Kamen rider
11-27-2007, 10:53 AM
http://pics.manager.co.th/Images/550000014456901.JPEG
ใครเลยจะรู้ว่าภายใต้บุคลิกเฮ้วๆ ออกแนวแก่น เซี้ยวของนักแสดงรุ่นใหญ่ ท็อป ดารณีนุช โพธิปิติ ซ่อนภาพหญิงสาวหัวใจใฝ่ธรรมะไว้อย่างแนบเนียน
การทำความดี ต้องเริ่มทำกับคนใกล้ชิดก่อน จากนั้นค่อยๆ แผ่ขยายไปถึงคนรอบข้าง ถ้าเราทำดีกับคนรอบๆตัวอย่างเดียว แต่กับคนที่อยู่ใกล้ชิด เรากลับทำร้ายเขา แล้วใครจะเชื่อว่าเราเป็นคนดี ดาราสาววัยกลางคนเปรยขึ้นมาเมื่อนึกถึงเรื่องราวการทำ ความดีที่ประทับใจ
เธอบอกเล่าต้นสายปลายเหตุว่า เมื่อหลายปีก่อนเป็นคนเจ้าอารมณ์ หงุดหงิดเป็นนิสัย จนทำให้คนใกล้ ชิดที่ทำงานด้วยกันทนไม่ไหว ต้องลี้ภัยหนีหายไปหลาย ต่อหลายคน โดยเฉพาะผู้จัดการส่วนตัวที่ทำงานด้วยกันได้ไม่กี่เดือน เธอก็ออกฤทธิ์จนเขาทนไม่ไหวเสียแล้ว
เมื่อก่อนจะเห็นความผิดของคนอื่นใหญ่กว่าของตัวเราเสมอ แล้วก็มักจะมองข้อไม่ดีของคนอื่นก่อนเป็นอันดับแรก โดยไม่เคยมองข้อดีของเขาเลย พอเกิด ความคิดแบบนั้นบ่อยๆ ไม่ว่ามองใครก็จะขัดหูขัดตาไปหมด ทุกวันมีแต่เรื่องไม่พอใจคนอื่นไปหมด เพราะนั่งว่าคนอื่นอยู่ตลอดเวลา
เคยเป็นถึงขั้นไม่อยากพบเจอหน้าใคร เพราะว่ารำคาญ ขี้เกียจเจอคน แล้วก็เบื่อที่คนต้องเข้ามาทักเรา ในใจคิดเสมอว่าคนจะเข้ามาทักทายอะไรกันนักหนา ฉันก็อยากจะมีชีวิตของตัวเองบ้าง ยอมรับเลยว่าตอน นั้นใช้ชีวิตแบบเห็นแก่ตัว เพราะเลือกที่จะมีตัวเองเป็นที่ตั้ง เพียงอย่างเดียว เจ้าตัวเอ่ยถึงพฤติกรรมในอดีตของตัวเอง
ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตตามอำเภอใจโดย ไม่สนใจว่าทำร้ายจิตใจคนรอบข้าง รวมทั้งยังพาลไปถึงคนในครอบครัวที่มักโดนหางเลขอยู่เป็นประจำ กระทั่งมีเพื่อนนักแสดง (สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์) เข้ามา ชักชวนให้ลองหันมาปฏิบัติธรรม หวังจะให้พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ขัดเกลาจิตใจเพื่อนให้คลายความขุ่นมัว
จากนั้นด้วยความที่ต้องการพิสูจน์ตัวเอง เธอจึงตัดสินใจไปปฏิบัติธรรมครั้งแรกที่วัดผาณิตาราม ซึ่งช่วงเวลา 3 วันที่ได้มีโอกาสอยู่กับตัวเอง ถือเป็นนาทีทองของชีวิตอันมีค่า และนำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตเธอแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
ตอนแรกที่ไปปฏิบัติธรรม 3 วัน รู้สึกว่ายากที่ต้อง ประคับประคองจิตใจที่แกว่งไกวเร็วมากในแต่ละวันให้นิ่ง และไม่ฟุ้งซ่าน แต่ที่รู้สึกได้มากที่สุดคงเป็นในเรื่องของความโล่ง ความเบาสบายของจิตใจที่เคยขุ่นมัวมาตลอด
จิตก็เปรียบเสมือนเป็นกระจก ถ้าไม่เคยเช็ดเลยก็จะขุ่นมัวไปเรื่อยๆ ซึ่งอันที่จริงแล้วจิตของเราใสทุกคน แต่ทุกวันนี้ด้วยความที่เราต้องพบเจออะไรมาก มาย ทำให้ใจของเราตกตะกอน มัวแต่คิดว่าคนนั้นทำไม่ดี ไม่ถูกใจเรา ซึ่งล้วนเป็นความคิดที่บั่นทอนและถูกเก็บสะสมไว้โดยไม่รู้ตัว เธอบอกความเปลี่ยน แปลงของตัวเองที่ได้จากการไปปฏิบัติธรรม
ดาราสาวรุ่นใหญ่เล่าต่อว่า สำหรับตัวเองการปฏิบัติธรรมเปรียบเสมือนการฝึกการดูใจตัวเอง เหมือนเป็นผู้สังเกตการณ์โดยไม่กระโจนลงไปผสมร่วมโรงกับอารมณ์หลากหลายที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมใช้สติในการควบคุม ดังนั้นเวลาคิดไตร่ตรองอะไรโดยไม่ใช้อารมณ์ก็จะเกิดปัญญา
ความคิดในแง่บวกเหล่านี้ กว่าจะทำได้ในชีวิตจริง ต้องอาศัยเวลาในการปรับตัวปรับใจมากพอสมควร ไม่ ได้หมายความว่าพอมาฝึกปฏิบัติธรรมก็สามารถเปลี่ยน ความคิดจิตใจในฉับพลัน แต่จะค่อยๆ เปลี่ยนไป
จากแต่ก่อนที่มักเห็นความผิดของคนอื่นใหญ่กว่าของตัวเราเสมอ แต่พอได้ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงสอนให้เราไม่ต้องแบกทุกข์ แต่ให้หันมามองจิตใจของตัวเราเองด้วยใจที่เป็นธรรม พร้อมหันไปมองคนอื่นด้วยใจที่เมตตา
พอคิดได้อย่างนี้ก็จะเริ่มมองคนอื่นด้วยใจเปิดกว้าง เพราะทั้งเราและเขาก็เป็นคนเหมือนกัน ที่สำคัญตัวเราก็ไม่ได้ดีไปกว่าใคร ทุกคนต่างเป็นเพื่อนร่วมทุกข์เหมือนกันทั้งสิ้น ฉะนั้นความโกรธ ความโมโห หรือ อคติต่างๆ จะถูกบั่นทอนออกไป หัดรู้จักปล่อยวางมาก ขึ้นชีวิตก็จะมีความสุข
เธอยังกำชับว่า ปฏิบัติธรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องอ่านหนังสือธรรมะควบคู่ไปด้วย นอกจากอ่านเพื่อเพิ่มความเข้าใจหลักธรรมคำสั่งสอนอย่างลึกซึ้ง และนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ยังสามารถกระตุ้นเตือนจิตใจให้ไม่เผอเรอจนกลับคืนสู่ตัวตนเดิมๆ อีกด้วย
เพราะไม่ว่าจะไปปฏิบัติธรรมมานับครั้งไม่ถ้วน หรือเป็นลูกศิษย์มาหลายสิบสำนัก ถ้าไม่เคยเมตตาหรือให้อภัยกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็เท่ากับว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดไร้ซึ่งความหมาย เพราะการยกระดับจิตใจที่สำคัญอย่างแรก คือ การรู้จักให้อภัยและมีเมตตากับผู้อื่นซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด
ต้องถามใจตัวเองว่าอยากจะอยู่เป็นน้ำ หรือเป็นไฟ เพราะถ้าอยู่เป็นไฟเราก็จะแผดเผาคนรอบข้างไปตลอด แต่ถ้าอยู่เป็นน้ำ เข้าใจโลก เข้าใจหัวอกคนอื่น นอกจากตัวเรามีความสุขแล้ว คนที่อยู่รอบข้างเรา เขาก็เย็นตามไปด้วย เพราะทุกสิ่งที่ทำลงไปย่อมต้องมีส่วน กระทบถึงพวกเขาด้วย
เมื่อก่อนเราวิ่งหาที่พึ่งที่เย็น แต่ตอนนี้นอกจากเราจะมีตัวเองเป็นที่พึ่งแล้ว แถมยังเป็นที่พึ่งให้กับคนรอบข้างด้วย พึ่งกันในแง่ของจิตใจ ซึ่งเป็นความดีที่ แท้จริงและเที่ยงแท้ แม้ไม่ต้องมีเงินทองมากมาย เพียงแค่ช่วยทำให้คนอื่นมีความสุขเวลาได้อยู่ใกล้ ได้พูดคุย กับเรา เดินไปไหนใครยิ้มให้เรายิ้มตอบ เพียงเท่านี้ก็เป็นความสุขแล้ว
จริงๆ แล้วเราทุกคนที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ ไม่ใช่คิดแค่ว่าเกิดมาเพื่อทำมาหากิน หรือเกิดเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ไม่ให้มนุษยชาติล่มสลายเท่านั้น แต่นับเป็นโชคดีที่จะมีโอกาสได้ยกระดับจิตวิญญาณของตัวเองให้สูงขึ้น หากปฏิบัติได้ถึงระดับมรรคผล นิพพานหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ยิ่งขออนุโมทนา
ถึงแม้จะบอกว่าชีวิตนี้เกิดมามีความสุขดีแล้ว แต่ก็เป็นความสุขที่มีความทุกข์ผสมอยู่ด้วย ซึ่งการปฏิบัติธรรมไม่ได้หมายความว่าให้หนีทุกข์ แต่ทำให้รู้จักความทุกข์ความสุขอย่างเข้าใจ และสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่าง กลมกลืน ดาราสาวบอกทางเลือกชีวิตในแบบของตัวเอง
ที่สุดแล้วเธอขมวดข้อคิดที่เป็นผลลัพธ์อันเกิดจาก ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของตัวเองไว้ว่า
มองโลกในแบบที่มันเป็น ไม่ใช่มองโลกในแบบ ที่ตัวเราอยากให้เป็น เพราะต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายมักเกิดจากการที่เราพยายามจะอยู่เหนือโลก และอยากควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่มีใครสามารถควบคุมสิ่งใดในโลกนี้ได้ หากต้องรู้จักยอมรับกับสภาพของโลกและสิ่งรอบตัวตามความเป็นจริง
:yociexp29:http://www.manager.co.th/dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9500000135840
ใครเลยจะรู้ว่าภายใต้บุคลิกเฮ้วๆ ออกแนวแก่น เซี้ยวของนักแสดงรุ่นใหญ่ ท็อป ดารณีนุช โพธิปิติ ซ่อนภาพหญิงสาวหัวใจใฝ่ธรรมะไว้อย่างแนบเนียน
การทำความดี ต้องเริ่มทำกับคนใกล้ชิดก่อน จากนั้นค่อยๆ แผ่ขยายไปถึงคนรอบข้าง ถ้าเราทำดีกับคนรอบๆตัวอย่างเดียว แต่กับคนที่อยู่ใกล้ชิด เรากลับทำร้ายเขา แล้วใครจะเชื่อว่าเราเป็นคนดี ดาราสาววัยกลางคนเปรยขึ้นมาเมื่อนึกถึงเรื่องราวการทำ ความดีที่ประทับใจ
เธอบอกเล่าต้นสายปลายเหตุว่า เมื่อหลายปีก่อนเป็นคนเจ้าอารมณ์ หงุดหงิดเป็นนิสัย จนทำให้คนใกล้ ชิดที่ทำงานด้วยกันทนไม่ไหว ต้องลี้ภัยหนีหายไปหลาย ต่อหลายคน โดยเฉพาะผู้จัดการส่วนตัวที่ทำงานด้วยกันได้ไม่กี่เดือน เธอก็ออกฤทธิ์จนเขาทนไม่ไหวเสียแล้ว
เมื่อก่อนจะเห็นความผิดของคนอื่นใหญ่กว่าของตัวเราเสมอ แล้วก็มักจะมองข้อไม่ดีของคนอื่นก่อนเป็นอันดับแรก โดยไม่เคยมองข้อดีของเขาเลย พอเกิด ความคิดแบบนั้นบ่อยๆ ไม่ว่ามองใครก็จะขัดหูขัดตาไปหมด ทุกวันมีแต่เรื่องไม่พอใจคนอื่นไปหมด เพราะนั่งว่าคนอื่นอยู่ตลอดเวลา
เคยเป็นถึงขั้นไม่อยากพบเจอหน้าใคร เพราะว่ารำคาญ ขี้เกียจเจอคน แล้วก็เบื่อที่คนต้องเข้ามาทักเรา ในใจคิดเสมอว่าคนจะเข้ามาทักทายอะไรกันนักหนา ฉันก็อยากจะมีชีวิตของตัวเองบ้าง ยอมรับเลยว่าตอน นั้นใช้ชีวิตแบบเห็นแก่ตัว เพราะเลือกที่จะมีตัวเองเป็นที่ตั้ง เพียงอย่างเดียว เจ้าตัวเอ่ยถึงพฤติกรรมในอดีตของตัวเอง
ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตตามอำเภอใจโดย ไม่สนใจว่าทำร้ายจิตใจคนรอบข้าง รวมทั้งยังพาลไปถึงคนในครอบครัวที่มักโดนหางเลขอยู่เป็นประจำ กระทั่งมีเพื่อนนักแสดง (สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์) เข้ามา ชักชวนให้ลองหันมาปฏิบัติธรรม หวังจะให้พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ขัดเกลาจิตใจเพื่อนให้คลายความขุ่นมัว
จากนั้นด้วยความที่ต้องการพิสูจน์ตัวเอง เธอจึงตัดสินใจไปปฏิบัติธรรมครั้งแรกที่วัดผาณิตาราม ซึ่งช่วงเวลา 3 วันที่ได้มีโอกาสอยู่กับตัวเอง ถือเป็นนาทีทองของชีวิตอันมีค่า และนำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตเธอแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว
ตอนแรกที่ไปปฏิบัติธรรม 3 วัน รู้สึกว่ายากที่ต้อง ประคับประคองจิตใจที่แกว่งไกวเร็วมากในแต่ละวันให้นิ่ง และไม่ฟุ้งซ่าน แต่ที่รู้สึกได้มากที่สุดคงเป็นในเรื่องของความโล่ง ความเบาสบายของจิตใจที่เคยขุ่นมัวมาตลอด
จิตก็เปรียบเสมือนเป็นกระจก ถ้าไม่เคยเช็ดเลยก็จะขุ่นมัวไปเรื่อยๆ ซึ่งอันที่จริงแล้วจิตของเราใสทุกคน แต่ทุกวันนี้ด้วยความที่เราต้องพบเจออะไรมาก มาย ทำให้ใจของเราตกตะกอน มัวแต่คิดว่าคนนั้นทำไม่ดี ไม่ถูกใจเรา ซึ่งล้วนเป็นความคิดที่บั่นทอนและถูกเก็บสะสมไว้โดยไม่รู้ตัว เธอบอกความเปลี่ยน แปลงของตัวเองที่ได้จากการไปปฏิบัติธรรม
ดาราสาวรุ่นใหญ่เล่าต่อว่า สำหรับตัวเองการปฏิบัติธรรมเปรียบเสมือนการฝึกการดูใจตัวเอง เหมือนเป็นผู้สังเกตการณ์โดยไม่กระโจนลงไปผสมร่วมโรงกับอารมณ์หลากหลายที่กำลังเกิดขึ้น พร้อมใช้สติในการควบคุม ดังนั้นเวลาคิดไตร่ตรองอะไรโดยไม่ใช้อารมณ์ก็จะเกิดปัญญา
ความคิดในแง่บวกเหล่านี้ กว่าจะทำได้ในชีวิตจริง ต้องอาศัยเวลาในการปรับตัวปรับใจมากพอสมควร ไม่ ได้หมายความว่าพอมาฝึกปฏิบัติธรรมก็สามารถเปลี่ยน ความคิดจิตใจในฉับพลัน แต่จะค่อยๆ เปลี่ยนไป
จากแต่ก่อนที่มักเห็นความผิดของคนอื่นใหญ่กว่าของตัวเราเสมอ แต่พอได้ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่ทรงสอนให้เราไม่ต้องแบกทุกข์ แต่ให้หันมามองจิตใจของตัวเราเองด้วยใจที่เป็นธรรม พร้อมหันไปมองคนอื่นด้วยใจที่เมตตา
พอคิดได้อย่างนี้ก็จะเริ่มมองคนอื่นด้วยใจเปิดกว้าง เพราะทั้งเราและเขาก็เป็นคนเหมือนกัน ที่สำคัญตัวเราก็ไม่ได้ดีไปกว่าใคร ทุกคนต่างเป็นเพื่อนร่วมทุกข์เหมือนกันทั้งสิ้น ฉะนั้นความโกรธ ความโมโห หรือ อคติต่างๆ จะถูกบั่นทอนออกไป หัดรู้จักปล่อยวางมาก ขึ้นชีวิตก็จะมีความสุข
เธอยังกำชับว่า ปฏิบัติธรรมอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องอ่านหนังสือธรรมะควบคู่ไปด้วย นอกจากอ่านเพื่อเพิ่มความเข้าใจหลักธรรมคำสั่งสอนอย่างลึกซึ้ง และนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว ยังสามารถกระตุ้นเตือนจิตใจให้ไม่เผอเรอจนกลับคืนสู่ตัวตนเดิมๆ อีกด้วย
เพราะไม่ว่าจะไปปฏิบัติธรรมมานับครั้งไม่ถ้วน หรือเป็นลูกศิษย์มาหลายสิบสำนัก ถ้าไม่เคยเมตตาหรือให้อภัยกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็เท่ากับว่าสิ่งที่ทำมาทั้งหมดไร้ซึ่งความหมาย เพราะการยกระดับจิตใจที่สำคัญอย่างแรก คือ การรู้จักให้อภัยและมีเมตตากับผู้อื่นซึ่งเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด
ต้องถามใจตัวเองว่าอยากจะอยู่เป็นน้ำ หรือเป็นไฟ เพราะถ้าอยู่เป็นไฟเราก็จะแผดเผาคนรอบข้างไปตลอด แต่ถ้าอยู่เป็นน้ำ เข้าใจโลก เข้าใจหัวอกคนอื่น นอกจากตัวเรามีความสุขแล้ว คนที่อยู่รอบข้างเรา เขาก็เย็นตามไปด้วย เพราะทุกสิ่งที่ทำลงไปย่อมต้องมีส่วน กระทบถึงพวกเขาด้วย
เมื่อก่อนเราวิ่งหาที่พึ่งที่เย็น แต่ตอนนี้นอกจากเราจะมีตัวเองเป็นที่พึ่งแล้ว แถมยังเป็นที่พึ่งให้กับคนรอบข้างด้วย พึ่งกันในแง่ของจิตใจ ซึ่งเป็นความดีที่ แท้จริงและเที่ยงแท้ แม้ไม่ต้องมีเงินทองมากมาย เพียงแค่ช่วยทำให้คนอื่นมีความสุขเวลาได้อยู่ใกล้ ได้พูดคุย กับเรา เดินไปไหนใครยิ้มให้เรายิ้มตอบ เพียงเท่านี้ก็เป็นความสุขแล้ว
จริงๆ แล้วเราทุกคนที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ ไม่ใช่คิดแค่ว่าเกิดมาเพื่อทำมาหากิน หรือเกิดเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ไม่ให้มนุษยชาติล่มสลายเท่านั้น แต่นับเป็นโชคดีที่จะมีโอกาสได้ยกระดับจิตวิญญาณของตัวเองให้สูงขึ้น หากปฏิบัติได้ถึงระดับมรรคผล นิพพานหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้ยิ่งขออนุโมทนา
ถึงแม้จะบอกว่าชีวิตนี้เกิดมามีความสุขดีแล้ว แต่ก็เป็นความสุขที่มีความทุกข์ผสมอยู่ด้วย ซึ่งการปฏิบัติธรรมไม่ได้หมายความว่าให้หนีทุกข์ แต่ทำให้รู้จักความทุกข์ความสุขอย่างเข้าใจ และสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่าง กลมกลืน ดาราสาวบอกทางเลือกชีวิตในแบบของตัวเอง
ที่สุดแล้วเธอขมวดข้อคิดที่เป็นผลลัพธ์อันเกิดจาก ความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของตัวเองไว้ว่า
มองโลกในแบบที่มันเป็น ไม่ใช่มองโลกในแบบ ที่ตัวเราอยากให้เป็น เพราะต้นเหตุแห่งทุกข์ทั้งหลายมักเกิดจากการที่เราพยายามจะอยู่เหนือโลก และอยากควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่มีใครสามารถควบคุมสิ่งใดในโลกนี้ได้ หากต้องรู้จักยอมรับกับสภาพของโลกและสิ่งรอบตัวตามความเป็นจริง
:yociexp29:http://www.manager.co.th/dhamma/viewnews.aspx?NewsID=9500000135840