PDA

View Full Version : มาเขียนนิยายวิทยาศาสตร์กันเถอะ


Kamen rider
11-08-2005, 06:17 PM
<CENTER>
มาเขียนนิยายวิทยาศาสตร์กันเถอะ I

บทความนี้ได้มาจากคุณไพรัตน์ ยิ้มวิลัยโดย ตัดตอนแปลจาก Science in Science Fiction : Making it Work โดย Joan Slonczewski ผู้เขียนเรื่อง A Door into Ocean และ The Children Star ต้นฉบับจากเว็บไซต์ของ Science Fiction and Fantasy Writer of America (http://www.sfwa.org/) ผู้จัดรางวัลเนบิวลา ในบทความนี้จะใช้คำว่า ผู้เขียน แทนตัว Joan Slonczewski <HR width="70%" SIZE=1></CENTER>ตอนที่ 1 : ได้ไอเดียในการเขียนมาจากไหน?


คุณไปได้ไอเดียมาจากไหน? เป็นคำถามยอดนิยมที่นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ต้องเจอ คำถามถัดมาก็คือ คุณแปลงไอเดียนั้นเป็นนิยายได้อย่างไร? และคำถามสำคัญก็คือ คุณเปลี่ยนความรู้วิทยาศาสตร์ให้กลายเป็นเรื่องน่าติดตาม น่าตื่นเต้นได้อย่างไร?

อันดับแรกต้องเข้าใจก่อนว่านิยายวิทยาศาสตร์มีหลายรูปแบบ งานของ ไมเคิล ไคร์ซตัน เป็นงานสยองขวัญที่เน้นข้อมูลเทคนิคมากมาย แม้กระทั่งตารางแสดงผลข้อมูล โดยที่งานของเขาไม่ค่อยเน้นความสำคัญของตัวละครหรือศิลปะมากนัก ในขณะที่ เออร์ซูลา เลอ กวิน (Ursula Le Guin) เขียนนิยายวิทยาศาสตร์ในเชิงมนุษยวิทยา เน้นไปที่สังคมศาสตร์ และตัวละครที่มีความลึก แนวโน้มของนิยายวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันคือ อนาคตประวัติศาสตร์ (future historical) ซึ่งเป็นการคาดการณ์ด้านวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับมนุษย์ ส่วนงานของผู้เขียนเอง เป็นการสำรวจปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์กับสังคม และตัวมนุษย์ที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองสิ่งนั้น

ในฐานะของนักเขียน คุณต้องตัดสินใจว่า งานของคุณจะอยู่ในแนวไหน ในความเป็นจริงงานที่เป็นนิยายวิทยาศาสตร์อาจได้รับการมองว่า เป็นนิยายแฟนตาซีได้ไม่ยาก ถ้าหากงานของคุณมีความเด่นเฉพาะตัวเองเพียงพอ คุณก็จะได้รูปแบบแนวทางของคุณเอง อย่างไรก็ดี ถ้าหากต้องการบรรยากาศของวิทยาศาสตร์ที่จริงจังก็ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ซึ่งผู้เขียนสามารถเสนอวิธีการที่ผู้เขียนเองใช้ให้เป็นตัวอย่างได้

ไอเดียใหม่ ๆ มักจะมาจากประสบการณ์จริงให้ห้องปฏิบัติการ ในห้องแล็บของผู้เขียนและเพื่อน ๆ มีเรื่องที่พิลึกพิลั่นแปลกมากกว่า นิยายวิทยาศาสตร์ที่พิสดารที่สุดเสียอีก ยกตัวอย่างเช่น แม่เหล็กที่มีอำนาจสูงมากขนาดดึงดูดลวดเสียบกระดาษที่อยู่อีกห้องหนึ่งได้ แบคทีเรียที่ผ่าเหล่าได้เป็นพัน ๆ แบบในชั่วข้ามคืน สารเคมีอัศจรรย์ที่เปลี่ยนสีทุก ๆ สองสามวินาที ในฐานะของนักวิทยาศาสตร์ทำให้ ผู้เขียนได้เปรียบตรงนี้ แต่นักเขียนเองก็สามารถติดต่อขอเข้าไปเยี่ยมชมห้องแล็บของนักวิทยาศาสตร์ได้เหมือนกัน พวกเขายินดีที่ จะคุยเกี่ยวกับงานของตัวเองอยู่แล้ว (ในกรณีเมืองไทย ก็ไม่แน่ใจครับว่าคนทั่วไปขอเข้าไปดูได้หรือไม่ -- ไพรัตน์) อินเตอร์เน็ตก็เป็น แหล่งข้อมูลชั้นดีของคุณ

นอกจากห้องแล็บ แหล่งข้อมูลที่สำคัญก็คือบรรดาวารสารวิชาการทั้งหลาย เช่น Science and Nature วารสารเหล่านี้มีรายงานการวิจัยเบื้องต้นเกี่ยวกับการค้นพบใหม่ ๆ อยู่ไม่ใช่น้อย แต่ก็อาจจะอ่านยากบ้างแม้แต่ตัวนักวิทยาศาสตร์เองก็ตาม และงานเหล่านี้ มักไม่ไปปรากฏในนิตยสารด้านวิทยาศาสตร์ทั่ว ๆ ไปเท่าไรนัก ตัวอย่างที่ผู้เขียนได้จากแหล่งข้อมูลนี้ก็คือ ผู้เขียนอ่าน Science แล้วพบว่ามีแบคทีเรียที่สามารถกินยูเรเนียมได้ และมันก็ลงตัวกันงานที่กำลังเขียนอยู่พอดี ที่กำลังต้องการหาอะไรซักอย่างที่สามารถกินบางอย่างที่ไม่มีใครกินได้

ถ้าจะหาข้อมูลที่อ่านได้ง่ายขึ้น ก็อาจจะลอง Scientific American ส่วนในหนังสือพิมพ์ หนังสือวิทยาศาสตร์ทั่วไป ก็ต้องละเอียดรอบคอบสักนิด บางทีข้อมูลในหนังสือแบบนี้ก็ผิดพลาดได้

ทีนี้เมื่อได้ไอเดียของคุณแล้ว ก็ควรจะตรวจสอบไอเดียกับผู้เชี่ยวชาญด้วย นักฟิสิกส์เคยบอกกับผู้เขียนว่า เครื่องต้านแรงโน้มถ่วงน่ะ มีการเขียนกันมากแล้ว แต่ถ้าจะใช้หลุมขาวเป็นแหล่งพลังงานล่ะก็ เป็นเรื่องที่ต้องจริงจังมากทีเดียว ในท้ายที่สุด คุณต้องคิดไว้ในใจว่า ข้อผิดพลาด ไม่ใช่เรื่องเสียหายใหญ่โต นิยายเรื่อง Dune ของ แฟรงก์ เฮอร์เบิร์ต พูดถึงการตั้ง นิคมบนดาวที่มีแต่ทะเลทราย และได้น้ำจืดจากการกลั่นบรรยากาศ ความจริงแล้ว สิ่งนี้จะเป็นไปได้จริงก็เฉพาะทะเลทรายบนโลก เพราะบรรยากาศของโลกเท่านั้นที่มีไอน้ำที่ได้มาจากมหาสมุทร แต่งานชิ้นนี้ก็เป็นนิยายขายดี บางทีวิทยาศาสตร์ในเรื่องของคุณนั้น ถูกต้องแล้ว แต่ก็อาจล้าสมัยได้ในไม่ช้า งานของผู้เขียนเรื่อง A Door into Ocean พูดถึงผู้หญิงที่ผลิตเด็กโดยการหลอมไข่เข้าด้วยกัน ก่อนที่จะมีการพิสูจน์ออกมา งานวิจัยก็ออกมาก่อนแล้วว่า นี่เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะพัฒนาการที่จำเป็นของตัวอ่อน ต้องได้มาจากโครโมโซมของฝ่ายพ่อ

Kamen rider
11-08-2005, 06:22 PM
<CENTER>
มาเขียนนิยายวิทยาศาสตร์กันเถอะ II

บทความนี้ได้มาจากคุณไพรัตน์ ยิ้มวิลัยโดย ตัดตอนแปลจาก Science in Science Fiction : Making it Work โดย Joan Slonczewski ผู้เขียนเรื่อง A Door into Ocean และ The Children Star ต้นฉบับจากเว็บไซต์ของ Science Fiction and Fantasy Writer of America (http://www.sfwa.org/) ผู้จัดรางวัลเนบิวลา ในบทความนี้จะใช้คำว่า ผู้เขียน แทนตัว Joan Slonczewski <HR width="70%" SIZE=1></CENTER>ตอนที่ 2 : น่าเชื่อถือและสอดคล้อง


เป็นการยากที่จะบอกว่า อะไรทำให้ไอเดียวิเศษของเราดูน่าเชื่อถือ การใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและทันสมัยก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างหนึ่ง แต่งานของคุณก็จะไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ หากว่าสมมติฐาน หรือการคาดการณ์อนาคตของคุณขาดความท้าทาย สิ่งที่เราจะได้ยินจากนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่ไม่ค่อยมีประสบการณ์ก็คือ วิทยาศาสตร์ของจริงที่พวกเขาพากเพียรค้นคว้ามาอย่างหนักนั้น เหล่าบรรณาธิการและผู้อ่านบอกว่าเป็นสิ่งที่ผิด หรือเหลือเชื่อ เราจะทำอย่างไรดีเมื่อความจริงเหลือเชื่อเกินกว่านิยาย

วิธีหนึ่งที่จะทำให้ไอเดียของคุณดูน่าเชื่อถือก็คือ เชื่อมสิ่งที่อยู่ในเรื่องของคุณกับเหตุการณ์จริงในโลก ในเรื่องจูราสสิกปาร์กของไคร์ซตันนั้ฯ เขาพูดถึงไดโนเสาร์ที่มีการเคี้ยวแทะลูกกรงเหล็ก "ยังกับไฮยีน่า" นี่เป็นสิ่งที่ผู้เขียน (และแม้แต่ผู้อ่าน) มองเห็นและพิสูจน์ได้ ในขณะเดียวกัน ผู้เขียนเองได้สร้าง เอเลียนที่มีอวัยวะในการมองเห็นที่ย่านคลื่นอินฟราเรดในเรื่อง The Wall around Eden และผู้เขียนก็ให้ข้อสังเกตว่า งูหางกระดิ่งในโลกของเราก็มีอวัยวะที่ตรวจยับอินฟราเรดได้ เลนส์ปรับความชัดที่ตาของเอเลียนก็เป็น โซเดียมคลอไรด์ ซึ่งก็เป็นสารที่มีสิ่งมีชีวิตมีอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน

อีกแหล่งหนึ่งของความน่าเชื่อถือก็คือ ความสมจริงสอดคล้อง คุณต้องแน่ใจว่า ความจริงและการคาดการณ์ของคุณ ไม่ว่ามันจะมีเหตุผลในตัวเองแค่ไหนก็ตาม ทุกอย่างต้องสอดรับเป็นเหตุเป็นผลแก่กันในเรื่องทั้งหมด ถ้าคุณจินตนาการถึงดาวเคราะห์ที่มีมวลมากกว่าโลกซักสองเท่าแล้ว แรงดึงดูดมันจะเป็นเท่าไร? องค์ประกอบของบรรยากาศเป็นอะไร? มันใกล้ดวงอาทิตย์แค่ไหน และใช้เวลาเท่าไรในการโคจรครบรอบ? สิ่งมีชีวิตบนนั้นมีรูปร่างอย่างไร หนา เทอะทะ หรือเรียวยาว? ถ้ามันหื่นกระหายในการล่าผู้มาเยือนจากอวกาศ มันจะล่าอย่างไรในยามปกติ?

คำถามเกี่ยวกับชีววิทยาก็มักจะมีการมองข้ามไปอยู่เสมอ ในเรื่อง Door into Ocean ผู้เขียนได้สร้างระบบนิเวศที่สมบูรณ์ด้วยจุลินทรีย์ที่สังเคราะห์แสงได้ หญ้าเรืองแสง นักล่าทั้งบนฟ้าและในน้ำหลายขนาด แม้กระทั่งตัวกินซาก
อาจจะดูยุ่งยาก เสียเวลา ที่ต้องมาทำสิ่งเหล่านี้ให้ไปด้วยกันได้ แต่นี่เป็นสิ่งที่ทำให้นิยายอย่าง Dune แตกต่างและเป็นที่จดจำได้จากเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องที่เราลืมไปหมดแล้ว ในงานของผู้เขียนเอง ผู้เขียนจะเริ่มจากการเขียนบทแรก เขียนไปบทหรือสองบท จนกระทั่งเกิดความไม่สอดคล้องกันขึ้นมา แล้วก็จะเริ่มต้นใหม่จากจุดแรก และพยายามต่อไปอีกสักสองบท การทำแบบนี้อาจจะทำให้ต้องเขียนบทแรกถึง 20 ครั้ง แต่ผลที่ได้รับนั้นคุ้มค่า
นักเขียนที่ได้สร้างโลกอันซับซ้อนของตัวเองขึ้นมาแล้ว อาจจะเลือกที่จะเขียนหนังสืออีกหลายเล่มจากจักรวาลที่เขาสร้างขึ้น โดยการเปลี่ยนสถานที่ในการสำรวจ เปลี่ยนแก่นเรื่อง ดอริส เลสซิง เขียนนิยายเป็นชุดเกี่ยวกับ มาร์ทา เควสต์ ในแอฟริกา เออร์ซูลา เลอ กวิน เขียนนิยายหลายเรื่องในจักรวาลเดียวที่เขาสร้างขึ้น โดยนิคมมนุษย์เชื่อมโยงกันด้วยอุปกรณ์สื่อสารที่เรียกว่า ansible แต่ทุกคนต้องใส่ใจในวัตถุดิบใหม่ ๆ เพื่อปรับเรื่องของเขาให้ถูกต้องในตัวมันเองอยู่เสมอ

Kamen rider
11-08-2005, 06:27 PM
<CENTER>
มาเขียนนิยายวิทยาศาสตร์กันเถอะ III

บทความนี้ได้มาจากคุณไพรัตน์ ยิ้มวิลัยโดย ตัดตอนแปลจาก Science in Science Fiction : Making it Work โดย Joan Slonczewski ผู้เขียนเรื่อง A Door into Ocean และ The Children Star ต้นฉบับจากเว็บไซต์ของ Science Fiction and Fantasy Writer of America (http://www.sfwa.org/) ผู้จัดรางวัลเนบิวลา ในบทความนี้จะใช้คำว่า ผู้เขียน แทนตัว Joan Slonczewski <HR width="70%" SIZE=1></CENTER>ตอนที่ 3 : จะอธิบายไอเดียในเรื่องอย่างไรดี


ข้อผิดพลาดที่ใหญ่ที่สุดในการเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ก็คือการ "เลกเชอร์" ผู้อ่าน แม้ไอเดียนั้นจะน่าทึ่งเพียงไหนก็ตาม นักเขียนต้องหล่อหลอมแนวคิดทางวิทยาศาสตร์นั้นอย่างกลมกลืนสนิทแนบแน่นกลับประสบการณ์อื่น ๆ ในเรื่องที่เขียน โดยการยึดหลัก "แสดงให้ดูไม่ใช่บอกให้ฟัง"

ลองพยายามให้แนวคิดของคุณเข้าไปพัฒนาบุคลิกของตัวละครหรือกลับกัน ยกตัวอย่างจากงานเขียนเรื่อง Door into Ocean ที่ประชากรที่เป็นผู้หญิงและเรียกตัวเองว่า Sharers มีถิ่นอาศัยอยู่ในดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยมหาสมุทร วันหนึ่งผู้เขียนไปเจอกับนักวิจัยคนหนึ่งในห้องปฏิบัติการของผู้เขียน เขาให้ผู้เขียนดูขวดทดลองที่มีโปรตีนสีม่วงอยู่ เขาเพิ่งจะสกัดโปรตีนนี้ออกมาจากแบคทีเรีย เมื่อแสงส่องกระทบโปรตีนนี้ มันกลับฟอกสีตัวเองจนไร้สี จากจุดนี้ทำให้ผู้เขียนเกิดแนวคิดจะนำไปใช้กับตัวละครผู้หญิงในเรื่อง โดยการให้พวกเธอมีแบคทีเรียสีม่วงอาศัยอยู่บนผิวหนังแบบพึ่งพากัน ทำให้พวกเธอได้รับออกซิเจนส่วนเพิ่มจากแบคทีเรีย เมื่อออกซิเจนของพวกเธอต่ำลง ผิวหนังของเธอจะเปลี่ยนเป็นสีขาว คุณสมบัติในการฟอกสีตัวเองแบบนี้ต่อมาก็พัฒนาไปอย่างสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของจิตวิญญาณ ทำให้พวก Sharers สามารถผ่านเข้าไปในทางเข้าพิเศษแห่งหนึ่งที่เรียกว่า whitetrance และทำให้พวกเธอทนต่อสภาพกดดันทางกายภาพมาก ๆ ได้เป็นการสนับสนุนความเชื่อทางศาสนาของพวกเธอ

คำอธิบายมักจะเป็นสิ่งจำเป็นอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ต้องถามก็คือ มากน้อยแค่ไหน วิธีการที่ช่วยได้ก็คือการเรียงร้อยคำอธิบายที่จำเป็นให้เป็นบทสนทนา ทีละประโยค ในจุดที่เหตุการณ์เกิดขึ้น ยกตัวอย่างจากเรื่อง Daughter of Elysium แขกนักวิทยาศาสตร์ (เพิ่งไปถึงดาวในเรื่องได้ไม่นาน) ต้องพบกับจานเพาะเชื้อที่ทิ้งแล้ว แต่กลับมีชีวิตและพยายามจะกินลูกชายอายุสองขวบของเขา ทันทีก็มีนักเรียนเข้ามาช่วย และอธิบายถึงเจ้าจานเพาะเชื้อที่มีปัญญานั่น (จานนั้นประกอบขึ้นจากหุ่นยนต์จิ๋วเล็ก ๆ นับพันล้านตัว) และมันทำงานผิดพลาด อันที่จริงมันได้รับการออกแบบให้จัดการกับเนื้อเยื่อไม่ใช่กับเด็ก

ตัวอย่างอันเดียวกันนี้ยังอธิบายเงื่อนงำไปตามจังหวะเวลาด้วย มันใช้งานได้เมื่อจะต้องอธิบายเรื่องราวให้กับ ผู้มาเยือนในยามที่เขา ต้องการรู้ทุกสิ่ง ถ้าคุณอธิบายเรื่องราวอย่างไม่แจ่มแจ้งเกินไปพร้อมกับทำให้เรื่องดำเนินไปได้ก็ถือว่าใช้ได้ ในเรื่อง Jurassic Park จำเป็นต้องอธิบายเรื่องของการโคลนนิ่งได้โนเสาร์อย่างยาวมาก แต่ก็ยังสามารถทำให้เรื่องราวดำเนินไปได้ด้วยฉากที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์สยองขวัญอย่างต่อเนื่อง

อีกวิธีหนึ่งในการอธิบายเรื่องก็คือ การใส่ทุกอย่างที่จำเป็นทั้งหมดลงไปในงานเขียนร่างที่หนึ่งของคุณ ถึงแม้คุณจะรู้ว่า มันมากเกินไปสำหรับผู้อ่านก็ตาม ในร่างถัดไป ก็จงตัดสิ่งเหล่านั้นออกไปซะ ละเว้นศัพท์วิชาการที่รู้กันเฉพาะผู้เชี่ยวชาญ หรือบัญญัติมันขึ้นมาใหม่ในภาษาที่ง่าย (ยกตัวอย่างคำว่า oogenesis หมายความว่า การผลิตไข่) วิทยาศาสตร์ก่อให้เกิดศัพท์ใหม่ ๆ มากมาย ดังนั้น พยายามใช้ศัพท์พวกนี้บางตัวเหมือนกับที่บางครั้งก็จำเป็นต้องใช้ศัพท์ภาษาต่างประเทศ คำหรือสำนวนทางวิชาการบางอย่างก็คุ้มค่าที่จะคงมันไว้อย่างนั้นถ้ามันทำให้เรื่องดูดีกว่า จากเรื่อง Daughter of Elysium ผู้เขียนตกลงใช้ primodal germ cells ซึ่งทำให้เนื้อเรื่อง และตัวละครไปได้ดี แต่วลีอื่น ๆ ก็โดนตัดทิ้งหรือดัดแปลงไปหมดแล้ว

Kamen rider
11-08-2005, 06:34 PM
<CENTER>
มาเขียนนิยายวิทยาศาสตร์กันเถอะ IV

บทความนี้ได้มาจากคุณไพรัตน์ ยิ้มวิลัยโดย ตัดตอนแปลจาก Science in Science Fiction : Making it Work โดย Joan Slonczewski ผู้เขียนเรื่อง A Door into Ocean และ The Children Star ต้นฉบับจากเว็บไซต์ของ Science Fiction and Fantasy Writer of America (http://www.sfwa.org/) ผู้จัดรางวัลเนบิวลา ในบทความนี้จะใช้คำว่า ผู้เขียน แทนตัว Joan Slonczewski <HR width="70%" SIZE=1></CENTER>ตอนที่ 4 : พัฒนาเนื้อเรื่องต่อไป


เป็นการดีที่สุดที่เราจะป้อนข้อมูลเชิงเทคนิคที่ซับซ้อนให้กับผู้อ่าน ทีละน้อย ในจังหวะที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นี่เป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถ แต่หากทำได้อย่างมีชั้นเชิงก็จะทำให้ไอเดียของเราได้พัฒนาเนื้อหาให้ก้าวหน้าไปด้วย และจะมากกว่าที่คุณวางไว้ตั้งแต่ต้น เรื่อง Daugther of Elysium เป็นการวาดภาพงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาตัวอ่อน และการมีชีวิตนิรันดร์ บทแรกของเรื่องเป็นการแสดงให้เห็นการสร้างตัวของหลอดหัวใจของตวอ่อน และเริ่มต้นมีการเต้น บทถัดมาให้ภาพของกระบวนการย่อย ๆ เกี่ยวกับเซลล์และเนื้อเยื่อ และถัดไปอีกมาก ๆ ก็เป็นเหตุการณ์วิกฤติขั้นโมเลกุลว่า ตัวอ่อนนั้นจะอยู่หรือตาย ถ้ารอดแล้ว มันจะมีการเสื่อมอายุขัยหรือไม่ และในระหว่างนั้น ก็จะมีพล็อตย่อย ๆ เกิดขึ้นในช่วงงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ เหมือนกับที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง และเหตุการณ์แทรกเหล่านี้ก็มักจะก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในงานของเขา ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเขาต้องพบกับญาติที่กำลังจะตาย ซึ่งเขาจะไม่มีโอกาสได้ประโยชน์จากงานวิจัยของเขาเลย

คุณสามารถใช้บทบาทของวิทยาศาสตร์ในเรื่องของคุณแสดงให้เห็นว่าปฏิกิริยาของตัวละคร และตัวละครเองนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในเรื่อง A Door into Ocean ผู้บุกรุกจากดาวอื่นตอบสนองต่อวิทยาการของพวก Sharers หลายแบบแตกต่างกัน บ้างก็พยายามทำลายวิทยาการนั้น บ้างก็ไม่สนใจ บ้างก็นำมันมาใช้ บ้างก็มีการยอมรับเอาแบคทีเรียมาไว้บนตัวเลย
จุดที่ผู้เขียนได้ไอเดียและนำมันมาใช้นั้น ช่วยให้งานของผู้เขียนราบรื่นมาเสมอ และอาจจะใช้ได้กับนักเขียนคนอื่นด้วย ในขณะเดียวกันเราต้องไม่หลงทางไปกับวิทยาศาสตร์ จงระลึกไว้ว่า สิ่งที่ทำให้นิยายวิทยาศาสตร์ดีก็เหมือนกับสิ่งที่ทำให้นิยายทั่ว ๆ ไปเป็นนิยายที่ดีนั่นคือ ความต่อเนื่อง ความมั่นคง ตัวละคร นี่คือสิ่งที่เราใส่ใจ

http://tatooine.fortunecity.com/shirley/131/sfwrite4.htm#

pure
11-08-2005, 10:23 PM
เอาไว้เดี๋ยวว่าง จะมาลองเขียนดูซักเรื่อง
เอาแบบวิดยาสาดสุดขอบน่าจะดีอ่ะนะ..