PDA

View Full Version : ความเข้าใจเรื่องพระอภิธรรม*พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช


Kamen rider
11-27-2007, 11:06 AM
http://www.kmitl.ac.th/buddhist/tumma/monk7.jpg

๑. หลักฐานเรื่องอภิธรรม

ใน วินัยปิฏก เองที่เล่าถึงเรื่องสังคายนาครั้งที่หนึ่ง
ที่ทำเมื่อหลังพุทธปรินิพพานไม่นานนัก และสังคายนาครั้งที่สอง
ที่ทำเมื่อหลังจากพุทธปรินิพพานประมาณ ๑๐๐ ปี ก็เล่าแต่เพียงว่า
ได้ทำสังคายนพระวินัยและพระธรรม ไม่ได้กล่าวถึงอภิธรรมปิฎก
เมื่อพระพุทธเจ้าจะนิพพานก็ทรงแสดงเพียงว่า
ธรรมะที่ทรงแสดงแล้ว วินัยที่ทรงบัญญัติแล้ว เป็นศาสดาแทนพระองค์
ก็กล่าวถึงแต่ธรรมะและวินัยเท่านั้น ไม่ได้พูดถึงอภิธรรม,
ฉะนั้น นักศึกษาพระพุทธศาสนาที่วิจารณ์ทั้งประวัติ
และทั้งเนื้อความของปิฎกทั้งสาม จึงมีมากท่านที่ลงความเห็นว่า
อภิธรรมปิฎกนั้นมีในภายหลัง


แต่ว่าเมื่อพระพุทธศาสนาล่วงมาหลายร้อยปีเข้า
จนถึงสมัยแต่งอรรถกถา ประมาณว่าพระพุทธศาสนาล่วงมาขนาดพันปี
จึงได้ปรกฎหลักฐานในคัมภีร์อรรถกถา
ที่แต่งในสมัยนั้นถึงเรื่องประวัติของอภิธรรมว่า
พระพุทธเจ้าไปเทศน์อภิธรรมแด่พระพุทธมารดาที่ดาวดึงสพิภพ
และถ้อยคำในอรรถกถาแสดงว่ามีการนับถือคัมภีร์อภิธรรมนี้เป็นอันมาก
ใครจะคัดค้านว่าอภิธรรมมิใช่พระพุทธวจนะเป็นไม่ได้
ในอรรถกถาเองได้ประณามคนที่คัดค้านอย่างเป็นคนนอกศาสนาเลยทีเดียว
แต่เพราะได้กล่าวไว้เช่นนั้น ก็บ่งว่าคงจะได้มีผู้คัดค้านมาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว
จึงได้เขียนไว้อย่างนั้น.


ท่าน (อรรถกถา) ได้แสดงหลักฐานว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้อภิธรรม
ได้ทรงพิจารณาอภิธรรม จนถึงได้แสดงอภิธรรมแทรกเข้าไว้อย่างมากมาย
คือในหลักฐานชั้นบาลีที่มีเล่าไว้ในวินัยปิฎกว่า(๑) เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว
ได้ประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข (ความสุขที่เกิดจากวิมุตติความหลุดพ้น)
ที่ควงไม้ต่างๆ ๕ สัปดาห์.
สัปดาห์ที่ ๑ ประทับนั่ง ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ คือไม้ที่ได้ตรัสรู้.
สัปดาห์ที่ ๒ ได้ประทับนั่งที่ควงไม้นิโครธ คือควงไม้ไทร.
สัปดาห์ที่ ๓ ได้ประทับนั่งที่ควงไม้มุจจลินทะ คือ ควงไม้จิก.
สัปดาห์ที่ ๔ ประทับนั่งที่ควงไม้ราชายตนะ คือควงไม้เกตุ.
สัปดาห์ที่ ๕ ได้ประทับนั่งที่ควงไม้ไทรอีก.
พระอรรถกถาจารย์ผู้เขียนตำนานอภิธรรม ได้แสดงแทรกไว้ในคัมภีร์
อรรถกถาอีก ๓ สัปดาห์ จากสัปดาห์ที่ ๓ ในบาลี(๒) คือ
สัปดาห์ที่ ๒ เสด็จจากไม้มหาโพธิไปทางทิศอีสาน ทรงยืนถวายเนตร
คือว่าจ้องดูพระมหาโพธิในที่นั้น จึงเรียกว่า อนิมิตตเจดีย์ แปลว่า เจดีย์
ที่ทรงจ้องดูโดยมิได้กระพริบพระเนตร ที่เป็นมูลให้สร้างพระถวายเนตรสำหรับวันอาทิตย์.
สัปดาห์ที่ ๓ เสด็จจากที่นั้น มาหยุดอยู่ระหว่างมหาโพธิอับอนิมิตตเจดีย์นั้น
ทรงนิรมิตที่จงกรมขึ้นแล้ว เสด็จจงกรม ณ ที่นั้น
ที่นั้นจึงเรียกว่า รัตนจงกรมเจดีย์ แปลว่า ที่จงกรมแก้ว
คำว่าที่จงกรมแก้วนี้ อาจารย์หนึ่งก็ว่าเป็นเรือนแก้วที่เป็นเทพนิรมิต,
อีกอาจารย์หนึ่งก็ว่ามิใช่เรือนแก้ว แต่ว่าหมายถึงที่เป็นที่ทรงพิจารณาอภิธรรม.
สัปดาห์ที่ ๔ ประทับนั่งขัดบัลลังก์ในทิศปัศจิมหรือทิศพายัพแห่งมหาโพธิ
ทรงพิจารณา อภิธรรม จึงเรียกว่า รัตนฆรเจดีย์ แปลว่า เรือนแก้ว
คำว่าเรือนแก้วนี้ อาจารย์หนึ่งก็ว่าเป็นเรือนแก้วที่เป็นเทพนิรมิต
อีกอาจารย์หนึ่งก็ว่ามิใช่เป็นเรือนแก้วเช่นนั้น แต่หมายถึงที่เป็นที่ทรงพิจาณาอภิธรรม.
รัตนฆระคือเรือนแก้วนี้ ก็เป็นมูลให้สร้างพระพุทธรูปมีเรือนแก้ว
เหมือนอย่างพระพุทธชินราชที่จังหวัดพิษณุโลกมีเรือนแก้ว.


เมื่อท่านแทรกเข้ามาอีก ๓ สัปดาห์ดั่งนี้ สัปดาห์ที่ ๒ ตามที่แสดงในบาลี
ก็ต้องเลื่อนไปเป็นที่ ๕ และก็เลื่อนไปโดยลำดับ ท่านก็ได้อธิบายไว้ด้วยว่า
การที่แทรกนอกจากพระบาลีออกไปดั่งนั้น ไม่ผิดไปจากความจริง
เพราะในบาลีแสดงแต่โดยย่อ เหมือนอย่างพูดว่ากินข้าวแล้วนอน
ความจริงกินข้าวแล้ว ก่อนจะนอนก็ได้มีกิจอื่นหลายอย่าง แต่ว่าเว้นไว้ไม่กล่าว,
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวถึงกิจที่เว้นไว้นั้นให้บริบูรณ์
ตำนานอภิธรรมดั่งกล่าวมานี้ ได้มีกล่าวไว้ในหนังสืออรรถกถา
ที่เขียนขึ้นเมื่อพระพุทธศาสนาล่วงมาแล้วนาน ดั่งที่ได้กล่าวมาแล้ว,
และท่านก็ยังได้เล่าไว้อีกว่า คัมภีร์อภิธรรมนั้น มีเจ็ดคัมภีร์
เรียกว่า สัตตปกรณ์ ปกรณ์ ก็แปลว่า คัมภีร์ สัตต แปลว่า ๗ สัตตปกรณ์
ก็แปลว่า ๗ คัมภีร์ คำนี้ได้นำมาใช้เมื่อบังสุกุลพระศพเจ้านาย
ตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไปใช้คำว่า สดับปกรณ์ ก็มาจากคำว่า สัตตปกรณ์คือเจ็ดคัมภีร์นี้เอง.
แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้แสดงทั้ง ๗ คัมภีร์ เว้นคัมภีร์กถาวัตถุ ทรงแสดงแต่ ๖ คัมภีร์,
ส่วนคัมภีร์กถาวัตถุนั้น พระโมคัลลีบุตรติสสะเถระเป็นผู้แสดง ในสมัยสังคายนาครั้งที่สาม,
แต่ว่าพระเถระก็ได้แสดงตามนัยที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ ฉะนั้น จึงได้ครบเจ็ดปกรณ์
ในสมัยสังคายนาครั้งที่สามนั้น, และก็ถือว่าเป็นพระพุทธภาษิตทั้งหมด
เพราะพระพุทธเจ้าได้ประทานนัยไว้


ในตำนานนี้ได้กล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้เทศน์อภิธรรมตลอดเวลาไตรมาส

คือสามเดือน โดยไม่มีเวลาหยุดยั้ง, ฉะนั้นจึงได้เกิดปัญหาขึ้น ๒ ข้อ :


ข้อ ๑ ว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงบำรุงพระสรีระ เช่น เสวย
และปฏิบัติสรีรกิจอย่างอื่นตลอดไตรมาสหรือ ?
ข้อ ๒ พระอภิธรรมมาทราบกันในเมืองมนุษย์ได้อย่างไร ?


ปัญหาเหล่านี้ ท่านผู้เล่าตำนานอภิธรรมก็ได้เล่าแก้ไว้ด้วยว่า(๓)
เมื่อเวลาภิกษาจารคือเวลาทรงบิณฑบาต ก็ได้ทรงนิรมิตพระพุทธนิมิตไว้
ทรงอธิษฐานให้ทรงแสดงอภิธรรมตามเวลาที่ทรงกำหนดไว้แทนพระองค์
แล้วเสด็จลงมาปฏิบัติพระสรีรกิจที่สระอโนดาต แล้วเสด็จไปเที่ยวบิณฑบาต
ที่อุตรกุรุทวีป เสด็จลงมาเสวยที่สระนั้น เสวยแล้วเสด็จไปประทับพักกลางวัน
ที่นันทวัน ต่อจากนั้นก็จึงเสด็จขึ้นไปแสดงอภิธรรมต่อจากพระพุทธนิมิต,
และที่นันทวันนั้นเอง ท่านพระสารีบุตรได้ไปเฝ้าทำวัตรปฏิบัติ,
พระองค์จึงได้ประทานนัยอภิธรรมที่ทรงแสดงแล้วแก่ท่านพระสารีบุตร
ท่านพระสารีบุตรก็ได้มาแสดงอภิธรรมแก่หมู่ภิกษุที่เป็นสัทธิวิหาริกของท่านต่อไป.


ท่านแก้ไว้อย่างนี้ ก็เป็นอันแก้ปัญหาทั้งสองข้อนั้น. ตามคำแก้ของท่านนี้เอง
ก็ส่องว่าอภิธรรมมาปรากฏขึ้นในหมู่มนุษย์ก็โดยพระสารีบุตรเป็นผู้แสดง
เพราะฉะนั้น เมื่อพูดกันอย่างในเมืองมนุษย์ ท่านพระสารีบุตรจึงเป็นผู้แสดงอภิธรรมนั้นเอง,
แต่ท่านว่าพระสารีบุตรไม่ใช่นักอภิธรรมองค์แรก พระพุทธเจ้าเป็นนักอภิธรรมองค์แรก
เพราะได้ตรัสรู้อภิธรรมตั้งแต่ราตรีที่ได้ตรัสรู้ ได้ทรงพิจารณาอภิธรรมที่รัตนฆรเจดีย์
ดั่งที่กล่าวมาแล้ว และได้ทรงแสดงนัยแห่งอภิธรรมแก่ท่านพระสารีบุตร
ท่านพระสารีบุตรจึงได้มาแสดงต่อไป.


ในบัดนี้ ได้มีท่านผู้หนึ่งในปัจจุบันเขียนหนังสือค้านว่า อภิธรรมปิฎกนั้น
พิมพ์เป็นหนังสือได้เพียงสิบสองเล่ม, ตามประวัติ พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงอยู่ตลอด
สามเดือนไม่มีเวลาหยุด และยังได้กล่าวอีกว่าได้มีรับสั่งเร็ว
คือว่าพระพุทธเจ้าพูดเร็วกว่ามนุษย์สามัญหลายเท่า, เมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าจะมารวมพิมพ์ขึ้น
ก็จะต้องกว่าสิบสองเล่มเป็นไหนๆ, แต่เมื่อหนังสือนี้ออกไปแล้ว ได้มีผู้ที่นับถืออภิธรรม
ไม่พอใจกันมาก, เพราะเหตุดั่งที่ได้กล่าวแล้ว ในหลักฐานตั้งแต่ชั้นอรรถกถานั้น
ได้มีผู้นับถืออภิธรรมมาก จนถึงในบัดนี้ก็ยังมีผู้นับถืออภิธรรมกันอยู่มาก,
ในพม่านั้นนับถือมากเป็นพิเศษ จนถึงได้มีนิทานเล่าเป็นประวัติไว้ว่า
เรือเชิญพระไตรปิฎกจากลังกามา ๓ ลำ และมาเกิดพายุพัดเอาเรือ
ที่ทรงพระอภิธรรมปิฎกไปประเทศพม่า เอาเรือที่ทรงวินัยปิฎกไปประเทศรามัญ
เอาเรือที่ทรงสุตตันตปิฎกมาประเทศไทย นี้เป็นเรื่องที่ผูกขึ้นมานานแล้ว
มาพิจารณาดูก็มีเค้าอยู่บ้าง. เพราะว่าพม่านั้นนับถืออภิธรรมมาก,
รามัญก็เคร่งครัดในวินัย, ส่วนฝ่ายไทยนั้นอยู่ในสถานกลาง ไม่ใคร่เคร่งวินัยนัก
และก็ไม่ย่อหย่อนอย่างพม่า พอใจจะถือเอาเหตุผล ซึ่งก็สงเคราะห์ว่าเป็นฝ่ายสุตตันตปิฎก


แต่ว่าสารัตถะในอภิธรรมนั้นมีมาก ถึงท่านจะไม่แสดงประวัติให้พิสดารไว้อย่างไร
สารัตถะในอภิธรรมนั้นเองก็เป็นสิ่งที่ควรจะศึกษา, เมื่อศึกษาแล้ว ก็จะทำให้ได้ความรู้
ในพระพุทธศาสนาพิสดารขึ้นอีกเป็นอย่างมาก.
==============
(๑) วิ. มหา. ๔/๑/๑-๗.
(๒) สมนต. ๓/๘-๙.
(๓)ยมกปาฏิหาริย วตถุ ธมมปท. ๖/๙๑-๒.
==============

๒.อภิธรรม ๗ คัมภีร์

Kamen rider
11-27-2007, 11:06 AM
๒.อภิธรรม ๗ คัมภีร์

จะแสดงพรรษาที่ ๗ เรื่องพระพุทธเจ้าทรงแสดงอภิธรรมต่อไป
คำว่า อภิธรรม นั้น ประกอบด้วยศัพท์ว่า อภิ แปลว่า ยิ่ง กับ ธรรม
รวมกันแปลว่า ธรรมะยิ่ง หมายความว่า พิสดาร
อีกอย่างหนึ่งหมายความว่า ธรรมะที่ยิ่ง คือ พิเศษ
หมายความว่าแปลกจากธรรมะในปิฎกอื่น
ความหมายนี้ต่างจากคำว่า อภิธรรม อภิวินัย ที่ใช้ในพระสูตร
เพราะในที่นั้น คำว่า อภิ หมายความว่า จำเพาะธรรมะ จำเพาะวินัย
คือมีเขตแดนไม่ปะปนกัน อีกอย่างหนึ่ง อภิ ในที่นั้นก็หมายความว่า ยิ่ง นั้นและ
แต่ไม่ได้หมายไปถึงอีกปิฎกหนึ่ง คือ อภิธรรม หมายถึง โพธิปักขิยธรรม,
อภิวินัย ก็หมายถึง อาทพิพรหมจริยกาสิกขา คือ สิกขาบทมาในพระปาติโมกข์

แต่ว่าในที่บางแห่ง คำว่า อภิธรรม หมายความว่า ธรรมะที่เป็นอธิบาย
ทำนองอรรถกถา คือ กถาที่อธิบายเนื้อความ ถ้าตามความหมายหลังนี้
อภิธรรม ก็คือตำราที่อธิบายธรรมะ.

ส่วนที่แสดงความของศัพท์อภิธรรมว่า ธรรมะที่ยิ่ง ดั่งกล่าวข้างต้นนั้น
เป็นการแสดงตามคัมภีร์อรรถกถาอภิธรรม แต่ถ้าไม่อ้างคัมภีร์นั้น
ว่าเอาตามที่พิจารณา จะแปลว่า เฉพาะธรรม ก็ได้
เพราะว่าในคัมภีร์อภิธรรมได้แสดงเฉพาะธรรมะไม่เกี่ยวกับบุคคล.

อภิธรรมมี ๗ คัมภีร์ เรียกว่า สัตตปกรณ์ ดั่งกล่าวมาแล้ว คือ
๑. ธัมมสังคณี แปลง่ายๆว่า ประมวลธรรมะ สังคณี ก็แปลว่า
ประมวลเข้าเป็นหมวดหมู่ จำแนกออกเป็น ๔ กัณฑ์คือ
ว่าด้วยความเกิดขึ้นแห่งจิต ๘๙ ดวงกัณฑ์หนึ่ง
ว่าด้วยรูปโดยพิสดารกัณฑ์หนึ่ง ว่าด้วยนิเขปแปลว่ายกธรรมะขึ้นแสดงโดยมูลราก
โดยขันธ์คือกอง โดยทวารเป็นต้น กัณฑ์หนึ่ง ว่าด้วยอัตถุตธารหรืออรรถกถา
คือว่ากล่าวอธิบายเนื้อความของแม่บทนั้น ที่ได้แสดงไว้ตั้งแต่ต้นกัณฑ์หนึ่ง.

๒. วิภังค์ แปลว่า จำแนกธรรมะ ลำพังศัพท์ว่า วิภังค์ แปลว่า จำแนก
มี ๑๘ วิภังค์ คือ ขันธวิภังค์ จำแนกขันธ์ อายตนวิภังค์ จำแนกอายตนะ
ธาตุวิภังค์ จำแนกธาตุ เป็นต้น.

๓. ธาตุกถา ว่าด้วย ธาตุ แต่โดยที่แท้นั้น ว่าด้วยขันธ์อายตนธาตุ
ที่สงเคราะห์กันเข้าได้อย่างไร และสงเคาระห์กันไม่ได้อย่างไร
ควรจะเรียกชื่อเต็มที่ว่า ขันธ์อายตนธาตุกถา แต่ว่าเรียกสั้นๆว่า ธาตุกถา
แบ่งออกเป็น ๑๔ หมวด มีการสงเคราะห์กันได้ การสงเคราะห์กันไม่ได้ แห่งส่วนทั้งสามนั้น เป็นต้น.

๔. ปุคคลบัญญัติ บัญญัติว่าบุคคล เป็นเบื้องต้นของคัมภีร์นี้
ได้แสดงถึงบัญญัติ ๖ ประการ คือ ขันธบัญญัติ บัญญัติว่าขันธ์
อายตนบัญญัติบัญญัติว่าอายตนะ ธาตุบัญญัติ บัญญัติว่าธาตุ
สัจจบัญญัติ บัญญัติว่าสัจจะ อินทรียบัญญัติ บัญญัติว่าอินทรีย์
ปุคคลบัญญัติ บัญญัติว่าบุคคล แต่ว่าบัญญัติ ๕ ประการข้างต้นนั้น
ได้มีกล่าวไว้ในคัมภีร์แรกๆแล้ว ในคัมภีร์นี้จึงกล่าวพิสดารแต่เฉพาะ
ปุคคลบัญญัติคิอบัญญัติว่าบุคคล และเรียกชื่อคัมภีร์ตามนี้
ในคัมภีร์นี้แยกบุคคลตั้งแต่พวกหนึ่งสองจำพวกขึ้นไป
คล้ายกับในสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย คือตอนที่แสดงธรรมะเป็นหมวดๆ
แต่ว่าก็มีเงื่อนเค้าอยู่ในคัมภีร์อภิธรรมนี้ เพราะมีคำว่าบัญญัติอยู่ด้วย
อันหมายความว่าที่จะเป็นบุคคลเพราะมีบัญญัติชื่อว่าบุคคล
เพราะฉะนั้น คำว่าบุคคลนั้น ก็เป็นเพียงบัญญัติอย่างหนึ่งเท่านั้น ก็เป็นลักษณะของอภิธรรม.

๕. กถาวัตถุ คำว่า วัตถุ แปลว่า ที่ตั้ง แปลว่า เรื่อง กถาวัตถุ ก็แปลว่า
ที่ตั้งของถ้อยคำ เรื่องของถ้อยคำ ในคัมภีร์นี้ได้แสดงที่ตั้งของถ้อยคำซึ่งกล่าวโต้กันอยู่สองฝ่าย
คือ ฝ่ายสกวาทะ ๕๐๐ สูตร ฝ่ายปรวาทะ ๕๐๐ สูตร รวมเป็นพันสูตร คือว่าพันเรื่อง
แต่ไม่ใช่เป็นคัมภีร์ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เป็นคัมภีร์ที่ว่าพระโมคคัลลีบุตรติสสะเภระ
แสดงในสมัยสังคายนาครั้งที่สาม เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงไปแล้ว ๒๐๐ ปีเศษ
แต่ท่านก็ว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงนัยหรือว่าตั้งมาติกาคือแม่บทไว้ให้แล้ว
พระเถระได้แสดงไปตามแม่บทนั้น ที่ท่านนับว่าเป็นพุทธสุภาษิตด้วย ก่อนแต่นั้นจึงมีเพียง ๖ คัมภีร์.

โดยเฉพาะคัมภีร์นี้เองก็ถูกค้านเหมือนกันว่าไม่ควรใส่เข้ามา
ถ้าต้องการจะให้ครบ ๗ ก็ให้ใส่ คัมภีร์ธัมมหทัย หรือว่า คัมภีร์มหาธาตุกถา
แต่ว่าฝ่ายที่ยืนยันให้ใส่คัมภีร์นี้เข้ามาก็อ้างว่า สองคัมภีร์นั้นไม่เหมาะสม
คัมภีร์นี้เหมาะสมกว่า ก็คงจะเป็นว่า ความเห็นส่วนมากในที่ประชุม
ต้องการให้ใส่คัมภีร์นี้เข้ามาให้ครบ ๗ ทำไมจึงต้องมีเกณฑ์ ๗ อันนี้ไม่ทราบ
อาจจะเป็นเพราะเห็นว่าเหมาะก็ได้ จึงได้ใส่เข้ามา เมื่อใส่เข้ามาก็รวมเป็น ๗.

ในกถาวัตถุนี้มีเรื่องที่โต้กันอยู่มาก เกี่ยวกับลัทธิต่างๆที่แตกแยกกันออกไป
เกี่ยวกับความเห็นต่างๆ เป็นต้นว่า มติหนึ่งว่า พระอรหันต์เมื่อบรรลุพระอรหันต์นั้นไม่รู้เอง
ต้องมีผู้อื่นมาบอกให้ แต่อีกมติหนึ่งว่ารู้ได้เอง ไม่ต้องมีผู้อื่นมาบอก
มติหนึ่งว่าจิตเป็นธรรมชาติที่ดำรงอยู่ ทำนองจิตอมตะนั่นแหละ แต่อีกมติหนึ่งคัดค้าน ดั่งนี้เป็นต้น
เพราะฉะนั้น คัมภีร์กถาวัตถุจึงเท่ากับว่าเป็นที่รวมของปัญหาโต้แย้งต่างๆที่เกิดมีมาโดยลำดับ
จนถึงในสมัยที่รวบรวมเรียบเรียงคัมภีร์นี้ขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ารู้น่าเห็นอยู่มาก
และเมื่อได้อ่านคัมภีร์นี้ก็จะทราบว่า ได้มีความเห็นแตกแยกกันในพระพุทธศาสนาอย่างไรบ้าง
เมื่อท่านแสดงถึงข้อที่แตกแยกโต้เถียงกันแล้ว ในที่สุดท่านก็ตัดสินเป็นข้อๆ ไปว่าอย่างไหนถูก
ก็เข้าเรื่องที่เล่าว่าพระเจ้าอโศกใช้ราชานุภาพไปสอบสวนภิกษุในคราวนั้น
ปรากฏว่ามีพวกเดียรถีย์เข้ามาปลอมบวชเป็นอันมาก ได้ตั้งปัญหาขึ้นถาม
โดยมีพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระเป็นผู้คอยฟังวินิจฉัย
เมื่อคำตอบนั้นส่องว่าเป็นลัทธิภายนอกไม่ใช่เป็นพระพุทธศาสนาก็ให้สึกไป
เหลือไว้แต่ผู้ที่ตอบถูกต้องตามแนวของพระพุทธศาสนา เสร็จแล้วก็ทำสังคายนาครั้งที่สาม

๖. ยมก แปลว่า คู่ คัมภีร์นี้ว่าด้วยธรรมะที่เป็นคู่ๆกัน แบ่งออกเป็น ๑๐ หมวด
มีมูลยมก ขันธยมก เป็นต้น.

๗. ปัฏฐาน คัมภีร์นี้เรียกว่าเป็น มหาปกรณ์ แปลว่า ปกรณ์ใหญ่ หรือว่า คัมภีร์ใหญ่
คู่กันกับปกรณ์ที่หนึ่งคือ ธัมมสังคณี ว่าด้วยปัจจัย ๒๔ มีเหตุปัจจัย (เหตุเป็นปัจจัย) เป็นต้น
ท่านนับถือว่าคัมภีร์ที่ ๗ นี้มีอรรถะลึกซึ้ง และแสดงว่าเมื่อพระพุทธเจ้าทรงพิจารณาอภิธรรม
ทั้ง ๗ คัมภีร์นี้ ที่รัตนฆรเจดีย์ เจดีย์เรือนแก้วที่แสดงแล้วนั้น เมื่อพิจารณาปกรณ์แรกๆมา
ฉัพพัณณรังษีก็ยังไม่ปรากฏ ต่อเมื่อมาพิจารณาปกรณ์ที่ ๗ นี้ จึงปรากฏฉพัพัณณรังษีขึ้น.

ก็รวมเป็น ๗ คัมภีร์ ในคัมภีร์ที่หนึ่ง ธัมมสังคณี ที่ประมวลธรรมะ
ได้ตั้งแม่บทที่เป็นหมวด ๓ ขึ้นต้นว่า กุสลา ธมฺมา ธรรมทั้งหลายเป็นกุศล
อกุสลา ธมมา ธรรมทั้งหลายเป็นอกุศล อพยากตา ธมฺมา ธรรมทั้งหลายเป็นอัพยากฤต
คือว่าไม่พยากรณ์ว่าเป็นกุศลหรืออกุศล ถือว่าแม่บทนี้เป็นแม่บทใหญ่
เป็นที่รวมของธรรมะทั้งหมดที่แสดงออกไปทั้ง ๗ คัมภีร์ เพราะว่าประมวลลงในแม่บทอันนี้ทั้งนั้น.

Kamen rider
11-27-2007, 11:07 AM
๓. คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ

อภิธรรม คัมภีร์นี้ ถ้าจะเรียนกันโดยลำดับให้ครบถ้วนก็จะต้องใช้เวลานาน
เพราะมีข้อความที่สลับซับซ้อนพิสดารมาก ฉะนั้น ต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาล่วงไป
อยู่ในขนาดพันปี ได้มีพระเถระรูปหนึ่งชื่อท่าน อนุรุทธะ
ได้ประมวลเนื้อความของอภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์นี้ มาแต่งไว้โดยย่นย่อ
เรียกว่า คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ (๑) แปลว่า สงเคราะห์
คือ สรุปความแห่งอภิธรรม ยกหัวข้อเป็นสี่คือ ๑. จิต ๒. เจตสิก แปลว่าธรรมะที่มีในใจ
๓. รูป ๔. นิพพาน ท่านแต่งเป็นคาถาสลับร้อยแก้วแบ่งออกเป็น ๙ ปริจเฉท
คือ ๙ ตอน เป็นหนังสือเล่มเล็กๆไม่โตมาก คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะนี้เป็นที่นิยมกันมาก
มื่อเรียนตามคัมภีร์นี้แล้วไปจับดูอภิธรรม ๗ คัมภีร์ ก็จะเข้าใจได้โดยง่ายโดยตลอด เป็นการเรียนลัด.

พิจารณาดูตามหัวข้อที่ท่านว่าไว้เป็นสี่นี้ตามความเข้าใจจิตนี้เป็นตัวยืน
โดยปรกติจิตก็มีดวงเดียว จิตจะเป็นต่างๆก็เพราะมีเจตสิก แปลว่าธรรมะที่มีในใจ
มีเจตสิกเป็นอย่างไรจิตก็เป็นอย่างนั้น เจตสิกจึงเป็นสิ่งที่มีผสมอยู่ในจิต
เทียบเหมือนดั่งว่าน้ำกับสีที่ผสมอยู่ในน้ำ น้ำโดยปรกติก็เป็นอย่างเดียว
แต่เมื่อใส่สีลงไปน้ำจึงเป็นน้ำสีนั้น น้ำสีนี้ ฉะนั้น ในอภิธรรมที่แจกจิตไว้ถึง ๘๙ ดวง
ก็ด้วยอำนาจของเจตสิกนี้เอง บกเจตสิกออกแล้ว จิตก็เป็นอันเดียวเท่านั้น
แจกออกไปเป็นอย่างไรมิได้ แต่ว่าทั้งจิตและเจตสิกนี้ก็อาศัยอยู่กับรูป
รูปที่อาศัยของจิตและเจตสิก ถ้าจะเทียบก็เหมือนอย่างว่าน้ำ เหมือนอย่างว่าขวดน้ำแตก
น้ำก็หมดที่อาศัย และนิพพานนั้นก็เป็นกามาวจรจิต
จิตที่ท่องเที่ยวไปหรือหยั่งลงในกามเป็นรูปาวจรจิต
จิตที่หยั่งลงในรูปคือรูปฌาน อรูปาวจรจิต จิตที่หยั่งลงไปในอรูปฌาน
โลกุตตรจิต จิตที่เป็นโลกุตตระคือมรรคผล ก็บรรลุนิพพานเป็นที่สุด
เพราะฉะนั้น จึงประมวลหัวข้อเป็น จิต เจตสิก รูป นิพพาน
แล้วก็จัดธรรมะในอภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์นั้น ใส่เข้าในหัวข้อทั้งสิ้น.

ทั้ง ๗ คัมภีร์นี้เราเรียกย่อกันว่า สัง, วิ, ธา, ปุ, กะ, ยะ, ปะ
คือเอาอักษรต้นเรียกว่าเป็น หัวใจอภิธรรม เหมือนอย่าง จิต เจตสิก รูป นิพพาน
เรียกว่า จิ, เจ, รุ, นิ หรือ อริยสัจ ก็เรียกว่า ทุ, สุ, นิ, ม, คือเอาอักษรแรก
ความจริงนั้นเพื่อกำหนดง่าย เมื่อจำได้เพียงเท่านี้ก็เป็นอันว่าเพียงพอ
แต่ก็มาเรียกกันว่า หัวใจ เราก็ใช้เขียนลงในเหรียญในเครื่องรางต่างๆ
วัตถุประสงค์ในทีแรกก็เพื่อจะเป็นเครื่องกำหนดง่ายเท่านั้น.

คัมภีร์อภิธรรมตลอดจนถึงอภิธัมมัตถสังคหะ
ตกมาถึงเมืองไทยก็มาใช้เกี่ยวแก่การศพเป็นพื้น เช่นว่า
สวดศพตอนกลางคืนก็สวดอภิธรรมทั้ง ๗ คัมภีร์นี้เอง
แต่ว่าตัดเอามาแต่ข้างต้น คัมภีร์ละเล็กละน้อย และเมื่อเวลาที่จะบังสุกุล
หรือจะสดับปกรณ์มีสวดมาติกา ก็คือว่ายกเอา มาติกา คือ แม่บท
จากคัมภีร์ที่หนึ่งมาสวดตอนหนึ่ง ขึ้นต้นว่า กุสลา ธมมา เป็นต้น
และคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะนั้น ท่านแต่งเป็นคาถา
ก็นำมาสวดเป็นสรภัญญะในการศพอีกเหมือนกัน คือ ถ้าไม่สวดอภิธรรม ๗ คัมภีร์
ก็สวดอภิธัมมัตถสังคหะ เป็นสรภัญญะ
ครั้นมาในตอนหลังนี้ได้มีผู้สนใจศึกษาอภิธรรมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน.

-------------------
(๑) คัมภีร์นี้ มหามกุฏราชวิทยาลัยได้แปลเป็นไทย พร้อมด้วยฎีกา
พิมพ์ออกเผยแพร่โดยเรียกชื่อว่า อภิธัมมัตถสังคหบาลี และอภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา

ทั้งสามหัวข้อที่คัดมา เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือชื่อเรื่อง
“ความเข้าใจเรื่องพระอภิธรรม” พระนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช โดยเนื้อหาเต็มจะมี ๒๖ หัวข้อ(นับจากสารบัญ)
เนื้อหาที่คัดลอกมา น่าจะเป็นพื้นฐานแก่ผู้เริ่มสนใจศึกษาอภิธรรมได้บ้างไม่มากก็น้อย
_/|\_
เจริญในธรรม : )

poonnapa
02-13-2008, 01:45 PM
ถ้าต้องการอ่านหนังสือคัมภีร์อภิธรรมสังคตะ ของอภิธรรมโชติกะวิทยาลัย ฉบับเต็มจะหาซื้อหรือหาอ่านได้ที่ไหนคะ ถ้าใครทราบช่วยแจ้งหน่อยค่ะ ขอบคุณค่ะ:yociexp22: