Kamen rider
11-27-2007, 11:23 AM
<CENTER>http://picdb.thaimisc.com/dokgaew/4862.gif?n
http://abhidhamonline.org/flower.gif
ก่อนที่จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะต้องรู้อะไรบ้าง?</CENTER>การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นเรื่องสำคัญมากๆ วิปัสสนาเป็นชื่อของปัญญาที่รู้แจ้งในรูปและในนามว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เป็นอนัตตา การที่มีบัญญัติธรรมขึ้นมาก็เพื่อที่จะสามารถอธิบายให้เกิดความรู้และเข้าใจได้ ฉะนั้นก่อนที่ลงมือจะปฏิบัติ เราจะต้องเข้าใจเสียก่อน หากไม่เข้าใจก็ปฏิบัติไม่ได้ ต้องมีโยนิโสมนสิการได้แก่การใส่ใจให้ถูก ให้ตรงต่อความเป็นจริง
<DD>
<DD>ที่ว่าการใส่ใจให้ถูก ทำความเห็นให้ตรงนั้น ตรงอะไร?
<CENTER></CENTER><DD>
ตรงกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และตรัสสอนไว้ ความเห็นนั้นจึงเรียกว่า โยนิโสมนสิการ เมื่อได้โยนิโสมนสิการบ่อยๆ ศึกษาไปเรื่อยๆ ก็จะทราบว่า รูปนามนี้เป็นทุกข์จริงๆ ไม่เที่ยงจริงๆ และเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ปัญญาที่จะเกิดรู้ตามความเป็นจริงของอารมณ์ ก็จะเกิดขึ้นเป็นลำดับๆ ฉะนั้นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงหมายถึงการทำใจให้รู้แจ้ง รู้แจ้งว่าเป็นรูป เป็นนาม มนสิการให้เห็นเป็นรูป เห็นเป็นนาม เมื่อเห็นว่าเป็นรูปเป็นนามแล้ว รูปนามนั้นก็จะประกาศความจริงออกมาอีกทีหนึ่งว่า
<DD> รูปที่เห็นนั้นแหละไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้
<DD> นามนี้ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้
<DD>ตั้งคำถามว่า ทำวิปัสสนาแล้วเห็นอะไร?
<DD>มีคนหมู่มากมีความเข้าใจผิดว่า ทำวิปัสสนาแล้วจะเห็นนรก จะเห็นสวรรค์ จะเห็นพระอรหันต์ จะได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า หรือไม่ก็หลับตาเห็นเลขต่างๆ หรือไม่ก็เห็นญาติที่ตายไปแล้ว ช่วยทำวิปัสสนาดูหน่อยว่าญาติฉันตายแล้วไปไหน เป็นต้น ความจริงการทำวิปัสสนาไม่ได้เห็นอะไรอย่างนั้นเลย การทำวิปัสสนา จะไม่เห็นนิมิตอะไรเลย นอกเสียจากรูปและนามเท่านั้นเอง เพราะรูปและนามเป็นอารมณ์ให้เห็น และการเห็นรูปนามก็ไม่ได้เห็นนิมิตด้วย ไม่ได้เห็นเครื่องหมายเป็นรูปร่างปรากฏ
<DD>ฉะนั้นการที่เห็นรูปร่างว่าเป็นคนนั้น ว่าเป็นคนนี้ ว่าเป็นสิ่งนั้น ว่าเป็นสิ่งนี้ การเห็นเช่นนั้นไม่ใช่เห็นแบบวิปัสสนาเห็น แต่เป็นอารมณ์ของสมาธิ การเห็นเป็นสิ่งต่างๆ แสดงว่าจิตได้ตกไปจากอารมณ์วิปัสสนาแล้ว ตกไปสู่อารมณ์อย่างอื่น ผู้ที่รู้และเข้าใจในเรื่องอารมณ์ของวิปัสสนา จะรู้ทันทีว่าจิตตกไปแล้ว ตกไปจากอารมณ์วิปัสสนา คือรูปและนาม ก็จะมีนิมิตต่างๆเข้ามาแทน เหมือนหนัง มีฉายหลายรอบ คนที่ดูหนังรอบนี้ออกไปแล้วทางประตูหนึ่ง พวกใหม่ก็เข้ามาอีกประตูหนึ่ง ฉะนั้น เมื่อรูปนามถูกออกไป นิมิตก็เข้ามาแทน
<DD>ตั้งคำถามต่อว่า เห็นรูป เห็นนามแล้วได้อะไร?
<DD>เห็นรูป เห็นนาม ถ้าเชื่อแค่นี้ เท่ากับว่าฟังตามกันมา ต้องมีความรู้อีกว่า จะเห็นรูป เห็นนาม เห็นแล้วได้อะไร ผลลัพธ์ที่ได้จากการเจริญวิปัสสนาก็คือ เมื่อเห็นรูปเห็นนามแล้ว ก็จะเห็นแจ้ง และรู้แจ้งตามความเป็นจริง เมื่อเห็นแจ้ง และรู้แจ้งตามความเป็นจริงเกิดขึ้น ความเห็นผิดนานาประการที่เรียกว่าวิปลาสก็ออกไป แล้ววิปลาสจะออกไปได้อย่างไร เพราะถูกโมหะอวิชชาปิดบังอยู่ เมื่อมีปัญญาหรือแสงสว่าง ความมืดหรือวิปลาสก็ออกไป
<DD>๑. อัตตวิปลาส...เห็นว่าเป็นอัตตา เป็นตัวเรา เป็นของๆเรา
<DD>๒. นิจจาวิปลาส...เห็นว่าเที่ยง เห็นว่ามั่นคง ไม่ผันแปร ไม่เปลี่ยนแปลง
<DD>๓. สุขวิปลาส...เห็นว่าสุข เห็นว่าเป็นของดี
<DD>๔. สุภวิปลาส...เห็นว่าสวยงาม น่ารัก น่าปรารถนา
<DD>ในวิปลาส ๔ อย่างนี้ เกี่ยวโยงกันเหมือนลูกโซ่ เหมือนปฏิจจสมุปบาท ลูกโซ่ที่ไม่เคยขาดจากสังสารวัฎฎ์ ได้แก่ .
<DD>การเห็นว่าเป็นตัวตน เมื่อเกิดขึ้นมา ==> ก็จะเห็นว่าเที่ยง
<DD>เมื่อเห็นว่าเที่ยงแล้ว ==> ก็จะเห็นว่าสุข
<DD>เมื่อเห็นว่าสุขแล้ว ==> ก็จะเห็นว่าสวยงาม น่าพอใจ น่าปรารถนา <DD>ถ้าไม่มีตัวตนแล้ว จะเที่ยงไหม? สุขไหม? สวยไหม?
<DD>แท้จริงความเห็นดังกล่าวเป็นความเห็นผิด เข้าใจผิด
<DD>และการที่จะละความเห็นผิด เข้าใจผิด นี้ได้ต้องอาศัยการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น
<DD>การเห็นเป็นรูป เป็นนาม เห็นว่าไม่ใช่เรา เห็นว่าไม่ใช่ตัวตน คนสัตว์ตามความเป็นจริงนี้ จะช่วยถ่ายถอนความยึดมั่น ความเชื่อมั่นว่าเป็นเรา (มานะ ทิฏฐิ) ถ่ายถอนออกไปทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าอำนาจของปรีชาปัญญา เห็นเป็นรูปเป็นนาม ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน ปัญญาก็จะสามารถประกาศความจริงของรูปของนามให้ชัดว่า ในรูปนามนั้นเองก็มีไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เหมือนเห็นเสือ ก็จะต้องเห็นลวดลายเสือว่า นี่เสือดำ นี่เสือดาว เห็นชัด
<DD>ฉะนั้นทั้งรูปและทั้งนามอยู่ในฐานะเดียวกัน เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา เมื่อปัญญาเห็นรูปนามไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ ความเห็นผิด ความเข้าใจผิด คือนิจจวิปลาส ก็ถูกถ่ายถอนออกไปจากจิตใจ ความเห็นว่าสุข ว่าสวย ก็พลอยถูกถอนออกในขณะเดียวกันเลย
<DD>วิปัสสนาให้ประโยชน์อย่างไร ?
<DD>ประโยชน์ของการทำวิปัสสนา คือ ทำให้หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง (แต่ถ้าถามว่าได้อะไร? ได้ละวิปลาส) ละความเศร้าโศก ความร่ำไห้รำพรรณ (ทุกข์ประจำ-ทุกข์จร) และ ทำให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด คือละทุกข์นั่นเอง ประโยชน์ก็คือทำให้ทุกข์หมดไป ประโยชน์สูงสุดของวิปัสสนามีเท่านี้ ความดีเลิศของวิปัสสนากรรมฐาน อยู่ที่พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด ทำกุศลอย่างอื่น เช่นสร้างโบสถ์วิหารศาลาการเปรียญใหญ่โต ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า จะกี่วัดก็ตาม ก็ยังไม่ประเสริฐเท่ากับการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะการกระทำเหล่านั้นไม่สามารถประหานกิเลสได้ ไม่สามารถนำให้พ้นจากกองทุกข์ คือขันธ์ ๕ ได้ ส่วนการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน สามารถทำลายกิเลสด้วย เป็นเหตุให้เข้าถึงพระนิพพานด้วย ทำให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงด้วย จึงวิเศษสุด
<DD>ฉะนั้นก่อนที่จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะต้องรู้อะไรบ้าง?
<DD>ก่อนลงมือปฏิบัติต้องมีความรู้ ความรู้ต้องคู่กับการปฏิบัติ คือ
<DD>๑. ต้องรู้ ทวาร ๖
<DD>๒. ต้องรู้ อารมณ์ ๖
<DD>๓. ต้องรู้ว่าอะไรเป็นนาม อะไรเป็นรูป ทางทวารทั้ง ๖
<DD>๔. ต้องรู้กำหนดนามอะไร กำหนดรูปอะไร ในทวารทั้ง ๖
<DD>๕. ต้องรู้วิธีการกำหนดหรือการวางใจในอารมณ์ตามเหตุผลที่เกิดขึ้นตามทวารทั้ง ๖
<DD>เมื่อมีความรู้และความเข้าใจ ก็สามารถที่จะปฏิบัติวิปัสสนา ฝึกฝนทำบ่อยเข้าๆ เหมือนวสี พอทำบ่อยๆ หนักๆเข้า ความสะสม ทำให้รู้แจ้ง ทำบ่อยๆ จากน้อย ไปหามาก จาก ปริตตารมณ์ ก็เป็น อติมหันตารมณ์ อารมณ์นั้นหนักแน่นขึ้น รู้เป็นรูป รู้เป็นนาม เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของรูปและนามก่อนลงมือปฏิบัติต้องมีความรู้
ความรู้ต้องคู่กับการปฏิบัติ คือ <DD>๑. ต้องรู้ ทวาร ๖
<DD>๒. ต้องรู้ อารมณ์ ๖
<DD>๓. ต้องรู้ว่าอะไรเป็นนาม อะไรเป็นรูป ทางทวารทั้ง ๖
<DD>๔. ต้องรู้ว่ากำหนดนามอะไร กำหนดรูปอะไร ในทวารทั้ง ๖
<DD>๕. ต้องรู้วิธีการกำหนดหรือการวางใจในอารมณ์ตามเหตุผลที่เกิดขึ้นตามทวารทั้ง ๖
๑. ต้องรู้ ทวาร ๖
<DD>ทวาร คือทางรับรู้อารมณ์ของจิต คือจิตอาศัยรู้อารมณ์ทางทวารนั่นเอง จิตอาศัยรู้อารมณ์ทางไหน ทางนั้นเรียกว่าทวาร ทวารมี ๖ ทวาร คือ จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร มโนทวาร ต้องรู้จักทวารทั้ง ๖ รู้แค่นี้คือท่อง แล้วต้องรู้จักอย่างไร?.........ต้องรู้ว่า......
<DD>๑. จักขุทวาร <DD>ได้แก่ ทวารทางตา เป็นที่อาศัยรู้อารมณ์ของจักขุวิญญาณ คือจิตเห็น หรือ นามเห็น ๒. โสตทวาร
<DD>ได้แก่ ทวารทางหู เป็นที่อาศัยรู้อารมณ์ของโสตวิญญาณ คือจิตได้ยิน หรือ นามได้ยิน ๓. ฆานทวาร
<DD>ได้แก่ ทวารทางจมูก เป็นที่อาศัยรู้อารมณ์ของฆานวิญญาณ คือจิตรู้กลิ่น หรือ นามรู้กลิ่น ๔. ชิวหาทวาร
<DD>ได้แก่ ทวารทางลิ้น เป็นที่อาศัยรู้อารมณ์ของชิวหาวิญญาณ คือจิตรู้รส หรือ นามรู้รส ๕. กายทวาร
<DD>ได้แก่ ทวารทางกาย เป็นที่อาศัยรู้อารมณ์ของกายวิญญาณ คือจิตรู้การสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง หรือ นามรู้การสัมผัส ๖. มโนทวาร
<DD>ได้แก่ ทวารทางใจ เป็นที่อาศัยรู้อารมณ์ของมโนวิญญาณ คือจิตคิดนึก รู้สึก
<DD>หรือ นามคิดนึก นามรู้สึก
<DD>ฉะนั้นจิตเกิดขึ้นได้ทั้ง ๖ ทวาร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
<DD>เรียกตามภาษาบาลี ก็เรียกว่า จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร มโนทวาร
<DD>แต่ถ้ารู้ ก็เป็นจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานทวาร ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ เกิดขึ้นตามทวาร
<DD>สำหรับในทางปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
<DD>เรียก จักขุวิญญาณ ว่า ..... นามเห็น
<DD>เรียก โสตวิญญาณ ว่า .... นามได้ยิน
<DD>เรียก ฆานวิญญาณ ว่า .... นามรู้กลิ่น
<DD>เรียก ชิวหาวิญญาณ ว่า ... นามรู้รส
<DD>เรียก กายวิญญาณ ว่า ...... นามรู้การสัมผัส
<DD>เรียก มโนวิญญาณ ว่า ..... นามรู้
<DD>ที่เรียกแบบนี้เพราะในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้องทำความรู้ชัดและรู้แจ้ง ไม่ใช่ทำไปด้วยความไม่รู้
<DD>ฉะนั้นต้องรู้ก่อน เรื่องทวาร ๖ ว่า ถ้าวิปัสสนา เขาเรียกชื่อกันอย่างไร ต้องเรียกแบบวิปัสสนาเรียก คือกำหนดเข้าไปจนกระทั่งฝังราก แรกๆ ก็เหมือนท่อง ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปจนฝังราก เมื่อมีความเชื่อจริงๆ แล้วไปปฏิบัติ คือเชื่อว่าเป็นรูปเป็นนาม ขณะเห็น เป็นนามเห็น จะมีความกำหนดของมันเอง ก็เหมือนกับเราเข้าป่าช้าแล้วกลัวผีเอง
๒. ต้องรู้ อารมณ์ ๖
อารมณ์ คือสิ่งที่จิตรู้สิ่งใดที่จิตยังไม่รับรู้
<DD>หมายความว่า... สิ่งที่จิตรู้สิ่งใด ที่จิตยังไม่รับรู้ สิ่งนั้นไม่เรียกว่า อารมณ์
<DD>สิ่งใดก็แล้วแต่ที่จิตรู้ ที่จิตมีหน้าที่รู้แต่ยังไม่ได้รับรู้ สิ่งนั้นไม่เรียกว่า อารมณ์
<DD>สิ่งใดที่จิตเข้าไปรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นถึงเรียกว่า อารมณ์
<DD>เช่น ตอนนี้ของตรงหน้าเต็มไปหมด หลวงพ่อสั่งให้ยกมือขวาขึ้น โสตวิญญาณได้ยิน ตอนนั้นรู้ แต่ของตรงหน้าไม่รู้ จิตรู้ทีละประตู ฉะนั้น เสียงเป็นอารมณ์ ต้องให้เข้าใจชัดแบบนี้เลย
<DD>ฉะนั้นคงไม่งงกับคำว่า "สิ่งใดที่จิตนั้นยังไม่เข้าไปรับรู้ สิ่งนั้นไม่เรียกว่า อารมณ์" แต่ "สิ่งใดที่จิตเข้าไปรับรู้ สิ่งนั้นเรียกว่า อารมณ์" <DD>อารมณ์นั้นมีความมากมายหลากหลาย สุดจะคณานับได้ เมื่อกล่าวโดยพระปรมัตถ์แล้ว อารมณ์เกิดขึ้นทางทวารต่างๆ มี ๖ อารมณ์ด้วยกัน คือ
<DD>๑. รูปารมณ์ ได้แก่ สีต่างๆ... ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์ของ... จักขุวิญญาณ หรือนามเห็น
<DD>๒. สัททารมณ์ ได้แก่ เสียง ...ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์ของ... โสตวิญญาณ หรือนามได้ยิน
<DD>๓. คันธารมณ์ ได้แก่ กลิ่น ...ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์ของ... ฆานวิญญาณ หรือนามรู้กลิ่น
<DD>๔. รสารมณ์ ได้แก่ รส ...ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์ของ... ชิวหาวิญญาณ หรือนามรู้รส
<DD>๕. โผฏฐัพพารมณ์ ได้แก่ ความเย็นร้อน อ่อนแข็ง หย่อนตึง ...ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์ของ... กายวิญญาณ หรือนามรู้กระทบ
<DD>๖. ธัมมารมณ์ ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิดชอบ ชัง ดีใจ เสียใจ เฉยๆ ...ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์ของ... มโนวิญญาณ หรือ นามรู้ทางใจ
๓. ต้องรู้ว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม ทางทวารทั้ง ๖
<DD>การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ต้องรู้รูปนามทางทวารทั้ง ๖ ว่า
<DD>- รูปคืออะไร
<DD>- นามคืออะไร
<DD>- มีอยู่เท่าไร
<DD>- อะไรบ้าง
<DD>รูปคืออะไร ?
<DD>รูป คือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ไม่ได้ ธรรมชาติที่ต้องแตกดับและย่อยยับไปด้วยสิ่งต่างๆที่เป็นข้าศึกแก่กันและกัน เช่น ความเย็นและความร้อน เป็นข้าศึกกัน อยากให้ความเย็นหาย ก็ไปตั้งไฟ อยากให้ความร้อนหาย ก็ไปใส่น้ำเย็น
<DD>หรือกล่าวโดยสรุป สิ่งใดก็ตามรู้อารมณ์ไม่ได้ ต้องแตกดับย่อยยับไปด้วยสิ่งที่เป็นข้าศึกของกันละกัน ..สิ่งเหล่านั้นแหละเรียกว่า รูป
<DD>และรูปนี้มีอยู่เท่าไร?
<DD>รูปมีอยู่ ๒ อย่าง คือ รูปที่ไม่มีวิญญาณครอง ..โต๊ะ เก้าอี้ กับ รูปที่มีวิญญาณครอง ..รูปนั่ง
นามคืออะไร ?
<DD>นาม คือธรรมชาติที่รู้อารมณ์
<DD>ธรรมชาติที่น้อมไปหาอารมณ์ เรียกว่า นาม
<DD>นาม คือธรรมชาติที่มีความรู้สึกต่ออารมณ์ หรือธรรมชาติที่รู้สึก คิดนึก
<DD>หรือกล่าวโดยสรุปก็คือ ความรู้สึกชอบ ความรู้สึกไม่ชอบ ความรู้สึกต่างๆ เห็น ได้ยิน ได้รู้กลิ่น ได้รู้รส ได้รู้สัมผัส เหล่านี้แหละเรียกว่า นาม หรือตัวรู้ต่างๆ เรียกว่า นาม
<DD>รูปที่จะนำมาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้นมีเท่าไร ?
<DD>รูปที่จะนำมาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนามี ๖ คือ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ และอิริยาบท ก็คือ
<DD>๑. รูปทาง ตา คือ รูปารมณ์ ได้แก่.... สีต่างๆ
<DD>๒. รูปทาง หู คือ สัททารมณ์ ได้แก่.... เสียงต่างๆ
<DD>๓. รูปทาง จมูก คือ คันธารมณ์ ได้แก่.... กลิ่นต่างๆ
<DD>๔. รูปทาง ลิ้น คือ รสารมณ์ ได้แก่.... รสต่างๆ
<DD>๕. รูปทาง กาย คือ โผฏฐัพพารมณ์ ได้แก่.... ความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึงที่ปรากฏทางกาย
<DD>๖. รูปทาง ใจ คือ อิริยาบทใหญ่ทั้ง ๔ได้แก่ .... รูปที่อยู่ในท่านั่ง รูปที่อยู่ในท่านอน รูปที่อยู่ในท่ายืน รูปที่อยู่ในท่าเดิน (รูปที่กำลังก้าวไป) รวมถึงอิริยาบทย่อย เหยียด คู้ ก้ม เงย เหลียวซ้าย แลขวา
<DD>ฉะนั้น เวลาเรียนเรื่องรูป มี ๒๘ แต่เวลาทำวิปัสสนา เรื่องรูป มี ๖ รูป
<DD>นามที่จะนำมาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้นมีเท่าไร ?
<DD>นามที่จะนำมาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนามี ๖ คือ ...
<DD>๑.นามเห็น เกิดขึ้นทางตา มีชื่อเรียกในปริยัติศาสนาว่า.... จักขุวิญญาณ
<DD>๒.นามได้ยิน เกิดขึ้นทางหู มีชื่อเรียกในปริยัติศาสนาว่า.... โสตวิญญาณ
<DD>๓.นามรู้กลิ่น เกิดขึ้นทางจมูก มีชื่อเรียกในปริยัติศาสนาว่า.... ฆานวิญญาณ
<DD>๔.นามรู้รส เกิดขึ้นทางลิ้น มีชื่อเรียกในปริยัติศาสนาว่า.... ชิวหาวิญญาณ
<DD>๕.นามรู้สัมผัส เกิดขึ้นทางกาย มีชื่อเรียกในปริยัติศาสนาว่า.... กายวิญญาณ
<DD>๖.นามรู้สึกนึกคิด เกิดขึ้นทางใจ มีชื่อเรียกในปริยัติศาสนาว่า.... มโนวิญญาณ
<DD>เมื่อรู้ขนาดนี้แล้วก็ยังปฏิบัติไม่ได้ ฉะนั้นต้องรู้อีกว่า
<DD>ทางตา อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม: .... สิ่งที่เห็น เป็น รูป
<DD><DD><DD><DD><DD><DD>.... รู้สึกเห็น เป็น นาม
<DD>ทางหู อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม: .... เสียง เป็น รูป
<DD><DD><DD><DD><DD><DD>.... รู้สึกได้ยิน เป็น นาม
<DD>ทางจมูก อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม: ....กลิ่น เป็น รูป
<DD><DD><DD><DD><DD><DD> .... รู้กลิ่น เป็น นาม
<DD>ทางลิ้น อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม: ....รสชาติต่างๆ เป็น รูป
<DD><DD><DD><DD><DD><DD> .... รู้รส เป็น นาม
<DD>ทางกาย อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม: ....เย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง เป็น รูป
<DD><DD><DD><DD><DD><DD> ....รู้เย็น รู้ร้อน รู้อ่อน รู้แข็ง รู้หย่อน รู้ตึง เป็น นาม
<DD>ทางใจ อะไรเป็นรูป....อะไรเป็นนาม: ....อาการของรูปกายที่อยู่ในท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน ท่านอน เป็น รูป รู้ว่ารูปนั่ง รูปยืน รูปเดิน รูปนอน เป็นนาม
<DD><DD><DD><DD><DD><DD> ....รู้ว่ารูปนั่ง รูปยืน รูปเดิน รูปนอน เป็น นาม
๔. ต้องรู้กำหนดนามอะไร กำหนดรูปอะไร ในทวารทั้ง ๖
<DD>ฉะนั้นเมื่อมีรูป มีนามแล้ว ใน ๖ ทวาร นี้ วิปลาสเกิดขึ้นทางไหน ระหว่างรูป หรือ นาม ตามทวาร
<DD>ทางตา ... สิ่งที่เห็น เป็นรูป รู้สึกเห็น เป็นนาม
<DD><DD><DD>วิปลาสเกิดขึ้นหลงว่าเราเห็น
<DD><DD><DD>แท้ที่จริงนามเห็น จึงต้องมีมนสิการว่า นามเห็น ไม่ใช่เราเห็น
<DD><DD><DD>รูปไม่สำคัญ รูปไม่ได้ทำให้วิปลาส เราวิปลาสที่เป็นเราเห็น
<DD>ทางหู... เสียง เป็นรูป รู้สึกได้ยิน เป็นนาม
<DD><DD><DD>เสียงจะไม่ปฏิกิริยาอะไรเลย ถ้าไม่มีนามได้ยิน
<DD><DD><DD>แต่เราโง่ หลงว่าเราได้ยินจึงเกิดพอใจ ไม่พอใจ
<DD><DD><DD>จึงต้องแก้ไข เห็นผิดที่นาม ว่าเราเป็นผู้ได้ยิน แท้จริง นามได้ยิน
<DD>ทางจมูก... กลิ่น เป็นรูป รู้กลิ่น เป็นนาม
<DD><DD><DD>เราหลงผิดว่าเราเป็นผู้เหม็น หรือหอม
<DD><DD><DD>แท้จริง รูปเหม็น รูปหอม
<DD><DD><DD>จึง ต้องกำหนดที่รูป
<DD>ทางลิ้น... เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด เป็นรูป รู้รส เป็นนาม
<DD><DD><DD>เราหลงผิดว่าเราเป็นผู้เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด
<DD><DD><DD>แท้จริง เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด เป็นสภาวธรรมอยู่
<DD><DD><DD>จึง ต้องกำหนดที่รูปรสต่างๆ
<DD>ทางกาย... เย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง เป็นรูป
<DD><DD><DD>รู้ว่าเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง เป็นนาม
<DD><DD><DD>ความโง่อยู่ที่ความรู้ผิดว่าเราเป็นผู้เย็น ผู้ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง
<DD><DD><DD>แท้จริง นามเป็นผู้รู้ แต่รูปมันเย็น รูปมันร้อน รูปมันแข็ง รูปมันอ่อน ไม่ใช่เรา
<DD><DD><DD>จึง ต้องมีความรู้ไปที่รูป
<DD>ทางใจ...ท่าทางต่างๆ ของการนั่ง การยืน การเดิน การนอน เป็นรูป
<DD><DD><DD>ที่รู้ว่าเดินอยู่ นั่งอยู่ ยืนอยู่ เป็นนาม
<DD><DD><DD>ฉะนั้นจึง ต้องกำหนดรู้รูป ..ใครรู้.. นามรู้ในรูปนั้น คือ รูปนั่ง รูปยืน รูปเดิน รูปนอน
<DD>ก่อนที่จะกำหนดวิปัสสนากรรมฐาน จะต้องเข้าใจคำว่า นึก กับรู้สึก ต่างกันอย่างไร? เพราะเข้าปฏิบัติไปนึกไม่ได้เด็ดขาด ต้องไปรู้สึก
<DD>คำว่า "นึก" หมายถึง จิตน้อมไปสู่อารมณ์ในอดีต หรืออนาคต คือนึกไปในเรื่องอดีตบ้าง ในเรื่องอนาคตบ้าง จิตจึงไม่ได้รู้อยู่กับปัจจุบัน แต่ รู้สึก อยู่กับปัจจุบัน
<DD>แล้วทำอย่างไรจึงจะเรียกว่า "รู้สึก"
<DD>เปรียบเสมือนมีผู้ป่วยคนหนึ่ง เดินไปหาหมอ เล่าอาการให้หมอฟังว่าอาการตนเองหนัก
<DD>หมอ .. ต้องฉีดยา
<DD>ผู้ป่วย ..อย่าฉีดเลย มันเจ็บ กินยาก็ได้ ฉีดยามันเจ็บ
<DD>หมอ .. รู้ได้อย่างไรว่ามันเจ็บ
<DD>ผู้ป่วย ..ก็เข็มมันแหลม ทิ่มไปตรงไหนมันก็เจ็บ
<DD>หมอ .. หมอยังไม่ได้ฉีดเลย รู้สึกเจ็บแล้ว แล้วคุณรู้สึกเจ็บได้อย่างไร?
<DD>ผู้ป่วย .. คิดๆเอาว่ามันเจ็บ ก็เข็มมันแหลม แล้วก็เคยถูกฉีดมาแล้ว
<DD>นี่แหละ คือรู้ว่าเจ็บ โดยอาการคิดนึก ยังไม่ทันเกิด ไม่ได้เจ็บจริงๆ
<DD>หมอ .. จัดแจงบรรจุยาเข้าในกระบอกฉีด ให้ผู้ป่วยนอนคว่ำ
<DD><DD> โดยก่อนที่หมอจะฉีด หมอก็ถามว่า เจ็บหรือยัง ปวดมากไหม?
<DD>ผู้ป่วย .. ยังไม่เจ็บ ยังไม่ปวดครับ
<DD>นี่จะแสดงให้เห็นว่าความรู้สึกเจ็บ กับความรู้สึกปวดยังไม่มี
<DD>หมอ .. ค่อยๆ แทงเข็มเข้าไปที่กล้ามเนื้ออย่างช้าๆ
<DD>ผู้ป่วย .. ร้องว่า เจ็บ
<DD>หมอ ... ที่ร้องว่าเจ็บ ต้องนึก ต้องคิด หรือเปล่า?
<DD>ผู้ป่วย .. ไม่ได้คิดเลย มันรู้สึกจริงๆเดี๋ยวนี้ นี่มันกำลังเจ็บอยู่ในขณะนี้แหละ
<DD>หมอ ... คิดนึกเจ็บ กับรู้สึกเจ็บต่างกันไหม?
<DD>ผู้ป่วย .. ต่างกันสิหมอ ความนึกคิดเจ็บ...มันไม่ได้เจ็บจริงๆ นี่ แต่ความรู้สึกเจ็บ....มันเจ็บจริงๆ นะหมอ
<DD>หมอ ... ฉะนั้นความนึกคิด กับ ความรู้สึก จึงต่างกัน ...จำไว้นะ
<DD>ทีนี้ก็รู้แล้วว่า คิดนึก กับรู้สึก ต่างกัน
<DD>ความคิดนึก เป็นอารมณ์ใน อดีต ที่ผ่านมาแล้วหรือ ในอนาคต ที่ยังมาไม่ถึงเลย ไม่ได้เป็นอารมณ์ปัจจุบัน
<DD>ส่วนความรู้สึก เป็นอารมณ์ ปัจจุบัน คือ กำลังปรากฏอยู่เฉพาะหน้า กำลังเกิดขึ้นจริงๆ
<DD>เมื่อเข้าใจว่า นึกคิด กับรู้สึก แตกต่างกันได้ แยกแยะได้ ก็สามารถไปทำวิปัสสนาได้ แต่ถ้าแค่นี้ก็ไม่เข้าใจ แยกแยะไม่เป็น ทำวิปัสสนาก็ไม่ได้ ไม่ได้อะไรเลย ไม่ได้อะไรเลยจริงๆ
<DD>เมื่อเข้าใจแบบนี้ ก็กำหนดรูป หรือนามก็ได้ ...ด้วยความรู้สึกที่กำลังดูรูปอยู่ รูปอะไร .... ดูนามอยู่ นามอะไร ได้ปัจจุบัน
๕. ต้องรู้วิธีการกำหนดหรือการวางใจในอารมณ์ตามเหตุผลที่เกิดขึ้นตามทวารทั้ง ๖
<DD>ทีนี้จะดูรูป ดูนามกันอย่างไร มีตั้ง ๖ รูปก็ ๖ นาม ก็ ๖ ดูกันอย่างไร?
<DD>รูปนั้นมี ๖ คือ รูปทางตา รูปทางหู รูปทางจมูก รูปทางกาย รูปทางใจ
<DD>การดูรูป ก็ต้องดูที่รูปใดรูปหนึ่งที่กำลังปรากฏ หมายถึงที่กำลังมีอยู่ ซึ่งเรียกว่า ปัจจุบันอารมณ์
<DD>นามก็มี ๖ คือ นามทางตา นามทางหู นามทางจมูก นามทางกาย นามทางใจ
<DD>การดูนาม ก็ต้องดูนามใดนามหนึ่งที่กำลังปรากฏ กำลังมีอยู่ เช่นเดียวกัน
<DD>การดูรูป หรือการดูนาม หมายถึง ตามรู้ ไม่ใช่ไปจ้องดู หรือเพ่งดูอย่างจริงๆจังๆ เอาแค่แมวคอยตะครุบหนูเท่านั้นเอง ต้องมีสิ่งที่ยืนให้รู้ก่อน จึงตามรู้ได้
เพื่อไม่ให้ไปคิด เราจะเห็นว่า....ได้ยิน ก็ต้องมีเสียง จึงได้ยิน ตามได้ยิน ไม่ใช่ไปวิ่งตามเสียง คือมีเสียงแล้วตามรู้ ..นี่ นามได้ยิน มีให้รู้ แล้วตามรู้ มีให้รู้ แล้วตามรู้ เหมือนอาหารบุปเฟ่ต์ ตักเรียงเป็นแถวไป ตามตัก ตามตัก ตามตัก คนข้างหลังสิ ตักตาม ตักตาม ตักตาม เรามาคนเดียว อัตตาหิ อัตโนนาโถ จึงตามตัก อย่าไปตักตาม อารมณ์เราต้องเป็นหนึ่งอยู่ตลอดเวลา... ข้าว ผัดปลาดุกฟู ยำปลาช่อน ต้มเปรต ต้ามโคล้ง ผัดผักสามสหาย เราก็ตามรู้ไป จะรู้หมดเลยทีเดียวไม่ได้ ต้องมีสิ่งให้รู้ จึงเรียกว่า.. ตามรู้ ฉะนั้นการตามรู้ ไม่ใช่ไปจ้อง เพราะจ้องไม่ได้ตามรู้แล้ว เพราะมีสิ่งที่เลื่อนไปตลอด พอตรงนี้ก็นึกถึงมอเตอร์หรือสายพานในโรงงานฝาจีบ ที่มีขวดต่างๆเลื่อนเข้ามา ฝาจีบก็ปั๊มลงไป เหมือนเครื่องจักร พอขวดมา ก็ปั๊ม ขวดมาก็ปั๊ม หากจ้องอยู่ที่เดียว พอฝาจีบก็จ้องปั๊มอยู่ที่ขวดนั้นขวดเดียว...ไม่ได้..ผิด...แล้วก็เป็นไปไม่ได้ด้วย ฉะนั้นเราต้องตามรู้ ขณะที่มีอะไรให้รู้ ก็รู้ รู้ไม่ทัน ก็ไม่ต้องรู้ ก็ตามรู้ตอนทันต่อไป
<DD>การดูในที่นี้หมายถึง ดูด้วยใจโดยมีสติระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันคือรูปหรือนามที่เกิดขึ้นในขณะนั้น และมีสัมปชัญญะคือปัญญา ตามรู้อารมณ์ปัจจุบันที่สติระลึกรู้ว่าเป็นรูปอะไร หรือนามอะไรในขณะนั้น สติในที่นี้มีความระลึกรู้สึกอยู่กับรูป กับนาม ปัญญาก็ตามเข้าไปรู้ว่า..รูปอะไร นามอะไร
<DD>สติเกิดขึ้น ปํญญาตามรู้
<DD>สติ... ระลึกรู้สึกว่าอาการนี้..รูป
<DD>ปัญญาตอบ...รูปอะไร
<DD>สติ... ระลึกรู้สึกว่าอาการนี้..นาม
<DD>ปัญญาตอบ...นามอะไร
<DD>ฉะนั้น สติตามปัจจุบัน ปัญญา ก็ตามอารมณ์ จึงได้อารมณ์ปัจจุบัน
<DD>ในการปฏิบัติจึงต้องมีความเข้าใจ เมื่อมีความเข้าใจแล้วทำบ่อยๆ มนสิการแบบนี้บ่อยๆๆ ก็เท่ากับดื่มด่ำธรรมโอสถ ยาที่วิเศษที่สุดคือ โยนิโสมนสิการ เมื่อทุกอย่างมีเต็มแล้ว อำนาจของโยนิโสมนสิการก็จะมาคุ้มครองรักษา เพราะที่ปัจจุบันนั้นเป็นที่ให้เกิดอภิชฌาและโทมนัส เมื่อทันเสียอย่าง อภิชฌา โทมนัส เกิดไม่ได้ เมื่อไม่มีอภิชฌาโทมนัส เท่ากับว่า ไม่มีกิเลสเกิดตอนนั้น ฉะนั้น ปริยัติสำคัญมากๆ
<DD>เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติต้องมีหน้าที่ หน้าที่ของผู้ปฏิบัติคือมีสติ มี สัมปชัญญะ เพื่อจะได้ ควบคุมว่ากำลังดูรูปอะไร นามอะไร ที่กำลังปรากฏอยู่ กำลังมีขึ้นอยู่
<DD>ทำไมต้องมีสติ สัมปชัญญะ?
<DD>มี มีสติ..คือมีความระลึกอยู่กับรูป กับนาม ที่กำลังปรากฏอยู่ กำลังมีอยู่ เป็นปัจจุบันอารมณ์
<DD>มี มีสัมปชัญญะ..คือมีความรู้สึกชัดตามที่สติระลึกรู้อยู่ ว่าเป็นรูปอะไร นามอะไร รูปนั่งหรือรูปนอน รูปนอนหรือรูปยืน นามเห็นหรือนามได้ยิน นามได้ยินหรือนามรู้ ฉะนั้น สติระลึกรู้ในรูปในนาม ปัญญารู้รูป นามตามทวารต่างๆชัด สติต้องไปตั้งอยู่ตามทวารที่ถูกต้องเป็นปัจจุบันด้วย แล้วปัญญาก็รู้ว่า นามอะไร รูปอะไร เพื่อทำลายความเห็นผิดออกไปอีกชั้นหนึ่ง
<DD>ฉะนั้น ในการปฏิบัติขอให้มีความเข้าใจ เข้าใจให้ถูกต้อง เพราะถ้าทำความเข้าใจไม่ถูกต้อง ไม่เข้าใจชัดแล้ว จะทำวิปัสสนาไม่ได้เลย
<DD>...ถ้านามก็ไม่รู้ รูปก็ไม่รู้
<DD>...สติคืออะไรก็ไม่รู้ สัมปชัญญะคืออะไรก็ไม่รู้
<DD>...ความต่างกันระหว่างคิดนึกกับรู้สึกก็ไม่รู้
<DD>...สรุปได้ว่าทำวิปัสสนาไม่ได้เลย หรือจะไปทำอะไรก็แล้วแต่ ...ขณะนั้นไม่ใช่วิปัสสนา
<DD>...เมื่อไม่เป็นวิปัสสนา และก็ไม่ใช่วิปัสสนา ...พระนิพพานก็ไม่ถึง
<DD>ฉะนั้นการเรียนคันถธุระ กับ การเข้าใจวิปัสสนาธุระ เป็นไปด้วยกัน แต่ในวิปัสสนาธุระนั้นจะดึงเอาอะไรออกมาบ้าง ฉะนั้น เรียนแล้วจึงต้องซักถามทำความเข้าใจให้ละเอียด
<DD>อย่างรูป ๒๘ พอมาในนัยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือรูป ๖ เท่านั้นเอง ถ้าเราจำแต่รูป ๖ และไม่เข้าใจรูป ๒๘ มันก็ไม่ชัดแจ้ง ในการปฏิบัติไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากรูปและนาม รูปมี ๒๘ รูป ในจำนวน ๒๘ รูปนี้มีชื่อจำเพาะๆๆ ได้แก่
<DD>๑. ปถวีรูป ......ได้แก่ รูปที่มีลักษณะแข็งหรืออ่อน
<DD>๒. อาโปรูป.....ได้แก่ รูปที่มีลักษณะไหลหรือเกาะกุม
<DD>๓. เตโชรูป..... ได้แก่ รูปที่มีลักษณะร้อนหรือเย็น
<DD>๔. วาโยรูป......ได้แก่ รูปที่มีลักษณะไหวหรือเคร่งตึง
<DD><DD>สี่รูปนี้เรียกว่ามหาภูตรูป ๔
<DD>๕. จักขุปสาทรูป......ได้แก่จักขุปสาทหรือปสาทตา
<DD>๖. โสตปสาทรูป......ได้แก่โสตปสาทหรือปสาทหู
<DD>๗. ฆานปสาทรูป......ได้แก่ฆานปสาทหรือปสาทจมูก
<DD>๘. ชิวหาปสาทรูป.....ได้แก่ชิวหาปสาทหรือปสาทลิ้น
<DD>๙. กายปสาทรูป ...... ได้แก่กายปสาทหรือปสาทกาย
<DD><DD>ห้ารูปนี้เรียกว่าปสาทรูป ๕
<DD>๑๐. รูปารมณ์ ......รูปที่เห็น สีต่างๆ
<DD>๑๑. สัททารมณ์ ......รูปเสียง
<DD>๑๒. คันธารมณ์......รูปกลิ่น
<DD>๑๓. รสารมณ์....... รูปรส
<DD>๑๔. อิตถีภาวรูป.....รูปเป็นเหตุแห่งความเป็นหญิง
<DD>๑๕. ปุริสภาวรูป.....รูปเป็นเหตุแห่งความเป็นชาย
<DD>๑๖. หทยรูป..........รูปที่อาศัยเกิดของจิตแลเจตสิก
<DD>๑๗. ชีวิตรูป..........รูปที่รักษากลุ่มที่เกิดจากกรรม
<DD>๑๘. อาหารรูป.......รูปโอชะที่อยู่ในอาหาร
<DD>๑๙. ปริจเฉทรูป.......รูปที่เป็นความว่างคั่นรูปต่อรูป
<DD>๒๐. กายวิญญัติรูป....รูปที่แสดงการเคลื่อนไหวทางกาย เช่น ขวักมือ
<DD>๒๑. วจีวิญญัติรูป.....รูปที่แสดงการเคลื่อนไหวทางวาจา
<DD>๒๒. ลหุตารูป....... รูปเกิดเป็นความเบา
<DD>๒๓. มุทุตารูป........ รูปเกิดเป็นความอ่อน
<DD>๒๔. กัมมัญญตารูป...รูปเกิดเป็นความควร
<DD>๒๕. อุปจยรูป........รูปแรกเกิด
<DD>๒๖. สันตติรูป........รูปที่เกิดสืบต่อ
<DD>๒๗. ชรตารูป........รูปที่เกิดแก่ใกล้ถึงความดับ
<DD>๒๘. อนิจจตารูป.....รูปที่ดับ
<DD>แต่ถ้าเรามาทำความเข้าใจว่ารูปปรมัตถ์ตรงนี้ นัยการปฏิบัติเป็นอะไรๆ แล้วเราจะรู้เลยว่าเราปฏิบัติจะดึงอะไรมาบ้าง มันเกิดขึ้นทางไหนบ้างที่จะผ่านทวารได้ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ผ่านทวารไหน ? ปริจเฉทรูป ? เรากำหนดได้ไหม ไม่ได้
<DD>ดังนั้นจึงบอกว่า
<DD>...นัยการปฏิบัติ รูปมี ๖
<DD>...นัยปริยัติ รูปมี ๒๘ ซึ่งมีคำอธิบายในอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๖
<DD>นาม ตามนัยปริยัติ มี
<DD>๑. นามจิต ได้แก่จิตทั้งหมด ๘๙ ดวง :
<DD><DD>..... อกุศลจิต ๑๒
<DD><DD>.....อเหตุกจิต ๑๘
<DD><DD>.....มหากุศลจิต ๘ มหาวิบากจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘
<DD><DD>.....มหัคคตกุศลจิต ๙ มหัคคตวิบากจิต ๙ มหัคคตกิริยาจิต ๙
<DD><DD>.....มรรคจิต ๔ ผลจิต ๔
<DD>ถ้าตามนัยองค์ฌาน ก็เป็น ๑๒๑ แต่ให้นับเนื่องแค่ ๘๙
<DD>จะหาชื่อจิตเหล่านี้ และทำความเข้าใจได้ใน อภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑
<DD>๒. นามเจตสิก ได้แก่เจตสิก ๕๒ ดวง :
<DD><DD>.....สัพพจิตตสาธารณะ ๗
<DD><DD>.....ปกิณณกะ ๖
<DD><DD>.....โมจตุกะ๔ โลติกะ๓ โทจตุกะ ๔ ถีทุกะ ๒ วิจิกิจฉา ๑
<DD><DD>.....โสภณ ๒๕
<DD>ศึกษารายละเอียดได้จาก อภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๒
<DD>ฉะนั้น รูปนามตามนัยของการปฏิบัติ กับรูปนามตามนัยของปริยัติ จึงมีความแตกต่างละเอียดวิจิตรพิสดารมาก สุขุมคัมภีรภาพต่างกัน
<DD>ยกตัวอย่างเช่น <DD>รูป นัยปริยัติ บอกว่า รูป ๒๘ นาม นัยปริยัติ บอกว่า นามจิต กับนามเจตสิก
<DD>รูปนามตามนัยของการปฏิบัติ หมายถึงรูปนามที่ใช้ปฏิบัติวิปัสสนา
<DD>และรูปนามที่จะใช้ปฏิบัตินี้ เป็นรูปนามทางไหนบ้าง?
<DD>รูปนามที่จะใช้ คือ รูปนามทางตา รูปนามทางหู รูปนามทางจมูก รูปนามทางลิ้น รูปนามทางกาย รูปนามทางใจ แค่นั้นเอง
<DD>ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจะต้องเรียนให้รู้ ให้เข้าใจว่าอะไรคืออะไร ไม่ใช่ว่าไม่รู้และไม่เข้าใจ ยกกะบิขึ้นไป ไม่ได้
<DD>ถ้าจะปฏิบัติวิปัสสนาต้องรู้ ต้องเป็น เพราะถ้าไม่รู้ ไม่เป็น ไม่เป็นวิปัสสนา และก็ไม่ถึงวิปัสสนา เมื่อเข้าใจแล้ว ก็เอาความเข้าใจเหล่านี้แหละไปปฏิบัติวิปัสสนา
<DD>ฉะนั้นจึงเรียกว่า เราจะต้องศึกษาหาความรู้ให้ละเอียดขึ้นไปอีก
<DD> .รูปที่ใช้ปฏิบัติวิปัสสนา หมายถึงรูปที่เป็นอารมณ์ของสติ และปัญญาทางทวารทั้ง ๖ เท่านั้น รูปที่เป็นอารมณ์ของสติ และปัญญาทางทวารทั้ง ๖ เท่านั้น ได้แก่อะไรบ้าง? ได้แก่
<DD>๑. รูปทางตา .....คือรูปารมณ์ ได้แก่สิ่งเห็นเป็นสีต่างๆ
<DD>๒. รูปทางหู .....คือ สัททารมณ์ ได้แก่เสียงต่างๆ
<DD>๓. รูปทางจมูก ...คือ คันธารมณ์ ได้แก่กลิ่นต่างๆ
<DD>๔. รูปทางลิ้น ...คือ รสารมณ์ ได้แก่รสต่างๆ
<DD>๕. รูปทางกาย ...คือโผฏฐัพพารมณ์ ได้แก่เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เคร่ง ตึง
<DD>๖. รูปทางใจ .....คือรูปที่อยู่ในท่านั่ง เรียกว่ารูปนั่ง รูปที่อยู่ในท่านอน เรียกว่ารูปนอน รูปที่อยู่ในท่ายืน เรียกว่ารูปยืน รูปที่อยู่ในท่าเดิน เรียกว่ารูปเดิน
<DD>รูปทั้ง ๖ เหล่านี้เป็นอารมณ์ของสติและปัญญาโดยตรง ถ้าจะเจริญปัญญา กำหนดรู้ รูปนั้น นามนั้น การกำหนดรู้รูปนั้น นามนั้น ตามนัยแห่งการเจริญนั้น เรียกว่า ..การเจริญสติปัฏฐาน หรือการเจริญวิปัสสนา
<DD>ฉะนั้น จะเห็นความแตกต่าง พิสูจน์ได้
<DD>สัตวโลก มีเหมือนกันหมดทุกคน แต่ตอนปฏิบัติ ไม่เหมือนกันเลย ลอกเลียนแบบกันไม่ได้
<DD>นั่งอยู่นี่ ..ชีวิตรูป มีทุกคน อิตถีภาวรูป ผู้หญิง ปุริสภาวรูป ผู้ชาย มีหมด เรียนให้รู้ว่าพระพุทธเจ้าแจกแจงชีวิตออกมาเป็นแบบนี้ๆ แต่เวลาปฏิบัติ ตัวใครตัวมัน อตฺตาหิ อตฺตโนนาโถ ตนนั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน
<DD>นาม นัยปริยัติ ได้แก่ นามจิต และนามเจตสิก แต่นาม ที่ใช้ในการเจริญวิปัสสนา ไม่ใช่ ๘๙ หรือ ๕๒
<DD>นามที่ใช้ปฏิบัติวิปัสสนา หมายถึงนามที่เป็นอารมณ์ของสติ และปัญญาทางทวารทั้ง ๖ เหมือนกัน
<DD>๑. นามทางตา ...คือ การเห็น ...มีชื่อเรียกว่า จักขุวิญญาณ
<DD>๒. นามทางหู... คือ ได้ยิน ...มีชื่อเรียกว่า โสตวิญญาณ
<DD>๓. นามทางจมูก... คือ ได้กลิ่น ...มีชื่อเรียกว่า ฆานวิญญาณ
<DD>๔. นามทางลิ้น ...คือ ได้รู้รส ...มีชื่อเรียกว่า ชิวหาวิญญาณ
<DD>๕. นามทางกาย ...คือความรู้สึกสัมผัสทางกาย ... มีชื่อเรียกว่า กายวิญญาณ
<DD>๖. นามทางใจ ...คือความรู้สึกนึกคิดต่างๆ... มีชื่อเรียกว่า มโนวิญญาณ
<DD>ฉะนั้น นามทั้ง ๖ นี้ เป็นอารมณ์ของสติและเป็นอารมณ์ของปัญญา
<DD>และแต่ละคนต่างเกิดไม่เหมือนกัน คนเราเห็นเหมือนกันไหม? ไม่เหมือน แล้วในรูป รูปเหมือนกันไหม?..บางคนนั่ง บางคนยืน
<DD><DD> ต้องเป็นปัจจุบันของตนเอง แล้วเป็นจริงแบบพระพุทธเจ้า <DD>พระพุทธเจ้า กล่าวว่า อันนี้เรียกว่าอะไร เกิดขึ้นกับเราจริง แต่รู้จริงแบบพระพุทธเจ้า มีเพียงผู้ปฏิบัติ กับพระพุทธเจ้า
<DD>ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
<DD>นี่เป็นการเห็นชัดเลยว่า พระนิพานเป็นการดำเนินไปแต่เพียงผู้เดียว ใครทำใครได้ ใครพบ ใครพ้น เพราะปัจจุบันของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
<DD>สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา บังคับบัญชาไม่ได้ ทางด้านปริยัติ ก็บังคับบัญชาไม่ได้ ทางรูป... ต้องเป็นรูปมี ๒๘ ฉันจะมีรูปเพียง ๕ ไม่ได้ บังคับไม่ได้ ในการปฏิบัติ: ก็ต้องเป็นรูป ๖ทางนาม...ก็จะเป็นนามจิต ๘๙ นามเจตสิก ๕๒ ไม่เอา ฉันจะเอาเจตสิกเดียวพอ ไม่ได้ บังคับไม่ได้
โลภมูลจิต ดวงที่หนึ่งเกิดขึ้น ก็จ้องประกอบด้วยเจตสิก ๑๙ เหมือนกันหมด แต่โลภที่เกิดขึ้น ต่างกัน ในการปฏิบัติ: ก็ต้องเป็นนาม ๖ รูปทั้ง ๖ ทวาร รูปใดรูปหนึ่ง ก็ไม่ได้เป็นอารมณ์ของสติปัญญา นามทั้ง ๖ ทวาร ทวารใดทวารหนึ่ง ก็ไม่ได้เป็นอารมณ์ของสติปัญญา แต่ขณะที่เข้าไปรู้รูปในขณะนั้น รู้นามในขณะนั้น ขณะนั้นแหละเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เรียกว่า อารมณ์ปัจจุบัน
ขณะที่ไม่รู้ในอารมณ์ปัจจุบัน คือรูปปัจจุบัน หรือนามปัจจุบัน ขณะนั้นจะเรียกว่า เจริญสติปัฏฐานไม่ได้เด็ดขาด หรือเรียกว่าไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน หรือไม่ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะสติและปัญญาไม่ได้มีนามรูปเป็นอารมณ์ ฉะนั้น คำบริกรรม ไม่ว่าจะเป็นพุทโธ สัมมาอรหัง หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่วิปัสสนา
<DD>ขณะใดไม่มีรูปหรือนามเป็นอารมณ์ของสติและปัญญา
<DD> จะไม่เรียกว่าการเจริญสติปัฏฐาน จะไม่เรียกว่าการเจริญปัญญา หรือวิปัสสนา
<DD>เพราะฉะนั้นรูป ๖ เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา นาม ๖ ก็เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา
<DD>ตัววิปัสสนาก็คือ ตัวปัญญาที่รู้รูป รู้นาม
<DD>ปัญญา ก็คือรู้แจ้งในรูป รู้แจ้งในนามที่กำลังปรากฏอยู่เฉพาะหน้าซึ่งเรียกว่า ปัจจุบันอารมณ์
<HR>
ดังได้กล่าวแล้วว่า ก่อนลงมือปฏิบัติต้องมีความรู้ ความรู้ต้องคู่กับการปฏิบัติ คือ <DD>๑. ต้องรู้ ทวาร ๖
<DD>๒. ต้องรู้ อารมณ์ ๖
<DD>๓. ต้องรู้ว่าอะไรเป็นนาม อะไรเป็นรูป ทางทวารทั้ง ๖
<DD>๔. ต้องรู้ว่ากำหนดนามอะไร กำหนดรูปอะไร ในทวารทั้ง ๖
<DD>๕. ต้องรู้วิธีการกำหนดหรือการวางใจในอารมณ์ตามเหตุผลที่เกิดขึ้นตามทวารทั้ง ๖
<DD>เมื่อรู้และเข้าใจ ๕ อย่างนี้ ก็ปฏิบัติได้
<DD>การดูรูปนั่ง
<DD> เบื้องต้นให้รู้สภาวะเสียก่อน ที่นั่งอยู่เป็นรูป ทำไม? ก็เพื่อ ไม่ให้เป็นเรา ไม่มีตัวตนคนสัตว์มานั่ง
<DD> เป็นเพียงรูปกายที่อยู่ในท่าเท่านั้นเอง
<DD>...ในท่าเท่านั้น หมายถึงว่า กองแห่งรูปมาประชุมกันอยู่ เรียกว่ารูปกาย
<DD>...และในกองแห่งรูปนี้ได้แก่ รูป ๒๘ ตามนัยแห่งพระอภิธรรม
<DD>...รู้ได้อย่างไร รู้ได้ด้วยการศึกษา แต่ละคนมีเหมือนกันหมด
<DD>รูป ตามนัยแห่งพระอภิธรรมได้แก่ รูป ๒๘ คือ อวินิพโภครูป ๘ วิการรูป ๓ สัททรูป ๑ ชีวิตรูป ๑ หทยรูป ๑ ปสาทรูป ๕ ภาวรูป ๒ วิญญัติรูป ๒ ลักขณรูป ๔ ปริจเฉทรูป ๑ แต่ละคนมีเพียงคนละ ๒๗ (เว้นอิตถีภาวรูปหรือปุริสภาวรูป) มาประชุมกันเป็นรูปกายเท่านั้นเอง และมีใจครอง คือเป็นรูปที่มีวิญญาณครอง
<CENTER>
เมื่อสิ้นลม .. ล้มตาย .. กลายเป็นศพ
ถึงจุดจบ .. เกมส์ชีวิต .. ปิดฉากฉาย
นอนในโรง .. ใบแคบๆ .. โอบแนบกาย
ไม่มีสหาย .. ญาติหรือทรัพย์ .. ไปกับเรา
</CENTER><DD>สมมุติว่าตาย ก็เป็นรูปที่ไม่มีวิญญาณครอง
<DD>รูป ตามนัยแห่งพระสูตรได้แก่ ธาตุดิน ๒๐ ธาตุน้ำ ๑๒ ธาตุไฟ ๔ ธาตุลม ๖ มาประชุมกัน
<DD>...แล้วเราก็สมมุติไว้ว่า ท่าทางอาการแบบนี้เรียกว่า ...รูปนั่ง ใส่ชื่อเข้าไปเป็น...คนนั่ง แท้ที่จริง รูปนั่ง เอามาจากรูป ๒๘ มาประชุมกันเป็นรูปกาย
<DD>ทำไมถึงเรียกว่ารูปนั่ง? ตรงนี้แหละสำคัญ
<DD>การเรียกร่างกายนี้ว่ารูป เพราะว่าร่างกายรู้อารมณ์ไม่ได้ ต้องย่อยยับไปด้วยปัจจัยที่เป็นข้าศึก คือความเย็นความร้อน จึงเรียกว่ารูป
<DD>- ร่างกายของคน ร่างกายของสัตว์ทั้งหลายมีความเสื่อม ความดับไปด้วยความเย็นความร้อน จึงเรียกว่า รูปกาย
<DD>รูปกาย แปลว่าที่ประชุมของสิ่งที่ต้องแตกดับย่อยยับ เอาไฟเผาก็ได้ เอามีดเฉือนออกเป็นชิ้นๆก็ได้ ทำร้ายก็ได้ ด้วยอะไรก็ถูกทำลายได้...รูป
<DD>- อีกประการหนึ่ง ที่เรียกว่ารูปก็เพราะว่ารู้อารมณ์ไม่ได้ (ธรรมชาติใดที่รู้อารมณ์ไม่ได้ธรรมชาตินั้นเรียกว่า รูป) เพราะฉะนั้น ธรรมชาติใดที่รู้สึก นึกคิดไม่ได้ รู้อารมณ์ไม่ได้ จึงเรียกธรรมชาตินั้นว่า รูป
<DD>เมื่อรูปกายนี้ หรือรูปนี้อยู่ในท่านั่ง จึงต้องรู้สึก และเรียกรูปนี้ว่าเรียกว่า "รูปนั่ง" นั่นเอง ความเข้าใจต้องเกิดขึ้น ไม่ใช่ฟังมา
<DD><DD>ต้องเข้าใจละเอียด ==> ศรัทธา ==> แล้วปฏิบัติ
<DD>เข้าใจความหมายของรูปแล้ว แค่นี้ยังไม่พอ ต้องเข้าใจต่อไปว่า ที่นั่งอยู่เป็นรูป ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน และไม่ใช่ของๆ เรา...ทำไม?
<DD>ก็เพื่อฝึกจิตใจให้รู้สึกตรงกับความเป็นจริง เพื่อทำลายความเห็นผิด
<DD>การฝึกจิตใจให้รู้สึกตรงกับความเป็นจริงนี้แหละ เรียกว่า โยนิโสมนสิการ
<DD>ฝึกจิตใจให้รู้สึกตรงกับความเป็นจริง เรียกว่าเป็นพวกมีโยนิโสมนสิการอยู่ในใจ เพราะอะไร?
<DD>เพราะแต่ก่อนเรา มีความสำคัญผิดอยู่ ว่าเป็นเรา เป็นหญิง เป็นชาย เป็นตัวตนคนสัตว์ มานั่ง เพราะความสำคัญผิดคิดว่า รูปนี้เป็นเรานั่นเอง เป็นตัวเรา เป็นของๆเรา แล้วก็ยึดว่าเป็นรูปนั่ง รูปนั่งนี้เป็นของเรา แต่ก่อนเรายึดอย่างนี้ เพราะไม่ได้ศึกษา พอมานั่งก็รู้สึกทันทีว่าเป็นเรานั่ง เราเมื่อย .ไม่ว่ารูปอะไร ก็เป็นเราหมด
<DD>เมื่อได้ศึกษา ได้รับรู้ความจริงแล้ว จึงรู้ว่านั่งอยู่นี้ไม่ใช่เรานั่ง เป็นการประชุมของรูป ๒๘ หรือ เป็นการประชุมของ ธาตุดิน ๒๐ธาตุ น้ำ ๑๒ ธาตุไฟ ๔ ธาตุลม ๖ ตามนัยพระสูตร
<DD>เมื่อศึกษารู้แล้วว่าไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของๆเรา เป็นเพียงรูปกายที่อยู่ในท่านั่ง เท่านั้นเอง ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ และความหมายรู้แบบนี้ จึงรู้เข้าไปในความจริงว่า อาการที่ปรากฏคือรูปนั่ง และมีธรรมชาติที่รู้อยู่ว่ารูปนั่ง คือนาม เพราะรูปเป็นสิ่งที่รู้อะไรไม่ได้ (ธรรมชาติที่ตรงข้ามกับรูปคือนาม)
<DD>รู้แบบนี้มีประโยชน์อะไร?
<DD>ถ่ายถอนความเข้าใจผิด ถ่ายถอนความสำคัญผิด คือเมื่อใส่ใจให้ถูก ใส่ใจบ่อยๆให้ถูกๆ ให้ตรงกับความเป็นจริง ที่นั่งอยู่นั้นเป็นรูป ไม่ใช่ตัวตน ที่เคยยึดมั่นว่าเป็นเรา เป็นเรา ก็จะถูกถ่ายถอนออกไปเรื่อยๆ ความเข้าใจผิดก็ถูกถ่ายถอนออกไปเรื่อยๆ
<DD>ฉะนั้นผู้ปฏิบัติทั้งหลาย จึงต้องมีโยนิโสมนสิการ คือใส่ใจให้ถูก ให้ตรงกับความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา ที่นั่งอยู่ ก็ต้องรู้ว่ารูปนั่ง ที่เคยยึดมั่นว่าเป็นเรานั่ง เป็นเรานอน เป็นเรายืน เป็นเราเดิน เป็นความเข้าใจผิด เป็นความสำคัญผิด ฉะนั้นต้องใส่ใจใหม่ สำคัญใหม่ คือ เมื่อเรียนแล้ว ต้องตรงดิ่งแห่งการมอง เหมือนการทิ้งสมอลงไป สมอหนัก ก็จะดิ่งลง หยั่งลงสู่ก้นมหาสมุทรเลย
ฉะนั้นเหมือนกัน ปัญญาก็ดิ่งตรงเหมือนแทงอนุสัยเข้าไป ที่เคยเห็นผิด แทรกซึมเข้าไป รากค่อยๆแทรกซึมเข้าไป ฝังรากเข้าไป ฝังทุกวัน รากฝอย รากแขนง รากขนอ่อน จนรากแก้วเจริญเติบโต ชำแรกดินเข้าไป ชำแรกความเห็นผิดเข้าไป ความเข้าใจผิดก็ถูกถ่ายถอนออกไปเรื่อยๆ เรียกว่ามีโยนิโสมนสิการในใจ จนใจนั้นมีโยนิโสมนสิการเป็นใหญ่
<DD>ฉะนั้น ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นเราเลย เป็นตัวเราไม่มี เป็นของเราอย่างจริงแท้แน่นอน..ไม่มี ยึดได้ชั่วคราวโดยของสมมุติเท่านั้น ไม่มีอะไรสักอย่างในโลกนี้ที่ควรยึดไว้ได้เลย เพราะสภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครยึดอะไรไว้ได้สักอย่างหนึ่ง ไม่มีใครยึดอะไรว่าเป็นตัวเราได้สักอย่างหนึ่ง และเป็นเราได้ตลอดไป ใครยึดชีวิตไว้ได้บ้าง...ไม่มี แต่เพราะความไม่รู้ จึงยึด
<DD>ในความเป็นจริงชีวิตของเราตลอดมา ที่เรายึดไว้นี้ ยึดด้วยความเห็นผิด ยึดด้วยความหลงผิด ความเข้าใจผิดนี่แหละสำคัญ ทาสแท้ๆของความเป็นจริง ตลอดเวลาที่ยึดนั้น ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ เป็นเพียงรูป เป็นเพียงนาม แต่มาแสดงบทบาททุกอย่างด้วยความเห็นผิด เข้าใจผิด เข้าใจผิดให้เป็นเรา ปรากฏเป็นเรา ขันธสันดานนั้นก็เก็บ เก็บ เก็บ เก็บ ไป ไม่เคยถ่ายถอน เราจึงได้วัฏฏะสงสารครอบครองอยู่จนทุกวันนี้
<DD>ฉะนั้นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงต้องอาศัยโยนิโสมนสิการ คือกำหนดรู้ตามความเป็นจริง แล้วเอาของจริงมารู้ เอาของจริงมากำหนด จิตเราอาจจะนึกคิดไปในเรื่องไม่จริง แต่พอรู้สึกตัวให้กลับมาอยู่ที่จริง ฉะนั้น การปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ ไม่ได้เอาอะไรที่เสแสร้งมาปฏิบัติเลย แต่เอาของจริงมาปฏิบัติเรียกว่าปฏิบัติวิปัสสนา
<DD>ของจริงในที่นี้ก็คือรูปกับนาม หรือเรียกว่าขันธ์ ๕
<DD>เมื่อนั่ง จึงต้องกำหนดรู้ตามความเป็นจริงว่า รูปนั่ง ที่นั่งอยู่นั้น เป็นรูป จึงต้องเป็นรูปนั่ง เมื่อนั่งนี้มาปรากฏ...
<DD><DD>==> เป็นรูป
<DD><DD>==> ไม่ใช่เป็นเรา
<DD><DD>==> ไม่ใช่ตัวเรา
<DD><DD>==> ไม่ใช่ของๆเรา
<DD><DD>==> เป็นธรรมชาติที่เป็นรูปกาย
<DD><DD>==> มีนามธรรมเป็นตัวรู้
<DD><DD>==> เมื่อกำหนดวิปัสสนาเกิดขึ้น
<DD><DD>==> ต้องกำหนดรู้
<DD><DD>==> กำลังดูรูปนั่ง
<DD>แล้วอย่างไร จึงเรียกว่า ดูรูปนั่งถูก ?
<DD>ต้องเข้าใจก่อนว่า การดูนั้นมี ๓ ดู
<DD>๑. ดูด้วยตา... ต้องลืมตาดู จึงจะเห็นอย่างนั้นเห็นอย่างนี้
<DD><DD>เห็นด้วยจักขุวิญญาณ คือจักขุวิญญาณเป็นผู้เห็น
<DD>๒. ดูด้วยใจ... ไม่ต้องอาศัยดวงตา หลับตาก็ได้
<DD><DD>เป็นการเห็นด้วยใจ คือสร้างมโนภาพขึ้นมา หรือจินตนาการขึ้นมา เอาของเก่าขึ้นมานึก นึกในใจ รู้ในใจ ทดลองดูได้ด้วยการให้เพื่อนคนหนึ่งยืนกางแขน มองดูด้วยตา (ลืมตา) แล้วหลับตาลง ก็นึกถึงภาพเพื่อนที่ยืนกางแขนได้
<DD><DD><DD>วิทยาศาสตร์ หรือจะเหนือพุทธศาสตร์ เป็นไปไม่ได้เลย
<DD><DD><DD>วิทยาศาสตร์ เครื่องมือเยอะแยะ ต้องใส่โน่นใส่นี่
<DD><DD><DD>แต่พุทธศาสตร์ได้เรียนของจริง
<DD><DD><DD>เกิดมาทั้งที ได้เรียนดี เรียนถูก ไม่เสียชาติเกิด
<DD>๓. ดูด้วยปัญญา... คือดูด้วยใจอีกนั่นแหละ
<DD><DD>แต่เป็นการเห็นด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญา จากศึกษามา เข้าใจมา
<DD><DD>และการเห็นด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญานี้ไม่ใช่ง่าย มี ๒ แบบ
<DD><DD>๑) เห็นด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญา โดยรู้เรื่องกรรมและผลของกรรม มีอารมณ์ที่เป็นบัญญัติ เป็นอดีตอารมณ์ และอนาคตอารมณ์
<DD><DD>๒) เห็นด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญา รู้รูป รู้นาม โดยมีอารมณ์เป็นปรมัตถ์ เป็นปัจจุบันอารมณ์
<DD>แต่ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ต้องหมายถึงเห็นด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญาโดยมีรูปมีนามเป็นอารมณ์ คือดูด้วยใจที่รู้แจ้งตามความเป็นจริงของรูปนามที่เป็นปัจจุบัน โดยปฏิเสธบัญญัติออกหมด จึงไม่ต้องพึงกสิณต่างๆ
<DD>เพราะข้อ ๑ เป็นสมาธิ สมถกรรมฐาน มีบัญญัติกรรมฐานพิเศษเป็นอารมณ์
<DD>ข้อที่ ๒ เป็นวิปัสสนากรรมฐาน มีรูปนามเป็นอารมณ์
<DD>ฉะนั้น การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน บางคนก็ใช้คำว่า "ดู" บางคนก็ใช้คำว่า "กำหนด" บางคนก็ใช้คำว่า "พิจารณา" บางคนก็ใช้คำว่า "เพ่ง" แต่ขอให้ทุกคนเข้าใจว่า คำต่างๆนี่ เหมือนกัน คือดูด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญา และปัญญาไหน ปัญญาจากการศึกษา ปัญญาที่ยอมรับความจริงด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่ปัญญาคนอื่น ปัญญาตนเอง ที่ศึกษามา พิสูจน์มา เข้าใจแล้ว จึงกำหนดได้
<DD>ฉะนั้นการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จะลืมตาก็ได้ จะหลับตาก็ได้ ไม่มีกฏไม่มี
เกณฑ์
<DD>เพราะการดูด้วยใจที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ได้อาศัยตาเลย แต่อาศัยความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา
<DD>การดูรูปนั่งดูอย่างไร ดูตรงไหน?
<DD>การดูรูปนั่ง ให้ดูที่อาการนั่ง ในท่าที่นั่ง ท่านั่งเป็นอาการของรูป ๒๘ หรือธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลมที่มาประชุมกันอยู่ในอาการที่นั่งนี้
<DD>ในพระบาลีสติปัฏฐานสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า ..ตั้งกายอยู่ในอาการอย่างไร ก็ให้รู้ชัดอยู่ในอาการอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงจะต้องศึกษา เพื่อให้เข้าถึงคำของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง แล้วจะได้ทำถูกต้อง รูปกายที่ตั้งอยู่ด้วยอาการนั่งนี้ หรือท่าทางนั่งนี้ เรียกว่ารูปนั่ง จึงไม่ผิดจากคำสอนของพระพุทธเจ้า
<DD>แล้วต้องเข้าใจไปอีกว่า..อาการนั่ง หรือท่านั่ง มีมากมาย เช่น นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ นั่งยองๆ นั่งห้อยเท้า นั่งชันเข่า นั่งคุกเข่า ฯ ล้วนเรียกว่านั่งทั้งสิ้น จะนั่งอยู่ในอาการอย่างใดอย่างหนึ่งก็แล้วแต่ ท่าไหนก็แล้วแต่ ก็เป็นรูปทั้งสิ้น ฉะนั้นการเจริญวิปัสสนานั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า จะนั่งท่าไหนจึงจะเป็นวิปัสสนา ก็ไม่ต้องเรียกว่านั่งท่าไหน จะนั่งอย่างไร มีแต่คอยรู้สึกมีสติมีปัญญา แต่ไม่ควรทำพิสดารผิดปกติ ผู้ปฏิบัติจะต้องมีวิธีพิจารณารูปนั่ง
<DD>วิธีพิจารณารูปนั่งทำอย่างไร?
<DD>พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสสอนไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในข้ออิริยาบทบรรพ เรียกว่า <DD> ..ตั้งกายไว้ในอาการอย่างไร ก็ให้กำหนดรู้ในอาการอย่างนั้น <DD> ..อาการนั่งของรูปมีอย่างไร ก็ให้รู้ชัดในอาการนั่งของรูปอย่างนั้น <DD> ..อาการของรูปมีอย่างไร ก็ให้รู้ชัดในอาการอย่างนั้น
<DD>ก็คือว่า การพิจารณารูปหรือกำหนดรูป เป็นการดูหรือพิจารณาอาการของรูป <DD>จะอยู่ในท่าไหนก็แล้วแต่ ก็ให้รู้อยู่ในอาการนั้น หรือท่านั้น คือใจจะต้องรู้อยู่ในรูปนั่ง พร้อมกับความรู้สึกตัวในอาการนั่ง หรือท่าที่นั่ง คือจะต้องมีสติปัญญา (สติระลึกรู้ ปัญญารู้ตาม) ทำงานคู่กัน
เมื่อสติมีความแก่กล้า ปัญญามีความแก่กล้า ก็จะระลึกรู้ว่าเป็นรูปหรือเป็นนาม เมื่อระลึกรู้บ่อยๆ ตัวที่ไม่ได้ฝึกนั้นก็จะเฉื่อย ฉันก็จะเฉื่อยแล้ว ก็คือมีสติสัมปชัญญะอยู่กับปัจจุบันด้วย ไม่ให้คิดเลยไปจากรูปนี้ที่กำลังปรากฏ ดูรูปนี้อยู่ ฟุ้งก็ไม่เกิด แล้วก็ประเสริฐอยู่ในทาง ไม่ตกไปจากนามรูป เป็นวิปัสสนาด้วย
<DD>ผู้ปฏิบัติจึงควรทำความเข้าใจให้ดี แล้วก็ค่อยๆฝึก ดูบ่อยๆ และก็ขอให้เข้าใจว่า การกำหนด เมื่อพิจารณารูปนั่ง ก็ต้องพิจารณาแบบนี้ มนสิการแบบนี้ ไม่ใช่ไปนั่งท่องเป็นรูป เป็นนาม หรือคิดอยู่ในใจ ต้องรู้และเข้าใจแน่ชัดว่าเป็นรูปนั่ง กำหนดรูปนั่ง พร้อมกับความรู้สึกออกมาอยู่ที่อาการนั่งที่กำลังปรากฏอยู่ขณะนั้น จึงจะเรียกว่าถูกต้อง และถูกตรงตามความเป็นจริงในขณะกำหนด
หัวใจของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในเรื่องการดูรูปนั่ง..อยู่ตรงรู้สึกออกมาอยู่ในท่านั่ง อย่าลืม...ต้องเตือนตนเสมอว่า การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้องมีความเข้าใจถูกเป็นประธาน
<อย่าให้มีความเพียรเป็นประธาน>
และต้องมีรูปนามเป็นอารมณ์เสมอ ทำบ่อยๆ เข้าใจเช่นนี้บ่อยๆ นามจึงเป็นผู้รู้ รูปจึงเป็นผู้ถูกรู้ สติสัมปชัญญะเป็นผู้กำหนดรู้ นามเป็นผู้รู้ว่า ..รูปนั่ง และนามก็ต้องออกมารู้..ในท่าที่นั่ง ในอาการที่นั่ง รูปที่อยู่ในอาการนั่งหรือท่าที่นั่ง..เป็นผู้ถูกนามไปรู้
<DD>สรุปว่าวิธีการดูรูปนั่ง ..ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้องดูรูปนั่งด้วยดูอาการของรูปนั่ง ..ต้องคอยสังเกตด้วย เวลาปฏิบัติ ถ้าใจกำหนดรูปนั่ง รูปนั่ง รูปนั่ง แต่ใจไม่ได้ออกมาอยู่ในอาการ - ก็เป็นนึกแล้ว ..การปฏิบัติจึงต้องค่อยๆไป คอยสังเกต ไม่ชัดดูต่อ ไม่ชัดดูต่อ หมายถึงไม่ชัดในอาการ ..ต้องให้ความรู้สึกออกมาอยู่กับอาการนั่ง พร้อมกับรู้ด้วยว่ารูปนั่ง เหมือนเห็นคนตาย ต้องมีสิ่งที่เห็น และต้องรู้ ต้องดูออกว่าคนตาย .....รูปนั่งจึงจะถูกต้องด้วยเหตุผล......
<DD>การดูรูปนอน
<DD>เมื่อเข้าใจวิธีการดูรูปนั่งแล้ว วิธีการดูรูปนอนก็มีความหมายนัยเดียวกัน คือดูอาการของรูปที่อยู่ในอิริยาบทนอน หรือดูอาการของรูปที่อยู่ในท่านอน
<DD>**ทดลองนอนลง ชันเข่าขวาขึ้น เอามือก่ายหน้าผาก ต้องรู้สึกถึงอาการในท่านอน ความรู้สึกต้องทั่วว่ามืออยู่ที่หัว ไม่ต้องเห็นด้วย ขาต้องยกขึ้นมา ฉะนั้นต้องรู้หมด อาการของรูปที่อยู่ในท่านอน
โดยกำหนดรู้ว่าดูรูปนอน พร้อมกับมีความรู้สึกออกมาอยู่ที่อาการนอน หรือท่านอนของรูปกายนั้น ตัวเองย่อมเป็นผู้รู้เองว่า ขาขึ้น หรือขาลง มือก่ายหรือไม่ก่าย ต้องรู้สะพรั่งตัว คือปรากฏรูปนั้นชัดออกมา จิตที่รู้นั้นรู้ชัดยิ่งกว่าฟิล์มที่ถ่ายอีก เพราะกายปสาทมีทั่ว (เรียนแล้ว) ฉะนั้น ไม่ว่านอนท่าไหน ต้องรู้สึก จะไม่รู้สึกตอนนอนหลับสนิทเท่านั้นเอง
<DD>การดูรูปยืน
<DD>คือดูอาการของรูปที่ยืนในท่ายืน รูปกายที่ประชุมกันอยู่ในอิริยาบทยืน หรืออาการยืน เรียกว่ารูปยืน ทำไมเรียกรูปยืน..ก็ได้คำตอบมาจากรูปนั่งแล้ว..เพราะเป็นรูป โดยกำหนดรู้ รูปยืนพร้อมกับมีความรู้สึกออกมาอยู่ในท่ายืน ให้ใจออกมาอยู่ในอาการยืนของรูป เพราะรูปไม่รู้ว่ายืน แต่จิตเป็นผู้รู้ว่ายืน จิตจะต้องทำหน้าที่สำรวจนั่นเอง รู้สะพรั่งกาย ต้องรู้สึกออกมาว่าขณะนี้ ยืนตรง ยืนย่อขา ยืนพัก ฯ รู้สึกหมดในอาการนั้นๆ ต้องมีความสังเกต ต้องมีความสำเหนียก ต้องมีความรู้สึกในรูปนั้น รูปนั้นคือรูปยืน <DD><DD>การดูรูปเดิน
<DD>คือดูอาการของรูปกายที่กำลังก้าวไป อาการที่กำลังก้าวไป อาการที่กำลังก้าวไปคืออาการของขาทั้งสองข้างที่ก้าวไป ในการกำหนด..ให้ดูอาการของรูปเดินที่กำลังก้าวไปของขาทั้งสอง แต่ละก้าวๆให้กำหนดรู้อยู่ว่ารูปเดิน ทุกวันนี้เราก็เดินแบบนี้ แต่เราไม่เคยรู้ว่าเป็นรูปเดิน และไม่รู้ว่าตรงไหนคือเดิน ไม่ต้องไปกำหนดปลายเท้า เคยเดินแบบไหนก็เดินแบบนั้น แต่ให้มีความรู้สึกทั่ว และการเดินนี้ ไม่ควรเดินเร็ว หรือช้าเกินไป ให้เดินเหมือนเดินทอดน่อง เพื่อสติจะได้ระลึกรู้ทันในอาการที่กำลังก้าวไป...
<HR>
<CENTER>
http://picdb.thaimisc.com/dokgaew/4862.gif?n
http://abhidhamonline.org/flower.gif
<CENTER>
เมื่อรู้และเข้าใจ ๕ อย่าง ปฏิบัติได้ เพียงอาศัยเวลา สะสม สะสม โยนิโสมนสิการ จนกระทั่งมีกำลัง เป็นผู้ที่อุดมไปด้วยโยนิโสมนสิการ ก็จะสิ้นเหตุการณ์แห่งการวิบัติ นั่นก็คือ การเวียนว่ายตายเกิดได้โดยไว ขอทุกอย่างจงสัมฤทธิ์ผลได้โดยไว ขออนุโมทนา</CENTER></CENTER></DD><DD><CENTER><CENTER> </CENTER></CENTER></DD><DD><CENTER><CENTER>:yociexp54:http://my.abhidhamonline.org/modules.php?op=modload&name=News&file=article&sid=4
</CENTER></CENTER></DD>
http://abhidhamonline.org/flower.gif
ก่อนที่จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะต้องรู้อะไรบ้าง?</CENTER>การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นเรื่องสำคัญมากๆ วิปัสสนาเป็นชื่อของปัญญาที่รู้แจ้งในรูปและในนามว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เป็นอนัตตา การที่มีบัญญัติธรรมขึ้นมาก็เพื่อที่จะสามารถอธิบายให้เกิดความรู้และเข้าใจได้ ฉะนั้นก่อนที่ลงมือจะปฏิบัติ เราจะต้องเข้าใจเสียก่อน หากไม่เข้าใจก็ปฏิบัติไม่ได้ ต้องมีโยนิโสมนสิการได้แก่การใส่ใจให้ถูก ให้ตรงต่อความเป็นจริง
<DD>
<DD>ที่ว่าการใส่ใจให้ถูก ทำความเห็นให้ตรงนั้น ตรงอะไร?
<CENTER></CENTER><DD>
ตรงกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และตรัสสอนไว้ ความเห็นนั้นจึงเรียกว่า โยนิโสมนสิการ เมื่อได้โยนิโสมนสิการบ่อยๆ ศึกษาไปเรื่อยๆ ก็จะทราบว่า รูปนามนี้เป็นทุกข์จริงๆ ไม่เที่ยงจริงๆ และเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ปัญญาที่จะเกิดรู้ตามความเป็นจริงของอารมณ์ ก็จะเกิดขึ้นเป็นลำดับๆ ฉะนั้นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงหมายถึงการทำใจให้รู้แจ้ง รู้แจ้งว่าเป็นรูป เป็นนาม มนสิการให้เห็นเป็นรูป เห็นเป็นนาม เมื่อเห็นว่าเป็นรูปเป็นนามแล้ว รูปนามนั้นก็จะประกาศความจริงออกมาอีกทีหนึ่งว่า
<DD> รูปที่เห็นนั้นแหละไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้
<DD> นามนี้ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้
<DD>ตั้งคำถามว่า ทำวิปัสสนาแล้วเห็นอะไร?
<DD>มีคนหมู่มากมีความเข้าใจผิดว่า ทำวิปัสสนาแล้วจะเห็นนรก จะเห็นสวรรค์ จะเห็นพระอรหันต์ จะได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า หรือไม่ก็หลับตาเห็นเลขต่างๆ หรือไม่ก็เห็นญาติที่ตายไปแล้ว ช่วยทำวิปัสสนาดูหน่อยว่าญาติฉันตายแล้วไปไหน เป็นต้น ความจริงการทำวิปัสสนาไม่ได้เห็นอะไรอย่างนั้นเลย การทำวิปัสสนา จะไม่เห็นนิมิตอะไรเลย นอกเสียจากรูปและนามเท่านั้นเอง เพราะรูปและนามเป็นอารมณ์ให้เห็น และการเห็นรูปนามก็ไม่ได้เห็นนิมิตด้วย ไม่ได้เห็นเครื่องหมายเป็นรูปร่างปรากฏ
<DD>ฉะนั้นการที่เห็นรูปร่างว่าเป็นคนนั้น ว่าเป็นคนนี้ ว่าเป็นสิ่งนั้น ว่าเป็นสิ่งนี้ การเห็นเช่นนั้นไม่ใช่เห็นแบบวิปัสสนาเห็น แต่เป็นอารมณ์ของสมาธิ การเห็นเป็นสิ่งต่างๆ แสดงว่าจิตได้ตกไปจากอารมณ์วิปัสสนาแล้ว ตกไปสู่อารมณ์อย่างอื่น ผู้ที่รู้และเข้าใจในเรื่องอารมณ์ของวิปัสสนา จะรู้ทันทีว่าจิตตกไปแล้ว ตกไปจากอารมณ์วิปัสสนา คือรูปและนาม ก็จะมีนิมิตต่างๆเข้ามาแทน เหมือนหนัง มีฉายหลายรอบ คนที่ดูหนังรอบนี้ออกไปแล้วทางประตูหนึ่ง พวกใหม่ก็เข้ามาอีกประตูหนึ่ง ฉะนั้น เมื่อรูปนามถูกออกไป นิมิตก็เข้ามาแทน
<DD>ตั้งคำถามต่อว่า เห็นรูป เห็นนามแล้วได้อะไร?
<DD>เห็นรูป เห็นนาม ถ้าเชื่อแค่นี้ เท่ากับว่าฟังตามกันมา ต้องมีความรู้อีกว่า จะเห็นรูป เห็นนาม เห็นแล้วได้อะไร ผลลัพธ์ที่ได้จากการเจริญวิปัสสนาก็คือ เมื่อเห็นรูปเห็นนามแล้ว ก็จะเห็นแจ้ง และรู้แจ้งตามความเป็นจริง เมื่อเห็นแจ้ง และรู้แจ้งตามความเป็นจริงเกิดขึ้น ความเห็นผิดนานาประการที่เรียกว่าวิปลาสก็ออกไป แล้ววิปลาสจะออกไปได้อย่างไร เพราะถูกโมหะอวิชชาปิดบังอยู่ เมื่อมีปัญญาหรือแสงสว่าง ความมืดหรือวิปลาสก็ออกไป
<DD>๑. อัตตวิปลาส...เห็นว่าเป็นอัตตา เป็นตัวเรา เป็นของๆเรา
<DD>๒. นิจจาวิปลาส...เห็นว่าเที่ยง เห็นว่ามั่นคง ไม่ผันแปร ไม่เปลี่ยนแปลง
<DD>๓. สุขวิปลาส...เห็นว่าสุข เห็นว่าเป็นของดี
<DD>๔. สุภวิปลาส...เห็นว่าสวยงาม น่ารัก น่าปรารถนา
<DD>ในวิปลาส ๔ อย่างนี้ เกี่ยวโยงกันเหมือนลูกโซ่ เหมือนปฏิจจสมุปบาท ลูกโซ่ที่ไม่เคยขาดจากสังสารวัฎฎ์ ได้แก่ .
<DD>การเห็นว่าเป็นตัวตน เมื่อเกิดขึ้นมา ==> ก็จะเห็นว่าเที่ยง
<DD>เมื่อเห็นว่าเที่ยงแล้ว ==> ก็จะเห็นว่าสุข
<DD>เมื่อเห็นว่าสุขแล้ว ==> ก็จะเห็นว่าสวยงาม น่าพอใจ น่าปรารถนา <DD>ถ้าไม่มีตัวตนแล้ว จะเที่ยงไหม? สุขไหม? สวยไหม?
<DD>แท้จริงความเห็นดังกล่าวเป็นความเห็นผิด เข้าใจผิด
<DD>และการที่จะละความเห็นผิด เข้าใจผิด นี้ได้ต้องอาศัยการเจริญวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น
<DD>การเห็นเป็นรูป เป็นนาม เห็นว่าไม่ใช่เรา เห็นว่าไม่ใช่ตัวตน คนสัตว์ตามความเป็นจริงนี้ จะช่วยถ่ายถอนความยึดมั่น ความเชื่อมั่นว่าเป็นเรา (มานะ ทิฏฐิ) ถ่ายถอนออกไปทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าอำนาจของปรีชาปัญญา เห็นเป็นรูปเป็นนาม ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน ปัญญาก็จะสามารถประกาศความจริงของรูปของนามให้ชัดว่า ในรูปนามนั้นเองก็มีไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เหมือนเห็นเสือ ก็จะต้องเห็นลวดลายเสือว่า นี่เสือดำ นี่เสือดาว เห็นชัด
<DD>ฉะนั้นทั้งรูปและทั้งนามอยู่ในฐานะเดียวกัน เป็นอนิจจัง เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา เมื่อปัญญาเห็นรูปนามไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ ความเห็นผิด ความเข้าใจผิด คือนิจจวิปลาส ก็ถูกถ่ายถอนออกไปจากจิตใจ ความเห็นว่าสุข ว่าสวย ก็พลอยถูกถอนออกในขณะเดียวกันเลย
<DD>วิปัสสนาให้ประโยชน์อย่างไร ?
<DD>ประโยชน์ของการทำวิปัสสนา คือ ทำให้หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง (แต่ถ้าถามว่าได้อะไร? ได้ละวิปลาส) ละความเศร้าโศก ความร่ำไห้รำพรรณ (ทุกข์ประจำ-ทุกข์จร) และ ทำให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด คือละทุกข์นั่นเอง ประโยชน์ก็คือทำให้ทุกข์หมดไป ประโยชน์สูงสุดของวิปัสสนามีเท่านี้ ความดีเลิศของวิปัสสนากรรมฐาน อยู่ที่พ้นไปจากการเวียนว่ายตายเกิด ทำกุศลอย่างอื่น เช่นสร้างโบสถ์วิหารศาลาการเปรียญใหญ่โต ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า จะกี่วัดก็ตาม ก็ยังไม่ประเสริฐเท่ากับการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะการกระทำเหล่านั้นไม่สามารถประหานกิเลสได้ ไม่สามารถนำให้พ้นจากกองทุกข์ คือขันธ์ ๕ ได้ ส่วนการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน สามารถทำลายกิเลสด้วย เป็นเหตุให้เข้าถึงพระนิพพานด้วย ทำให้พ้นจากกองทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงด้วย จึงวิเศษสุด
<DD>ฉะนั้นก่อนที่จะปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะต้องรู้อะไรบ้าง?
<DD>ก่อนลงมือปฏิบัติต้องมีความรู้ ความรู้ต้องคู่กับการปฏิบัติ คือ
<DD>๑. ต้องรู้ ทวาร ๖
<DD>๒. ต้องรู้ อารมณ์ ๖
<DD>๓. ต้องรู้ว่าอะไรเป็นนาม อะไรเป็นรูป ทางทวารทั้ง ๖
<DD>๔. ต้องรู้กำหนดนามอะไร กำหนดรูปอะไร ในทวารทั้ง ๖
<DD>๕. ต้องรู้วิธีการกำหนดหรือการวางใจในอารมณ์ตามเหตุผลที่เกิดขึ้นตามทวารทั้ง ๖
<DD>เมื่อมีความรู้และความเข้าใจ ก็สามารถที่จะปฏิบัติวิปัสสนา ฝึกฝนทำบ่อยเข้าๆ เหมือนวสี พอทำบ่อยๆ หนักๆเข้า ความสะสม ทำให้รู้แจ้ง ทำบ่อยๆ จากน้อย ไปหามาก จาก ปริตตารมณ์ ก็เป็น อติมหันตารมณ์ อารมณ์นั้นหนักแน่นขึ้น รู้เป็นรูป รู้เป็นนาม เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของรูปและนามก่อนลงมือปฏิบัติต้องมีความรู้
ความรู้ต้องคู่กับการปฏิบัติ คือ <DD>๑. ต้องรู้ ทวาร ๖
<DD>๒. ต้องรู้ อารมณ์ ๖
<DD>๓. ต้องรู้ว่าอะไรเป็นนาม อะไรเป็นรูป ทางทวารทั้ง ๖
<DD>๔. ต้องรู้ว่ากำหนดนามอะไร กำหนดรูปอะไร ในทวารทั้ง ๖
<DD>๕. ต้องรู้วิธีการกำหนดหรือการวางใจในอารมณ์ตามเหตุผลที่เกิดขึ้นตามทวารทั้ง ๖
๑. ต้องรู้ ทวาร ๖
<DD>ทวาร คือทางรับรู้อารมณ์ของจิต คือจิตอาศัยรู้อารมณ์ทางทวารนั่นเอง จิตอาศัยรู้อารมณ์ทางไหน ทางนั้นเรียกว่าทวาร ทวารมี ๖ ทวาร คือ จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร มโนทวาร ต้องรู้จักทวารทั้ง ๖ รู้แค่นี้คือท่อง แล้วต้องรู้จักอย่างไร?.........ต้องรู้ว่า......
<DD>๑. จักขุทวาร <DD>ได้แก่ ทวารทางตา เป็นที่อาศัยรู้อารมณ์ของจักขุวิญญาณ คือจิตเห็น หรือ นามเห็น ๒. โสตทวาร
<DD>ได้แก่ ทวารทางหู เป็นที่อาศัยรู้อารมณ์ของโสตวิญญาณ คือจิตได้ยิน หรือ นามได้ยิน ๓. ฆานทวาร
<DD>ได้แก่ ทวารทางจมูก เป็นที่อาศัยรู้อารมณ์ของฆานวิญญาณ คือจิตรู้กลิ่น หรือ นามรู้กลิ่น ๔. ชิวหาทวาร
<DD>ได้แก่ ทวารทางลิ้น เป็นที่อาศัยรู้อารมณ์ของชิวหาวิญญาณ คือจิตรู้รส หรือ นามรู้รส ๕. กายทวาร
<DD>ได้แก่ ทวารทางกาย เป็นที่อาศัยรู้อารมณ์ของกายวิญญาณ คือจิตรู้การสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง หรือ นามรู้การสัมผัส ๖. มโนทวาร
<DD>ได้แก่ ทวารทางใจ เป็นที่อาศัยรู้อารมณ์ของมโนวิญญาณ คือจิตคิดนึก รู้สึก
<DD>หรือ นามคิดนึก นามรู้สึก
<DD>ฉะนั้นจิตเกิดขึ้นได้ทั้ง ๖ ทวาร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
<DD>เรียกตามภาษาบาลี ก็เรียกว่า จักขุทวาร โสตทวาร ฆานทวาร ชิวหาทวาร กายทวาร มโนทวาร
<DD>แต่ถ้ารู้ ก็เป็นจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานทวาร ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ เกิดขึ้นตามทวาร
<DD>สำหรับในทางปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
<DD>เรียก จักขุวิญญาณ ว่า ..... นามเห็น
<DD>เรียก โสตวิญญาณ ว่า .... นามได้ยิน
<DD>เรียก ฆานวิญญาณ ว่า .... นามรู้กลิ่น
<DD>เรียก ชิวหาวิญญาณ ว่า ... นามรู้รส
<DD>เรียก กายวิญญาณ ว่า ...... นามรู้การสัมผัส
<DD>เรียก มโนวิญญาณ ว่า ..... นามรู้
<DD>ที่เรียกแบบนี้เพราะในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้องทำความรู้ชัดและรู้แจ้ง ไม่ใช่ทำไปด้วยความไม่รู้
<DD>ฉะนั้นต้องรู้ก่อน เรื่องทวาร ๖ ว่า ถ้าวิปัสสนา เขาเรียกชื่อกันอย่างไร ต้องเรียกแบบวิปัสสนาเรียก คือกำหนดเข้าไปจนกระทั่งฝังราก แรกๆ ก็เหมือนท่อง ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปจนฝังราก เมื่อมีความเชื่อจริงๆ แล้วไปปฏิบัติ คือเชื่อว่าเป็นรูปเป็นนาม ขณะเห็น เป็นนามเห็น จะมีความกำหนดของมันเอง ก็เหมือนกับเราเข้าป่าช้าแล้วกลัวผีเอง
๒. ต้องรู้ อารมณ์ ๖
อารมณ์ คือสิ่งที่จิตรู้สิ่งใดที่จิตยังไม่รับรู้
<DD>หมายความว่า... สิ่งที่จิตรู้สิ่งใด ที่จิตยังไม่รับรู้ สิ่งนั้นไม่เรียกว่า อารมณ์
<DD>สิ่งใดก็แล้วแต่ที่จิตรู้ ที่จิตมีหน้าที่รู้แต่ยังไม่ได้รับรู้ สิ่งนั้นไม่เรียกว่า อารมณ์
<DD>สิ่งใดที่จิตเข้าไปรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นถึงเรียกว่า อารมณ์
<DD>เช่น ตอนนี้ของตรงหน้าเต็มไปหมด หลวงพ่อสั่งให้ยกมือขวาขึ้น โสตวิญญาณได้ยิน ตอนนั้นรู้ แต่ของตรงหน้าไม่รู้ จิตรู้ทีละประตู ฉะนั้น เสียงเป็นอารมณ์ ต้องให้เข้าใจชัดแบบนี้เลย
<DD>ฉะนั้นคงไม่งงกับคำว่า "สิ่งใดที่จิตนั้นยังไม่เข้าไปรับรู้ สิ่งนั้นไม่เรียกว่า อารมณ์" แต่ "สิ่งใดที่จิตเข้าไปรับรู้ สิ่งนั้นเรียกว่า อารมณ์" <DD>อารมณ์นั้นมีความมากมายหลากหลาย สุดจะคณานับได้ เมื่อกล่าวโดยพระปรมัตถ์แล้ว อารมณ์เกิดขึ้นทางทวารต่างๆ มี ๖ อารมณ์ด้วยกัน คือ
<DD>๑. รูปารมณ์ ได้แก่ สีต่างๆ... ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์ของ... จักขุวิญญาณ หรือนามเห็น
<DD>๒. สัททารมณ์ ได้แก่ เสียง ...ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์ของ... โสตวิญญาณ หรือนามได้ยิน
<DD>๓. คันธารมณ์ ได้แก่ กลิ่น ...ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์ของ... ฆานวิญญาณ หรือนามรู้กลิ่น
<DD>๔. รสารมณ์ ได้แก่ รส ...ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์ของ... ชิวหาวิญญาณ หรือนามรู้รส
<DD>๕. โผฏฐัพพารมณ์ ได้แก่ ความเย็นร้อน อ่อนแข็ง หย่อนตึง ...ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์ของ... กายวิญญาณ หรือนามรู้กระทบ
<DD>๖. ธัมมารมณ์ ได้แก่ ความรู้สึกนึกคิดชอบ ชัง ดีใจ เสียใจ เฉยๆ ...ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์ของ... มโนวิญญาณ หรือ นามรู้ทางใจ
๓. ต้องรู้ว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม ทางทวารทั้ง ๖
<DD>การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ต้องรู้รูปนามทางทวารทั้ง ๖ ว่า
<DD>- รูปคืออะไร
<DD>- นามคืออะไร
<DD>- มีอยู่เท่าไร
<DD>- อะไรบ้าง
<DD>รูปคืออะไร ?
<DD>รูป คือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ไม่ได้ ธรรมชาติที่ต้องแตกดับและย่อยยับไปด้วยสิ่งต่างๆที่เป็นข้าศึกแก่กันและกัน เช่น ความเย็นและความร้อน เป็นข้าศึกกัน อยากให้ความเย็นหาย ก็ไปตั้งไฟ อยากให้ความร้อนหาย ก็ไปใส่น้ำเย็น
<DD>หรือกล่าวโดยสรุป สิ่งใดก็ตามรู้อารมณ์ไม่ได้ ต้องแตกดับย่อยยับไปด้วยสิ่งที่เป็นข้าศึกของกันละกัน ..สิ่งเหล่านั้นแหละเรียกว่า รูป
<DD>และรูปนี้มีอยู่เท่าไร?
<DD>รูปมีอยู่ ๒ อย่าง คือ รูปที่ไม่มีวิญญาณครอง ..โต๊ะ เก้าอี้ กับ รูปที่มีวิญญาณครอง ..รูปนั่ง
นามคืออะไร ?
<DD>นาม คือธรรมชาติที่รู้อารมณ์
<DD>ธรรมชาติที่น้อมไปหาอารมณ์ เรียกว่า นาม
<DD>นาม คือธรรมชาติที่มีความรู้สึกต่ออารมณ์ หรือธรรมชาติที่รู้สึก คิดนึก
<DD>หรือกล่าวโดยสรุปก็คือ ความรู้สึกชอบ ความรู้สึกไม่ชอบ ความรู้สึกต่างๆ เห็น ได้ยิน ได้รู้กลิ่น ได้รู้รส ได้รู้สัมผัส เหล่านี้แหละเรียกว่า นาม หรือตัวรู้ต่างๆ เรียกว่า นาม
<DD>รูปที่จะนำมาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้นมีเท่าไร ?
<DD>รูปที่จะนำมาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนามี ๖ คือ รูปารมณ์ สัททารมณ์ คันธารมณ์ รสารมณ์ โผฏฐัพพารมณ์ และอิริยาบท ก็คือ
<DD>๑. รูปทาง ตา คือ รูปารมณ์ ได้แก่.... สีต่างๆ
<DD>๒. รูปทาง หู คือ สัททารมณ์ ได้แก่.... เสียงต่างๆ
<DD>๓. รูปทาง จมูก คือ คันธารมณ์ ได้แก่.... กลิ่นต่างๆ
<DD>๔. รูปทาง ลิ้น คือ รสารมณ์ ได้แก่.... รสต่างๆ
<DD>๕. รูปทาง กาย คือ โผฏฐัพพารมณ์ ได้แก่.... ความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึงที่ปรากฏทางกาย
<DD>๖. รูปทาง ใจ คือ อิริยาบทใหญ่ทั้ง ๔ได้แก่ .... รูปที่อยู่ในท่านั่ง รูปที่อยู่ในท่านอน รูปที่อยู่ในท่ายืน รูปที่อยู่ในท่าเดิน (รูปที่กำลังก้าวไป) รวมถึงอิริยาบทย่อย เหยียด คู้ ก้ม เงย เหลียวซ้าย แลขวา
<DD>ฉะนั้น เวลาเรียนเรื่องรูป มี ๒๘ แต่เวลาทำวิปัสสนา เรื่องรูป มี ๖ รูป
<DD>นามที่จะนำมาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้นมีเท่าไร ?
<DD>นามที่จะนำมาเป็นอารมณ์ของวิปัสสนามี ๖ คือ ...
<DD>๑.นามเห็น เกิดขึ้นทางตา มีชื่อเรียกในปริยัติศาสนาว่า.... จักขุวิญญาณ
<DD>๒.นามได้ยิน เกิดขึ้นทางหู มีชื่อเรียกในปริยัติศาสนาว่า.... โสตวิญญาณ
<DD>๓.นามรู้กลิ่น เกิดขึ้นทางจมูก มีชื่อเรียกในปริยัติศาสนาว่า.... ฆานวิญญาณ
<DD>๔.นามรู้รส เกิดขึ้นทางลิ้น มีชื่อเรียกในปริยัติศาสนาว่า.... ชิวหาวิญญาณ
<DD>๕.นามรู้สัมผัส เกิดขึ้นทางกาย มีชื่อเรียกในปริยัติศาสนาว่า.... กายวิญญาณ
<DD>๖.นามรู้สึกนึกคิด เกิดขึ้นทางใจ มีชื่อเรียกในปริยัติศาสนาว่า.... มโนวิญญาณ
<DD>เมื่อรู้ขนาดนี้แล้วก็ยังปฏิบัติไม่ได้ ฉะนั้นต้องรู้อีกว่า
<DD>ทางตา อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม: .... สิ่งที่เห็น เป็น รูป
<DD><DD><DD><DD><DD><DD>.... รู้สึกเห็น เป็น นาม
<DD>ทางหู อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม: .... เสียง เป็น รูป
<DD><DD><DD><DD><DD><DD>.... รู้สึกได้ยิน เป็น นาม
<DD>ทางจมูก อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม: ....กลิ่น เป็น รูป
<DD><DD><DD><DD><DD><DD> .... รู้กลิ่น เป็น นาม
<DD>ทางลิ้น อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม: ....รสชาติต่างๆ เป็น รูป
<DD><DD><DD><DD><DD><DD> .... รู้รส เป็น นาม
<DD>ทางกาย อะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม: ....เย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง เป็น รูป
<DD><DD><DD><DD><DD><DD> ....รู้เย็น รู้ร้อน รู้อ่อน รู้แข็ง รู้หย่อน รู้ตึง เป็น นาม
<DD>ทางใจ อะไรเป็นรูป....อะไรเป็นนาม: ....อาการของรูปกายที่อยู่ในท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน ท่านอน เป็น รูป รู้ว่ารูปนั่ง รูปยืน รูปเดิน รูปนอน เป็นนาม
<DD><DD><DD><DD><DD><DD> ....รู้ว่ารูปนั่ง รูปยืน รูปเดิน รูปนอน เป็น นาม
๔. ต้องรู้กำหนดนามอะไร กำหนดรูปอะไร ในทวารทั้ง ๖
<DD>ฉะนั้นเมื่อมีรูป มีนามแล้ว ใน ๖ ทวาร นี้ วิปลาสเกิดขึ้นทางไหน ระหว่างรูป หรือ นาม ตามทวาร
<DD>ทางตา ... สิ่งที่เห็น เป็นรูป รู้สึกเห็น เป็นนาม
<DD><DD><DD>วิปลาสเกิดขึ้นหลงว่าเราเห็น
<DD><DD><DD>แท้ที่จริงนามเห็น จึงต้องมีมนสิการว่า นามเห็น ไม่ใช่เราเห็น
<DD><DD><DD>รูปไม่สำคัญ รูปไม่ได้ทำให้วิปลาส เราวิปลาสที่เป็นเราเห็น
<DD>ทางหู... เสียง เป็นรูป รู้สึกได้ยิน เป็นนาม
<DD><DD><DD>เสียงจะไม่ปฏิกิริยาอะไรเลย ถ้าไม่มีนามได้ยิน
<DD><DD><DD>แต่เราโง่ หลงว่าเราได้ยินจึงเกิดพอใจ ไม่พอใจ
<DD><DD><DD>จึงต้องแก้ไข เห็นผิดที่นาม ว่าเราเป็นผู้ได้ยิน แท้จริง นามได้ยิน
<DD>ทางจมูก... กลิ่น เป็นรูป รู้กลิ่น เป็นนาม
<DD><DD><DD>เราหลงผิดว่าเราเป็นผู้เหม็น หรือหอม
<DD><DD><DD>แท้จริง รูปเหม็น รูปหอม
<DD><DD><DD>จึง ต้องกำหนดที่รูป
<DD>ทางลิ้น... เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด เป็นรูป รู้รส เป็นนาม
<DD><DD><DD>เราหลงผิดว่าเราเป็นผู้เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด
<DD><DD><DD>แท้จริง เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด เป็นสภาวธรรมอยู่
<DD><DD><DD>จึง ต้องกำหนดที่รูปรสต่างๆ
<DD>ทางกาย... เย็นร้อนอ่อนแข็งหย่อนตึง เป็นรูป
<DD><DD><DD>รู้ว่าเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง เป็นนาม
<DD><DD><DD>ความโง่อยู่ที่ความรู้ผิดว่าเราเป็นผู้เย็น ผู้ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง
<DD><DD><DD>แท้จริง นามเป็นผู้รู้ แต่รูปมันเย็น รูปมันร้อน รูปมันแข็ง รูปมันอ่อน ไม่ใช่เรา
<DD><DD><DD>จึง ต้องมีความรู้ไปที่รูป
<DD>ทางใจ...ท่าทางต่างๆ ของการนั่ง การยืน การเดิน การนอน เป็นรูป
<DD><DD><DD>ที่รู้ว่าเดินอยู่ นั่งอยู่ ยืนอยู่ เป็นนาม
<DD><DD><DD>ฉะนั้นจึง ต้องกำหนดรู้รูป ..ใครรู้.. นามรู้ในรูปนั้น คือ รูปนั่ง รูปยืน รูปเดิน รูปนอน
<DD>ก่อนที่จะกำหนดวิปัสสนากรรมฐาน จะต้องเข้าใจคำว่า นึก กับรู้สึก ต่างกันอย่างไร? เพราะเข้าปฏิบัติไปนึกไม่ได้เด็ดขาด ต้องไปรู้สึก
<DD>คำว่า "นึก" หมายถึง จิตน้อมไปสู่อารมณ์ในอดีต หรืออนาคต คือนึกไปในเรื่องอดีตบ้าง ในเรื่องอนาคตบ้าง จิตจึงไม่ได้รู้อยู่กับปัจจุบัน แต่ รู้สึก อยู่กับปัจจุบัน
<DD>แล้วทำอย่างไรจึงจะเรียกว่า "รู้สึก"
<DD>เปรียบเสมือนมีผู้ป่วยคนหนึ่ง เดินไปหาหมอ เล่าอาการให้หมอฟังว่าอาการตนเองหนัก
<DD>หมอ .. ต้องฉีดยา
<DD>ผู้ป่วย ..อย่าฉีดเลย มันเจ็บ กินยาก็ได้ ฉีดยามันเจ็บ
<DD>หมอ .. รู้ได้อย่างไรว่ามันเจ็บ
<DD>ผู้ป่วย ..ก็เข็มมันแหลม ทิ่มไปตรงไหนมันก็เจ็บ
<DD>หมอ .. หมอยังไม่ได้ฉีดเลย รู้สึกเจ็บแล้ว แล้วคุณรู้สึกเจ็บได้อย่างไร?
<DD>ผู้ป่วย .. คิดๆเอาว่ามันเจ็บ ก็เข็มมันแหลม แล้วก็เคยถูกฉีดมาแล้ว
<DD>นี่แหละ คือรู้ว่าเจ็บ โดยอาการคิดนึก ยังไม่ทันเกิด ไม่ได้เจ็บจริงๆ
<DD>หมอ .. จัดแจงบรรจุยาเข้าในกระบอกฉีด ให้ผู้ป่วยนอนคว่ำ
<DD><DD> โดยก่อนที่หมอจะฉีด หมอก็ถามว่า เจ็บหรือยัง ปวดมากไหม?
<DD>ผู้ป่วย .. ยังไม่เจ็บ ยังไม่ปวดครับ
<DD>นี่จะแสดงให้เห็นว่าความรู้สึกเจ็บ กับความรู้สึกปวดยังไม่มี
<DD>หมอ .. ค่อยๆ แทงเข็มเข้าไปที่กล้ามเนื้ออย่างช้าๆ
<DD>ผู้ป่วย .. ร้องว่า เจ็บ
<DD>หมอ ... ที่ร้องว่าเจ็บ ต้องนึก ต้องคิด หรือเปล่า?
<DD>ผู้ป่วย .. ไม่ได้คิดเลย มันรู้สึกจริงๆเดี๋ยวนี้ นี่มันกำลังเจ็บอยู่ในขณะนี้แหละ
<DD>หมอ ... คิดนึกเจ็บ กับรู้สึกเจ็บต่างกันไหม?
<DD>ผู้ป่วย .. ต่างกันสิหมอ ความนึกคิดเจ็บ...มันไม่ได้เจ็บจริงๆ นี่ แต่ความรู้สึกเจ็บ....มันเจ็บจริงๆ นะหมอ
<DD>หมอ ... ฉะนั้นความนึกคิด กับ ความรู้สึก จึงต่างกัน ...จำไว้นะ
<DD>ทีนี้ก็รู้แล้วว่า คิดนึก กับรู้สึก ต่างกัน
<DD>ความคิดนึก เป็นอารมณ์ใน อดีต ที่ผ่านมาแล้วหรือ ในอนาคต ที่ยังมาไม่ถึงเลย ไม่ได้เป็นอารมณ์ปัจจุบัน
<DD>ส่วนความรู้สึก เป็นอารมณ์ ปัจจุบัน คือ กำลังปรากฏอยู่เฉพาะหน้า กำลังเกิดขึ้นจริงๆ
<DD>เมื่อเข้าใจว่า นึกคิด กับรู้สึก แตกต่างกันได้ แยกแยะได้ ก็สามารถไปทำวิปัสสนาได้ แต่ถ้าแค่นี้ก็ไม่เข้าใจ แยกแยะไม่เป็น ทำวิปัสสนาก็ไม่ได้ ไม่ได้อะไรเลย ไม่ได้อะไรเลยจริงๆ
<DD>เมื่อเข้าใจแบบนี้ ก็กำหนดรูป หรือนามก็ได้ ...ด้วยความรู้สึกที่กำลังดูรูปอยู่ รูปอะไร .... ดูนามอยู่ นามอะไร ได้ปัจจุบัน
๕. ต้องรู้วิธีการกำหนดหรือการวางใจในอารมณ์ตามเหตุผลที่เกิดขึ้นตามทวารทั้ง ๖
<DD>ทีนี้จะดูรูป ดูนามกันอย่างไร มีตั้ง ๖ รูปก็ ๖ นาม ก็ ๖ ดูกันอย่างไร?
<DD>รูปนั้นมี ๖ คือ รูปทางตา รูปทางหู รูปทางจมูก รูปทางกาย รูปทางใจ
<DD>การดูรูป ก็ต้องดูที่รูปใดรูปหนึ่งที่กำลังปรากฏ หมายถึงที่กำลังมีอยู่ ซึ่งเรียกว่า ปัจจุบันอารมณ์
<DD>นามก็มี ๖ คือ นามทางตา นามทางหู นามทางจมูก นามทางกาย นามทางใจ
<DD>การดูนาม ก็ต้องดูนามใดนามหนึ่งที่กำลังปรากฏ กำลังมีอยู่ เช่นเดียวกัน
<DD>การดูรูป หรือการดูนาม หมายถึง ตามรู้ ไม่ใช่ไปจ้องดู หรือเพ่งดูอย่างจริงๆจังๆ เอาแค่แมวคอยตะครุบหนูเท่านั้นเอง ต้องมีสิ่งที่ยืนให้รู้ก่อน จึงตามรู้ได้
เพื่อไม่ให้ไปคิด เราจะเห็นว่า....ได้ยิน ก็ต้องมีเสียง จึงได้ยิน ตามได้ยิน ไม่ใช่ไปวิ่งตามเสียง คือมีเสียงแล้วตามรู้ ..นี่ นามได้ยิน มีให้รู้ แล้วตามรู้ มีให้รู้ แล้วตามรู้ เหมือนอาหารบุปเฟ่ต์ ตักเรียงเป็นแถวไป ตามตัก ตามตัก ตามตัก คนข้างหลังสิ ตักตาม ตักตาม ตักตาม เรามาคนเดียว อัตตาหิ อัตโนนาโถ จึงตามตัก อย่าไปตักตาม อารมณ์เราต้องเป็นหนึ่งอยู่ตลอดเวลา... ข้าว ผัดปลาดุกฟู ยำปลาช่อน ต้มเปรต ต้ามโคล้ง ผัดผักสามสหาย เราก็ตามรู้ไป จะรู้หมดเลยทีเดียวไม่ได้ ต้องมีสิ่งให้รู้ จึงเรียกว่า.. ตามรู้ ฉะนั้นการตามรู้ ไม่ใช่ไปจ้อง เพราะจ้องไม่ได้ตามรู้แล้ว เพราะมีสิ่งที่เลื่อนไปตลอด พอตรงนี้ก็นึกถึงมอเตอร์หรือสายพานในโรงงานฝาจีบ ที่มีขวดต่างๆเลื่อนเข้ามา ฝาจีบก็ปั๊มลงไป เหมือนเครื่องจักร พอขวดมา ก็ปั๊ม ขวดมาก็ปั๊ม หากจ้องอยู่ที่เดียว พอฝาจีบก็จ้องปั๊มอยู่ที่ขวดนั้นขวดเดียว...ไม่ได้..ผิด...แล้วก็เป็นไปไม่ได้ด้วย ฉะนั้นเราต้องตามรู้ ขณะที่มีอะไรให้รู้ ก็รู้ รู้ไม่ทัน ก็ไม่ต้องรู้ ก็ตามรู้ตอนทันต่อไป
<DD>การดูในที่นี้หมายถึง ดูด้วยใจโดยมีสติระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันคือรูปหรือนามที่เกิดขึ้นในขณะนั้น และมีสัมปชัญญะคือปัญญา ตามรู้อารมณ์ปัจจุบันที่สติระลึกรู้ว่าเป็นรูปอะไร หรือนามอะไรในขณะนั้น สติในที่นี้มีความระลึกรู้สึกอยู่กับรูป กับนาม ปัญญาก็ตามเข้าไปรู้ว่า..รูปอะไร นามอะไร
<DD>สติเกิดขึ้น ปํญญาตามรู้
<DD>สติ... ระลึกรู้สึกว่าอาการนี้..รูป
<DD>ปัญญาตอบ...รูปอะไร
<DD>สติ... ระลึกรู้สึกว่าอาการนี้..นาม
<DD>ปัญญาตอบ...นามอะไร
<DD>ฉะนั้น สติตามปัจจุบัน ปัญญา ก็ตามอารมณ์ จึงได้อารมณ์ปัจจุบัน
<DD>ในการปฏิบัติจึงต้องมีความเข้าใจ เมื่อมีความเข้าใจแล้วทำบ่อยๆ มนสิการแบบนี้บ่อยๆๆ ก็เท่ากับดื่มด่ำธรรมโอสถ ยาที่วิเศษที่สุดคือ โยนิโสมนสิการ เมื่อทุกอย่างมีเต็มแล้ว อำนาจของโยนิโสมนสิการก็จะมาคุ้มครองรักษา เพราะที่ปัจจุบันนั้นเป็นที่ให้เกิดอภิชฌาและโทมนัส เมื่อทันเสียอย่าง อภิชฌา โทมนัส เกิดไม่ได้ เมื่อไม่มีอภิชฌาโทมนัส เท่ากับว่า ไม่มีกิเลสเกิดตอนนั้น ฉะนั้น ปริยัติสำคัญมากๆ
<DD>เพราะฉะนั้น ผู้ปฏิบัติต้องมีหน้าที่ หน้าที่ของผู้ปฏิบัติคือมีสติ มี สัมปชัญญะ เพื่อจะได้ ควบคุมว่ากำลังดูรูปอะไร นามอะไร ที่กำลังปรากฏอยู่ กำลังมีขึ้นอยู่
<DD>ทำไมต้องมีสติ สัมปชัญญะ?
<DD>มี มีสติ..คือมีความระลึกอยู่กับรูป กับนาม ที่กำลังปรากฏอยู่ กำลังมีอยู่ เป็นปัจจุบันอารมณ์
<DD>มี มีสัมปชัญญะ..คือมีความรู้สึกชัดตามที่สติระลึกรู้อยู่ ว่าเป็นรูปอะไร นามอะไร รูปนั่งหรือรูปนอน รูปนอนหรือรูปยืน นามเห็นหรือนามได้ยิน นามได้ยินหรือนามรู้ ฉะนั้น สติระลึกรู้ในรูปในนาม ปัญญารู้รูป นามตามทวารต่างๆชัด สติต้องไปตั้งอยู่ตามทวารที่ถูกต้องเป็นปัจจุบันด้วย แล้วปัญญาก็รู้ว่า นามอะไร รูปอะไร เพื่อทำลายความเห็นผิดออกไปอีกชั้นหนึ่ง
<DD>ฉะนั้น ในการปฏิบัติขอให้มีความเข้าใจ เข้าใจให้ถูกต้อง เพราะถ้าทำความเข้าใจไม่ถูกต้อง ไม่เข้าใจชัดแล้ว จะทำวิปัสสนาไม่ได้เลย
<DD>...ถ้านามก็ไม่รู้ รูปก็ไม่รู้
<DD>...สติคืออะไรก็ไม่รู้ สัมปชัญญะคืออะไรก็ไม่รู้
<DD>...ความต่างกันระหว่างคิดนึกกับรู้สึกก็ไม่รู้
<DD>...สรุปได้ว่าทำวิปัสสนาไม่ได้เลย หรือจะไปทำอะไรก็แล้วแต่ ...ขณะนั้นไม่ใช่วิปัสสนา
<DD>...เมื่อไม่เป็นวิปัสสนา และก็ไม่ใช่วิปัสสนา ...พระนิพพานก็ไม่ถึง
<DD>ฉะนั้นการเรียนคันถธุระ กับ การเข้าใจวิปัสสนาธุระ เป็นไปด้วยกัน แต่ในวิปัสสนาธุระนั้นจะดึงเอาอะไรออกมาบ้าง ฉะนั้น เรียนแล้วจึงต้องซักถามทำความเข้าใจให้ละเอียด
<DD>อย่างรูป ๒๘ พอมาในนัยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือรูป ๖ เท่านั้นเอง ถ้าเราจำแต่รูป ๖ และไม่เข้าใจรูป ๒๘ มันก็ไม่ชัดแจ้ง ในการปฏิบัติไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากรูปและนาม รูปมี ๒๘ รูป ในจำนวน ๒๘ รูปนี้มีชื่อจำเพาะๆๆ ได้แก่
<DD>๑. ปถวีรูป ......ได้แก่ รูปที่มีลักษณะแข็งหรืออ่อน
<DD>๒. อาโปรูป.....ได้แก่ รูปที่มีลักษณะไหลหรือเกาะกุม
<DD>๓. เตโชรูป..... ได้แก่ รูปที่มีลักษณะร้อนหรือเย็น
<DD>๔. วาโยรูป......ได้แก่ รูปที่มีลักษณะไหวหรือเคร่งตึง
<DD><DD>สี่รูปนี้เรียกว่ามหาภูตรูป ๔
<DD>๕. จักขุปสาทรูป......ได้แก่จักขุปสาทหรือปสาทตา
<DD>๖. โสตปสาทรูป......ได้แก่โสตปสาทหรือปสาทหู
<DD>๗. ฆานปสาทรูป......ได้แก่ฆานปสาทหรือปสาทจมูก
<DD>๘. ชิวหาปสาทรูป.....ได้แก่ชิวหาปสาทหรือปสาทลิ้น
<DD>๙. กายปสาทรูป ...... ได้แก่กายปสาทหรือปสาทกาย
<DD><DD>ห้ารูปนี้เรียกว่าปสาทรูป ๕
<DD>๑๐. รูปารมณ์ ......รูปที่เห็น สีต่างๆ
<DD>๑๑. สัททารมณ์ ......รูปเสียง
<DD>๑๒. คันธารมณ์......รูปกลิ่น
<DD>๑๓. รสารมณ์....... รูปรส
<DD>๑๔. อิตถีภาวรูป.....รูปเป็นเหตุแห่งความเป็นหญิง
<DD>๑๕. ปุริสภาวรูป.....รูปเป็นเหตุแห่งความเป็นชาย
<DD>๑๖. หทยรูป..........รูปที่อาศัยเกิดของจิตแลเจตสิก
<DD>๑๗. ชีวิตรูป..........รูปที่รักษากลุ่มที่เกิดจากกรรม
<DD>๑๘. อาหารรูป.......รูปโอชะที่อยู่ในอาหาร
<DD>๑๙. ปริจเฉทรูป.......รูปที่เป็นความว่างคั่นรูปต่อรูป
<DD>๒๐. กายวิญญัติรูป....รูปที่แสดงการเคลื่อนไหวทางกาย เช่น ขวักมือ
<DD>๒๑. วจีวิญญัติรูป.....รูปที่แสดงการเคลื่อนไหวทางวาจา
<DD>๒๒. ลหุตารูป....... รูปเกิดเป็นความเบา
<DD>๒๓. มุทุตารูป........ รูปเกิดเป็นความอ่อน
<DD>๒๔. กัมมัญญตารูป...รูปเกิดเป็นความควร
<DD>๒๕. อุปจยรูป........รูปแรกเกิด
<DD>๒๖. สันตติรูป........รูปที่เกิดสืบต่อ
<DD>๒๗. ชรตารูป........รูปที่เกิดแก่ใกล้ถึงความดับ
<DD>๒๘. อนิจจตารูป.....รูปที่ดับ
<DD>แต่ถ้าเรามาทำความเข้าใจว่ารูปปรมัตถ์ตรงนี้ นัยการปฏิบัติเป็นอะไรๆ แล้วเราจะรู้เลยว่าเราปฏิบัติจะดึงอะไรมาบ้าง มันเกิดขึ้นทางไหนบ้างที่จะผ่านทวารได้ กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ผ่านทวารไหน ? ปริจเฉทรูป ? เรากำหนดได้ไหม ไม่ได้
<DD>ดังนั้นจึงบอกว่า
<DD>...นัยการปฏิบัติ รูปมี ๖
<DD>...นัยปริยัติ รูปมี ๒๘ ซึ่งมีคำอธิบายในอภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๖
<DD>นาม ตามนัยปริยัติ มี
<DD>๑. นามจิต ได้แก่จิตทั้งหมด ๘๙ ดวง :
<DD><DD>..... อกุศลจิต ๑๒
<DD><DD>.....อเหตุกจิต ๑๘
<DD><DD>.....มหากุศลจิต ๘ มหาวิบากจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘
<DD><DD>.....มหัคคตกุศลจิต ๙ มหัคคตวิบากจิต ๙ มหัคคตกิริยาจิต ๙
<DD><DD>.....มรรคจิต ๔ ผลจิต ๔
<DD>ถ้าตามนัยองค์ฌาน ก็เป็น ๑๒๑ แต่ให้นับเนื่องแค่ ๘๙
<DD>จะหาชื่อจิตเหล่านี้ และทำความเข้าใจได้ใน อภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑
<DD>๒. นามเจตสิก ได้แก่เจตสิก ๕๒ ดวง :
<DD><DD>.....สัพพจิตตสาธารณะ ๗
<DD><DD>.....ปกิณณกะ ๖
<DD><DD>.....โมจตุกะ๔ โลติกะ๓ โทจตุกะ ๔ ถีทุกะ ๒ วิจิกิจฉา ๑
<DD><DD>.....โสภณ ๒๕
<DD>ศึกษารายละเอียดได้จาก อภิธรรมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๒
<DD>ฉะนั้น รูปนามตามนัยของการปฏิบัติ กับรูปนามตามนัยของปริยัติ จึงมีความแตกต่างละเอียดวิจิตรพิสดารมาก สุขุมคัมภีรภาพต่างกัน
<DD>ยกตัวอย่างเช่น <DD>รูป นัยปริยัติ บอกว่า รูป ๒๘ นาม นัยปริยัติ บอกว่า นามจิต กับนามเจตสิก
<DD>รูปนามตามนัยของการปฏิบัติ หมายถึงรูปนามที่ใช้ปฏิบัติวิปัสสนา
<DD>และรูปนามที่จะใช้ปฏิบัตินี้ เป็นรูปนามทางไหนบ้าง?
<DD>รูปนามที่จะใช้ คือ รูปนามทางตา รูปนามทางหู รูปนามทางจมูก รูปนามทางลิ้น รูปนามทางกาย รูปนามทางใจ แค่นั้นเอง
<DD>ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาจะต้องเรียนให้รู้ ให้เข้าใจว่าอะไรคืออะไร ไม่ใช่ว่าไม่รู้และไม่เข้าใจ ยกกะบิขึ้นไป ไม่ได้
<DD>ถ้าจะปฏิบัติวิปัสสนาต้องรู้ ต้องเป็น เพราะถ้าไม่รู้ ไม่เป็น ไม่เป็นวิปัสสนา และก็ไม่ถึงวิปัสสนา เมื่อเข้าใจแล้ว ก็เอาความเข้าใจเหล่านี้แหละไปปฏิบัติวิปัสสนา
<DD>ฉะนั้นจึงเรียกว่า เราจะต้องศึกษาหาความรู้ให้ละเอียดขึ้นไปอีก
<DD> .รูปที่ใช้ปฏิบัติวิปัสสนา หมายถึงรูปที่เป็นอารมณ์ของสติ และปัญญาทางทวารทั้ง ๖ เท่านั้น รูปที่เป็นอารมณ์ของสติ และปัญญาทางทวารทั้ง ๖ เท่านั้น ได้แก่อะไรบ้าง? ได้แก่
<DD>๑. รูปทางตา .....คือรูปารมณ์ ได้แก่สิ่งเห็นเป็นสีต่างๆ
<DD>๒. รูปทางหู .....คือ สัททารมณ์ ได้แก่เสียงต่างๆ
<DD>๓. รูปทางจมูก ...คือ คันธารมณ์ ได้แก่กลิ่นต่างๆ
<DD>๔. รูปทางลิ้น ...คือ รสารมณ์ ได้แก่รสต่างๆ
<DD>๕. รูปทางกาย ...คือโผฏฐัพพารมณ์ ได้แก่เย็น ร้อน อ่อน แข็ง เคร่ง ตึง
<DD>๖. รูปทางใจ .....คือรูปที่อยู่ในท่านั่ง เรียกว่ารูปนั่ง รูปที่อยู่ในท่านอน เรียกว่ารูปนอน รูปที่อยู่ในท่ายืน เรียกว่ารูปยืน รูปที่อยู่ในท่าเดิน เรียกว่ารูปเดิน
<DD>รูปทั้ง ๖ เหล่านี้เป็นอารมณ์ของสติและปัญญาโดยตรง ถ้าจะเจริญปัญญา กำหนดรู้ รูปนั้น นามนั้น การกำหนดรู้รูปนั้น นามนั้น ตามนัยแห่งการเจริญนั้น เรียกว่า ..การเจริญสติปัฏฐาน หรือการเจริญวิปัสสนา
<DD>ฉะนั้น จะเห็นความแตกต่าง พิสูจน์ได้
<DD>สัตวโลก มีเหมือนกันหมดทุกคน แต่ตอนปฏิบัติ ไม่เหมือนกันเลย ลอกเลียนแบบกันไม่ได้
<DD>นั่งอยู่นี่ ..ชีวิตรูป มีทุกคน อิตถีภาวรูป ผู้หญิง ปุริสภาวรูป ผู้ชาย มีหมด เรียนให้รู้ว่าพระพุทธเจ้าแจกแจงชีวิตออกมาเป็นแบบนี้ๆ แต่เวลาปฏิบัติ ตัวใครตัวมัน อตฺตาหิ อตฺตโนนาโถ ตนนั้นเป็นที่พึ่งแห่งตน
<DD>นาม นัยปริยัติ ได้แก่ นามจิต และนามเจตสิก แต่นาม ที่ใช้ในการเจริญวิปัสสนา ไม่ใช่ ๘๙ หรือ ๕๒
<DD>นามที่ใช้ปฏิบัติวิปัสสนา หมายถึงนามที่เป็นอารมณ์ของสติ และปัญญาทางทวารทั้ง ๖ เหมือนกัน
<DD>๑. นามทางตา ...คือ การเห็น ...มีชื่อเรียกว่า จักขุวิญญาณ
<DD>๒. นามทางหู... คือ ได้ยิน ...มีชื่อเรียกว่า โสตวิญญาณ
<DD>๓. นามทางจมูก... คือ ได้กลิ่น ...มีชื่อเรียกว่า ฆานวิญญาณ
<DD>๔. นามทางลิ้น ...คือ ได้รู้รส ...มีชื่อเรียกว่า ชิวหาวิญญาณ
<DD>๕. นามทางกาย ...คือความรู้สึกสัมผัสทางกาย ... มีชื่อเรียกว่า กายวิญญาณ
<DD>๖. นามทางใจ ...คือความรู้สึกนึกคิดต่างๆ... มีชื่อเรียกว่า มโนวิญญาณ
<DD>ฉะนั้น นามทั้ง ๖ นี้ เป็นอารมณ์ของสติและเป็นอารมณ์ของปัญญา
<DD>และแต่ละคนต่างเกิดไม่เหมือนกัน คนเราเห็นเหมือนกันไหม? ไม่เหมือน แล้วในรูป รูปเหมือนกันไหม?..บางคนนั่ง บางคนยืน
<DD><DD> ต้องเป็นปัจจุบันของตนเอง แล้วเป็นจริงแบบพระพุทธเจ้า <DD>พระพุทธเจ้า กล่าวว่า อันนี้เรียกว่าอะไร เกิดขึ้นกับเราจริง แต่รู้จริงแบบพระพุทธเจ้า มีเพียงผู้ปฏิบัติ กับพระพุทธเจ้า
<DD>ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา
<DD>นี่เป็นการเห็นชัดเลยว่า พระนิพานเป็นการดำเนินไปแต่เพียงผู้เดียว ใครทำใครได้ ใครพบ ใครพ้น เพราะปัจจุบันของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
<DD>สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา บังคับบัญชาไม่ได้ ทางด้านปริยัติ ก็บังคับบัญชาไม่ได้ ทางรูป... ต้องเป็นรูปมี ๒๘ ฉันจะมีรูปเพียง ๕ ไม่ได้ บังคับไม่ได้ ในการปฏิบัติ: ก็ต้องเป็นรูป ๖ทางนาม...ก็จะเป็นนามจิต ๘๙ นามเจตสิก ๕๒ ไม่เอา ฉันจะเอาเจตสิกเดียวพอ ไม่ได้ บังคับไม่ได้
โลภมูลจิต ดวงที่หนึ่งเกิดขึ้น ก็จ้องประกอบด้วยเจตสิก ๑๙ เหมือนกันหมด แต่โลภที่เกิดขึ้น ต่างกัน ในการปฏิบัติ: ก็ต้องเป็นนาม ๖ รูปทั้ง ๖ ทวาร รูปใดรูปหนึ่ง ก็ไม่ได้เป็นอารมณ์ของสติปัญญา นามทั้ง ๖ ทวาร ทวารใดทวารหนึ่ง ก็ไม่ได้เป็นอารมณ์ของสติปัญญา แต่ขณะที่เข้าไปรู้รูปในขณะนั้น รู้นามในขณะนั้น ขณะนั้นแหละเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา เรียกว่า อารมณ์ปัจจุบัน
ขณะที่ไม่รู้ในอารมณ์ปัจจุบัน คือรูปปัจจุบัน หรือนามปัจจุบัน ขณะนั้นจะเรียกว่า เจริญสติปัฏฐานไม่ได้เด็ดขาด หรือเรียกว่าไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน หรือไม่ได้เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพราะสติและปัญญาไม่ได้มีนามรูปเป็นอารมณ์ ฉะนั้น คำบริกรรม ไม่ว่าจะเป็นพุทโธ สัมมาอรหัง หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่วิปัสสนา
<DD>ขณะใดไม่มีรูปหรือนามเป็นอารมณ์ของสติและปัญญา
<DD> จะไม่เรียกว่าการเจริญสติปัฏฐาน จะไม่เรียกว่าการเจริญปัญญา หรือวิปัสสนา
<DD>เพราะฉะนั้นรูป ๖ เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา นาม ๖ ก็เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา
<DD>ตัววิปัสสนาก็คือ ตัวปัญญาที่รู้รูป รู้นาม
<DD>ปัญญา ก็คือรู้แจ้งในรูป รู้แจ้งในนามที่กำลังปรากฏอยู่เฉพาะหน้าซึ่งเรียกว่า ปัจจุบันอารมณ์
<HR>
ดังได้กล่าวแล้วว่า ก่อนลงมือปฏิบัติต้องมีความรู้ ความรู้ต้องคู่กับการปฏิบัติ คือ <DD>๑. ต้องรู้ ทวาร ๖
<DD>๒. ต้องรู้ อารมณ์ ๖
<DD>๓. ต้องรู้ว่าอะไรเป็นนาม อะไรเป็นรูป ทางทวารทั้ง ๖
<DD>๔. ต้องรู้ว่ากำหนดนามอะไร กำหนดรูปอะไร ในทวารทั้ง ๖
<DD>๕. ต้องรู้วิธีการกำหนดหรือการวางใจในอารมณ์ตามเหตุผลที่เกิดขึ้นตามทวารทั้ง ๖
<DD>เมื่อรู้และเข้าใจ ๕ อย่างนี้ ก็ปฏิบัติได้
<DD>การดูรูปนั่ง
<DD> เบื้องต้นให้รู้สภาวะเสียก่อน ที่นั่งอยู่เป็นรูป ทำไม? ก็เพื่อ ไม่ให้เป็นเรา ไม่มีตัวตนคนสัตว์มานั่ง
<DD> เป็นเพียงรูปกายที่อยู่ในท่าเท่านั้นเอง
<DD>...ในท่าเท่านั้น หมายถึงว่า กองแห่งรูปมาประชุมกันอยู่ เรียกว่ารูปกาย
<DD>...และในกองแห่งรูปนี้ได้แก่ รูป ๒๘ ตามนัยแห่งพระอภิธรรม
<DD>...รู้ได้อย่างไร รู้ได้ด้วยการศึกษา แต่ละคนมีเหมือนกันหมด
<DD>รูป ตามนัยแห่งพระอภิธรรมได้แก่ รูป ๒๘ คือ อวินิพโภครูป ๘ วิการรูป ๓ สัททรูป ๑ ชีวิตรูป ๑ หทยรูป ๑ ปสาทรูป ๕ ภาวรูป ๒ วิญญัติรูป ๒ ลักขณรูป ๔ ปริจเฉทรูป ๑ แต่ละคนมีเพียงคนละ ๒๗ (เว้นอิตถีภาวรูปหรือปุริสภาวรูป) มาประชุมกันเป็นรูปกายเท่านั้นเอง และมีใจครอง คือเป็นรูปที่มีวิญญาณครอง
<CENTER>
เมื่อสิ้นลม .. ล้มตาย .. กลายเป็นศพ
ถึงจุดจบ .. เกมส์ชีวิต .. ปิดฉากฉาย
นอนในโรง .. ใบแคบๆ .. โอบแนบกาย
ไม่มีสหาย .. ญาติหรือทรัพย์ .. ไปกับเรา
</CENTER><DD>สมมุติว่าตาย ก็เป็นรูปที่ไม่มีวิญญาณครอง
<DD>รูป ตามนัยแห่งพระสูตรได้แก่ ธาตุดิน ๒๐ ธาตุน้ำ ๑๒ ธาตุไฟ ๔ ธาตุลม ๖ มาประชุมกัน
<DD>...แล้วเราก็สมมุติไว้ว่า ท่าทางอาการแบบนี้เรียกว่า ...รูปนั่ง ใส่ชื่อเข้าไปเป็น...คนนั่ง แท้ที่จริง รูปนั่ง เอามาจากรูป ๒๘ มาประชุมกันเป็นรูปกาย
<DD>ทำไมถึงเรียกว่ารูปนั่ง? ตรงนี้แหละสำคัญ
<DD>การเรียกร่างกายนี้ว่ารูป เพราะว่าร่างกายรู้อารมณ์ไม่ได้ ต้องย่อยยับไปด้วยปัจจัยที่เป็นข้าศึก คือความเย็นความร้อน จึงเรียกว่ารูป
<DD>- ร่างกายของคน ร่างกายของสัตว์ทั้งหลายมีความเสื่อม ความดับไปด้วยความเย็นความร้อน จึงเรียกว่า รูปกาย
<DD>รูปกาย แปลว่าที่ประชุมของสิ่งที่ต้องแตกดับย่อยยับ เอาไฟเผาก็ได้ เอามีดเฉือนออกเป็นชิ้นๆก็ได้ ทำร้ายก็ได้ ด้วยอะไรก็ถูกทำลายได้...รูป
<DD>- อีกประการหนึ่ง ที่เรียกว่ารูปก็เพราะว่ารู้อารมณ์ไม่ได้ (ธรรมชาติใดที่รู้อารมณ์ไม่ได้ธรรมชาตินั้นเรียกว่า รูป) เพราะฉะนั้น ธรรมชาติใดที่รู้สึก นึกคิดไม่ได้ รู้อารมณ์ไม่ได้ จึงเรียกธรรมชาตินั้นว่า รูป
<DD>เมื่อรูปกายนี้ หรือรูปนี้อยู่ในท่านั่ง จึงต้องรู้สึก และเรียกรูปนี้ว่าเรียกว่า "รูปนั่ง" นั่นเอง ความเข้าใจต้องเกิดขึ้น ไม่ใช่ฟังมา
<DD><DD>ต้องเข้าใจละเอียด ==> ศรัทธา ==> แล้วปฏิบัติ
<DD>เข้าใจความหมายของรูปแล้ว แค่นี้ยังไม่พอ ต้องเข้าใจต่อไปว่า ที่นั่งอยู่เป็นรูป ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตน และไม่ใช่ของๆ เรา...ทำไม?
<DD>ก็เพื่อฝึกจิตใจให้รู้สึกตรงกับความเป็นจริง เพื่อทำลายความเห็นผิด
<DD>การฝึกจิตใจให้รู้สึกตรงกับความเป็นจริงนี้แหละ เรียกว่า โยนิโสมนสิการ
<DD>ฝึกจิตใจให้รู้สึกตรงกับความเป็นจริง เรียกว่าเป็นพวกมีโยนิโสมนสิการอยู่ในใจ เพราะอะไร?
<DD>เพราะแต่ก่อนเรา มีความสำคัญผิดอยู่ ว่าเป็นเรา เป็นหญิง เป็นชาย เป็นตัวตนคนสัตว์ มานั่ง เพราะความสำคัญผิดคิดว่า รูปนี้เป็นเรานั่นเอง เป็นตัวเรา เป็นของๆเรา แล้วก็ยึดว่าเป็นรูปนั่ง รูปนั่งนี้เป็นของเรา แต่ก่อนเรายึดอย่างนี้ เพราะไม่ได้ศึกษา พอมานั่งก็รู้สึกทันทีว่าเป็นเรานั่ง เราเมื่อย .ไม่ว่ารูปอะไร ก็เป็นเราหมด
<DD>เมื่อได้ศึกษา ได้รับรู้ความจริงแล้ว จึงรู้ว่านั่งอยู่นี้ไม่ใช่เรานั่ง เป็นการประชุมของรูป ๒๘ หรือ เป็นการประชุมของ ธาตุดิน ๒๐ธาตุ น้ำ ๑๒ ธาตุไฟ ๔ ธาตุลม ๖ ตามนัยพระสูตร
<DD>เมื่อศึกษารู้แล้วว่าไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของๆเรา เป็นเพียงรูปกายที่อยู่ในท่านั่ง เท่านั้นเอง ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ และความหมายรู้แบบนี้ จึงรู้เข้าไปในความจริงว่า อาการที่ปรากฏคือรูปนั่ง และมีธรรมชาติที่รู้อยู่ว่ารูปนั่ง คือนาม เพราะรูปเป็นสิ่งที่รู้อะไรไม่ได้ (ธรรมชาติที่ตรงข้ามกับรูปคือนาม)
<DD>รู้แบบนี้มีประโยชน์อะไร?
<DD>ถ่ายถอนความเข้าใจผิด ถ่ายถอนความสำคัญผิด คือเมื่อใส่ใจให้ถูก ใส่ใจบ่อยๆให้ถูกๆ ให้ตรงกับความเป็นจริง ที่นั่งอยู่นั้นเป็นรูป ไม่ใช่ตัวตน ที่เคยยึดมั่นว่าเป็นเรา เป็นเรา ก็จะถูกถ่ายถอนออกไปเรื่อยๆ ความเข้าใจผิดก็ถูกถ่ายถอนออกไปเรื่อยๆ
<DD>ฉะนั้นผู้ปฏิบัติทั้งหลาย จึงต้องมีโยนิโสมนสิการ คือใส่ใจให้ถูก ให้ตรงกับความเป็นจริงอยู่ตลอดเวลา ที่นั่งอยู่ ก็ต้องรู้ว่ารูปนั่ง ที่เคยยึดมั่นว่าเป็นเรานั่ง เป็นเรานอน เป็นเรายืน เป็นเราเดิน เป็นความเข้าใจผิด เป็นความสำคัญผิด ฉะนั้นต้องใส่ใจใหม่ สำคัญใหม่ คือ เมื่อเรียนแล้ว ต้องตรงดิ่งแห่งการมอง เหมือนการทิ้งสมอลงไป สมอหนัก ก็จะดิ่งลง หยั่งลงสู่ก้นมหาสมุทรเลย
ฉะนั้นเหมือนกัน ปัญญาก็ดิ่งตรงเหมือนแทงอนุสัยเข้าไป ที่เคยเห็นผิด แทรกซึมเข้าไป รากค่อยๆแทรกซึมเข้าไป ฝังรากเข้าไป ฝังทุกวัน รากฝอย รากแขนง รากขนอ่อน จนรากแก้วเจริญเติบโต ชำแรกดินเข้าไป ชำแรกความเห็นผิดเข้าไป ความเข้าใจผิดก็ถูกถ่ายถอนออกไปเรื่อยๆ เรียกว่ามีโยนิโสมนสิการในใจ จนใจนั้นมีโยนิโสมนสิการเป็นใหญ่
<DD>ฉะนั้น ในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นเราเลย เป็นตัวเราไม่มี เป็นของเราอย่างจริงแท้แน่นอน..ไม่มี ยึดได้ชั่วคราวโดยของสมมุติเท่านั้น ไม่มีอะไรสักอย่างในโลกนี้ที่ควรยึดไว้ได้เลย เพราะสภาพธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครยึดอะไรไว้ได้สักอย่างหนึ่ง ไม่มีใครยึดอะไรว่าเป็นตัวเราได้สักอย่างหนึ่ง และเป็นเราได้ตลอดไป ใครยึดชีวิตไว้ได้บ้าง...ไม่มี แต่เพราะความไม่รู้ จึงยึด
<DD>ในความเป็นจริงชีวิตของเราตลอดมา ที่เรายึดไว้นี้ ยึดด้วยความเห็นผิด ยึดด้วยความหลงผิด ความเข้าใจผิดนี่แหละสำคัญ ทาสแท้ๆของความเป็นจริง ตลอดเวลาที่ยึดนั้น ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ เป็นเพียงรูป เป็นเพียงนาม แต่มาแสดงบทบาททุกอย่างด้วยความเห็นผิด เข้าใจผิด เข้าใจผิดให้เป็นเรา ปรากฏเป็นเรา ขันธสันดานนั้นก็เก็บ เก็บ เก็บ เก็บ ไป ไม่เคยถ่ายถอน เราจึงได้วัฏฏะสงสารครอบครองอยู่จนทุกวันนี้
<DD>ฉะนั้นการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงต้องอาศัยโยนิโสมนสิการ คือกำหนดรู้ตามความเป็นจริง แล้วเอาของจริงมารู้ เอาของจริงมากำหนด จิตเราอาจจะนึกคิดไปในเรื่องไม่จริง แต่พอรู้สึกตัวให้กลับมาอยู่ที่จริง ฉะนั้น การปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ ไม่ได้เอาอะไรที่เสแสร้งมาปฏิบัติเลย แต่เอาของจริงมาปฏิบัติเรียกว่าปฏิบัติวิปัสสนา
<DD>ของจริงในที่นี้ก็คือรูปกับนาม หรือเรียกว่าขันธ์ ๕
<DD>เมื่อนั่ง จึงต้องกำหนดรู้ตามความเป็นจริงว่า รูปนั่ง ที่นั่งอยู่นั้น เป็นรูป จึงต้องเป็นรูปนั่ง เมื่อนั่งนี้มาปรากฏ...
<DD><DD>==> เป็นรูป
<DD><DD>==> ไม่ใช่เป็นเรา
<DD><DD>==> ไม่ใช่ตัวเรา
<DD><DD>==> ไม่ใช่ของๆเรา
<DD><DD>==> เป็นธรรมชาติที่เป็นรูปกาย
<DD><DD>==> มีนามธรรมเป็นตัวรู้
<DD><DD>==> เมื่อกำหนดวิปัสสนาเกิดขึ้น
<DD><DD>==> ต้องกำหนดรู้
<DD><DD>==> กำลังดูรูปนั่ง
<DD>แล้วอย่างไร จึงเรียกว่า ดูรูปนั่งถูก ?
<DD>ต้องเข้าใจก่อนว่า การดูนั้นมี ๓ ดู
<DD>๑. ดูด้วยตา... ต้องลืมตาดู จึงจะเห็นอย่างนั้นเห็นอย่างนี้
<DD><DD>เห็นด้วยจักขุวิญญาณ คือจักขุวิญญาณเป็นผู้เห็น
<DD>๒. ดูด้วยใจ... ไม่ต้องอาศัยดวงตา หลับตาก็ได้
<DD><DD>เป็นการเห็นด้วยใจ คือสร้างมโนภาพขึ้นมา หรือจินตนาการขึ้นมา เอาของเก่าขึ้นมานึก นึกในใจ รู้ในใจ ทดลองดูได้ด้วยการให้เพื่อนคนหนึ่งยืนกางแขน มองดูด้วยตา (ลืมตา) แล้วหลับตาลง ก็นึกถึงภาพเพื่อนที่ยืนกางแขนได้
<DD><DD><DD>วิทยาศาสตร์ หรือจะเหนือพุทธศาสตร์ เป็นไปไม่ได้เลย
<DD><DD><DD>วิทยาศาสตร์ เครื่องมือเยอะแยะ ต้องใส่โน่นใส่นี่
<DD><DD><DD>แต่พุทธศาสตร์ได้เรียนของจริง
<DD><DD><DD>เกิดมาทั้งที ได้เรียนดี เรียนถูก ไม่เสียชาติเกิด
<DD>๓. ดูด้วยปัญญา... คือดูด้วยใจอีกนั่นแหละ
<DD><DD>แต่เป็นการเห็นด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญา จากศึกษามา เข้าใจมา
<DD><DD>และการเห็นด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญานี้ไม่ใช่ง่าย มี ๒ แบบ
<DD><DD>๑) เห็นด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญา โดยรู้เรื่องกรรมและผลของกรรม มีอารมณ์ที่เป็นบัญญัติ เป็นอดีตอารมณ์ และอนาคตอารมณ์
<DD><DD>๒) เห็นด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญา รู้รูป รู้นาม โดยมีอารมณ์เป็นปรมัตถ์ เป็นปัจจุบันอารมณ์
<DD>แต่ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ต้องหมายถึงเห็นด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญาโดยมีรูปมีนามเป็นอารมณ์ คือดูด้วยใจที่รู้แจ้งตามความเป็นจริงของรูปนามที่เป็นปัจจุบัน โดยปฏิเสธบัญญัติออกหมด จึงไม่ต้องพึงกสิณต่างๆ
<DD>เพราะข้อ ๑ เป็นสมาธิ สมถกรรมฐาน มีบัญญัติกรรมฐานพิเศษเป็นอารมณ์
<DD>ข้อที่ ๒ เป็นวิปัสสนากรรมฐาน มีรูปนามเป็นอารมณ์
<DD>ฉะนั้น การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน บางคนก็ใช้คำว่า "ดู" บางคนก็ใช้คำว่า "กำหนด" บางคนก็ใช้คำว่า "พิจารณา" บางคนก็ใช้คำว่า "เพ่ง" แต่ขอให้ทุกคนเข้าใจว่า คำต่างๆนี่ เหมือนกัน คือดูด้วยใจที่ประกอบไปด้วยปัญญา และปัญญาไหน ปัญญาจากการศึกษา ปัญญาที่ยอมรับความจริงด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่ปัญญาคนอื่น ปัญญาตนเอง ที่ศึกษามา พิสูจน์มา เข้าใจแล้ว จึงกำหนดได้
<DD>ฉะนั้นการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จะลืมตาก็ได้ จะหลับตาก็ได้ ไม่มีกฏไม่มี
เกณฑ์
<DD>เพราะการดูด้วยใจที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ได้อาศัยตาเลย แต่อาศัยความรู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลา
<DD>การดูรูปนั่งดูอย่างไร ดูตรงไหน?
<DD>การดูรูปนั่ง ให้ดูที่อาการนั่ง ในท่าที่นั่ง ท่านั่งเป็นอาการของรูป ๒๘ หรือธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลมที่มาประชุมกันอยู่ในอาการที่นั่งนี้
<DD>ในพระบาลีสติปัฏฐานสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ตรัสว่า ..ตั้งกายอยู่ในอาการอย่างไร ก็ให้รู้ชัดอยู่ในอาการอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงจะต้องศึกษา เพื่อให้เข้าถึงคำของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง แล้วจะได้ทำถูกต้อง รูปกายที่ตั้งอยู่ด้วยอาการนั่งนี้ หรือท่าทางนั่งนี้ เรียกว่ารูปนั่ง จึงไม่ผิดจากคำสอนของพระพุทธเจ้า
<DD>แล้วต้องเข้าใจไปอีกว่า..อาการนั่ง หรือท่านั่ง มีมากมาย เช่น นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ นั่งยองๆ นั่งห้อยเท้า นั่งชันเข่า นั่งคุกเข่า ฯ ล้วนเรียกว่านั่งทั้งสิ้น จะนั่งอยู่ในอาการอย่างใดอย่างหนึ่งก็แล้วแต่ ท่าไหนก็แล้วแต่ ก็เป็นรูปทั้งสิ้น ฉะนั้นการเจริญวิปัสสนานั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า จะนั่งท่าไหนจึงจะเป็นวิปัสสนา ก็ไม่ต้องเรียกว่านั่งท่าไหน จะนั่งอย่างไร มีแต่คอยรู้สึกมีสติมีปัญญา แต่ไม่ควรทำพิสดารผิดปกติ ผู้ปฏิบัติจะต้องมีวิธีพิจารณารูปนั่ง
<DD>วิธีพิจารณารูปนั่งทำอย่างไร?
<DD>พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสสอนไว้ในมหาสติปัฏฐานสูตร หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในข้ออิริยาบทบรรพ เรียกว่า <DD> ..ตั้งกายไว้ในอาการอย่างไร ก็ให้กำหนดรู้ในอาการอย่างนั้น <DD> ..อาการนั่งของรูปมีอย่างไร ก็ให้รู้ชัดในอาการนั่งของรูปอย่างนั้น <DD> ..อาการของรูปมีอย่างไร ก็ให้รู้ชัดในอาการอย่างนั้น
<DD>ก็คือว่า การพิจารณารูปหรือกำหนดรูป เป็นการดูหรือพิจารณาอาการของรูป <DD>จะอยู่ในท่าไหนก็แล้วแต่ ก็ให้รู้อยู่ในอาการนั้น หรือท่านั้น คือใจจะต้องรู้อยู่ในรูปนั่ง พร้อมกับความรู้สึกตัวในอาการนั่ง หรือท่าที่นั่ง คือจะต้องมีสติปัญญา (สติระลึกรู้ ปัญญารู้ตาม) ทำงานคู่กัน
เมื่อสติมีความแก่กล้า ปัญญามีความแก่กล้า ก็จะระลึกรู้ว่าเป็นรูปหรือเป็นนาม เมื่อระลึกรู้บ่อยๆ ตัวที่ไม่ได้ฝึกนั้นก็จะเฉื่อย ฉันก็จะเฉื่อยแล้ว ก็คือมีสติสัมปชัญญะอยู่กับปัจจุบันด้วย ไม่ให้คิดเลยไปจากรูปนี้ที่กำลังปรากฏ ดูรูปนี้อยู่ ฟุ้งก็ไม่เกิด แล้วก็ประเสริฐอยู่ในทาง ไม่ตกไปจากนามรูป เป็นวิปัสสนาด้วย
<DD>ผู้ปฏิบัติจึงควรทำความเข้าใจให้ดี แล้วก็ค่อยๆฝึก ดูบ่อยๆ และก็ขอให้เข้าใจว่า การกำหนด เมื่อพิจารณารูปนั่ง ก็ต้องพิจารณาแบบนี้ มนสิการแบบนี้ ไม่ใช่ไปนั่งท่องเป็นรูป เป็นนาม หรือคิดอยู่ในใจ ต้องรู้และเข้าใจแน่ชัดว่าเป็นรูปนั่ง กำหนดรูปนั่ง พร้อมกับความรู้สึกออกมาอยู่ที่อาการนั่งที่กำลังปรากฏอยู่ขณะนั้น จึงจะเรียกว่าถูกต้อง และถูกตรงตามความเป็นจริงในขณะกำหนด
หัวใจของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานในเรื่องการดูรูปนั่ง..อยู่ตรงรู้สึกออกมาอยู่ในท่านั่ง อย่าลืม...ต้องเตือนตนเสมอว่า การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้องมีความเข้าใจถูกเป็นประธาน
<อย่าให้มีความเพียรเป็นประธาน>
และต้องมีรูปนามเป็นอารมณ์เสมอ ทำบ่อยๆ เข้าใจเช่นนี้บ่อยๆ นามจึงเป็นผู้รู้ รูปจึงเป็นผู้ถูกรู้ สติสัมปชัญญะเป็นผู้กำหนดรู้ นามเป็นผู้รู้ว่า ..รูปนั่ง และนามก็ต้องออกมารู้..ในท่าที่นั่ง ในอาการที่นั่ง รูปที่อยู่ในอาการนั่งหรือท่าที่นั่ง..เป็นผู้ถูกนามไปรู้
<DD>สรุปว่าวิธีการดูรูปนั่ง ..ผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้องดูรูปนั่งด้วยดูอาการของรูปนั่ง ..ต้องคอยสังเกตด้วย เวลาปฏิบัติ ถ้าใจกำหนดรูปนั่ง รูปนั่ง รูปนั่ง แต่ใจไม่ได้ออกมาอยู่ในอาการ - ก็เป็นนึกแล้ว ..การปฏิบัติจึงต้องค่อยๆไป คอยสังเกต ไม่ชัดดูต่อ ไม่ชัดดูต่อ หมายถึงไม่ชัดในอาการ ..ต้องให้ความรู้สึกออกมาอยู่กับอาการนั่ง พร้อมกับรู้ด้วยว่ารูปนั่ง เหมือนเห็นคนตาย ต้องมีสิ่งที่เห็น และต้องรู้ ต้องดูออกว่าคนตาย .....รูปนั่งจึงจะถูกต้องด้วยเหตุผล......
<DD>การดูรูปนอน
<DD>เมื่อเข้าใจวิธีการดูรูปนั่งแล้ว วิธีการดูรูปนอนก็มีความหมายนัยเดียวกัน คือดูอาการของรูปที่อยู่ในอิริยาบทนอน หรือดูอาการของรูปที่อยู่ในท่านอน
<DD>**ทดลองนอนลง ชันเข่าขวาขึ้น เอามือก่ายหน้าผาก ต้องรู้สึกถึงอาการในท่านอน ความรู้สึกต้องทั่วว่ามืออยู่ที่หัว ไม่ต้องเห็นด้วย ขาต้องยกขึ้นมา ฉะนั้นต้องรู้หมด อาการของรูปที่อยู่ในท่านอน
โดยกำหนดรู้ว่าดูรูปนอน พร้อมกับมีความรู้สึกออกมาอยู่ที่อาการนอน หรือท่านอนของรูปกายนั้น ตัวเองย่อมเป็นผู้รู้เองว่า ขาขึ้น หรือขาลง มือก่ายหรือไม่ก่าย ต้องรู้สะพรั่งตัว คือปรากฏรูปนั้นชัดออกมา จิตที่รู้นั้นรู้ชัดยิ่งกว่าฟิล์มที่ถ่ายอีก เพราะกายปสาทมีทั่ว (เรียนแล้ว) ฉะนั้น ไม่ว่านอนท่าไหน ต้องรู้สึก จะไม่รู้สึกตอนนอนหลับสนิทเท่านั้นเอง
<DD>การดูรูปยืน
<DD>คือดูอาการของรูปที่ยืนในท่ายืน รูปกายที่ประชุมกันอยู่ในอิริยาบทยืน หรืออาการยืน เรียกว่ารูปยืน ทำไมเรียกรูปยืน..ก็ได้คำตอบมาจากรูปนั่งแล้ว..เพราะเป็นรูป โดยกำหนดรู้ รูปยืนพร้อมกับมีความรู้สึกออกมาอยู่ในท่ายืน ให้ใจออกมาอยู่ในอาการยืนของรูป เพราะรูปไม่รู้ว่ายืน แต่จิตเป็นผู้รู้ว่ายืน จิตจะต้องทำหน้าที่สำรวจนั่นเอง รู้สะพรั่งกาย ต้องรู้สึกออกมาว่าขณะนี้ ยืนตรง ยืนย่อขา ยืนพัก ฯ รู้สึกหมดในอาการนั้นๆ ต้องมีความสังเกต ต้องมีความสำเหนียก ต้องมีความรู้สึกในรูปนั้น รูปนั้นคือรูปยืน <DD><DD>การดูรูปเดิน
<DD>คือดูอาการของรูปกายที่กำลังก้าวไป อาการที่กำลังก้าวไป อาการที่กำลังก้าวไปคืออาการของขาทั้งสองข้างที่ก้าวไป ในการกำหนด..ให้ดูอาการของรูปเดินที่กำลังก้าวไปของขาทั้งสอง แต่ละก้าวๆให้กำหนดรู้อยู่ว่ารูปเดิน ทุกวันนี้เราก็เดินแบบนี้ แต่เราไม่เคยรู้ว่าเป็นรูปเดิน และไม่รู้ว่าตรงไหนคือเดิน ไม่ต้องไปกำหนดปลายเท้า เคยเดินแบบไหนก็เดินแบบนั้น แต่ให้มีความรู้สึกทั่ว และการเดินนี้ ไม่ควรเดินเร็ว หรือช้าเกินไป ให้เดินเหมือนเดินทอดน่อง เพื่อสติจะได้ระลึกรู้ทันในอาการที่กำลังก้าวไป...
<HR>
<CENTER>
http://picdb.thaimisc.com/dokgaew/4862.gif?n
http://abhidhamonline.org/flower.gif
<CENTER>
เมื่อรู้และเข้าใจ ๕ อย่าง ปฏิบัติได้ เพียงอาศัยเวลา สะสม สะสม โยนิโสมนสิการ จนกระทั่งมีกำลัง เป็นผู้ที่อุดมไปด้วยโยนิโสมนสิการ ก็จะสิ้นเหตุการณ์แห่งการวิบัติ นั่นก็คือ การเวียนว่ายตายเกิดได้โดยไว ขอทุกอย่างจงสัมฤทธิ์ผลได้โดยไว ขออนุโมทนา</CENTER></CENTER></DD><DD><CENTER><CENTER> </CENTER></CENTER></DD><DD><CENTER><CENTER>:yociexp54:http://my.abhidhamonline.org/modules.php?op=modload&name=News&file=article&sid=4
</CENTER></CENTER></DD>