มดเอ๊ก
12-04-2007, 09:57 AM
<TABLE cellSpacing=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><!--Last Update : 1 ธันวาคม 2550 21:52:37 น.-->
http://www2.bremen.de/info/nepal/Gallery-3/Misc/12-10/Nagarjuna1.jpg
บทนำ
<!-- Main -->
ขอขอบพระคุณ คุณปองพล อิทธิปรัชญาบุญ ที่กรุณาช่วยค้นหาต้นฉบับพร้อมทั้งคัดลอกนำมาให้แก่ข้าพเจ้าผู้พิมพ์หนังสือนี้ สำหรับเผยแพร่ทางอินเตอร์เน๊ต
<CENTER>คำของผู้แปล
แถลงการณ์</CENTER>
เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ พระอุเทศาจารย์ของข้าพเจ้า บัญชาแจ้งว่าได้รับลายพระหัตถ์ สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานหนังสือจดหมายเหตุเมืองนอก (The Journal of the Royal Asiatic Society of Great Britain and Irland) ฉบับประจำเดือนเมษายน ค.ศ.๑๙๓๔ มีคาถาขงพระนาคารชุน ผู้เป็นมหาเถรนายกแห่งลัทธิมหายาน เรื่องหนึ่ง เรียกชื่อว่ารัตนาวลี แปลเป็นภาษาอังกฤษไว้ด้วย ทรงสังเกตคติธรรมเห็นไม่ผิดอะไรกับคติฝ่ายทักษิณยานที่เราถือกัน เป็นเรื่องแปลกสำหรับพวกเราที่ควรจะอ่านทราบ ถ้าถอดเป็นภาษาบาลีแล้วแปลออกเป็นภาษาไทยได้จะดี ต่อไปคงหาโอกาสพิมพ์ได้ เจ้าประคุณฯ เห็นชอบด้วยพระดำริ มีเถรบัญชาให้ข้าพเจ้ารับหน้าที่ในเรื่องนี้
เป็นเรื่องที่ยากของข้าพเจ้าบรรดาที่เคยทำมา เพราะมีธรรมในลัทธิวาทะอื่นๆปนอยู่ด้วยมาก ทั้งศัพท์บัญญัติธรรมแม้มีรูปเหมือนกับเราๆฝ่ายทักษิณยานทราบกัน แต่ความหมายต่างลัทธิก็ต่างกัน เช่นนิรพาณเป็นต้น ไปๆโลกกับนิรพาณเหมือนกัน เลยไม่แน่ใจว่าจะแปลถูกความประสงค์เดิม,ต้องอาศัยท่านพราหมณ์ป.ส.ศาสตรี ผู้เชี่ยวชาญภาษาสันสกฤตและท่านสวามี สัตยานันทบุรี เวทานตะประทีป ผู้เชี่ยวชาญลัทธิสมัยบรรดามีในวรรณคดีสันสกฤต ช่วยพิจารณาตรวจตราแก้ไขแนะนำ นับว่าท่านทั้งสองนั้นมีอุปการแก่หนังสือเล่มนี้มาก เจ้าประคุณฯ เอาเป็นธุระพิจารณาแก้ไขทางพากย์บาลี สมเคราะห์ค้นที่มาที่ใช้แห่งคำนั้นๆ เพื่อนำมาใช้ให้ชอบด้วยความนิยมแห่งภาษา พระพินิจวรรณการ (แสง สาลิตุล เปรียญ) ช่วยทักท้วงคำแปลบางคำบางความบางบท ซึ่งข้าพเจ้าคิดไม่ทัน เมื่อแก้ตามแล้วทำให้ความดีขึ้น นายวงศ์ บุณยะกาญจน เปรียญ ช่วยคัดร่างให้เป็นต้นฉบับเรียบร้อยดีมาก จนชั้นที่สุด นายกิม หงศ์ลดารมภ์ เปรียญ ช่วยจัดการเรื่องปรู๊ฟให้เรียบร้อยเป็นการสะดวกแก่ข้าพเจ้า ซึ่งหากไม่ใช่เปรียญด้วยกันแล้วพูดเข้าใจกันยากเต็มที รวมความว่า ถ้าหนังสือเรื่องนี้จะสำเร็จประโยชน์แก่ท่านผู้พบอ่านได้บ้าง ก็เพราะคุณูปการที่ประกอบกันหลายความคิดหลายมือ ด้วยประการฉะนี้
ผู้แปลรัตนาวลีเป็นภาษาอังกฤษนี้ คือนักปราชญ์อิตาลีชื่อคูเสปเป ตุจจิ (Giuseppe Tucci) เล่าเรื่องว่า รัตนาวลีของพระนาคารชุน เป็นที่รู้จักกันดี เพราะพระอาจารย์อ้างถึงเนืองๆ ในคัมภีร์ฝ่ายมหายานของอินเดียและธิเบต แต่จะมีต้นฉบับอยู่ที่ไหนไม่ปรากฏกฎมานานแล้ว พึ่งมาทราบว่าที่เมืองเนปาลซึ่งมีหนังสือคัมภีร์อินเดียดีๆหลายอย่าง มีคัมภีร์ใบลานรวบรวมรัตนาวลีไว้ด้วย เป็นของสำคัญที่จะละเลยเสียไม่ได้ พระนาคารชุนเป็นผู้มีความคิดลึกซึ้งผู้หนึ่ง ในบรรดาปราชญ์เมธีอินเดีย ข้อความใดๆที่ท่านรจนาควรใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง ความคิดความอ่านของท่านมิใช่เพียงซึมทราบไปในอภิธรรมของมหายาน แต่ยังซึมทราบตลอดไปถึงคัมภีร์ตันตระด้วย เพราะฉบับใบลานรัตนาวลีนี้เป็นเพียงเศษเหลือ มีข้อความขาดตกหลายแห่งผู้แปลภาษาอังกฤษ จึงได้อาศัยคำแปลรัตนาวลีคัมภีร์ภาษาธิเบต ช่วยซ่อมข้อความที่บกพร่องนั้น หนังสือนี้ที่จริงเป็นบทมาติกา เขียนเป็นทำนองเลขะ(จดหมาย) ยังมีตัวอย่างหนังสือประเภทนี้ ที่พระนาคารชุนและผู้อื่นๆแต่ง แต่เรียกชื่อรัตนาวลีว่าราชปริกถา คือคำทูลพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินนั้นจะเป็นองค์ไหนไม่กล่าวไว้ในคัมภีร์ แต่ได้ทราบจากอรรถกถาจารย์ชื่ออชิตมิตร ว่าเป็นองค์เดียวกับที่ได้รับศิษยเลขะ(จดหมายเพื่อศิษย์) คือ bDe spyod คำธิเบตนี้จะแปลจาก ศาตวาหนคือผู้อุปถัมภ์ของพระนาคารชุน ได้หรือไม่ยังเป็นปัญหา
อนึ่ง บทคาถาเท่าที่นำมาแปลสูกันฟังนี้ ในจดหมายเหตุนั้นว่าเป็นเพียงอัธยายแรกของรัตนาวลี ยังมีอีกต่อไปจะลงพิมพ์ในฉบับข้างหน้า แต่เป็นหนังสือพิมพ์ที่ออกสามเดือนต่อครั้งกว่าจะจบเรื่องรัตนาวลีเห็นจะนาน บางแห่งข้าพเจ้าได้แปลคำบัณทึกอธิบายของท่านตุจจิที่น่ารู้ไว้ด้วย บางแห่งเป็นของข้าพเจ้าเอง ซึ่งโดยมากได้คำอธิบายของท่านพรามณ์และท่านสวามีที่กล่าวนานมาแล้วนั้นเป็นหลัก.
พระสารประเสริฐ
พากย์บาลีที่แปลงจากสํสกฤตในรัตนาวลีนี้ ข้าพเจ้ามีเวลาตรวจให้ได้หนเดียว เห็นว่าใช้ได้แล้วฯ
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
<CENTER>คำของท่านพราหมณ์ ป.ส.ศาสตรี
แถลงประวัติพระนาคารชุน</CENTER>
ประวัติพระนาครชุน ผู้รจนาเรื่องรัตนาวลีนี้ มีกล่าวในหนังสือต่างๆหลายฉบับด้วยกันเช่น ลัทธิของเพื่อน ของ เสถียรโกเศศ และ นาคประทีป กับหนังสือเรื่องคัมภีร์ฝ่ายพระพุทธศาสนาในภาษาสํสกฤตของนายยี.เก.นริมัน (Literary History of Sanskrit Buddhism by G.K. Nariman,Bombay,1920) เป็นต้น ย่อความได้ดั่งต่อไปนี้
เรื่องพระนาคารชุน ตามที่ได้เล่าลือกันมา ฟังเป็นนิยายมากกว่าประวัติ เพราะกล่าวไปในทางปาฏิหาริย์มากมาย ในหนังสือประวัติที่พระอาจารย์กุมารชีพได้แปลออกไว้เป็นภาษาจีน เมื่อพ.ศ.๙๔๘ ว่า พระนาคารชุนเกิดในตระกูลพราหมณ์ในภาคใต้ประเทศอินเดีย เล่าเรียนไตรเพทกับตำราวิชาทั้งหลายจบสิ้น ได้เป็นผู้ชำนาญทางอาถรรพศาสตร์อย่างลือชื่อ ยังมีหนังสือภาษาสํสกฤตว่าด้วยเรื่องอาถรรพ์ แพร่หลายอยู่ในประเทศอินเดียจนทุกวันนี้ เรียกกันว่า นาคารฺชุน กกฺษปุฏมฺ เชื่อกันว่าพระนาคารชุนเป็นผู้แต่ง ครั้งหนึ่ง พระนาคารชุนสำแดงปาฏิหาริย์พาเพื่อนสามคนเข้าไปในพระราชวัง ไปก่อกรรมทำมิดีมิร้ายต่อสนมฝ่ายใน เลยถูกจับ เพื่อนทั้งสามต้องประหารชีวิต แต่ตัวพระนาคารชุนหลุดไปได้ เพราะท่านได้ปฏิญาณไว้ไว้ว่าจะบวช เมื่อบวชแล้วก็ได้เรียนพระไตรปิฏกพร้อมทั้งทั้งอรรถแลพยัญชนะจบภายในเลา ๙๐ วัน แล้วก็ไม่อิ่มใจ จึงแสวงหาคัมภีร์อื่นต่อไปอีก ไปได้รับมหายานสูตรคัมภีร์หนึ่ง มาจากฤษีที่เขาหิมพาน นาคราชช่วยเหลือให้ได้อรรถกถาแห่งสูตรนั้น อาจารย์กุมารชีพว่า พระนาคารชุนกระทำศาสนกิจอยู่กว่า ๓๐๐ ปี และทางธิเบตกล่าวกันว่า พระนาคารชุนมีอายุถึง ๖๐๐ ปีจึงเข้าสู่นิรพาณ
พระนาคารชุนดำรงชีวิตอยู่ในสมัยไหนแน่นั้นสันนิษฐานกันต่างๆ หลวงจีนเหี้ยนจังว่าดำรงอยู่เมื่อพ.ศ.๔๐๐ ผู้แต่งหนังสือลัทธิของเพื่อนเห็นว่าราวพ.ศ.๗๐๐ ดร.วินัยโตษ ภัฏฏาจารย์ ผู้จัดพิมพ์หนังสือ ตตฺตฺวสํคฺรห (Baroda,1926) ว่าเมื่อพ.ศ.๗๒๔ และนายยี.เก.นริมัน (ที่ได้กล่าวชื่อมาแล้ว) ว่าอยู่ระหว่างพ.ศ.๖๐๔-๗๐๓
นอกจากรัตนาวลี ยังมีหนังสืออื่นที่นับว่าเป็นความรจนาของพระนาคารชุนอีก คือ
๑.ธรฺมสํคฺรห เป็นหนังสืออภิธานศัพท์เฉพาะในศาสนา
๒.สุหฤลฺเลข แต่งเป็นจดหมายทูลพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งแบบเดียวกันกับรัตนาวลี ฝ่ายจีนว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้คือพระเจ้าศาตวาหน ฝ่ายธิเบตว่าพระเจ้าอุทยน(อุเทน) หนังสือนี้มีโศลกรวม ๑๒๓ บท ว่าด้วยข้อความอันเป็นหลักแห่งพระพุทธศาสนาต้องกับข้อความในพระบาลีด้วย ต้นฉบับภาษาสํสกฤตศูนย์หายเสียแล้ว เหลือแต่คำแปลธิเบตซึ่ง เวนซัล (Wenzal) ได้แปลออกเป็นภาษาอังกฤษ พิมพ์ลงไว้ใน J.P.T.S. ฉบับประจำค.ศ.๑๘๘๖
๓.คัมภีร์พระไตรปิฎกในภาษาจีนรวม ๒๔ คัมภีร์เท่าที่กล่าวชื่อมานี้เป็นของพระนาคารชุนรจนาจริงหรือไม่นั้น นักปราชญ์ไม่รับรองหรือปฏิเสธอย่างไร
๔. ศตสหสฺริกา ปฺรชฺญาปารมิตา บัณฑิต ตารานาถ ผู้แต่งพงศาวดารประเทศธิเบต (ฉบับภาษาธิเบต) ว่าเป็นความรจนาของพระนาคารชุน แต่นายยี.เก.นริมัน พิจารณาเห็นว่าเป็นหนังสือรุ่นใหม่ ไม่ใช่ของพระนาคารชุน เว้นแต่ข้อความในหนังสือศตสหสฺริกา ปฺรชฺญาปารมิตานั้น เป็นไปตามแนวมติของพระนาคารชุน
๕.มธฺยมกการิกา นี่เป็นหนังสือสำคัญที่สุดที่พระนาคารชุนได้รจนาไว้ เพราะเป็นตำรับสำคัญของอนุนิกายในพระพุทธศาสนารายหนึ่ง ชื่อว่ามัธยมักนิกาย ซึ่งได้รับกำเนิดจากพระนาคารชุนเอง และเป็นหนังสือที่ทำให้พุทธศาสนิกชนทางประเทศอินเดียภาคเหนือนิยมพระนาคารชุน เกือบว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ถึงกับยกภาษิตของพระนาคารชุนว่าคู่เคียงกับพระพุทธภาษิตทีเดียว หนังสือมัธยมิการิกานี้ได้พิมพ์ขึ้นแล้ว พร้อมกับคำอธิบายของอาจารย์จันทรกีรติ ที่ประเทศรัซเซีย เมื่อค.ศ.๑๙๑๓ มีฉบับอยู่ในหอพระสมุดวชิราวุธ
<CENTER>คำของท่านสวามี สัตยานันทบุรี
แถลงลัทธิ</CENTER>
โอม! รัตนาวลีของพระนาคารชุน เป็นคัมภีร์ฝ่ายอาจารยวาทหรือมหายาน มาธยมิกนิกาย มาธยมิกนิกายถือศูนยวาทเป็นหลัก ฉะนั้น ในการหาความเข้าใจในรัตนาวลี เราจำเป็นต้องมีความรู้ในศูนยวาทเป็นต้นทุนเสียก่อน มิฉะนั้นแล้ว การแปลความประสงค์ดั่งที่พระอาจารย์นาคารชุนหมายถึงอยู่ นับว่าเป็นสิ่งที่ยากเย็นมิใช่น้อย ทั้งนี้ก็เพราะเหตุที่รัตนาวลีอัดใจความในลัทธิสั้นที่สุดคล้ายเป็นเพียงมาติกาในลัทธิศูนยวาท อย่างไรก็ตามศูนยวาทเป็นลัทธิอันแทรกแซงออกมาจากลัทธิเดิมคือขณิกวาท ขณิกวาทนับว่าเป็นมูลฐานแห่งบรรดาลัทธิเท่าที่เกิดมีขึ้นในพุทธปรัชญาตราบเท่าทุกวันนี้ ถ้าจะกล่าวตามรูปศัพท์ ขณิกวาท ก็คือลัทธิที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายตั้งอยู่ในขณะชั่วคราว หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมเปลี่ยนแปลงไปทุกๆขณะ โดยไม่มีความมั่นคงเที่ยงแท้แม้แต่น้อยหนึ่งเลย
จะกล่าวให้มีความหมายกระชับยิ่งขึ้นอีก เรายินยอมกันโดยทั่วไปว่า สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมเป็นสิ่งที่มีอยู่ เพราะเราเห็น เรารู้สึก เราเสวยอยู่ เป็นต้น สิ่งที่มีอยู่ก็คือ สัต(อัส ธาตุ (มี) อันตปัจจัย) นั้นเอง ฉะนั้น สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมหมายถึงสัต ในที่นี้ปัญหามีอยู่ว่า อันสรรพสิ่งทั้งหลายซึ่งนับว่าเป็นสัต หมายความว่าอะไรเล่า? หรืออีกนัยหนึ่ง ที่เราเรียกกันว่า สรรพสิ่งทั้งหลาย เราถือเอามาตรฐานอะไร? ปัญหานี้จะพิจารณาต่อไป
การที่เราดำรงอยู่ในโลกได้ ก็โดยอาศัยความหมายหรืออัตถะ ถ้าหากโลกนี้ขาดอัตถะเสียแล้ว โลกนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์สำหรับเรา เราใช้โต๊ะ เราใช้เก้าอี้ เราใช้หนังสือก็โดนเนื่องจากสิ่งเหล่านี้ มีอัตถะหรือความหมายสำหรับเรา ม้าไม่สามารถที่จะหาอัตถะในหนังสือได้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์สำหรับม้า จึงเห็นได้ว่า อัตถะเป็นเข็มทิศในความเป็นไปทุกๆอย่างของเรา อาศัยหลักฐานดั่งนี้ จึงกล่าวได้ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายก็จะต้องมีอัตถะบางอย่างสำหรับเรา ซึ่งเราถือเอาเป็นมาตรฐานนการพิจารณาถึงสรรพสิ่งทั้งหลายนั้น ฉะนั้น ปัญหาจึงมีอีกสายหนึ่งว่า อัตถะซึ่งบ่งถึงสรรพสิ่งทั้งหลายนั้นคืออะไรเล่า?
ถ้าจะพินิจพิเคราะห์ตามแนวโดยทั่วไปแล้ว จะเห็นได้ว่าอัตถะแยกออกเป็นสองสาย สายหนึ่งได้แก่การณะ และอีกสายหนึ่งได้แก่การิยะ กล่าวคือ บรรดาสิ่งที่เราใช้กันอยู่ หรืออาศัยอยู่ ปรากฏแก่เราในฐานเป็นการณะ หรือมิฉะนั้นเป็นการิยะ(เทียบคาถา ๔๗) เช่นเราต้องการเก้าอี้ตัวหนึ่ง เราจึงอาศัยไม้ นายช่าง เป็นต้น เป็นเครื่องอุปกรณ์ สิ่งอุปกรณ์เหล่านี้เป็นการณะที่จะบันดาลให้เกิดผลหรือการิยะคือเก้าอี้ นี้และเป็นคติการโดยทั่วๆไป ดั่งที่เกี่ยวแก่สรรพสิ่งทั้งหลาย หรือจะกล่าวลงได้ทีเดียวว่า สรรพสิ่งทั้งหลาย คือ สิ่งที่ปรากฏตามอัตถะแห่งการณะและการิยะ ฉะนี้
ตกว่า อันสรรพสิ่งทั้งหลายก็คือการณะกับการิยะนั้นเอง บัดนี้พิจารณาว่า สิ่งใดนับว่าเป็นการณะหรือการิยะ สิ่งนั้นเป็นขณิกหรืออขณิกะฉะนั้นหรือ? การที่เราถือกันว่าสิ่งหนึ่งเป็นขณิกหรืออขณิกได้ก็โดยสภาพของมันเป็นเกณฑ์ คือว่า ถ้าสภาพของสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไป เราเห็นกันว่าสิ่งนั้นหาใช่มีความมั่งคงไม่ จึงนับว่าเป็นขณิก แต่ทว่าถ้าสภาพของสิ่งใดคงอยู่เที่ยงแท้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เราจึงจะรับรองว่าสิ่งนั้นคืออขณิก
ถ้าจะกล่าวถึงการณะแล้ว การณะทุกๆการณะหาใช่มีสภาพอย่างมั่นคงไม่ ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่าก่อนที่การณะจะบันดาลให้เกิดผล การณะมีสภาพอีกอย่างหนึ่ง และขณะที่การณะกำลังบันดาลให้เกิดผลอยู่ การณะก็มีสภาพเปลี่ยนแปลงไปอีกประการหนึ่ง มิฉะนั้นแล้ว การณะก็ไม่สามารถที่จะเกิดผลเป็นการิยะได้ การที่ไม้จะถูกบันดาลให้เกิดผลคือเก้าอี้ขึ้นได้ ก็โดยเนื่องจากไม้นั้นจำเป็นต้องผ่านพฤติการณ์บางอย่าง จึงจะเป็นได้ ถ้าหากไม้มีสภาพที่มั่งคงอยู่ก่อนแล้ว ไม้ก็ไม่เปลี่ยนตัวให้ปรากฏเป็นเก้าอี้ได้ขึ้นได้ ดั่งนี้เป็นตัวอย่าง จงเห็นได้ว่าสิ่งใดซึ่งในฐานเป็นการณะบันดาลให้เกิดผลขึ้น สิ่งนั้นจำเป็นจะต้องมีสภาพอันเปลี่ยนแปลงไปเสมอ นั่นก็คือ การณะย่อมไม่มีสภาพอย่างคงที่ จึงนับว่าเป็นขณิกฉะนี้ (ดูคาถาที่ ๖๖)
ถ้าจะกล่าวถึงการิยะ ก็เป็นเช่นเดียวกันอีก คือถ้าหากการิยะมีสภาพอันคงที่แล้ว การิยะก็เกิดขึ้นมิได้เลย เพราะเหตุว่าก่อนที่การิยะจะเกิดขึ้น การิยะยังไม่มีตัวปรากฏ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว การิยะมีตัวปรากฏขึ้น จึงเห็นได้ว่าในระยะเวลาสองตอนนี้สภาพของการิยะหาได้คงที่อยู่ไม่ อีกประการหนึ่ง เราย่อมใช้การิยะรูปในความเป็นไปของเราด้วย แต่อันที่จริงเราใช้สิ่งหนึ่งไม่ตลอด เช่นเราไม่เคยนั่งอยู่ที่เก้าอี้โดยไม่มีอวสาน ฉะนั้นขณะที่มีคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ กับขณะที่ไม่มีใครนั่งอยู่บนเก้าอี้ เก้าอี้มีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปตาม กล่าวคือ ถ้าหากสภาพของเก้าอี้เป็นที่นั่งประจำอยู่เสมอ เก้าอี้จำเป็นจะต้องทำให้คนนั่งอยู่โดยไม่รู้จักว่างเลย ทั้งนี้ ก็เพราะเหตุที่สภาพนับว่าเป็นคุณชนิดที่ประจำอยู่ที่ตัวโดยไม่มีอวสาน จึงเห็นได้ว่า เก้าอี้ก็ตามหรือการิยะใดก็ตาม ย่อมไม่มีสภาพซึ่งนับว่าคงที่ได้ นั่นก็คือการิยะเป็นขณิกด้วย
ดังนั้น เนื่องจากสรรพสิ่งทั้งหลายย่อมเป็นประมวลแห่งการณะกับการิยะ สรรพสิ่งทั้งหลายหรือสิ่งที่เรียกกันว่าสัต จึงนับว่าเป็นขณิก ไม่มีสิ่งซึ่งเราพึงเห็นกันได้ว่าเป็นอขณิกได้
ตกลง บรรดาสิ่งทั้งหลายเป็นขณิก บัดนี้ดังที่ยินยอมกันอยู่โดยทั่วๆไป สรรพสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นได้ก็เพราะเหตุและปัจจัย ปัญหาจึงเกิดมีขึ้นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัย มีความจริงแค่ไหน? หน่ออันเกิดขึ้นจากพืช พืชจึงนับว่าเป็นเหตุของหน่อนั้น ธาตุภายนอกคือดิน น้ำ อากาศเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือให้หน่อเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้จึงนับได้ว่าเป็นปัจจัยของหน่อ จงคิดดุว่า ก่อนที่หน่อจะงอกขึ้นมาได้ หน่อนั้นอยู่ที่ไหน? หน่อมิได้อยู่ที่พืช หรืออญุ่ที่ธาตุภายนอกก็หาไม่ ทั้งนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า หน่อนั้นไม่ได้มีความจริงซึ่งติดข้องปรากฏอยู่ในตัวได้ นั่นก็คือตามความเป็นจริงหน่อไม่ได้มีอยู่เลย เป็นเพียงแต่รูปอันปราศจากความจริง ดังเช่นพืชที่ถูกมดกินเนื้อในจนหมดแล้ว ไม่มีสาระ มีเพียงแต่ร่างเท่านั้น อาศัยกระแสแห่งอุทาหรณ์ดังกล่าวมาแล้วนี้ เราจึงยุติลงได้ว่า อันบรรดาสิ่งทั้งหลายที่สืบเนื่องมาจากเหตุและปัจจัย ไม่มีความจริงติดข้องอยู่เลย ดังนั้นผลแห่งเหตุและปัจจัยจึงนับว่า ศูนย์ ฉะนี้
ถ้าจะถือว่า ถึงแม้ส่วนรูปเป็นศูนย์ก็จริง แต่ทว่าส่วนนามหาใช่เป็นเช่นนั้นไม่ เราย่อมใช้นามเป็นมาตรฐานในการชี้แจงถึงรูปทั้งหลายซึ่งหามีความจริงหรือความเที่ยงแท้ไม่ ถึงแม้หน่อนั้นมิได้มีอยู่เลยก็ตาม แต่นามว่า หน่อ คงมีเรียกอยู่เสมอ เราจึงเข้าใจได้ว่า สิ่งนี้คือหน่อ เมื่อข้อขัดแย้งเกิดขึ้นดังนี้ คำตอบมีอยู่ว่า นามก็คือเครื่องหมายอย่างหนึ่งเพื่อจะชี้แจงรูป ถ้าเราเห็นว่า รูปไม่มีความจริง ก็จะต้องเข้าใจว่า นามของรูปนั้นพลอยเป็นสิ่งที่ไม่จริงไปด้วย นั่นก็คือในส่วนรูปก็ตาม หรือในส่วนนามก็ตาม บรรดาสิ่งทั้งหลายซึ่งนับว่าเป็นขณิกและซึ่งสืบเนื่องมาจากเหตุและปัจจัย ไม่มีความจริงติดเนื่องอยู่ หรือจะกล่าวได้ทีเดียวว่าสิ่งเหล่านี้คือ ศูนย์ นั้นเอง
จะกล่าวถึงนิรพาณอีกสักหน่อย คงจะเข้าใจกันได้อย่างราง ๆ ว่า นิรพาณคือความดับเบญจขันธ์ ส่วนเบญจขันธ์ก็คือผลแห่งเหตุและปัจจัยชนิดหนี่ง ดังได้แสดงมาแล้ว ผลแห่งเหตุและปัจจัยก็คือความเป็นของศูนย์นั่นเอง ฉะนั้นก็ดับสิ่งที่ศูนย์ จะมีความจริงอยู่ได้อย่างไร? นอกจากจะชวนให้เข้าใจไปว่า การดับสิ่งเช่นนั้นก็ต้องพลอยศูนย์ไปด้วยเหมือนกัน เช่นมายาบุรุษตนหนึ่ง กำลังรบกับมายาบุรุษอีกตนหนึ่ง มายาบุรุษทั้งสองก็คือบุรุษผู้ซึ่งไม่มีความจริง ถ้าหากมายาบุรุษตนหนึ่ง ฆ่ามายาบุรุษอีกตนหนึ่งแล้ว การฆ่าเช่นนี้ก็นับว่าเป็นการฆ่ามายาคือไม่มีความจริง ก็นับว่าเป็นการดับซึ่งไม่มีความจริงไปด้วย จริงหรือไม่? โดยยึดถือเอานัยอุทาหรณ์ดังกล่าวนี้ เราจึงพอเห็นได้ว่า การดับเบญจขันธ์ซึ่งนับว่าเป็นของศูนย์ จึงพลอยเป็นความศูนย์ไปตาม ๆ กัน หรืออาจกล่าวได้ทีเดียวว่า นิรพาณก็เป็นศูนย์นั่นเอง (เทียบนิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ และดูคาถาที่ ๖๔)
ทฤษฏิอันนี้แหละ เป็นมูลฐานฝ่ายมาธยมิกนิกาย หรือศูนย์วาทโดยย่อ ในการรจนารัตนาวลี พระอาจารย์นาคารชุนก็ได้ยึดถือเอาเป็นเกณฑ์ ซึ่งเราจะพบอยู่เนืองๆ ในที่จะอ่านต่อไป
การแปลหนังสือประเภทนี้ ให้กระจายออกเป็นภาษาไทยเป็นการยากเย็นไม่น้อย ทั้งนี้ก็เพราะเหตุที่ในภาษาไทย คำเฉพาะเกี่ยวแก่ปรัชญา มักจะเป็นภาษาสันสกฤตหรือบาลี อีกประการหนึ่ง มติความเห็นฝ่ายมหายาน นับว่ายังเป็นความแปลกประหลาดหรือเป็นของใหม่สำหรับชนชาวสยาม ถึงกระนั้นข้าพเจ้ามีความเชื่อถือในความสามารถของผู้แปลนี้ อนึ่งส่วนตัวข้าพเจ้าขอรับรองไว้ว่า รสชาติแห่งการแปลไทยเท่าที่ข้าพเจ้าได้อ่านตรวจดูแล้ว เห็นว่ามีความหมายตรงกับความเดิม ถ้าหากผู้อ่านมีความรู้ในคำสันสกฤตอยู่แม้เพียงเล็กน้อย และทั้งมีความรู้อย่างธรรมดาในลัทธิของพระนาคารชุนอยู่บ้าง จะได้รับประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ไม่น้อย อนึ่งข้อที่ควรระมัดระวังเพื่อรักษารสชาติของหนังสือ ขอเตือนนักศึกด้วยกันให้ทราบ จงอย่าเอามติความเห็นทางฝ่ายเถรวาท หรือพระพุทธศาสนาในสยามปัจจุบัน ไปปะปนกันเข้าเป็นอันขาด นอกจากจะเสียรสของหนังสือแล้ว ยังอาจจะทำให้ท่านเสียประโยชน์ที่ควรได้จากการอ่านหนังสือนี้โดยตรงด้วยอีกชั้นหนึ่ง
ในที่สุด ข้าพเจ้าขอสรรเสริญความฝักใฝ่พร้อมด้วยความพยายาม อันเป็นนิสสัยนักศึกษาของผู้แปลเป็นภาษาไทยนี้ไว้ด้วยความจริงใจ และขออนุโมทนาสาธุในน้ำพักน้ำแรงซึ่งนำมาใช้เพื่อความสวัสดีของโลก
<CENTER>คำชี้แจงของผู้แปล(เพิ่มเติมหลักลัทธิ).</CENTER>
หลักลัทธิที่พระนาคารชุนแสดง เรียกว่ามาธยมิก (นิกายสายกลาง) คือในสมัยนั้น ประชาชนมีทิฐิแยกออกเป็นสองประการ อย่างหนึ่งเป็นสรวาสติวาท (สารพัตถิกวาท) ถือว่าสิ่งทั้งปวงมีสภาวะโดยแท้ อีกอย่างหนึ่งเป็นนาสติกวาท (นัตถิกวาท) ถือว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีสภาวะเลย แต่พระนาคารชุนเลือกเอาทั้งสองอย่างมาปรับปรุงเป็นสายกลาง ว่าสิ่งทั้งปวงจะมีหรือไม่มีก็ช่างเถิด แต่สิ่งต่างๆย่อมศูนย์และไม่ศูนย์ ซึ่งบางที่เรียกคตินี้ว่าศูนยวาท
มีอรรถาธิบายว่า ปรัชญานั้นคืออะไร? คือความรู้แจ้งในรูปธรรมนามธรรมว่ามีสภาวะเป็นศูนย์ ไม่มีสิ่งไรๆอยู่คงที่เป็นตัวตน ถ้าพิจารณาให้ซึ้ง จะเห็นได้ว่าล้วนไร้แก่นสาร แม้แต่อาตมัน(อัตตา) ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น สิ่งทั้งปวงที่เป็นรูปธรรมนามธรรมจึงตกอยู่ศูนย์ ศูนย์คืออะไร? เป็นสภาวะอย่างหนึ่งหรือ? ไม่ใช่ เป็นอสภาวะหรือ? ไม่ใช่ เป็นสภาวาสภาวะหรือ? ไม่ใช่ กระนั้นเป็นอะไร? เป็นอนิรวาจย์ คืออธิบายไม่ได้ พูดถึงไม่ได้ เป็นอตักกาวจร นึกคิดไม่เห็น จะเรียกศูนย์นี้ว่า ปารมิตา หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตาม ที่อยู่เหนือความรู้สึกล่วงพ้นจากสามัญปัญญาวิสัย พระโพธิสัตว์ซึ่งได้บำเพ็ญบารมีตั้งปณิธานมาแล้วนับด้วยนานาอเนกชาติจึงจะบรรลุความรู้ในศูนย์นี้ เมื่อพระโพธิสัตว์มีปณิธานแล้ว เห็นสัตว์โลกต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ บังเกิดกรุณามุ่งแต่จะช่วยให้พ้นสังสารวัฏทุกข์ แม้ตัวพระโพธิสัตว์เองจะต้องเวียนว่ายตายเกิดรับทุกข์อยู่ในสังสารวัฏต่อไปอีกกี่พันกี่หมื่นชาติ ก็เต็มใจอยู่ เพราะฉะนั้น นิกายมาธยมิกนี้ บางทีจึงเรียกว่าโพธิสัตวยาน
หลักศูนยตานี้นักปราชญ์ชาวตกวันตกวินิจฉัยว่า เลือนมาจากหลักอนาตมัน(อนัตตา) ที่ว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีอัตตา แต่ที่จะแปลศูนยตา ว่าศูนย์สิ้นอย่างสนิทคงไม่ได้ เพราะได้ความตามหลักว่ายังมีศูนยตาและมหาศูนยตา ซึ่งแบ่งออกเป็นสิบแปดชั้น
ศูนยตามีลักษณะสามและสัตย์สอง ลักษณะสามประการคือ (๑)ปริกัลปิตะ (ปริกัปปิต) เห็นสิ่งทั้งปวงเป็นของเที่ยง เห็นสิ่งทั้งปวงที่ไม่มีจริงว่าเป็นจริง เช่นเห็นเชือกเป็นงู หรือเห็นสัตว์ทั้งปวงมีตัวตนเป็นของเที่ยง (๒) ปรตันตระ ความรู้อันอาศัยสิ่งอื่นเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นความรู้ไม่สู้ผิด แต่ว่าเป็นความรู้แคบโดยจำกัด เช่นเชื่อว่าเชือกมีจริง และงูมีจริง (๓) ปรินิษปันนะ (ปรินิปผันน) ความรู้อันบริบูรณ์แท้จริง รู้แจ้งว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตน เป็นเพราะสังขารปรุงแต่งขึ้นเท่านั้น สัตย์สองประการได้แก่สํวฤติสัตย์ (สมมุติสัจจ์) เป็นความจริงที่เป็นสามัญ และปรมารถสัตย์ (ปรมัตถสัจจ์) เป็นความรู้จริงอันเป็นเลิศ แต่ถ้ารู้จริงโดยปรมารถแล้ว ย่อมเข้าถึงนิรพาณ เพราะฉะนั้น สังสารโลกที่ต้องสละไป ไม่ใช่หนีทุกข์อย่างพระพุทธศาสนาในชั้นต้นแห่งทักษิณยาน ที่สละไปก็เพราะหน่ายสิ่งทั้งปวงอันหาความจริงเที่ยงแท้มิได้
นอกจากนี้ พระพุทธเจ้าย่อมมีลักษณะเป็นตรีกาย คือธรรมกาย เป็นสารหรือสภาวะอันสำคัญของบรรดาพระพุทธเจ้า ได้แก่พระอาทิพุทธ์ สัมโภคกาย กายแห่งความบันเทิง กล่าวคือพระกายทิพย์มีรัศมีรุ่งเรือง อันพระพุทธเจ้าย่อมปรากฏให้เห็นได้แก่พระพุทธชิน หรือพระฌานีพุทธ์ ซึ่งออกมาจากพระอาทิพุทธ์ นิรมาณกาย คือกายอันนิรมิตบิดเบือนขึ้น ได้แก่ร่างมนุษย์ซึ่งพระศากยมุนี หรือพระพุทธเจ้า หากปรากฏลักษณะแท้จริงของพระองค์ให้เห็น หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่ามานุษิพุทธ์ พระกายทั้งสามนี้จะแยกกันไม่ได้ ถ้าพูดถึงหนึ่ง ก็รวมอีกสองด้วย พระฌานีพุทธ์ที่ปรากฏในยุคนั้น มีพระฌานีพุทธ์อมิตาภะ ต่อมาจึงเกิดมีพระฌานีพุทธ์องค์อื่นขึ้นอีก. (ลัทธิของเพื่อน)
:yociexp32:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=28 (http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=28)
</TD></TR></TBODY></TABLE>
http://www2.bremen.de/info/nepal/Gallery-3/Misc/12-10/Nagarjuna1.jpg
บทนำ
<!-- Main -->
ขอขอบพระคุณ คุณปองพล อิทธิปรัชญาบุญ ที่กรุณาช่วยค้นหาต้นฉบับพร้อมทั้งคัดลอกนำมาให้แก่ข้าพเจ้าผู้พิมพ์หนังสือนี้ สำหรับเผยแพร่ทางอินเตอร์เน๊ต
<CENTER>คำของผู้แปล
แถลงการณ์</CENTER>
เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ พระอุเทศาจารย์ของข้าพเจ้า บัญชาแจ้งว่าได้รับลายพระหัตถ์ สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานหนังสือจดหมายเหตุเมืองนอก (The Journal of the Royal Asiatic Society of Great Britain and Irland) ฉบับประจำเดือนเมษายน ค.ศ.๑๙๓๔ มีคาถาขงพระนาคารชุน ผู้เป็นมหาเถรนายกแห่งลัทธิมหายาน เรื่องหนึ่ง เรียกชื่อว่ารัตนาวลี แปลเป็นภาษาอังกฤษไว้ด้วย ทรงสังเกตคติธรรมเห็นไม่ผิดอะไรกับคติฝ่ายทักษิณยานที่เราถือกัน เป็นเรื่องแปลกสำหรับพวกเราที่ควรจะอ่านทราบ ถ้าถอดเป็นภาษาบาลีแล้วแปลออกเป็นภาษาไทยได้จะดี ต่อไปคงหาโอกาสพิมพ์ได้ เจ้าประคุณฯ เห็นชอบด้วยพระดำริ มีเถรบัญชาให้ข้าพเจ้ารับหน้าที่ในเรื่องนี้
เป็นเรื่องที่ยากของข้าพเจ้าบรรดาที่เคยทำมา เพราะมีธรรมในลัทธิวาทะอื่นๆปนอยู่ด้วยมาก ทั้งศัพท์บัญญัติธรรมแม้มีรูปเหมือนกับเราๆฝ่ายทักษิณยานทราบกัน แต่ความหมายต่างลัทธิก็ต่างกัน เช่นนิรพาณเป็นต้น ไปๆโลกกับนิรพาณเหมือนกัน เลยไม่แน่ใจว่าจะแปลถูกความประสงค์เดิม,ต้องอาศัยท่านพราหมณ์ป.ส.ศาสตรี ผู้เชี่ยวชาญภาษาสันสกฤตและท่านสวามี สัตยานันทบุรี เวทานตะประทีป ผู้เชี่ยวชาญลัทธิสมัยบรรดามีในวรรณคดีสันสกฤต ช่วยพิจารณาตรวจตราแก้ไขแนะนำ นับว่าท่านทั้งสองนั้นมีอุปการแก่หนังสือเล่มนี้มาก เจ้าประคุณฯ เอาเป็นธุระพิจารณาแก้ไขทางพากย์บาลี สมเคราะห์ค้นที่มาที่ใช้แห่งคำนั้นๆ เพื่อนำมาใช้ให้ชอบด้วยความนิยมแห่งภาษา พระพินิจวรรณการ (แสง สาลิตุล เปรียญ) ช่วยทักท้วงคำแปลบางคำบางความบางบท ซึ่งข้าพเจ้าคิดไม่ทัน เมื่อแก้ตามแล้วทำให้ความดีขึ้น นายวงศ์ บุณยะกาญจน เปรียญ ช่วยคัดร่างให้เป็นต้นฉบับเรียบร้อยดีมาก จนชั้นที่สุด นายกิม หงศ์ลดารมภ์ เปรียญ ช่วยจัดการเรื่องปรู๊ฟให้เรียบร้อยเป็นการสะดวกแก่ข้าพเจ้า ซึ่งหากไม่ใช่เปรียญด้วยกันแล้วพูดเข้าใจกันยากเต็มที รวมความว่า ถ้าหนังสือเรื่องนี้จะสำเร็จประโยชน์แก่ท่านผู้พบอ่านได้บ้าง ก็เพราะคุณูปการที่ประกอบกันหลายความคิดหลายมือ ด้วยประการฉะนี้
ผู้แปลรัตนาวลีเป็นภาษาอังกฤษนี้ คือนักปราชญ์อิตาลีชื่อคูเสปเป ตุจจิ (Giuseppe Tucci) เล่าเรื่องว่า รัตนาวลีของพระนาคารชุน เป็นที่รู้จักกันดี เพราะพระอาจารย์อ้างถึงเนืองๆ ในคัมภีร์ฝ่ายมหายานของอินเดียและธิเบต แต่จะมีต้นฉบับอยู่ที่ไหนไม่ปรากฏกฎมานานแล้ว พึ่งมาทราบว่าที่เมืองเนปาลซึ่งมีหนังสือคัมภีร์อินเดียดีๆหลายอย่าง มีคัมภีร์ใบลานรวบรวมรัตนาวลีไว้ด้วย เป็นของสำคัญที่จะละเลยเสียไม่ได้ พระนาคารชุนเป็นผู้มีความคิดลึกซึ้งผู้หนึ่ง ในบรรดาปราชญ์เมธีอินเดีย ข้อความใดๆที่ท่านรจนาควรใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง ความคิดความอ่านของท่านมิใช่เพียงซึมทราบไปในอภิธรรมของมหายาน แต่ยังซึมทราบตลอดไปถึงคัมภีร์ตันตระด้วย เพราะฉบับใบลานรัตนาวลีนี้เป็นเพียงเศษเหลือ มีข้อความขาดตกหลายแห่งผู้แปลภาษาอังกฤษ จึงได้อาศัยคำแปลรัตนาวลีคัมภีร์ภาษาธิเบต ช่วยซ่อมข้อความที่บกพร่องนั้น หนังสือนี้ที่จริงเป็นบทมาติกา เขียนเป็นทำนองเลขะ(จดหมาย) ยังมีตัวอย่างหนังสือประเภทนี้ ที่พระนาคารชุนและผู้อื่นๆแต่ง แต่เรียกชื่อรัตนาวลีว่าราชปริกถา คือคำทูลพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินนั้นจะเป็นองค์ไหนไม่กล่าวไว้ในคัมภีร์ แต่ได้ทราบจากอรรถกถาจารย์ชื่ออชิตมิตร ว่าเป็นองค์เดียวกับที่ได้รับศิษยเลขะ(จดหมายเพื่อศิษย์) คือ bDe spyod คำธิเบตนี้จะแปลจาก ศาตวาหนคือผู้อุปถัมภ์ของพระนาคารชุน ได้หรือไม่ยังเป็นปัญหา
อนึ่ง บทคาถาเท่าที่นำมาแปลสูกันฟังนี้ ในจดหมายเหตุนั้นว่าเป็นเพียงอัธยายแรกของรัตนาวลี ยังมีอีกต่อไปจะลงพิมพ์ในฉบับข้างหน้า แต่เป็นหนังสือพิมพ์ที่ออกสามเดือนต่อครั้งกว่าจะจบเรื่องรัตนาวลีเห็นจะนาน บางแห่งข้าพเจ้าได้แปลคำบัณทึกอธิบายของท่านตุจจิที่น่ารู้ไว้ด้วย บางแห่งเป็นของข้าพเจ้าเอง ซึ่งโดยมากได้คำอธิบายของท่านพรามณ์และท่านสวามีที่กล่าวนานมาแล้วนั้นเป็นหลัก.
พระสารประเสริฐ
พากย์บาลีที่แปลงจากสํสกฤตในรัตนาวลีนี้ ข้าพเจ้ามีเวลาตรวจให้ได้หนเดียว เห็นว่าใช้ได้แล้วฯ
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
<CENTER>คำของท่านพราหมณ์ ป.ส.ศาสตรี
แถลงประวัติพระนาคารชุน</CENTER>
ประวัติพระนาครชุน ผู้รจนาเรื่องรัตนาวลีนี้ มีกล่าวในหนังสือต่างๆหลายฉบับด้วยกันเช่น ลัทธิของเพื่อน ของ เสถียรโกเศศ และ นาคประทีป กับหนังสือเรื่องคัมภีร์ฝ่ายพระพุทธศาสนาในภาษาสํสกฤตของนายยี.เก.นริมัน (Literary History of Sanskrit Buddhism by G.K. Nariman,Bombay,1920) เป็นต้น ย่อความได้ดั่งต่อไปนี้
เรื่องพระนาคารชุน ตามที่ได้เล่าลือกันมา ฟังเป็นนิยายมากกว่าประวัติ เพราะกล่าวไปในทางปาฏิหาริย์มากมาย ในหนังสือประวัติที่พระอาจารย์กุมารชีพได้แปลออกไว้เป็นภาษาจีน เมื่อพ.ศ.๙๔๘ ว่า พระนาคารชุนเกิดในตระกูลพราหมณ์ในภาคใต้ประเทศอินเดีย เล่าเรียนไตรเพทกับตำราวิชาทั้งหลายจบสิ้น ได้เป็นผู้ชำนาญทางอาถรรพศาสตร์อย่างลือชื่อ ยังมีหนังสือภาษาสํสกฤตว่าด้วยเรื่องอาถรรพ์ แพร่หลายอยู่ในประเทศอินเดียจนทุกวันนี้ เรียกกันว่า นาคารฺชุน กกฺษปุฏมฺ เชื่อกันว่าพระนาคารชุนเป็นผู้แต่ง ครั้งหนึ่ง พระนาคารชุนสำแดงปาฏิหาริย์พาเพื่อนสามคนเข้าไปในพระราชวัง ไปก่อกรรมทำมิดีมิร้ายต่อสนมฝ่ายใน เลยถูกจับ เพื่อนทั้งสามต้องประหารชีวิต แต่ตัวพระนาคารชุนหลุดไปได้ เพราะท่านได้ปฏิญาณไว้ไว้ว่าจะบวช เมื่อบวชแล้วก็ได้เรียนพระไตรปิฏกพร้อมทั้งทั้งอรรถแลพยัญชนะจบภายในเลา ๙๐ วัน แล้วก็ไม่อิ่มใจ จึงแสวงหาคัมภีร์อื่นต่อไปอีก ไปได้รับมหายานสูตรคัมภีร์หนึ่ง มาจากฤษีที่เขาหิมพาน นาคราชช่วยเหลือให้ได้อรรถกถาแห่งสูตรนั้น อาจารย์กุมารชีพว่า พระนาคารชุนกระทำศาสนกิจอยู่กว่า ๓๐๐ ปี และทางธิเบตกล่าวกันว่า พระนาคารชุนมีอายุถึง ๖๐๐ ปีจึงเข้าสู่นิรพาณ
พระนาคารชุนดำรงชีวิตอยู่ในสมัยไหนแน่นั้นสันนิษฐานกันต่างๆ หลวงจีนเหี้ยนจังว่าดำรงอยู่เมื่อพ.ศ.๔๐๐ ผู้แต่งหนังสือลัทธิของเพื่อนเห็นว่าราวพ.ศ.๗๐๐ ดร.วินัยโตษ ภัฏฏาจารย์ ผู้จัดพิมพ์หนังสือ ตตฺตฺวสํคฺรห (Baroda,1926) ว่าเมื่อพ.ศ.๗๒๔ และนายยี.เก.นริมัน (ที่ได้กล่าวชื่อมาแล้ว) ว่าอยู่ระหว่างพ.ศ.๖๐๔-๗๐๓
นอกจากรัตนาวลี ยังมีหนังสืออื่นที่นับว่าเป็นความรจนาของพระนาคารชุนอีก คือ
๑.ธรฺมสํคฺรห เป็นหนังสืออภิธานศัพท์เฉพาะในศาสนา
๒.สุหฤลฺเลข แต่งเป็นจดหมายทูลพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งแบบเดียวกันกับรัตนาวลี ฝ่ายจีนว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์นี้คือพระเจ้าศาตวาหน ฝ่ายธิเบตว่าพระเจ้าอุทยน(อุเทน) หนังสือนี้มีโศลกรวม ๑๒๓ บท ว่าด้วยข้อความอันเป็นหลักแห่งพระพุทธศาสนาต้องกับข้อความในพระบาลีด้วย ต้นฉบับภาษาสํสกฤตศูนย์หายเสียแล้ว เหลือแต่คำแปลธิเบตซึ่ง เวนซัล (Wenzal) ได้แปลออกเป็นภาษาอังกฤษ พิมพ์ลงไว้ใน J.P.T.S. ฉบับประจำค.ศ.๑๘๘๖
๓.คัมภีร์พระไตรปิฎกในภาษาจีนรวม ๒๔ คัมภีร์เท่าที่กล่าวชื่อมานี้เป็นของพระนาคารชุนรจนาจริงหรือไม่นั้น นักปราชญ์ไม่รับรองหรือปฏิเสธอย่างไร
๔. ศตสหสฺริกา ปฺรชฺญาปารมิตา บัณฑิต ตารานาถ ผู้แต่งพงศาวดารประเทศธิเบต (ฉบับภาษาธิเบต) ว่าเป็นความรจนาของพระนาคารชุน แต่นายยี.เก.นริมัน พิจารณาเห็นว่าเป็นหนังสือรุ่นใหม่ ไม่ใช่ของพระนาคารชุน เว้นแต่ข้อความในหนังสือศตสหสฺริกา ปฺรชฺญาปารมิตานั้น เป็นไปตามแนวมติของพระนาคารชุน
๕.มธฺยมกการิกา นี่เป็นหนังสือสำคัญที่สุดที่พระนาคารชุนได้รจนาไว้ เพราะเป็นตำรับสำคัญของอนุนิกายในพระพุทธศาสนารายหนึ่ง ชื่อว่ามัธยมักนิกาย ซึ่งได้รับกำเนิดจากพระนาคารชุนเอง และเป็นหนังสือที่ทำให้พุทธศาสนิกชนทางประเทศอินเดียภาคเหนือนิยมพระนาคารชุน เกือบว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ถึงกับยกภาษิตของพระนาคารชุนว่าคู่เคียงกับพระพุทธภาษิตทีเดียว หนังสือมัธยมิการิกานี้ได้พิมพ์ขึ้นแล้ว พร้อมกับคำอธิบายของอาจารย์จันทรกีรติ ที่ประเทศรัซเซีย เมื่อค.ศ.๑๙๑๓ มีฉบับอยู่ในหอพระสมุดวชิราวุธ
<CENTER>คำของท่านสวามี สัตยานันทบุรี
แถลงลัทธิ</CENTER>
โอม! รัตนาวลีของพระนาคารชุน เป็นคัมภีร์ฝ่ายอาจารยวาทหรือมหายาน มาธยมิกนิกาย มาธยมิกนิกายถือศูนยวาทเป็นหลัก ฉะนั้น ในการหาความเข้าใจในรัตนาวลี เราจำเป็นต้องมีความรู้ในศูนยวาทเป็นต้นทุนเสียก่อน มิฉะนั้นแล้ว การแปลความประสงค์ดั่งที่พระอาจารย์นาคารชุนหมายถึงอยู่ นับว่าเป็นสิ่งที่ยากเย็นมิใช่น้อย ทั้งนี้ก็เพราะเหตุที่รัตนาวลีอัดใจความในลัทธิสั้นที่สุดคล้ายเป็นเพียงมาติกาในลัทธิศูนยวาท อย่างไรก็ตามศูนยวาทเป็นลัทธิอันแทรกแซงออกมาจากลัทธิเดิมคือขณิกวาท ขณิกวาทนับว่าเป็นมูลฐานแห่งบรรดาลัทธิเท่าที่เกิดมีขึ้นในพุทธปรัชญาตราบเท่าทุกวันนี้ ถ้าจะกล่าวตามรูปศัพท์ ขณิกวาท ก็คือลัทธิที่ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายตั้งอยู่ในขณะชั่วคราว หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมเปลี่ยนแปลงไปทุกๆขณะ โดยไม่มีความมั่นคงเที่ยงแท้แม้แต่น้อยหนึ่งเลย
จะกล่าวให้มีความหมายกระชับยิ่งขึ้นอีก เรายินยอมกันโดยทั่วไปว่า สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมเป็นสิ่งที่มีอยู่ เพราะเราเห็น เรารู้สึก เราเสวยอยู่ เป็นต้น สิ่งที่มีอยู่ก็คือ สัต(อัส ธาตุ (มี) อันตปัจจัย) นั้นเอง ฉะนั้น สรรพสิ่งทั้งหลายย่อมหมายถึงสัต ในที่นี้ปัญหามีอยู่ว่า อันสรรพสิ่งทั้งหลายซึ่งนับว่าเป็นสัต หมายความว่าอะไรเล่า? หรืออีกนัยหนึ่ง ที่เราเรียกกันว่า สรรพสิ่งทั้งหลาย เราถือเอามาตรฐานอะไร? ปัญหานี้จะพิจารณาต่อไป
การที่เราดำรงอยู่ในโลกได้ ก็โดยอาศัยความหมายหรืออัตถะ ถ้าหากโลกนี้ขาดอัตถะเสียแล้ว โลกนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์สำหรับเรา เราใช้โต๊ะ เราใช้เก้าอี้ เราใช้หนังสือก็โดนเนื่องจากสิ่งเหล่านี้ มีอัตถะหรือความหมายสำหรับเรา ม้าไม่สามารถที่จะหาอัตถะในหนังสือได้ หนังสือจึงเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์สำหรับม้า จึงเห็นได้ว่า อัตถะเป็นเข็มทิศในความเป็นไปทุกๆอย่างของเรา อาศัยหลักฐานดั่งนี้ จึงกล่าวได้ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายก็จะต้องมีอัตถะบางอย่างสำหรับเรา ซึ่งเราถือเอาเป็นมาตรฐานนการพิจารณาถึงสรรพสิ่งทั้งหลายนั้น ฉะนั้น ปัญหาจึงมีอีกสายหนึ่งว่า อัตถะซึ่งบ่งถึงสรรพสิ่งทั้งหลายนั้นคืออะไรเล่า?
ถ้าจะพินิจพิเคราะห์ตามแนวโดยทั่วไปแล้ว จะเห็นได้ว่าอัตถะแยกออกเป็นสองสาย สายหนึ่งได้แก่การณะ และอีกสายหนึ่งได้แก่การิยะ กล่าวคือ บรรดาสิ่งที่เราใช้กันอยู่ หรืออาศัยอยู่ ปรากฏแก่เราในฐานเป็นการณะ หรือมิฉะนั้นเป็นการิยะ(เทียบคาถา ๔๗) เช่นเราต้องการเก้าอี้ตัวหนึ่ง เราจึงอาศัยไม้ นายช่าง เป็นต้น เป็นเครื่องอุปกรณ์ สิ่งอุปกรณ์เหล่านี้เป็นการณะที่จะบันดาลให้เกิดผลหรือการิยะคือเก้าอี้ นี้และเป็นคติการโดยทั่วๆไป ดั่งที่เกี่ยวแก่สรรพสิ่งทั้งหลาย หรือจะกล่าวลงได้ทีเดียวว่า สรรพสิ่งทั้งหลาย คือ สิ่งที่ปรากฏตามอัตถะแห่งการณะและการิยะ ฉะนี้
ตกว่า อันสรรพสิ่งทั้งหลายก็คือการณะกับการิยะนั้นเอง บัดนี้พิจารณาว่า สิ่งใดนับว่าเป็นการณะหรือการิยะ สิ่งนั้นเป็นขณิกหรืออขณิกะฉะนั้นหรือ? การที่เราถือกันว่าสิ่งหนึ่งเป็นขณิกหรืออขณิกได้ก็โดยสภาพของมันเป็นเกณฑ์ คือว่า ถ้าสภาพของสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไป เราเห็นกันว่าสิ่งนั้นหาใช่มีความมั่งคงไม่ จึงนับว่าเป็นขณิก แต่ทว่าถ้าสภาพของสิ่งใดคงอยู่เที่ยงแท้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย เราจึงจะรับรองว่าสิ่งนั้นคืออขณิก
ถ้าจะกล่าวถึงการณะแล้ว การณะทุกๆการณะหาใช่มีสภาพอย่างมั่นคงไม่ ทั้งนี้ก็เพราะเหตุว่าก่อนที่การณะจะบันดาลให้เกิดผล การณะมีสภาพอีกอย่างหนึ่ง และขณะที่การณะกำลังบันดาลให้เกิดผลอยู่ การณะก็มีสภาพเปลี่ยนแปลงไปอีกประการหนึ่ง มิฉะนั้นแล้ว การณะก็ไม่สามารถที่จะเกิดผลเป็นการิยะได้ การที่ไม้จะถูกบันดาลให้เกิดผลคือเก้าอี้ขึ้นได้ ก็โดยเนื่องจากไม้นั้นจำเป็นต้องผ่านพฤติการณ์บางอย่าง จึงจะเป็นได้ ถ้าหากไม้มีสภาพที่มั่งคงอยู่ก่อนแล้ว ไม้ก็ไม่เปลี่ยนตัวให้ปรากฏเป็นเก้าอี้ได้ขึ้นได้ ดั่งนี้เป็นตัวอย่าง จงเห็นได้ว่าสิ่งใดซึ่งในฐานเป็นการณะบันดาลให้เกิดผลขึ้น สิ่งนั้นจำเป็นจะต้องมีสภาพอันเปลี่ยนแปลงไปเสมอ นั่นก็คือ การณะย่อมไม่มีสภาพอย่างคงที่ จึงนับว่าเป็นขณิกฉะนี้ (ดูคาถาที่ ๖๖)
ถ้าจะกล่าวถึงการิยะ ก็เป็นเช่นเดียวกันอีก คือถ้าหากการิยะมีสภาพอันคงที่แล้ว การิยะก็เกิดขึ้นมิได้เลย เพราะเหตุว่าก่อนที่การิยะจะเกิดขึ้น การิยะยังไม่มีตัวปรากฏ เมื่อเกิดขึ้นแล้ว การิยะมีตัวปรากฏขึ้น จึงเห็นได้ว่าในระยะเวลาสองตอนนี้สภาพของการิยะหาได้คงที่อยู่ไม่ อีกประการหนึ่ง เราย่อมใช้การิยะรูปในความเป็นไปของเราด้วย แต่อันที่จริงเราใช้สิ่งหนึ่งไม่ตลอด เช่นเราไม่เคยนั่งอยู่ที่เก้าอี้โดยไม่มีอวสาน ฉะนั้นขณะที่มีคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ กับขณะที่ไม่มีใครนั่งอยู่บนเก้าอี้ เก้าอี้มีพฤติการณ์เปลี่ยนแปลงไปตาม กล่าวคือ ถ้าหากสภาพของเก้าอี้เป็นที่นั่งประจำอยู่เสมอ เก้าอี้จำเป็นจะต้องทำให้คนนั่งอยู่โดยไม่รู้จักว่างเลย ทั้งนี้ ก็เพราะเหตุที่สภาพนับว่าเป็นคุณชนิดที่ประจำอยู่ที่ตัวโดยไม่มีอวสาน จึงเห็นได้ว่า เก้าอี้ก็ตามหรือการิยะใดก็ตาม ย่อมไม่มีสภาพซึ่งนับว่าคงที่ได้ นั่นก็คือการิยะเป็นขณิกด้วย
ดังนั้น เนื่องจากสรรพสิ่งทั้งหลายย่อมเป็นประมวลแห่งการณะกับการิยะ สรรพสิ่งทั้งหลายหรือสิ่งที่เรียกกันว่าสัต จึงนับว่าเป็นขณิก ไม่มีสิ่งซึ่งเราพึงเห็นกันได้ว่าเป็นอขณิกได้
ตกลง บรรดาสิ่งทั้งหลายเป็นขณิก บัดนี้ดังที่ยินยอมกันอยู่โดยทั่วๆไป สรรพสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นได้ก็เพราะเหตุและปัจจัย ปัญหาจึงเกิดมีขึ้นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุและปัจจัย มีความจริงแค่ไหน? หน่ออันเกิดขึ้นจากพืช พืชจึงนับว่าเป็นเหตุของหน่อนั้น ธาตุภายนอกคือดิน น้ำ อากาศเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือให้หน่อเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้จึงนับได้ว่าเป็นปัจจัยของหน่อ จงคิดดุว่า ก่อนที่หน่อจะงอกขึ้นมาได้ หน่อนั้นอยู่ที่ไหน? หน่อมิได้อยู่ที่พืช หรืออญุ่ที่ธาตุภายนอกก็หาไม่ ทั้งนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า หน่อนั้นไม่ได้มีความจริงซึ่งติดข้องปรากฏอยู่ในตัวได้ นั่นก็คือตามความเป็นจริงหน่อไม่ได้มีอยู่เลย เป็นเพียงแต่รูปอันปราศจากความจริง ดังเช่นพืชที่ถูกมดกินเนื้อในจนหมดแล้ว ไม่มีสาระ มีเพียงแต่ร่างเท่านั้น อาศัยกระแสแห่งอุทาหรณ์ดังกล่าวมาแล้วนี้ เราจึงยุติลงได้ว่า อันบรรดาสิ่งทั้งหลายที่สืบเนื่องมาจากเหตุและปัจจัย ไม่มีความจริงติดข้องอยู่เลย ดังนั้นผลแห่งเหตุและปัจจัยจึงนับว่า ศูนย์ ฉะนี้
ถ้าจะถือว่า ถึงแม้ส่วนรูปเป็นศูนย์ก็จริง แต่ทว่าส่วนนามหาใช่เป็นเช่นนั้นไม่ เราย่อมใช้นามเป็นมาตรฐานในการชี้แจงถึงรูปทั้งหลายซึ่งหามีความจริงหรือความเที่ยงแท้ไม่ ถึงแม้หน่อนั้นมิได้มีอยู่เลยก็ตาม แต่นามว่า หน่อ คงมีเรียกอยู่เสมอ เราจึงเข้าใจได้ว่า สิ่งนี้คือหน่อ เมื่อข้อขัดแย้งเกิดขึ้นดังนี้ คำตอบมีอยู่ว่า นามก็คือเครื่องหมายอย่างหนึ่งเพื่อจะชี้แจงรูป ถ้าเราเห็นว่า รูปไม่มีความจริง ก็จะต้องเข้าใจว่า นามของรูปนั้นพลอยเป็นสิ่งที่ไม่จริงไปด้วย นั่นก็คือในส่วนรูปก็ตาม หรือในส่วนนามก็ตาม บรรดาสิ่งทั้งหลายซึ่งนับว่าเป็นขณิกและซึ่งสืบเนื่องมาจากเหตุและปัจจัย ไม่มีความจริงติดเนื่องอยู่ หรือจะกล่าวได้ทีเดียวว่าสิ่งเหล่านี้คือ ศูนย์ นั้นเอง
จะกล่าวถึงนิรพาณอีกสักหน่อย คงจะเข้าใจกันได้อย่างราง ๆ ว่า นิรพาณคือความดับเบญจขันธ์ ส่วนเบญจขันธ์ก็คือผลแห่งเหตุและปัจจัยชนิดหนี่ง ดังได้แสดงมาแล้ว ผลแห่งเหตุและปัจจัยก็คือความเป็นของศูนย์นั่นเอง ฉะนั้นก็ดับสิ่งที่ศูนย์ จะมีความจริงอยู่ได้อย่างไร? นอกจากจะชวนให้เข้าใจไปว่า การดับสิ่งเช่นนั้นก็ต้องพลอยศูนย์ไปด้วยเหมือนกัน เช่นมายาบุรุษตนหนึ่ง กำลังรบกับมายาบุรุษอีกตนหนึ่ง มายาบุรุษทั้งสองก็คือบุรุษผู้ซึ่งไม่มีความจริง ถ้าหากมายาบุรุษตนหนึ่ง ฆ่ามายาบุรุษอีกตนหนึ่งแล้ว การฆ่าเช่นนี้ก็นับว่าเป็นการฆ่ามายาคือไม่มีความจริง ก็นับว่าเป็นการดับซึ่งไม่มีความจริงไปด้วย จริงหรือไม่? โดยยึดถือเอานัยอุทาหรณ์ดังกล่าวนี้ เราจึงพอเห็นได้ว่า การดับเบญจขันธ์ซึ่งนับว่าเป็นของศูนย์ จึงพลอยเป็นความศูนย์ไปตาม ๆ กัน หรืออาจกล่าวได้ทีเดียวว่า นิรพาณก็เป็นศูนย์นั่นเอง (เทียบนิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ และดูคาถาที่ ๖๔)
ทฤษฏิอันนี้แหละ เป็นมูลฐานฝ่ายมาธยมิกนิกาย หรือศูนย์วาทโดยย่อ ในการรจนารัตนาวลี พระอาจารย์นาคารชุนก็ได้ยึดถือเอาเป็นเกณฑ์ ซึ่งเราจะพบอยู่เนืองๆ ในที่จะอ่านต่อไป
การแปลหนังสือประเภทนี้ ให้กระจายออกเป็นภาษาไทยเป็นการยากเย็นไม่น้อย ทั้งนี้ก็เพราะเหตุที่ในภาษาไทย คำเฉพาะเกี่ยวแก่ปรัชญา มักจะเป็นภาษาสันสกฤตหรือบาลี อีกประการหนึ่ง มติความเห็นฝ่ายมหายาน นับว่ายังเป็นความแปลกประหลาดหรือเป็นของใหม่สำหรับชนชาวสยาม ถึงกระนั้นข้าพเจ้ามีความเชื่อถือในความสามารถของผู้แปลนี้ อนึ่งส่วนตัวข้าพเจ้าขอรับรองไว้ว่า รสชาติแห่งการแปลไทยเท่าที่ข้าพเจ้าได้อ่านตรวจดูแล้ว เห็นว่ามีความหมายตรงกับความเดิม ถ้าหากผู้อ่านมีความรู้ในคำสันสกฤตอยู่แม้เพียงเล็กน้อย และทั้งมีความรู้อย่างธรรมดาในลัทธิของพระนาคารชุนอยู่บ้าง จะได้รับประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้ไม่น้อย อนึ่งข้อที่ควรระมัดระวังเพื่อรักษารสชาติของหนังสือ ขอเตือนนักศึกด้วยกันให้ทราบ จงอย่าเอามติความเห็นทางฝ่ายเถรวาท หรือพระพุทธศาสนาในสยามปัจจุบัน ไปปะปนกันเข้าเป็นอันขาด นอกจากจะเสียรสของหนังสือแล้ว ยังอาจจะทำให้ท่านเสียประโยชน์ที่ควรได้จากการอ่านหนังสือนี้โดยตรงด้วยอีกชั้นหนึ่ง
ในที่สุด ข้าพเจ้าขอสรรเสริญความฝักใฝ่พร้อมด้วยความพยายาม อันเป็นนิสสัยนักศึกษาของผู้แปลเป็นภาษาไทยนี้ไว้ด้วยความจริงใจ และขออนุโมทนาสาธุในน้ำพักน้ำแรงซึ่งนำมาใช้เพื่อความสวัสดีของโลก
<CENTER>คำชี้แจงของผู้แปล(เพิ่มเติมหลักลัทธิ).</CENTER>
หลักลัทธิที่พระนาคารชุนแสดง เรียกว่ามาธยมิก (นิกายสายกลาง) คือในสมัยนั้น ประชาชนมีทิฐิแยกออกเป็นสองประการ อย่างหนึ่งเป็นสรวาสติวาท (สารพัตถิกวาท) ถือว่าสิ่งทั้งปวงมีสภาวะโดยแท้ อีกอย่างหนึ่งเป็นนาสติกวาท (นัตถิกวาท) ถือว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีสภาวะเลย แต่พระนาคารชุนเลือกเอาทั้งสองอย่างมาปรับปรุงเป็นสายกลาง ว่าสิ่งทั้งปวงจะมีหรือไม่มีก็ช่างเถิด แต่สิ่งต่างๆย่อมศูนย์และไม่ศูนย์ ซึ่งบางที่เรียกคตินี้ว่าศูนยวาท
มีอรรถาธิบายว่า ปรัชญานั้นคืออะไร? คือความรู้แจ้งในรูปธรรมนามธรรมว่ามีสภาวะเป็นศูนย์ ไม่มีสิ่งไรๆอยู่คงที่เป็นตัวตน ถ้าพิจารณาให้ซึ้ง จะเห็นได้ว่าล้วนไร้แก่นสาร แม้แต่อาตมัน(อัตตา) ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น สิ่งทั้งปวงที่เป็นรูปธรรมนามธรรมจึงตกอยู่ศูนย์ ศูนย์คืออะไร? เป็นสภาวะอย่างหนึ่งหรือ? ไม่ใช่ เป็นอสภาวะหรือ? ไม่ใช่ เป็นสภาวาสภาวะหรือ? ไม่ใช่ กระนั้นเป็นอะไร? เป็นอนิรวาจย์ คืออธิบายไม่ได้ พูดถึงไม่ได้ เป็นอตักกาวจร นึกคิดไม่เห็น จะเรียกศูนย์นี้ว่า ปารมิตา หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตาม ที่อยู่เหนือความรู้สึกล่วงพ้นจากสามัญปัญญาวิสัย พระโพธิสัตว์ซึ่งได้บำเพ็ญบารมีตั้งปณิธานมาแล้วนับด้วยนานาอเนกชาติจึงจะบรรลุความรู้ในศูนย์นี้ เมื่อพระโพธิสัตว์มีปณิธานแล้ว เห็นสัตว์โลกต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ บังเกิดกรุณามุ่งแต่จะช่วยให้พ้นสังสารวัฏทุกข์ แม้ตัวพระโพธิสัตว์เองจะต้องเวียนว่ายตายเกิดรับทุกข์อยู่ในสังสารวัฏต่อไปอีกกี่พันกี่หมื่นชาติ ก็เต็มใจอยู่ เพราะฉะนั้น นิกายมาธยมิกนี้ บางทีจึงเรียกว่าโพธิสัตวยาน
หลักศูนยตานี้นักปราชญ์ชาวตกวันตกวินิจฉัยว่า เลือนมาจากหลักอนาตมัน(อนัตตา) ที่ว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีอัตตา แต่ที่จะแปลศูนยตา ว่าศูนย์สิ้นอย่างสนิทคงไม่ได้ เพราะได้ความตามหลักว่ายังมีศูนยตาและมหาศูนยตา ซึ่งแบ่งออกเป็นสิบแปดชั้น
ศูนยตามีลักษณะสามและสัตย์สอง ลักษณะสามประการคือ (๑)ปริกัลปิตะ (ปริกัปปิต) เห็นสิ่งทั้งปวงเป็นของเที่ยง เห็นสิ่งทั้งปวงที่ไม่มีจริงว่าเป็นจริง เช่นเห็นเชือกเป็นงู หรือเห็นสัตว์ทั้งปวงมีตัวตนเป็นของเที่ยง (๒) ปรตันตระ ความรู้อันอาศัยสิ่งอื่นเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นความรู้ไม่สู้ผิด แต่ว่าเป็นความรู้แคบโดยจำกัด เช่นเชื่อว่าเชือกมีจริง และงูมีจริง (๓) ปรินิษปันนะ (ปรินิปผันน) ความรู้อันบริบูรณ์แท้จริง รู้แจ้งว่าสรรพสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตน เป็นเพราะสังขารปรุงแต่งขึ้นเท่านั้น สัตย์สองประการได้แก่สํวฤติสัตย์ (สมมุติสัจจ์) เป็นความจริงที่เป็นสามัญ และปรมารถสัตย์ (ปรมัตถสัจจ์) เป็นความรู้จริงอันเป็นเลิศ แต่ถ้ารู้จริงโดยปรมารถแล้ว ย่อมเข้าถึงนิรพาณ เพราะฉะนั้น สังสารโลกที่ต้องสละไป ไม่ใช่หนีทุกข์อย่างพระพุทธศาสนาในชั้นต้นแห่งทักษิณยาน ที่สละไปก็เพราะหน่ายสิ่งทั้งปวงอันหาความจริงเที่ยงแท้มิได้
นอกจากนี้ พระพุทธเจ้าย่อมมีลักษณะเป็นตรีกาย คือธรรมกาย เป็นสารหรือสภาวะอันสำคัญของบรรดาพระพุทธเจ้า ได้แก่พระอาทิพุทธ์ สัมโภคกาย กายแห่งความบันเทิง กล่าวคือพระกายทิพย์มีรัศมีรุ่งเรือง อันพระพุทธเจ้าย่อมปรากฏให้เห็นได้แก่พระพุทธชิน หรือพระฌานีพุทธ์ ซึ่งออกมาจากพระอาทิพุทธ์ นิรมาณกาย คือกายอันนิรมิตบิดเบือนขึ้น ได้แก่ร่างมนุษย์ซึ่งพระศากยมุนี หรือพระพุทธเจ้า หากปรากฏลักษณะแท้จริงของพระองค์ให้เห็น หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่ามานุษิพุทธ์ พระกายทั้งสามนี้จะแยกกันไม่ได้ ถ้าพูดถึงหนึ่ง ก็รวมอีกสองด้วย พระฌานีพุทธ์ที่ปรากฏในยุคนั้น มีพระฌานีพุทธ์อมิตาภะ ต่อมาจึงเกิดมีพระฌานีพุทธ์องค์อื่นขึ้นอีก. (ลัทธิของเพื่อน)
:yociexp32:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=28 (http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=28)
</TD></TR></TBODY></TABLE>