View Full Version : นี่คือความจริงของชีวิต....ที่ควรพินิจเพ่ง
๑.
ชีวิตคือสิ่งทรงคุณค่าแสนประเสริฐ
.....ชีวิตเป็นสิ่งน่าพิศวง
ประกอบด้วยความหลากหลาย
มีทั้งความสว่างแห่งวัน
และความมืดแห่งคืน
ชีวิตผ่านทั้งความตื่น ความหลับ และความฝัน
สมหวัง และพลาดหวัง
สุขและทุกข์ผลัดเปลี่ยนวนเวียน
นับตั้งแต่รู้สึกตัวในอดีตกาลเยาว์วัย
จนกระทั่งขณะปัจจุบัน
อีกวันหนึ่งแห่งชีวิตกำลังจะสิ้นสุดลง
วันแห่งการงานและประสพการณ์นานาชนิด
บางสิ่งอาจน่าภาคภูมิใจ
บางอย่างคงต้องแก้ไขปรับปรุง
วันนี้กำลังจะผ่านพ้นไปแล้ว
และพรุ่งนี้มันจะเป็นวันวาน
อย่างที่คืนก่อน ๆล่วงไปแล้ว
และจะไม่ย้อนกลับมาอีก
แม้ร่างกายจะเมื่อยล้าเหนื่อยอ่อน
และอีกไม่นานความหลับก็จะเข้าครอบงำ
ขอให้เราได้รวบรวมความคิด
ทำจิตใจให้ผ่องใสสงบนิ่ง
ปล่อยวางภาระแห่งวันที่ผ่านไปแล้ว
หยุดกังวลถึงวันพรุ่งซึ่งยังไม่มา
เพื่อเสวยความสงบเย็นแห่งปัจจุบัน
ชีวิตคือการมีตาลืมขึ้นมองโลก
ได้เห็นท้องฟ้า เมฆขาว แสงแดด และผู้คน
ได้รับรู้ยิ้มแย้มของยอดมิ่งปิยมิตร
ได้ยินสรรพสำเนียง ทั้งกึกก้อง และแผ่วเบา
ได้ลิ้มรสหอมหวานของพืชผล
ได้สัมผัสอกอุ่นแห่งมารดา
ทั้งยังสามารถตรองนึกคิดและจดจำ
ดังนั้น...
ชีวิตคือสิ่งอันทรงคุณค่าแสนประเสริฐ
เป็นสิ่งวิเศษ เป็นปาฏิหาริย์มหัศจรรย์
เหนืออิทธิปาฏิหาริย์ใด ๆ
และเป็นสิ่งควรทนุถนอมและพัฒนา
ชีวิตมีทั้งส่วนที่ชัดแจ้งและเร้นลับ
ประกอบด้วยทั้งร่างกายและจิตใจ
มีศักยภาพที่จะพัฒนาไม่จบสิ้น
ชีวิตที่ยังอ่อนแอ บกพร่องไม่สมบูรณ์นั้น
เพียงแต่รอ ด้วยความหวังที่จะปรับปรุง
เพราะความหมายสำคัญของชีวิต
คือพัฒนาการไปสู่ความเพียบพร้อม
เราทั้งหลายเกิดมามีชีวิต
ร่วมรับรู้ทุกข์สุขในโลกนี้
เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันกับชีวิตทั้งหลาย
เป็นเพื่อนร่วมพัฒนาการของชีวิต
เราจึงควรมีน้ำใจเกื้อกูลกันและกัน
เพื่อดำเนินสู่จุดหมายปลายทางร่วมกัน
คือชีวิตที่เพียบพร้อมสุขสันติ
ขอสรรพชีพจงเป็นสุข เป็นสุขเถิด !!
ที่มาจาก... หนังสือเพ่งพินิจเรื่องชีวิต โดย ดร.ระวี ภาวิไล
Kamen rider
11-09-2005, 12:27 AM
สดชื่น ขึ้นมาแล้วครับ อืมมม กำลัง หงอยๆ อยู่เชียว อืมมมม
ขอบคุณ ที่สร้างแรง บันดาล ผ่านอักษรให้หลายๆคนและผมด้วย ผมมาน กระตุกมาเปงเดือนแล้ว ฮี่ๆๆๆๆๆ ต่างคน ต่าง ให้กำลังใจกัน ใน วัน แหว่งๆ
ถ้า แหว่ง มา สองคน ล่ะ ก็ขอให้ คนที่ สาม สี่ ห้า และ หลายๆๆ คน มาห้องนี้มาเขียน บ้าง
เขียนกันเยอะๆ เขียนกันเรื่อยๆ โอสถอักษร ชะโลมใจคน อิ อิ อิ
ใบตอง
11-09-2005, 12:38 AM
แวะมาเติมพลังชีวิตด้วยคนค๊า :emo_101:
๒.
สรรพชีพจงเป็นสุข จงเป็นสุขเถิด
.....เมื่ออีกวันหนึ่งกำลังจะสิ้นสุดลง
ขอเชิญชวนให้รวบรวมความรู้สึกนึกคิด
ประกอบด้วย สติสัมปชัญญะและสมาธิ
พิจารณาสิ่งที่ผ่านมาในวันหนึ่ง
เพื่อชำระสิ่งที่คั่งค้างในใจ
มิให้ตกตะกอนนอนก้นบึ้ง
เพราะรังจะก่อพิษภัยในภายหลัง
หากว่ายังคุมแค้นขัดใจ
โกรธขึ้งผู้ใดผู้หนึ่งอยู่ด้วยเหตุอันใด
ไม่ว่าเพราะเขาได้ขัดใจขัดขวางผลประโยชน์
หรือกระทำผิดคิดร้ายด้วยกายหรือวาจา
หรือเพราะประมาท พลาดพลั้ง เผลอเรอ
ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งก็ตาม
จงอภัยให้เขาเสียเถิด
เพื่อความโกรธแค้นชิงชังจะได้หมดสิ้น
ไม่เป็นเพลิงร้อนเผาผลาญจิตใจตนเอง
และถ้าจะให้ดียิ่งกว่านั้น
แผ่เมตตาให้เขา ขอให้เขามีความสุข
ด้วยน้ำใสใจจริงได้แล้ว
เราก็จะได้ชื่อว่า เป็นผู้ชนะอย่างแท้จริง
นอกจากนั้น
ผู้ปราศจากโทสะ มีใจเปี่ยมด้วยเมตตานั้น
จะตื่นอยู่ก็เป็นสุข จะหลับก็เป็นสุขด้วย
ลองเงี่ยหูฟังเสียงต่าง ๆในราตรี
จะพบว่าโลกนี้ยังไม่หลับ
นอกจากเสียงเครื่องยนต์ของยวดยานเป็นระยะ
ก็เสียงแมลงนานาชนิดกรีดปีกเซ็งแซ่
ทุกหนทุกแห่งนับร้อยพันหมื่นแสน
หรือมากมายกว่านั้น
ควรเตือนใจให้ได้คิดว่า
ชีวิตคือการเกิดมาอยู่ร่วมกับสรรพชีพเหลือจะนับ
ทั้งคน สัตว์ พืช สัมพันธ์กัน พึ่งพาอาศัยกัน
และทุกชีวิตที่รู้สึกนึกคิดได้
ย่อมปรารถนาแสวงหาความสุข
เรารักสุข ชิงชังทุกข์ ฉันใด
ผู้อื่น ชีวิตอื่น ก็ฉันนั้น
เรารักชีวิตของเราเช่นใด
ผู้อื่นย่อมรักชีวิตของเขาเช่นนั้น
ขอให้เพ่งจิตคิดข้อนี้ให้ชัดเจนแจ่มแจ้ง
ประกอบกับข้อที่ว่า
ชีวิตคือสิ่งทรงคุณค่าแสนประเสริฐ
และเป็นสิ่งควรทนุถนอมและพัฒนา
สรุปเป็นคำกล่าวในใจซ้ำๆไม่หยุดว่า
สรรพชีพจงเป็นสุข จงเป็นสุขเถิด
อย่าได้เบียดเบียนกันและกันเลย!!
แวะมาเติมพลังชีวิตด้วยคนค๊า :emo_101: แวะเข้ามาเติมได้เลยจ้าน้องใบตอง ยังมีมาให้เติมอีกเรื่อยๆ :emo_118:
สดชื่น ขึ้นมาแล้วครับ อืมมม กำลัง หงอยๆ อยู่เชียว อืมมมม
ขอบคุณ ที่สร้างแรง บันดาล ผ่านอักษรให้หลายๆคนและผมด้วย ผมมาน กระตุกมาเปงเดือนแล้ว ฮี่ๆๆๆๆๆ ต่างคน ต่าง ให้กำลังใจกัน ใน วัน แหว่งๆ
ถ้า แหว่ง มา สองคน ล่ะ ก็ขอให้ คนที่ สาม สี่ ห้า และ หลายๆๆ คน มาห้องนี้มาเขียน บ้าง
เขียนกันเยอะๆ เขียนกันเรื่อยๆ โอสถอักษร ชะโลมใจคน อิ อิ อิ ด้วยความยินดีและเต็มใจครับ คาเมน ฯ
อาจมีวันที่ผมถึงเวลาจะต้องกระตุกบ้างก็ขออภัยด้วยเน้อ!! :sm015:
malila
11-09-2005, 01:05 AM
ทำจิตใจให้ผ่องใสสงบนิ่ง
ปล่อยวางภาระแห่งวันที่ผ่านไปแล้ว
หยุดกังวลถึงวันพรุ่งซึ่งยังไม่มา
เพื่อเสวยความสงบเย็นแห่งปัจจุบัน
:emo_107: จิงด้วยเนาะพี่เพียว ...
ทำจิตใจให้ผ่องใสสงบนิ่ง
ปล่อยวางภาระแห่งวันที่ผ่านไปแล้ว
หยุดกังวลถึงวันพรุ่งซึ่งยังไม่มา
เพื่อเสวยความสงบเย็นแห่งปัจจุบัน
:emo_107: จิงด้วยเนาะพี่เพียว ... จริงแท้และแน่นอนครับน้องมะลิ
แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยเอาใจจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน เฝ้าแต่รั้นหาอนาคตที่ยังมาไม่ถึง หรือคำนึงแต่อดีตที่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว..
๓.
ชีวิตคือกายกับใจและโลกสัมพันธ์กัน
.....คราวนี้เราจะทำความเข้าใจขั้นต้น
ในเรื่องของชีวิต-----
ชีวิตเป็นอย่างไร
ชีวิตคือการมีตนและมีโลก
สัมพันธ์กัน
การปรากฏของชีวิต
ต้องมีทั้งตนและโลก
มีแต่ตนไม่มีโลกด้วยนั้น เป็นไปไม่ได้
เพราะแม้ตนปรากฏขึ้นในความว่างเปล่า
ความว่างเปล่านั้นก็เป็นสภาพอันหนึ่งของโลก
สำหรับชีวิตมนุษย์แต่ละคนนั้น
โลกมีสรรพสิ่งหลากหลาย รวมทั้งคนอื่นๆด้วย
อนึ่ง ทั้งคนและโลกมิได้อยู่โดดเดี่ยว
แต่อยู่อย่างมีความสัมพันธ์สนิทต่อกัน
และแท้ที่จริงนั้น
ตนและโลกนับว่าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เราจะพิจารณาต่อไปว่า
สิ่งที่ถูกยึดถือเป็นตัวตนมนุษย์นั้น
เป็นอย่างไร
ผู้คนทั่วไปถือเอาว่า กายที่มีใจครองนี้คือตัวตน
ตัวตนก็คือกายกับใจและโลกสัมพันธ์กัน
ดังนั้นชีวิตก็คือกายกับใจและโลกสัมพันธ์กัน
เพื่อจะเข้าใจชีวิต
เราจึงควรพิจารณากายกับใจ
กายคือผิวหนังห่อหุ้มเลือดเนื้อและโครงกระดูก
หล่อเลี้ยงด้วยลมหายใจเข้าออก
เป็นจุลจักรวาลแห่งจุลชีวินเหลือคณานับ
ดำรงอยู่ในความสัมพันธ์สอดคล้องกัน
และสัมพันธ์สืบเนื่องกับมหาจักรวาลแห่งโลกธาติ
สร้างขึ้นจากอนุปรมาณูชนิดเดียวกันกับ
ที่ประกอบขึ้นเป็นโลก ดวงอาทิตย์ ดวงดาว และเอกภพ
แร่ธาตุทั้งหลายคุมดำรงกันอยู่ และดำเนินไปในร่างกาย
ตามกฏแห่งธรรมชาติทางวัตถุ
อันเดียวกันกับที่ควบคุมการดำรงอยู่และดำเนินไป
ของแร่ธาตุทั้งหลายในมหาจักรวาลแห่งสารวัตถุ
และเมื่อชีวิตสิ้นสุดลงนั้น
แร่ธาตุแห่งร่างกายที่เคยยึดถือเป็นตัวตนส่วนหนึ่ง
ก็กลับคืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับโลกธาตุอีก
ใจนั้นคือธรรมชาติที่รับรู้ความมีอยู่ของร่างกาย
และรับรู้ความมีอยู่ของโลก
กับทั้งควบคุมพฤติกรรมของร่างกายและใจนั้นสัมพันธ์อยู่
ถ้าไม่มีใจรับรู้
โลกจะมีหรือไม่ กายจะมีหรือไม่ ก็ไม่มีความหมาย
และกายที่ไม่มีใจครองควบคุมนั้น
ก็ไม่ได้ชื่อว่าเป็นมนุษย์มีชีวิต
เพราะชีวิตมนุษย์นั้น
มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน
ขอให้กำหนดความข้อนี้ให้ชัดเจน!!
๔.
ต้องฝึกฝนกายกับใจคู่กันไป
.....ชีวิตคือกายกับใจและโลกสัมพันธ์กัน
การพัฒนาชีวิตก็คือพัฒนากายกับใจ
และพัฒนาโลกแวดล้อมพร้อมกันไป
ชีวิตมีศักยภาพที่จะพัฒนา
พัฒนาการนั้นคือความหมายสำคัญของชีวิต
เราจะพัฒนาชีวิตอย่างไร
ขั้นต้น ต้องฝึกฝนกายและใจคู่กันไป
ให้เข้มแข็งเพื่อเผชิญสภาพการณ์ทุกอย่างในโลก
สร้างคุณภาพของกายและใจที่พึงประสงค์
ดำรงชีพสอดคล้องกับกฏแห่งธรรมชาติ
ด้วยการกำหนดระเบียบวินัยในพฤติกรรมของตนเอง
ควบคุมทั้งกายทั้งใจ ไม่ประมาท ไม่เกียจคร้าน
ไม่ยอมแพ้อุปสรรค
ไม่ยอมสยบต่อความสดวกสบายเฉพาะหน้า
เพราะทางแห่งความสำเร็จนั้น
น้อยนักที่จะราบรื่น
แต่มักเต็มไปด้วยขวากหนามและอันตราย
กายที่มีสุขภาพสมบูรณ์
เป็นป้อมปราการของใจที่ผ่องใสมีสุขภาพ
ดังนั้นควรรักษาร่างกายจากโรคภัย
สร้างพลังกายด้วยกีฬาและงานหนัก
งดเว้นสิ่งมีโทษมีพิษแก่ร่างกาย
แม้มันจะให้ความสุขสำราญเฉพาะหน้า
เพราะแท้จริงนั้นมันทำลายอนาคตของชีวิต
ใจที่แข็งแรงสมบูรณ์นั้น
ก็ต้องระวังรักษา และออกกำลังกาย
พึงรู้ไว้ว่า
สิ่งมีพิษบ่อนทำลายจิตใจ ได้แก่
ความลุ่มหลงสยบยอมต่อความเย้ายวนของเนื้อหนัง
ความโกรธเกลียดเคียดแค้นผูกใจเจ็บจะแก้แค้น
ความง่วงเหงาหาวนอนมึนซึมเซาและเซ็ง
ความคิดฝันฟุ้งซ่านและงุ่นง่านรำคาญใจ
และความลังเลสงสัยไม่แน่ใจไร้ศรัทธาในคุณธรรม
ดังนั้นจงเข้มงวดกวดขันระแวดระวัง
อย่าให้พิษภัยเหล่านี้เข้าครอบงำได้
ออกกำลังใจนั้นฝึกทำไปได้พร้อมกับออกกำลังกาย
และฝึกทำได้พร้อมกับการทำการงานทุกชนิด
องค์ประกอบสามประการของกำลังใจ
คือความบากบั่นพากเพียรไม่ยอมหยุด
ความรู้ตัวทั่วพร้อมตื่นเต็มที่
และความแน่วแน่ตั้งมั่นของความคิด
ดังนั้นในการออกกำลังหรือทำการงานใดๆ
พึงนำเอาคุณธรรมทั้งสามเข้าประกอบ
ก็จะเป็นการฝึกฝนจิตใจให้แข็งแรงแกร่งกล้า
ชีวิตคือพัฒนาการ ไม่มีหยุด
หน้าที่ของเราแต่ละคน
คือพัฒนาศักยภาพที่แฝงเร้นอยู่
ให้บรรลุชีวิตที่สมบูรณ์
ด้วยการฝึกฝนอบรมทั้งกายและใจ
ไม่หยุดหย่อน!!
๕.
ลมหายใจเป็นกระแสธารชีวิต
.....ลมหายใจเป็นกระแสธารชีวิต เป็นแหล่งพลังชีวิต
และเป็นสะพานเชื่อมกายกับใจ
การกำหนดและควบคุมลมหายใจ
เป็นวิธีการอันหนึ่ง
ในการกำหนดรู้และควบคุมกายใจ
ร่างกายต้องการอากาศบริสุทธิ์เข้าไปฟอกเลือด
โดยการหายใจ ซึ่งปอดต้องขยายตัวเต็มที่จึงจะดี
ที่จะเป็นเช่นนั้นได้ ร่างกายต้องตั้งตรง
หลังไม่ห่อคุ้ม
และสูดหายใจยาว ด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
การฝึกกำหนดลมหายใจเป็นขั้นตอนปฏิบัติขั้นต้น
มีดังนี้
แสวงหาที่สงบสงัดปราศจากการรบกวน
นั่งขัดสมาธิบนพื้น หรือนั่งเก้าอี้ห้อยเท้า ตามสะดวก
ตั้งกายให้ตรง ไม่งอห่อหลัง
กำหนดใจปล่อยวางความกังวลและภาระในกิจการอื่น
ตั้งความเพียรที่จะฝึกฝนอบรมตน
มีความแน่วแน่ในการใช้ความคิด
กระทำความรู้ตัวทั่วพร้อมให้เกิดขึ้น
ว่าเรานั่งอยู่ตรงนี้ ขาวางอย่างนี้ แขนทอดอย่างนี้
เราดำรงชีวิตอยู่ด้วยลมหายใจเข้าออกเช่นนี้
กำหนดรู้ให้ชัดเจนว่า
นี่คือลมหายใจออก
นี่คือลมหายใจเข้า
กำหนดด้วยใจแน่วแน่เช่นนั้นเรื่อยไป
อาจมีคำถามว่าที่ว่ากำหนดลมหายใจนั้น
คือเอาใจไปรับรู้อะไร ที่ไหน
มีคำตอบว่า
ลมหายใจเข้าออกกระทบรูจมูกตรงทางเข้าออกนั้น
และเมื่อกำหนดรับรู้ด้วยใจแน่วแน่ที่ตรงนั้น
ก็จะสามารถรู้ได้ชัด
และรู้ด้วยว่าเป็นลมหายใจออกหรือลมหายใจเข้า
ในขณะเดียวกันก็ควรฝึกฝนการหายใจ
ให้มีจังหวะสม่ำเสมอ ทั้งขาเข้าและขาออก
หัดหายใจให้ยาว เพื่อให้ลมเข้าเต็มปอด
และเมื่อหายใจออก
ก็ให้ลมถ่ายเทออกหมดปอดด้วย
ตลอดเวลาที่ฝึกหายใจอยู่นั้น
ฝึกความรู้ตัวทั่วพร้อมอันชัดเจน
ว่าเรานั่งอยู่เช่นนี้
หายใจอยู่เช่นนี้
รู้ชัดว่าหายใจออกยาว
รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว
ระวังไม่ให้ความรู้สึกนึกคิดเรื่องอื่นแทรกแซง
สลัดออกไปทันทีที่มันเข้ามา
เพ่งความรับรู้แน่วแน่อยู่กับลมหายใจ
ไม่ลดละความเพียรที่จะฝึกทำเช่นนี้บ่อยๆ
ไม่ช้าก็ได้ลิ้มรสความสุขสงบที่เกิดขึ้น
ซึ่งเป็นสิ่งมีคุณค่าอย่างหนึ่งในชีวิต
และป็นรากฐานของพัฒนาการต่อไป!!
๖.
ขอจงมีความเชื่อมั่นในชีวิต
.....ขอจงมีความเชื่อมั่นใจชีวิต
ว่าเป็นสิ่งมีคุณค่า ความประเสริฐ และดีงาม
และจงมีความมั่นใจ
ในความสามารถและศักยภาพของตนเอง
ที่จะสร้างสรรค์ บรรลุ สุขสมบูรณ์ได้
เป็นธรรรมดาที่วิถีชีวิตมีขึ้นและมีลง
สภาพการณ์ไม่เป็นไปดังที่เราปรารถนาเสมอไป
เพราะเงื่อนไขที่กำหนดมีมากมายซับซ้อน
เมื่อเราเข้าไปเกี่ยวข้องและเผชิญนั้น
ควรระดมทั้งพลังแรงกายใจ
ทำหน้าที่ส่วนของเราให้สมบูรณ์ดีที่สุด
โดยไม่ต้องหวั่นวิตกกังวล
ว่าผลจะเป็นอย่างไร
ในหุบเหวสับสนอนธการของชีวิต
อย่าสิ้นหวังทอดอาลัย
หรือหลบหลีกจากปัญหาเฉพาะหน้า
โดยมอมเมาความรับรู้ของตนเอง
ด้วยวิธีการต่างๆ
แต่จงจุดประกายความหวังขึ้นในใจ
ด้วยความเชื่อมั่นในชีวิต
และความมั่นใจในความสามารถของตนเอง
ที่จะระดมพลังกายใจและสติปัญญา
ต่อสู้กับอุปสรรคทั้งปวงได้
บนยอดเขาแห่งความสำเร็จสมปรารถนา
เพียบพร้อมทั้งเงินทอง ไมตรีจิต และความสุข
ก็จำเป็นที่จะต้องควบคุมรักษาจิตใจ
ให้รู้จักเสพเสวยสิ่งเหล่านั้นแต่พอดี
ด้วยความรู้ทันธรรมชาติ ไม่ลุ่มหลง ไม่ลืมตัว
ไม่ยอมสยบตกเป็นทาสของมัน
ขณะเดียวกันก็ใช้โอกาสนั้น
สร้างชีวิต คือ กายใจ สติปัญญา
ให้พัฒนาก้าวหน้าต่อไป
ในทุกขั้นตอนของวิถีชีวิต
ควรยึดมั่นในศักยภาพของมนุษย์
ว่าบุคคลสามารถสร้างสรรค์พัฒนาชีวิตของตน
ให้เข้มแข็งแกร่งกล้า
จนสามารถดำเนินชีวิตที่สะอาด สว่าง สงบ สมบูรณ์
ไม่ว่าขณะในหุบเหวมืดมนอนธการ
ที่มีภัยพิบัตินานาคุกคาม
หรือในความสุขเกษมศานต์
พรั่งพร้อมด้วยสมบัติน่าลุมหลง
โดยไม่สยบยอมแพ้ตกเป็นทาส
ดังนั้น ขอเราจงมีชีวิตอยู่
ด้วยความเชื่อมั่นในความประเสริฐของชีวิต
และในความมั่นใจว่าเราจะบรรลุชีวิตเช่นนั้นได้!!
๗.
การงานให้ความหมายแก่ชีวิต
.....ขอทบทวนว่า
ชีวิตมีใจเป็นสำคัญ
และกำลังใจนั้นมีองค์ประกอบสามประการ
คือ ความบากบั่นพากเพียรไม่ยอมหยุด
ความรู้ตัวทั่วพร้อมตื่นเต็มที่
และความแน่วแน่ตั้งมั่นของความคิด
การพัฒนาชีวิต
จะต้องสร้างกำลังใจให้แข็งแกร่ง
โดยมีความเพียร รู้ตัว และแน่วแน่ พร้อมกันไป
ในการกระทำทุกอย่าง
เพียรพัฒนาชีวิตนั้นคืออย่างไร
คือเพียรที่จะทำใจให้สว่าง สะอาด สงบ
ไม่ลดละชำระล้างความขุ่นมัว
ไม่ยอมหยุดที่จะระแวดระวังรักษาใจ
หมั่นทำใจให้ใส สงบ เย็น อย่างแน่วแน่
เฝ้ารักษาใจสว่าง สะอาด สงบ นั้นไว้
ผู้ที่จะสร้างชีวิตตนเองสำเร็จนั้น
ต้องเพียรฝึกอดกลั้นทนความยากลำบาก
ไม่ปริปากบ่นร้องทุกข์ ไม่สงสารตัวเอง
ไม่เห็นแก่สุข สะดวก สบาย เฉพาะหน้า
ไม่อ่อนแอยอมแพ้อุปสรรค
ไม่รู้จักผิดหวังหรือสิ้นหวัง
หมั่นสำรวจความบกพร่องของตนเอง
ไม่ยอมหยุดที่จะสร้างพลังใจ
ทำอะไรยังไม่เสร็จอย่าคิดเลิก
หากเหนื่อยนัก หยุดพักได้ แต่อย่าทิ้ง
และไม่ควรทำงานอย่างหักโหมด้วย
ความรีบเร่งรีบร้อนจะให้งานเสร็จเร็ว ๆ
มักทำให้ขาดความพินิจพิเคราะห์
เกิดความบกพร่อง งานไม่สมบูรณ์
ผลงานขาดคุณค่า ตนเองก็ไม่ภาคภูมิใจ
ชีวิตที่มีคุณค่าไม่สูญเปล่านั้น
คือชีวิตที่ประกอบการงานสร้างสรรค์
การงานให้ความหมายแก่ชีวิต
เราจะต้องรู้จักรักชีวิตโดยรักการงาน
ขณะใดเราทำงานด้วยความรักความเต็มใจ
จิตใจเราตื่นเต็มที่ ผ่องใส
สุข สนุก ในงานนั้น
เราได้กำไรชีวิต
เพราะชีวิตเรากำลังเต็มเปี่ยม
และจะผลิดอกออกผลต่อไปอีกด้วย
ความเพียรแท้จริง ไม่ใช่บังคับตนให้ทำงาน
อย่างเบื่อหน่ายและจำใจ
แต่คือการทำงานด้วยความรักงาน เต็มใจ สม่ำเสมอ
ด้วยจิตใจผ่องใสมีความสุขตลอดเวลา!!
๘.
แกนกลางของอำนาจใจ
.....แกนกลางของอำนาจใจ
คือความรู้ตัว รู้จักตัวเอง
และรู้เท่าทันตนเอง
ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ให้มีขึ้นได้
ด้วยการหมั่นฝึกฝนอบรมสม่ำเสมอ
โดยวิธีการต่างๆ
การกำหนดและควบคุมลมหายใจ
ตามที่เคยได้กล่าวมาแล้ว
ก็เป็นการฝึกความรู้ตัวทั่วพร้อม
จึงควรหมั่นฝึกฝนทบทวนอยู่เสมอ
ตั้งกายให้ตรง
กำหนดความคิดรับรู้อย่างแน่วแน่ชัดเจน
ว่าเรานั่งหรือยืนหรือเดินอยู่ในลักษณะใด
เรากำลังหายใจออกอยู่
หรือกำลังหายใจเข้าอยู่
ขจัดความคิดฟุ้งซ่านในทันทีที่แอบเข้ามา
รับรู้ความสงบสงัดที่เกิดขึ้น
รู้ตัวอยู่ตลอดทุกขณะ
ทั้งร่างกาย ลมหายใจ และความรู้สึกนึกคิด
การฝึกความรู้ตัวทั่วพร้อม
ทางด้านร่างกาย อีกแบบหนึ่ง
คือฝึกความรู้ตัวทุกขณะเมื่อเคลื่อนไหวร่างกาย
กล่าวคือ
เริ่มต้นจากท่านั่งนิ่งอยู่หรือเดินนิ่งอยู่
เมื่อประสงค์จะเคลื่อนไหวอย่างใด
เช่นยืนนิ่งอยู่ จะก้าวออกเดิน
ก็กำหนดในใจชัดเจนว่า เราจะก้าวออกเดิน
แล้วจึงก้าวขาออก
พร้อมกับกำหนดรู้อย่างชัดเจนตลอดการเคลื่อนไหวนั้น
หรือเมื่อจะเอื้อมมือไปหยิบสิ่งของใด
ก็กำหนดในใจชัดเจน
ในการเคลื่อนไหวตามต้องการนั้น
สรุปว่า
ฝึกมีความรู้ตัวทั่วพร้อมตลอดทุกอิริยาบถ
และการเคลื่อนไหวต่างๆของร่างกาย
เมื่อได้ทำบ่อยๆจนเป็นความเคยชิน
ก็จะเกิดความรู้ตัวชัดเจนในด้านร่างกาย
ซึ่งจะทำให้รู้จักตัวเองต่อไปอีก
นอกจากนี้
จะเริ่มรู้สึก ความสามารถที่จะควบคุมตนเอง
มีความมั่นคง รู้ตัวอยู่เสมอ
เป็นรากฐานที่จะพัฒนา
ทั้งกายและใจให้เข้มแข็ง
ทั้งนี้
แม้ขณะเมื่อเราทอดกายลงนอน
เพื่อหลับพักผ่อน
ก็ควรทำความรู้ตัวทั่วพร้อมในอิริยาบถนอนด้วย!!
๙.
ติดตามเฝ้าสังเกตุความรู้สึกสุขทุกข์
.....การเรียนรู้จักตัวเองอีกขั้นหนึ่ง
คือการติดตามสังเกตุความรู้สึกสุขทุกข์ของตนเอง
ทั้งนี้เพราะความรู้สึกสุขทุกข์นั้น
เป็นสิ่งจูงใจผลักดันให้ผู้คนกระทำการต่าง ๆ ในโลก
เป็นรากฐานของพฤติกรรมของบุคคล
เราจึงควรติดตามเรียนรู้จัก
ความรู้สึกสุขทุกข์หรือเฉย ๆ ของเราเองให้ชัดเจน
ท่านเคยเกิดความฉงนสนเท่ห์หรือเปล่า
ในบางครั้ง สงสัยว่า
จิตคืออะไร ที่เรียกว่าจิตใจ คืออะไร
เป็นอย่างไร
ท่านอาจพยายามค้นหาคำตอบ
จากตำราจิตวิทยา
หรือไต่ถามจากผู้รู้
แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบชัดเจน
ที่ทำให้ท่านคลายความสงสัยข้องใจได้
อย่างไรก็ตาม
เพราะจิตหรือใจเป็นองค์ประกอบของชีวิตของท่านเอง
ท่านอยากรู้เรื่องจิต จะไปหาที่ไหนกัน
ถ้าหากไม่พิจารณาจิตใจของท่านเอง
ที่มีให้ดูอยู่เฉพาะหน้า
เพียงแต่มีวิธีถูกต้องที่จะพิจารณา
ท่านก็จะรู้จักและเข้าใจ
ไม่ต้องไปแสวงหาคำตอบที่ไหน จากใครอีก
การติดตามเฝ้าสังเกตุ
ความรู้สึกสุขทุกข์หรือเฉย ๆ ของตนเอง
เป็นขั้นต้น
ของการเรียนรู้จักจิตใจของตนเอง
เมื่อได้กำหนดลมหายใจ
จนความสงบแน่วแน่เกิดขึ้นพอควรแล้ว
ลองใช้ความคิดพิจารณา
ความรู้สึกสุขทุกข์ของตนเอง
ในขณะนั้น
เมื่อพบว่าเรามีความสุขสงบอยู่
ก็กำหนดรู้ชัดเจนว่า
เรามีความสุขสงบอยู่
และเมื่อพิจารณารู้ว่า
ความสุขสงบนี้เกิดจากความสามารถควบคุมความคิด
ให้แน่วแน่อยู่ได้
ก็กำหนดรู้ให้ชัดเช่นนั้นด้วย
โดยวิธีเดียวกันนี้
ไม่ว่าในขณะใด อยู่ในสถานการณ์ใด
หมั่นกำหนดพิจารณาว่า
ขณะนี้เราเป็นสุขอยู่ หรือเป็นทุกข์อยู่
หรือเฉย ๆ เป็นกลางไม่สุขไม่ทุกข์
และที่เป็นเช่นนั้น เพราะสาเหตุใด
กำหนดรู้ให้ชัดเจน
เมื่อทำเช่นนี้อยู่เสมอ
จะเริ่มรู้จักและเข้าใจจิตใจตนเอง
เป็นรากฐานให้สามารถควบคุมจิตใจได้ต่อไป !!
๑๐.
ชีวิตคือกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง
อีกวันหนึ่งในชีวิตกำลังจะสิ้นสุดลง
เราจะพักผ่อนนอนหลับ กลางคืนจะผ่านไป
รุ่งเช้าจะมาถึงอีก
กิจการของชีวิตในวันใหม่จะเริ่มต้นอีก
บางครั้งเรารู้สึกคล้ายว่าสามารถเฝ้าดูชีวิต
เหมือนกับนั่งอยู่ริมตลิ่ง
เฝ้าดูกระแสน้ำไหลผ่านไปในลำธาร
และบางครั้งรู้สึกคล้ายกับว่า
กำลังล่องลอยไปกับกระแสแห่งชีวิตเอง
อย่างไรก็ดี
ในทั้งสองประการนั้น เราพบว่า
ชีวิตคือกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง
ชีวิตไม่เคยหยุดนิ่ง
มันเปลี่ยนแปรไปทุกขณะ จากขณะถึงขณะ
จากวันวาน เป็นวันนี้
และจะเป็นพรุ่งนี้
บางครั้งเราอยากให้การเปลี่ยนแปลงนั้นหยุด
เมื่อเราพบและพอใจในบางขณะบางตอนของชีวิต
แต่ชีวิตหยุดเปลี่ยนไป หยุดเคลื่อนไปไม่ได้
ชีวิตไม่เอาใจใส่กับความพอใจหรือไม่พอใจของเรา
กระแสชีวิตไหลไป เคลื่อนไป
บางครั้งเอื่อยเรื่อย บางครั้งเชี่ยวกราก
บางครั้งคล้ายสงบนิ่ง บางครั้งปั่นป่วนรุนแรง
มันเป็นเช่นนั้นของมันเอง
ดูรูปร่างกายของเราสิ
มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
ได้เปลี่ยนแปรมาแล้วเพียงไร
ครั้งหนึ่งเป็นเด็กอ่อนนอนเบาะ
ต่อมาหัดเดิน ล้มแล้วลุก
โตขึ้นมาวิ่งเล่นเที่ยวเตร่ได้ตามใจอยาก
แขน ขา ร่างกายเติบใหญ่ มีพลังวังชา
แต่ต่อไปวันหน้าก็จะเหมือนกับพ่อแม่
แล้วก็จะแก่ชราเหมือน ปู่ ย่า ตา ยาย
และวันหนึ่งก็จะสลายตัวเน่าเปื่อยไป
การเปลี่ยนแปรไปตามธรรมดาโลกนี้
เราจะพอใจ ชอบใจ หรือไม่
เราจะอยากให้หยุดอยู่ในขั้นใด ตอนใด
ก็เป็นไปอย่างที่เราปรารถนาไม่ได้
มันต้องเป็นอย่างนั้นของมันเอง
เราจึงควรอยู่ด้วยการยอมรับ
รับรู้ว่าชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง
ชีวิตไปตามทางของมัน ไม่เคยหยุดนิ่ง
แต่เราควรจะรู้ด้วย
ว่าแนวทางดำเนินของชีวิตนั้น
มิได้เป็นไปอย่างบังเอิญ
การเปลี่ยนแปลงของชีวิตมีหลักเกณฑ์
เป็นหน้าที่ของเราด้วย
ที่จะเรียนรู้หลักเกณฑ์ของชีวิตไว้!!
๑๑.
สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นสืบเนื่องสัมพันธ์กัน
เมื่อพิจารณาข้อที่ว่า
ชีวิตคือการเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นอาจมีผู้กล่าวว่า
"ชีวิตเป็นสิ่งไม่แน่นอน
ดังนั้น ก็ไม่ควรจริงจังกับชีวิต"
การกล่าวเช่นนี้อาจทำให้เข้าใจผิด
ว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ของชีวิต
เกิดขึ้นลอย ๆ
เกิดขึ้นอย่างบังเอิญ หาหลักเกณฑ์อะไรไม่ได้
หรือเกิดขึ้น
สุดแต่การดลบันดาลของเทพเจ้าองค์หนึ่งใด
อันที่จริงนั้น
อุบัติการณ์ทั้งหลาย
ทั้งในชีวิตและในโลกภพ
ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ
ไม่ได้เกิดโดยบังเอิญ
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดลบันดาล
ตามความปรารถนาของผู้มีอานุภาพใด ๆ
อุบัติการณ์ทั้งหลาย
ย่อมเกิดขึ้นสืบเนื่องสัมพันธ์กัน
ตามเงื่อนไขแห่งเหตุปัจจัย
ที่มาร่วมประกอบกันขึ้น
ตามหลัการของความเป็นเหตุเป็นผล
การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายของชีวิต
จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงตามเหตุผล
ดังนั้น
เมื่อกล่าวว่าชีวิตเป็นอนิจจัง
ขอให้ทำความเข้าใจให้ชัดเจนถึงความหมาย
ว่า ชีวิตนั้นไม่อยู่นิ่ง
ย่อมเปลี่ยนแปลงไป
การเปลี่ยนแปลงนั้น
เป็นไปตามหลักการของความเป็นเหตุผล
ตามกฎเกณฑ์อันมีอยู่ตามธรรมชาติ
เมื่อเข้าใจได้ดังนี้แล้ว
ก็จะไม่หลงเข้าใจผิด
สรุปเอาว่า
"ชีวิตหาความแน่นอนอะไรไม่ได้
ไม่ควรเอาจริงเอาจัง
ปล่อยตัวไปตามเรื่องตามราวก็แล้วกัน"
แท้จริงนั้น
เราควรเอาจริงเอาจัง
ในการเรียนรู้จักชีวิต
ต้องเอาจริงเอาจัง
ที่จะเรียนรู้จักฎเกณฑ์ของชีวิต
ว่าเงื่อนไขอย่างไร
ก่อให้เกิดผลอย่างไร
เพื่อจะได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการยังผล
ให้ชีวิตเป็นไปอย่างที่น่าปรารถนา
โดยพยายามสร้างเงื่อนไข
อันสอดคล้องกับกฎธรรมชาติ
ที่จะทำให้เกิดผลอันพึงประสงค์นั้น!!
๑๒.
เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับด้วย
.....ชีวิตและสิ่งทั้งหลายไม่คงอยู่ในสภาพเดิม
ย่อมมีการเปลี่ยนแปรไป
และการเปลี่ยนแปรนั้น
เป็นไปตามกฎธรรมชาติ
ที่แน่นอน เฉียบขาด มั่นคง
การรับรู้ลักษณะของชีวิตและโลกเช่นนี้
จะให้ประโยชน์
แก่ชีวิตของเราอย่างไร
เมื่อเราพิจารณาเห็นชัดเช่นนี้
จนจิตใจของเรายอมรับความจริง
ก็จะเปลี่ยนท่าทีต่อชีวิต และต่อโลก
เราจะรู้ทันชีวิตและโลก
เมื่อประสบสิ่งที่พึงพอใจ
ก็จะมีสติระมัดระวังไม่หลงไหลยึดติด
ไม่หลงไปว่ามันจะอยู่ได้เรื่อยไป
แต่จะตระหนักอยู่เสมอว่า
มันเกิดขึ้นตามเหตุตามเงื่อนไข
ที่มาประกอบกันเข้าพอเหมาะ
ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
เมื่อใดสาเหตุและเงื่อนไขสิ้นสุดลง
สิ่งนั้นก็สิ้นสุดลงด้วย
ไม่ว่าเราอยาากจะรักษามันไว้เพียงใด
และโดยหลักความเป็นเหตุเป็นผล
อันเดียวกันนี้
อุบัติการณ์ใดแม้เราไม่พึงพอใจ
เพราะทำให้เรามีความทุกข์ มีความเดือดร้อน
เราไม่ปรารถนาจะให้มันเกิดขึ้น
ถ้าหากว่ามีเหตุ มีเงื่อนไข พอเหมาะ
มันก็จะต้องเกิดขึ้น
และเมื่อเหตุเมื่อเงื่อนไขสิ้นสุดลง
มันก็ไม่อาจคงอยู่ได้
จะต้องสิ่นสุดลงเช่นกัน
กฎเกณฑ์เช่นนี้ของธรรมชาติ
มันเป็นเช่นนั้นของมันเอง
มันไม่เลือกใช้เฉพาะกับใคร
มันไม่เลือกยกเว้นให้ใคร
จึงเป็นหลักเกณฑหรือกฎธรรมชาติ
ที่เฉียบขาดไม่เข้าใครออกใคร
ในเรื่องนี้
ท่านผู้รู้จึงได้กล่าวไว้ว่า
เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี
เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี
เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับด้วย!!
http://www.thavibu.com/china/CHI1002L.JPG
๑๓.
สุขและทุกข์เป็นคู่ตรงข้าม เช่นวันและคืน
ความสุขความทุกข์
เป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง
ในขึวิตคนเรา
ทั้งนี้เพราะมนุษย์ทุกรูปนาม
ย่อมปรารถนาความสุข
ย่อมหลีกหนีความทุกข์
เมื่อมีความสุขแล้วก็เพลิดเพลิน หลงติด
ไม่อยากให้ความสุขนั้นสิ้นสุด
เมื่อมีความทุกข์
ก็จะกระวนกระวายดิ้นรนขวนขวาย
หาทางหลบหลีกหนี
หาทางขบขจัดให้มันหมดไป
พฤติกรรมทั้งหลายของผู้คน
เมื่อวิเคราะห์ให้ชัดเจน
จะเห็นได้ว่า
มาจากการพยายามแสวงหาความสุข
และหลบหลีกหนีความทุกข์นั่นเอง
โดยเหตุฉะนี้
เราควรพิจารณา
ให้รู้จักและเข้าใจชัดเจน
ถึงเรื่องของความสุขและความทุกข์
เพื่อจะได้รู้ว่า
เราควรจะมีท่าที และทำอย่างไร
กับเรื่องความสุข ความทุกข์
ในขีวิตของเราเอง
ความสุขความทุกข์
มีลักษณะเป็นคู่ตรงข้าม
เหมือนกับ
ความสว่าง ความมืด
กลางวัน กลางคืน
ความดี ความชั่ว
และอื่น ๆ อีกมากมาย ฯลฯ
ในชีวิตและในโลก
ซึ่งดูคล้ายจะเป็นปฎิปักษ์ขัดแย้งกัน
เมื่อมีสิ่งหนึ่ง อีกสิ่งหนึ่งไม่ปรากฏ
แต่อันที่จริงนั้น
สิ่งที่มีลักษณะเป็นคู่ตรงข้ามนี้
ต้องมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน
ต้องอาศัยความขัดแย้งตรงข้ามกัน
จึงปรากฏเป็นโลก เป็นชีวิตขึ้นมาได้
ถ้าโลกธาตุแมีแต่ความสว่างจ้า
ไม่มีความมืด
มันจะเป็นโลกธาตุอย่างที่เรารู้จักหรือ
เขียนหนังสือด้วยหมึกสีขาวบนกระดาษขาว
จะอ่านออกหรือ
ถ้าในชีวิตไม่มีความทุกข์
เราจะเห็นคุณค่าของความสุขละหรือ
เพราะในโลกมีความชั่วมีคนบาป
จึงมีการแสวงหาคุณธรรม และมีนักบุญเกิดขึ้น
มิใช่หรือ!!
http://www.thavibu.com/china/CHI102xL.jpg
๑๔.
เฝ้าตามดูปัจจุบันขณะแห่งชีวิต
เราควรจะมีท่าที่อย่างไร
กับเรื่องความสุขความทุกข์
จึงเป็นลักษณะความเป็นคู่สำคัญ
ในชีวิตคนเรา
ในขั้นต้น
เราควรฝึกหัดพิจารณาจิตใจของเรา
ในขณะได้รับความสุข
ในขณะได้รับความทุกข์
หรือในขณะเป็นกลาง ๆ ไม่สุขไม่ทุกข์
ด้วยรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ
นี่คือการหัดติดตามเฝ้าดู
ความรู้สึกสุขความรู้สึกทุกข์
หรือความรู้สึกเป็นกลาง ๆ
ที่เกิดอยู่ในขณะชีวิตหนึ่ง ๆ
โดยใกล้ชิด ตลอดระยะเวลาที่กำหนด
จนเป็นความเคยชิน
รู้ตัวอยู่เสมอว่า ในขณะใดขณะหนึ่งนี้
เรากำลังมีความสุข
หรือเรากำลังมีความทุกข์
หรือเฉย ๆ ไม่สุขไม่ทุกข์
ความรู้ตัวอันนี้ต้องเป็นความรู้ที่ชัดเจน
เป็นความรู้สภาวะจิตใจในขณะปัจจับัน
ไม่ใช่ความจำถึงความสุขหรือความทุกข์
ในอดีตที่ล่วงไปแล้ว
ไม่ใช่การคิดจินตนาการเอาเอง
ถึงความสุขความทุกข์
ที่จะทำเช่นนี้ได้
เราจะต้องฝึกหัด
เฝ้าตามดู ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง
ในทุกปัจจุบันขณะ
เป็นการฝึกความรู้ตัวทั่วพร้อมในด้านจิตใจ
โดยเริ่มต้นในด้านความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์
ซึ่งมีทั้งสุขทางกาย สุขทางใจ
และทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ
ขอยกตัวอย่าง
เมื่อเรากำลังรับประทานอาหารรสอร่อย
ลองใช้ความรู้ตัวทั่วพร้อม
ประกอบกับความตั้งจิตแน่วแน่
เพ่งพิจารณาความอร่อยอันเป็นความสุขขณะนั้น
ให้เห็นชัดเจน
ก็จะรู้ชัดว่า
ความสุขจากความอร่อยเกิดขึ้น
มีสาเหตุเงื่อนไขสำคัญ คือ อาหาร
และเมื่ออาหารนั้นหมดไป
ความอร่อยก็หมดไปด้วย
นี่เป็นการฝึกเรียนรู้จากชีวิต
โดยการพิจารณาของจริง!!
๑๕.
ทุกขณะผ่านไปไม่ย้อนกลับ
ชีวิตเราที่อุบัติขึ้นและดำรงอยู่ในโลกนี้
ไม่จีรัง เป็นของชั่วคราว
เมื่อผ่านไปแล้วก็เหมือนความฝัน
แต่ขณะปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
ก็เป็นจริงเป็นจังอย่างที่สุด
ดังนั้น ควรรับรู้คุณค่าของชีวิต
รู้จักดำรงชีวิตอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
ในขณะแห่งปัจจุบัน
ความทุกข์ ความสุขที่เกิดในอดีต
ผ่านไปแล้ว เป็นเพียงความทรงจำ
ถ้าในขณะที่มันเกิดขึ้นนั้น
ได้เพ่งพินิจพิจารณา
ก็ควรจะได้เรียนรู้จากมันแล้ว
ไม่ควรกังวลอาลัยอาวรณ์กับมันอีก
เป็นอยู่อย่างฉลาดนั้นก็คือรู้จักปัจจุบัน
รู้ว่าจะทำอย่างไร
ในขณะเมื่อเผชิญกับสุขและทุกข์
ที่เกิดขึ้นในขณะปัจจุบัน
ทุกขณะชีวิตผ่านไปแล้วไม่กลับมาอีก
ทุกขณะชีวิตไม่เคยเหมือนเดิม
ทุกรุ่งอรุณใหม่ สดชื่น ไม่ซ้ำเก่า
วันนี้เกิดขึ้นใหม่ทุกวัน
ขณะเมื่อวันนี้กำลังจะสิ้นสุดลง
ขอให้เราทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา
ประมวลทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด
พิจารณาให้เห็นการเกิดขึ้นและผ่านไป
เรียนให้รู้เงื่อนไขและสาเหตุ
ของทั้งความสุขและความทุกข์
แล้วกำหนดไว้ในใจว่า
สิ่งใดที่ได้ทำไว้ดีแล้ว
พร่งนี้จะทำให้ดีกว่านี้
สิ่งใดที่ทำผิดพลาดและบกพร่อง
พร่งนี้จะพยายามแก้ไข
เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว
ก็พิจารณาให้เห็นชัดต่อไปว่า
สิ่งที่เป็นอดีตก็ผ่านไปแล้ว
สิ่งที่เป็นอนาคตยังไม่มาถึง
เราไม่ควรดีใจ เสียใจ อาลัยอาวรณ์ กับอดีต
เราไม่ควรวิตก กังวล กับอนาคต
ผู้ฉลาดนั้นรู้จักอยู่อย่างเป็นสุขในปัจจุบน
มีใจสงบเย็นไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย
ขณะเมื่อเอนตัวลงเพื่อนอนหลับพักผ่อนนั้น
ทำใจให้สงบ แน่วแน่ในความคิดว่า
เรามีความสุข ไม่มีความทุกข์
ขอให้ทุกคนในโลกเป็นสุข อย่ามีความทุกข์เลย
ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด!!
๑๖.
อย่าคิดผิดทาง
เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในชีวิต
ล้วนแต่มีเหตุ มีเงื่อนไข สลับซับซ้อน
เป็นลูกโซ่แห่งเหตุผลสืบเนื่องกันไป
อยากที่จะสอบสวนให้รู้ชัดแจ้ง
แต่ข้อสำคัญก็คือ
เมื่อเราเข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์ด้วย
เราก็มีส่วนเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขด้วย
และผลจะเกิดขึ้นอย่างไร
เหตุการณ์จะดำเนินไปในแนวทางใด
ขึ้นอยู่กับว่าเราทำอย่างไรด้วย
แต่ละเหตุการณ์ แต่ละสภาวะ
แต่ละโอกาส แต่ละจังหวะ
บทบาทของเราที่จะสามารถกำหนดเงื่อนไข
ย่อมมากน้อย แรงค่อย แตกต่างกันไป
เราจึงจำเป็นต้องรู้จักตัวเอง
รู้จักประมาณกำลังของตนเอง
รู้จักวินิจฉัยสถาณการณ์
รู้จักจังหวะว่าเมื่อใดควรเร่งรัด เมื่อใดควรผ่อนปรน
เมื่อใดควรรวบรัด เมื่อใดควรอดทน
การกระทำทั้งหลายย่อมมีผล
ผลที่ดีงาม มาจากการกระทำที่ดีงาม
การกระทำที่ดีงาม มาจากความคิดที่ถูกต้อง
เพื่อจะให้ได้ผลดีในชีวิต
ต้องรู้จักคิดให้ถูกทางด้วย
ความคิดที่ผิดทางเป็นอย่างไร
คือความคิดที่สยบยอมหลงไหล
กับความสุขสนุกสบายเฉพาะหน้า และจะหาอีก
จนละเลยกิจการการเพื่อพัฒนาตนเอง
คือความคิดวนเวียนเฝ้าขุ่นแค้น จะล้างแค้น
ผูกใจเจ็บกับคนนั้นคนนี้
ที่เขาเคยกระทำกับตนในอดีต
คือความคิดที่คอยแต่จะก้าวร้าวรบกวนผู้อื่น
หลงตัวเองว่ามีกำลังอำนาจ
สนุกในการใช้อำนาจเที่ยวเบียดเบียนคนและสัตว์
เหล่านี้คือความคิดผิดทาง
ใครก็ตามที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ใด
ด้วยความคิดเหล่านี้อยู่ในใจ
แล้วกระทำการกำหนดเงื่อนไข
ย่อมจะได้ผล
เป็นความเดือดร้อน ทั้งกับชีวิตของตนเอง
และกับชีวิตของผู้อื่น
ดังนั้น เราควรหัดคิดให้ถูกทาง
คือไม่หลงติดสยบหลงไหลความสุขสนุกเฉพาะหน้า
ไม่ผูกใจเจ็บพยาบาทผู้หนึ่งใด
ไม่คิดก้าวร้าวเบียดเบียนให้ใครลำบาก
มีความเมตตากรุณาต่อทุกผู้คน
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว การกระทำทั้งหลาย
ย่อมเกิดผลเป็นความสุข ทั้งต่อชีวิตของตนเอง
และชีวิตของทุกคนที่เกี่ยวข้อง!!
๑๗.
คบหาคนเช่นใดก็จะเป็นเช่นนั้น
ส่วนหนึ่งของชีวิตเราคือ
การที่ความสัมพันธ์กับผู้อื่น
และความสัมพันธ์นั้น
ก็มีผลกระทบต่อชีวิตของเราด้วย
การพบปะสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด
การร่วมกินอยู่เที่ยวเตร่ร่วมทำงาน
ร่วมความสนุกสนานบันเทิงด้วยกัน
ย่อมหล่อหลอมอุปนิสัยและความคิด
ให้บุคคลเกิดลักษณะบุคลิกภาพคล้ายคลึงกัน
คบคนอย่างไรก็จะเป็นคนเช่นนั้น
เมื่อมั่วสุมกับคนพาลคนเขลา
ก็จะถูกชักจูงไปทำผิดพลาดเสียหาย
นำแนวทางชีวิตให้ตกต่ำ
ถ้าแสวงหาคนดีมีสติปัญญาเป็นมิตร
เขาจะช่วยชี้แนะทางเจริญ
เราอยากให้ชีวิตตกต่ำหรืออยากให้เจริญ
ก็เลือกเอาเองได้
อนึ่ง ท่านผู้ที่ได้ทำคุณความดีเป็นที่ปรากฏ
บำเพ็ญคุณประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์และต่อโลก
ไม่ว่าจะล่วงลับไปแล้ว หรือยังอยู่
ก็ควรจะสำนึกในคุณของท่าน
นำมาเป็นเครื่องเตือนใจตนเอง
ว่าเราก็อาจทำชีวิตของเราให้มีค่าเหมือนท่านได้ด้วย
ชีวิตของเรารุ่งเรืองได้
เมื่อเริ่มต้นให้ถูกทาง
โดยไม่คบคนพาล
ใฝ่หา และผูกมิตรกับคนดีมีปัญญา
ศึกษาชีวิตการงานของท่านผู้มีคุณธรรม
รับฟังคติชีวิตของท่านด้วยเคารพ
นำมากำหนดอุดมคติชีวิตของตนเอง
อนึ่ง ควรสังวรณ์ไว้ด้วยว่า
ความสำเร็จอันมีคุณค่าพึงเทิดทูนนั้น
มิใช่ของเกิดง่ายเพียงแต่นึกปรารถนา
เมื่อเราศึกษาสอบสวนดู
จะพบว่า ท่านผู้ประสบความสำเร็จนั้น
มีความอุตสาหะพยายาม
ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ไม่กลัวเหนื่อยยาก
ท่านไม่หยุดทำงาน
ขณะเมื่อมิตรสหายของท่านมัวหลับพักผ่อน
ท่านไม่หยุดที่จะปรับปรุงตนเอง
ความผิดพลาดล้มเหลว
ไม่ทำให้ท่านหมดกำลังใจ
ตราบใดที่งานยังไม่สำเร็จ
ท่านจะไม่เลิกทำ
ถ้าเราปรารถนาจะให้ชีวิตของเรา
มีความสำเร็จ มีความรุ่งเรืองเช่นท่าน
เราจะทำได้อย่างท่านหรือไม่!!
ขั้นเทพ
03-11-2006, 06:40 PM
+จะทยอยอ่านให้หมดนะพี่+
+จะทยอยอ่านให้หมดนะพี่+
รีบๆทยอยอ่านนะครับ จะได้ทยอยเอามาลงอีก
ลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรง และหมดคนอ่าน
และจะมีเรื่อง ชีวิตที่ควรพินิจเพ่งภาคพิเศษให้คอยติดตาม..
<font size="2" face="arial" color=blue><marquee width=100% behavior=scroll direction=left> :color_: เพราะมีความรู้สึก....จึงมีความคิดนึก :color_: </marquee></font>
<TABLE style="double: 5px dashed #00ffff" cellPadding=5 <tr><TBODY><TR><TD><table style="double: 5px dashed #00ffff;"cellpadding="5"<tr><td>๑๘.
ความจริงใจในมิตรภาพ
ทุกคนแสวงหาเพื่อนแท้
ถือเป็นสิ่งมีค่าในชีวิต เมื่อเราต้องการความจริงใจจากเพื่อน
ก็ควรสำรวจตัวเองก่อนว่า เราคบเพื่อนอย่างจริงใจเพียงใด
ในความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน การให้และการรับสมดุลกัน
เมื่อล่วงรู้ความต้องการของเพื่อน ควรรีบให้โดยเขาไม่ต้องร้องขอ
และเมื่อเขายินดีให้ด้วยน้ำใจ ควรรับไว้ไม่ว่าค่ามากน้อยเพียงใด
เพราะคุณค่าแท้จริงของสิ่งของนั้น อยู่ที่น้ำใสใจจริงของการให้
สิ่งที่แลกเปลี่ยนระหว่างเพื่อน มีมากกว่าวัตถุสิ่งของหรือเงินทอง
รากฐานที่สำคัญคือน้ำใจไมตรี
คือความรักสนใจไยดี ปรารถนาให้เพื่อนเป็นสุข
ห่วงใยเมื่อเพื่อนมีทุกข์ร้อน พลอยปลื้มปิติด้วยเมื่อเพื่อนสัมฤทธิผล
เมื่อเพื่อนมีปัญหาก็ช่วยแก้ ไม่ละทิ้งยามยากลำบาก
เราจริงใจต่อเพื่อนได้ดังนี้หรือเปล่า เมื่อเราทำตนเป้นเพื่อนที่ดีแล้ว
ควรหวังได้ว่าจะไม่ขาดเพื่อนที่ดี ผู้ที่คร่ำครวญว่าไม่มีใครจริงใจด้วย
ควรสำรวจตัวเองว่า มีความจริงใจกับใครหรือเปล่า
ผู้ที่คิดว่าไม่มีมิตรแท้เลยนั้น ทำตนเป็นมิตรแท้ของใครสักคนหรือยัง
อันที่จริงนั้น
เรามีมิตรแท้ตั้งแต่ชีวิตเยาว์วัย พ่อแม่เป็นยอดปิยมิตรของลูก
ให้ทั้งนม ข้าว น้ำ ไออุ่นของอ้อมแขน และความรักใคร่เอ็นดู
ครูอาจารย์เป็นกัลยาณมิตรของศิษย์ ปรารถนาจะเห็นศิษย์มีปัญญากล้าแข็ง
ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจ ชี้แนวทางปฏิบัติเพื่อความสำเร็จในชีวิต
การรับรู้และสำนึกคุณค่า ของพ่อแม่และครูอาจารย์
จะเป็นรากฐานให้เราเรียนรู้จัก รับรู้และสำนึกในคุณค่า
ของมิตรภาพที่แท้จริงในชีวิต..</td></tr></table>
</TD></TR></TBODY></TABLE>
</B>
nongkoy
11-03-2007, 11:39 AM
มาอารมณ์ไหนเนี่ย หูชาเลย
มิตรภาพที่ยั่งยืน คือรักที่ไม่มีข้อแม้..................
kussjung
11-03-2007, 04:09 PM
น้องเล็กซึ้งในรสพระธรรมเรยย 555:yociexp50:
vBulletin® v3.7.4, ลิขสิทธิ์ ©2000-2009, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด