Paang
12-03-2007, 05:57 AM
๑. อานาปานสติ อสุภกรรมฐาน พรหมวิหาร ๔
ขอให้ทุกคนนั่งตัวตรงสบาย ๆ ไม่ต้องเกร็งตัว ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทั้งหมด หุบปากสนิท ลิ้นแตะเพดานไว้นิดหนึ่ง หลับตาเบา ๆ เหมือนกับเรามองย้อนเข้าไปในตัวเอง คือมองขึ้นไปบนศีรษะจนกระทั่งมันโค้งลงไปในอก ลงไปอยู่ในท้อง
หายใจเข้านึก พุท หายใจออกนึกว่า โธ หายใจเข้าผ่านจมูก ผ่านกึ่งกลางอก ลงไปสุดที่ท้อง หายใจออกจากท้อง ผ่านกึ่งกลางอก มาสุดที่ปลายจมูก กำหนดความรู้สึกทั้งหมดของเรา ตามไปกับลมหายใจเข้าออก
หายใจเข้า รู้อยู่ว่าหายใจเข้า พร้อมกับคำภาวนา หายใจออก รู้อยู่ว่าหายใจออก พร้อมกับคำภาวนา จะใช้คำภาวนาว่าอะไรก็ได้ แล้วแต่เราชอบ ให้ความรู้สึกทั้งหมดคือจิตของเรา อยู่กับลมหายใจเข้าออกเท่านั้น
ถ้ามันคิดถึงเรื่องอื่น นอกเหนือจากลมหายใจเข้าออก นอกเหนือจากคำภาวนาเมื่อไร ดึงมันกลับเข้ามาอยู่กับลมหายใจเข้าออก อยู่กับคำภาวนาเมื่อนั้น รู้ตัวเมื่อไรดึงมันกลับมา ทำให้เคยชินไว้ นานไปมันก็จะทรงตัวได้เอง
คราวนี้กำหนดนึกถึง ภาพพระพุทธรูปที่เรารักเราชอบ จะเป็นแบบพระสงฆ์ แบบพระพุทธ แบบพระวิสุทธิเทพ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ อยู่ตรงที่สุดของลมหายใจ คือแถว ๆ สะดือ หายใจลงไปสุดตรงไหนก็ตรงนั้นแหละ เป็นพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ ใสสว่างอยู่ในนั้น
หายใจเข้า พระพุทธรูปก็สว่างขึ้น หายใจออกพระพุทธรูปก็สว่างขึ้น หายใจเข้า ภาพพระก็สว่างขึ้น หายใจออก ภาพพระก็สว่างขึ้น จนกระทั่งความสว่างของพระนั้นกลบกลืนเราไปด้วย ตัวเราสว่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระ
หายใจเข้า พระสว่างขึ้นตัวเราสว่างขึ้น หายใจออก พระสว่างขึ้นตัวเราสว่างขึ้น กำหนดใจให้นิ่งอยู่ตรงนี้ครู่หนึ่ง คราวนี้เมื่อหายใจเข้าพระสว่างขึ้น หายใจออกให้พระไหลตามลมหายใจของเราออกมา แต่ไม่ได้มาที่ปลายจมูก ให้ท่านขึ้นไปอยู่บนศีรษะของเราเลย
ภาพพระจะขยายใหญ่ขึ้น อยู่บนศีรษะของเรา หายใจเข้าภาพพระเล็กลง ลงไปอยู่ที่ท้อง หายใจออกภาพพระใหญ่ขึ้น ขึ้นไปอยู่บนศีรษะ หายใจเข้าภาพพระเล็กลง แต่ยังคงสว่างไสวเป็นปกติ ลงไปอยู่ในท้อง หายใจออกภาพพระขยายใหญ่ขึ้น ไปสว่างสดใสอยู่บนศีรษะของเรา
กำหนดความรู้สึกเท่านั้น เป็นความรู้สึกไม่ใช่ตาเห็น ขอให้เรามั่นใจว่ามีพระอยู่กับเรา จะเห็นชัดเจนรึไม่ชัดเจนก็ตาม เอาแค่ความมั่นใจที่สัมผัสได้เท่านั้น หายใจเข้าภาพพระไหลลงไปอยู่ที่ท้อง หายใจออก ภาพพระลอยขึ้นไปอยู่บนศีรษะ หายใจเข้าภาพพระเล็กลง หายใจออกภาพพระใหญ่ขึ้น
คราวนี้ให้ทุกคนกำหนดภาพพระให้นิ่งอยู่บนเหนือศีรษะ น้อมจิตน้อมใจกราบลงตรงนั้น ตั้งใจว่านั่นคือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่กำลังมาโปรดเราอยู่ เราต้องมีความดีพอเพียง พระองค์ท่านถึงเสด็จมาโปรดเรา มาสงเคราะห์เรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น พระองค์ท่านไม่อยู่ที่ไหนนอกจากอยู่บนพระนิพพาน เราเห็นท่านคือเราอยู่กับท่าน เราอยู่กับท่านคือเราอยู่บนพระนิพพาน
จากนั้นกำหนดใจคิดต่อจากที่เคยสอนวันก่อน วันก่อนนั้น เราดูว่าร่างกายนี้มันไม่เที่ยงอย่างไร มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปในท่ามกลาง และสลายตัวไปในที่สุด
ร่างกายนี้มีแต่ความทุกข์ เกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ เจ็บเป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์ พลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์ เศร้าโศกเสียใจเป็นทุกข์ ปรารถนาไม่สมหวังเป็นทุกข์ กระทบกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ชอบใจเป็นทุกข์
วันก่อนเราพิจารณาแล้วว่ามันไม่เที่ยงจริง ๆ เป็นเด็กเล็ก เป็นเด็กโต เป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นวัยกลางคน เป็นคนชรา ในที่สุดก็ตายไป อาจจะตายตั้งแต่ตอนเด็กก็ได้ ตอนหนุ่มตอนสาวก็ได้ ตอนชราก็ได้
แล้วมันยังมีแต่ความทุกข์ยากอยู่ตลอดเวลา อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเจ็บป่วย หนาวร้อน หิวกระหาย ร่างกายสกปรก ต้องคอยดูแลมันอยู่ต้องทำหน้าที่การงาน บริหารตัวเอง บริหารหมู่คณะ ต้องกระทบกระทั่งกับผู้ร่วมงาน ทั้งหมดนี้มีแต่ความทุกข์
คราวนี้เรามาดูจุดสุดท้าย ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ร่างกายนี้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ต้องพยายามทบทวนจุดนี้บ่อย ๆ ให้มากไว้ เพื่อสภาพจิตจะได้ยอมรับว่า มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริง ๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ร่างกายเรานี้ประกอบขึ้นจากธาตุ ๔ คือ มหาภูตรูป ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ส่วนที่แข็ง เป็นแท่งเป็นก้อน เป็นชิ้น เป็นอัน จับได้ต้องได้ เรียกว่า ธาตุดิน นึกตามไป ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เส้นเอ็น กระดูก อวัยวะภายในทั้งหลายอย่างปอด ตับ ม้าม หัวใจ กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก เหล่านี้เป็นต้น พวกนี้เป็นธาตุดินแยกมันไว้ส่วนหนึ่ง
ส่วนที่ไหลไปมาในร่างกายของเรา เรียกว่า ธาตุน้ำ มี เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำตา น้ำลาย น้ำดี ปัสสาวะ เหงื่อ ไขมันเหลว แยกมันไว้อีกส่วนหนึ่ง
ส่วนที่พัดไปมาในร่างกายของเรา เรียกว่า ธาตุลม คือ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมที่ค้างในท้อง ในไส้ในกระเพาะ เรียกว่า แก๊ส ลมที่พัดขึ้นเบื้องสูง พัดลงเบื้องต่ำ พัดไปทั่วร่างกาย เรียกว่าความดันโลหิต เหล่านี้แยกไว้อีกส่วนหนึ่ง
ความอบอุ่นที่มีอยู่ในร่างกาย เรียกว่า ธาตุไฟ ได้แก่ ไฟธาตุ ที่กระตุ้นร่างกายให้เจริญเติบโต ที่เผาผลาญร่างกายให้ทรุดโทรมลง ที่สันดาปช่วยย่อยอาหาร ที่ให้ความอบอุ่นไปทั่วร่างกายของเราแยกไว้อีกส่วนหนึ่ง
ส่วนแรกเป็นธาตุดิน กองมันไว้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก เส้นเอ็น ตับ ไต ไส้ ปอด อวัยวะภายในภายนอกทั้งหลายทั้งปวง
ส่วนที่สองคือธาตุน้ำ ได้แก่ เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำตา น้ำลาย น้ำดี เหงื่อ ปัสสาวะ ไขมันเหลว แยกไว้อีกกองหนึ่ง
ส่วนที่เป็นธาตุลม คือ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมในท้อง ในไส้ ลมที่พัดไปเบื้องสูง พัดลงเบื้องต่ำ พัดไปทั่วร่างกาย แยกไว้อีกส่วนหนึ่ง
ส่วนที่ให้ความอบอุ่นในร่างกาย เป็นธาตุไฟ คือ ไฟธาตุที่กระตุ้นร่างกายให้เจริญเติบโต ไฟธาตุที่เผาผลาญร่างกายให้ทรุดโทรมลง ธาตุที่ช่วยสันดาปย่อยอาหาร แยกไว้อีกส่วนหนึ่ง
นี่คือดิน นี่คือน้ำ นี่คือลม นี่คือไฟ แล้วตัวเราของเราอยู่ที่ไหน เมื่อเอาดิน น้ำ ไฟ ลม เหล่านี้มาประกอบกันเข้า มีปัญจสาขา คือหนึ่งศีรษะ สองแขน สองขา จิตคือตัวเรามาอาศัยอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว ตามบุญตามกรรมที่เราสร้างมา เราก็ไปยึดไว้ นี่ตัวกู นี่ของกู
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ มันเป็นแค่เปลือก เหมือนกับเปลือกหอย เหมือนกับกระดองเต่า เหมือนกับรถยนต์ เปลือกหอยกับกระดองเต่านั้น เป็นคนละเรื่องกับตัวหอยหรือตัวเต่า รถยนต์นั้นเป็นคนละเรื่องกับคนขับรถ
ตอนนี้เราเห็นแล้วว่ามันเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ เท่านั้น ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราเลย จะเป็นหญิงเป็นชาย เป็นคนเป็นสัตว์ ล้วนแล้วแต่เกิดจากธาตุ ๔ นี้ทั้งสิ้น ประกอบไปด้วย ปัญจสาขา หนึ่งศีรษะ สองแขน สองขา ประกอบไปด้วยทวารทั้ง ๙ ที่มีแต่ความสกปรกหลั่งไหลออกมาเป็นปรกติ
ถ้าธาตุใดธาตุหนึ่งบกพร่อง มันก็เจ็บ มันก็ป่วย ถ้าหากว่าขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไปเลย มันก็ตาย ถ้าธาตุลมขาดไป ธาตุไฟก็ดับ เมื่อไม่มีธาตุไฟคอยควบคุม คอยเผาผลาญไว้ ธาตุน้ำก็ล้นเกิน ดันธาตุดินที่เป็นส่วนใหญ่ของร่างกายอืดพองขึ้นมา
ผ่านกาลเวลานานเข้า ธาตุน้ำยิ่งล้นเกินมากเข้า ร่างกายก็ปริก็แตก มีแต่น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง ไหลโทรมไปทั้งกาย สัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนกแร้ง นกตะกรุม สุนัข เหี้ย ตะกวดทั้งหลาย ก็มาฉีกมาทิ้ง มาดึง มาลากเอาไปกินเป็นอาหาร
ตับไต ไส้ ปอด เนื้อหนังมังสา โดนทึ้งกระจัดกระจาย ส่งกลิ่นเหม็นตลบไปไกล หลาย ๆ ร้อยเมตร นี่คือสภาพร่างกายที่แท้จริงของเรา นี่คือสภาพร่างกายที่แท้จริงของคนที่เรารัก นี่คือสภาพร่างกายที่แท้จริงของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ดูมันไว้ให้ชัดเจน
พอถูกฉีกถูกทึ้ง ถูกดึง ถูกลาก เนื้อหนังมังสา หมดไปแล้ว โครงกระดูกอาจจะยังควบกันอยู่เพราะเส้นเอ็นยังมี เมื่อผ่านการชะของฝน ผ่านการเผาของแดด ผ่านการพัดโกรกของลม เส้นเอ็นก็ค่อย ๆ เปื่อยสลายไป
โครงกระดูกก็หลุดลุ่ยกระจัดกระจาย กะโหลกศีรษะกระเด็นไปทางหนี่ง กระดูกฟันไปทางหนี่ง กระดูกกรามล่างไปทางหนึ่ง กระดูกคอที่เป็นข้อ ๆ ไปทางหนึ่ง กระดูกไหปลาร้าที่เหมือนกับสามเหลี่ยมสองอัน มาชนกันไปทางหนี่ง
กระดูกหัวไหล่ กระดูกต้นแขน กระดูกข้อศอก กระดูกปลายแขน กระดูกข้อมือ กระดูกฝ่ามือ ตลอดจนเล็บมือ กระจัดกระจายไปทางหนึ่ง กระดูกสันหลังที่เป็นข้อ ๆ มีกระดูกซี่โครงยึดโยงอยู่กับกระดูกหน้าอก ก็หลุดเป็นข้อ ๆ หลุดเป็นวง ๆ กลิ้งเกลื่อนไป
กระดูกบั้นเอวที่เป็นข้อ ๆ สำหรับก้มได้เงยได้ มีทั้งข้อต่อกระดูกและหมอนรองกระดูก ก็หลุดลุ่ยเป็นชิ้น ๆ กระดูกเชิงกราน หรือส่วนที่เราใช้นั่ง โค้ง ๆ เว้า ๆ มีช่องว่างอยู่ตรงกลาง กระเด็นทางหนึ่ง กระดูกก้นกบที่เป็นปลายแหลม ๆ เป็นชิ้น ๆ กระเด็นไปทางหนึ่ง
กระดูกต้นขา กระดูกท่อนขา กระดูกหัวเข่า กระดูกหน้าแข้ง กระดูกข้อเท้า กระดูกฝ่าเท้า กระดูกส้นเท้า กระดูกนิ้วเท้า ตลอดจนเล็บเท้าทั้งปวง หลุดลุ่ยกระจัดกระจาย ไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นรูปร่างอีกเลย
ลองดูย้อนกลับมาอีกทีหนึ่ง จากเล็บเท้า นิ้วเท้า ฝ่าเท้า ข้อเท้า ส้นเท้า หน้าแข็ง หัวเข่า ต้นขา โคนขา เชิงกราน ก้นกบ บั้นเอว สันหลัง หน้าอก ซี่โครง ไหปลาร้า หัวไหล่ ต้นแขน ข้อศอก ปลายแขน ข้อมือ ฝ่ามือ นิ้วมือ เล็บมือ ต้นคอ กรามล่าง ฟัน กะโหลกศีรษะ
ประกอบขึ้นมาเป็นตัวใหม่ แล้วปล่อยมันสลายลงไป สลายลงไปแล้วประกอบขึ้นมาเป็นตัวใหม่ จากนั้นปล่อยมันสลายลงไปอีก ดูมันอยู่อย่างนี้ให้เห็นจริงว่า นี่คือสภาพที่แท้จริงของร่างกายของเรา
สภาพที่แท้จริงของความเป็นหญิง ความเป็นชาย ความเป็นคน ความเป็นสัตว์ มันเหมือนกันทั้งสิ้น คือเป็นเพียงธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เรายืมโลกมาใช้ชั่วคราว ถึงเวลาก็เสื่อมสลายตายพังคืนให้แก่โลกไปตามเดิม
ระหว่างที่อาศัยมันอยู่ก็มีแต่ความไม่เที่ยง มีแต่ความทุกข์ ในที่สุดมันก็เสื่อมสลายตายพังไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย จากกระดูกใหม่ ๆ สีขาว ผ่านการเผาของแดด ผ่านการพัดโกรกของลม ผ่านการชะของฝน ก็ค่อย ๆ เก่าลง ๆ
ในที่สุดก็เปื่อยสลาย กลายเป็นฝุ่น จมลงดินไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก แม้แต่น้อยหนึ่งก็ไม่มี ตัวเรา ตัวเขา คน สัตว์ วัตถุธาตุ สิ่งของ บ้าน เรือนโรง ภูเขา ป่าไม้ อะไรก็ตาม ไม่มีเหลืออยู่เลย แม้แต่นิดเดียวก็ไม่มี สลายทั้งหมด ตายทั้งหมด พังทั้งหมด คงอยู่ไม่ได้ เกิดขึ้นมาเมื่อไรก็เป็นอย่างนี้ ไม่เที่ยงอย่างนี้ เป็นทุกข์อย่างนี้ ไม่มีตัวตน ให้ยึดมั่นอย่างนี้
ดังนั้น เราควรจะไปอยู่ที่ไหน ถึงจะพ้นจากความทุกข์นี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านค้นพบว่า มีสถานที่ที่เป็นเอกกันตบรมสุข เป็นสถานที่ที่หลุดพ้นไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ต้องทุกข์อีก นั่นคือ พระนิพพาน
ให้ทุกคนเอากำลังใจ เกาะภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครยกจิตขึ้นพระนิพพานได้ ขึ้นไปกราบพระพุทธเจ้าบนนั้น ตั้งใจเอาไว้ว่า ถ้าหากว่าเราตาย เราขอมาอยู่ที่นี่แห่งเดียว เอาใจจดจ่ออยู่เบื้องพระพักตร์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถ้ามันยังหายใจ กำหนดรู้ว่ามันหายใจอยู่ ถ้ามันไม่หายใจ กำหนดรู้ว่ามันไม่หายใจ ถ้ามันภาวนาอยู่ กำหนดรู้ว่ามันภาวนาอยู่ ถ้ามันไม่ภาวนา กำหนดรู้ว่ามันไม่ภาวนา เอาจิตจดจ่อมั่นคงอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนพระนิพพานนั้น
ตั้งใจแผ่เมตตาไปสู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทุกท่านล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งสิ้น เราปรารถนาความสุขอย่างไร เขาทั้งหลายก็ปรารถนาความสุขอย่างนั้น เราปรารถนาที่จะพ้นทุกข์อย่างไร เขาก็ปรารถนาที่จะพ้นทุกข์อย่างนั้น
กำหนดภาพพระพุทธเจ้าให้สว่างไสว แผ่กว้างออกไปเรื่อย ๆ คิดว่านั่นคือความเมตตาจากเรา ที่ส่งไปสู่สรรพสัตว์โดยทั่วหน้า
กำหนดใจกว้างออกไป กว้างออกไป ไปจนถึงทุกจักรวาล ไปทุกดวงดาว ไปทุกภพทุกภูมิ ตั้งแต่สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา มาร พรหม จนกระทั่งพระทั้งหมดบนพระนิพพาน พระเมตตาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแผ่ไปถึงท่านทั้งหลายเหล่านั้น ทุกภพทุกภูมิ ทุกหมู่ทุกเหล่า ตั้งใจว่า
...มนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงอย่าได้มีเวร มีกรรมและเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอท่านทั้งหลายเหล่านั้นพึงเสียสละให้ปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์ยากยิ่งกว่าตน ให้พ้นทุกข์ เพื่อยังโลกทั้งหลายไปสู่สันติสุข อันสมบูรณ์ด้วยเถิด...
ตอนนี้ตัวเรากลมกลืนเป็นอันหนี่งอันเดียวกับ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระนิพพาน ตั้งใจว่า วันนี้ถ้าถึงอายุขัยตายไป เราก็ขออยู่ ณ สถานที่นี้ อยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่นี่ คือพระนิพพาน
ตั้งใจว่า ในวันนี้ เราจะประกอบกิจการงานอะไรก็ตาม ถ้าเกิดอุบัติเหตุอันตรายถึงแก่ชีวิตลง เราขอมาอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่นี่ คือพระนิพพาน กำหนดใจสบาย ๆ เอาไว้ตรงจุดนี้
แล้วค่อย ๆ คลายสมาธิออกมา โดยกำหนดสติรู้อยู่ตลอดเวลา แบ่งความรู้สึกส่วนหนึ่งสัก ๒๐ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นึกถึงภาพพระ นึกถึงพระนิพพานไว้ดังนี้ อีก ๗๐ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เราจะทำหน้าที่ของเราคือ สวดมนต์ - ทำวัตร ต่อไป
ตั้งใจว่า ผลานิสงส์ที่ได้จากการเจริญกรรมฐานก็ดี จากการสวดมนต์ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ก็ดี ลูกตั้งความปรารถนาไว้หนึ่งเดียวคือ พระนิพพานนี้ อย่าลืมแบ่งความรู้สึกส่วนหนึ่งเกาะไว้ตลอดเวลา แม้จะทำอะไรก็ตาม อย่าทิ้งความรู้สึกจากพระ อย่าทิ้งความรู้สึกจากพระนิพพาน
พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
วันเสาร์ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๖
http://www.grathonbook.net/book/images2/40_01.jpg
งานทำบุญถวายหลวงปู่สาย วัดท่าขนุน มีทุกวันที่ ๑๔ ของเดือน แต่งานใหญ่จริง ๆ ต้อง ๑๔ กันยายน ของทุกปี
ขอให้ทุกคนนั่งตัวตรงสบาย ๆ ไม่ต้องเกร็งตัว ผ่อนคลายกล้ามเนื้อทั้งหมด หุบปากสนิท ลิ้นแตะเพดานไว้นิดหนึ่ง หลับตาเบา ๆ เหมือนกับเรามองย้อนเข้าไปในตัวเอง คือมองขึ้นไปบนศีรษะจนกระทั่งมันโค้งลงไปในอก ลงไปอยู่ในท้อง
หายใจเข้านึก พุท หายใจออกนึกว่า โธ หายใจเข้าผ่านจมูก ผ่านกึ่งกลางอก ลงไปสุดที่ท้อง หายใจออกจากท้อง ผ่านกึ่งกลางอก มาสุดที่ปลายจมูก กำหนดความรู้สึกทั้งหมดของเรา ตามไปกับลมหายใจเข้าออก
หายใจเข้า รู้อยู่ว่าหายใจเข้า พร้อมกับคำภาวนา หายใจออก รู้อยู่ว่าหายใจออก พร้อมกับคำภาวนา จะใช้คำภาวนาว่าอะไรก็ได้ แล้วแต่เราชอบ ให้ความรู้สึกทั้งหมดคือจิตของเรา อยู่กับลมหายใจเข้าออกเท่านั้น
ถ้ามันคิดถึงเรื่องอื่น นอกเหนือจากลมหายใจเข้าออก นอกเหนือจากคำภาวนาเมื่อไร ดึงมันกลับเข้ามาอยู่กับลมหายใจเข้าออก อยู่กับคำภาวนาเมื่อนั้น รู้ตัวเมื่อไรดึงมันกลับมา ทำให้เคยชินไว้ นานไปมันก็จะทรงตัวได้เอง
คราวนี้กำหนดนึกถึง ภาพพระพุทธรูปที่เรารักเราชอบ จะเป็นแบบพระสงฆ์ แบบพระพุทธ แบบพระวิสุทธิเทพ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ อยู่ตรงที่สุดของลมหายใจ คือแถว ๆ สะดือ หายใจลงไปสุดตรงไหนก็ตรงนั้นแหละ เป็นพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ ใสสว่างอยู่ในนั้น
หายใจเข้า พระพุทธรูปก็สว่างขึ้น หายใจออกพระพุทธรูปก็สว่างขึ้น หายใจเข้า ภาพพระก็สว่างขึ้น หายใจออก ภาพพระก็สว่างขึ้น จนกระทั่งความสว่างของพระนั้นกลบกลืนเราไปด้วย ตัวเราสว่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระ
หายใจเข้า พระสว่างขึ้นตัวเราสว่างขึ้น หายใจออก พระสว่างขึ้นตัวเราสว่างขึ้น กำหนดใจให้นิ่งอยู่ตรงนี้ครู่หนึ่ง คราวนี้เมื่อหายใจเข้าพระสว่างขึ้น หายใจออกให้พระไหลตามลมหายใจของเราออกมา แต่ไม่ได้มาที่ปลายจมูก ให้ท่านขึ้นไปอยู่บนศีรษะของเราเลย
ภาพพระจะขยายใหญ่ขึ้น อยู่บนศีรษะของเรา หายใจเข้าภาพพระเล็กลง ลงไปอยู่ที่ท้อง หายใจออกภาพพระใหญ่ขึ้น ขึ้นไปอยู่บนศีรษะ หายใจเข้าภาพพระเล็กลง แต่ยังคงสว่างไสวเป็นปกติ ลงไปอยู่ในท้อง หายใจออกภาพพระขยายใหญ่ขึ้น ไปสว่างสดใสอยู่บนศีรษะของเรา
กำหนดความรู้สึกเท่านั้น เป็นความรู้สึกไม่ใช่ตาเห็น ขอให้เรามั่นใจว่ามีพระอยู่กับเรา จะเห็นชัดเจนรึไม่ชัดเจนก็ตาม เอาแค่ความมั่นใจที่สัมผัสได้เท่านั้น หายใจเข้าภาพพระไหลลงไปอยู่ที่ท้อง หายใจออก ภาพพระลอยขึ้นไปอยู่บนศีรษะ หายใจเข้าภาพพระเล็กลง หายใจออกภาพพระใหญ่ขึ้น
คราวนี้ให้ทุกคนกำหนดภาพพระให้นิ่งอยู่บนเหนือศีรษะ น้อมจิตน้อมใจกราบลงตรงนั้น ตั้งใจว่านั่นคือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่กำลังมาโปรดเราอยู่ เราต้องมีความดีพอเพียง พระองค์ท่านถึงเสด็จมาโปรดเรา มาสงเคราะห์เรา
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น พระองค์ท่านไม่อยู่ที่ไหนนอกจากอยู่บนพระนิพพาน เราเห็นท่านคือเราอยู่กับท่าน เราอยู่กับท่านคือเราอยู่บนพระนิพพาน
จากนั้นกำหนดใจคิดต่อจากที่เคยสอนวันก่อน วันก่อนนั้น เราดูว่าร่างกายนี้มันไม่เที่ยงอย่างไร มีความเกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปในท่ามกลาง และสลายตัวไปในที่สุด
ร่างกายนี้มีแต่ความทุกข์ เกิดเป็นทุกข์ แก่เป็นทุกข์ เจ็บเป็นทุกข์ ตายเป็นทุกข์ พลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์ เศร้าโศกเสียใจเป็นทุกข์ ปรารถนาไม่สมหวังเป็นทุกข์ กระทบกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ชอบใจเป็นทุกข์
วันก่อนเราพิจารณาแล้วว่ามันไม่เที่ยงจริง ๆ เป็นเด็กเล็ก เป็นเด็กโต เป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นวัยกลางคน เป็นคนชรา ในที่สุดก็ตายไป อาจจะตายตั้งแต่ตอนเด็กก็ได้ ตอนหนุ่มตอนสาวก็ได้ ตอนชราก็ได้
แล้วมันยังมีแต่ความทุกข์ยากอยู่ตลอดเวลา อย่างน้อย ๆ ก็ต้องเจ็บป่วย หนาวร้อน หิวกระหาย ร่างกายสกปรก ต้องคอยดูแลมันอยู่ต้องทำหน้าที่การงาน บริหารตัวเอง บริหารหมู่คณะ ต้องกระทบกระทั่งกับผู้ร่วมงาน ทั้งหมดนี้มีแต่ความทุกข์
คราวนี้เรามาดูจุดสุดท้าย ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ร่างกายนี้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา ต้องพยายามทบทวนจุดนี้บ่อย ๆ ให้มากไว้ เพื่อสภาพจิตจะได้ยอมรับว่า มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริง ๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ร่างกายเรานี้ประกอบขึ้นจากธาตุ ๔ คือ มหาภูตรูป ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ
ส่วนที่แข็ง เป็นแท่งเป็นก้อน เป็นชิ้น เป็นอัน จับได้ต้องได้ เรียกว่า ธาตุดิน นึกตามไป ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เส้นเอ็น กระดูก อวัยวะภายในทั้งหลายอย่างปอด ตับ ม้าม หัวใจ กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก เหล่านี้เป็นต้น พวกนี้เป็นธาตุดินแยกมันไว้ส่วนหนึ่ง
ส่วนที่ไหลไปมาในร่างกายของเรา เรียกว่า ธาตุน้ำ มี เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำตา น้ำลาย น้ำดี ปัสสาวะ เหงื่อ ไขมันเหลว แยกมันไว้อีกส่วนหนึ่ง
ส่วนที่พัดไปมาในร่างกายของเรา เรียกว่า ธาตุลม คือ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมที่ค้างในท้อง ในไส้ในกระเพาะ เรียกว่า แก๊ส ลมที่พัดขึ้นเบื้องสูง พัดลงเบื้องต่ำ พัดไปทั่วร่างกาย เรียกว่าความดันโลหิต เหล่านี้แยกไว้อีกส่วนหนึ่ง
ความอบอุ่นที่มีอยู่ในร่างกาย เรียกว่า ธาตุไฟ ได้แก่ ไฟธาตุ ที่กระตุ้นร่างกายให้เจริญเติบโต ที่เผาผลาญร่างกายให้ทรุดโทรมลง ที่สันดาปช่วยย่อยอาหาร ที่ให้ความอบอุ่นไปทั่วร่างกายของเราแยกไว้อีกส่วนหนึ่ง
ส่วนแรกเป็นธาตุดิน กองมันไว้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก เส้นเอ็น ตับ ไต ไส้ ปอด อวัยวะภายในภายนอกทั้งหลายทั้งปวง
ส่วนที่สองคือธาตุน้ำ ได้แก่ เลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำตา น้ำลาย น้ำดี เหงื่อ ปัสสาวะ ไขมันเหลว แยกไว้อีกกองหนึ่ง
ส่วนที่เป็นธาตุลม คือ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมในท้อง ในไส้ ลมที่พัดไปเบื้องสูง พัดลงเบื้องต่ำ พัดไปทั่วร่างกาย แยกไว้อีกส่วนหนึ่ง
ส่วนที่ให้ความอบอุ่นในร่างกาย เป็นธาตุไฟ คือ ไฟธาตุที่กระตุ้นร่างกายให้เจริญเติบโต ไฟธาตุที่เผาผลาญร่างกายให้ทรุดโทรมลง ธาตุที่ช่วยสันดาปย่อยอาหาร แยกไว้อีกส่วนหนึ่ง
นี่คือดิน นี่คือน้ำ นี่คือลม นี่คือไฟ แล้วตัวเราของเราอยู่ที่ไหน เมื่อเอาดิน น้ำ ไฟ ลม เหล่านี้มาประกอบกันเข้า มีปัญจสาขา คือหนึ่งศีรษะ สองแขน สองขา จิตคือตัวเรามาอาศัยอยู่ชั่วครั้งชั่วคราว ตามบุญตามกรรมที่เราสร้างมา เราก็ไปยึดไว้ นี่ตัวกู นี่ของกู
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ มันเป็นแค่เปลือก เหมือนกับเปลือกหอย เหมือนกับกระดองเต่า เหมือนกับรถยนต์ เปลือกหอยกับกระดองเต่านั้น เป็นคนละเรื่องกับตัวหอยหรือตัวเต่า รถยนต์นั้นเป็นคนละเรื่องกับคนขับรถ
ตอนนี้เราเห็นแล้วว่ามันเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ เท่านั้น ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราเลย จะเป็นหญิงเป็นชาย เป็นคนเป็นสัตว์ ล้วนแล้วแต่เกิดจากธาตุ ๔ นี้ทั้งสิ้น ประกอบไปด้วย ปัญจสาขา หนึ่งศีรษะ สองแขน สองขา ประกอบไปด้วยทวารทั้ง ๙ ที่มีแต่ความสกปรกหลั่งไหลออกมาเป็นปรกติ
ถ้าธาตุใดธาตุหนึ่งบกพร่อง มันก็เจ็บ มันก็ป่วย ถ้าหากว่าขาดธาตุใดธาตุหนึ่งไปเลย มันก็ตาย ถ้าธาตุลมขาดไป ธาตุไฟก็ดับ เมื่อไม่มีธาตุไฟคอยควบคุม คอยเผาผลาญไว้ ธาตุน้ำก็ล้นเกิน ดันธาตุดินที่เป็นส่วนใหญ่ของร่างกายอืดพองขึ้นมา
ผ่านกาลเวลานานเข้า ธาตุน้ำยิ่งล้นเกินมากเข้า ร่างกายก็ปริก็แตก มีแต่น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง ไหลโทรมไปทั้งกาย สัตว์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นนกแร้ง นกตะกรุม สุนัข เหี้ย ตะกวดทั้งหลาย ก็มาฉีกมาทิ้ง มาดึง มาลากเอาไปกินเป็นอาหาร
ตับไต ไส้ ปอด เนื้อหนังมังสา โดนทึ้งกระจัดกระจาย ส่งกลิ่นเหม็นตลบไปไกล หลาย ๆ ร้อยเมตร นี่คือสภาพร่างกายที่แท้จริงของเรา นี่คือสภาพร่างกายที่แท้จริงของคนที่เรารัก นี่คือสภาพร่างกายที่แท้จริงของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ดูมันไว้ให้ชัดเจน
พอถูกฉีกถูกทึ้ง ถูกดึง ถูกลาก เนื้อหนังมังสา หมดไปแล้ว โครงกระดูกอาจจะยังควบกันอยู่เพราะเส้นเอ็นยังมี เมื่อผ่านการชะของฝน ผ่านการเผาของแดด ผ่านการพัดโกรกของลม เส้นเอ็นก็ค่อย ๆ เปื่อยสลายไป
โครงกระดูกก็หลุดลุ่ยกระจัดกระจาย กะโหลกศีรษะกระเด็นไปทางหนี่ง กระดูกฟันไปทางหนี่ง กระดูกกรามล่างไปทางหนึ่ง กระดูกคอที่เป็นข้อ ๆ ไปทางหนึ่ง กระดูกไหปลาร้าที่เหมือนกับสามเหลี่ยมสองอัน มาชนกันไปทางหนี่ง
กระดูกหัวไหล่ กระดูกต้นแขน กระดูกข้อศอก กระดูกปลายแขน กระดูกข้อมือ กระดูกฝ่ามือ ตลอดจนเล็บมือ กระจัดกระจายไปทางหนึ่ง กระดูกสันหลังที่เป็นข้อ ๆ มีกระดูกซี่โครงยึดโยงอยู่กับกระดูกหน้าอก ก็หลุดเป็นข้อ ๆ หลุดเป็นวง ๆ กลิ้งเกลื่อนไป
กระดูกบั้นเอวที่เป็นข้อ ๆ สำหรับก้มได้เงยได้ มีทั้งข้อต่อกระดูกและหมอนรองกระดูก ก็หลุดลุ่ยเป็นชิ้น ๆ กระดูกเชิงกราน หรือส่วนที่เราใช้นั่ง โค้ง ๆ เว้า ๆ มีช่องว่างอยู่ตรงกลาง กระเด็นทางหนึ่ง กระดูกก้นกบที่เป็นปลายแหลม ๆ เป็นชิ้น ๆ กระเด็นไปทางหนึ่ง
กระดูกต้นขา กระดูกท่อนขา กระดูกหัวเข่า กระดูกหน้าแข้ง กระดูกข้อเท้า กระดูกฝ่าเท้า กระดูกส้นเท้า กระดูกนิ้วเท้า ตลอดจนเล็บเท้าทั้งปวง หลุดลุ่ยกระจัดกระจาย ไม่มีอะไรเหลืออยู่เป็นรูปร่างอีกเลย
ลองดูย้อนกลับมาอีกทีหนึ่ง จากเล็บเท้า นิ้วเท้า ฝ่าเท้า ข้อเท้า ส้นเท้า หน้าแข็ง หัวเข่า ต้นขา โคนขา เชิงกราน ก้นกบ บั้นเอว สันหลัง หน้าอก ซี่โครง ไหปลาร้า หัวไหล่ ต้นแขน ข้อศอก ปลายแขน ข้อมือ ฝ่ามือ นิ้วมือ เล็บมือ ต้นคอ กรามล่าง ฟัน กะโหลกศีรษะ
ประกอบขึ้นมาเป็นตัวใหม่ แล้วปล่อยมันสลายลงไป สลายลงไปแล้วประกอบขึ้นมาเป็นตัวใหม่ จากนั้นปล่อยมันสลายลงไปอีก ดูมันอยู่อย่างนี้ให้เห็นจริงว่า นี่คือสภาพที่แท้จริงของร่างกายของเรา
สภาพที่แท้จริงของความเป็นหญิง ความเป็นชาย ความเป็นคน ความเป็นสัตว์ มันเหมือนกันทั้งสิ้น คือเป็นเพียงธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เรายืมโลกมาใช้ชั่วคราว ถึงเวลาก็เสื่อมสลายตายพังคืนให้แก่โลกไปตามเดิม
ระหว่างที่อาศัยมันอยู่ก็มีแต่ความไม่เที่ยง มีแต่ความทุกข์ ในที่สุดมันก็เสื่อมสลายตายพังไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย จากกระดูกใหม่ ๆ สีขาว ผ่านการเผาของแดด ผ่านการพัดโกรกของลม ผ่านการชะของฝน ก็ค่อย ๆ เก่าลง ๆ
ในที่สุดก็เปื่อยสลาย กลายเป็นฝุ่น จมลงดินไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก แม้แต่น้อยหนึ่งก็ไม่มี ตัวเรา ตัวเขา คน สัตว์ วัตถุธาตุ สิ่งของ บ้าน เรือนโรง ภูเขา ป่าไม้ อะไรก็ตาม ไม่มีเหลืออยู่เลย แม้แต่นิดเดียวก็ไม่มี สลายทั้งหมด ตายทั้งหมด พังทั้งหมด คงอยู่ไม่ได้ เกิดขึ้นมาเมื่อไรก็เป็นอย่างนี้ ไม่เที่ยงอย่างนี้ เป็นทุกข์อย่างนี้ ไม่มีตัวตน ให้ยึดมั่นอย่างนี้
ดังนั้น เราควรจะไปอยู่ที่ไหน ถึงจะพ้นจากความทุกข์นี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ท่านค้นพบว่า มีสถานที่ที่เป็นเอกกันตบรมสุข เป็นสถานที่ที่หลุดพ้นไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ต้องทุกข์อีก นั่นคือ พระนิพพาน
ให้ทุกคนเอากำลังใจ เกาะภาพองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครยกจิตขึ้นพระนิพพานได้ ขึ้นไปกราบพระพุทธเจ้าบนนั้น ตั้งใจเอาไว้ว่า ถ้าหากว่าเราตาย เราขอมาอยู่ที่นี่แห่งเดียว เอาใจจดจ่ออยู่เบื้องพระพักตร์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถ้ามันยังหายใจ กำหนดรู้ว่ามันหายใจอยู่ ถ้ามันไม่หายใจ กำหนดรู้ว่ามันไม่หายใจ ถ้ามันภาวนาอยู่ กำหนดรู้ว่ามันภาวนาอยู่ ถ้ามันไม่ภาวนา กำหนดรู้ว่ามันไม่ภาวนา เอาจิตจดจ่อมั่นคงอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบนพระนิพพานนั้น
ตั้งใจแผ่เมตตาไปสู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ทุกท่านล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งสิ้น เราปรารถนาความสุขอย่างไร เขาทั้งหลายก็ปรารถนาความสุขอย่างนั้น เราปรารถนาที่จะพ้นทุกข์อย่างไร เขาก็ปรารถนาที่จะพ้นทุกข์อย่างนั้น
กำหนดภาพพระพุทธเจ้าให้สว่างไสว แผ่กว้างออกไปเรื่อย ๆ คิดว่านั่นคือความเมตตาจากเรา ที่ส่งไปสู่สรรพสัตว์โดยทั่วหน้า
กำหนดใจกว้างออกไป กว้างออกไป ไปจนถึงทุกจักรวาล ไปทุกดวงดาว ไปทุกภพทุกภูมิ ตั้งแต่สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา มาร พรหม จนกระทั่งพระทั้งหมดบนพระนิพพาน พระเมตตาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแผ่ไปถึงท่านทั้งหลายเหล่านั้น ทุกภพทุกภูมิ ทุกหมู่ทุกเหล่า ตั้งใจว่า
...มนุษย์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้เป็นเพื่อนทุกข์เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น จงอย่าได้มีเวร มีกรรมและเบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย ขอท่านทั้งหลายเหล่านั้นพึงเสียสละให้ปัน ช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์ยากยิ่งกว่าตน ให้พ้นทุกข์ เพื่อยังโลกทั้งหลายไปสู่สันติสุข อันสมบูรณ์ด้วยเถิด...
ตอนนี้ตัวเรากลมกลืนเป็นอันหนี่งอันเดียวกับ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระนิพพาน ตั้งใจว่า วันนี้ถ้าถึงอายุขัยตายไป เราก็ขออยู่ ณ สถานที่นี้ อยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่นี่ คือพระนิพพาน
ตั้งใจว่า ในวันนี้ เราจะประกอบกิจการงานอะไรก็ตาม ถ้าเกิดอุบัติเหตุอันตรายถึงแก่ชีวิตลง เราขอมาอยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่นี่ คือพระนิพพาน กำหนดใจสบาย ๆ เอาไว้ตรงจุดนี้
แล้วค่อย ๆ คลายสมาธิออกมา โดยกำหนดสติรู้อยู่ตลอดเวลา แบ่งความรู้สึกส่วนหนึ่งสัก ๒๐ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ นึกถึงภาพพระ นึกถึงพระนิพพานไว้ดังนี้ อีก ๗๐ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เราจะทำหน้าที่ของเราคือ สวดมนต์ - ทำวัตร ต่อไป
ตั้งใจว่า ผลานิสงส์ที่ได้จากการเจริญกรรมฐานก็ดี จากการสวดมนต์ถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ก็ดี ลูกตั้งความปรารถนาไว้หนึ่งเดียวคือ พระนิพพานนี้ อย่าลืมแบ่งความรู้สึกส่วนหนึ่งเกาะไว้ตลอดเวลา แม้จะทำอะไรก็ตาม อย่าทิ้งความรู้สึกจากพระ อย่าทิ้งความรู้สึกจากพระนิพพาน
พระครูธรรมธรเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
วันเสาร์ที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๖
http://www.grathonbook.net/book/images2/40_01.jpg
งานทำบุญถวายหลวงปู่สาย วัดท่าขนุน มีทุกวันที่ ๑๔ ของเดือน แต่งานใหญ่จริง ๆ ต้อง ๑๔ กันยายน ของทุกปี