PDA

View Full Version : การปล่อยวางก็คือความสุข หัวเหยียนเซิ่นจิ้ง (อริยะภูมิแห่งโลก อวตังสกะ)


มดเอ๊ก
11-28-2007, 10:49 AM
คำธรรมะเทศนา ของ ธรรมาจารย์ซินเต้า
Author: แปลเป็นไทยโดย ปริญญา
Submitted by: webadmin (http://www.093thailand.com/users.php?m=details&id=1) Date: 2007-04-24 23:45
Comments: Ratings: http://www.093thailand.com/skins/ice/img/system/vote0.gif (http://www.093thailand.com/page.php?id=33&ratings=1)

การปล่อยวางก็คือความสุข


คำธรรมะเทศนา ของ ธรรมาจารย์ซินเต้า



แปลเป็นไทยโดย ปริญญา เอกภาพสากล



จัดพิมพ์โดย


มูลนิธิเพื่อการศึกษาหลิงจิวซาน (คิชฌกูฏคีรี)


701/205 อาคารรอยัล คัสเติล ซอย 30 ถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250


02-3194531-2 โทรสาร 02-3194533




สารบัญ


อริยะภูมิแห่งโลกหัวเหยียน (โลกแห่งอวตังสกะ)

(บทรู้แจ้ง)

ว่าด้วย .................... เรื่องกิเลส
ว่าด้วย .................... เรื่องความสุข
ว่าด้วย .................... เรื่องปัญญา (หรือปรัชญา)
ว่าด้วย .................... เหตุปัจจัย
ว่าด้วย .................... การเกิดและการดับ
ว่าด้วย .................... เพ่งพิจารณา
ว่าด้วย .................... สุญญตา
ว่าด้วย ................... การรู้แจ้ง

(บทบำเพ็ญลับ)

อรรถกถา ............ การเรียนพุทธะ
อรรถกถา ............ การบำเพ็ญ
อรรถกถา ............ การฝึกจิต
อรรถกถา ............ การบำเพ็ญเซ็น
อรรถกถา ............ การพริกความคิด

(บทมรรคผล)

เกี่ยวกับ ........... พระพุทธ พระธรรม
เกี่ยวกับ ........... ศาสนา
เกี่ยวกับ ........... อาจารย์และลูกศิษย์
เกี่ยวกับ ........... ผลบุญวาสนา
เกี่ยวกับ .......... เมตตากรุณา
เกี่ยวกับ .......... โพธิวัตร

(บทการวางตัวในสังคม)

พูดเรื่องทำงาน
พูดเรื่องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
พูดเรื่องสำนึกในตัวเอง
พูดเรื่องกฎแห่งกรรม (เหตุและผล)
พูดเรื่องปล่อยตามบุญตามกรรม
พูดเรื่องชีวิตประจำวัน
พูดเรื่องการปล่อยวาง

:yociexp28:http://www.093thailand.com/page.php?id=33&pg=1 (http://www.093thailand.com/page.php?id=33&pg=1)

มดเอ๊ก
11-28-2007, 10:51 AM
หัวเหยียนเซิ่นจิ้ง (อริยะภูมิแห่งโลก อวตังสกะ)

เหตุปัจจัย (หรือ ปฏิจจสมุปบาท) - - - - - -

ถิ่นที่แห่งนี้โบราณเรียกว่าเมืองพุทธ บนถนนเต็มไปด้วยอริยะบุคคล

หลิงจิวซาน (อินเดียเรียกว่า คิชฌกูฏคีรี) เรียกว่ากหลิงซานก็มี (หลิงซานคือ เขาศักดิ์สิทธิ์) ตั้งอยู่ทางภาคอีสานของประเทศอินเดีย เนื่องจากหินภูเขาเหมือนหัวอีแร้งจึงถูกตั้งเป็นชื่อ เป็นสถานที่สัมมาสัมพุทธเจ้า เทศนาลัทธรรม พระสูตรสำคัญของฝ่ายพุธมหายาน 2 ชุด - - - - (ลัทธรรมปุณฑาริกสูตร) และ(ปรัชญาปารมิตาสูตร) ก็ทรงเทศน์ ณ สถานที่แห่งนี้ ท้าวมหาพรหมถวายดอกไม้บูชา พระองค์ทางถือดอกไม้และยิ้มจนเกิดการถ่ายทอดธรรมฝ่าย “เซ็น”

นิกายก็เกิดขึ้นที่นี่ แม้แต่ก่อนพระพุทธเจ้าจะทรงสมภพ สถานที่แห่งนี้ก็เป็นที่ชุมนุมของเหล่ามหาอริยะเจ้าและเจ้าและภัทรบัณฑิต ในเส้นทางการเผยแพร่ธรรมะหลังจากพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เขาหลิงจิวซาน (คิชฌกูฏคีรี) เป็นสัญญาลักษณ์แห่งการเผยแพร่พุทธะธรรมฝ่ายมหายาน

ณ เมืองฟหลง ภาคอีสานของไต้หวันมีภูเขาชื่อ “อินจื่อซาน” (เขาลูกนกอินทรีย์) เป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในสานตาผู้เฒ่าผู้แก่ในท้องถิ่น ในระหว่างก้อนหินยักษ์ที่เหมือนหัวนกอีแร้งตามธรรมชาติ แต่โบราณมา นอกจาก ลิง กวาง และ นก สัตว์อื่น ๆ แล้ว ไม่ค่อยจะมีคนอยู่บนนั้นได้ เนื่องด้วยมีกลิ่นไอแห่งความศักดิ์สิทธิ์หนาแน่นในอดีตจะมีแสงสีแดงรัศมีเทพปรากฏบนภูเขาบ่อย ๆ ปัจจุบันก็ยังได้เห็นบางครั้งบาสงคราว ตั้งแต่ปลายรัชสมัย ชิง เป็นสถานที่เทพเจ้าในศาลแถวนั้นชี้แนะให้เชิญบูชาไฟ

ค.ศ. 1983 ธรรมาจารย์ (บน) ซิน (ล่าง) เต้า ค้นหาสถานที่บำเพ็ญธุดงควัตร ชื่อภูเขาได้ถูกเปลี่ยนเป็น “เหล่าหลันซาน” พบเห็นอริยะภูมิแห่งนี้ที่คลายกับเขาหลิงจิวซาน (คิชฌกูฏคีรี) ของอินเดียรู้สึกดีใจมาก จึงตั้งปณิธานในการจะทำประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ก็เริ่มจากที่นี่ และกาลนั้น
ชีวะประวัติพระอาจารย์ผู้บุกเบิก - - - - - - - (บูรพาจารย์แห่งหลิงจิวซาน ไต้หวัน)
ปณิธานของอาตมาก็คืออยู่กับความทุกข์และลำบาก เผยแพร่ธรรมะแห่งเมตตาการุณ ทำตามปณิธาน

ธรรมาจารย์ซินเต้า เกิดในครอบครัวคนทำนาในเขตภูเขาของพม่า อายุ 4 ขวบก็ลิ้มรสชาติของอนิจจัง เสียบิดา มารดาในระหว่างสงคราม ตัวก็เร่ร่อนไปกับน้าเขยเพื่อใช้ชีวิตในวัยเด็ก ตอนอายุ 9 ขวบ อยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งของพม่า ประจักษ์กับพระอรหันต์ปีนข้ามสระน้ำ ทำให้เกิดการตั้งในที่จะบำเพ็ญธรรมให้รู้แจ้งในกาลต่อมา

อายุ 15 ปี เป็นครั้งแรกที่ได้ยินพระนามของ “กวนซี่อินโพธิสัตว์” น้ำตาไหลตั้งปฏิธานเชิงลึก เริ่มต้นทานอาหารเจ อายุ 16 ปี ได้สักอักษรบนแขนว่า (ข้อมือ) “รู้แจ้งแทนคุณพระกวนอิม” “ฉันไม่สำเร็จพุทธะจะไม่เลิก” ตั้งปณิธานบำเพ็ญธรรมและโปรดสัตว์

อายุ 25 ปี ออกบวช และเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฉงหลิน อายุ 26 ปี ตัดสินใจฝึกจิตด้วยการทำธุดงควัตร เริ่มต้นปิดห้องบำเพ็ญ (นิโรธสามาบัติ) วันหนึ่ง ๆ นั่งสมาธิ 18 ชั่วโมงขึ้นไป ทางอาหารช่วงเพล 1 มื้อ กลางคืนนั่งสมาธิไม่นอนลง เพียงของให้หลุดพ้นความทุกข์ได้สุข
จากนั้นยิ่งก้าวหน้าไปในการบำเพ็ญวิริยะแบบ “บำเพ็ญระหว่างสุสาน” ตามด้วยปฏิบัติที่ วัดโบราณหยวนหมิน เขตสายธารเจียวชี และเจดีย์วงอัฐิ เขตชื่อจี่อหลุน โดยธุดงควัตร เพ่งพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รู้แจ้งในการปล่อยวางจากการตาม ช่วงที่อยู่กุฏิมายา สระหลงถัน ที่อำเภอหยีลัน ธรรมาจารย์มีอายุ 35 ปี เริ่มฝึกการบำเพ็ญปิดห้องอดอาหารที่เคร่งครัด พัฒนาพลังอีกขั้นหนึ่งของชีวิต

พุทธสถานหวูเซิน เขาหลิงจิวซาน - - - - - - -

จุดสุดท้ายของศิษย์พระพุทธ เป็นภูมิไร้เกิดของจิตเดิมแท้ (มูลลักษณ์) บำเพ็ญโพธิมรรคเพื่อสำเร็จพุทธะ ณ ที่นั้น

เพื่อการบำเพ็ญที่บริสุทธิ์ ธรรมาจารย์มาถึงถ้ำบนเขาของเมืองฟุหลง และบำเพ็ญทุกขเวทนาต่อไป ก่อนนี้และครั้งหลังอดอาหาร 2 ปีกว่า ปี ค.ศ. 1983 ก่อตั้ง “พุทธสถานหวูเซิน หลิงจิวซาน” เพื่อโปรดสัตว์ ผู้มีจิตศรัทธาทั้ง 4 ทิศ ต่างมาชุมนุม สายธรรมะจึงค่อย ๆ ขยายกว้างขึ้น

ปี ค.ศ. 1983 ก่อตั้ง “กองทุนวัฒนธรรมและการศึกษาปัญญา หลิงจิวซาน” มีเป้าหมายในการพัฒนาการศึกษาวัฒนธรรมทางศาสนาเป็นหลัก ปลายปีเดียวกันนั้น ตั้ง “ชมรมธรรมบาล หลิงจิวซาน” โดยทำแบบรับรองผู้มีบุญสัมพันธ์และส่งความรักต่อกัน เผยแพร่ความคิดเกี่ยวกับการบำเพ็ญคู่กันในทางบุญวาสนาพร้อมด้วยปัญญาหวังว่าให้ทุกคนกลายเป็นโพธิสัตว์ยินดี ปิติ สังคมขาวโลกจะได้กลมกลืนสมานฉันท์

ปี ค.ศ. 1994 ก่อตั้ง “ มูลนิธิกองทุนการกุศลหลิงจิวซาน “ ใช้ “ชีวิตบริการชีวิต ชีวิตถวายชีวิต” เป็นความคิดหลักมาเอาในใส่สรรพสัตว์ เพื่อสร้างชีวิตที่สมบูรณ์แบบแก่สรรพสัตว์ โดยการก่อสร้างสังคมที่ดีงาม และมีความสมานฉันท์ และทำให้จิตของมนุษย์บริสุทธิ์ แก้ไขความนิยมของสังคมไปในทางดีงาม ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และกิจการเอาใจใส่ชีวิตปวงชน

ในปีเดียวกัน มีพิธีก่อตั้ง “กองทุนพัฒนาพิพิธภัณฑ์ศาสนาสากล” ลงพลังในการนำใจรักกว้างของศาสนาชีวิตแห่งปัญญา มาแสดงออกในโลกอันวุ่นวายในปัจจุบัน และ เดือน 11 ปี 2001 ก่อสร้าง “พิพิธภัณฑ์ศาสนาสากล” จากนี้ไปกิจการเผยแพร่ธรรมะที่เป็นประโยชน์ปวงชน ก็ขยับขึ้นไปอีชั้นหนึ่งที่ มีหนทางสะดวกกลมกลืนของโพธิสัตว์มรรค


กิจการปณิธานหลัก - - - - - - - - -

ชีวิตถวายชีวิต ชีวิตบริการชีวิต

การเผยแพร่ธรรมะและการศึกษาเป็นงานหลัก 2 อย่างขององค์กรพุทธศาสนาหลิงจิวซาน โดยใช้ “ชีวิตเซ็น” เพื่อการศึกษาเป็นเป้าหมายของธรรมาจารย์ซินเต้า ลาเจตนารมย์ก่อสร้างและพัฒนากิจการทั้งมวล ก็คือทำให้ยุ่งเข้ากับชีวิตประจำวัน เข้ากับจิตเดิมของมนุษย์ในการเผยแพร่ธรรมะและการศึกษา กระจายหลักธรรม “ชีวิตคือร่างที่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว” เพื่อสร้างจิตสำนักในการรักษาสิ่งแวดล้อมและชีวะลักษณ์ในจิตวิญญาณของคนสมัยใหม่ โดยให้สัจธรรมผสมอยู่ในชีวิตประจำวัน สืบทอดไปในชาติอนาคต

กิจการปณิธานหลักของหลิงซาน

1. พิพิธภัณฑ์ศาสนาสากล
มีวัตถุที่ประสงค์ในการสร้างหอพิพิธภัณฑ์ คือ “ให้เกียรติทุกความเชื่อถือ ยอมรับทุก ๆ ชนชาติมีในรักกว้างต่อทุก ๆ ชีวิต” อาศัยฝ่ายวิทยาศาสตร์ การเทคนิค การส่อสาร การศึกษา
ทำกิจการพักผ่อนให้ชาวโลกรู้จักความหมายของชีวิต ให้เกิดความสำคัญร่วม ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในการเอาใจใส่และเสียสละต่อผู้อื่น

ที่นี่เป็นหอพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของโลก ที่ใช้ความคิดรวบรวมศาสนา วัฒนธรรมและศิลปะในการแสงนิทัศกรรม ให้โอกาสชาวโลกในการรู้จักศาสนาต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกัน ให้พวกเรามีโอกาสรู้จักและสัมผัสความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับศาสนา เพื่อคัดลอกสิ่งที่ตนจะนับถือศรัทธาทั้งชีวิต

2. โครงการ “หัวเหยียนเซิ่นซาน” (อริยะคีรีแห่ง อวตังสกะ)
ใช้ปัญญา(หรือปรัชญา)เป็นพื้นฐาน นำธรรมะตรียานมารวมเป็นหนึ่ง (เอกยาน) หวังจะทำให้สายธรรมของพระพุทธเจ่ามีการถ่ายทอดเผยแพร่ตลอดกาลอย่างถาวร จนสร้างสำเร็จอริยะ
คีรีแห่งจิตวิญญาณสำหรับ “บรรลุพุทธโดยเหตุปัจจัย” (หรือสำเร็จพุทธโดยปฏิจจสมุปบาท) ซึ่งโปรดให้ปวงชนมาไว้พระ เรียนธรรม ทำจิตให้บริสุทธิ์ และฝ่านกการบำเพ็ญในเขตสวนบำเพ็ญทางศาสนา ซึ่งเป็นรูปธรรม

3. การศึกษาพุทธะธรรม
ถือหลักสำคัญในโพธิจิตเป็นเหตุ และบำเพ็ญเซ็น กราบไหว้อริยะเจ้า ธรรมพิธี ใส่ใจชีวิตเป็นปัจจัยนำพุทธะธรรมและชีวิตมาผสมกัน นำพาปวงชนใช้พลังที่รู้แจ้งในตนมาใช้ในการทำประโยชน์แก่สรรพสัตว์ ซึ่งเป็นพลังงานแห่งปณิธาน หลิงจิวซานในปัจจุบัน นอกจาก “หวูเซินเต้าฉาง” (พุทธสถานไร้เกิด) แล้ว ในประเทศและต่างประเทศเมืองต่าง ๆ ยังมีศูนย์ หรือวิหารเทศนาธรรม เพื่อดำเนินการเผยแพร่ธรรมะและทำประโยชน์ต่อปวงชน อนึ่ง เรายังก้าวต่อไป ยังพยายามเผยแพร่ข่าวดี เกี่ยวกับชีวิตไปในทุกมุมของโลก

:yociexp12:http://www.093thailand.com/page.php?id=33&pg=2

มดเอ๊ก
11-28-2007, 10:53 AM
บทรู้แจ้ง
คิดสักหน่อย ดูสักหน่อย
ที่แท้กิจการชาวโลกหลาย ๆ อย่างทำให้เรากลุ้มใน
ล้วนสามารถปล่อยให้ระเหยไป ตื่นตัว รู้แจ้ง โดยไม่เปื้อนราคี

ว่าด้วย ........................ เรื่องกิเลส
กิเลสมาจากการแยกแยะแบ่งแยก
รู้จักบุกรู้จักถอย กิเลสก็น้อยลง
ทำไม่เกิดมากิเลสในชีวิตประจำวันล่ะ เพราะไม่ได้ใช้พุทธะธรรมกับชีวิต
เมื่อเวลาเรารู้สึกเห็นแก่ตัว ก็เป็นเวลาที่เรามีทุกข์ที่สุข
ความทุกข์ที่ใหญ่สุดคือไม่มีกิเลส
เวลามีกิเลสเกิด จะให้มันหายในทันทีได้ไหม ?
จิตเราเหมือนขังนกไว้หลายตัว พอเปิดกรงขังกิเลสก็ระเหยไป สำหรับผู้บำเพ็ญกิเลสไม่เพิ่ม ไม่ลด
ใช้จิตที่สงบหันหน้าต่อเรื่องวุ่นวาย
ตัดขาดซึ่งกิเลส หลุดการเวียนว่ายตายเกิด
กิเลสที่เกิดแล้วให้มันผ่านไป ที่ยังไม่เกิดอย่าให้มันเกิด
กิเลสเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา วัฏฏสงสารเป็นฐานทัพของนิพพาน

ว่าด้วย ....................... เรื่องความสุข
ความสุขหรือความเศร้า ล้วนเป็นเรื่องเวทนา (ความรู้สึกทางอารมณ์)
คนที่มีจิตหมุนตามสิ่งแวดล้อม ไม่มีทางควบคุมสิ่งแวดล้อม พวกเราควรรู้ว่า สิ่งแวดล้อมควบคุมไม่อยู่ มันเป็นเรื่องอนิจัง เมื่อเข้าใจแล้ว จึงไม่ความสุขความสงบสุขที่แท้จริง
ความสุขที่แท้จริงมีเพียงอุเบกขา (เสียสละ) (ปล่อยวาง) คือให้เราสร้างบางสิ่งจากการปล่อยวาง
ความสุขไม่เคยมาจากการสร้างกิเลส (ไม่สร้างกิเลสจึงมีความสุข)
ชีวิตที่เรียบง่ายเป็นสิ่งมีความสุขที่สุดไม่มีอะไรที่สุขเท่าความอยู่อย่างเรียบง่าย(ตาธรรมชาติ)
ค้นพบสัจธรรมของจักรวาลเป็นสิ่งที่มีความสุขที่สุข
สัจธรรมเป็นความสุข ห่างจากความทุกข์ สันติสงบ หลุดพ้น มีความถาวรในกาลนาน
มีชีวิตประจำวันที่แท้จริง (เรียบง่าย) คือความสุข

ว่าด้วย ...................... เรื่องปัญญา
ปัญญาคือใช้ในการชำระกิเลส
“หุ้ย” (ปัญญาในส่วนฉลาด) - - - - - - - - - - โต้วาทีธรรมะ (แยกแยะผิดถูก) รู้แจ้ง ผสมกลมกลืน ข้ามพ้นไป
“จื้อ” (ปัญญาในส่วนอัจฉริยะ) จะทำให้เรามีจิตที่บริสุทธิ์และหลุดพ้น
ในชีวิตประจำวันให้รู้แจ้งและเตือนจิตให้รูถึงแสงสว่างของปัญญา ชำระอวิชชา
อริยบุคคลคือผู้ทีมีความนึกคิดทะลุปรุโปร่ง เหนือชั้นกว่าผู้อื่น และมองกาลไกล
ผู้ที่คิดแต่เรื่องตัวเอง มีจิตใจคับแคบ ผู้มีปัญญาสุขมีชีวิตที่ขอบเขตกว้างขวาง เพราะท่านยอมรับผู้อื่นทุกคนชอบใกล้ชิดท่าน อริยะบุคคลจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกปลอดภัยและสงบ
อริยะบุคคลไร้ซึ่งความยึดติดและมิจฉามโน (คิดเรื่อยเปื่อย) สิ่งที่เห็นล้วนแสดงออกมาจากปัญญา
ใช้ปัญญาพบปะผู้อื่น ไม่ได้ไม่เสีย ไม่ดี ไม่ชั่ว สร้างมนุษย์สัมพันธ์โดยไม่มีอุปสรรค์
ใช้ปัญญาเข้ากลุ่มกับผู้อื่น แต่ไม่ใช่สร้างพรรค สร้างพวก
ถ้าเธอยิ่งไม่ถือสา ทุกสิ่งย่อมมาเป็นของเธอ ถ้าเธอยิ่งถือสา ทุกสิ่งก็จะไม่เป็นของเธอ
จิตานั้นเป็นพระเอกในการสร้างคงวามทุกข์ – ความสุข ความดี – ความชั่ว แต่ก็สามารถสร้างปัญญาและบุญวาสนา
การเริ่มต้นที่ผิดและการตั้งจิตที่ผิดเป็นบ่อเกิดแห่งอุปสรรค์ทางปัญญา
นโยบาย “รู้เขา รู้เรา” เวลาจะใช้นโยบายนี้ ต้องกำราบจิตตัวเองก่อน ให้ทางปัญญาบรรลุจุดมุ่งหมาย
เวลาฟังผู้อื่นพูดให้ฟังความคิดความอ่านของเขา สิ่งที่ดีสุดเอามาใช้ ถ้าถือตัวตนเกินไปก็หล้าสมัย
ดูดซึมความรู้ของผู้อื่น มากลายเป็นความรู้ของตนเอง
ถึงแม้บางครั้งจะมีโอกาสเรียนรู้ แต่เนื่องจากจิตใจที่เรียนรู้และทุกคนย่อมมีความคิดต่างกัน การเปิดกว้างไม่เพียงพอ จะทำให้หลงได้ ไม่รู้จักข้ามพ้นและหลุดพ้น
การถือท่อมมหากรุณธารณีจะทำให้เราข้ามอุปสรรค์และหลุดพ้น เพื่อเติมปัญญา
ผู้บำเพ็ญไม่มีอะไร มีเพียงถวายเมตตากรุณา ปัญญา
พวกเราควรบูชาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มองสรรพสัตว์ล้วนเป็นผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว จะมีปัญญาเพิ่ม

ว่าด้วย ........................... เหตุปัจจัย
ธรรมะแห่งเหตุปัจจัยดั่งเช่นสายธารน้ำไหล มีน้ำไม่หยุด ไหลไปไม่หยุด เหตุปัจจัยเหมือนควันหมอกไม่แท้
เหตุปัจจัยเหมือน ฝัน มายา ฟองน้ำ เงา โปรดอย่างหมุนตามความดี ความชั่ว มองทะลุ และปล่อยวางมัน
ทุก ๆ ปัจจัยต้องเหมือนผ่านด่าน ต้องใช้การรู้แจ้งไปเบิกทาง
พลังงานของการรู้แจ้งมาจากปัจจัยต่าง ๆ
เหตุปัจจัยที่ดีหรือชั่วล้วนสร้างด้วยตัวเองเรา
ปัญญาทั้งหลายมาจากเหตุปัจจัยทั้งหลาย
การรู้แจ้งเห็นจริงต้องมีเหตุปัจจัย เหตุปัจจัยมาจากการให้ทาน มีธรรมทาน ก็ได้เหตุปัจจัยนั้น
ถึงแม้ไม่ไก้ห่างจากทุกแห่ง แต่สามารถปล่อยวางอิสสระในทุกแห่ง เพราะว่าเหตุปัจจัยเป็นสุญญตา
ส่งเสริมเหตุปัจจัยที่ดีงาม ในสุญญตาลักษณ์
ทำงานในที่เกี่ยวกับสุญญตาและรู้แจ้งอยู่ในการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างของเหตุปัจจัย
จิตวิญญาณเหมือนแหนเล็กลอยอยู่บนปัจจัย (เหมือนแหนเล็กลอยน้ำ)
ปัจจัยถ้าไม่มีจิตก็ไม่มีหลัก

ว่าด้วย ................................ การเกิด การดับ
ชีวิตเหมือนร่องรอยบนน้ำ
การเกิด การตาย เหมือนคลื่น ไม่ว่าจะเกิด ดับ อย่างไร ธาตุแท้ยังเป็นน้ำทะเลอยู่ดี
ความถาวรอมตะก็อยู่ในชีวิตวัฏฏสงสาร
การท่องเที่ยวแห่งชีวิตเราถ้าอยู่อย่างที่แน่นอนก็ทะลุพ้นไป คือว่าอยู่อย่างแน่นอนก็คือยึดถือเป็นของตน
อย่าสนในเงามายาในชีวิตประจำวัน
การกำราบจิตของตัวเองคือต้องวิเคราะห์ ดูเวลาเกิดและเวลาดับต้องดูให้ชัดเจน
ถ้าไม่ชัดเจนก็จะเกิดความสับสนหลาไหลในการเวียนว่ายตาย เกิด
รู้แจ้งว่า ทุกสิ่งเป็นสุญญาตา (ว่างเปล่า) ไม่มีอาวรณ์ (ไร้อุปสรรค์) จิตเกิดธรรมก็เกิด จิตดับธรรมก็ดับ
ในระหว่างเกิด – ดับ ให้เข้าใจหลักธรรมของไม่เกิด ไม่ดับ
ใช้ปรัชชญาปารมิตาสูตร (จินกังจิน) เป็นวิธีแก้วไข การเริ่มก็คือผล ได้ผลคือการเริ่ม

ว่าด้วย ................................. เพิ่งพิจารณา
ต้องเพ่งพิจารณาความนึกคิดของตนมี ขันติ (อดทน) เมตา กรุณา ต้องเพ่งเวลาเกิดความนึกคิด
เพิ่งพิจารณามีความหมายว่า วินิจฉัย
การเรียนธรรมไม่ใช้จะหวังอะไรบางอย่าง เพียงไปเข้าใจความจริง เข้าใจไร้ลักษณ์ เพ่งทุกสิ่ง ทุกสิ่งเรียบง่ายเป็นธรรมชาติ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
บำเพ็ญปรัชญาปารมิตาเชิงลึก ส่วนมากมาจากการเพิ่งพิจารณา จนเข้าไปในสัตยลักษณ์ปารมี
ญาณสมาธิคือการหยุด ปัญญาคือการเพ่ง หยุด และเพ่ง-ฌาน และปัญญาเป็นวิธีการ จุดหมายคือทำให้เราได้รวมเป็นจิตเดียวจนถึงสัตยภูมิ
ในชีวิตประจำวันทำนิโรธสมาบัติ ในสิ่งเคลื่อนไหวให้วินิจฉัย ให้เพ่งพิจารณา
เพ่งกาย ใจ ของตนบ่อย ๆ เพ่งการหายใจ เพ่งทุกสิ่งอนิจจังเป็นมายา
จิตนึกคิดต่าง ๆ คือธรรมลักษณ์ ห่างจากแบ่งแยก แยกแยะของจิตภายใน
การมีอัตตา เป็นศัตรูของผู้บำเพ็ญฝ่ายมาหายานที่ใหญ่สุด
ตั้งอยู่ในฉับพลัน ก็คือหน้าตาเดิมแท้ของตน กายาจะอยู่หรือไม่ ไม่เกี่ยวกับจิต เพราะร่างกายเพียงเป็นแขกผู้ผ่านทาง
สำหรับผู้บำเพ็ญธรรมให้ละกามฉันทะ การไม่มีอัตตาเป็นความเห็นหรือทิฐิที่ถูกต้องในการกำราบตัวเอง
ต้องแยกจากรูปลักษณ์ (รูปธรรม) จึงจะกำราบตัวเองได้
ถ้าไม่สามารถเข้าบ้านสัตยลักษณ์ก็ต้องทนทุกข์ต่อกิเลสอยู่นอกล้าน รับลมหนาวของมิจฉามโน
เห็นเหมือนไม่เห็นคือการให้ทานที่ไม่ยึดรูปลักษณ์ (ทานหมายถึงปล่อยวาง)
อภัยลักษณ์คือ พลังฌานสมาธิ พลังปัญญา
ขยันวิริยะต่อเป้าหมายหลักธรรมของเรา จะมีนาทีที่จะเข้าสู่สัตยธาตุ
ให้ความคิดนำเข้าไร้กังวล ไร้จิตวุ่น สัมมาทิฐิ สัมมาโพธิ สัมมาปฏิปทา (เห็นถูก รู้ถูก ทำถูก)
ถ้าจะสื่อสัมพันธ์กับเต๋า(พุทธธรรม) ต้องเป็นคนเปิดเผยและทำจริง
ผลงานในการบำเพ็ญต้องทำจริงและค้นคว้าตลอดกาล
เพ่งพิจารณาการใช้จิตแบบไม่ยึดติด มีกิจธุระก็เหมือนคนว่าง ๆ
เรื่องทางโลกิยะก็เหมือนไม่มีเรื่อง
ธรรมกาย สัมโภคกาย เนรมิตกาย ที่ใช้ประโยชน์ ไม่ถูกกำหนดกาละเทสะ
“ตถาคตาครรภ์) เต็มไปด้วยธาตุลักษณ์ แตกต่าง เหตุปัจจัยต่าง ๆ เป็นคลังแห่งที่สะสมปัญญา

ว่าด้วย .............................. สุญญตา (ว่างเปล่า)
อนิจจังคือสุญญตา ชำระกิเลสของการ “มี” ให้หลุดพ้นโดยสุญญตา
จะหลุดพ้นอย่างไรในระหว่าง “มี” และ “ว่าง” คือเพ่งว่า รูปคือสุญญา (ว่าง) สุญญตา (ว่าง) คือรูป
ใช้การรู้แจ้งไปรับรู้สุญญตา(ว่าง) รู้สุญญตาในแผนภูมิชีวิตประจำวัน
การปฏิบัติสุญญตาคือปฏิบัติสุญญตาในสังขตธรรม (ภวธรรม)
ทำอะไรก็ไม่ห่างสัมมาสติ - - - สุญญตา เหตุและผลกรรม เมตา กรุณา มุตฑิตา อุเบกขา ทุก ๆ ความคิดแห่งพุทธะธรรมของทำจริง รับรู้ประสบการณ์จริง
เนรมิตทุกสิ่งจากมายาอสมภพ (ไร้เกิด) ก็จะมีมรรคผลในการเข้าสู่นิพพาน
ไตรธรรมลักษณ์ - - - - - สุญญตา ไร้กระทำ ไร้นึกคิด นอกจากนี้ล้วนเรียกว่ามิตฉาทิฐิ อวิชชา
การเห็น การฟัง การรู้แจ้ง การรับรู้ ล้วนเป็นสุญญตา
สมาธิคือการเข้าฌาน จิตรวมกับสุญญา คือสุญญตาสมาธิ
ปัญญาเกิดจากการรับรู้ของนึกคิด เป็นไร้สรรพสิ่ง เป็นสุญญตา เอกลักษณ์ เสมอภาพ
สรรพธรรมไร้ตัวตัน - - - - ทุกแห่งอนิจจังไม่เกิดโลภ โกรธ หลง ที่จิต ทุกอย่างเป็นมายา ว่าง จะลำบากอะไร
อยู่ในสังขตธรรม (ภวธรรม) จุดไฟแห่ง สุญญตาลักษณ์
พุทธลักษณ์ (จิตเดิมแท้) ไม่ได้อาศัยสิ่งใดตั้งอยู่ของมันเอง
การมีอยู่ของพวกเรายืนยันการดับสูญ ยืนยันสุญญตา
สัตยตถาคตคือหนึ่งไม่มีสอง ไม่เป็นสองคือสุญญตา ไม่เป็นสองคือชีวิตที่เป็นตถาคตา
การใช้คำว่า “ผู้ไว้และผู้ถูกไว้ล้วนสุญญตาลักษณ์” มาทำสำนึกบาป จะทำให้ป่วยไข้หายไว
ต้องทำให้รู้แจ้งตลอดเวลา ถ้าทำถูกทาง ก็จะมองทุกสิ่งสุญญตา ถ้าทำผิดทาง “ว่าง” จะกลายเป็น “มี”
จิตลักษณ์ถือสุญญตาเป็นมูลฐาน ถ้าเข้าใจก็จะเข้าใจสรรพสิ่ง
ทุก ๆ แห่งบริสุทธิ์และรู้แจ้งไม่ยึดติด จะรู้จักหน้าตาของจิตเดิม เพ่งพิจารณาให้รู้ทุกสิ่งล้วนว่างสงบ
ปล่อยให้จิตมาอย่างสุญญตา ไปอย่างสุญญตา ก็จะไม่มีอาวรณ์ (อุปสรรค)
สัตยลักษณ์ - - - - โลกแห่งจิตเดิมแท้ แสงสว่างไร้อุปสรรค เห็นสรรพธรรมมีสุญญตาลักษณ์ ไม่ยึดสุญญตา
ในสุญญตาลักษณ์ไม่มีปรากฏการใด ๆ ที่จะไม่มา เรียนรู้ในการสงบจิตด้วย “สุญญตา” (ว่างเปล่า)

ว่าด้วย ............................ รู้แจ้งเห็นจริง
ในภวลักษณ์ให้รู้แจ้ง นิรลักษณ์
ให้การรู้แจ้งอารมณ์เบิกบานไม่ยึดติดสิ่งใด
พุทธะธรรมที่แท้จริงคือการรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมที่มีหลักธรรม
“ทุกข์” เป็นอาจารย์ในการทำให้เรารู้แจ้ง ชีวิตประจำวันคือบำเพ็ญธรรม
ถ้าไม่ภาวนา “โพธิจิต” ก็ไม่มีเม็ดพันธ์ (พีชะ) แห่งการรู้แจ้ง
ปฏิบัติธรรมตามแบบรู้แจ้ง มีชีวิตอย่างรู้กฎแห่งกรรม (เหตุและผลกรรม)
สำหรับผู้รู้แจ้งแล้ว สรรพสิ่งในจักรวาบบ้วนเป็นปัญญา สำหรับผู้ยังมีรู้แจ้งสรรพสิ่งของจักรวาลล้วนเป็นกิเลส
ก่อนรู้แจ้ง เธอเป็นของเหตุปัจจัย เธอไม่เป็นเธอ หลบังรู้แจ้ง เธอก็ไม่เป็นของใครหรือสิ่งใด
ไม่ว่าจะทำสิ่งให้ไม่ห่างจาก “รู้ทั้งปวง”
การรู้แจ้งไร้ขอบเขตไร้จำกัด เมื่อความรู้สึกไปถึงก็เป็นที่แห่งการหลุดพ้นไร้อาวรณ์
ไม่ว่าจะทำสิ่งใดก็ไม่ห่างจาก “รู้ทั้งปวง”
ในเวลางานยุ่ง ถือปลักสำคัญที่รู้แจ้ง ให้รู้แจ้งในระหว่างโต้แย้งกันกับคนอื่น ๆ
คนเราอย่างคิดที่จะอาศัยใคร มีเพียงถิ่นที่รู้แจ้งเป็นสถานที่ไว้ในได้เท่านั้น
เนื้อนาบุญที่ใหญ่สุดของชีวิตคือมีชีวิต ชีวิตคือที่จะรู้แจ้ง
ทำอย่างไรจึงเป็นนายเรือที่พึ่งของตน - - - จะได้บังคับเรืออย่างถูกต้องของการรู้แจ้ง
การรู้แจ้งเป็นการสะสมหยุดน้ำเล็ก ๆ อย่างเอาใจใส่ อย่าปล่อยให้ชีวิตสูญเปล่า
จิตเราถ้าไม่ยอมตื่น หนึ่งวัน หนึ่งปี แม่ทั้งชีวิตก็ไม่ยอมตื่น (จากมายาเหมือนฝัน)
ชีวิตคือเสียวหนึ่งในการนึกคิดของความคิดความอ่าน
ในชีวิตเราที่ผ่านไปนึกจะกำอะไรให้อยู่มือ ไม่ให้มันสูญไป จึงคิดจะเรียนธรรมะ
หอพิพิธภัณฑ์ทีสร้างจากน้ำแข็ง หมายถึงมโหรสพ ความคิดสร้างสรรค์ การแสดงออกทุกสิ่งที่แสดงรู้สึกไม่มีรูปธรรมคงทน การท่องเที่ยวของชีวิตก็เช่นกานกับการสลักน้ำแข็ง ถึงแม้จะสางความฝันมากมายที่ดีงามแล้ว แต่ไม่ว่าดีหรือชั่ว สุดท้ายก็สูญไป ทางโลกิยะทุกสิ่งมีกังวลว่าจะได้หรือจะเสีย
ห่างจากการยึดติดความอยาก จิตเดิมแท้ก็จะสว่างไสว
ใช้กฎแห่งกรรมเป็นการต่อยอดของปัญญา ให้ธาตุลักษณ์ของธรรมภูมิเป็นการส่องทางสัมมาสัมโพธิ
ทำอย่างไรจะตั้งอยู่บนเขาของหอยทาก (เปรียบโบกิยะธรรม) เพราะมีโลกิยะธรรมจึงรู้ประโยชน์โลกุตระธรรม
ให้ความนึกคิดตั้งในโลกิยะธรรมโดยไม่มีโลกุตรธรรม
การรู้แบบโลกเป็นเรื่องสั้น ๆ มีการเปลี่ยนแปลงตลอด ตอนยังไม่รู้แจ้งถืออนิจจังเป็นทุกข์เมื่อบรรลุก็เป็นสุข

:yociexp17:http://www.093thailand.com/page.php?id=33&pg=3 (http://www.093thailand.com/page.php?id=33&pg=3)

มดเอ๊ก
11-28-2007, 10:56 AM
บทบำเพ็ญลับ

ตรึกตรองสำนึกอยู่ในใจ และมองตรงข้ามในการปฏิบัติ
ในระหว่างบุคคลอื่นกับตนเองให้ขอพึ่งตัวเอง
ถ้าสามารถควบคุมตัวเอง ทำจิตของตนให้มีเสมอภาพ ก็คือบำเพ็ญธรรม

อรรถกถา ....................... การเรียนพุทธะ
ในชีวิตประจำวัน จะมองออกง่ายที่สุดว่าการเรียนพุทธะเรียนไปถึงไหน
การเรียนพุทธะถ้าเรียนพุทธะ เพียงความคิดรู้อนิจจังของชาวโลก พุทธะธรรมที่แท้จริงต้องรู้แจ้งสัจธรรมแบบมีสติ
ชีวิตคนเราต้องรับความเป็นจริงของความสุขและความทุกข์ - - - - ถูกทำร้ายและได้อบอุ่น การเรียนพุทธะสามารถสร้างความสมดุลให้สองอย่างนี้
การเรียนพุทธะถ้าไม่รู้แจ้งเห็นจริงก็เป็นชีวิตที่แบกสัมภาระอย่างเหน็ดเหนื่อย
การเรียนพุทธะที่รู้แจ้งคือนำสิ่งที่ตนเรียนรู้มาจากพุทธะธรรมเผยแพร่ให้ผู้อื่น ทุกคนเป็นผู้ลือธรรมหรือนักเผยแพร่ศาสนาพุทธ และเริ่มเรียนจากไตรสรณะและศีล 5
การเรียนพุทธะถ้าทำแต่ในศาลเจ้าในวัดหรือในป่าเขาเป็นการชั่วคราว ต้องลงทุนทำในตัวบุคคลทั่วไปจึงเป็นกิจถาวร
พระพุทธกับพวกเรามีความสัมพันธ์ที่ธรรมดามาก
การเรียนพุทธะต้องทำแบบผสมกับชีวิตประจำวัน อย่าทำเป็นเรื่องอริยะสูงส่ง มิฉะนั้นจะทำให้คนอื่นรู้สึกว่ามีนสูงเกิดกว่าที่จะเข้าถึง
การเรียนพุทธะเป็นกิจการที่ต้องวินิจฉัย วินิจฉัยทุกสิ่งของโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเรามีกิเลสเป็นทุกข์ แต่เพราะพวกมันเป็นของไม่ถาวรคงทน เป็นของจอมปลอม สิ่งที่พวกเรามีนั้น เป็นของที่แตกสลายได้ไม่คงทน
การเรียนพุทธะคือการเรียนรู้ให้มองทะลุ ให้ปล่อยวาง
การเรียนพุทธะต้องเรียนอย่างชาญฉลาด การค้าที่ขาดทุนไม่ทำ เวลาที่พวกเราเกิดโลภโกรธ หลง ส่วนมากก็จะขาดทุน
การเรียนพุทธะสิ่งสำคัญคือทิฐิ (ความคิดเห็น) (สัมมา) ทิฐิจะนำพาพวกเราข้ามพ้น โลภ โกรธ หลง
ประสบการณ์ชีวิตคือการเรียนพุทธะ
การเรียนพุทธะ สมองต้องอย่าเหมือนถังขยะ ต้องเหมือนน้ำยาทำความสะอาด
การเรียนพุทธะต้องตีให้แตกในรูปลักษณ์ของปรากฏการ ต้องห่างจากรูปลักษณ์ จึงสามารถหลุดพ้นถ้าไม่ลงมือจากสุญญตาก็ไม่หลุดพ้น
การเรียนพุทธะคือรู้แจ้งสุญญตา
การเรียนพุทธะคือการพริกความสึกของเราให้เป็นสัมมาโพธิ
การเรียนพุทธะให้จับแต่อักษร “เจี้ย” (โพธิ)
การเรียนพุทธะต้องเรียนรู้ทำอย่างไรจึงพ้นทุกข์ได้สุข มองเห็นสุญญตา
การเรียนพุทธะต้องเจออุปสรรค์ต่าง ๆ และเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่ว่ากันว่า “ผ่านกิจฝึกจิต” จึงจะรู้แจ้ง นี่คือธรรมะ
การเรียนพุทธะต้องมีความสามารถแยกแยะดี ชั่ว
ขั้นตอนการเรียนพุทธะไม่ควรหลอกผู้อื่นและตัวเอง (ไม่หลอกลวงเราหรือเขา)
การเรียนพุทธะต้องนำจิตเข้าสู่เวทนาของการมีอิสระและหลุดพ้น
การเรียนพุทธะคือการเรียนรู้มีสติและทำประโยชน์ให้ผู้อื่น
การเรียนพุทธะต้องนำตนให้จนตรอกแล้วเกิดใหม่ อย่าไปมองข้างซ้าย ข้างขวา
การเรียนพุทธะต้องเรียนรู้ความตั้งใจ ปรับปรุงตัวเอง ไม่ท้อถอย ไปตรง ๆ อย่างขยัน (วิริยะ)
การเรียนพุทธะให้จิตใจเหมือนตายใจ จะได้มากกว่าการบำเพ็ญให้ทำเป็นตายใจ นึกแต่จะโปรดสัตว์
เมื่อเจอสิ่งที่เป็นอุปสรรคหรือลูกศิษย์ท้อถอยจนเราท้อใจ ต้องคิดว่า “เราไม่ทำให้ใครทำ เราต้องทำแน่”
สิ่งที่ธรรมดาที่สุดคือสิ่งที่อัศจรรย์ที่สุด การเรียนพุทธะจนรู้สึกกลังไปอย่างธรรมชาติก็คือเข้าประตูแรกของฝ่ายพุทธะแล้ว การที่กลับสู่ธรรมชาติก็คือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่แห่งการเรียนพุทธะ
การเรียนพุทธะต้องทำให้เข้าใจดีทำให้ใช้ประโยชน์ได้
คิดจะทำทุกสิ่งให้ถูกต้อง ต้องเรียนพุทธะให้ดี
ทำอย่างไรจึงจะเปลี่ยนความรู้สึกของตน (เวทนา) คือเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กในตัวเอง
การเรียนพุทธะถ้าความเชื่อมั่นยังไม่พอ ให้เริ่มจากการไหว้พระ ถ้าคิดมากก็ท่อมนตร์ การทำวัตรเช้า วัตรเย็นทำหเรารู้ตัวว่าเรียนพุทธะต้องขยัน
การถือศีล 5 คือการสร้างคุณวุฒิมนุษย์สำหรับเรียนพุทธะ

อรรถกถา ........................ การบำเพ็ญธรรม
อะไรคือการบำเพ็ญธรรม ก็คือทำให้ความเคยชินที่ไม่ดีของตนให้แตกสลาย ทำจิตของตนให้มีเสมอภาพ
การบำเพ็ญคือทำสงคราม โดยการทำจิตตนให้กำราบ
บำเพ็ญธรรมคือการทำสงครามกับตัวเองทุกวัน มองให้ชัดเจน ทำตัวเป็นนักปฏิบัติธรรมที่ไร้ราคี
กำบำเพ็ญคือการปล่อยให้ภูมิภพผ่านพ้นไป เรื่องที่เกิดขึ้นในทุกนาทีวินาทีให้สูญไป
สังคมโลกคือ พุทธสาถานสำหรับการบำเพ็ญ
นักบำเพ็ญต้องมีความสามารถในการ รู้แจ้งด้วยตัวเอง รักษาด้วยตัวเอง ริเริ่มด้วยตัวเอง
ใช้ความรู้สึกไปจนถึงจุดบำเพ็ญตน
การบำเพ็ญคือการวางจิตให้สงบ
การบำเพ็ญที่สำคัญที่สุด คือกำราบจิตตัวเอง
ถ้าสามารถทำจิตของตนให้มั่นคงในระหว่างมีอุปสรรคจากมาร การบำเพ็ญก็จะก้าวหน้า เพราะมารอาวรณ์เป็นปัจจัยช่วยในการทำให้จิตแข็งแกร่งอลังการ
วิธีบำเพ็ญโดยทั่วไปคือ นำฌานสาธิตและปัญญามาผสมผสานกนเป็นหนึ่งเดียว
ถือศีล ....................... จิตรัก (เมตรา – กรุณา) ไม่ขาดสาย ปัญญาไม่ทอดถอย
จุดมุ่งหมายของการบำเพ็ญคือ ให้ไปถึง “เอกสัตยะ” (จริงแท้เป็นหนึ่ง) “เอกลักษณ์” (ธาตุแท้เป็นหนึ่งเดียว) เอกตถาคตา เอกธรรมภูมิ ฌานสาธิและปัญญาไม่เป็นสอง ไร้บำเพ็ญไร้รู้แจ้ง
มีวิธีบำเพ็ญ 3 อย่าง - - - ข้อ 1 ฝึกสมาธิจากอายตนะทางตา ข้อ 2 ฝึกฌานสมาธิจากอายตนทางหู ข้อ 3 ฝึกฌานสมาธิจากทางจิต บำเพ็ญ 3 แบบนี้จะได้ความสำเร็จ ได้มหาอิสระ มหาวิมุติ (หลุดพ้น)
การบำเพ็ญทางตา ผู้บำเพ็ญจะมีแววตาสงบนิ่ง ศิริมงคล ลมปรานแน่นิ่งอารมณ์สงบ ถึงแม้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่สลับสับซ้อน แววตาต้องมองภายใน มีแววดี ไม่หลอกแหลก ไม่ริ่วไปมา ไม่ใช่พอปิดตาก็เพียงพอ ฉะนั้นต้องฝึกตาอยู่เสมอ ตากับจิตต้องเป็นหนึ่ง ผู้เรียนทางเซ็นแววตาไม่ควารหวอกแหวก
การบำเพ็ญทางจิต “ต้องแยกแยะสัตยลักษณ์ของธรรมทั้งหลาย โดยอริยะสัจไม่หวั่นไว” นี่คือการบำเพ็ญเพ่งพิจารณาทางจิต ทำไมไม่หวั่นไหวในอริยะสัจ เพราะรู้ว่าเนื้อแท้คือสุญญตา เมื่อจิตเกิดโลภ โกรธ หลง มานะ สงสัย นี่เป็นธรรมลักษณ์ เมื่อเห็นธรรมลักษณ์นี้ก็เห็นอริยะสัจ ธรรมทั้งหลายมีสัตย์ที่คงทนไม่เคลื่อนไหว คือได้ “หวูเซินยื่น” (ธรรมแห่งการไร้เกิด)
หวูเซินฟะ (ธรรมไร้เกิด) เป็นการเห็นมรรค หวูเซินยื่น (ปัญญาธรรมไร้เกิด) เป็นจิตที่สามารถหลุดพ้นเวียนว่ายตายเกิด ความเข้าใจขิงจิตมโนทั้งปวง จะมองเห็นส่วนแตกต่างของชีวิตประจำวัน ดีชั่ว ถูก ผิด รวย จน มีเกียรติ-ไร้เกียรติ ที่แตกต่างกัน ล้วนไม่เคลื่อนไหวในอริยะสัจ เรียนว่า “บำเพ็ญตถาคตา” เอกจิตสยบสรรพสิ่ง อยู่แต่ในสภาวะสัตยลักษณ์ทมี่ไร้ลักษณ์ ที่แท้การบำเพ็ญ 3 อย่างนี้ ล้วนมีจุดหมายให้ถึงสัตยลักษณ์
ถ้าไม่มีความคิดที่จะปฏิบัติธรรม ก็ไม่เรียนว่าบำเพ็ญธรรม (คือไม่ตั้งใจจะทำ)
ปรับปรุงตัวเองทุก ๆ เวลา ก็คือปฏิบัติธรรม คือมุ่งสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ซึ่งไร้อุปสรรค
การปฏิบัติธรรมคือควบคุมตัวเอง ถ้าตัวเองยังควบคุมไม่อยู่ จะไปควบคุมใคร สรรพสัตว์คือตัวเราเอง ตัวเราคือสรรพสัตว์ ต้องรู้จักความทุกข์ของสวรรพสัตว์ จึงจะโปรดสัตว์ได้
การบำเพ็ญคือการไม่ยึดติด การเพ่งพิจารณาคือสัจจะ (สัตยธรรม)
มีจิตเมตตาการุณาตลอดกาลและมีพลังปณิธานก็คือปฏิบัติธรรม

อรรถกถา ................................ การฝึกจิต
การปฏิบัติธรรมคือการฝึกจิต การฝึกจิตคือการดูแลจิตของตัวเองให้ดี
การจะกำราบจิตของพวกเรานั้น ให้มันเข้าสู่สุญญตา จึงจะชำระกิเลสทั้งปวง
หาทางเข้าที่จิตสงบในสิ่งที่ไม่ธรรมดา
ในปัจจัยต่าง ๆ ให้กำราบจิตต่าง ๆ เป็นตัวของตัวจน ไม่ยึดติดโลกิยะธรรมทั้งปวง
ศีล---- การควบคุมภายใจ ญาณสมาธิ ----- จิตไม่ยึดติดปัจจัยต่าง ๆ ปัญญา----ทลุทะลวง ผสมผสานความขัดแย้งของภายในจิต
การกำราบ “ลิงแห่งจิต” ใช้ศีล ------ ล้อมมันไว้ ฌานสมาธิ------ คุมอยู่ ปัญญา ------ใช้สุญญตาครอบไว้
จิตมีสัมมาทิฐิ ไม่ยึดติดในตัวอักษรหนังสือ
อบรมจิตแบบไร้สิ่งที่ได้ จิตไร้สิ่งที่ติดอยู่ ภายในจิตต้องไม่ยึดติดสิ่งทั้งปวงตลอดกาล
การรู้แจ้งเห็นจริง------ฟัง คิด ทำ เป็นจุดลงมือ ทำจริงในสิ่งที่ฟังมาสิ่งที่คิดได้ สัมมาสัมโพธิ------ บำเพ็ญโพธิสัตวมรรค รู้แจ้งตัวเองและทำให้ผู้อื่นรู้แจ้ง บำเพ็ญปัญญาปารมิตาเชิงลึก
การเรียนธรรมะมีจิตที่เสมอภาพ สิ่งที่ดีคือสิ่งดี สิ่งที่ชั่วจะกลายเป็นดี
การเรียนธรรมะต้องมีจิตที่เข้มแข็งไม่แตกสลาย และมีจิตที่ไม่ท้อถอย
การเรียนธรรมะต้องทำจิตให้ตาย ถวายตัวเอง ไม่ควรคิดแต่ผลประโยชน์ของตน
อาศัยปัญญาเป็นหลัก ไม่มีความอยากไม่มีการขอร้อง ทำให้จิตมีความเป็นธรรมชาติ ยิ่งมีอินสระ
ขั้นตอนการกำราบจิตคือทำจากการเพ่งพิจารณาจนถึงเกิดปัญญา
จิตมโนต้องละเอียดจึงจะเข้าถึงธรรมะ
ทางแห่งจิตต้อง ไร้อาวรณ์ (อุปสรรค) ไม้นึกคิด ไร้ยึดติด ไร้ลักษณ์
ตั้งจิตตั้งใจ จิตอยู่ในเอกาภูมิ มองว่าจิตอยู่ที่ใด การ “อยู่” คือไม่เคลื่อนไหว พลังการตั้งอยู่ถ้าสวดมนตร์ก็ตั้งอยู่ที่มนตรา การเพ่งพิจารณาก็ตั้งที่เพ่ง
ห่างาจากการละเล่น การละเล่น - - - - ของจอมปลอม เพ่งว่ารูปลักษณ์ต่าง ๆ ไม่จิรงไม่เที่ยง
เอการส จิตห่างจากสิ่งปลอม ก็รู้สึกธาตุรู้เต็มเปี่ยม ถ้าคิดว่าเป็นหนึ่งไม่ใช่สองในสรรพสิ่งจิตที่ไม่เปลี่ยนคือ “เอการส”
ไร้การกระทำ เมื่อธาตุรู้เต็มเปี่ยม คืนสีธรรมชาติ จิตที่เป็นธรรมชาติคือไร้การกระทำ
กำราบจิของตน ไม่ใช่กำราบภูมิภพภายนอก จิตสะดวกภูมิภพก็สะดวก ปรับจิตก็สมหวัง
การรักษาผิวานอกคือปรับภูมิภพ การรักษามูลฐานคือปรับจิต
ปรับจิตคือพระพุทธ ปรับภพภูมิคือสรรพสัตว์ (ปุถุชน)
ให้จิตเหมือนร้าจิต ธาตุแท้และรูปลักษณ์ไม่เป็นสอง จิตอยู่ใน “มีปรือไม่มี” หาไม่ได้ เวลางานยุ่งไม่มีลักษณะยุ่ง จิตเห็นลักษณ์แท้ของธรรมภูมิ จิตนั้นสงบและสว่างไสว
จิตธรรม คือในธรรมทั้งหลายไม่มีร่องรอยของจิต
ชัดเจนทุกขณะจิต - - - - จุดทางแยกของจิตทั้งหลายทั้งปวงและภูมิภพทั้งปวง
อย่ารักษาจิตที่ชอบพูดเล่น ถ้ารักษาไว้จะไม่สามารถเข้าสู่พุทธะธรรม
รักษาจิตที่ไม่หวังได้อะไร ไม่ยึดติดอะไร ในจิตต้องไม่มีการยึดติด
สำหรับพุทธะธรรมแล้ว อย่ามีจิตทีมีความคิดกลับไปกลับมา ถ้ามีแล้ว ธรรมบาลจะไม่ช่วยเหลือ
ใช้วิธีอะไรมาทำให้จิตสงบ อาศัย สวดพระสูตร สวดพระนาม ท่องมนตร์คาถา เพื่อให้ห่างจากรูปจอมปลอมมาทำให้จิตของพวกเราสงบ
พระพุทธเจ้าได้แนะนำจิตทั้งหมดให้พวกเรารู้จัก
จักรวาลทั้งปวงเป็นการปรากฏการณ์ของจิตทั้งนั้น
ขอเพียงจิตอยู่ทีแห่งใด ก็คือ สัมโภคภูมิ วิสุทธิภูมิ เมืองพุทธ จิตบริสุทธิ์ต่อเนื่องกัน
“จิตคือพุทธ – พุทธคือจิต” เป็นประตูธรรมที่สะดวกที่สุด ปัจฉิมทิศที่แท้จริงอยู่ในจิตของเธอนั้นเอง
เว้นจากจิตไม่มีสิ่งใด ถ้าจิไร้ซึ่งเวทนา แดนสุขาวดีก็ไม่มี

อรรถกถา ............................ การบำเพ็ญเซ็น
การบำเพ็ญเซ็นเป็นวิธีที่พาเราเข้าสู่สัจธรรม
ไม่ว่าเข้าใจดวงจิตหรือไม่ การบำเพ็ญเซ็นเป็นสิ่งจำเป็น ทำให้เธอยิ่งมีจิตฝ่ายธรรมที่เข้มแข็งสงบตนเอง ทำให้เธอเข้าใจพุทธะธรรมที่เป็นส่วนเข้าใจยาก
การบำเพ็ญเซ็นสมาธิไม่เพียงพอ ความสว่างก็ไม่มีพอ
ฌานสมาธิคือการปราบจิตของตนเอง
ท่องมนตร์คาถาและนั่งสมาธิคือต้องการตัดขาดความเคยชินในอดีต
อิทธิฤทธิ์คือปฏิกิริยาของทางชีวาภาพ
การบำเพ็ญนั่งสมาธิทำจิตเป็นหนึ่ง เป็นประโยชน์ต่อชีวภาพมา สามารถชะลอการชราภาพ ส่งเสริมการเปลี่ยนถ่ายของร่างกาย และทำให้ไม่ค่อยรู้สึกเหนื่อยง่าย เมื่อพวกเรานั่งสมาธินานเข้า ลักษณะท่าทางของร่างกายเราจะเปลี่ยนไป ฉะนั้นการนั่งสมาธิทำให้ “วัตถุ – พลัง” มีการสับเปลี่ยนกัน
ในระหว่างนั่งสมาธิพวกเราทำให้สิ่งที่บำรุงร่างกายกลายเป็นพลังงาน พลังงานนี้จะทำให้แสงรัศมีแก่งชีวิตของเราสมบูรณ์
การนั่งสมาธิช่วยทำให้ อสุจิ ลมปราณ และเจตภูต กลายเป็นพลังงาน
การบำเพ็ญ “จื่อ – กวน” (สมถะ – วิปัสสนา) ต้องเริ่มที่ “จื่อ” (สมถะ) ไม่ยึดติดวิปัสสนาทิฐิ
การรับรู้ที่มีอยู่ของตัวตนต้องเริ่มจากต้นจนปลาย อย่ารู้สึกแต่ส่วนหัว ต้องรู้สึกทั้งตัวของร่างกาย
เพราะเหตุใดเวลานั่งสมาธิพอนั่งสักเดี๋ยวเดียวก็นั่งไม่อยู่ เพราะความรู้สึกไม่ได้ตรงอยู่ที่ทั่วกายความสนใจแตกกระจาย ล่องลอยไป มา คือไม่สนใจทั่วกายของตน
การบำเพ็ญสมาธิต้องอาศัยพลังทำจริง พลังขันติ (อดทน) จิตตั้งมั่นตลอด ไม่กลัวลำบาก
ทำไมมีพลังยอมรับ บำเพ็ญสมาธินานแล้ว ไม่มีปัญหา “ระหว่างตัวเขา – ตัวเรา”
ปฐมฌาน ปิติยินดี ทุติยฌาร สุขบริสุทธิ์ จิตสว่าง ตติยฌานสุขอุเบกขา เข้า ปล่อยวาง จตุตถฌาน ไร้เกิด (อสมภพ)
เสมือน 3 ส่วนที่สำคัญของต้นไม้ ราก - - - - บำเพ็ญสมาธิ ต้น - - - หลักธรรมของพุทธธรรม กิ่งใบ - - - ปณิธาน

อรรถกถา ........................... การพริกความคิด
ระหว่างความคิดหนึ่งเดียวอาจเปลี่ยนแปลงชั่วชีวิต
มีจิตมโนที่ดีงาม ก็มีดวงชะตาที่ดีงาม
นิสัยเหมือนการจัง ฮัดเช่ย ไม่สนใจถูกหรือผิด ก็จะรู้สึกสบาย
การเป็นนักบำเพ็ญ (หรือนักพรต) ที่ไร้ลักษณ์ การเอาหน้าเป็นสิ่งที่สร้าง “กรรม”
มีการเลือก (แยกแยะ) ก็มีการทำร้ายกัน
จงเปรียบเทียบกับที่เล็กกว่าเรา อย่าไปเปรียบเทียบสิ่งที่ใหญ่กว่าเรา
คนกลัวสายธารน้ำจากบนเขา ขึ้นก็ง่ายลงก็ง่าย
การปล่อยปละละเลยเหมือน จันทระปราคา ทำให้ชีวิตสลายสูญสิ้น
สิ่งทั้งปวงล้วนสามารถผสมผสาน เปลี่ยนแปลง
ความสมบูรณ์คือการที่สามารถยอมรับสรรพสิ่ง
ทุกหนทุกแห่งย่อมเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมได้
เวทนาในฉับพลัน ได้ใช้ประโยชน์ในฉับพลัน
มีขันติ (อดทน) ก็มีของดีในทุกแห่งหน
การรับผิดชอบจะได้มาซึ่งเติบโตและบุญวาสนา
ถ้าลืมจุดธูปทำอย่างไร พนมมือภาวนาก็แล้วกัน
ใช้จิตบริสุทธิ์มองทางโลก ทางโลกก็สะอาดบริสุทธิ์ ใช้จิตหลุดพ้นมองทางโลก จิตก็หลุดพ้น
ถ้าสมารถทำแบบ “ฉับพลัน” ก็จะรู้ซึ้ง “หยุดคือโพธิ” แต่สำหรับผู้เรียนใหม่ ต้องไหว้พระและละทิ้งจิตมายาของตน และก้าวไปทางเกิดศรัทธาไปผสมกับพระพุทธ สุดท้ายจะเข้าใจ “จิตคือพุทธะ พุทธคือจิต” ของนิกายเซ็น (เซน)

:yociexp12:http://www.093thailand.com/page.php?id=33&pg=4 (http://www.093thailand.com/page.php?id=33&pg=4)

มดเอ๊ก
11-28-2007, 11:00 AM
บทมรรคผล

ทำจิตสงบ
ระงับอารมณ์
ปล่อยจิตสว่าง ปล่อยมรรคปรากฏบริสุทธิ์
รู้แจ้งจิตเดิมแท้แล้ว
จึงจะสำเร็จพุทธะ

เกี่ยวกับ ............................ พระพุทธ พระธรรม
พระพุทธ ปัจจัยทั้งปวงสมบูรณ์แบบ
พระพุทธนาม “โพธิสมบูรณ์” - - - - - - การรู้แจ้งที่สมบูรณ์แบบ
พระพุทธคือรัศมีส่องทั่วสรรพสิ่ง พระโพธสัตว์คือทำให้ผู้อื่นรู้แจ้ง พระอรหันต์คือรู้แจ้งภายในสว่างภายใน
เสียงของพระพุทธคือเสียงแห่งบุญ เสียงแห่งบุญของพระพุทธคือรู้แจ้งเห็นจริง (ผู้ตื่นผู้เบิกบาน)
สิ่งที่พระพุทธตรัสรู้คือหลักสัจธรรมของจักรวาลและของมนุษย์ ซึ่งเป็นที่สุด
ต้องโปรดสรรพสัตว์ที่นับจำนวนไม่ถ้วน จึงจะมีปัญญาที่นับจำนวนไม่ถ้วน มีปัญญาที่นับไม่ถ้วนจึงนามว่าพระพุทธ
การต่อยอดชีวิตปัญญาของพระพุทธคืออภิบาลรัตนตรัย
สัมโภคภูมิของพระพุทธเจ้าศากยมุนีเป็นโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย อนิจจังมากมาย
หฤทัยคาถาของพระพุทธเจ้าศากยมุนีเป็นวิธีทำลายจิตที่มีทุกข์และกลุ้มใจ
พุทธธรรมก็เรียกว่า “วิมุติธรรม” (ธรรมแห่งการหลุดพ้น)
การขายตรงของพุทธธรรม ก็คือการขายตรงของปัญญาและบุญวาสนา
จุดหมายสุดยอดแห่งพุทธธรรมก็คือ ทำประโยชน์แก่ผู้อื่นถึงที่สุด
พุทธธรรมคือการสร้างสัมพันธ์ไม่ตรี (กุศลปัจจัย) ที่กว้างขวาง
พุทธธรรมไม่มีแบบตายตัวหรือแบบชุดสำเร็จ แต่เป็นการให้ตัวเราทำจิตให้เดเองดับเองหลุดพ้นเอง
พุทธธรรมกับความเคยชินของชีวิตประจำวันถ้าไม่เข้าใจกัน ก็ไม่สามารถรับประโยชน์จากพุทธธรรม
กับพุทธธรรมไม่สามารถเชื่อมสัมพันธ์กัน ก็เพราะจิตที่ระวังและความไวในการรับรู้ไม่ดีพอ
ใช้พุทธธรรมในโลกิยะธรรม ปฏิบัติธรรมในทางโลก ผสมความคิดทุกความคิด
ทำสิ่งใดไม่ห่างจากพุทธธรรม
ทำธุระที่เกี่ยวกับพุทธธรรมเป็นเรื่องอริยะกิจ (เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์)
วิชชาใช้ประโยชน์ของพุทธธรรมคือการบุกเบิกโลกแห่งพุทธธรรม รวมถึง “รู้แจ้งเอง” - - - - - -
ทุกคนย่อมมีความสามารถในการวิเคราะห์ตัวเอง “ทำผู้อื่นให้รู้แจ้ง” - - - - - - - - - - - - การวิเคราะห์ผู้อื่นช่วยวินิจฉัยหนทางแห่งชีวิตจริงที่เป็นประโยชน์ของเขา
พุทธธรรมนามว่า “ผลไม่แห่งความสุข”
กิจการตามปณิธานของพุทธธรรมคือกิจการที่ทำให้เว้นจากรูปลักษณ์
ไม่ว่าจะใช้กุศโลบายอย่างไรต้องใช้พุทธธรรมเป็นหลัก
ปักธงธรรมะในชีวิตประจำวัน ให้เนื้อที่และขอบเขตของพุทธธรรมมีการสะสมมาก ๆ และกว้างขวาง
การบรรลุพุทธะมาจากการเรียนรู้
การหวังสำเร็จพุทธต้องใช้จิตที่ซื่อตรง
ถ้าคิดว่าทุกข์มันก็ทุกข์ ถ้าคิดว่าสุขมันก็สุข การคิดถึงพุทธะผลก็คือเป็นพุทธะ

เกี่ยวกับ ............................... ศาสนา
ศาสนาใช้สำหรับรักษาโรคกระวนกระวายของจิตภายใน
ศาสนาใช้ความรักบริการปวงชน
ศาสนาคือการรู้แจ้งเป็นหลัก ไม่ใช้ศาสนากิจเจ บางคนรู้ถึงหลักธรรมจึงไม่กินอาหารคาว แต่มีบางคนรู้จักหลักธรรมดี จึงยอมสร้างความสัมพันธ์กับพวกมัน (สัตว์)
วัฒนธรรมศาสนาทำให้ไต้หวันมีอารยะธรรมมากขึ้น ทำให้ความคิดและคุณสมบัติมนุษย์ดีขึ้น และเป็นประโยชน์ทางศิลปะ ทำให้คนมีจิตนอบน้อม เป็นมรดกสำคัญสำหรับชนรุ่นหลัง ต้องเรียนรู้ส่วนลึกของแต่ละศาสนาทำให้ทุกคนมีสัมมาศรัทธา (ความเชื่อถือที่ถูกต้อง)
มีเพียงจิตวิญญาณที่จะทำให้วัตถุ อำนาจ ความอยาก (ตัณหา) ละลาย มีเพียงศาสนา ที่จะแก้ไขความอันตรายของโลกนี้ที่เกิดจากความโลภ ความโกรธ ความหลงของมนุษยชาติ มีเพียงส่งเสริมวัฒนาธรรมทางจิตจึงจะบรรลุอุดมการณ์ที่มนุษย์จะมีชีวิตร่วมอยู่ร่วมสุขในโลก
หอพิพิธภัณฑ์ศาสนาสากลเป็นการรวมทุกศาสนามาอยู่ ณ ที่แห่งเดียวกัน ซึ่งรวบรวม “รัก”ของทุกศาสนาเป็นสถานที่กุศลสำหรับให้ทุกคนมารำลักสิ่งดีงาม รำลึกความรัก จนถึงยกความรำลึกแห่งจิตวิญญาณ
จิตวิญญาณเป็นบ่อเกิดแห่งทุกศาสนา ธาตุแท้ของชีวิต การมีอยู่ของจิตวิญญาณเป็นประสบการณ์โดยตรงมันมีอยู่ทั่วไปแต่ก็อัศจรรย์จนคิดไม่ถึง (อจินไตย)
ศาสนามีหน้าที่สังคมสงเคราะห์ ทำเป็นที่พักใจของคน ศาสนาต้องเสนอคุณค่าของจิตวิญญาณที่มนุษย์ สามารถพักพิงวางตัวต่อชีวิต ผ่านการสื่อสารหลาย ๆ ทางข้ามพ้นความแตกต่าง นำพาคุณค่าของจิตวิญญาณให้ฟื้นสู่ความเจริญ สร้างระบบการศึกษาที่สมบูรณ์แบบสำหรับจิตวิญญาณ ทำจริงจังในการที่จะมีพลังถูกต้องให้โลกใบนี้มีชีวิตต่อ ๆ ไป
เกี่ยวกับ ............................... อาจารย์และลูกศิษย์
หนทางการปฏิบัติธรรมของอาจารย์คือทางลัด ถ้าไม่อาศัยอาจารย์ ทางแห่งพุทธธรรมก็ไม่สะดวก
การบำเพ็ญของอาจารย์คือให้ปล่อยวางทุกสิ่ง พุทธธรรมของอาจารย์คือ - - - หลักธรรมของชีวิตประจำวันของมนุษย์ ความรู้ของชีวิต หลุดพ้น อิสระ
ทัศนะคติทางพุทธสาสตร์ของอาจารย์คือ - - - - แก้ไขความคิดของมนุษยชาติ ปัญหาของชีวิต สังคม
อาจารย์ใช้จิตธรรมชาติสั่งสอนลูกศิษย์ การสอนของอาจารย์คือวิธีกำจัดอาวรณ์ (อุปสรรค) อาจารย์ตั้งอยู่ใน ไม่เพิ่ม ไม่ลด ไม่สกปรก ไม่สะอาด ไม่มีการถือว่ายอมรับหรือไม่
การดูแลลูกศิษย์คือการดูแล “สัตยลักษณ์ของตถาคตา” ในที่ไม้เกิด ไร้ดับ หวังเพียงให้ลูกศิษย์เพิ่มบุญวาสนาและต้องมีสัมมาทิฏฐิ
การเรียนรู้จากอาจารย์ต้องนำพุทธะรรมปลูกฝังไว้ในส่วนลึกของจิตภายนใน และไม่ท้อ
เวลารับคำสั่งสอนพุทธธรรมไม่ควรโต้เถียง อธิบายแทน แต่ต้องปรับปรุงจิตของตน การชี้แนะของอาจารย์ไม่ได้ขี้ขาดที่ถูกหรือผิด แต่ถือการปรับจิตเป็นหลัก เมื่อเวลาเราไปอยู่กับอาจารย์ในชีวิตประจำวัน ต้องสำนึกว่าเรามาเพื่อเรียนธรรมะ เพื่อบรรลุพุทธะ
อาจารย์ที่หายาก พบยาก ไม่ทะนุถนอมไว้อย่างดี ก็น่าเสียดาย

เกี่ยวกับ ................................... ผลบุญวาสนา
บุญ - - - การให้บริการมาก มีผู้อุปถัมภ์มาก ความสัมพันธ์ทีดีก็มาก คุณธรรม - - ช่วยคนอื่นไม่หวังตอบแทน
ต้องมีบุญ – คุณธรรมเป็นปัจจัย จึงจะเข้าใจ เสวยสุขแห่งความศรัทธา
ทำบุญมากพอ จึงจะได้ยินพุทธธรรม
ถ้าหากบุญ – คุณธรรมไม่เพียงพอ ต้องถือท่อง “มหาการุณธารณี” (คาถาประจำพระกวนอิม)
เวทนาคือวิบากกรรม มีวิบากกรรมที่เป็นสุข และวิบากกรรมที่เป็นทุกข์
ผลบุญวาสนามาจากการให้ทานอย่างปิติ
ปัจจัยทุกอย่างล้วนให้โอกาสแก่เราเพื่อสร้างบุญกุศล อย่าขับไล่
สามารถรับปัจจัยมากมายก็คือบุญวาสนา
สร้างบุญในปัจจัย (โอกาส) ไม่ขัดข้อง
เนื้อนาบุญขยายจาก สามี บุตร ธิดา ค่อย ๆ แผ่ออกไป
คนขี้เหนียวตระหนี่ไม่มีบุญวาสนา และไม่มีมนุษย์สัมพันธ์
เม็ดพันธุ์หนึ่งเม็ด สามารถเกิดพวงข้าวเป็นพวงใหญ่ ฉะนั้นอย่าเห็นว่าความดีเล็กน้อยก็ไม่ทำ การที่จิตนึกเพียงคำนึงก็เกิดการให้ทานแล้ว การให้ทานเล็กน้อยก็มีบุญกุศลที่ใหญ่โต
การให้ทานต้องทำด้วยจิตที่ปิติยินดี ปิติยินดีมาจากการที่ไม่หวังได้สิ่งใด
เกี่ยวกับ ................................ เมตตา การุณา
เมตตา การุณาคือการคิดเพื่อผู้อื่น
เมตตาการุณาเป็นบ่อเกิดแห่งบุญวาสนา สิ่งที่ให้ไปและการเอาใจใส่ล้วนเป็นบุญวาสนา
พลังแห่งปณิธานไม่คำนึงสำเร็จหรือแพ้ พลังแห่งปณิธานก้าวไปเรื่อย ๆ ถือการให้เมตตาการุณาเป็นหลัก เมตตาการุณาสำเร็จอยู่ภายใต้พลังแห่งปณิธาน
ทางโลกิยะคือเมตตาการุณา ทางโลกุตรคือปัญญา ล้วนเกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ทางโลกียะทำจิตเมตตาการุณาให้ดี ทางโลกุตรก็แสดงปัญญาออกมา
จิตเมตตาการุณาเป็นพลังรวบรวม พลังงาน ยอมรับ ปิติสุข เมตตาการุณาเป็นประโยชน์แห่งการเนรมิต และสัมโภค คือผลกรรม คือเป็นสิ่งที่สัมผัสไม้ สิ่งที่ให้ใช้ประโยชน์เธอได้คือเนรมิตและและสัมโภคะ ถ้าจิตเมตตาการุณามาก ประโชชน์ก็มาก สามารถเต็มอาวกาศจักรวาลและทุกธรรมภพ
เมตตาการุณาคือการยอมรับอย่างกว้างขวาง จนก้าวไปรับรู้ “ปัญญาธรรมไร้เกิด” ของโพธิสัตว์
จิตเมตตาการุณและจิตมีความรักเป้นต้นพลังงานทั้งชีวิต มีพลังงานนี้แล้ว จะไม่มีอะไรที่ทำไม่สำเร็จ
จิตเมตตาการุณเสมือนเงินทอง ให้เห็นใครชอบ
การทำกุศลต้องแสดงออกในเวลาอันเหมาะสม พอมีจิตนึกจะทำบุญกุศลก็จะนำมาซึ่งความสมหวัง เช่นเดียวกัน พอจิตคิดจะทำชั่ว ก็จะทำให้เธอมีแต่ขัดข้อง
การทำบุญกุศลทำเพื่อตัวเอง ไม่ใช้ทำเพื่อผู้อื่น เพราะทำกรรมใดไว้ จะวิบากกรรมนั้นเป็นผลรับ
ช่วยเหลือจิตใจ - - - ไม่ว่ามีหรือจนล้วนสามารถทำให้จิตใจสงบ
ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ ช่วยเหลือคนจน ก็จะให้การศึกษาพุทธธรรมแก่ชาวโลก
ตั้งปณิธานใหญ่แค่ไหนก็มีความสำเร็จใหญ่แค่นั้น มีเมตตาการุณมากแค่ไหนก็มีผลกรรมมากแค่นั้น

เกี่ยวกับ ................................. โพธิวัตร
ต่อสรรพสัตว์ต้องเรียนรู้เมตตา การุณา มุทิตา และ อุเบกขา ทำงานถ้าไม่มีขันติ (อดทน) ความเคยชินเก่า ๆ ก็จะรวมตัว
สรรพสัตว์เป็นไร่นาที่พวกเราต้องไถและเพาะปลูก
การร่วมกับสรรพสัตว์เป็นการปรับจิตโดยตรง
นักศาสนามีสิ่งที่รู้สึกอิ่มใจคือมีเมตตาการุณที่สมบูรณ์แบบ
ทำไมทุกคนชอบพระโพธิสัตว์ เพราะว่าพระโพธิสัตว์มีจิตที่จะบริการอย่างเต็มสมบูรณ์
โพธิสัตว์ทำไมต้องใช้เวลาหมื่นกัลป์ในการปฏิบัติโพธิสัตวมรรค ก็เพราะจะทำให้”อสังขตจิต” (อภวจิต) เข้มแข็ง ทำจิตไร้เกิดให้กว้างขวาง มีเมตตาจิต สุญญตาทัศนจิต
ในระหว่างเกิดจิตนึกคิดไม่ทำร้ายสรรพสัตว์ก็คือพระโพธิสัตว์
เครื่องมือของพระโพธิสัตว์ - - - - เมตตา การุณา มิทิตา และอุเบกขา
การโปรดสัตว์ต้องใจเย็น มีสมาธิ มีใจอดทน
การโปรดสัตว์ต้องทำสุดความสามารถ ว่าเพียงไถดินเพาะปลูก ไม่ว่าผลที่จะเก็บเกี่ยว และเต็มไปด้วยจิตเมตตาการุณ อดทน และปัญญา
การโปรดสัตว์ต้องไปโปรดโดยไม่เบื่อหน่าย ชีวิตเหมือนละคร และเหมือนดิน ฟ้า อากาศ เดี๋ยวก็พายุ เดี๋ยวก็ห่าฝน ต้องทนต่อพายะ ไม่ว่ามีใต้ฝุ่นใหญ่แค่ไหนก็ไม่หวั่นไหว
งานของการชี้นำผู้อื่น - - - - ต้องถามทุกข์สุขเขา ทักทายเขา อย่างจริงใจ
สมาชิกของคณะกรรมคือผู้ปฏิบัติโพธิสัตว์มรรค
การบำเพ็ญโพธิมรรคสัตวมรรค ทำประโยชน์แก่ผู้อื่นก็คือทำประโยชน์ให้ตัวเอง
รับผิดชอบกรรมาวรณะ (กรรมอุปสรรค) ของสรรพสัตว์ รับผิดชอบการสำเร็จพุทธะของสรรพสัตว์
การรับผิดชอบต่อสรรพสัตว์ ทางแห่งการสำเร็จพุทธะก็ไม่มีการทอดถอย
ขอเพียงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ ไปลงมือทำก็ถูกต้องแล้ว
ถือชีวิตสรรพสัตว์เป็นชีวิตของตน จงทำไปอย่างไม่คิดถึงตนเอง
ในการเคลื่อนไหวต่าง ๆ จงนำแสงสว่างของพระพุทธบูชาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง
จงเรียนรู้ในการบูชาพระพุทธเจ้าทั้ง 10 ทิศ อย่างนี้ขนาดของดวงจิตจะกว้างขวาง จิตยอมรับผู้อื่นก็ใหญ่ขึ้นทำตามหลักธรรม ปฏิบัติด้วยศรัทธา

:yociexp50:http://www.093thailand.com/page.php?id=33&pg=5 (http://www.093thailand.com/page.php?id=33&pg=5)

มดเอ๊ก
11-28-2007, 11:01 AM
บทการวางตัวในสังคม

ในชีวิตประจำวัน
ปฏิกิริยาที่เป็นจิตกุศลทั้งปวง ล้วนเป็นการบำเพ็ญ
ที่ว่ากันว่าเรียนรู้ในการทำงาน บำเพ็ญในการทำงาน
มีเพียงทำจริง
จึงจะเข้าสู่บ้านแห่งตถาคต

พูด ................... เรื่องทำงาน
กิจการทางโลกยังไงก็ทำไม่หมด ยุ่งไม่จบ จนกว่าจะเสียชีวิตไป พวกเราไม่เคยหยุด ฉะนั้นเราควรรู้แจ้งในระหว่างงานยุ่ง มีจิตหลุดพ้นในระหว่างงานยุ่ง
ปฏิบัติธรรมเป็นพื้นฐาน ทำงานเป็นหลัก
ไม่ว่างานจะลำบากแค่ไหน ต้องเตือนตัวเองว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรม
เวลาทำงานถ้าลืมเรื่องบำเพ็ญ ก็เหมือนชาวบ้านปุถุชน
ในระหว่างงานยุ่งต้องเข้าใจหลักธรรมของการไม่เคลื่อนไหว (ของจิต)
พริกความคิดที่เป็น “มีรูปลักษณ์” “สังขตธรรม” การทำงานคือบำเพ็ญ คือรู้แจ้งตื่นตัว
การทำงานอย่ายึดติดจริงจัง แต่ต้องสลักจริงจัง (สลักจิตใจ)
การทำงานที่จะไม่มีการรับผิดชอบ สำคัญที่สุดคือ มุทิตา อุเบกขา (ปิติยินดีและปล่อยวาง)
ต้องรู้สึกตัวบ่อย ๆ ว่าตัวเองทำไมรวบรวมขยะมากอย่างนี้
เมื่อทำกิจเรื่องหนึ่งตัวเองก็จดจำ ผู้อื่นก็ช่วยเราจดจำ
ปฏิบัติจริงตามหลักธรรมของเราจนถึงจุดหลักธรรมของเรา
ไม่มีเรื่องยากลำบากทางโลก ถ้าจนก็เปลี่ยนแปลง พอเปลี่ยนแปลงก็ผ่านได้ การทำงานต้องสำรองทางหนีทีไล่ (ทางถอยและช่องว่าง)
จงกล้าหารในการส่งเสริมผู้อื่นทำงาน ถ้าจิตศรัทธาก็มีพลังเกื้อหนุน
การเป็นมนุษย์ การทำงาน จะไม่มีสิ่งบกพร่องน่าเสียดายได้อย่างไร เพียงทำอย่างเต็มที่เท่านั้นพอ
ในระหว่างทำงานจะมองเห็นความยอมรับผู้อื่น ความกลมกลืน และเหตุปัจจัยทางบุญกุศล ในเวลาเดียวกันนี้ เรากำลังสะสม “ทรัพย์สินแห่งปัญญา” ของพวกเรา
ในชีวิตประจำวันฝึกตนให้ใจกว้าง ในระหว่างงานฝึกตนให้กลมกลืนกับผู้อื่น
การจัดการกิจการต้องมีความยอมรับผู้อื่น อดทน ใจกว้างก็มีบุญใหญ่ ในแคบอุปสรรคมาก




พูดเรื่องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
อย่าลืมให้คำชมเชยแก่ผู้ที่มาช่วยงานเธอ อย่าปิดปากเงียบ
จุดที่ติดต่อทุกจุดเป็นปมเงื่อนแห่งจิต แต่ก็เป็นที่ ที่เราหลุดพ้น
เมื่อผู้ใดไม่ยึดติดถือมั่น ก็สามารถสื่อสารกับผู้อื่น
ทำลายอัตตาตัวตน (ตัวกูของกู) ให้คิดในฐานะผู้อื่นบ้าง
การจะกล่าวให้ผู้อื่นเชื่อเรา ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน
ต้องคิดในฐานะฝ่ายตรงข้าม จึงมีวิธีเอาใจใส่ผู้อื่น
สำหรับผู้ที่ไม่มีปัจจัยการกุศล มีเพียงใช้ใจรักไปต้อนรับเขา
ใช้กุศลปัจจัยไถดินเพาะปลูกอกุศลปัจจัย สุดท้ายจะได้ผลกรรมที่ดี
ถ้าพวกเราไม่ว่าคิดอะไรก็คิดแต่จะทำประโยชน์ให้ผู้อื่น ผู้อื่นก็จะทำประโยชน์ให้เรา
อยู่ในสังคมคนหมู่มาก ว่ายต่อการได้บุญและปัญญา แต่ก็ง่ายต่อการตกต่ำ
บุญคือการให้ ปัญญาคือการใช้พุทธธรรมเอาใจใส่ผู้อื่น
การให้คือการประชาสัมพันธ์คือให้บริการ เอาใจใส่ผู้อื่น ยิ่งให้บริการยิ่งคล่องตัว
การทำประชาสัมพันธ์ถือเพียง ซื่อสัตย์ มันคือจิตธรรมดา
การให้เกียรติผู้อื่น ผู้อื่นก็ให้เกียรติเรา
ดวงชะตาของบุตร ธิดาไม่ใช่เราเป็นผู้กำหนด เราเพียงชี้แนะทางเดินที่ถูกต้องให้พวกเขาเท่านั้น
ใส่ใจ จิตปัญญา ความเห็นชอบ สั่งสอนลูก ๆ ว่า “ทำดีเป็นสุข ทำชั่วเป็นทุกข์ การให้เกียรติซึ่งกันและกันจะยืดหยุ่นกว่า ต่างฝ่ายต่างไม่ทำร้ายกัน สำหรับเพื่อน ๆ ต้องรู้จักก้าวไปหรือถอยหลัง
ชี้นำผู้อื่นเดินไปสู่สัจธรรม ไม่ใช่ให้เดินไปสู่ความผิดหรือ เราต้องทำลายผิด ถูก (เรื่องยุ่ง) นำพาพวกเขาไปสู่โลกกว้าง
การเป็นคนต้องมทีการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เรียนรู้ตามทันผู้อื่น ตามทันการเปลี่ยนแปลงของโอกาสใหม่
การบริหารงานองค์กรต้องอดทน อดกลั้น ทนเหนื่อย ทนหล้า เวลาทนไม่ไหวต้องมีขันติ มีจิตเมตตาการุณ ต้องเปรียบเทียบกับพระโพธิสัตว์ ไม่เทียบกับสรรพสัตว์ (ปุถุชน)
ถ้ามีจิตที่จะทำประโยชน์ให้ผู้อื่นเสมอ ความเห็นแก่ตัวความคิดเล็กคิดน้อยก็น้อยลง
ถ้าทุกคนมีจิตจะถวายให้ผู้อื่น สังคมก็มีบุญวาสนา

พูดเรื่องสำนึกในตัวเอง
คนเราเหมือนดอกต้นอ้อลอยไปตามลม ถ้าลอยไปดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ก็สมบูรณ์ กลับกันก็ผอมแห้ง
ต่อเรื่องทุกเรื่องใช้จิตธรรมดา จิตธรรมชาติ
อันว่าธรรมดาคือไม่ว่าดีชั่วล้วนธรรมดา ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่ถือได้เสีย ไม่คิดเล็กคิดน้อย กำราบจิตของตนให้สมดุลย์
คนเราน่ากลัวที่สุดคือไม่สามารถกำราบตัวเอง เกิดความขัดแย้ง
จิตไม่เป็นอิสระเพราะยึดติดถือมั่น
ถ้าไม่ยึดติดถือมั่น ไม่คิดฟุ้งซ่าน ทำไมจะไม่หลุดพ้น
ทำอย่างไรจึงได้ความสงบ มีเพียงไม่ถือเล็กถือน้อย ไม่คิดฟุ้งซ่าน
เพียงถือว่าตนทำไม่ดีพอ ไม่ควรไม่คิดว่าผู้อื่นทำได้ไม่ดี
ต้องเป็นครูของตัวเอง อย่าเป็นภูตผีของตัวเอง (หรือมารร้ายของตน)
นรกอเวจีคือช่วงที่จิตมึกมน ติดอยู่มุมอับ
ถ้าไม่คิดที่จะช่วยตัวเองตลอดเวลา ก็ไม่มีใครช่วยเราได้
เวลาเห็นแก่ตัวถูกความเห็นแก่ตัวพาไป เวลาไม่มีความสุขถูกความทุกข์พาไป ถูกความโลภ ความโกรธ ความหลงพาไป ตกต่ำอยู่ในสภาวะเปลี่ยนแปลงของอารมย์ทั้งปวง
สิ่งต่าง ๆ ภายนอกจะทำให้มีความคิดต่าง ๆ ในใจ แต่ความคิดในใจสุดท้ายก็ผ่านพ้นไป
พบมีเรื่องและอุปสรรค คือการเตือนให้เธอต้องสัมผัสกับธรรมะ (หรือเต๋า)
กำราบตัวเองในทุกสิ่งทุกเรื่อง
คนเรามีโรค 2 อย่าง 1. คือคิดฟุ้งซ่าน 2. คืออยากนอน
ฝันในกลางคืนยังชัดเจน ทุกเวลาไม่ห่างจากปัจจุบัน คิดมากไม่ดี ทำกายใจสงบดีกว่า
เพ่งในความคิด------ ดูว่าความคิดนั้นกำลังทำอะไร?
กำราบความคิดที่ไม่ดีทุกอย่างของตนเอง
การเกิดความคิดทุกครั้งจะมีเหตุปัจจัยกุศลแห่งโพธิหรือเปล่า?
ควบคุมจิตของตน วินิจฉัยจิตของตน
ให้การแสดงออกของความคิดเป็นแบบมีสมบัติผู้ดี
การชำระจิตให้สะอาด ต้องเริ่มทำจากตัวเอง จึงขยายไปสู่ผู้อื่น
การมีชีวิตมี 2 แบบ อย่าง 1 คือให้ผ่านไปวัน ๆ อย่างงงงวย อีกอย่างคือมีชีวิตผ่านไปอย่างชัดเจนและมองโลกในแง่ดี
ในชีวิตอันสั้นนี้ ขอให้ดูแลความเคยชิน (หรือสันดาน) ของตนให้ดี และแก้ไขให้ดีขึ้น
การเสวยสุขอย่างเดียวไม่เกิดจิตธรรมะ
ทุกนาทีให้เพ่งวินิจฉัย ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความมีมานะ ความสงสัย ในตัวเอง
คนบางคนมีความเคยชินที่ทำดายตัวเองในมโนสำนึกของตน
สิ่งที่ตาเห็นที่จริงไม่สมดุลย์ ใช้จิตทำให้สมดุลย์ โดยการเห็นแต่ไม่ยึดถือ
ขอเพียงให้มีจิตวิญญาณที่ข้ามพ้น ก็จะมองเห็นว่าสรรพสิ่งในชีวิตไม่ได้สำคัญมากอย่างที่คิด
คนที่ทำผิดกฎหมายจึงต้องมีกฎหมาย ฉะนั้นอย่าเอาจิตแห่งคุกตารางมาวางไว้ในจิต ทำทลุทลวง ความคิดหลายอย่างจึงเป็นอิสระ
อันว่า “ไม่มีอะไรจะได้” คือการที่ระหว่างได้หรือเสีย ไม่คิดที่จะถือครองอะไร
ทางเดินแห่งชีวิตต้องทำจิตให้ปล่อยวางต่อสรรพสิ่ง ก็จะไม่มีจิตแห่งการได้หรือเสีย ไม่ถือชื่อเสียงเกียรติยศ
อย่าใส่ใจการได้หรือเสีย ต้องใส่ใจในที่ว่าปลูกเม็ดโพธิหรือเปล่า
เมื่อเรารู้สึกว่าเราไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร จึงจะสำเร็จเรื่องที่ยิ่งใหญ่

พูดเรื่องกฎแห่งกรรม (เหตุและผล)
หลักแห่งพุทธธรรมคือกฎแห่งกรรม (เหตุและผล)
ทุกสิ่งไปมาล้วนเป็นเหตุและผล กิเลสมาจาก การฟัง การเห็น การนึกคิด
ชีวิตที่ทำตามอารมณ์เป็นเรื่องขัดแย้งยุ่งเหยิน ชีวิตที่ทำตามหลักธรรมคือเข้าใจเหตุผล (กฎแห่งกรรม)
พวกเราจะทำอะไรสักอย่าง ต้องทำตามกฎแห่งกรรม (มีเหตุ มีผล)
ปรากฏการต่าง ๆ มาจากพีชะ (เม็ดพันธุ์) และเหตุหรือผลมาจากความนึกคิดของเรา
สำหรับกฎแห่งกรรม (เหตุและผล) อาจสร้างสะสมมาจากเล็ก ๆ น้อย ๆ ต้องคำนึกและตื่นตัวที่เราลงทุน
ในชีวิตประจำวันต้องคิดถึงกฎแห่งกรรมเสนอ ชีวิตชาติคือการเสวยวิบากกรรมของอดีต เพียงใช้จิตธรรมดา จิตเสมอภาพ และจิตที่ไม่โทษฟ้าดินไปรับผลกรรม
ทุกสิ่งของชีวิตแม้ตัวเองก็ไม่พอใจ แล้วจะให้ผู้อื่นพอใจได้อย่างไรล่ะ มีเพียงทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น สร้างความสำเร็จให้ผู้อื่นจึงพอใจ การให้ ทำประโยชน์แก่ผู้อื่นตลอดเวลา การคิดการทำล้วนมีวิบากกรรม
ถ้าเข้าใจกฎแห่งกรรมก็จะยอมรับกรรมของความเป็นจริง แล้วก็แก้ไขตัวเองให้ดีขึ้น
เข้าใจกฎแห่งกรรม (เหตุและผล) ก็เข้าใจดวงชตา
ไม่ต้องกลัวความรับผิดชอบ คนเราอาศัยกฎแห่งกรรมมาเป็นผล
เวลารับวิบากกรรมจะไม่โทษฟ้าโทษดิน
ทำแต่กรรมดีทุกวัน ทำแต่กรรมดีทุกเวลา
จิตสำนึกที่ดีของตนต้องไม่ผิดต่อกฎแห่งกรรม
กินอาหารคาวต้องรับผิดชอบกฎแห่งกรรม กินเจทำไมไม่ต้องรับผิดชอบกฎแห่งกรรมล่ะ?
สัตว์เดรัจฉานมีจิตวิญญาณ สามารถบันทึกความจำ สัตว์ตัวหนึ่งมีจิตวิญญาณหนึ่ง ส่วนจิตวิญญาณของต้นไม้ใบหญ้าผสมจากวัตถุหลายอย่าง สัตว์มีอายตนะ 6 ที่เกิดความรู้สึก เมื่อถูกฆ่าจะมีความทุกข์ ความจำก็สะสม ส่วนพฤกษาพันธ์มีจิตวิญญาณ (ความรู้สึก) ที่อ่อนมากกว่า
พูดเรื่องปล่อยไปตามบุญตามกรรม (ปล่อยตามยถากรรม)
ทางโลกคืออนิจจัง มีรสชิตมากน้อยแค่ไหนที่ละไม่ได้
ผู้ที่เข้าใจพุทธธรรม จะไม่ไปแก้ไขปัจจัยต่าง ๆ เพราะว่าปัจจัยดี ปัจจัยชั่วก็เหมือนผู้เดินทางผ่านไป
ปัจจัยต่าง ๆ ล้วนเกิดจากการกระทำในอดีตชาติ แต่ปัจจัยย่อมไม่ยืนนาน มีเพียงต่อหน้าปัจจัยเกิด ปัจจัยดับ ใช้จิตสมดุลย์ ไม่โทษคนนี้คนโนน
ผู้บำเพ็ญไม่ถือไม่ทิ้งเรื่องดีเรื่องชั่ว จึงได้เสมอภาพ
เรื่องต่าง ๆ ทำจนสุดความสามารถแล้ว จึงเรียกว่าตามแต่ยถากรรม (ปัจจัยที่มี)
ในการทำตามยถากรรม (ปัจจัย) มีความเข้มขึน ไม่ทำตัวเหลวไหลดั่งปุถุชน
รับกรรม (ปัจจัย) ถนอมกรรม (ปัจจัย) ไม่ปล่อยปละละเลยโอกาสแห่งปัจจัยที่มาถึง
ทนุถนอมปัจจัยที่ต่อหน้าเรา การทำงานคือปฏิบัติพุทธธรรม เพื่อยืนยันตัวเองมีคะแนนเท่าไรในมรรคผล
ทำตามปัจจัย (กรรม) อย่างอิสระ ตามแต่ที่พบอย่างสงบจิต

พูดเรื่องชีวิตประจำวัน
ในชีวิตประจำวันจะเพราะปัญหาต่าง ๆ ทำให้ตัวเองยากจน ได้เสีย จนหาตัวเองไม่เจอ ที่แท้ต้องสนใจความรู้สึกผู้อื่นหรือความรู้สึกของตัวเอง จะปฏิบัติแบบไม่ถืออัตตา (ตัวกู) ได้ไหม?
ชีวิตคือวิสุทธิภูมิ ถ้าหาไม่เจอก็คือคิดฟุ้งซ่าน
ญาณสมาธิแห่งชีวิตคือการมีชีวิตแบบพริกญาณให้เป็นปรัชญา (ปัญญา)
ถือมั่นยึดมั่นในชีวิตก็คือยู่ในทะเลแห่งความทุกข์
ในชีวิตจะไม่ได้อะไร ไม่มีอะไรน่ายึดติด
ปัญญา คือ รู้ว่าในชีวิตไม่มีความแยกแยะ
ชีวิตคือพุทธสถาน ในชีวิตประจำวันใช้เป็นการฝึกฝนคุณธรรมของตนเอง
ชีวิตคือการบำเพ็ญธรรม ใช้หลักธรรมอบรมความสามารถการรู้แจ้ง
นำการปฏิบัติธรรมให้ทลุทลวงในชีวิตประจำวัน
ในชีวิตประจำวันล้วนมีความเคยชิน ต้องรู้สึกตัวเสมอ
ในชีวิตประจำวันต้องเกิดจิตวินิจฉัยและควบคุมให้ดี เวลาทำงานต้องมีสมาธิ ถ้าไม่มีสมาธิในเวลาทำงานก็จะทำผิดพลาด
ในชีวิตประจำวันต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน สื่อสารกัน ไม่เห็นแก่ตัว จึงอยู่ร่วมกันได้
พวกเราจะจัดการกับความยุ่งยาก ปัญหาในชีวิตอย่างไร คือต้องทำลาย โลภ โกรธ หลง ก่อน
ผู้ที่รู้จักชีวิตดี เข้าใจในการปรับปรุงตามธรรมชาติอย่างจริงจัง ต่อหน้ากายใจของตน ชีวิตจริงเป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน ถ้าห่างจากชนหมู่มากก็ไม่ต้องไปคิดถึง
สำหรับโรคภัยไข้เจ็บทางกายอย่าทำเป็นมีอุปสรรค
พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพวกเราให้มีชีวิตอย่างไร มูลแท้ของชีวิตคืออะไร ชีวิตไม่ต้องหลีกเลี่ยงหลีกหนี ถ้าเข้าใจกฎแห่งกรรมก็จะยอมรับกรรมโดยสบายใจ แล้วค่อยมาแก้ไขตนเอง (ให้ดีขึ้น)
การทำ การพูด การคิดมันไม่เหมือนกัน นำชีวิตไว้บนปฏิบัติธรรม ก็จะไม่มีความแตกต่างของกาละเทศะ ปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันได้ผลดีที่สุด
ในชีวิตประจำวันให้ทำตามความจริง จะได้จิตสู่จิตกับพระพุทธ
ในชีวิตประจำวันต้องตื่นตัวรู้แจ้งเสมอ ทำอย่างจริงจัง ถ้าจิตไม่ฟุ้งซ่านก็จะได้ผลจริง
ชีวิตคือสถานที่ฝึกอบรม ชีวิตต่าง ๆ เหมือนหินขัด ภายในใจถ้าชันจนเกิดปัญญา กายใจจะหลุดพ้นไร้จิตไร้ลักษณ์

พูดเรื่องการปล่อยวาง
สิ่งที่เธอวางไม่ลงคืออะไรล่ะ?
การปล่อยวางไม่ใช้ให้หยุดการแสวงหาทุกสิ่ง แต่มันคือทำตามปัจจัยแต่จิตไม่เปลี่ยนแปลง ตามปัจจัยที่มีในระหว่างดีชั่ว กุศลอกุศล จิตจะไม่เปลี่ยนแปลง ไม่พริกตามมัน
ปัจจัยดีก็คิดจะยึดไว้ ปัจจัยชั่วก็ถือมั่น วางไม่ลงทั้งสองอย่าง
พระพุทธเจ้าให้พวกเรา มองทลุ ปล่อยวาง สิ่งดีจะผ่านพ้นไป สิ่งชั่วก็จะผ่านพ้นไป การท่องนามพระพุทธจนกุศล-อกุศลล้วนไม่ยึดติด ก็คือการมองทลุ ปล่อยวาง
ถึงแม้ว่าในชีวิตนั้นต้องมีการเก่งแย่งชิงดีชิงเด่น แต่ถ้ามีพุทธธรรม ก็สามารถใช้จิตที่พักผ่อนไปทำงานและปล่อยวางในระหว่างมีการเก่งแยกกัน
เรื่องทางโลกทำไม่มีหมด ถ้าปล่อยวางได้ก็ปล่อยวาง ควรไปทำก็ไปทำให้ดีที่สุด ถึงเวลาต้องบำเพ็ญก็บำเพ็ญให้ดีที่สุด อย่าทำเป็นมั่ว ๆ ไม่ชัดเจน
ใช้จิตธรรมดาเผชิญหน้ากับเรื่องที่เป็นอนิจจัง เรียนรู้ให้ทำจิตปล่อยวาง การหลุดพ้นของชีวิตคือการปล่อยวางทุกแห่งหน
ชีวิตถ้าจะให้มีความหมาย ก็คือปล่อยวาง ให้ไป (ให้ทานทั้งสิ่งของ ธรรมะ และบริการสังคม)
การได้การเสียคือคลื่นของจิตใจ คือทางแห่ง “ยิน” และ “หยัง” (บวก-ลบ) ถ้าไม่สามารถมองทลุ ปล่อยวางก็ก้าวต่อไปไม่ได้ มีเพียงมุ่งชีวิตอยู่แต่การคำนึงเรื่องอดีต
เอาความคิดที่ทำให้จิตไม่สมดุลย์ไม่สงบให้ปล่อยวาง
สิ่งที่หูได้ยินมา มีทั้งดีและไม่ดี ถ้าไม่ดีต่อกายใจก็ต้องปล่อยวาง
ชีวิตที่ดี ๆ สมัครใจ อิสระ ปล่อยวาง จึงเป็นชีวิตที่ดี
อริยะบุคคลเริ่มต้นจากการมองทลุ ปล่อยวาง
มีการให้ออกไปตลอดก็จะรู้แจ้งอนัตตา (ไม่มีตัวกู) ปล่อยวางเลื่อยไปก็จะถึงจุดหลุดพ้น

( จบบริบูรณ์ )

http://www.093thailand.com/page.php?id=33&pg=6

น้องมารน้อย
03-21-2008, 08:54 PM
จิตคิดจิตเกิด จิตคิดจิตถูกทำลาย