มดเอ๊ก
11-28-2007, 10:27 AM
ถาม เคยได้ยินมาว่าถ้ามีจิตที่หม่นหมองขณะใกล้ตาย จะทำให้เราไปเกิดในภพที่ไม่ดี อยากถามว่าลักษณะของจิตก่อนตายอย่างไรที่เข้าข่ายหม่นหมองดังกล่าว?
ไม่ว่าจะใกล้ตายหรือขณะกำลังอยู่ดีมีความเป็นปกติอย่างนี้ จิตคนเรา หม่นหมองด้วยลักษณะเดียวกันหมดครับ คือไม่สามารถนึกถึงสิ่งที่เป็นมงคล ไม่อาจรู้สึกแช่มชื่นตื่นตา ต่อให้จำได้หรือนึกออกว่าทำบุญอันใดไว้ ก็ไม่อาจยังจิตให้เป็นสุขได้ เนื่องจากไม่อาจถอนจิตจากแรงดึงดูดของบาปอกุศล
เมื่อจิตหม่นหมอง ก็ย่อมคิดถึงแต่เรื่องไม่ดี นึกถึงแต่เรื่องที่คนทำให้เราเจ็บใจ นึกถึงแต่เรื่องที่เราไม่ประสบความสำเร็จ นึกถึงแต่เรื่องที่ไม่สมหวังต่างๆนานา หรือกระทั่งยังไม่เคยเกิดเรื่องร้ายก็อุตส่าห์จินตนาการไปล่วงหน้าว่าเดี๋ยวต้องเกิดแน่ๆ จนคล้ายชีวิตทั้งชีวิตช่างไม่มีสิ่งใดเป็นน้ำดีเอาเสียเลย ตรงนั้นแหละที่จิตอยู่ในสภาพเหมาะสมกับภพอันเป็นทุกข์ ไม่มีความสุข ไม่มีความเจริญ
สรุปคือเป็นเรื่องจริงครับ ถ้าจิตหม่นหมองขณะใกล้ตายก็คงไม่แคล้วต้องเจอทุคติ แม้อุตส่าห์สั่งสมบุญญาบารมี ทำดีให้ทานรักษาศีลมาตลอดชีวิต แต่พลาดตกม้าตายตอนจบ ตายด้วยอารมณ์เศร้าหมองแล้ว แทนที่จะไปดีเสวยสุขดังควร ก็อาจถูกความหม่นหมองเขี่ยให้ไปอยู่รวมกับพวกเร่ร่อนในภูมิเปรต แช่จมอยู่กับความวังเวงเงียบเหงา แต่ก็ไม่ถึงกับถูกแผดเผาด้วยไฟหรือเครื่องทรมานสาหัสนัก และอาจติดอยู่กับภพของความเป็นเช่นนั้นในระยะสั้นๆ
สำหรับพวกบุญเก่าดี แต่ตายขณะจิตเศร้าหมองนั้น เมื่อใดระลึกถึงกุศลเก่าได้ หรือมีญาติที่ผูกพันกันแน่นแฟ้นอุทิศส่วนกุศล หรือมีพระที่ชำนาญฌานสมาบัติแผ่เมตตา ชนิดที่มีพลังสะเทือนกระตุ้นเตือนให้รับรู้และอนุโมทนาบุญสำเร็จ พวกนี้มักจะหลุดบ่วงไปไม่ยากนัก เพราะฐานเดิมมีแรงขับดันพร้อมจะส่งไปสู่สุคติภูมิอยู่ก่อนหน้าแล้ว สำคัญคือใครจะมีช่องทางส่งเสบียงไปให้หรือเปล่าน่ะซี นั่นเป็นเรื่องขึ้นอยู่กับคนที่ยังมีชีวิตบนโลกล้วนๆ
พวกบุญพอมีแต่จิตเศร้าสร้อยก่อนตายนั้น อีกส่วนหนึ่งมักไปเป็นสหายแห่งดิรัจฉานหมู่ใดหมู่หนึ่ง ซึ่งต้องนับว่าแย่กว่าพวกเปรต เพราะพอเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานเกือบร้อยเปอร์เซนต์จะลืมอดีตแต่หนหลังหมด และมีจิตผูกติดอยู่กับประสาทหยาบ ใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณและอารมณ์ หรือเหม่อลอยไร้จุดหมาย วันๆเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปหาจุดหนึ่งเรื่อยเปื่อย โดยไม่รู้จะทำอะไรให้เกิดความก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิม แม้ใครอุทิศส่วนกุศลมาให้แรงขนาดไหน จิตก็ไม่อาจโงหัวขึ้นรับรู้ (เว้นแต่จะมีผู้ทรงฌานแผ่เมตตาให้ตรงๆแบบเจาะจง จิตก็อาจแปรสภาพเป็นกุศล สามารถคิดอ่านคล้ายคนขึ้นมาได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่ไม่ถึงขนาดเลื่อนชั้นเลื่อนภูมิให้มันได้ เพราะมีเปลือกหนาๆของอัตภาพสัตว์ห่อหุ้มจิตวิญญาณอยู่)
หากไม่มีบุญหนุนเอาเสียเลย คือเป็นผู้ที่ตระหนี่ถี่เหนียว เป็นผู้มีศีลขาดทะลุเป็นรูใหญ่เกินปะชุน แถมก่อนตายนึกอะไรไม่ออก ได้แต่กลอกหน้าไปมา จมปลักอยู่กับเรื่องอัปมงคลอันเจือด้วยราคะ โทสะ โมหะแบบถอนตัวไม่ขึ้น อย่างนี้ก็เสร็จเลยครับ มีสิทธิ์เจอวิบากชั่วทั้งหลายเรียงคิวขอบ้อมบ์ยาวเหยียด ชำระหนี้บาปจากขุมหนึ่งก็อาจต้องระเห็จไปร้องจ๊ากๆต่อที่อีกขุมหนึ่ง หรืออาจตกอยู่ในความทุกข์ตรม ความหิวโหยไส้กิ่วทรมาน ความคลุ้มคลั่งแบบเดียวกับช้างตกมัน (แย่กว่าช้างตกมันตรงที่ต้องอยู่ในอาการตกมันนานแสนนานเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด เพราะหน้าที่หนึ่งของนรกคือให้ผลเป็นทุกข์ยืดเยื้อยาวนาน)
ถาม ความหม่นหมองเกิดจากอะไรได้บ้าง? ทุกวันนี้ถือว่าอยู่ในกรอบของความเป็นคนดี คบเพื่อนดี ไม่คิดทำร้ายใคร ไม่เที่ยวเสียหาย ทำทานบ้างตามโอกาส แต่กลับคิดมาก เครียดเก่ง ขี้วิตกกังวลง่ายๆคล้ายไม่ต้องมีต้นสายปลายเหตุ อย่างนี้จะถือว่าจิตกำลังสะสมความหม่นหมองทีละเล็กทีละน้อยจนถึงขั้นร้ายแรงในที่สุดหรือไม่?คำตอบง่ายๆเลยครับ สำหรับบางคน ความหม่นหมองเกิดจากความเคยชินที่จะหม่นหมอง หรือยอมตนให้กับความหม่นหมองจนเคยตัว เรื่องไม่น่าคิดก็เก็บมาคิด เรื่องไม่น่าวิตกก็เก็บมาวิตก
หากเข้าข่ายดังว่านี้ ก็ขอให้คุณทราบเถิดว่าโรคช่างวิตกมีต้นสายปลายเหตุ การยินยอมตกเป็นเบี้ยล่างของความวิตกโดยไม่หาทางทำอะไรให้ดีขึ้นนั่นเองคือต้นเหตุ เหมือนเราตกลงไปในหนองน้ำที่เน่าเหม็นและชื้นแฉะน่ารังเกียจ แล้วตั้งคำถามกับตนเองว่าเหตุใดเนื้อตัวเราจึงไม่แห้งเสียที เหตุใดกลิ่นเหม็นเน่าจึงยังติดผิวกายเราอย่างน่าอึดอัดระอา นี่ก็เป็นเพราะเราไม่หาทางยกตัวขึ้นจากหนองน้ำนั่นเอง
หนองน้ำที่ว่านี้มีพิษด้วยนะครับ เหมือนทำให้สมองเราฝ่อลงได้ หดหู่ท้อแท้ และเชื่ออยู่ลึกๆว่าจะไม่มีวันขึ้นจากหนองน้ำได้ นับว่าแปลกแต่จริง ยิ่งนานวันก็จะยิ่งซ่านไปตามเนื้อตัว สะสมไว้ที่จุดต่างๆคล้ายไขมันมีพิษ ทำให้ผิดปกติไปต่างๆนานา บางวันหงุดหงิดง่าย แต่บางวันก็คล้ายเกิดอาการทอดอาลัยตายอยาก เป็นต้น
ส่วนที่ว่าอาจพัฒนาถึงขั้นร้ายแรงหรือไม่ก็ขอให้ตรองดู ถ้าคุณมีชีวิตที่ปราศจากความสุข อะไรมันจะเลวร้ายไปได้มากกว่านั้นอีก? ชีวิตที่ขาดความสุขนั้น แม้เคยเป็นดอกไม้ก็ต้องเปรียบกับดอกไม้ที่ขาดน้ำ ดอกไม้จะดูเป็นดอกไม้อยู่หรือหากเหี่ยวเฉา? การปราศจากสุขทั้งที่ไม่มีเหตุให้ทุกข์อย่างชัดเจนนั้น แสดงถึงวิธีคิดที่ผิดพลาด เรียกว่าเหตุแห่งทุกข์ก็คือวิธีคิดนั่นเอง
ในระหว่างใช้ชีวิตอันเป็นปกติ หากยังตัดสินใจเลือกที่จะเป็นสุขไม่ได้ แล้วขณะใกล้ขาดใจตายจะมีความแน่นอนอันใดเป็นหลักประกันที่น่าไว้ใจเล่า? ไม่มีสิ่งใดเป็นศัตรูผู้ให้โทษกับเราได้เท่าการตั้งจิตไว้ผิดพลาดอีกแล้ว
ถาม - จะทราบได้อย่างไรว่าจิตเราหม่นหมองอยู่ในระดับตกต่ำร้ายแรงยากจะเยียวยาหรือไม่? จะใช้เกณฑ์ใดเป็นหลักวัดว่าแต่ละวันดีขึ้นหรือแย่ลง? และดีขึ้นแค่ไหนจึงแน่ใจได้ว่าจะไปถือกำเนิดในสุคติภูมิ?
เมื่อหงุดหงิดในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ถามตัวเองว่ารู้ตัวได้เร็วแค่ไหน
๑) ไม่ทันแสดงอากัปกิริยาออกมา พอเริ่มมีความรำคาญกรุ่นขึ้นจะทราบชัด แล้วความหงุดหงิดก็จางลง เปลี่ยนเป็นปลอดโปร่งได้ง่ายๆ หรืออย่างน้อยก็หันไปสนใจสิ่งที่ควรทำเฉพาะหน้าโดยปราศจากความเก็บกด
๒) แสดงอากัปกิริยาหงุดหงิดให้เป็นที่ปรากฏ แต่ก็ระงับลงได้ในเวลาต่อมา โดยปราศจากความรู้สึกทึบแน่นหรือเก็บกด
๓) แสดงอากัปกิริยาหงุดหงิดให้เป็นที่ปรากฏ และไม่แน่ว่าจะระงับได้ ไม่แน่ว่าจะปลอดโปร่งหรือเก็บกดในเวลาต่อมา
๔) แสดงอากัปกิริยาหงุดหงิดให้เป็นที่ปรากฏ ระงับไม่ได้เลย และรู้สึกเก็บกดอยู่ตลอด
ทั้งหมดที่กล่าวนี้ คือขีดความสามารถในการปล่อยวางสิ่งที่ไม่ใช่สาระนั่นเอง หากจิตเราถูกอบรมจนกระทั่งอยู่ในสภาพไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งไร้สาระได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นใจของเราจะเข้าข่ายข้อแรก แต่ถ้าไม่อบรมจิตเสียบ้างเลย ก็มักตกไปอยู่ในข่ายข้อสุดท้าย แต่ละข้อถือเป็นขีดระดับความน่าจะเป็นว่าจิตมีทางไปอันดีหรือร้ายในตัวเอง ผู้มีความปลอดโปร่งไม่ยึดมั่นถือมั่นได้เสมอๆ จะอุ่นใจกับตนเองว่าเราเป็นผู้ไม่มีความเศร้าหมองครอบงำโดยง่าย แต่ผู้มีความอึดอัดยึดมั่นถือมั่นปล่อยวางยาก อาจต้องกังวลว่าเราจะเป็นผู้มีความเศร้าหมองในขณะแห่งมรณกาลหรือไม่
การสังเกตตนเองด้วยหลักวัดคร่าวๆทั้ง ๔ ข้อข้างต้นวันต่อวัน จะช่วยให้เราทราบด้วยตนเองว่าดีขึ้นหรือแย่ลง และในระยะยาวภาพรวมจะปรากฏต่อสำนึกหลักของตนเอง เราเป็นผู้บอกตนเองได้ว่าชีวิตมีความสุขขึ้น เราเป็นผู้บอกตนเองได้ว่าบัดนี้ลดละนิสัยหวงทุกข์แบบเดิมๆลงแล้ว เป็นต้น
ถาม จะมีวิธีแก้ไขความหม่นหมองได้อย่างไร? ขอคำแนะนำแบบเป็นขั้นๆที่สามารถเริ่มตั้งต้นปฏิบัติตามได้เลย
๑) กระซิบบอกตนเองไว้เสมอๆว่า อย่าคิดมาก นี่เรียกว่าเป็นการป้อนโปรแกรมให้กับจิตตนเองในระดับสำนึก เมื่อท่องบ่อยเข้าจนใจยินยอมตามโปรแกรม อาการไม่คิดมากก็จะค่อยๆปรากฏชัดขึ้นมาเอง
๒) หมั่นสังเกตใจตัวเอง หมั่นตั้งคำถามกับใจตัวเอง หมั่นจับผิดใจตัวเอง ว่าขณะหนึ่งๆกำลังคิดมากให้เปล่าประโยชน์หรือคิดน้อยอย่างได้ประโยชน์ เราจะพบว่าแค่การปฏิบัติตนอย่างง่ายๆตรงไปตรงมาเท่านี้ จะทำให้เป็นคนเลิกเพ่งโทษคนอื่น มีความหงุดหงิดน้อยลงอย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ
๓) เมื่อหงุดหงิด วิตกเกินกว่าเหตุ หรือหดหู่เศร้าหมอง อย่าพยายามเร่งเอาตัวเองออกมาจากภาวะนั้นๆทันทีทันใดตามใจนึก แต่ให้ตระหนักว่านั่นเป็นภาคมืดของจิต เมื่อใดมีแสงสว่างสาดเข้ามา ความมืดก็จะหายไปเอง ความสว่างนั้นอาจหมายถึงการไม่ยอมจมอยู่กับทุกข์ แต่หันไปเดินเล่นในสวน หันไปอ่านหนังสือธรรมะ หันไปสวดมนต์บ่อยๆ หรือหันไปปฏิบัติภารกิจของคุณด้วยความรู้สึกว่าถ้าทำให้เสร็จ ถ้าทำให้ดี จิตใจเราจะปลอดโปร่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยการประพฤติตนเช่นนี้ กำหนดใจไว้อย่างนี้ ในที่สุดจิตจะฉลาดเลือกทำแต่เหตุให้เกิดความสว่าง และรังเกียจเหตุให้เกิดความมืดอย่างถาวร
ลองเถอะครับ ความเป็นมนุษย์นั้นเหมือนมีดที่คมกว่าเราคิด เอาไปเฉาะดินเล่นจนทื่อก็ได้ หรือเอาไปฟันฝ่าอุปสรรคในตัวเองก็ได้ และในเวลาที่ไม่เนิ่นช้าด้วย
:yociexp54:http://dungtrin.com/prepare/book01.html (http://dungtrin.com/prepare/book01.html)
ไม่ว่าจะใกล้ตายหรือขณะกำลังอยู่ดีมีความเป็นปกติอย่างนี้ จิตคนเรา หม่นหมองด้วยลักษณะเดียวกันหมดครับ คือไม่สามารถนึกถึงสิ่งที่เป็นมงคล ไม่อาจรู้สึกแช่มชื่นตื่นตา ต่อให้จำได้หรือนึกออกว่าทำบุญอันใดไว้ ก็ไม่อาจยังจิตให้เป็นสุขได้ เนื่องจากไม่อาจถอนจิตจากแรงดึงดูดของบาปอกุศล
เมื่อจิตหม่นหมอง ก็ย่อมคิดถึงแต่เรื่องไม่ดี นึกถึงแต่เรื่องที่คนทำให้เราเจ็บใจ นึกถึงแต่เรื่องที่เราไม่ประสบความสำเร็จ นึกถึงแต่เรื่องที่ไม่สมหวังต่างๆนานา หรือกระทั่งยังไม่เคยเกิดเรื่องร้ายก็อุตส่าห์จินตนาการไปล่วงหน้าว่าเดี๋ยวต้องเกิดแน่ๆ จนคล้ายชีวิตทั้งชีวิตช่างไม่มีสิ่งใดเป็นน้ำดีเอาเสียเลย ตรงนั้นแหละที่จิตอยู่ในสภาพเหมาะสมกับภพอันเป็นทุกข์ ไม่มีความสุข ไม่มีความเจริญ
สรุปคือเป็นเรื่องจริงครับ ถ้าจิตหม่นหมองขณะใกล้ตายก็คงไม่แคล้วต้องเจอทุคติ แม้อุตส่าห์สั่งสมบุญญาบารมี ทำดีให้ทานรักษาศีลมาตลอดชีวิต แต่พลาดตกม้าตายตอนจบ ตายด้วยอารมณ์เศร้าหมองแล้ว แทนที่จะไปดีเสวยสุขดังควร ก็อาจถูกความหม่นหมองเขี่ยให้ไปอยู่รวมกับพวกเร่ร่อนในภูมิเปรต แช่จมอยู่กับความวังเวงเงียบเหงา แต่ก็ไม่ถึงกับถูกแผดเผาด้วยไฟหรือเครื่องทรมานสาหัสนัก และอาจติดอยู่กับภพของความเป็นเช่นนั้นในระยะสั้นๆ
สำหรับพวกบุญเก่าดี แต่ตายขณะจิตเศร้าหมองนั้น เมื่อใดระลึกถึงกุศลเก่าได้ หรือมีญาติที่ผูกพันกันแน่นแฟ้นอุทิศส่วนกุศล หรือมีพระที่ชำนาญฌานสมาบัติแผ่เมตตา ชนิดที่มีพลังสะเทือนกระตุ้นเตือนให้รับรู้และอนุโมทนาบุญสำเร็จ พวกนี้มักจะหลุดบ่วงไปไม่ยากนัก เพราะฐานเดิมมีแรงขับดันพร้อมจะส่งไปสู่สุคติภูมิอยู่ก่อนหน้าแล้ว สำคัญคือใครจะมีช่องทางส่งเสบียงไปให้หรือเปล่าน่ะซี นั่นเป็นเรื่องขึ้นอยู่กับคนที่ยังมีชีวิตบนโลกล้วนๆ
พวกบุญพอมีแต่จิตเศร้าสร้อยก่อนตายนั้น อีกส่วนหนึ่งมักไปเป็นสหายแห่งดิรัจฉานหมู่ใดหมู่หนึ่ง ซึ่งต้องนับว่าแย่กว่าพวกเปรต เพราะพอเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานเกือบร้อยเปอร์เซนต์จะลืมอดีตแต่หนหลังหมด และมีจิตผูกติดอยู่กับประสาทหยาบ ใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณและอารมณ์ หรือเหม่อลอยไร้จุดหมาย วันๆเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปหาจุดหนึ่งเรื่อยเปื่อย โดยไม่รู้จะทำอะไรให้เกิดความก้าวหน้าขึ้นกว่าเดิม แม้ใครอุทิศส่วนกุศลมาให้แรงขนาดไหน จิตก็ไม่อาจโงหัวขึ้นรับรู้ (เว้นแต่จะมีผู้ทรงฌานแผ่เมตตาให้ตรงๆแบบเจาะจง จิตก็อาจแปรสภาพเป็นกุศล สามารถคิดอ่านคล้ายคนขึ้นมาได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่ไม่ถึงขนาดเลื่อนชั้นเลื่อนภูมิให้มันได้ เพราะมีเปลือกหนาๆของอัตภาพสัตว์ห่อหุ้มจิตวิญญาณอยู่)
หากไม่มีบุญหนุนเอาเสียเลย คือเป็นผู้ที่ตระหนี่ถี่เหนียว เป็นผู้มีศีลขาดทะลุเป็นรูใหญ่เกินปะชุน แถมก่อนตายนึกอะไรไม่ออก ได้แต่กลอกหน้าไปมา จมปลักอยู่กับเรื่องอัปมงคลอันเจือด้วยราคะ โทสะ โมหะแบบถอนตัวไม่ขึ้น อย่างนี้ก็เสร็จเลยครับ มีสิทธิ์เจอวิบากชั่วทั้งหลายเรียงคิวขอบ้อมบ์ยาวเหยียด ชำระหนี้บาปจากขุมหนึ่งก็อาจต้องระเห็จไปร้องจ๊ากๆต่อที่อีกขุมหนึ่ง หรืออาจตกอยู่ในความทุกข์ตรม ความหิวโหยไส้กิ่วทรมาน ความคลุ้มคลั่งแบบเดียวกับช้างตกมัน (แย่กว่าช้างตกมันตรงที่ต้องอยู่ในอาการตกมันนานแสนนานเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด เพราะหน้าที่หนึ่งของนรกคือให้ผลเป็นทุกข์ยืดเยื้อยาวนาน)
ถาม ความหม่นหมองเกิดจากอะไรได้บ้าง? ทุกวันนี้ถือว่าอยู่ในกรอบของความเป็นคนดี คบเพื่อนดี ไม่คิดทำร้ายใคร ไม่เที่ยวเสียหาย ทำทานบ้างตามโอกาส แต่กลับคิดมาก เครียดเก่ง ขี้วิตกกังวลง่ายๆคล้ายไม่ต้องมีต้นสายปลายเหตุ อย่างนี้จะถือว่าจิตกำลังสะสมความหม่นหมองทีละเล็กทีละน้อยจนถึงขั้นร้ายแรงในที่สุดหรือไม่?คำตอบง่ายๆเลยครับ สำหรับบางคน ความหม่นหมองเกิดจากความเคยชินที่จะหม่นหมอง หรือยอมตนให้กับความหม่นหมองจนเคยตัว เรื่องไม่น่าคิดก็เก็บมาคิด เรื่องไม่น่าวิตกก็เก็บมาวิตก
หากเข้าข่ายดังว่านี้ ก็ขอให้คุณทราบเถิดว่าโรคช่างวิตกมีต้นสายปลายเหตุ การยินยอมตกเป็นเบี้ยล่างของความวิตกโดยไม่หาทางทำอะไรให้ดีขึ้นนั่นเองคือต้นเหตุ เหมือนเราตกลงไปในหนองน้ำที่เน่าเหม็นและชื้นแฉะน่ารังเกียจ แล้วตั้งคำถามกับตนเองว่าเหตุใดเนื้อตัวเราจึงไม่แห้งเสียที เหตุใดกลิ่นเหม็นเน่าจึงยังติดผิวกายเราอย่างน่าอึดอัดระอา นี่ก็เป็นเพราะเราไม่หาทางยกตัวขึ้นจากหนองน้ำนั่นเอง
หนองน้ำที่ว่านี้มีพิษด้วยนะครับ เหมือนทำให้สมองเราฝ่อลงได้ หดหู่ท้อแท้ และเชื่ออยู่ลึกๆว่าจะไม่มีวันขึ้นจากหนองน้ำได้ นับว่าแปลกแต่จริง ยิ่งนานวันก็จะยิ่งซ่านไปตามเนื้อตัว สะสมไว้ที่จุดต่างๆคล้ายไขมันมีพิษ ทำให้ผิดปกติไปต่างๆนานา บางวันหงุดหงิดง่าย แต่บางวันก็คล้ายเกิดอาการทอดอาลัยตายอยาก เป็นต้น
ส่วนที่ว่าอาจพัฒนาถึงขั้นร้ายแรงหรือไม่ก็ขอให้ตรองดู ถ้าคุณมีชีวิตที่ปราศจากความสุข อะไรมันจะเลวร้ายไปได้มากกว่านั้นอีก? ชีวิตที่ขาดความสุขนั้น แม้เคยเป็นดอกไม้ก็ต้องเปรียบกับดอกไม้ที่ขาดน้ำ ดอกไม้จะดูเป็นดอกไม้อยู่หรือหากเหี่ยวเฉา? การปราศจากสุขทั้งที่ไม่มีเหตุให้ทุกข์อย่างชัดเจนนั้น แสดงถึงวิธีคิดที่ผิดพลาด เรียกว่าเหตุแห่งทุกข์ก็คือวิธีคิดนั่นเอง
ในระหว่างใช้ชีวิตอันเป็นปกติ หากยังตัดสินใจเลือกที่จะเป็นสุขไม่ได้ แล้วขณะใกล้ขาดใจตายจะมีความแน่นอนอันใดเป็นหลักประกันที่น่าไว้ใจเล่า? ไม่มีสิ่งใดเป็นศัตรูผู้ให้โทษกับเราได้เท่าการตั้งจิตไว้ผิดพลาดอีกแล้ว
ถาม - จะทราบได้อย่างไรว่าจิตเราหม่นหมองอยู่ในระดับตกต่ำร้ายแรงยากจะเยียวยาหรือไม่? จะใช้เกณฑ์ใดเป็นหลักวัดว่าแต่ละวันดีขึ้นหรือแย่ลง? และดีขึ้นแค่ไหนจึงแน่ใจได้ว่าจะไปถือกำเนิดในสุคติภูมิ?
เมื่อหงุดหงิดในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ถามตัวเองว่ารู้ตัวได้เร็วแค่ไหน
๑) ไม่ทันแสดงอากัปกิริยาออกมา พอเริ่มมีความรำคาญกรุ่นขึ้นจะทราบชัด แล้วความหงุดหงิดก็จางลง เปลี่ยนเป็นปลอดโปร่งได้ง่ายๆ หรืออย่างน้อยก็หันไปสนใจสิ่งที่ควรทำเฉพาะหน้าโดยปราศจากความเก็บกด
๒) แสดงอากัปกิริยาหงุดหงิดให้เป็นที่ปรากฏ แต่ก็ระงับลงได้ในเวลาต่อมา โดยปราศจากความรู้สึกทึบแน่นหรือเก็บกด
๓) แสดงอากัปกิริยาหงุดหงิดให้เป็นที่ปรากฏ และไม่แน่ว่าจะระงับได้ ไม่แน่ว่าจะปลอดโปร่งหรือเก็บกดในเวลาต่อมา
๔) แสดงอากัปกิริยาหงุดหงิดให้เป็นที่ปรากฏ ระงับไม่ได้เลย และรู้สึกเก็บกดอยู่ตลอด
ทั้งหมดที่กล่าวนี้ คือขีดความสามารถในการปล่อยวางสิ่งที่ไม่ใช่สาระนั่นเอง หากจิตเราถูกอบรมจนกระทั่งอยู่ในสภาพไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งไร้สาระได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นใจของเราจะเข้าข่ายข้อแรก แต่ถ้าไม่อบรมจิตเสียบ้างเลย ก็มักตกไปอยู่ในข่ายข้อสุดท้าย แต่ละข้อถือเป็นขีดระดับความน่าจะเป็นว่าจิตมีทางไปอันดีหรือร้ายในตัวเอง ผู้มีความปลอดโปร่งไม่ยึดมั่นถือมั่นได้เสมอๆ จะอุ่นใจกับตนเองว่าเราเป็นผู้ไม่มีความเศร้าหมองครอบงำโดยง่าย แต่ผู้มีความอึดอัดยึดมั่นถือมั่นปล่อยวางยาก อาจต้องกังวลว่าเราจะเป็นผู้มีความเศร้าหมองในขณะแห่งมรณกาลหรือไม่
การสังเกตตนเองด้วยหลักวัดคร่าวๆทั้ง ๔ ข้อข้างต้นวันต่อวัน จะช่วยให้เราทราบด้วยตนเองว่าดีขึ้นหรือแย่ลง และในระยะยาวภาพรวมจะปรากฏต่อสำนึกหลักของตนเอง เราเป็นผู้บอกตนเองได้ว่าชีวิตมีความสุขขึ้น เราเป็นผู้บอกตนเองได้ว่าบัดนี้ลดละนิสัยหวงทุกข์แบบเดิมๆลงแล้ว เป็นต้น
ถาม จะมีวิธีแก้ไขความหม่นหมองได้อย่างไร? ขอคำแนะนำแบบเป็นขั้นๆที่สามารถเริ่มตั้งต้นปฏิบัติตามได้เลย
๑) กระซิบบอกตนเองไว้เสมอๆว่า อย่าคิดมาก นี่เรียกว่าเป็นการป้อนโปรแกรมให้กับจิตตนเองในระดับสำนึก เมื่อท่องบ่อยเข้าจนใจยินยอมตามโปรแกรม อาการไม่คิดมากก็จะค่อยๆปรากฏชัดขึ้นมาเอง
๒) หมั่นสังเกตใจตัวเอง หมั่นตั้งคำถามกับใจตัวเอง หมั่นจับผิดใจตัวเอง ว่าขณะหนึ่งๆกำลังคิดมากให้เปล่าประโยชน์หรือคิดน้อยอย่างได้ประโยชน์ เราจะพบว่าแค่การปฏิบัติตนอย่างง่ายๆตรงไปตรงมาเท่านี้ จะทำให้เป็นคนเลิกเพ่งโทษคนอื่น มีความหงุดหงิดน้อยลงอย่างรวดเร็วเหลือเชื่อ
๓) เมื่อหงุดหงิด วิตกเกินกว่าเหตุ หรือหดหู่เศร้าหมอง อย่าพยายามเร่งเอาตัวเองออกมาจากภาวะนั้นๆทันทีทันใดตามใจนึก แต่ให้ตระหนักว่านั่นเป็นภาคมืดของจิต เมื่อใดมีแสงสว่างสาดเข้ามา ความมืดก็จะหายไปเอง ความสว่างนั้นอาจหมายถึงการไม่ยอมจมอยู่กับทุกข์ แต่หันไปเดินเล่นในสวน หันไปอ่านหนังสือธรรมะ หันไปสวดมนต์บ่อยๆ หรือหันไปปฏิบัติภารกิจของคุณด้วยความรู้สึกว่าถ้าทำให้เสร็จ ถ้าทำให้ดี จิตใจเราจะปลอดโปร่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยการประพฤติตนเช่นนี้ กำหนดใจไว้อย่างนี้ ในที่สุดจิตจะฉลาดเลือกทำแต่เหตุให้เกิดความสว่าง และรังเกียจเหตุให้เกิดความมืดอย่างถาวร
ลองเถอะครับ ความเป็นมนุษย์นั้นเหมือนมีดที่คมกว่าเราคิด เอาไปเฉาะดินเล่นจนทื่อก็ได้ หรือเอาไปฟันฝ่าอุปสรรคในตัวเองก็ได้ และในเวลาที่ไม่เนิ่นช้าด้วย
:yociexp54:http://dungtrin.com/prepare/book01.html (http://dungtrin.com/prepare/book01.html)