะเกียง แสงตะเกียงก็เกิดขึ้น ฯ

บันทึก : บทนี้ แสดงปฏิจจสมุปบาท ฯ

หฺรสฺเว ’สติ ปุนรฺ ทีรฺฆํ
น ภวติ สฺวภาวตะ ฯ
ปฺรทีปสฺยาปฺยนุตฺปาทาตฺ
ปฺรภายา อปฺยสํภวะ ฯ๔๙ฯ

รสฺเส อสติ ปุนา ทีฆํ
น ภวตี สภาวโต
ปทีปสฺสาปิ อนุปฺปาทา
ปภายาปิ อสมฺภโว ฯ

(๔๙) อีกประการหนึ่ง เมื่อไม่นึกถึงสิ่งสั้น ก็ไม่มีการสืบถึงสิ่งยาวโดยลำพัง หากไม่เกิดไฟตะเกียง ก็ไม่เกิดแสงตะเกียง ฯ

บันทึก : ปุน ทำเป็น ปุนา ตามทำนองฉันท์ เช่นเดียวกับ “น หิ ทานิ ปุนา อตฺถิ” ในชาดกเล่ม ๓ หน้า ๔๓๗ ฯ

เอวํ เหตุผโลตฺปาทํ
ทฤษฺฏฺวา โนไปติ นาสฺติกฺยม ฯ
อภฺยุเปตฺยาสฺย โลกสฺย
ยาถาภูตฺยํ ปฺรปญฺจชมฺ ฯ๕๐ฯ

เอวํ เหตุผลุปฺปาทํ
ทิสฺวา โนเปติ นตฺถิกฺกํ
อพฺภุเปจฺจสฺส โลกสฺส
ยถาภุจฺจํ ปปญฺจชํ ฯ

(๕๐) เมื่อเห็นการเกิดแห่งเหตุและผลฉะนี้แล้ว ใครๆก็จะไม่เข้าไปสู่นัตถิกฺกทิฐิ โดยที่ยอมว่าสภาพตามที่เป็นอยู่แห่งโลกนี้ เกิดจากประปัญจะ (การสำแดงออกเป็นสิ่งต่างๆ) ฯ

บันทึก : นาสฺติกฺยมฺ (นตฺถิกฺกํ) ความเป็นผู้ถือซึ่งนาสฺติตา (นัตถิตา) นาสฺติตา ความไม่มีผลแห่งกรรม ฯ ปฺร ปจิ วฺยกฺติกรเณ (ความทำให้ปรากฏ,ความแผ่) หมวด ภู ปฺรปญฺจ สิ่งที่สำแดงออก คือโลกนี้ ฯ

นิโรธํ จ ปฺรปญฺโจตฺถํ
ยาถาภูตฺยาทุปาคตะ ฯ
โนปยาตฺยสฺติตา ตสฺมานฺ
มุจฺยเต ’ทฺวยนิศฺริตะ ฯ๕๑ฯ

นิโรธญฺจ ปปญฺจุฏฺฐํ
ยถาภุจฺจา อุปาคโต
โนปยาติ อตฺถิตํ ตสฺมา
มุจฺจติ อทฺวยนิสฺสิโต ฯ

(๕๑) และประการเดียวกัน อุปาคตะ (ผู้เข้ามาถึงแล้ว คือทราบแล้ว) ซึ่งนิโรธอันตั้งขึ้นจากประปัญจะ (คือการแสดงออกเป็นสิ่งต่างๆแล้วดับลง) ตามที่เป็นอยู่ ย่อมไม่เข้าไปสู่อัตถิกทิฐิ เพราะฉะนั้น ท่านผู้ไม่อาศัยทิฐิทั้งสอง คืออัตถิกะและนัตถิกะ จึงย่อมวิมุติ ฯ อีกความหนึ่ง ฯลฯ เพราะฉะนั้นผู้อาศัยอัทวัย (คือความไม่มีธรรมทั้งสองอย่าง ได้แก่นิโรธและประปัญจะ) จึงย่อมวิมุติ ฯ

บันทึก : ตามมติพระนาคารชุน นิโรธมีอยู่ได้ต่อเมื่อมีประปัญจธรรม คือประปัญจธรรม เป็นสิ่งปรากฏ ผ่ายนิโรธเป็นการดับสิ่งนั้น ฯ ถ้าไม่มีประปัญจธรรม นิโรธก็ไม่มี เหตุนั้น จึงไม่มีธรรมทั้งสองอย่างนั้น และจึงมีแต่อัทวัยคือความไม่มีสอง ผู้อาศัยอัทวัยนั้นจึงหลุดพ้นได้ ฯ-สวามี

ทูราทา โลกิตํ รูป-
มาสนฺไนรฺ ทฤศฺยเต สฺผุฏมฺ ฯ
มรีจิรฺ ยทิ วาริ สฺยา-
ทาสนฺไนะ กึ น ทฤศฺยเต ฯ๕๒ฯ

ทูรา อาโลกิตํ รูปํ
อาสนฺเนหิ ทิสฺสตี ผุฏํ
มรีจิ ยทิ สิยา วาริ
อาสนฺเนหิ กึ น ทิสฺสติ ฯ

(๕๒) ธรรมดารูปที่มองเห็นแต่ไกล อันคนเข้าใกล้ย่อมเห็นชัดขึ้น ฯ แต่ถ้าพยับแดดเป็บน้ำจริงไซร้ ไฉนคนเข้าใกล้จึงไม่เห็น (ซึ่งน่าจะเห็นเป็นน้ำชัดขึ้น) ฯ

บันทึก : บทนี้ พระคันถรจนาจารย์นำไปอ้างไว้ในคัมภีร์ “ปฺรสนฺนปทา นาม มาธฺยมิกวฤตฺติะ” ฉบับพิมพ์หน้า ๓๔๗ ขึ้นต้นว่า “ยโถกฺตมาจารฺยปาไทะ” แปลว่า “ตามที่พระบาทอาจารย์กล่าวไว้ว่า” ฯ จะเห็นตามความนิยมได้ว่า เมื่อจะกล่าวถึงผู้เป็นที่เคารพ หาเอ่ยชื่อทีเดียวไม่ แต่ใช้คำ “พระบาท” นำก่อน โดยวิธีเดียวกับเรากล่าวถึงพระมหากษัตริย์ของเราว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ฯ ต่อคนสามัญ จึงไม่ใช้ “พระบาท” นำ ฯ

ทูรีภูไตรฺ ยถาภูโต
โลโก ’ยํ ทฤศฺยเต ตถา ฯ
น ทฤศฺยเต ตทาสนฺไน-
รนิมิตฺโต มรีจิวตฺ ฯ๕๓ฯ

ทูรีภูเตหิ ยถาภูโต
โลโกยํ ทิสฺสตี ตถา
น ทิสฺสติ ตทาสนฺเนหิ
อนิมิตฺโต มรีจิว ฯ

(๕๓) โลกนี้ก็เช่นเดียวกัน ผู้อยู่ไกลจึงเห็นเป็นจริงจัง อันผู้เข้าใกล้มันแล้วไม่เห็นเลย ไม่มีนิมิตต์ (เครื่องหมายที่ให้รู้ว่าเป็นจริง) เหมือนพะยับแดด ไม่มีนิมิตต์ (เครื่องหมายที่ให้รู้ว่าเป็นน้ำ) ฯ

บันทึก : เราอยู่ติดกับโลกก็จริง เมื่อไม่พิจารณาเห็นโลก ย่อมนับว่าอยู่ไกลโลก จึงว่า “เข้าใกล้มันแล้วไม่เห็นเลย” ฯ

มรีจิสฺ โตยสทฤศี
ยถา นามฺพุรฺ น จารฺถตะ ฯ
สฺกนฺธาสฺ ตถาตฺมสทฤศา
นาตฺมาโน นาปิ เต ’รฺถตะ ฯ๕๔ฯ

มรีจิ โตยสทิสี
ยถา นมฺพุ น จตฺถโต
ขนฺธา ตถา อตฺตสทิสา
น อตฺตา นาปิ เต อตฺถ โต ฯ

(๕๔) พะยับแดดเห็นเป็นน้ำ แต่ความจริงไม่ใช่น้ำ ทั้งไม่ใช่ตัวพะยับฉันใด ฯ ขันธ์ ก็ดูเหมือนอัตตา แต่ความจริงไม่ใช่อัตตา ไม่ใช่อัตตาเลย ฉันนั้น ฯ

บันทึก : อาตฺมาโน พหูพจน์ น่าจะทำศัพท์บาลีเป็นอตฺตาโน แต่ท่านว่าอัตตศัพท์ในบาลีไม่มีพหูพจน์ ฯ ลัทธิบางราย ที่มีประจำอยู่ในสํสกฤต เช่น อไทฺวตเวทานฺต ของศังกราจารย์ สอนว่าอากาศ มีอยู่เพียงหน่วยเดียวแต่ก็มีโวหารว่า อากาศในที่นี้ อากาศในที่โน้นฉันใด อัตตาก็มีหน่วยเดียว แต่ก็มีโวหารว่าอัตตาของผู้นี้ของผู้นั้นได้ ฉันนั้น เพราะฉะนั้นอัตตาในลัทธิเช่นนี้เป็นเอกพจน์ ฯ แต่ลัทธิบางรายเช่น สางขฺยและอไทฺวตเวทานฺต สอนว่าอัตตาของผู้หนึ่งๆ เป็นปัจเจกชีพ เมื่อกล่าวถึงอัตตาทั้งหลาย จึงมีโอกาสใช้อัตตศัพท์เป็นพหูพจน์ได้ ฯ

มรีจึ โตยมิตฺ ยต-
ทิติ มตฺวาคโต ’ตฺร สนฺ
ยทิ นาสฺตีติ ตตฺ โตยํ
คฤหฺณียานฺ มูฒ เอว สะ ฯ๕๕ฯ

มรีจึ โตยมิจฺเจตํ
อิติ มตฺวาคโต อตฺร(สํ)
ยทิ นตฺถีติ ตํ โตยํ
คณฺเหยฺย มูฬฺโห เอว โส ฯ

(๕๕) บุคคล (เห็นแต่ไกลซึ่งพะยับแดด) สำคัญพะยับแดดว่านั้นคือน้ำ แล้วเข้ามาใกล้ ในที่นั่น หากยังพึงยึดถือว่าน้ำนั้นไม่มีอยู่ไซร้ เขาก็โง่หนักลง ฯ

บันทึก : เมื่อเห็นพะยับแดดที่นั่นสำคัญว่าน้ำ ครั้นเข้าไปใกล้เห็นชัดว่าไม่ใช่น้ำ ก็เป็นความเขลาแต่เดิมทีชั้นเดียว เพราะเมื่อเห็นไม่ใช่น้ำ ก็เป็นอันไม่ต้องคิดต่อไปว่าจะมีน้ำหรือไม่มี แต่ถ้าซ้ำเห็นว่าน้ำไม่มี ก็เป็นความเขลาทวีคูณ คือแต่เดิมไม่ใช่ตัวน้ำแล้ว ยังเอาน้ำมาคิดอีกว่าไม่มีน้ำ ฯ สํ : อสฺธาตุ อนฺตปัจจัย สนฺต ปฐมาเอกเป็น สํ ตามแบบภวนฺต ฯ ในบาลีพบในที่ปฏิเสธว่าอสํ แต่นั่นเป็นสนฺต สปฺปุริส ว่ายํ ยํ หิ ราช ภชติ สนฺตํ วา ยทิ วา อสํ (พรหมนาทชาดก มหานิบาต) ฯ “คาถานี้ ขัดกับความเข้าใจกันทั่วๆไป ส่วนคำแปลก็ถูกตามพยัญชนะแล้ว”-ศาสตรี.

มรีจิปฺรติมํ โลก-
เมวมสฺตีติ คฤหฺณตะ ฯ
นาสฺตีติ จาปิ โมโห ’ยํ
สติ โมเห น มุจฺยเต ฯ๕๖ฯ

มรีจิปฏิมํ โลกํ
เอวํ อตฺถีติ คณฺหโต
นตฺถีติ จาปิ โมโหยํ
สติ โมเห น มุจฺจติ ฯ

(๕๖) ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อบุคคลยึดถือโลกอันเปรียบเหมือนพะยับแดดว่าเป็นของมี หรือแม้ว่าเป็นของไม่มีก็ตามนี้เป็นโมหะ ฯ เมื่อมีโมหะ ก็ไม่วิมุติ ฯ

นาสฺติโก ทุรฺคตึ ยาติ
สุคตึ ยาติ จาสฺติกะ ฯ
ยถาภูตปริชฺญานานฺ
โมกฺษมทฺวยนิศฺริตะ ฯ๕๗ฯ

นตฺถิโก ทุคฺคตึ ยาติ
สุคตึ ยาติ จตฺถิโก
ยถาภูตปริญิญาณา
โมกฺขํ อทฺวยนิสฺสิโต ฯ

(๕๗) นัตถิกะ ไปทุคคติ ฝ่ายอัตถิกะ ไปสุคติ ฯ ผู้ไม่อาศัยทิฐิทั้งสองนั้น เพราะรู้รอบคอบตามที่เป็นอยู่ ย่อมไปโมกษะนิรพาณ ฯ

อนิจฺฉนฺ นาสฺติตาสฺติตฺเว
ยถาภูตปริชฺญยา ฯ
นาสฺติตำ ลภเต โมหาตฺ
กสฺมานฺ น ลภเต ’สฺติตามฺ ฯ๕๘ฯ

อนิจฺฉํ นตฺถิตาอตฺถิตานิ
ยถาภูตปริญฺญาย
นตฺถิตํ ลภตี โมหา
กสฺมา น ลภติ อตฺถิตํ ฯ

(๕๘) ผู้ไม่ปรารถนาที่จะรู้นัตถิตาและอัตถิตาตามยถาภูตปริญญา ก็ย่อมได้นัตถิตาไป เพราะโมหะ เหตุไฉนจะไม่พลอยได้อัตถิตาด้วยเล่า ฯ

บันทึก : อีกความหนึ่งว่า “ผู้ไม่ปรารถนาที่จะรับรอง นัตถิหรืออัตถิตา ตามยภาภูตปริญญา(ที่เรา-นาคารชุน-กล่าว) อาศัยโมหะของตน ย่อมกล่าวว่านิรพาณเป็นนัตถิตา ไฉนเขาจะไม่กล่าวว่านิรพาณเป็นอัตถิตาอีกโสดหนึ่ง” ฯ นาสฺติตาสฺติเตฺว เป็นทวิพจน์ซึ่งในบาลีไม่มี จึงทำเป็นพหูพจน์ ฯ ยถาภูตปริญญา คือ ความรอบรู้ตามที่ปรากฏ ฯ ยถาภูตในบาลีเคยแปลกันว่า “ตามความจริง” ฯ แต่ในสํสกฤตบางแห่งเช่นนี้ เมื่อเป็นคำบัญญัติในเชิงปรัชญา ไม่ยอมให้แปลเช่นนั้น เพราะ “ตามที่ปรากฏ” นั้นคือเท่าที่แลเห็น เช่นดวงอาทิตย์เราเห็นเป็นดวงเล็ก นี้เป็นยถาภูต ส่วน “ตามความจริง” นั้นนัยว่าใหญ่กว่าโลกเราตั้งล้านเท่าแต่จะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตามเท่าที่ปรากฏขึ้นมาทุกๆวันนั้นว่าดวงเล็ก ฯ

สฺยาทสฺติทูษณาทสฺย
นาสฺติตากฺษิปฺยเต ’รฺถตะ ฯ
นาสฺติตาทูษณาเทว
กสฺมานฺ นากฺษิปฺยเต ’สฺติตา ฯ๕๙ฯ

สิยา อตฺถิทูสนา อสฺส
นตฺถิตา อกฺขิปฺปติ อตฺถโต
นตฺถิตาทูสนา เอว
กสฺมา นกฺขิปฺปติ อตฺถิตา ฯ

(๕๙) พึงอัศจรรย์ เพราะกำจัดอัตถิตาแล้ว นัตถิตาแห่งนิรพาณนั้น ก็ย่อมถูกละทิ้งโดยเหตุผล ฯ แต่เพราะกำจัดนัตถิตาแล้ว ไฉนนัตถิตาจะไม่ถูกละทิ้งด้วย ฯ

น ปฺรติชฺญา น จริตํ
น จิตฺตํ โพธินิศฺรยาตฺ
นาสฺติกตฺเว ’รฺถโต เยษำ
กถํ เต นาสฺติกาะ สฺมฤตาะ ฯ๖๐ฯ

น ปฏิญฺญา น จริตํ
น จิตฺตํ โพธินิสฺสยา
นตฺถิกตฺเต อตฺถโต เยสํ
กถํ เต นตฺถิกา มตา ฯ

(๖๐) พวกที่ไม่มีปฏิญญา ไม่มีจริต ไม่มีจิตต์ เพราะอาศัยความตรัสรู้ในนัตถิตาแท้ ๆ จะว่าเขาเป็นนัตถิกทิฐิอย่างไร ฯ

สสำเขฺยาลูกฺยนิรฺคฺรนฺถ-
ปุทฺคลสฺกนฺธวาทินมฺ ฯ
ปฤจฺฉ โลกํ ยทิ วทตฺ-
ยสฺตินาสฺติวฺยติกฺรมมฺ ฯ๖๑ฯ

สสํขฺย-โอลุกฺก-นิคฺคนฺถ-
ปุคฺคลกฺขนฺธวาทินํ
ปุจฺฉ โลกํ ยทิ วทติ
อตฺถินตฺถิวิติกฺกมํ ฯ

(๖๑) เชิญท่านถามชาวโลก ผู้สาวกของเจ้าลัทธิ (ปรัชญาเมธี) ต่างๆ จะเป็นนิกายสางขฺยะ นิกายโอลุกกะ (ไวเศษิก) นิกายนิครนถ์ (เชน) หรือเหล่าปุคคลขันธวาที (ผู้กล่าวปุทคละคืออหังการเป็นขันธ์) ว่ามีใครบ้างหากกล่าวลัทธิเหมือนเรา พ้นจากอัตถิตาและนัตถิตาทั้งสองส่วน ฯ

บันทึก : นิกายใหญ่ทั้งสาม มีอธิบายไว้ข้างต้นแล้ว ฯ

ธรฺมเยาตกมิตฺยสฺมานฺ
นาสฺตฺยสฺติตฺววฺยติกฺรมมฺ ฯ
วิทฺธิ คมฺภีรมิตฺยุกฺตํ
พุทฺธานำ ศาสนามฤตมฺ ฯ๖๒ฯ

ธมฺมโยตกํ อิติ อสฺมา
นตฺถิอตฺถิวิติกฺกมํ
ชานาหิ คมฺภีรนฺติ วุตฺตํ
พุทฺธานํ สาสนามตํ ฯ

(๖๒) เพราะฉะนี้ ท่าน(พระราชา)จงทราบไว้ว่า ธรรมบรรณาการ ซึ่งพ้นจากทั้งนัตถิตาทั้งอัตถิตา ย่อมเป็นอมฤตแห่งศาสนาพระพุทธทั้งหลาย ที่กล่าวกันว่าลึกซึ้ง ฯ

วิภวํ ไนติ นายาติ
น ติษฺฐตฺยปิ จ กฺษณมฺ
ไตฺรกาลฺยวฺยติวฤตฺตาตฺมา
โลก เอว กุโต ’รฺถตะ ฯ๖๓ฯ

วิภวํ เนติ นายาติ
น ติฏฺฐติปิ จกฺขณํ
เตกาลิกวีติวตฺตตฺตา
โลโก เอว กุโต อตฺถโต ฯ

(๖๓) โลกที่มีตนพ้นแล้วจากกาลทั้งสาม คือไม่ไป ไม่มาสู่ความฉิบหาย และก็ไม่ตั้งอยู่ได้สักขณะเดียว จะเป็นโลกที่แท้มาจากไหน ฯ

บันทึก : ในพากย์บาลี กุโต อตฺถโต มีหลายท่านแนะว่าควรสนธิกันเป็น กุโตตฺถโต จะได้ถูกกำหนดตามฉันทลักษณะ ข้าพเจ้าก็เห็นด้วย แต่ไม่กล้าทำ เพราะยังไม่เคยเห็นตัวอย่างเทียบ ฯ

ทฺวโยรปฺยาคติคตี
ปฺรสฺถิติศฺ จ น ตตฺตฺวตะ
โลกนิรฺวาณโยสฺ ตสฺมาทฺ
วิเศษะ ก อิวารฺถตะ ฯ๖๔ฯ

ทฺวินฺนํปิ อาคติคตี
ปฏฺฐีติ จ น ตตฺตโต
ตสฺมา โลกนิพฺพานานํ
วิเสโส โก อิวตฺถโต ฯ

(๖๔) ตามความจริง โลกกับนิรพาณทั้งสองอย่างต่างไม่มีความมา ความไปและความตั้งอยู่ ฯ เพราะฉะนั้น โลกและนิรพาณ จะเทียบว่าวิเศษกว่ากันอย่างไรตามปรมัตถ์ ฯ

บันทึก : พระนาคารชุนแสดงว่า โลกเป็นศูนย์ และนิรพาณก็เป็นศูนย์ เพราะฉะนั้นตามแนวปรมัตถ์ โลกกับนิรวาณจึงไม่ต่างกันเลย ฯ

สฺถิเตรภาวาทุทโย
นิโรธศฺ จ น ตตฺตฺวตะ ฯ
อุทิตศฺ จ สฺถิตศฺ เจติ
นิรุทฺธศฺ จ กุโต ’รฺถตะ ฯ๖๕ฯ

ฐิติยา อภาวา อุทโย
นิโรโธ จ น ตตฺตโต
อุทิโต จ ฐิโต จาติ
นิรุทฺโธ จ กุโต อตถฺโต ฯ

(๖๕) เพราะไม่มีความตั้งอยู่ ย่อมไม่มีการเกิดและการดับไปโดยแท้จริง ฯ เพราะฉะนั้นโลกนี้จะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปโดยปรมัตถ์นั้นแต่ที่ไหน ฯ

กถมกฺษณิโก ภาวะ
ปริณามะ สทา ยทิ ฯ
นาสฺติ เจตฺ ปริณามะ สฺยา-
ทนฺยถาตฺวํ กุโต ’รฺถตะ ฯ๖๖ฯ

กถํ อกฺขณิโก ภาโว
ปริณาโม สทา ยทิ
นตฺถิ เจ ปริณาโม สิยา
อญฺญถตฺตํ กุโต อตฺถโต ฯ

(๖๖) ถ้ามีปริณามเสมอไป ภาวะอันนับว่าเป็นอขณิกะจะมีได้อย่างไร ฯ ถ้าไม่มีปริณามไซร้ ความเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น จะพึงมีมาจากไหน โดยปรมัตถ์ ฯ

บันทึก : ขณิกะ เป็นไปชั่วคราว อขณิกะ มิใช่เป็นไปชั่วคราวคือเที่ยง ตามธรรมดาปริณามต้องมีสภาพเปลี่ยนแปลง ถ้าสภาพเป็นเที่ยง ก็เปลี่ยนแปรไม่ได้ การยอมรับความเปลี่ยนแปลง ก็เป็นอันคัดค้านสภาพอันเที่ยงแท้ ลัทธิขณิกวาท ตั้งมติว่า โลกนี้เกิดขึ้นเพราะปริณามแห่งประธาน ส่วนประธานเป็นสิ่งเที่ยงแท้ พระนาคารชุนค้านว่า ถ้าประธานมีสภาพเที่ยงแท้ ประธานก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงเป็นโลกขึ้นได้ เพราะฉะนั้น โลกหาเป็นปริณามของสภาพอันเที่ยงแท้(อขณิกะ)ไม่ กล่าวคือโลกคงเป็นปริณาม-ความเปลี่ยนแปลง-ในตัวเอง ฯ รวมข้อความในรัตนาวลีนี้ มีข้อความใหญ่ใจความลัทธิ ๒ ลัทธิ คือลัทธิของพระนาคารชุน กับลัทธิของพระกปิล (สาขฺยะ) แต่ลัทธิของพระกปิล เป็นเรื่องที่พระนาคารชุนนำเอามาเพื่อคัดค้าน ฯ และจะสังเกตได้ว่าที่ใดกล่าวถึงอขณิกะ ที่นั้นเป็นลัทธิของพระกปิล เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สัตการิยวาท คือวาทะถือว่าการิยะเป็นของมีอยู่ (เที่ยง) ฯ

เอกเทเศ กฺษยาทฺ วา สฺยาตฺ
กฺษณิกํ สรฺวโศ ’ปิ วา ฯ
ไวษมฺยานุปลพฺเธศฺ จ
ทฺวิธาปฺเยตทยุกฺติมตฺ ฯ๖๗ฯ

เอกเทเส ขยา วา สิยา
ขณิกํ สพฺพโสปิ วา
เวสมานุปลทฺธิยา จ
ทฺวิธาเปตํ อยุตฺติมนฺตํ ฯ

(๖๗) ขณิกะ พึงเป็นไปเพราะความเสื่อมเฉพาะเอกเทศ(ส่วนหนึ่ง)ได้ หรือพึงเป็นไปเพราะความเสื่อมโดยส่วนทั้งปวงได้ ฯ มติทั้งนี้ ไม่ถูกตามตรรก เพราะไม่ได้ความแตกต่างกันเป็นสองอย่างเลย ฯ

บันทึก : ที่ถือว่า ขณิกะ (ความตั้งอยู่ชั่วคราว) มีอยู่เฉพาะในส่วนหนึ่ง และไม่อยู่ในส่วนทั้งปวง หมายความว่าเป็นมติที่ยังถือว่ามีขณิกะอยู่ ฯ หรือจะถือว่าขณิกะ อยู่ในส่วนทั้งปวง ก็หมายความว่า เป็นมติที่ถือว่ามีขณิกะ ฯ ฉะนั้นมติทั้งสองฝ่าย ย่อมถือความมีอยู่แห่งขณิกะ แม้ในส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือส่วนทั้งปวงก็ตาม เมื่อว่าตามแง่แห่งความมีอยู่ มติทั้งสองฝ่ายไม่มีความแตกต่างกัน และจึงไม่ถูกต้องตามตรรก คือไม่เป็นไปตามแนวเหตุผล ซึ่งพระนาคารชุนเห็นว่าขณิกะ เป็นสิ่งที่ไม่มีตามหลักศูนยวาท ฯ

กฺษณิเก สรฺวถาภาวาตฺ
กุตะ กาจิตฺ ปุราณตา ฯ
ไสฺถรฺยาทกฺษณิเก จาปิ
กุตะ กาจิตฺ ปุราณตา ฯ๖๘ฯ

ขณิเก สพฺพถาอภาวา
กุโต กาจิ ปุราณตา
ถาวริยา อกฺขณิเก จาปิ
กุโต กาจิ ปุราณตา ฯ

(๖๘) เพราะเหตุที่ความไม่มีทุกประการ มีอยู่ในขณิกะความแก่สักน้อยหนึ่งจะมาจากไหน ฯ และแม้เพราะเหตุที่ความตั้งมั่น มีอยู่ในอขณิกะ ความแก่สักน้อยหนึ่งก็จะมาจากไหน ฯ

ยถานฺโต ’สฺติ กฺษณสฺไยว-
มาทิรฺ มธฺยํ จ กลฺปฺยตามฺ ฯ
ตฺรฺยาตฺมกตฺวาตฺ กฺษณสฺไยวํ
น โลกสฺย กฺษณํ สฺถิติะ ฯ๖๙ฯ

ยถา อนฺโต อตฺถิ ขณสฺเสวํ
อาทิ มชฺฌญฺจ กปฺปตํ
ตยตฺตกตฺตา ขณสฺเสวํ
น โลกสฺส ขณํ ฐิติ ฯ

(๖๙) ส่วนขณะ มีตอนท้ายได้ด้วยฉันใด ตอนต้นและตอนกลางแห่งขณะก็ต้องมีได้ด้วยฉันนั้น ฯ เหตุที่ขณะมีองค์สามฉะนี้ โลกก็ไม่ใช่ว่ามีเพียงหยุดอยู่ขณะเดียว ฯ

บันทึก : กลฺปฺยตามฺ (กปฺปตํ) ปัญจมีวิภัติ อัตตโนบท ฯ

อาทิมธฺยาวสานานิ
จินฺตฺยานิ กฺษณวตฺ ปุนะ ฯ
อาทิมธฺยาวสานตฺวํ
น สฺวตะ ปรโต ’ปิ วา ฯ๗๐ฯ

อาทิมชฺฌาวสานานิ
จินฺเตยฺยานิ ขณิว ปุน
อาทิมชฺฌาวสานตฺตํ
น สโต ปรโตปิ วา ฯ

(๗๐) ตอนต้นตอนกลางและตอนท้าย ก็ควรคิด (แยก) เหมือนขณะอีก ฯ แต่ความเป็นตอนต้นตอนกลางและตอนท้ายนั้น ไม่มีอยู่โดยตนเองหรือแม้โดยสิ่งอื่น ฯ

บันทึก : ที่ว่าควรคิดแยกเหมือนขณะ หมายความว่าเมื่อแยกเป็นตอนต้นแล้ว ก็มีตอนกลางตอนปลาย แยกเป็นตอนกลางแล้ว ก็มีตอนต้นตอนปลาย และแยกเป็นตอนปลายแล้ว ก็มีตอนต้นและตอนกลาง ที่ว่าไม่มีอยู่โดยตนเองหรือโดยสิ่งอื่น หมายความเช่นขณะใดที่ต่อไปจากนี้ ขณะนั้นเองเป็นตอนต้น แต่เป็นตอนท้ายของขณะที่ล่วงมา และเป็นตอนกลางของขณะทั้งสอง ฉะนั้นโวหารว่าตอนต้นตอนกลางตอนปลาย อาศัยเทียบเอา ลำพังตัวเองหรือลำพังสิ่งอื่น โดยไม่เทียบกันเลยนั้นจะมีไม่ได้ ฯ

ไนโก ’เนกปฺรเทศตฺวาน
นาปฺรเทศศฺ จ กศฺจน ฯ
วิไนกมปิ นาเนโก
นาสฺติตฺวมปิ จาสฺติตามฺ ฯ๗๑ฯ

เนโก อเนกปฺปเทสตฺตา
นาปฺปเทโส จ โกจนํ
วินา เอกมฺปิ นาเนโก
นตฺถิตฺตมฺปิ จ อตฺถิตํ ฯ

(๗๑) หนึ่งไม่มีเพราะประจำอยู่หลายแห่ง หรือไม่มีเพราะไม่ประจำอยู่ในแห่งใดแห่งหนึ่ง ฯ ปราศจากหนึ่ง จำนาวนมากก็ไม่มีด้วย ฯ ปราศจากความมีอยู่ ความไม่มีอยู่ ก็ไม่มีด้วย ฯ

บันทึก : จำนวนหนึ่ง เมื่อประจำอยู่หลายๆแห่ง เช่นหนังสือเล่มหนึ่ง กระดาษแผ่นหนึ่ง หาใช่เป็นหนึ่งไม่ ฉะนั้นหนึ่งจึงไม่มี อีกประการหนึ่งถ้าจะกล่าวว่า หนึ่งนั้นไม่ต้องการที่ประจำ หนึ่งนั้นไม่ต้องการที่ประจำ หนึ่งก็ปรากฏอยู่ไม่ได้อีก เพราะไม่มีที่ประจำจะปรากฏ ฉะนั้นจึงไม่มีหนึ่ง ถ้าไม่มีหนึ่ง จำนวนมากก็ไม่มีเพราะมากมาจากหนึ่ง เพราะฉะนั้น จำนวนหนึ่งหรือจำนวนมาก เป็นอันไม่มีทั้งสองอย่าง ฯ ในที่นี้ พระนาคารชุนค้านลัทธิอไทฺวตวาท ซึ่งถือจำนวนหนึ่ง แต่ปฏิเสธจำนวนมาก ฯ-สวามี

วินาศาตฺ ปฺรติปกฺษาทฺ วา
สฺยาทสฺติตฺวสฺย นาสฺติตา ฯ
วินาศะ ปฺรติปกฺโษ วา
กถํ สฺยาทสฺตฺยสํวาตฺ ฯ๗๒ฯ

วินาสา ปฏิปกฺขา วา
สิยา อตฺถิตฺตสฺส นตฺถิตา
วินาโส ปฏิปกฺโข วา
กถํ สิยา อตฺถิอสมฺภวา ฯ

(๗๒) ความไม่มีอยู่ แห่งความมีอยู่ พึงมีได้ ก็เพราะความวินาศหรือปฏิปักษ์ ฯ หากไม่มีความมีอยู่ ความวินาศหรือปฏิปักษ์จะพึงมีได้อย่างไร ฯ

บันทึก : เมื่อไม่ยอมรับความมี ก็ไม่ยอมรับความวินาศหรือปฏิปักษ์ ฯ

นีรฺวฤเตสฺ เตน โลกสฺย
โนไปตฺยูนตฺวมรฺถตะ ฯ
อนฺตวานิติ โลกศฺ จ
ปฤษฺฏสฺ ตูษฺณึ ชินโน ’ภวตฺ ฯ๗๓ฯ

นิพฺพุติยา เตน โลกสฺส
โนเปติ อูนตฺตมตฺถโต
อนฺตวา อิติ โลโก จ
ปุฏฺโฐ ตุณฺหี ชิโน อหุ ฯ

(๗๓) เพราะฉะนั้น โดยปรมัตถ์ ใครๆย่อมไม่รู้สึกความที่โลกพร่องไปเพราะนิรพาณ (คือนิรพาณ ไม่ใช่ทำให้โลกศูนย์) ฯ จึงพระชินเจ้า เมื่อถูกกระทู้เรื่องโลกมีที่สุด ทรงดุษณีภาพเสีย ฯ

สรฺวชฺญ อิติ สรฺวชฺโญ
พุไธสฺ เตไนว คมฺยเต
เยไนตตฺ ธรฺมคามฺภีรฺยํ
โนวาจาภาชเน โลเก ฯ๗๔ฯ

สพฺพญฺญู อิติ สพฺพญฺญู
พุเธหิ เตเนว คมียเต
เยเนตํ ธมฺมคมฺภีรตฺตํ
น วจ อภาชเน โลเก ฯ

(๗๔) เพราะฉะนั้นแล ผู้ร็ทั้งหลายจึงเห็นจริงว่า พระสัพพัญญูเจ้าเป็นพระสัพพัญญูแท้ เพราะไม่ทรงแสดงธรรมที่ลึกซึ้งนี้ ณ โลกที่ไม่ควรเป็นภาชนะรองรับ ฯ

บันทึก : โนวาจาภาชเน ตัดบทเป็น น อุวาจ อภาชเน ฯ อุวาจ ปโรกขา วิภัตติ ฯ ดูบันทึกบทที่ ๓ ฯ

อิติ ไนะเศฺรยโส ธรฺโม
คมฺภีโร นิษฺปริคฺรหะ ฯ
อนาลย อิตฺยาโปฺรกฺตะ
สํพุทฺไธสฺ ตตฺตฺวทรฺศิภิะ ฯ๗๕ฯ

อิติ เนสฺเสยฺยโส ธมฺโม
คมฺภีโร นิปฺปริคฺคโห
อนาลโยติ ปวุตฺโต
สมฺพุทฺเธหิ ตตฺตทสฺสิภิ ฯ

(๗๕) พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ทรงเห็นตัตตวธรรม จึงตรัสว่า เนสไสยสธรรมเป็นสภาพลึกซึ้งปราศจากความยึดถือ ไม่มีความพัวพัน ด้วยประการฉะนี้ ฯ

อสฺมาทนาลยาทฺ ธรฺมา-
ทาลยาภิรตา ชนาะ ฯ
อสฺตินาสฺตฺยวฺยติกฺรานฺตา
ภีตา นศฺยนฺตฺยเมธสะ ฯ๗๖ฯ

อสฺมา อนาลยา ธมฺมา
อาลยาภิรตา ชนา
อตฺถินตฺถาวิติกฺกนฺตา
ภีตา นสฺสนฺติ อเมธสา ฯ

(๗๖) ชนทั้งหลายที่มิใช่ผู้มีเมธา ไม่พ้นไปได้จากอัตถิตาและนัตถิตา ยินดีนักในธรรมเป็นที่พัวพัน หวาดกลัวธรรมอันไม่มีความพัวพันนี้ ย่อมวินาศ ฯ

เต นษฺฏา นาศยนฺตฺยนฺยา-
นภยสฺถานภีรวาะ ฯ
ตถา กุรุ ยถา ราชนฺ
นษฺไฏรฺ น วิปฺรนาศฺยเส ฯ๗๗ฯ

อญฺเญ นาเสนฺติ เต นฏฺฐา
อภยฏฺฐานภีรวา
ตถา กโรหิ ยถา ราช
นฏฺเฐหิ น วิปฺปนสฺสเส ฯ

(๗๗) ชนพวกนั้นวินาศแล้ว ยังพาผู้อื่นให้วินาศ หวาดกลัวแต่ฐานะอันไม่ควรกลัว ฯ ดูก่อนพระราชา ด้วยประการใดที่พวกวินาศ จะไม่ทำให้พระองค์วินาศได้ ขอพระองค์โปรดกระทำด้วยประการฉะนั้น เทอญ ฯ


:yociexp28:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&month=12-2007&date=01&group=28&gblog=1 (http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&month=12-2007&date=01&group=28&gblog=1)

น้องมารน้อย
03-21-2008, 08:39 PM
ปราชญ์ รจนา
แต่พุทธะ มิอาจรจนาได้ เช่นปราชญ์

kong_sorakrit
05-19-2008, 03:38 PM
ขออนุโมทนาสาธุครับ