มดเอ๊ก
12-03-2007, 11:06 AM
<TABLE class=fontblacksm cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD>พันธุ์ไม้ดอกหอมที่ใช้งานประดิษฐ์และบูชาพระ โดย นางวิยดา เทพหัตถี
</TD><TD align=right><TABLE><TBODY><TR><TD noWrap>[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้ (http://search.sanook.com/knowledge/slide_photo.php?pic=&pictitle=%BE%D1%B9%B8%D8%EC%E4%C1%E9%B4%CD%A1%CB%CD%C1%B7%D5%E8%E3%AA%E9%A7%D2%B9%BB%C3%D0%B4%D4%C9%B0%EC%E1%C5%D0%BA%D9%AA%D2%BE%C3%D0&id=1434&actype=main)] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>หัวข้อ
พุทธชาด (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#พุทธชาด)
มะลิ (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#มะลิ)
มะลิลา (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#มะลิลา)
มะลิซ้อน (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#มะลิซ้อน)
มะลุลี (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#มะลุลี)
พิกุล (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#พิกุล)
<TABLE class=fontblacksm cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD>พุทธชาด
พุทธชาด (Jasminum auriculatum Vahl.) ไม้รอเลื้อยวงศ์เดียวกับมะลิชนิดนี้มีชื่ออื่นๆอีก ได้แก่ ไก่น้อย พุทธชาติ บุหงา และปะหนัน ใบเป็นใบประกอบชนิด ๓ ใบย่อย ซึ่งมักจะลดรูปลงเหลือเพียงใบเดียว บางใบอาจพบใบย่อยด้านข้างที่ลดรูปลงเหลือเป็นแผ่นเล็กๆ สีเขียว ๑-๒ แผ่น แผ่นใบรูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปรี ยาวเพียง ๒-๓ ซม. มีขนนุ่มๆ ดอกเป็นช่อโปร่งที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกสีขาวคล้ายมะลิลา แต่ขนาดเล็กกว่า เส้นผ่านศูนย์กลางดอก ๑-๑.๕ ซม.ดอกจะบานและเริ่มส่งกลิ่นหอมตั้งแต่ตอนเย็นเรื่อยไป กลิ่นหอมแรงกว่าดอกมะลิ ผลกลมเล็กๆ เมื่อสุกมีสีดำรสหวานเมล็ดกลม แข็ง สีดำ นำมาร้อยเป็นสร้อยลูกปัดสวมเล่นได้
พุทธชาดนิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปทุกภาค โดยปลูกคลุมตามซุ้ม ในที่ค่อนข้างแจ้งเพราะเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงแดดมาก ปลูกง่ายโดยใช้กิ่งตอน หรือกิ่งที่ปักชำ และออกดอกตลอดปี
ดอกพุทธชาดนำมาร้อยเป็นพวงมาลัย หรือมาลัยรูปสัตว์ตัวเล็กๆ เช่น กระแต ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ผู้หญิงไทยสมัยก่อน โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ในวังจะได้รับการสอนและฝึกหัดจนสามารถร้อยได้แทบทุกคน มาลัยที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้จะนำไปบูชาพระ หรือวางไว้ในห้องนอน ดังที่เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ได้ทรงพระนิพนธ์ไว้ในบทวรรณคดีดังนี้
<TABLE style="WIDTH: 443px; HEIGHT: 189px" bgColor=#e4ecf6><TBODY><TR><TD>
สาวหยุดพุทธชาด บานเกลื่อนกลาดดาษดาไป นึกน้องกรองมาไลย วางให้พี่ข้างที่นอน บทเห่ชมไม้ พุทธชาดดวงน้อยกลิ่น เปรมใจ เจ้าช่างกรองมาไลย เลิศแล้ว จำปาเสียบแซมใน มวยมุ่น หอมพี่ชมน้องแก้ว ถือหยื้น ทูลถวาย นิราศธารโศก
</PRE></TD></TR></TBODY></TABLE>
[กลับหัวข้อหลัก (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23)]
</TD><TD align=right><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 bgColor=#cccccc border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#ffffff>http://search.sanook.com/knowledge/picfront/sub/resize_5614_3_17012007010645.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=fontblackmini>ช่อดอกพุทธชาด</TD><TD align=right>http://search.sanook.com/knowledge/images/photo.gif (http://search.sanook.com/knowledge/enc_photo.php?pic=24060&pictitle=%AA%E8%CD%B4%CD%A1%BE%D8%B7%B8%AA%D2%B4&id=1434&actype=sub)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE><TBODY><TR><TD noWrap>[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้ (http://search.sanook.com/knowledge/slide_photo.php?pic=&pictitle=%BE%D1%B9%B8%D8%EC%E4%C1%E9%B4%CD%A1%CB%CD%C1%B7%D5%E8%E3%AA%E9%A7%D2%B9%BB%C3%D0%B4%D4%C9%B0%EC%E1%C5%D0%BA%D9%AA%D2%BE%C3%D0&id=1434&actype=main)] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE class=fontblacksm cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD>มะลิ
มะลิ (Jasminum spp.) ดอกไม้ที่คนไทยคุ้นเคยมากชนิดหนึ่งคือดอกมะลิ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันตลอดมา ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ได้รับยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของความดีและความบริสุทธิ์ ในวรรณคดีไทยมีการกล่าวถึงมะลิหลายชนิด ได้แก่มะลิลา มะลิซ้อน มะลิวัลย์ และมะลุลี ซึ่งล้วนอยู่ในวงศ์เดียวกัน
[กลับหัวข้อหลัก (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23)]
</TD><TD align=right><TABLE><TBODY><TR><TD noWrap>[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้ (http://search.sanook.com/knowledge/slide_photo.php?pic=&pictitle=%BE%D1%B9%B8%D8%EC%E4%C1%E9%B4%CD%A1%CB%CD%C1%B7%D5%E8%E3%AA%E9%A7%D2%B9%BB%C3%D0%B4%D4%C9%B0%EC%E1%C5%D0%BA%D9%AA%D2%BE%C3%D0&id=1434&actype=main)] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE class=fontblacksm cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD>มะลิลา
มะลิลา (Jasminum sambac Ait.) ทางภาคเหนือเรียกมะลิชนิดนี้ว่า มะลิป้อมเป็นไม้พุ่มเล็กๆ ที่ปลูกกันทั่วไปตามบ้าน เพราะออกดอกดกเกือบทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูร้อนและฤดูฝน มะลิลามีใบเดี่ยว รูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปรี ปลายใบแหลมออกเป็นคู่ตรงกันข้าม ดอกสีขาวออกเป็นช่อเล็กๆ ๑-๓ ดอก ที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบเลี้ยงเป็นเส้นแหลมๆ ๘-๑๐ เส้นกลีบดอกเชื่อมเป็นหลอดปลายแยกเป็น ๕-๘ กลีบขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอก ๒-๓ ซม.ดอกจะเริ่มบานและมีกลิ่นหอมในเวลาเย็น มะลิลาไม่ติดผล จึงขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอนกิ่งหรือปักชำกิ่งและปลูกในที่แจ้ง แดดจัด
คนไทยใช้ดอกมะลิลาที่ปลูกไว้ตามบ้านลอยน้ำที่ใช้ล้างหน้า ลอยในน้ำเย็นสำหรับดื่มลอยในน้ำหวานหรือน้ำเชื่อมใส่ขนม เพื่อให้มีกลิ่นหอมชื่นใจ นอกจากนั้น ยังใช้อบใบชาให้มีกลิ่นหอมอีกด้วย ปัจจุบัน มีการปลูกมะลิลาเพื่อเก็บดอกขาย ทำรายได้ให้เกษตรกรได้ดีมากโดยเฉพาะในฤดูหนาว มะลิออกดอกน้อยจึงมีราคาแพงมาก ไม่ควรใช้ดอกมะลิที่ขายตามตลาดแต่งหน้าขนม หรือใส่ในน้ำเชื่อม เพราะอาจมียาฆ่าแมลงเจือปน ควรใช้เฉพาะการร้อยพวงมาลัย หรืองานประดิษฐ์ต่างๆ เท่านั้น การร้อยพวงมาลัยดอกมะลิเพื่อใช้บูชาพระ หรือมอบให้ผู้ที่เคารพ เป็นสิ่งที่คนไทยนิยมกระทำมาตั้งแต่ในอดีต ดังปรากฏในวรรณคดี เช่น
<TABLE bgColor=#e4ecf6><TBODY><TR><TD>
พี่เลี้ยงนั่งตั้งพานบุปผา ไว้ตรงหน้าหมอบประณตบทศรี แล้วว่าองค์นงนุชพระบุตรี ร้อยมาลีมะลิลามาประทาน พระอภัยมณี...สุนทรภู่
</PRE></TD></TR></TBODY></TABLE>
ทั้งมะลิลาและมะลิซ้อนมีสรรพคุณทางสมุนไพรเหมือนกัน ดอกแห้งใช้ปรุงยาหอมบำรุงหัวใจและแก้โรคลม ใบสดตำให้ละเอียดผสมน้ำมันพืชเป็นยาพอก หรือทารักษาแผลพุพอง ลำต้นใช้แก้โรคคุดทะราดและแก้ไข
[กลับหัวข้อหลัก (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23)]
</TD><TD align=right><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 bgColor=#cccccc border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#ffffff>http://search.sanook.com/knowledge/picfront/sub/resize_5616__17012007010954.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=fontblackmini>ดอกมะลิลา </TD><TD align=right>http://search.sanook.com/knowledge/images/photo.gif (http://search.sanook.com/knowledge/enc_photo.php?pic=24061&pictitle=%B4%CD%A1%C1%D0%C5%D4%C5%D2+&id=1434&actype=sub)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 bgColor=#cccccc border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#ffffff>http://search.sanook.com/knowledge/picfront/sub/resize_5616_4_17012007010954.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=fontblackmini>ช่อดอกมะลิลา </TD><TD align=right>http://search.sanook.com/knowledge/images/photo.gif (http://search.sanook.com/knowledge/enc_photo.php?pic=24064&pictitle=%AA%E8%CD%B4%CD%A1%C1%D0%C5%D4%C5%D2+&id=1434&actype=sub)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE><TBODY><TR><TD noWrap>[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้ (http://search.sanook.com/knowledge/slide_photo.php?pic=&pictitle=%BE%D1%B9%B8%D8%EC%E4%C1%E9%B4%CD%A1%CB%CD%C1%B7%D5%E8%E3%AA%E9%A7%D2%B9%BB%C3%D0%B4%D4%C9%B0%EC%E1%C5%D0%BA%D9%AA%D2%BE%C3%D0&id=1434&actype=main)] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE class=fontblacksm cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD>มะลิซ้อน
มะลิซ้อน (Jasminum sambac Ait.) มะลิซ้อนเป็นพันธุ์ไม้ชนิดเดียวกับมะลิลาแต่ต่างพันธุ์กัน ขนาดของพุ่มจะใหญ่และสูงกว่ามะลิลา ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ ๒-๓ ดอก กลีบดอกสีขาวซ้อนกันหลายชั้นคล้ายกุหลาบดอกเล็กๆ เส้นผ่านศูนย์กลาง ๒-๓ ซม.ดอกจะบานและมีกลิ่นในเวลาเย็น แต่กลิ่นหอมน้อยกว่ามะลิลานิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้าน หรือใช้ดอกปักแจกันบ้าง บูชาพระบ้าง ไม่ใช้ในการอบกลิ่นหรือร้อยมาลัย คนไทยใช้ดอกมะลิซ้อนเป็นสัญลักษณ์วันแม่แห่งชาติ
<TABLE bgColor=#e4ecf6><TBODY><TR><TD>
ยี่สุ่นกุหลาบมะลิซ้อน ซ่อนชู้ชูกลิ่นถวิลหา ลำดวนกวนใจให้ไคลคลา สายหยุดหยุดข้าแล้วยืนชม ขุนช้างขุนแผน พระราชนิพนธ์ใน รัชกาลที่ ๒
</PRE></TD></TR></TBODY></TABLE>
ทั้งมะลิลาและมะลิซ้อนมีสรรพคุณทางสมุนไพรเหมือนกัน ดอกแห้งใช้ปรุงยาหอมบำรุงหัวใจและแก้โรคลม ใบสดตำให้ละเอียดผสมน้ำมันพืชเป็นยาพอก หรือทารักษาแผลพุพอง ลำต้นใช้แก้โรคคุดทะราดและแก้ไข
[กลับหัวข้อหลัก (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23)]
</TD><TD align=right><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 bgColor=#cccccc border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#ffffff>http://search.sanook.com/knowledge/picfront/sub/resize_5619__17012007014656.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=fontblackmini>ดอกมะลิซ้อนที่บาน </TD><TD align=right>http://search.sanook.com/knowledge/images/photo.gif (http://search.sanook.com/knowledge/enc_photo.php?pic=24072&pictitle=%B4%CD%A1%C1%D0%C5%D4%AB%E9%CD%B9%B7%D5%E8%BA%D2%B9+&id=1434&actype=sub)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE><TBODY><TR><TD noWrap>[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้ (http://search.sanook.com/knowledge/slide_photo.php?pic=&pictitle=%BE%D1%B9%B8%D8%EC%E4%C1%E9%B4%CD%A1%CB%CD%C1%B7%D5%E8%E3%AA%E9%A7%D2%B9%BB%C3%D0%B4%D4%C9%B0%EC%E1%C5%D0%BA%D9%AA%D2%BE%C3%D0&id=1434&actype=main)] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE class=fontblacksm cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD>มะลุลี
มะลุลี (Jasminum pubescens Willd.) มะลุลีเป็นพันธุ์ไม้สกุลเดียวกับมะลิอีกชนิดหนึ่งที่มีดอกหอม มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น มะลิพวง มะลิเลื้อย มะลิซ่อม เป็นไม้รอเลื้อยกระจายพันธุ์อยู่ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศไทยพบปลูกอยู่ทั่วไป เป็นที่นิยมเพราะปลูกง่ายเจริญเติบโตเร็ว ออกดอกตลอดปีและจะออกดอกมากเป็นพิเศษประมาณเดือนกุมภาพันธ์ มะลุลีมีใบเดี่ยวรูปไข่ ปลายใบแหลม ใบดกมาก จึงปลูกคลุมซุ้มไม้ได้ดี ดอกเป็นช่อแน่นตามปลายกิ่งและซอกใบ มีสีขาวแต่ละช่อมีมากกว่า ๑๐ ดอกขึ้นไป จึงเห็นเป็นช่อใหญ่สวยงาม มีขนนุ่มๆ โดยเฉพาะที่กลีบเลี้ยงซึ่งเป็นแฉกแหลมๆ ลักษณะของดอกคล้ายมะลิลา แต่กลีบแคบยาวและปลายแหลมกว่า ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก ๒.๕-๓ ซม. ใช้ทั้งช่อเป็นดอกไม้บูชาพระ กลิ่นหอมตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน คล้ายกลิ่นมะลิวัลย์ดังเรื่อง ลิลิตพระลอ ในสมัยอยุธยา ตอนหนึ่งว่า
<TABLE bgColor=#e4ecf6><TBODY><TR><TD>
มะลุลีหอมหื่นฟุ้ง มะลิวัน ปรูประยงค์ก็หอมหรรษ์ หื่นห้า หอมกลกลิ่นจอมขวัญ ขวัญพี่ พระเอย หอมห่อนเห็นหน้าหน้า ใคร่กลั้น ใจตาย
</PRE></TD></TR></TBODY></TABLE>
[กลับหัวข้อหลัก (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23)]
</TD><TD align=right><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 bgColor=#cccccc border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#ffffff>http://search.sanook.com/knowledge/picfront/sub/resize_5617_2_17012007020700.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=fontblackmini>ยอดอ่อนของมะลุลีจะมีขนปลายใบแหลม </TD><TD align=right>http://search.sanook.com/knowledge/images/photo.gif (http://search.sanook.com/knowledge/enc_photo.php?pic=24074&pictitle=%C2%CD%B4%CD%E8%CD%B9%A2%CD%A7%C1%D0%C5%D8%C5%D5%A8%D0%C1%D5%A2%B9%BB%C5%D2%C2%E3%BA%E1%CB%C5%C1+&id=1434&actype=sub)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE><TBODY><TR><TD noWrap>[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้ (http://search.sanook.com/knowledge/slide_photo.php?pic=&pictitle=%BE%D1%B9%B8%D8%EC%E4%C1%E9%B4%CD%A1%CB%CD%C1%B7%D5%E8%E3%AA%E9%A7%D2%B9%BB%C3%D0%B4%D4%C9%B0%EC%E1%C5%D0%BA%D9%AA%D2%BE%C3%D0&id=1434&actype=main)] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE class=fontblacksm cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD>พิกุล
พิกุล (Mimusops elengi L.) พิกุลเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในอินเดียและพม่า ในประเทศไทยพบอยู่ตามธรรมชาติในป่าทางภาคใต้และภาคตะวันออก นอกจากนั้น ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ที่ปลูกประดับเพื่อให้ร่มเงาและให้กลิ่นหอม สมัยก่อนมักปลูกพิกุลตามวัด เช่น ที่สุนทรภู่กล่าวถึงใน นิราศพระประธมตอนหนึ่งว่า
<TABLE bgColor=#e4ecf6><TBODY><TR><TD>
ถึงวัดพิกุลฉุนชื่นระรื่นรส เหมือนไม้สดหอมกรุ่นพิกุลเอ๋ย เจ้าร้อยพวงมาลัยให้พี่เชย ได้เสียดเสยสวมกรแล้วช้อนชม
</PRE></TD></TR></TBODY></TABLE>พิกุลเป็นไม้ต้น สูง ๖-๑๕ เมตร เรือนยอดเป็นรูปเจดีย์ ใบดกแน่นค่อนข้างทึบใบเป็นใบเดี่ยว รูปรีหรือรูปไข่ ปลายใบแหลมกว้าง ๒-๔ ซม. ยาว ๕-๘ ซม. สีเขียวเข้มเป็นเงางาม ออกดอกตลอดทั้งปี เป็นช่อสั้นๆ ๒-๓ ดอก ตามซอกใบ ดอกกลมมีกลีบหยักแหลมๆ อยู่โดยรอบ กลีบดอกมีจำนวนมากถึง ๒๔ กลีบ และเรียงซ้อนกันเป็น ๒ ชั้น สีขาวนวลส่วนกลีบเลี้ยงสีน้ำตาลอ่อนเป็นจักแหลมๆ ๘ อัน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก ๑-๑.๕ ซม. ลักษณะการเรียงตัวของกลีบดอกพิกุลนี้มีความงดงามละเอียดอ่อน จึงมีการนำมาเป็นแบบลวดลายของเครื่องประดับ ลายผ้าทอ และลายเครื่องจักสาน เรียกกันว่า "ลายดอกพิกุล"
พิกุลออกดอกเกือบตลอดปี ดอกมีกลิ่นหอมแรง และทนทาน เมื่อแห้งแล้วก็ยังคงมีกลิ่นหอม ดอกบานตอนเช้ามืดและร่วงในตอนกลางวัน ผลรูปไข่ปลายแหลม ยาว ๒-๓ ซม. เมื่อสุกมีสีส้มหรือแสด เนื้อสีเหลือง รสหวานปนฝาด รับประทานได้ ขยายพันธุ์ได้ทั้งการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง
การที่คนไม่นิยมปลูกพิกุลตามบ้าน เพราะบางคนถือว่า กลิ่นดอกพิกุลเป็นกลิ่นของความเศร้า ไม่ควรนำมาอยู่ใกล้ตัว ปัจจุบัน ความคิดความเชื่อเหล่านี้คงน้อยลงมากแล้ว เพราะมีการปลูกพิกุลทั่วไป แม้แต่ตามบ้าน
ดอกพิกุลใช้ร้อยพวงมาลัย และมาลัยรูปสัตว์ เก็บไว้ได้นาน ใช้อบผ้า และใช้ผสมกับดอกไม้หอมชนิดอื่นๆ ทำเป็นบุหงา ในวรรณคดี มักกล่าวถึงเสมอ เช่น
<TABLE bgColor=#e4ecf6><TBODY><TR><TD>
พิกุลจะกรองอุบะ ลำดวนจะร้อยเป็นสร้อยใส่ จะทำบุหงารำไป วางไว้ข้างที่ไสยา
อิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒
</PRE></TD></TR></TBODY></TABLE>
นอกจากคุณค่าดังกล่าวข้างต้นแล้ว พิกุลยังเป็นสมุนไพร ดอกใช้ปรุงยาหอม ยานัตถุ์ และเป็นหนึ่งในเกสรทั้ง ๕ ทั้ง ๗ และทั้ง ๙เปลือกใช้ทำยาอมแก้ปากเปื่อย และรักษาเหงือก
[กลับหัวข้อหลัก (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23)]
</TD><TD align=right><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 bgColor=#cccccc border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#ffffff>http://search.sanook.com/knowledge/picfront/sub/resize_5618_3_17012007023049.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=fontblackmini>ใบและดอกพิกุล </TD><TD align=right>http://search.sanook.com/knowledge/images/photo.gif (http://search.sanook.com/knowledge/enc_photo.php?pic=24080&pictitle=%E3%BA%E1%C5%D0%B4%CD%A1%BE%D4%A1%D8%C5+&id=1434&actype=sub)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 bgColor=#cccccc border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#ffffff>http://search.sanook.com/knowledge/picfront/sub/resize_5618_5_17012007023049.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=fontblackmini>พวงมาลัยดอกพิกุล </TD><TD align=right>http://search.sanook.com/knowledge/images/photo.gif (http://search.sanook.com/knowledge/enc_photo.php?pic=24082&pictitle=%BE%C7%A7%C1%D2%C5%D1%C2%B4%CD%A1%BE%D4%A1%D8%C5+&id=1434&actype=sub)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE><TBODY><TR><TD noWrap>[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้ (http://search.sanook.com/knowledge/slide_photo.php?pic=&pictitle=%BE%D1%B9%B8%D8%EC%E4%C1%E9%B4%CD%A1%CB%CD%C1%B7%D5%E8%E3%AA%E9%A7%D2%B9%BB%C3%D0%B4%D4%C9%B0%EC%E1%C5%D0%BA%D9%AA%D2%BE%C3%D0&id=1434&actype=main)] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE class=fontblacksm cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" background=images/dot.gif border=0><TBODY><TR><TD>http://search.sanook.com/knowledge/images/dot.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>
บรรณานุกรม
นางวิยดา เทพหัตถี (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#ref)
[กลับหัวข้อหลัก (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23)] </SPAN></TD></TR></TBODY></TABLE></P>
</TD><TD align=right><TABLE><TBODY><TR><TD noWrap>[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้ (http://search.sanook.com/knowledge/slide_photo.php?pic=&pictitle=%BE%D1%B9%B8%D8%EC%E4%C1%E9%B4%CD%A1%CB%CD%C1%B7%D5%E8%E3%AA%E9%A7%D2%B9%BB%C3%D0%B4%D4%C9%B0%EC%E1%C5%D0%BA%D9%AA%D2%BE%C3%D0&id=1434&actype=main)] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>หัวข้อ
พุทธชาด (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#พุทธชาด)
มะลิ (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#มะลิ)
มะลิลา (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#มะลิลา)
มะลิซ้อน (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#มะลิซ้อน)
มะลุลี (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#มะลุลี)
พิกุล (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#พิกุล)
<TABLE class=fontblacksm cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD>พุทธชาด
พุทธชาด (Jasminum auriculatum Vahl.) ไม้รอเลื้อยวงศ์เดียวกับมะลิชนิดนี้มีชื่ออื่นๆอีก ได้แก่ ไก่น้อย พุทธชาติ บุหงา และปะหนัน ใบเป็นใบประกอบชนิด ๓ ใบย่อย ซึ่งมักจะลดรูปลงเหลือเพียงใบเดียว บางใบอาจพบใบย่อยด้านข้างที่ลดรูปลงเหลือเป็นแผ่นเล็กๆ สีเขียว ๑-๒ แผ่น แผ่นใบรูปไข่หรือรูปไข่แกมรูปรี ยาวเพียง ๒-๓ ซม. มีขนนุ่มๆ ดอกเป็นช่อโปร่งที่ปลายกิ่งและซอกใบ ดอกสีขาวคล้ายมะลิลา แต่ขนาดเล็กกว่า เส้นผ่านศูนย์กลางดอก ๑-๑.๕ ซม.ดอกจะบานและเริ่มส่งกลิ่นหอมตั้งแต่ตอนเย็นเรื่อยไป กลิ่นหอมแรงกว่าดอกมะลิ ผลกลมเล็กๆ เมื่อสุกมีสีดำรสหวานเมล็ดกลม แข็ง สีดำ นำมาร้อยเป็นสร้อยลูกปัดสวมเล่นได้
พุทธชาดนิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไปทุกภาค โดยปลูกคลุมตามซุ้ม ในที่ค่อนข้างแจ้งเพราะเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีแสงแดดมาก ปลูกง่ายโดยใช้กิ่งตอน หรือกิ่งที่ปักชำ และออกดอกตลอดปี
ดอกพุทธชาดนำมาร้อยเป็นพวงมาลัย หรือมาลัยรูปสัตว์ตัวเล็กๆ เช่น กระแต ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ผู้หญิงไทยสมัยก่อน โดยเฉพาะผู้หญิงที่อยู่ในวังจะได้รับการสอนและฝึกหัดจนสามารถร้อยได้แทบทุกคน มาลัยที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้จะนำไปบูชาพระ หรือวางไว้ในห้องนอน ดังที่เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ได้ทรงพระนิพนธ์ไว้ในบทวรรณคดีดังนี้
<TABLE style="WIDTH: 443px; HEIGHT: 189px" bgColor=#e4ecf6><TBODY><TR><TD>
สาวหยุดพุทธชาด บานเกลื่อนกลาดดาษดาไป นึกน้องกรองมาไลย วางให้พี่ข้างที่นอน บทเห่ชมไม้ พุทธชาดดวงน้อยกลิ่น เปรมใจ เจ้าช่างกรองมาไลย เลิศแล้ว จำปาเสียบแซมใน มวยมุ่น หอมพี่ชมน้องแก้ว ถือหยื้น ทูลถวาย นิราศธารโศก
</PRE></TD></TR></TBODY></TABLE>
[กลับหัวข้อหลัก (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23)]
</TD><TD align=right><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 bgColor=#cccccc border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#ffffff>http://search.sanook.com/knowledge/picfront/sub/resize_5614_3_17012007010645.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=fontblackmini>ช่อดอกพุทธชาด</TD><TD align=right>http://search.sanook.com/knowledge/images/photo.gif (http://search.sanook.com/knowledge/enc_photo.php?pic=24060&pictitle=%AA%E8%CD%B4%CD%A1%BE%D8%B7%B8%AA%D2%B4&id=1434&actype=sub)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE><TBODY><TR><TD noWrap>[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้ (http://search.sanook.com/knowledge/slide_photo.php?pic=&pictitle=%BE%D1%B9%B8%D8%EC%E4%C1%E9%B4%CD%A1%CB%CD%C1%B7%D5%E8%E3%AA%E9%A7%D2%B9%BB%C3%D0%B4%D4%C9%B0%EC%E1%C5%D0%BA%D9%AA%D2%BE%C3%D0&id=1434&actype=main)] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE class=fontblacksm cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD>มะลิ
มะลิ (Jasminum spp.) ดอกไม้ที่คนไทยคุ้นเคยมากชนิดหนึ่งคือดอกมะลิ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันตลอดมา ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ได้รับยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของความดีและความบริสุทธิ์ ในวรรณคดีไทยมีการกล่าวถึงมะลิหลายชนิด ได้แก่มะลิลา มะลิซ้อน มะลิวัลย์ และมะลุลี ซึ่งล้วนอยู่ในวงศ์เดียวกัน
[กลับหัวข้อหลัก (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23)]
</TD><TD align=right><TABLE><TBODY><TR><TD noWrap>[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้ (http://search.sanook.com/knowledge/slide_photo.php?pic=&pictitle=%BE%D1%B9%B8%D8%EC%E4%C1%E9%B4%CD%A1%CB%CD%C1%B7%D5%E8%E3%AA%E9%A7%D2%B9%BB%C3%D0%B4%D4%C9%B0%EC%E1%C5%D0%BA%D9%AA%D2%BE%C3%D0&id=1434&actype=main)] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE class=fontblacksm cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD>มะลิลา
มะลิลา (Jasminum sambac Ait.) ทางภาคเหนือเรียกมะลิชนิดนี้ว่า มะลิป้อมเป็นไม้พุ่มเล็กๆ ที่ปลูกกันทั่วไปตามบ้าน เพราะออกดอกดกเกือบทั้งปี โดยเฉพาะในฤดูร้อนและฤดูฝน มะลิลามีใบเดี่ยว รูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปรี ปลายใบแหลมออกเป็นคู่ตรงกันข้าม ดอกสีขาวออกเป็นช่อเล็กๆ ๑-๓ ดอก ที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบเลี้ยงเป็นเส้นแหลมๆ ๘-๑๐ เส้นกลีบดอกเชื่อมเป็นหลอดปลายแยกเป็น ๕-๘ กลีบขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางดอก ๒-๓ ซม.ดอกจะเริ่มบานและมีกลิ่นหอมในเวลาเย็น มะลิลาไม่ติดผล จึงขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอนกิ่งหรือปักชำกิ่งและปลูกในที่แจ้ง แดดจัด
คนไทยใช้ดอกมะลิลาที่ปลูกไว้ตามบ้านลอยน้ำที่ใช้ล้างหน้า ลอยในน้ำเย็นสำหรับดื่มลอยในน้ำหวานหรือน้ำเชื่อมใส่ขนม เพื่อให้มีกลิ่นหอมชื่นใจ นอกจากนั้น ยังใช้อบใบชาให้มีกลิ่นหอมอีกด้วย ปัจจุบัน มีการปลูกมะลิลาเพื่อเก็บดอกขาย ทำรายได้ให้เกษตรกรได้ดีมากโดยเฉพาะในฤดูหนาว มะลิออกดอกน้อยจึงมีราคาแพงมาก ไม่ควรใช้ดอกมะลิที่ขายตามตลาดแต่งหน้าขนม หรือใส่ในน้ำเชื่อม เพราะอาจมียาฆ่าแมลงเจือปน ควรใช้เฉพาะการร้อยพวงมาลัย หรืองานประดิษฐ์ต่างๆ เท่านั้น การร้อยพวงมาลัยดอกมะลิเพื่อใช้บูชาพระ หรือมอบให้ผู้ที่เคารพ เป็นสิ่งที่คนไทยนิยมกระทำมาตั้งแต่ในอดีต ดังปรากฏในวรรณคดี เช่น
<TABLE bgColor=#e4ecf6><TBODY><TR><TD>
พี่เลี้ยงนั่งตั้งพานบุปผา ไว้ตรงหน้าหมอบประณตบทศรี แล้วว่าองค์นงนุชพระบุตรี ร้อยมาลีมะลิลามาประทาน พระอภัยมณี...สุนทรภู่
</PRE></TD></TR></TBODY></TABLE>
ทั้งมะลิลาและมะลิซ้อนมีสรรพคุณทางสมุนไพรเหมือนกัน ดอกแห้งใช้ปรุงยาหอมบำรุงหัวใจและแก้โรคลม ใบสดตำให้ละเอียดผสมน้ำมันพืชเป็นยาพอก หรือทารักษาแผลพุพอง ลำต้นใช้แก้โรคคุดทะราดและแก้ไข
[กลับหัวข้อหลัก (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23)]
</TD><TD align=right><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 bgColor=#cccccc border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#ffffff>http://search.sanook.com/knowledge/picfront/sub/resize_5616__17012007010954.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=fontblackmini>ดอกมะลิลา </TD><TD align=right>http://search.sanook.com/knowledge/images/photo.gif (http://search.sanook.com/knowledge/enc_photo.php?pic=24061&pictitle=%B4%CD%A1%C1%D0%C5%D4%C5%D2+&id=1434&actype=sub)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 bgColor=#cccccc border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#ffffff>http://search.sanook.com/knowledge/picfront/sub/resize_5616_4_17012007010954.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=fontblackmini>ช่อดอกมะลิลา </TD><TD align=right>http://search.sanook.com/knowledge/images/photo.gif (http://search.sanook.com/knowledge/enc_photo.php?pic=24064&pictitle=%AA%E8%CD%B4%CD%A1%C1%D0%C5%D4%C5%D2+&id=1434&actype=sub)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE><TBODY><TR><TD noWrap>[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้ (http://search.sanook.com/knowledge/slide_photo.php?pic=&pictitle=%BE%D1%B9%B8%D8%EC%E4%C1%E9%B4%CD%A1%CB%CD%C1%B7%D5%E8%E3%AA%E9%A7%D2%B9%BB%C3%D0%B4%D4%C9%B0%EC%E1%C5%D0%BA%D9%AA%D2%BE%C3%D0&id=1434&actype=main)] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE class=fontblacksm cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD>มะลิซ้อน
มะลิซ้อน (Jasminum sambac Ait.) มะลิซ้อนเป็นพันธุ์ไม้ชนิดเดียวกับมะลิลาแต่ต่างพันธุ์กัน ขนาดของพุ่มจะใหญ่และสูงกว่ามะลิลา ดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ ๒-๓ ดอก กลีบดอกสีขาวซ้อนกันหลายชั้นคล้ายกุหลาบดอกเล็กๆ เส้นผ่านศูนย์กลาง ๒-๓ ซม.ดอกจะบานและมีกลิ่นในเวลาเย็น แต่กลิ่นหอมน้อยกว่ามะลิลานิยมปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้าน หรือใช้ดอกปักแจกันบ้าง บูชาพระบ้าง ไม่ใช้ในการอบกลิ่นหรือร้อยมาลัย คนไทยใช้ดอกมะลิซ้อนเป็นสัญลักษณ์วันแม่แห่งชาติ
<TABLE bgColor=#e4ecf6><TBODY><TR><TD>
ยี่สุ่นกุหลาบมะลิซ้อน ซ่อนชู้ชูกลิ่นถวิลหา ลำดวนกวนใจให้ไคลคลา สายหยุดหยุดข้าแล้วยืนชม ขุนช้างขุนแผน พระราชนิพนธ์ใน รัชกาลที่ ๒
</PRE></TD></TR></TBODY></TABLE>
ทั้งมะลิลาและมะลิซ้อนมีสรรพคุณทางสมุนไพรเหมือนกัน ดอกแห้งใช้ปรุงยาหอมบำรุงหัวใจและแก้โรคลม ใบสดตำให้ละเอียดผสมน้ำมันพืชเป็นยาพอก หรือทารักษาแผลพุพอง ลำต้นใช้แก้โรคคุดทะราดและแก้ไข
[กลับหัวข้อหลัก (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23)]
</TD><TD align=right><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 bgColor=#cccccc border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#ffffff>http://search.sanook.com/knowledge/picfront/sub/resize_5619__17012007014656.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=fontblackmini>ดอกมะลิซ้อนที่บาน </TD><TD align=right>http://search.sanook.com/knowledge/images/photo.gif (http://search.sanook.com/knowledge/enc_photo.php?pic=24072&pictitle=%B4%CD%A1%C1%D0%C5%D4%AB%E9%CD%B9%B7%D5%E8%BA%D2%B9+&id=1434&actype=sub)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE><TBODY><TR><TD noWrap>[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้ (http://search.sanook.com/knowledge/slide_photo.php?pic=&pictitle=%BE%D1%B9%B8%D8%EC%E4%C1%E9%B4%CD%A1%CB%CD%C1%B7%D5%E8%E3%AA%E9%A7%D2%B9%BB%C3%D0%B4%D4%C9%B0%EC%E1%C5%D0%BA%D9%AA%D2%BE%C3%D0&id=1434&actype=main)] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE class=fontblacksm cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD>มะลุลี
มะลุลี (Jasminum pubescens Willd.) มะลุลีเป็นพันธุ์ไม้สกุลเดียวกับมะลิอีกชนิดหนึ่งที่มีดอกหอม มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น มะลิพวง มะลิเลื้อย มะลิซ่อม เป็นไม้รอเลื้อยกระจายพันธุ์อยู่ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศไทยพบปลูกอยู่ทั่วไป เป็นที่นิยมเพราะปลูกง่ายเจริญเติบโตเร็ว ออกดอกตลอดปีและจะออกดอกมากเป็นพิเศษประมาณเดือนกุมภาพันธ์ มะลุลีมีใบเดี่ยวรูปไข่ ปลายใบแหลม ใบดกมาก จึงปลูกคลุมซุ้มไม้ได้ดี ดอกเป็นช่อแน่นตามปลายกิ่งและซอกใบ มีสีขาวแต่ละช่อมีมากกว่า ๑๐ ดอกขึ้นไป จึงเห็นเป็นช่อใหญ่สวยงาม มีขนนุ่มๆ โดยเฉพาะที่กลีบเลี้ยงซึ่งเป็นแฉกแหลมๆ ลักษณะของดอกคล้ายมะลิลา แต่กลีบแคบยาวและปลายแหลมกว่า ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก ๒.๕-๓ ซม. ใช้ทั้งช่อเป็นดอกไม้บูชาพระ กลิ่นหอมตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน คล้ายกลิ่นมะลิวัลย์ดังเรื่อง ลิลิตพระลอ ในสมัยอยุธยา ตอนหนึ่งว่า
<TABLE bgColor=#e4ecf6><TBODY><TR><TD>
มะลุลีหอมหื่นฟุ้ง มะลิวัน ปรูประยงค์ก็หอมหรรษ์ หื่นห้า หอมกลกลิ่นจอมขวัญ ขวัญพี่ พระเอย หอมห่อนเห็นหน้าหน้า ใคร่กลั้น ใจตาย
</PRE></TD></TR></TBODY></TABLE>
[กลับหัวข้อหลัก (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23)]
</TD><TD align=right><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 bgColor=#cccccc border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#ffffff>http://search.sanook.com/knowledge/picfront/sub/resize_5617_2_17012007020700.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=fontblackmini>ยอดอ่อนของมะลุลีจะมีขนปลายใบแหลม </TD><TD align=right>http://search.sanook.com/knowledge/images/photo.gif (http://search.sanook.com/knowledge/enc_photo.php?pic=24074&pictitle=%C2%CD%B4%CD%E8%CD%B9%A2%CD%A7%C1%D0%C5%D8%C5%D5%A8%D0%C1%D5%A2%B9%BB%C5%D2%C2%E3%BA%E1%CB%C5%C1+&id=1434&actype=sub)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE><TBODY><TR><TD noWrap>[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้ (http://search.sanook.com/knowledge/slide_photo.php?pic=&pictitle=%BE%D1%B9%B8%D8%EC%E4%C1%E9%B4%CD%A1%CB%CD%C1%B7%D5%E8%E3%AA%E9%A7%D2%B9%BB%C3%D0%B4%D4%C9%B0%EC%E1%C5%D0%BA%D9%AA%D2%BE%C3%D0&id=1434&actype=main)] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE class=fontblacksm cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD>พิกุล
พิกุล (Mimusops elengi L.) พิกุลเป็นพันธุ์ไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในอินเดียและพม่า ในประเทศไทยพบอยู่ตามธรรมชาติในป่าทางภาคใต้และภาคตะวันออก นอกจากนั้น ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ที่ปลูกประดับเพื่อให้ร่มเงาและให้กลิ่นหอม สมัยก่อนมักปลูกพิกุลตามวัด เช่น ที่สุนทรภู่กล่าวถึงใน นิราศพระประธมตอนหนึ่งว่า
<TABLE bgColor=#e4ecf6><TBODY><TR><TD>
ถึงวัดพิกุลฉุนชื่นระรื่นรส เหมือนไม้สดหอมกรุ่นพิกุลเอ๋ย เจ้าร้อยพวงมาลัยให้พี่เชย ได้เสียดเสยสวมกรแล้วช้อนชม
</PRE></TD></TR></TBODY></TABLE>พิกุลเป็นไม้ต้น สูง ๖-๑๕ เมตร เรือนยอดเป็นรูปเจดีย์ ใบดกแน่นค่อนข้างทึบใบเป็นใบเดี่ยว รูปรีหรือรูปไข่ ปลายใบแหลมกว้าง ๒-๔ ซม. ยาว ๕-๘ ซม. สีเขียวเข้มเป็นเงางาม ออกดอกตลอดทั้งปี เป็นช่อสั้นๆ ๒-๓ ดอก ตามซอกใบ ดอกกลมมีกลีบหยักแหลมๆ อยู่โดยรอบ กลีบดอกมีจำนวนมากถึง ๒๔ กลีบ และเรียงซ้อนกันเป็น ๒ ชั้น สีขาวนวลส่วนกลีบเลี้ยงสีน้ำตาลอ่อนเป็นจักแหลมๆ ๘ อัน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางดอก ๑-๑.๕ ซม. ลักษณะการเรียงตัวของกลีบดอกพิกุลนี้มีความงดงามละเอียดอ่อน จึงมีการนำมาเป็นแบบลวดลายของเครื่องประดับ ลายผ้าทอ และลายเครื่องจักสาน เรียกกันว่า "ลายดอกพิกุล"
พิกุลออกดอกเกือบตลอดปี ดอกมีกลิ่นหอมแรง และทนทาน เมื่อแห้งแล้วก็ยังคงมีกลิ่นหอม ดอกบานตอนเช้ามืดและร่วงในตอนกลางวัน ผลรูปไข่ปลายแหลม ยาว ๒-๓ ซม. เมื่อสุกมีสีส้มหรือแสด เนื้อสีเหลือง รสหวานปนฝาด รับประทานได้ ขยายพันธุ์ได้ทั้งการเพาะเมล็ดและตอนกิ่ง
การที่คนไม่นิยมปลูกพิกุลตามบ้าน เพราะบางคนถือว่า กลิ่นดอกพิกุลเป็นกลิ่นของความเศร้า ไม่ควรนำมาอยู่ใกล้ตัว ปัจจุบัน ความคิดความเชื่อเหล่านี้คงน้อยลงมากแล้ว เพราะมีการปลูกพิกุลทั่วไป แม้แต่ตามบ้าน
ดอกพิกุลใช้ร้อยพวงมาลัย และมาลัยรูปสัตว์ เก็บไว้ได้นาน ใช้อบผ้า และใช้ผสมกับดอกไม้หอมชนิดอื่นๆ ทำเป็นบุหงา ในวรรณคดี มักกล่าวถึงเสมอ เช่น
<TABLE bgColor=#e4ecf6><TBODY><TR><TD>
พิกุลจะกรองอุบะ ลำดวนจะร้อยเป็นสร้อยใส่ จะทำบุหงารำไป วางไว้ข้างที่ไสยา
อิเหนา พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๒
</PRE></TD></TR></TBODY></TABLE>
นอกจากคุณค่าดังกล่าวข้างต้นแล้ว พิกุลยังเป็นสมุนไพร ดอกใช้ปรุงยาหอม ยานัตถุ์ และเป็นหนึ่งในเกสรทั้ง ๕ ทั้ง ๗ และทั้ง ๙เปลือกใช้ทำยาอมแก้ปากเปื่อย และรักษาเหงือก
[กลับหัวข้อหลัก (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23)]
</TD><TD align=right><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 bgColor=#cccccc border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#ffffff>http://search.sanook.com/knowledge/picfront/sub/resize_5618_3_17012007023049.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=fontblackmini>ใบและดอกพิกุล </TD><TD align=right>http://search.sanook.com/knowledge/images/photo.gif (http://search.sanook.com/knowledge/enc_photo.php?pic=24080&pictitle=%E3%BA%E1%C5%D0%B4%CD%A1%BE%D4%A1%D8%C5+&id=1434&actype=sub)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=10 bgColor=#cccccc border=0><TBODY><TR><TD align=middle bgColor=#ffffff>http://search.sanook.com/knowledge/picfront/sub/resize_5618_5_17012007023049.jpg
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=fontblackmini>พวงมาลัยดอกพิกุล </TD><TD align=right>http://search.sanook.com/knowledge/images/photo.gif (http://search.sanook.com/knowledge/enc_photo.php?pic=24082&pictitle=%BE%C7%A7%C1%D2%C5%D1%C2%B4%CD%A1%BE%D4%A1%D8%C5+&id=1434&actype=sub)</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
<TABLE><TBODY><TR><TD noWrap>[ดูภาพทั้งหมดในเรื่องนี้ (http://search.sanook.com/knowledge/slide_photo.php?pic=&pictitle=%BE%D1%B9%B8%D8%EC%E4%C1%E9%B4%CD%A1%CB%CD%C1%B7%D5%E8%E3%AA%E9%A7%D2%B9%BB%C3%D0%B4%D4%C9%B0%EC%E1%C5%D0%BA%D9%AA%D2%BE%C3%D0&id=1434&actype=main)] </TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE><TABLE class=fontblacksm cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR vAlign=top><TD><TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" background=images/dot.gif border=0><TBODY><TR><TD>http://search.sanook.com/knowledge/images/dot.gif</TD></TR></TBODY></TABLE>
บรรณานุกรม
นางวิยดา เทพหัตถี (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#ref)
[กลับหัวข้อหลัก (http://search.sanook.com/knowledge/enc_preview.php?id=1434#สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 23)] </SPAN></TD></TR></TBODY></TABLE></P>