มดเอ๊ก
12-03-2007, 10:57 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph__2_451.jpg
หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
แสดงธรรมและตอบปัญหาธรรม
เรื่องสติปัฏฐาน ๔ (ตอนที่ ๑)
หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ เป็นอาจารย์กรรมฐานแนวการเจริญสติ ผู้มีชื่อเสียงและสำคัญยิ่งท่านหนึ่ง หลวงพ่อได้ตอบปัญหาธรรมของคุณประสาน ชำนิงาน และคุณบูชา บูชาธรรม ที่วัดเจริญราษฎร์ อ.บ้านค่าย จ. ระยอง เมื่อ ๔ มีนาคม ๒๕๓๖
อุบาสก ::
ตอนนี้ที่ผมสงสัย ตนเองก็เคยนั่งสมาธิช่วงที่อยู่ญี่ปุ่น เพิ่งจะกลับมาได้ ๒ อาทิตย์ ไปเรียนมา ๕ ปี แล้วก็ทำงาน ๒ ปีครับ ช่วงนั้นก็รู้ตัวว่าตัวเองเครียด ก็พยายามนั่งสมาธิ แล้วก็ได้ผลจากสมาธิมากพอสมควร แต่มาตอนหลังนี้เครียดมากขึ้น ก็เลยสงสัย รู้สึกว่าอยากจะตัดความเห็นแก่ตัวทิ้ง เพราะรู้ว่าความวุ่นวายที่มันร้อนรนตอนนี้ก็เพราะความเห็นแก่ตัว คือคิดอะไรทำอะไรเพื่อตัวเองนี่มันร้อนแล้วเครียด
เคยมีอยู่ช่วงหนึ่ง มีประสบการณ์ว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรที่จะมาเป็นของตัวเรา ช่วงนั้นมีความสุขมากครับกับการนั่งสมาธิ แต่ก็เป็นอยู่ช่วงเดียวก็เลยมีความรู้สึกว่าความสุขแบบนั้นมีอยู่ เหมือนอย่างที่พระพุทธองค์ตรัสไว้เลย พยายามนั่งสมาธิมาตลอด แต่ตอนนี้สงสัยก็คือ จากสมาธิแล้วไปวิปัสสนา หรือว่าอย่างกรรมฐาน ๔๐ กองมันหมายถึงอะไร แล้วเขาบอกว่ากรรมฐานต้องเหมาะกับจริตแต่ละคน มันหมายความว่าอย่างไร
หลวงพ่อ ::
ฟังนะ หลวงพ่อจะพูดให้ฟัง สมาธิที่คุณนั่งได้สงบอันนั้น มันเป็นผลของสมถะแล้วก็ได้ความสุข แต่ความสุขแบบนั้นมันเป็นอุปสรรค มันเปลี่ยนไม่ใช่สุขถาวรเปลี่ยนได้ ไม่ใช่ความสงบแบบผลของวิปัสสนา ความสงบของสมถะ ถ้าเปรียบก็เหมือนกับศิลา (ความสงบ) ทับหญ้า (กิเลส) พอยกหินออกหญ้า (กิเลส) ก็งอกขึ้นมา หลวงพ่อก็เคยประสบมา จนติดใจไปไหนมาไหนคิดถึงแต่ห้องพระ ไปทำงานอยากให้มันค่ำอยากเข้ามานั่งในห้องพระ บางวันเปิดประตูเข้ามานี่ยังไม่เสร็จเลยมันสงบ มีความสุขมาก ไปทำงานก็คิดถึงแต่ห้องพระ แต่ยังมีความโกรธ มีความทุกข์ มีความโง่อยู่ แต่ว่าความโกรธ ความโลภ ความหลงไม่ได้แตะต้องเลย (มันถูกทับไว้เหมือนศิลาทับหญ้า) ความสงบนั้นเป็นผลของสมถะ ให้รู้ไว้อย่าไปคิดว่านั่นเป็นอะไร
หลวงพ่อบอกได้เลยว่ามันเป็นผลจากสมถะ นั่นแหละสงบ ถ้าจะเป็นสมาธิก็เป็นสมาธิแบบเฉียดๆ ไม่ตรง ไม่ตรง เฉียดๆ บางคนก็จะนั่งอยู่แต่ในห้องไม่ทำมาหากิน แล้ว ๑๐ ปี ๒๐ ปีก็ยังโกรธ ยังทุกข์อยู่ มันสู้ไม่ได้ สู้กับโลกไม่ได้ มีปัญหาขึ้นมาก็รีบเข้าไปหนีผู้หนีคน เข้าไปนั่งสมาธิ มันเป็นอย่างนั้น กรรมฐานทั้งหมดที่ตามตำราว่าไว้ ๔๐ กอง หมายถึงอาการต่างๆ ๔๐ อย่าง นำมาศึกษาเป็นกสิน เป็นนิมิต เป็นปิติ เป็นจินตญาณต่างๆ สร้างขึ้นเป็นรูปธรรมบ้าง นามธรรมบ้าง
ทีนี้จริตบางคนก็บอกว่า ราคะจริตก็ต้องเจริญอสุภกรรมฐาน โทสจริตต้องเจริญกรรมฐานแบบแผ่เมตตาอะไรต่างๆ ซึ่งกลับกันตามที่หลวงพ่อศึกษาดูแล้ว อาจจะจริงแบบนั้นก็ได้ แต่ว่ามันยังเป็นการกลบเกลื่อนยังไม่ตกไปสิ้นไป เวลาใดที่มีราคะเกิดขึ้นต้องพิจารณาอสุภกรรมฐานมองเห็นเป็นสิ่งขยะแขยงไป เป็นของไม่ดี น่าเกลียด โสโครก จะมองแบบนั้นก็ตกเป็นความคิดล้างความคิด เป็นสังขารแก้สังขาร เกิดจากความคิด เมื่อมันเป็นอย่างนั้นเราก็คิดเอาแบบไม่งาม น่าเกลียด โสโครก เป็นความคิดล้างความคิด มันก็อยู่แค่นั้น มันไม่ถาวร
บัดนี้ เราก็มาประสบกับกรรมฐานแบบสติปัฏฐาน ๔ มันแก้ได้หมดทุกอย่าง จะเป็นราคะจริต โทสจริต โมหะจริต กรรมฐานแบบสติปัฏฐาน ๔ แก้ได้ ราคะจริตก็หมดไป โทสจริตก็หมดไป อันนี้ออกก่อนใครทั้งหมดเป็นไปตามภูมิวิปัสสนา อย่างสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพตปรามาส มันก็ชักสะพานออก ราคะไม่มีที่ตั้ง โทสะไม่มีที่ตั้ง ยิ่งมาเห็นรูปธรรม นามธรรม มันก็ยิ่งชักพื้นฐานของที่ตั้งของสังขารของกิเลสออกแล้วก็เกิดปิติ ความโกรธ ความโลภ ความหลงออกก่อนใคร นอกนั้นเป็นเรื่องของอารมณ์ จบอารมณ์แล้วเป็นเรื่องของกามราคะ ปฏิฆะ ทำอาสวะทั้งหลายให้สิ้นไป
เพราะฉะนั้นสติปัฏฐาน ๔ นี่เป็นกรรมฐานที่สากล ถ้าหลวงพ่อพูดนะแก้ได้หมด ถ้าใครไม่เคยเจริญสติปัฏฐาน ๔ อาจจะงง ราคะจริต โทสจริตต้องเจริญกรรมฐานแบบนั้นแบบนี้ ถ้าได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้วล่ะก้อ กรรมฐานทุกอย่างรู้หมด อารมณ์ของกรรมฐานเป็นอย่างไร อะไรเป็นกรรมฐาน อะไรเป็นสมถะ อะไรเป็นวิปัสสนา รู้หมดใช้สอนได้หมด แบบสมถะก็รู้ แม้แต่เราไปสอบอารมณ์คน เราไปถามเราก็รู้ เขาพูดอะไรให้ฟัง เขาอยู่ตรงไหนเราก็รู้
สติปัฏฐาน ๔ มันจะเป็นกรอบของกรรมฐานทั้งหมด อันใดเป็นสมถะ อันใดเป็นวิปัสสนา เพราะฉะนั้นหลวงพ่อจึงสอนเรื่องสติปัฏฐาน ๔ มันเป็นสิ่งที่ครบวงจรของกรรมฐาน จะยุบหนอ - พองหนอ สัมมาอรหัง พุทโธ อานาปานสติ พอที่จะรู้จัก เพราะฉะนั้นเรื่องสติปัฏฐาน ๔ นี้ ถ้าเรารู้ทุกอย่างของกรรมฐาน ๔๐ อะไรคือกรรมฐาน อะไรคืออารมณ์ อะไรคือบริกรรม อะไรคือจินตญาณ อะไรคือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพตปรามาส อะไรคือศีล คือสมาธิ คือปัญญา อะไรคือญาณ อะไรคือฌาณ อะไรคือมรรค อะไรคือผล หลุดจากอะไรถึงชื่อว่าวิมุตติ ประสบพบเข้าจึงรู้ เช่นเรื่องของศีลนี่ ไม่ได้รู้หรอกว่าศีลเป็นอะไร พอมีศีลแล้วจึงค่อยรู้จัก เห็นแล้วจึงเห็น เห็นต่อเมื่อมันมี เป็นต่อเมื่อมันเป็น (เรามักจะคิดเห็น เป็นก่อนเป็น ถึงก่อนถึง มีก่อนมี อันนี้ไม่ใช่ของจริง)
ตามที่หลวงพ่อศึกษาดู หลักสติปัฏฐาน ๔ มีแล้วจึงเห็น เป็นแล้วจึงรู้ ความโลภ ความโกรธ ความหลง หลุดไปแล้วจึงรู้สึกว่ามันน่าเกลียด แต่ก่อนอยู่กับมันไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่น่าเกลียด พอสิ่งเหล่านั้นหลุดออกไปมันก็สะอาดบริสุทธิ์ สมมุตว่าใจนั้นมันเคยอยู่กับสภาพอารมณ์ต่างๆคลุกเคล้าอยู่กับท่านผู้รู้ ว่านกอยู่บนฟ้าไม่เห็นฟ้า ปลาอยู่ในน้ำไม่เห็นน้ำ ไส้เดือนอยู่ในดินไม่เห็นดิน หนอนอยู่ในคูตรไม่เห็นคูตร ต่อเมื่อใดมันออกจากสภาวะนั้นก็หลุด มันก็เหมือนเราอาเจียน สิ่งนี้มีอยู่ในท้องเราเราไม่รู้ พอมันหลุดออกไป ไปเอาคืนก็ไม่เอาใช่ไหม ? หรือบ้วนน้ำลายออกไปใครจะเอาน้ำลายกลับคืน ฉะนั้นความโกรธ ความโลภ ความหลงมันหลุดออกไป จึงรู้ว่ามันไม่ดีก็รู้ว่าความโกรธ ความโลภ ความหลงมันไม่ดี แต่ว่านี่มันเห็นไม่ใช่รู้ พอมันเห็นก็เอามาอีกไม่ได้ จะทุกข์ทำไมเราเห็นความทุกข์มันก็หลุด จะโศกทำไม เหมือนกับเรามันสะอาดแล้ว
จิตมันสะอาดจะให้ไปคิดอย่างนั้นอีกมันทำไม่ได้ จะให้ไปโกรธ โอ้ย มันตกใจเพียงแต่คิดมันก็ตกใจ จะไปแสดงความโกรธหน้าบูดหน้าบึ้งไปดุไปด่ามันจะไปทำได้อย่างไร นี่มันมีแล้วจึงรู้ มีศีลแล้วจึงรู้ มีสมาธิแล้วจึงรู้ มีปัญญาแล้วจึงรู้ เราอยู่ในร่มแล้วใครจะเป็นบ้าไปนั่งตากแดดอยู่อย่างนั้นไม่เคยประสบกับร่มสักที สมมตินะคุณประสาน (อุบาสก) ไปนั่งตากแดดอยู่โน่นตั้งแต่เกิดมาจนอายุ ๓๐ ปี บัดนี้วันดีคืนดีมาอยู่ในร่ม การสัมผัสร่มกับการสัมผัสแดดมันต่างกัน ใครบอก ? มีใครบอกไหม ไม่มีใครบอกอะไร มันรู้ปัจจัตตัง รู้เอง เกิดสภาวธรรมแล้วจะไปนั่งอยู่กลางแดดได้อย่างไร ร้อนอย่างนั้น ไม่ว่ามีอะไรจะมาผลักไสไปอยู่ในแดด มันก็ไม่จนตัวอยู่ในสภาพอย่างนั้น มันก็หาทางอยู่ที่ความไม่ทุกข์ ความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง
</TD></TR></TBODY></TABLE>
หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
แสดงธรรมและตอบปัญหาธรรม
เรื่องสติปัฏฐาน ๔ (ตอนที่ ๑)
หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ เป็นอาจารย์กรรมฐานแนวการเจริญสติ ผู้มีชื่อเสียงและสำคัญยิ่งท่านหนึ่ง หลวงพ่อได้ตอบปัญหาธรรมของคุณประสาน ชำนิงาน และคุณบูชา บูชาธรรม ที่วัดเจริญราษฎร์ อ.บ้านค่าย จ. ระยอง เมื่อ ๔ มีนาคม ๒๕๓๖
อุบาสก ::
ตอนนี้ที่ผมสงสัย ตนเองก็เคยนั่งสมาธิช่วงที่อยู่ญี่ปุ่น เพิ่งจะกลับมาได้ ๒ อาทิตย์ ไปเรียนมา ๕ ปี แล้วก็ทำงาน ๒ ปีครับ ช่วงนั้นก็รู้ตัวว่าตัวเองเครียด ก็พยายามนั่งสมาธิ แล้วก็ได้ผลจากสมาธิมากพอสมควร แต่มาตอนหลังนี้เครียดมากขึ้น ก็เลยสงสัย รู้สึกว่าอยากจะตัดความเห็นแก่ตัวทิ้ง เพราะรู้ว่าความวุ่นวายที่มันร้อนรนตอนนี้ก็เพราะความเห็นแก่ตัว คือคิดอะไรทำอะไรเพื่อตัวเองนี่มันร้อนแล้วเครียด
เคยมีอยู่ช่วงหนึ่ง มีประสบการณ์ว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรที่จะมาเป็นของตัวเรา ช่วงนั้นมีความสุขมากครับกับการนั่งสมาธิ แต่ก็เป็นอยู่ช่วงเดียวก็เลยมีความรู้สึกว่าความสุขแบบนั้นมีอยู่ เหมือนอย่างที่พระพุทธองค์ตรัสไว้เลย พยายามนั่งสมาธิมาตลอด แต่ตอนนี้สงสัยก็คือ จากสมาธิแล้วไปวิปัสสนา หรือว่าอย่างกรรมฐาน ๔๐ กองมันหมายถึงอะไร แล้วเขาบอกว่ากรรมฐานต้องเหมาะกับจริตแต่ละคน มันหมายความว่าอย่างไร
หลวงพ่อ ::
ฟังนะ หลวงพ่อจะพูดให้ฟัง สมาธิที่คุณนั่งได้สงบอันนั้น มันเป็นผลของสมถะแล้วก็ได้ความสุข แต่ความสุขแบบนั้นมันเป็นอุปสรรค มันเปลี่ยนไม่ใช่สุขถาวรเปลี่ยนได้ ไม่ใช่ความสงบแบบผลของวิปัสสนา ความสงบของสมถะ ถ้าเปรียบก็เหมือนกับศิลา (ความสงบ) ทับหญ้า (กิเลส) พอยกหินออกหญ้า (กิเลส) ก็งอกขึ้นมา หลวงพ่อก็เคยประสบมา จนติดใจไปไหนมาไหนคิดถึงแต่ห้องพระ ไปทำงานอยากให้มันค่ำอยากเข้ามานั่งในห้องพระ บางวันเปิดประตูเข้ามานี่ยังไม่เสร็จเลยมันสงบ มีความสุขมาก ไปทำงานก็คิดถึงแต่ห้องพระ แต่ยังมีความโกรธ มีความทุกข์ มีความโง่อยู่ แต่ว่าความโกรธ ความโลภ ความหลงไม่ได้แตะต้องเลย (มันถูกทับไว้เหมือนศิลาทับหญ้า) ความสงบนั้นเป็นผลของสมถะ ให้รู้ไว้อย่าไปคิดว่านั่นเป็นอะไร
หลวงพ่อบอกได้เลยว่ามันเป็นผลจากสมถะ นั่นแหละสงบ ถ้าจะเป็นสมาธิก็เป็นสมาธิแบบเฉียดๆ ไม่ตรง ไม่ตรง เฉียดๆ บางคนก็จะนั่งอยู่แต่ในห้องไม่ทำมาหากิน แล้ว ๑๐ ปี ๒๐ ปีก็ยังโกรธ ยังทุกข์อยู่ มันสู้ไม่ได้ สู้กับโลกไม่ได้ มีปัญหาขึ้นมาก็รีบเข้าไปหนีผู้หนีคน เข้าไปนั่งสมาธิ มันเป็นอย่างนั้น กรรมฐานทั้งหมดที่ตามตำราว่าไว้ ๔๐ กอง หมายถึงอาการต่างๆ ๔๐ อย่าง นำมาศึกษาเป็นกสิน เป็นนิมิต เป็นปิติ เป็นจินตญาณต่างๆ สร้างขึ้นเป็นรูปธรรมบ้าง นามธรรมบ้าง
ทีนี้จริตบางคนก็บอกว่า ราคะจริตก็ต้องเจริญอสุภกรรมฐาน โทสจริตต้องเจริญกรรมฐานแบบแผ่เมตตาอะไรต่างๆ ซึ่งกลับกันตามที่หลวงพ่อศึกษาดูแล้ว อาจจะจริงแบบนั้นก็ได้ แต่ว่ามันยังเป็นการกลบเกลื่อนยังไม่ตกไปสิ้นไป เวลาใดที่มีราคะเกิดขึ้นต้องพิจารณาอสุภกรรมฐานมองเห็นเป็นสิ่งขยะแขยงไป เป็นของไม่ดี น่าเกลียด โสโครก จะมองแบบนั้นก็ตกเป็นความคิดล้างความคิด เป็นสังขารแก้สังขาร เกิดจากความคิด เมื่อมันเป็นอย่างนั้นเราก็คิดเอาแบบไม่งาม น่าเกลียด โสโครก เป็นความคิดล้างความคิด มันก็อยู่แค่นั้น มันไม่ถาวร
บัดนี้ เราก็มาประสบกับกรรมฐานแบบสติปัฏฐาน ๔ มันแก้ได้หมดทุกอย่าง จะเป็นราคะจริต โทสจริต โมหะจริต กรรมฐานแบบสติปัฏฐาน ๔ แก้ได้ ราคะจริตก็หมดไป โทสจริตก็หมดไป อันนี้ออกก่อนใครทั้งหมดเป็นไปตามภูมิวิปัสสนา อย่างสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลพตปรามาส มันก็ชักสะพานออก ราคะไม่มีที่ตั้ง โทสะไม่มีที่ตั้ง ยิ่งมาเห็นรูปธรรม นามธรรม มันก็ยิ่งชักพื้นฐานของที่ตั้งของสังขารของกิเลสออกแล้วก็เกิดปิติ ความโกรธ ความโลภ ความหลงออกก่อนใคร นอกนั้นเป็นเรื่องของอารมณ์ จบอารมณ์แล้วเป็นเรื่องของกามราคะ ปฏิฆะ ทำอาสวะทั้งหลายให้สิ้นไป
เพราะฉะนั้นสติปัฏฐาน ๔ นี่เป็นกรรมฐานที่สากล ถ้าหลวงพ่อพูดนะแก้ได้หมด ถ้าใครไม่เคยเจริญสติปัฏฐาน ๔ อาจจะงง ราคะจริต โทสจริตต้องเจริญกรรมฐานแบบนั้นแบบนี้ ถ้าได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ แล้วล่ะก้อ กรรมฐานทุกอย่างรู้หมด อารมณ์ของกรรมฐานเป็นอย่างไร อะไรเป็นกรรมฐาน อะไรเป็นสมถะ อะไรเป็นวิปัสสนา รู้หมดใช้สอนได้หมด แบบสมถะก็รู้ แม้แต่เราไปสอบอารมณ์คน เราไปถามเราก็รู้ เขาพูดอะไรให้ฟัง เขาอยู่ตรงไหนเราก็รู้
สติปัฏฐาน ๔ มันจะเป็นกรอบของกรรมฐานทั้งหมด อันใดเป็นสมถะ อันใดเป็นวิปัสสนา เพราะฉะนั้นหลวงพ่อจึงสอนเรื่องสติปัฏฐาน ๔ มันเป็นสิ่งที่ครบวงจรของกรรมฐาน จะยุบหนอ - พองหนอ สัมมาอรหัง พุทโธ อานาปานสติ พอที่จะรู้จัก เพราะฉะนั้นเรื่องสติปัฏฐาน ๔ นี้ ถ้าเรารู้ทุกอย่างของกรรมฐาน ๔๐ อะไรคือกรรมฐาน อะไรคืออารมณ์ อะไรคือบริกรรม อะไรคือจินตญาณ อะไรคือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพตปรามาส อะไรคือศีล คือสมาธิ คือปัญญา อะไรคือญาณ อะไรคือฌาณ อะไรคือมรรค อะไรคือผล หลุดจากอะไรถึงชื่อว่าวิมุตติ ประสบพบเข้าจึงรู้ เช่นเรื่องของศีลนี่ ไม่ได้รู้หรอกว่าศีลเป็นอะไร พอมีศีลแล้วจึงค่อยรู้จัก เห็นแล้วจึงเห็น เห็นต่อเมื่อมันมี เป็นต่อเมื่อมันเป็น (เรามักจะคิดเห็น เป็นก่อนเป็น ถึงก่อนถึง มีก่อนมี อันนี้ไม่ใช่ของจริง)
ตามที่หลวงพ่อศึกษาดู หลักสติปัฏฐาน ๔ มีแล้วจึงเห็น เป็นแล้วจึงรู้ ความโลภ ความโกรธ ความหลง หลุดไปแล้วจึงรู้สึกว่ามันน่าเกลียด แต่ก่อนอยู่กับมันไม่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่น่าเกลียด พอสิ่งเหล่านั้นหลุดออกไปมันก็สะอาดบริสุทธิ์ สมมุตว่าใจนั้นมันเคยอยู่กับสภาพอารมณ์ต่างๆคลุกเคล้าอยู่กับท่านผู้รู้ ว่านกอยู่บนฟ้าไม่เห็นฟ้า ปลาอยู่ในน้ำไม่เห็นน้ำ ไส้เดือนอยู่ในดินไม่เห็นดิน หนอนอยู่ในคูตรไม่เห็นคูตร ต่อเมื่อใดมันออกจากสภาวะนั้นก็หลุด มันก็เหมือนเราอาเจียน สิ่งนี้มีอยู่ในท้องเราเราไม่รู้ พอมันหลุดออกไป ไปเอาคืนก็ไม่เอาใช่ไหม ? หรือบ้วนน้ำลายออกไปใครจะเอาน้ำลายกลับคืน ฉะนั้นความโกรธ ความโลภ ความหลงมันหลุดออกไป จึงรู้ว่ามันไม่ดีก็รู้ว่าความโกรธ ความโลภ ความหลงมันไม่ดี แต่ว่านี่มันเห็นไม่ใช่รู้ พอมันเห็นก็เอามาอีกไม่ได้ จะทุกข์ทำไมเราเห็นความทุกข์มันก็หลุด จะโศกทำไม เหมือนกับเรามันสะอาดแล้ว
จิตมันสะอาดจะให้ไปคิดอย่างนั้นอีกมันทำไม่ได้ จะให้ไปโกรธ โอ้ย มันตกใจเพียงแต่คิดมันก็ตกใจ จะไปแสดงความโกรธหน้าบูดหน้าบึ้งไปดุไปด่ามันจะไปทำได้อย่างไร นี่มันมีแล้วจึงรู้ มีศีลแล้วจึงรู้ มีสมาธิแล้วจึงรู้ มีปัญญาแล้วจึงรู้ เราอยู่ในร่มแล้วใครจะเป็นบ้าไปนั่งตากแดดอยู่อย่างนั้นไม่เคยประสบกับร่มสักที สมมตินะคุณประสาน (อุบาสก) ไปนั่งตากแดดอยู่โน่นตั้งแต่เกิดมาจนอายุ ๓๐ ปี บัดนี้วันดีคืนดีมาอยู่ในร่ม การสัมผัสร่มกับการสัมผัสแดดมันต่างกัน ใครบอก ? มีใครบอกไหม ไม่มีใครบอกอะไร มันรู้ปัจจัตตัง รู้เอง เกิดสภาวธรรมแล้วจะไปนั่งอยู่กลางแดดได้อย่างไร ร้อนอย่างนั้น ไม่ว่ามีอะไรจะมาผลักไสไปอยู่ในแดด มันก็ไม่จนตัวอยู่ในสภาพอย่างนั้น มันก็หาทางอยู่ที่ความไม่ทุกข์ ความไม่โลภ ความไม่โกรธ ความไม่หลง
</TD></TR></TBODY></TABLE>