มดเอ๊ก
11-28-2007, 11:11 AM
อริยบรรพต อริยบุคคล มหาปณิธาน 聖山聖人宏願
พระธรรมาจารย์ซินเต้า開山和尚
พระธรรมาจารย์ซินเต้าเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มธรรมศึกษาเขาคิชกูฎ(หลิงจิวซาน) ณ.ประเทศไต้หวัน และก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศาสนาโลก และก่อตั้ง องค์กรเอกชนระหว่างประเทศชื่อองค์กรครอบครัวรักสันติแห่งโลกGlobal Family for Love and Peace
ท่านได้ถือกำเนิดเมื่อปี คศ. 1948 บรรพบุรุษเป็นชาวมณฑลอวิ๋นหนาน วัยเด็กขาดที่พึ่งพักพิง กลายเป็นเด็กกำพร้าอยู่แถบชายแดนพม่า เมื่ออายุ 13 ปีก็ได้ติดตามกองทัพจีนคณะชาติเดินทางกลับมาไต้หวัน
เมื่ออายุ 15 ปี เกิดศรัทธาปสาทะอย่างยิ่งในมหาปณิธาณและมหากรุณาของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (กวนอิม) เกี่ยวแก่ การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ และปณิธาณการโปรดสัตว์ เช่น จักไม่ยอมหยุดพักหากไม่บรรลุพุทธะ สัจจะธรรมโปรดสรรสัตว์ จนเกิดศรัทธาอันแรงกล้าถวายชีวิตอุทิศแด่พระรัตนตรัย ปฎิญาณเพียรศึกษาพระธรรม เพื่อโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย
เมื่ออายุได้ 25 ปีก็ได้ออกพรรพชาอุปสมบทในบวรพุทธศาสนา และได้ออกบำเพ็ญธุดงควัตร จาริกไปทั่วเกาะไต้หวันกว่า 10 ปี บบรลุเมื่อต้นปี คศ.1983 พระอาจารย์ได้จาริกถึงภูเขาฟุหลงซาน และได้บำเพ็ญเพียร ณ.ถ้ำฝ่าหัวต้ง โดยการอดอาหาร
บำเพ็ญธรรมกว่า 2 ปี โดยปณิธาณอันแรงกล้าที่จะโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หมดสิ้น และดำเนินสู่โพธิมรรค
หลังจากกลุ่มธรรมศึกษาเขาคิชกูฎเมื่อได้ก่อตั้งแล้ว พระคณาจารย์ซินเต้า ได้ปรารภถึงการใช้ชีวิตกับการบำเพ็ญฌานว่า การดำเนินชีวิตจะต้องเข้าถึงเนื้อนาบุญ การทำงานจะต้องเข้าถึงการปฎิบัติธรรม และได้อบรมสั่งสอนศิษย์ยานุศิษย์ให้ใช้สัญชาตญาณการรู้ของตนนั่นก็คือปัญญา นำมาส่องพิจารณาให้เห็นจิตเดิมแท้ที่บริสุทธิ์ ในระหว่างการใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยความวิริยะอุตสาหะอันไม่หยุดหย่อน การปล่อยวางจากสังคม ก็ได้รับความความสุขสงบที่เกิดขึ้นในจิต. กับความรีบเร่งวุ่นวายในสังคมปัจจุบัน กับความไร้จิตใจของสังคม กลุ่มธรรมศึกษาหลิงจิวซาน ก็ได้จัดงานกิจกรรมบำเพ็ญฌานที่เรียกว่า 093ฌาณแห่งสันติภาพ โดยกระทำกิจกรรมทุกๆวัน เพื่อตระหนักให้ จิตใจว่างเปล่าคืนกลับมาเป็น 0 ปฎิบัติครั้ง 9 นาที วันละ 3 ครั้ง ก็เพื่อคนในยุครีบเร่งนี้ได้รับรู้ถึงความสงบสุขของจิตใจที่บริบูรณ์
<HR>
http://www.093thailand.com/datas/users/3-x03.gif
聖山.聖人.宏願
靈鷲山教團成立後,心道法師提出「生活即福田,工作即修行」的生活禪理念,教育信眾要以「般若」的精神在日常生活中照見自己澄淨的本心,不間斷地精進,學會放下,獲得心靈的寧靜與滿足。對於現代人忙碌的生活、虛無的心靈,靈鷲山教團積極推展「093平安禪」運動,亦即每天讓自己「心靈歸0、每次9分鐘、一天3次」的平安禪,幫助忙碌的現代人獲得平靜、充實與快樂的心靈。
http://www.093thailand.com/datas/users/3-x16.gif
弘法與教育是靈鷲山教團的兩大主軸。以心道法師「生活禪」的教育宗旨為出發點,整體志業與建設發展以生活化、人性化的弘法教育,傳播「生命共同體」永續經營的理念;整合當代心靈環保與生態環保的共識,讓真理融於生活、普傳後世。
靈鷲山教團以禪為宗,展開華嚴的聖山建設志業,主張「三乘合一」的法教本懷。一般將佛法傳布區分為南傳、北傳及藏傳的佛教傳統,其實,「三乘」都是佛度化世人的方便應化;「三乘法教」也代表了世尊圓滿無礙的宇宙觀與生命教育,宇宙就是佛智慧顯現的報土。繼「世界宗教博物館」之後,靈鷲山教團將致力於復興印度那爛陀的精神,成立世界宗教大學,集聚各宗教的修行成就者,講授各宗教的精闢義理及修行法門,傳承智慧與慈悲的花果。
ส.ศิวรักษ์ กับพระอาจารย์ซินเต้า
ประชุมระหว่างศาสนาที่เชียงใหม่
เขียนโดย ส. ศิวรักษ์
ข้าพเจ้าเป็นสมาชิกของกลุ่มที่สนทนาวิสาสะกันระหว่างชาวพุทธกับชาวสริสต์มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เราประชุมร่วมกันแทบทุกปีที่เมืองอินเดียนาโปลิส ในสหรัฐ จนถึงปีนี้เป็นปีสุดท้าย หากปีหน้าเราจะไปประชุมกันแถวเมืองลอสแองเจลิส เป็นที่สุดแห่งโครงการนี้ โดยที่การประชุมในปี ๒๕๔๗ นั้น จะเปิดกว้างให้คนเข้าร่วมเป็นร้อย ๆ รายการอย่างใหญ่นี้ ๔ ปีมีครั้งหนึ่ง ครั้งที่แล้วมีขึ้น ณ เมืองตาโกมา ในรัฐวอชิงตัน
ณ การประชุมที่เมืองตาโกมาเมื่อครั้งที่แล้ว มีเพื่อนคริสตศาสนิกจากมหาวิทยาลัยพายัพ ที่เชียงใหม่ ไปร่วมด้วย ทั้งไทยและอเมริกัน จึงปรึกษากันขึ้นว่า การประชุมอย่างใหญ่เช่นนี้ จัดขึ้นที่เมืองไทยสักทีจะดีไหม
ด้วยดำริดังกล่าว จึงเกิดการประชุมระหว่างศาสนาขึ้นที่มหาวิทยาลัยพายัพ ระหว่างวันที่ ๒๗ กรกฎาคม-๒ สิงหาคม ๒๕๔๖ ตั้งหัวข้อเรื่องว่า International Conference on Religion and Globalization แปลเป็นไทยได้ว่า การประชุมนานาชาติว่าด้วยลัทธิศาสนากับโลกาภิวัฒน์
เริ่มพิธีเปิดตอนบ่ายของวันที่ ๒๗ กรกฎาคม มีผู้แทนของพุทธ (เจ้าคณะจังหวัดธรรมยุติ ของเชียงใหม่) คาทอลิก (มุขนายกมิซซังจันทบุรี ซึ่งมีภาระในเรื่องระหว่างศาสนา) เลขาธิการสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ฯลฯ กับผู้แทนของมุสลิมและฮินดู แต่ละท่านแสดงสุนทรพจน์ อย่างไม่น่าสนใจอะไรนัก โดยไม่มีพิธีกรรมในทางศาสนาเอาเลย อย่างนับว่าน่าเสียดาย
ตอนค่ำ ประเดิมด้วยปาฐกถา โดยอาจารย์ ดอนัลด์ สแวเรอร์ ซึ่งสอนทั้งที่สวาร์ทมัววิทยาลัย ในสหรัฐ และที่พายัพด้วย เขาพูดเรื่อง เอกลักษณ์ทางศาสนาและโลกาภิวัฒน์ ตั้งชื่อเรื่องภาษาอังกฤษอย่างเตะตาว่า Religious Identity and Globalization: Would Jesus, Buddha or Mohammed Drive a Sport Utility Vehicle (SUV) กลายเป็นเอกลักษณ์อย่างใหม่ของโลกาภิวัฒน์ นับว่าน่าสนใจ
อาจารย์ดอนพูดถึงเอกลักษณ์ของพุทธไทยที่กลายสภาพไปเป็นโลกาภิวัฒน์ แต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ที่ ๕ นี่เอง และหมอสอนศาสนาของคริสต์ก็ใช้รัฐบาลไทยเป็นตัวเอื้ออาทร ให้เอาชนะเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เพื่อให้มีเสรีภาพทางศาสนาสำหรับชาวเมืองที่หันมาเข้ารีต และรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ต้องการขยายอำนาจเหนือเจ้าผู้ครองนครต่างๆ และอ้างความเป็นสากล ซึ่งรวมถึงความใจกว้างในทางศาสนา ทั้งๆ ที่นี่ก็คือการเดินตามทางโลกาภิวัฒน์ หรือเดินตามทางของตะวันตกนั้นเอง
ปาฐกขอให้ข้าพเจ้าอภิปราย ต่อจากปาฐกถาของเขา ข้าพเจ้าจึงพูดเตือนสติไปว่า ถ้าคนไทยยังไม่เห็นพิษภัยของการเดินตามก้นฝรั่ง เราก็จะเป็นทาสปัญญาของฝรั่งตลอดไป เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธฝรั่ง หากควรวางท่าทีที่ถูกต้องเกี่ยวกับตะวันตก โดยรู้จักเคารพวัฒนธรรมดั้งเดิมของเรา และไม่หลงอย่างถือว่าอดีตของเราเป็นของวิเศษไปหมด ยิ่งในทางพุทธศาสนาด้วยแล้ว ถ้าสนิทสนมกับรัฐมากเพียงไร จักเลวร้ายมากขึ้นเพียงนั้น
การอภิปรายใช้ภาษาไทยก็ได้ อังกฤษก็ได้ เขามีหูฟังให้ผ่านล่ามได้ทั้งสองภาษา เสียแต่ห้องประชุมหนาวเย็นจับใจเสียเหลือเกิน
วันที่ ๒๘ เริ่มรายการด้วยพระคุณเจ้า ซินเต้า จากไต้หวัน แสดงปาฐกถาธรรมเป็นภาษาจีน แล้วแปลเป็นอังกฤษ หากจะฟังภาษาไทยต้องใช้หูฟัง ผ่านล่ามสองต่อ
พระคุณเจ้ารูปนี้ร่วมงานกับข้าพเจ้ามาแล้วในเรื่องพุทธกับมุสลิม ทั้งที่อินโดนีเซียและฝรั่งเศส ครวนี้ท่านก็มาร่วมด้วย อย่างน่าชื่นชม ถ้อยคำของท่านนั้นนอกจากจะไปพ้นความคับแคบในทางลัทธิศาสนาแล้ว ยังเป็นการมองโลกอย่างวิเศษสุดอีกด้วย ท่านดำริในเรื่องการศึกษาเพื่อเกื้อกูลศาสนาต่างๆ ในโลก หลังจากที่ท่านได้ตั้งพิพิธภัณฑ์ทางศาสนาต่างๆ ในโลกมาแล้วที่ไต้หวัน ท่านถือว่าถ้ามนุษย์เข้าใจศาสนาต่างๆ อย่างแท้จริง ลัทธิศาสนาจักไม่เป็นตัวที่ก่อให้เกิดการรบราฆ่าฟันหรือทารุณโหดร้าย หากจะช่วยให้เข้าใจกันและกัน มีไมตรีจิตมิตรภาพต่อกัน อันจะนำไปสู่สันติสุขในโลก
หลังจากปาฐกถาแล้ว พระคุณท่านยังร่วมอภิปรายกับนักวิชาการฝรั่งอีก ๔ คน จากเยอรมัน ๒ สหรัฐ ๑ และฟิลิปินส์ ๑ ว่าด้วยการศึกษาที่จะช่วยให้เกิดสติ ในเรื่องโลกาภิวัฒน์ เดิมเขาขอให้ข้าพเจ้าร่วมอภิปรายด้วย แต่เห็นว่าขาดมุสลิมไป จึงเสนอให้เพื่อนจากอินโดนีเซียไปร่วมแทน เขาอภิปรายเรื่อง การศึกษาแบบประสันตันในอินโดนีเซีย ซึ่งมีรากมาจากพุทธ แล้วกลายมาในทางอิสลาม หากรักษาพุทธธรรมบางประการไว้อย่างน่าสนใจนัก
ช่วงบ่าย มีอภิปรายในเรื่องลัทธิศาสนา กับสื่อมวลชนในสมัยแห่งโลกาภิวัฒน์ โดยมีข้าพเจ้าเข้าร่วมด้วยกับสังฆราชบาทหลวงจากสหรัฐ และมุสลิมจากอินเดีย ที่ทำงานหนังสือพิมพ์ Bangkok Post แต่ก็ลงลึกไปไม่ได้ เพราะเวลาจำกัด มีคนเข้าร่วมหลายร้อย ทุกรายการ
ช่วงเย็นแบ่งกลุ่มย่อย (๑) ว่าด้วยการปฏิรูปลัทธิ ศาสนา (๒) ลัทธิ ศาสนากับสังคม (๓) การสนทนาวิสาสะระหว่างลัทธิ (๔) ศาสนา กับพวกหมอศาสนา และผลกระทบ
ที่ข้าพเจ้าใช้คำว่า ลัทธิศาสนานั้น แปลมาจากคำว่า Religion เสฐียรโกเศศ-นาคะประทีบ ใช้คำว่า ลัทธิ เท่านั้นเอง ดังหนังสืออันลือชื่อของท่าน ได้แก่ ลัทธิของเพื่อน นั้นแล จะแปล Religion ว่า ศาสนา กินความไม่สนิท เพราะศาสนาเป็นเรื่องของคำสั่งสอน ไม่จำเป็นต้องมีพิธีกรรม หรือความครอบงำมาเกี่ยวข้องด้วยเลย
คืนวันที่ ๒๘ พระไพศาล วิสาโล แสดงปาฐกถาเป็นภาษาไทย ว่าด้วยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสถาบันของพุทธศาสนาในเมืองไทย พระคุณท่านตั้งใจบรรยายอย่างน่ารับฟัง โดยที่ท่านเองก็เพิ่งผลิตหนังสือทางวิชาการเล่มใหม่ออกมา ชื่อว่า พุทธศาสนาในอนาคต - แนวโน้มและทางออกจากวิกฤติ
วันที่ ๒๙ เริ่มรายการโดยปาฐกถานำของ เลสเลย์ อริยราชา ซึ่งเป็นทมิฬชาวคริสต์จากลังกา ข้าพเจ้ารู้จักเขามาแต่เมื่อเขาแรกไปทำงานที่สภาคริสตจักรโลก ในนครเยนีวา เป็นเวลาสามทศวรรษมาแล้ว เขาพูดถึงความหลากหลายของลัทธิศาสนาและความเข้าใจกันและกันของลัทธิศาสนาต่างๆ ในสมัยของโลกาภิวัฒน์
ช่วงสาย อภิปรายในเรื่องที่ต่อเนื่องจากปาฐกถานำ หากแต่ละคนว่าด้วยประสบการณ์ของตน เขาขอให้ข้าพเจ้าร่วมอภิปรายด้วย
ช่วงบ่ายอภิปรายว่าด้วยลัทธิศาสนากับสงคราม เขาขอให้ข้าพเจ้าร่วมด้วยอีกตามเคย
จบรายการนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ขอลาเขากลับกรุงเทพฯ
ช่วงเย็นมีการแบ่งกลุ่มย่อยอีกตามเคย ว่าด้วย เรื่องต่างๆ ที่ค้างมาแต่เมื่อวาน
วันที่ ๓๐ เริ่มปาฐกถานำตอนเช้า โดยแม่ชีวิยุติยะ ว่าด้วยพระไตรปิฎกกับการตอบปัญหาทางสังคม ของโลกร่วมสมัย แล้วมีอภิปราย เรื่องราวของลัทธิศาสนา ในเรื่อง การฆ่าฟันและการสร้างสรรค์สันติ
การอภิปรายภาคบ่ายว่าด้วย ผู้หญิงกับศาสนธรรม แล้วจึงแบ่งกลุ่มเช่นเมื่อสองวันแรก
ตอนค่ำ สังฆราชบาทหลวงสปอนช์ ที่เคยอภิปรายร่วมกับข้าพเจ้าในเรื่อง สื่อมวลชน แสดงปาฐกถาเดี่ยว
วันที่ ๓๑ จันทรา มุซาฟาร์ จากมาเลเซีย แสดงปาฐกถานำ ว่าด้วยลัทธิศาสนากับสังคมในสมัยโลกาภิวัฒน์ ตามด้วยการอภิปราย และแบ่งกลุ่ม กลางคืน เปิดให้ว่างไว้ เผื่อจะไปเที่ยวกัน เพราะมีชาวต่างชาติมาร่วมด้วยมาก
จากนั้นก็ประชุมกันต่อไปอีก ๒ วัน นับว่าน่าสนใจที่มีคนโตๆ จากสถาบันหลักๆ ในทางลัทธิศาสนาต่างๆ มาร่วมด้วยมาก รวมทั้งตัวแทนจากศาสนสภาโลก และประธานกลุ่ม World Faith and Development Dialogue ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับธนาคารโลก
หวังว่ากิจกรรมที่ว่านี้ คงมีผลดีบ้างกระมัง นอกเหนือจากการตีพิมพ์รายงานออกมาเป็นเอกสารอีกชิ้นหนึ่ง
:yociexp54:http://www.093thailand.com/page.php?id=4
พระธรรมาจารย์ซินเต้า開山和尚
พระธรรมาจารย์ซินเต้าเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มธรรมศึกษาเขาคิชกูฎ(หลิงจิวซาน) ณ.ประเทศไต้หวัน และก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ศาสนาโลก และก่อตั้ง องค์กรเอกชนระหว่างประเทศชื่อองค์กรครอบครัวรักสันติแห่งโลกGlobal Family for Love and Peace
ท่านได้ถือกำเนิดเมื่อปี คศ. 1948 บรรพบุรุษเป็นชาวมณฑลอวิ๋นหนาน วัยเด็กขาดที่พึ่งพักพิง กลายเป็นเด็กกำพร้าอยู่แถบชายแดนพม่า เมื่ออายุ 13 ปีก็ได้ติดตามกองทัพจีนคณะชาติเดินทางกลับมาไต้หวัน
เมื่ออายุ 15 ปี เกิดศรัทธาปสาทะอย่างยิ่งในมหาปณิธาณและมหากรุณาของพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (กวนอิม) เกี่ยวแก่ การบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์ และปณิธาณการโปรดสัตว์ เช่น จักไม่ยอมหยุดพักหากไม่บรรลุพุทธะ สัจจะธรรมโปรดสรรสัตว์ จนเกิดศรัทธาอันแรงกล้าถวายชีวิตอุทิศแด่พระรัตนตรัย ปฎิญาณเพียรศึกษาพระธรรม เพื่อโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย
เมื่ออายุได้ 25 ปีก็ได้ออกพรรพชาอุปสมบทในบวรพุทธศาสนา และได้ออกบำเพ็ญธุดงควัตร จาริกไปทั่วเกาะไต้หวันกว่า 10 ปี บบรลุเมื่อต้นปี คศ.1983 พระอาจารย์ได้จาริกถึงภูเขาฟุหลงซาน และได้บำเพ็ญเพียร ณ.ถ้ำฝ่าหัวต้ง โดยการอดอาหาร
บำเพ็ญธรรมกว่า 2 ปี โดยปณิธาณอันแรงกล้าที่จะโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้หมดสิ้น และดำเนินสู่โพธิมรรค
หลังจากกลุ่มธรรมศึกษาเขาคิชกูฎเมื่อได้ก่อตั้งแล้ว พระคณาจารย์ซินเต้า ได้ปรารภถึงการใช้ชีวิตกับการบำเพ็ญฌานว่า การดำเนินชีวิตจะต้องเข้าถึงเนื้อนาบุญ การทำงานจะต้องเข้าถึงการปฎิบัติธรรม และได้อบรมสั่งสอนศิษย์ยานุศิษย์ให้ใช้สัญชาตญาณการรู้ของตนนั่นก็คือปัญญา นำมาส่องพิจารณาให้เห็นจิตเดิมแท้ที่บริสุทธิ์ ในระหว่างการใช้ชีวิตประจำวัน ด้วยความวิริยะอุตสาหะอันไม่หยุดหย่อน การปล่อยวางจากสังคม ก็ได้รับความความสุขสงบที่เกิดขึ้นในจิต. กับความรีบเร่งวุ่นวายในสังคมปัจจุบัน กับความไร้จิตใจของสังคม กลุ่มธรรมศึกษาหลิงจิวซาน ก็ได้จัดงานกิจกรรมบำเพ็ญฌานที่เรียกว่า 093ฌาณแห่งสันติภาพ โดยกระทำกิจกรรมทุกๆวัน เพื่อตระหนักให้ จิตใจว่างเปล่าคืนกลับมาเป็น 0 ปฎิบัติครั้ง 9 นาที วันละ 3 ครั้ง ก็เพื่อคนในยุครีบเร่งนี้ได้รับรู้ถึงความสงบสุขของจิตใจที่บริบูรณ์
<HR>
http://www.093thailand.com/datas/users/3-x03.gif
聖山.聖人.宏願
靈鷲山教團成立後,心道法師提出「生活即福田,工作即修行」的生活禪理念,教育信眾要以「般若」的精神在日常生活中照見自己澄淨的本心,不間斷地精進,學會放下,獲得心靈的寧靜與滿足。對於現代人忙碌的生活、虛無的心靈,靈鷲山教團積極推展「093平安禪」運動,亦即每天讓自己「心靈歸0、每次9分鐘、一天3次」的平安禪,幫助忙碌的現代人獲得平靜、充實與快樂的心靈。
http://www.093thailand.com/datas/users/3-x16.gif
弘法與教育是靈鷲山教團的兩大主軸。以心道法師「生活禪」的教育宗旨為出發點,整體志業與建設發展以生活化、人性化的弘法教育,傳播「生命共同體」永續經營的理念;整合當代心靈環保與生態環保的共識,讓真理融於生活、普傳後世。
靈鷲山教團以禪為宗,展開華嚴的聖山建設志業,主張「三乘合一」的法教本懷。一般將佛法傳布區分為南傳、北傳及藏傳的佛教傳統,其實,「三乘」都是佛度化世人的方便應化;「三乘法教」也代表了世尊圓滿無礙的宇宙觀與生命教育,宇宙就是佛智慧顯現的報土。繼「世界宗教博物館」之後,靈鷲山教團將致力於復興印度那爛陀的精神,成立世界宗教大學,集聚各宗教的修行成就者,講授各宗教的精闢義理及修行法門,傳承智慧與慈悲的花果。
ส.ศิวรักษ์ กับพระอาจารย์ซินเต้า
ประชุมระหว่างศาสนาที่เชียงใหม่
เขียนโดย ส. ศิวรักษ์
ข้าพเจ้าเป็นสมาชิกของกลุ่มที่สนทนาวิสาสะกันระหว่างชาวพุทธกับชาวสริสต์มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เราประชุมร่วมกันแทบทุกปีที่เมืองอินเดียนาโปลิส ในสหรัฐ จนถึงปีนี้เป็นปีสุดท้าย หากปีหน้าเราจะไปประชุมกันแถวเมืองลอสแองเจลิส เป็นที่สุดแห่งโครงการนี้ โดยที่การประชุมในปี ๒๕๔๗ นั้น จะเปิดกว้างให้คนเข้าร่วมเป็นร้อย ๆ รายการอย่างใหญ่นี้ ๔ ปีมีครั้งหนึ่ง ครั้งที่แล้วมีขึ้น ณ เมืองตาโกมา ในรัฐวอชิงตัน
ณ การประชุมที่เมืองตาโกมาเมื่อครั้งที่แล้ว มีเพื่อนคริสตศาสนิกจากมหาวิทยาลัยพายัพ ที่เชียงใหม่ ไปร่วมด้วย ทั้งไทยและอเมริกัน จึงปรึกษากันขึ้นว่า การประชุมอย่างใหญ่เช่นนี้ จัดขึ้นที่เมืองไทยสักทีจะดีไหม
ด้วยดำริดังกล่าว จึงเกิดการประชุมระหว่างศาสนาขึ้นที่มหาวิทยาลัยพายัพ ระหว่างวันที่ ๒๗ กรกฎาคม-๒ สิงหาคม ๒๕๔๖ ตั้งหัวข้อเรื่องว่า International Conference on Religion and Globalization แปลเป็นไทยได้ว่า การประชุมนานาชาติว่าด้วยลัทธิศาสนากับโลกาภิวัฒน์
เริ่มพิธีเปิดตอนบ่ายของวันที่ ๒๗ กรกฎาคม มีผู้แทนของพุทธ (เจ้าคณะจังหวัดธรรมยุติ ของเชียงใหม่) คาทอลิก (มุขนายกมิซซังจันทบุรี ซึ่งมีภาระในเรื่องระหว่างศาสนา) เลขาธิการสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ฯลฯ กับผู้แทนของมุสลิมและฮินดู แต่ละท่านแสดงสุนทรพจน์ อย่างไม่น่าสนใจอะไรนัก โดยไม่มีพิธีกรรมในทางศาสนาเอาเลย อย่างนับว่าน่าเสียดาย
ตอนค่ำ ประเดิมด้วยปาฐกถา โดยอาจารย์ ดอนัลด์ สแวเรอร์ ซึ่งสอนทั้งที่สวาร์ทมัววิทยาลัย ในสหรัฐ และที่พายัพด้วย เขาพูดเรื่อง เอกลักษณ์ทางศาสนาและโลกาภิวัฒน์ ตั้งชื่อเรื่องภาษาอังกฤษอย่างเตะตาว่า Religious Identity and Globalization: Would Jesus, Buddha or Mohammed Drive a Sport Utility Vehicle (SUV) กลายเป็นเอกลักษณ์อย่างใหม่ของโลกาภิวัฒน์ นับว่าน่าสนใจ
อาจารย์ดอนพูดถึงเอกลักษณ์ของพุทธไทยที่กลายสภาพไปเป็นโลกาภิวัฒน์ แต่สมัยรัชกาลที่ ๔ ที่ ๕ นี่เอง และหมอสอนศาสนาของคริสต์ก็ใช้รัฐบาลไทยเป็นตัวเอื้ออาทร ให้เอาชนะเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เพื่อให้มีเสรีภาพทางศาสนาสำหรับชาวเมืองที่หันมาเข้ารีต และรัฐบาลที่กรุงเทพฯ ต้องการขยายอำนาจเหนือเจ้าผู้ครองนครต่างๆ และอ้างความเป็นสากล ซึ่งรวมถึงความใจกว้างในทางศาสนา ทั้งๆ ที่นี่ก็คือการเดินตามทางโลกาภิวัฒน์ หรือเดินตามทางของตะวันตกนั้นเอง
ปาฐกขอให้ข้าพเจ้าอภิปราย ต่อจากปาฐกถาของเขา ข้าพเจ้าจึงพูดเตือนสติไปว่า ถ้าคนไทยยังไม่เห็นพิษภัยของการเดินตามก้นฝรั่ง เราก็จะเป็นทาสปัญญาของฝรั่งตลอดไป เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธฝรั่ง หากควรวางท่าทีที่ถูกต้องเกี่ยวกับตะวันตก โดยรู้จักเคารพวัฒนธรรมดั้งเดิมของเรา และไม่หลงอย่างถือว่าอดีตของเราเป็นของวิเศษไปหมด ยิ่งในทางพุทธศาสนาด้วยแล้ว ถ้าสนิทสนมกับรัฐมากเพียงไร จักเลวร้ายมากขึ้นเพียงนั้น
การอภิปรายใช้ภาษาไทยก็ได้ อังกฤษก็ได้ เขามีหูฟังให้ผ่านล่ามได้ทั้งสองภาษา เสียแต่ห้องประชุมหนาวเย็นจับใจเสียเหลือเกิน
วันที่ ๒๘ เริ่มรายการด้วยพระคุณเจ้า ซินเต้า จากไต้หวัน แสดงปาฐกถาธรรมเป็นภาษาจีน แล้วแปลเป็นอังกฤษ หากจะฟังภาษาไทยต้องใช้หูฟัง ผ่านล่ามสองต่อ
พระคุณเจ้ารูปนี้ร่วมงานกับข้าพเจ้ามาแล้วในเรื่องพุทธกับมุสลิม ทั้งที่อินโดนีเซียและฝรั่งเศส ครวนี้ท่านก็มาร่วมด้วย อย่างน่าชื่นชม ถ้อยคำของท่านนั้นนอกจากจะไปพ้นความคับแคบในทางลัทธิศาสนาแล้ว ยังเป็นการมองโลกอย่างวิเศษสุดอีกด้วย ท่านดำริในเรื่องการศึกษาเพื่อเกื้อกูลศาสนาต่างๆ ในโลก หลังจากที่ท่านได้ตั้งพิพิธภัณฑ์ทางศาสนาต่างๆ ในโลกมาแล้วที่ไต้หวัน ท่านถือว่าถ้ามนุษย์เข้าใจศาสนาต่างๆ อย่างแท้จริง ลัทธิศาสนาจักไม่เป็นตัวที่ก่อให้เกิดการรบราฆ่าฟันหรือทารุณโหดร้าย หากจะช่วยให้เข้าใจกันและกัน มีไมตรีจิตมิตรภาพต่อกัน อันจะนำไปสู่สันติสุขในโลก
หลังจากปาฐกถาแล้ว พระคุณท่านยังร่วมอภิปรายกับนักวิชาการฝรั่งอีก ๔ คน จากเยอรมัน ๒ สหรัฐ ๑ และฟิลิปินส์ ๑ ว่าด้วยการศึกษาที่จะช่วยให้เกิดสติ ในเรื่องโลกาภิวัฒน์ เดิมเขาขอให้ข้าพเจ้าร่วมอภิปรายด้วย แต่เห็นว่าขาดมุสลิมไป จึงเสนอให้เพื่อนจากอินโดนีเซียไปร่วมแทน เขาอภิปรายเรื่อง การศึกษาแบบประสันตันในอินโดนีเซีย ซึ่งมีรากมาจากพุทธ แล้วกลายมาในทางอิสลาม หากรักษาพุทธธรรมบางประการไว้อย่างน่าสนใจนัก
ช่วงบ่าย มีอภิปรายในเรื่องลัทธิศาสนา กับสื่อมวลชนในสมัยแห่งโลกาภิวัฒน์ โดยมีข้าพเจ้าเข้าร่วมด้วยกับสังฆราชบาทหลวงจากสหรัฐ และมุสลิมจากอินเดีย ที่ทำงานหนังสือพิมพ์ Bangkok Post แต่ก็ลงลึกไปไม่ได้ เพราะเวลาจำกัด มีคนเข้าร่วมหลายร้อย ทุกรายการ
ช่วงเย็นแบ่งกลุ่มย่อย (๑) ว่าด้วยการปฏิรูปลัทธิ ศาสนา (๒) ลัทธิ ศาสนากับสังคม (๓) การสนทนาวิสาสะระหว่างลัทธิ (๔) ศาสนา กับพวกหมอศาสนา และผลกระทบ
ที่ข้าพเจ้าใช้คำว่า ลัทธิศาสนานั้น แปลมาจากคำว่า Religion เสฐียรโกเศศ-นาคะประทีบ ใช้คำว่า ลัทธิ เท่านั้นเอง ดังหนังสืออันลือชื่อของท่าน ได้แก่ ลัทธิของเพื่อน นั้นแล จะแปล Religion ว่า ศาสนา กินความไม่สนิท เพราะศาสนาเป็นเรื่องของคำสั่งสอน ไม่จำเป็นต้องมีพิธีกรรม หรือความครอบงำมาเกี่ยวข้องด้วยเลย
คืนวันที่ ๒๘ พระไพศาล วิสาโล แสดงปาฐกถาเป็นภาษาไทย ว่าด้วยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสถาบันของพุทธศาสนาในเมืองไทย พระคุณท่านตั้งใจบรรยายอย่างน่ารับฟัง โดยที่ท่านเองก็เพิ่งผลิตหนังสือทางวิชาการเล่มใหม่ออกมา ชื่อว่า พุทธศาสนาในอนาคต - แนวโน้มและทางออกจากวิกฤติ
วันที่ ๒๙ เริ่มรายการโดยปาฐกถานำของ เลสเลย์ อริยราชา ซึ่งเป็นทมิฬชาวคริสต์จากลังกา ข้าพเจ้ารู้จักเขามาแต่เมื่อเขาแรกไปทำงานที่สภาคริสตจักรโลก ในนครเยนีวา เป็นเวลาสามทศวรรษมาแล้ว เขาพูดถึงความหลากหลายของลัทธิศาสนาและความเข้าใจกันและกันของลัทธิศาสนาต่างๆ ในสมัยของโลกาภิวัฒน์
ช่วงสาย อภิปรายในเรื่องที่ต่อเนื่องจากปาฐกถานำ หากแต่ละคนว่าด้วยประสบการณ์ของตน เขาขอให้ข้าพเจ้าร่วมอภิปรายด้วย
ช่วงบ่ายอภิปรายว่าด้วยลัทธิศาสนากับสงคราม เขาขอให้ข้าพเจ้าร่วมด้วยอีกตามเคย
จบรายการนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ขอลาเขากลับกรุงเทพฯ
ช่วงเย็นมีการแบ่งกลุ่มย่อยอีกตามเคย ว่าด้วย เรื่องต่างๆ ที่ค้างมาแต่เมื่อวาน
วันที่ ๓๐ เริ่มปาฐกถานำตอนเช้า โดยแม่ชีวิยุติยะ ว่าด้วยพระไตรปิฎกกับการตอบปัญหาทางสังคม ของโลกร่วมสมัย แล้วมีอภิปราย เรื่องราวของลัทธิศาสนา ในเรื่อง การฆ่าฟันและการสร้างสรรค์สันติ
การอภิปรายภาคบ่ายว่าด้วย ผู้หญิงกับศาสนธรรม แล้วจึงแบ่งกลุ่มเช่นเมื่อสองวันแรก
ตอนค่ำ สังฆราชบาทหลวงสปอนช์ ที่เคยอภิปรายร่วมกับข้าพเจ้าในเรื่อง สื่อมวลชน แสดงปาฐกถาเดี่ยว
วันที่ ๓๑ จันทรา มุซาฟาร์ จากมาเลเซีย แสดงปาฐกถานำ ว่าด้วยลัทธิศาสนากับสังคมในสมัยโลกาภิวัฒน์ ตามด้วยการอภิปราย และแบ่งกลุ่ม กลางคืน เปิดให้ว่างไว้ เผื่อจะไปเที่ยวกัน เพราะมีชาวต่างชาติมาร่วมด้วยมาก
จากนั้นก็ประชุมกันต่อไปอีก ๒ วัน นับว่าน่าสนใจที่มีคนโตๆ จากสถาบันหลักๆ ในทางลัทธิศาสนาต่างๆ มาร่วมด้วยมาก รวมทั้งตัวแทนจากศาสนสภาโลก และประธานกลุ่ม World Faith and Development Dialogue ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับธนาคารโลก
หวังว่ากิจกรรมที่ว่านี้ คงมีผลดีบ้างกระมัง นอกเหนือจากการตีพิมพ์รายงานออกมาเป็นเอกสารอีกชิ้นหนึ่ง
:yociexp54:http://www.093thailand.com/page.php?id=4