PDA

View Full Version : "บทโศลก กลบท ปริศนาธรรม" "ฉลาด สะอาด สว่าง สงบ" 5


ศากยบุตร
11-07-2005, 05:11 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#818d79 border=2><TBODY><TR><TD>



http://thummada.com/php_upload/white51.jpg



- ๔๑ -

ลูกรัก......

วิถีชีวิตของเจ้าควรจักเริ่มต้นคือ

ทำตนให้ละเอียดอ่อน

พินอบพิเทา

ละเมียดละไม

อ่อนน้อมถ่อมตน

อ่อนโยน อ่อนไหว

แต่มิใช่ อ่อนแอ


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

ละเอียดกับจุกจิก

ทั่วไปดูจะสับสน แล้วมักคิดว่าคนละเอียดจะต้องจุกจิก แต่จริงๆกับไม่ใช่ กลับเป็นว่าถ้าละเอียดจริงจะไม่จุกจิก ส่วนที่กลายเป็นจุกจิก เหตุเพราะเอาแต่ละเอียดที่จะเห็นผิดจับผิดของคนอื่น มองข้ามมองไม่เห็นผิดของตนเอง ก็เลยจุกจิกขี้บ่น ว่ากล่าวแต่คนอื่น คิดแต่จะแก้คนอื่น ลืมคิดที่จะแก้ตนเอง <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE>

ศากยบุตร
11-07-2005, 05:13 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#8083ac border=2><TBODY><TR><TD>



http://thummada.com/php_upload/white52.jpg



- ๔๒ -

ลูกรัก......

ธรรมะของพระพุทธเจ้า

ตัดขาดจาก สันดานและวาสนา


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

มีคำพูดที่มักจะเข้าใจผิดอยู่ประโยคหนึ่ง ที่ว่า "แล้วแต่กรรม" ฟังดูเหมือนกับ งอมืองอเท้าปล่อยไปตามยถากรรม แต่ความหมายที่ถูกกลับเป็นตรงกันข้าม "แล้วแต่กรรม" เป็นคำที่เคารพและเชื่อมั่นในตนเองสูงสุด เชื่อมั่นในสิ่งที่ตนทำ ว่าตนเองทำอย่างไรต้องได้รับผลอย่างนั้น

"แล้วแต่กรรม" จึงตรงข้ามกับพรหมลิขิต ฟ้าลิขิต แต่เป็นกรรมลิขิต คือตัวเราลิขิตตัวเราเอง ไม่มีคำว่าสันดานขุดไม่ได้ ขุดได้ถ้าเราเอาจริงที่จะขุด ไม่มีคำว่าวาสนามีแต่ว่าเราต้องสร้างต้องสั่งสมโดยตัวเอง

ที่สุดของศาสนานี้ จึงสอนให้พึ่งตนเอง ให้ทำให้ตนเองเป็นที่พึ่งของตนเองให้ได้ <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 05:14 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#eca0be border=2><TBODY><TR><TD>



http://thummada.com/php_upload/white53.jpg



- ๔๓ -

ลูกรัก......

อยู่ในสังคม

เคารพกฎเกณฑ์กติกาของสังคม

พึ่งพิงอิงแอบอาศัยสังคม

แต่อย่าเป็นทาสสังคม

เช่น สังคมเศร้าเราเศร้าด้วย

สังคมโศกเราโศกด้วย

สังคมเปียกเราเปียกด้วย

ประกอบเข้ากับตัวเราเองก็เกิดสับสน

ชาตินี้ทั้งชาติตายแน่แน่

ช่างน่าสงสารจริงจริง


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

กติกาสังคม กับ กติกาธรรมชาติ

ในแต่ละสังคมย่อมมีกฎมีกติกาที่แตกต่างกันไป บางสังคมเข้มงวดมีข้อห้ามบทลงโทษมากมาย บางสังคมหย่อนยาน แต่ไม่ว่าอย่างไรทั้งหมดก็ต้องขึ้นต่อกติกาธรรมชาติ หลายครั้งเราไม่เข้าใจ ไปเอากติกาของชุมชุนหนึ่ง ของเผ่าพันธ์หนึ่งไปทึกทักใช้กับต่างเผ่าพันธ์ แล้วเราก็บอกว่า เขาละเมิด เขาเบียดเบียนเรา แล้วในที่สุด เรานั่นแหล้ะจะเบียดเบียนเขา

"นู๋ฆ่ามดตายไปหลายร้อยตัว ก็ไม่ต้องหลบหนีหรือขอประกันตัวแต่อย่างใด อันที่จริงนู๋ก็นึกสงสารมันเหมือนกัน แต่จะทำอย่างไรได้..? มันบุกรุกบ้านของนู๋แต่ก็ยังปล่อยให้มันลอยนวล คิดซะว่าแบ่งๆ กันอยู่ อาหารก็แบ่งให้มันที่ถังขยะแล้วนะ แต่มันไม่ได้คิดแบ่งปันอย่างนั้นด้วยอ่ะซี นี่มันชักจะได้ใจใหญ่ ขนาดนั่งอ่านหนังสือบนโต๊ะซึ่งอยู่เป็นที่เป็นทางในบ้านของนู๋ เอาผลไม้รสเปรี้ยว (สละ) มานั่งทานด้วย ซึ่งไม่ใช่อาหารของมดเลยนะเนี่ยย พอสักพักหนึ่งเท่านั้น มดทั้งโขยงมันเดินขบวนมาแย่งอาหารของนู๋ มันแย่งเอาแบบซึ่งหน้าไม่เกรงกลัวต่อเจ้าทรัพย์"

"ใครแย่งใคร? ใครรุกรานใครกันแน่? หรือว่าความชอบธรรม คือการนั่งเฉยๆ ให้มันเบียดเบียน ไหนหล่ะ .. บิลค่าอาหาร? ไหนหล่ะ.. กรรมสิทธิ์การครอบครอง? มันมีสิทธิอะไรมาเข้าบ้านนู๋? มันมีสิทธิอะไรมากินขนมของนู๋? พูดกันดีๆ ก็ไม่รู้เรื่อง ถ้าสิ่งที่มันกระทำเรียกว่าเป็นความชอบธรรม วันนี้.. นู๋ก็มีความชอบธรรม ที่จะฆาตกรรมหมู่อีกซักรอบ"

กรรมสิทธิ์ที่มนุษย์ว่า เป็นกติกาของเผ่าพันธ์มนุษย์ที่มนุษย์สมมุติตั้งขึ้น มดไม่ได้ขึ้นกับกติกานี้ และทั้งมนุษย์กับมดต่างขึ้นกับกติกาธรรมชาติ กติกาที่ว่าทรัพยากรทั้งหมดเป็นสมบัติของโลก ทุกชีวิตมีสิทธิ์ใช้ประโยชน์ร่วมกัน หาใช่ของเผ่าพันธ์ใดเผ่าพันธ์หนึ่งโดยเฉพาะ <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 05:15 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=530 bgColor=#6c94b5 border=2><TBODY><TR><TD>



http://thummada.com/php_upload/white54.jpg



- ๔๔ -

ลูกรัก......

แง่มุมของพุทธศาสนา
เจ้าจักมองพุทธศาสนา ในแง่มุมไหน

มองในแง่มุมของ ศิลปะ
นั้นหมายถึงทั้งศิลปวัตถุและศิลปในการครองชีวิต
เช่น สอนให้มีชีวิตที่เป็นระเบียบ เรียบง่าย สุขุม แยบคาย ทำลายกิเลส
ช่างวิเศษได้อารมณ์ สำหรับผู้พบเห็น

มองในแง่มุม วัฒนธรรม
เช่นการยอมรับกันและกันโดยคุณธรรม ความรู้ ซึ่งตรงกับวัฒนธรรมสากล
โดยวัยวุฒิ คือผู้น้อยเคารพผู้ใหญ่ อันเป็นลักษณะเฉพาะของพุทธศาสนา
โดยชาติวุฒิ คือการยอมรับโดยฐาน เป็นสมมุติสัจจะ ที่อยู่ร่วมในสังคม
แต่ก็ไม่หลงติดจนคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญ
ทั้งหมดนี้แหละ
เป็นเหตุให้เกิดระเบียบพิธีปฏิบัติต่อการยอมรับอันมีลักษณะต่างต่างกัน
และก็กระทำกันโดยสม่ำเสมอ จนกลายเป็นวัฒนธรรมประเพณี

มองในแง่มุมของ ระเบียบวินัยและแบบแผน
ซึ่งก็มีสอนทั้งสิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่ไม่ควรทำ
และสิ่งที่เป็นคำสั่ง คือห้ามเด็ดขาด

มองในแง่ของ คุณธรรม
เช่นการสอนให้รู้จักละอายชั่ว ทั้งที่อยู่ต่อหน้าและลับหลัง
และสอนให้เกรงกลัวผลของบาปที่ตนกระทำ
แทนที่จะมากลัวต่ออำนาจฟ้าดิน ผีสางเทวดา
รวมทั้งสอนให้รู้จักหน้าที่ กระทำหน้าที่ ซื่อตรงต่อหน้าที่
รับประโยชน์จากหน้าที่ และสุดท้ายอย่ายึดติดในหน้าที่

และถ้ามองในแง่มุมของ ปรัชญา
คือสิ่งที่เห็นแจ้งต่อการพิสูจน์
และประกอบด้วยเหตุผลทุกขั้นตอน
เช่นคำสอนที่ว่า
สิ่งทั้งปวงเกิดแต่เหตุ เมื่อจะดับก็ต้องดับที่เหตุเช่นนี้เป็นต้น

มองในแง่มุมของ ปัญญา
ปัญญา คือสิ่งที่อยู่เหนือสมอง แต่เกิดจากการพิสูจน์ทราบและลุถึงมัน
นั่นแหละปัญญา
เช่น มีปัญญาเท่าทันอารมณ์
ปัญญารู้เท่าทันอาการเกิดดับของจิต
ปัญญาในการรู้แจ้งว่า ความไม่รู้เป็นเหตุให้เกิดความอยาก (ที่เรียกว่าตัณหา)
เมื่อความอยากเกิด ก็ทำให้เกิดการยึดถือ (เรียกว่า อุปาทาน)
ความยึดถือ ก็เป็นเหตุให้เกิด การเกิด แก่ เจ็บ ตาย
และรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ที่ทนได้ยาก
และถ้าจะดับทุกข์ ก็ต้องทำให้เกิดความรู้แจ้ง
เมื่อความรู้เกิด ความไม่รู้ก็ไม่ปรากฏ
ความไม่รู้ว่านี่ ตัณหา คือความอยากก็ดับ
เมื่อตัณหาดับ อุปาทานความยึดถือก็ดับ
อุปาทานดับ ชาติ(การเกิด) ชรา(การแก่) มรณะ(การตาย) ก็ไม่มี
ความทุกข์ที่ทนได้ยากก็จักไม่ปรากฏ

มองในแง่มุมของ จิตวิทยา
พุทธศาสนาก็ได้กล่าวสอนให้รู้เท่าทันการเกิดดับของจิต
รู้แจ้งในอารมณ์ที่มาสิงอยู่ในจิต รู้จักชำระล้างสิ่งที่สิงอยู่ในจิต
รู้จักเหตุและที่สถิตย์ของจิตที่เกิดดับ

เจ้าจะต้องแสดงให้ครูผู้ยิ่งใหญ่ได้รู้ว่า
ถ้ามองในแง่มุมของสัจจธรรม คือความจริงของธรรมชาติ ก็ต้องกล่าวว่า
พุทธศาสนา สอนให้รู้จักธรรมชาติของสัตว์ คน เทวดา พรหม มาร
โลกและจักรวาล ได้อย่างตรงและถูกต้องต่อความเป็นจริง

ถ้าจักมองในแง่ของ วิมุตติธรรม คือธรรมเครื่องนำพาให้หลุดพ้น
ก็ต้องมองในเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สรรพสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
ไม่มีตัวตนคงที่แน่นอน แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า ธรรมและอธรรม

ถ้าจักมองในแง่มุมของ ศาสนาสากล
ก็ต้องมองว่า คำสอนของพระพุทธศาสนา
สอนอย่างมีเหตุให้ผู้ฟังตรองตามและพิสูจน์ให้เห็นจริงได้
(ถ้าผู้ฟังทดลองปฏิบัติ) ทุกชาติ ทุกภาษา โดยไม่ยกเว้น
และก็เป็นศาสนาที่สามารถเอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่สรรพสัตว์ธรรมชาติ
โลกและจักรวาลให้อยู่รวมกันโดยสันติสุข พ้นทุกข์ และดับทุกข์ในที่สุด


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE><!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 05:18 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#d0d8b1 border=2><TBODY><TR><TD>



http://thummada.com/php_upload/white55.jpg



- ๔๕ -

ลูกรัก......

ทุกคนว้าวุ่น ไม่รู้จักกำจัดปัญหาของตน

ก็เลยสร้างเงื่อนไข ในการแก้ปัญหาแห่งตน

แต่ไปสัมผัสจับต้องกับเงื่อนไขของคนอื่น

เลยคิดว่าคนอื่นไม่ยอมรับตน ไม่ใช่พวกตน

เพราะทุกคนไม่เป็นคนจริง

ไม่ยอมรับความจริง

ไม่เข้าใจว่าความจริงเป็นอย่างไร


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>


ชั่วชีวิตของคนเรา หมดเวลาไปกับการเรียนรู้เรื่องไกลตัว ยิ่งเรียนสูง เรียนมาก ก็ยิ่งไกลตัว ใช้เวลาหมดไปกับการถกการพูดเรื่องของคนอื่น ในโลกของข่าวสารก็หมดเวลาไปกับการติดตามข่าวสารเรื่องที่ไม่ใช่ตัวเราโดยตรง ผลที่เกิดเมื่อมีปัญหา วิธีคิดก็จะหาจำเลย จำเลยของเรื่อง จำเลยของสังคม แต่มองไม่เห็นความผิดความบกพร่องที่ตนมีส่วน หรือเห็นก็ไม่ยอมรับ

ปัญหาทุกเรื่องล้วนเริ่มจากตัวเราเอง เมื่อใดก็ตามถ้าคิดว่าปัญหาที่เกิดมาจากคนอื่น ปัญหานั้นจะแก้ไม่ได้ ทุกปัญหาล้วนเริ่มจากตัวเรา จบที่ตัวเรา <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 05:19 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#8ea988 border=2><TBODY><TR><TD>



http://thummada.com/php_upload/white58.jpg



- ๔๗ -

ลูกรัก......

ชั่วชีวิตของลูก

บางครั้งก็ร้องไห้

บางครั้งก็เลวร้าย

สลับสับเปลี่ยนกันไป

ยังไม่รู้ว่าเมื่อไรจะหมดสิ้น

ลูกไม่รู้จักเบื่อบ้างหรือ


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>


เบื่อเพราะอยากดีกับเบื่อเพราะเซ็ง

เราจะคุ้นเคยมาก กับเบื่อเพราะเซ็ง เบื่อไม่อยากทำอะไร เบื่อคน เบื่อโลก เบื่อชีวิต เบื่อเพราะไม่ถูกใจ เบื่อแบบนี้นอกจากทำลายบรรยากาศคนรอบข้างแล้ว ยังทำลายตนเอง ลดคุณค่าของตัวเองลงอีกด้วย
เบื่ออีกอย่างเป็นเบื่อเพราะอยากดี เจ้าชายสิทธัตถะหนีออกบวชเมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปี เพราะเบื่อแบบนี้ =>ความเบื่อหน่าย (http://www.manager.co.th/Dhamma/DhmView.asp?NewsID=4589091622232&PageNo=1&Keyword=) <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE>a<!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 05:21 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=530 bgColor=#d1c6d6 border=2><TBODY><TR><TD>



http://thummada.com/php_upload/white59.jpg



- ๔๘ -

ลูกรัก......

การที่เจ้าเข้าไปในวัด พ่อว่าเจ้าคงไม่โง่พอ
ที่จักไปเก็บความเลว ระยำ อัปรีย์ ความไม่ดี ของใครต่อใครเค้า
เอามาใส่ตัวใส่ใจของตนเองหรอกนะ
และถ้าเจ้าอยากจะรู้ว่าโบราณเขาพาลูก จูงหลาน ไปวัดกันทำไม
พ่อก็จะบอกให้เจ้าฟังว่า โบราณเค้าพากันเข้าวัดนั้น

ประการแรก
เขาเข้าวัดเพื่อไปเลือกเก็บความดีของพระ ของวัด และของผู้ที่ไปวัดด้วยกัน

ประการที่สอง
เขาพากันไปวัดก็เพื่อจักฝึกหัด ดัดกาย วาจา ใจ ของตน
ให้เป็นผู้อ่อนควรแก่การงานและสังคม

ประการที่สาม
เขาเข้าวัดก็เพื่อที่จะได้มีโอกาสวัดกาย วาจา ใจ ของตน

ที่ว่าวัดกาย นั้นก็คือ
เขาจะดูว่า กายของตนกับกายของชาววัด มีอะไรแตกต่างกัน
และเมื่อเค้าเห็นความแตกต่างแล้ว
เขาก็พร้อมที่จะยอมรับฝึกหัด ดัดกาย ให้เข้ากับกฏเกณฑ์
ระเบียบปฏิบัติของจารีตประเพณี อันมีอยู่ในวัดนั้นนั้น

ที่ว่าวัดวาจา ก็คือ
เขาจะดูว่า วาจาที่ชาววัดเค้ากล่าวกับวาจาที่ตนกล่าว มีอะไรแตกต่าง
และมีข้อดีข้อเลวอย่างไร
เมื่อเล็งเห็นความแตกต่าง
คนโบราณเค้าจะปรับปรุง วาจา ของตนเอง และสอนลูกสอนหลาน
ให้เลือกกล่าววาจาที่นำมาซึ่งความถูกต้อง สุจริต
ไม่เสแสร้ง แกล้งกล่าววาจาที่พร้อมไปด้วย มายาสาไถย
ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนด้วยวาจาของตน
ไม่กล่าววาจาเพ้อเจ้อไร้สาระ
ไม่ให้มีวาจาหยาบกระด้าง
ไม่มีวาจาที่นำมาซึ่งความ คลางแคลง ระแวงสงสัย
คนโบราณมักสอนลูกสอนหลาน ให้กล่าวแต่วาจาที่ถูกต้องเป็นความจริง

ข้อที่ว่าวัดใจนั้น
โบราณเขาเชื่อกันว่า
ผู้ที่อยู่ในสังคมของวัด ส่วนมากมักจะเป็นบัณฑิต
เป็นปราชญ์ มีคุณธรรม ความรู้ดีรู้แจ้ง
เป็นความรู้ที่บริสุทธิ์ เป็นความรู้ที่เยือกเย็น เป็นความรู้ที่ปลอดภัย
เป็นความรู้ที่ทำให้ผู้รู้ได้รับประโยชน์เป็นแก่นสารของชีวิตได้อย่างแท้จริง

ผู้ที่อยู่ในสังคมของวัด
ในสมัยโบราณมักจะทำตัวเป็นกระจกเงาใส
คอยส่องให้ผู้ที่เข้าวัดได้เห็นโทษเห็นภัยของการกระทำ คำที่พูด สูตรที่คิด
อันไร้สาระทั้งปวงได้อย่างถูกต้อง ตรงต่อความเป็นจริง
ทั้งยังมีความสุจริต ยุติธรรม ต่อการชี้นำนั้นนั้นด้วย

เช่นนี้ ผู้ที่เข้าไปสู่วัด ก็มักจะได้มีโอกาสวัดดูความคิด จิตใจ ของตน
จากการชี้นำถ้อยคำของท่านผู้รู้ ที่อยู่ในวัดนั้น
และถ้าปรารถนาที่จักเปลี่ยนแปลงแก้ไข ความรู้สึกคิด จิตใจ
ให้รู้ถูกรู้ผิด ผู้ที่เข้าวัดสมัยนั้นก็พร้อมที่จะน้อมรับคำสอนสั่ง
ด้วยความคิดจิตใจที่ยอมศิโรราบ ยอมรับโดยความบริสุทธิ์ใจ

ฉะนั้น...
การพาลูกจูงหลานเข้าไปวัดของคนโบราณจึงเต็มเปี่ยมไปด้วย
สาระประโยชน์ อันพึงได้ของชีวิตแห่งตน
เพราะนอกจากจะได้เลือกเก็บความดี บริสุทธิ์ ของสรรพสิ่งต่างต่าง
ที่รวมอยู่ในคำว่าวัดแล้ว เขายังมีโอกาสที่จะเรียนรู้ข้อเปรียบเทียบระหว่าง
ความถูกกับความผิด ความดีกับความชั่ว
ทั้งยังมีโอกาสได้รับการชี้นำ การที่กระทำ คำที่พูด สูตรที่คิด ให้ไป
สู่วิถีทางแห่งความถูกต้อง ตรงแนว บริสุทธิ์ยุติธรรมได้อย่างดีทีเดียวแหละ

ครั้นเมื่อพวกเขาพาลูกจูงหลานออกจากวัด
พวกเขาก็จะเดินออกมาด้วยความอิ่ม เต็มภาคภูมิยินดี
กลับมาสู่บ้านสู่เรือน ที่ทำงาน ท้องนา ไร่สวน
ด้วยความพร้อมที่จะต่อสู้ ยิ้มรับสถานการณ์ต่างต่างในชีวิต
ได้อย่างเป็นผู้แก่กล้า อาจหาญ เบิกบาน
เช่นนี้ตะหากหละที่เขาเรียกว่า วิถีของผู้มีบุญ

นอกจากนี้ คนโบราณยังมีความเชื่อว่า
วัด เป็นศูนย์รวมแห่งวิชาการ เป็นโรงเรียนแห่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
จากไร้สาระไปสู่ความเป็นสาระ
ทั้งยังเชื่อว่า เป็นที่เกิดและรวมแห่งพฤติกรรม ที่เป็นบุญ เป็นกุศล
เป็นคลัง ในการสะสมความดี
เป็นเสมือนคลังที่เก็บสะสมโภคทรัพย์เอาไว้ชาติหน้า ภพหน้า


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE><!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 05:22 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#8f9420 border=2><TBODY><TR><TD>



http://thummada.com/php_upload/white61.jpg



- ๔๙ -

ลูกรัก......

จงอย่าทำดีเพียงเพื่อให้คนอื่นเขาชม

จงทำดีเพื่อให้ตนเองได้ดี

คนดีไม่ต้องทาสี

ระฆังดีไม่ต้องตีก็ดัง

คนไม่ดีตียังไงก็พัง

คนดีไม่ต้องโฆษณาเดี๋ยวก็ดัง

ดังในหัวใจของตนเอง


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

คุณค่าเทียมกับคุณค่าแท้

มีคำกล่าวที่ฟังดูแล้วชวนให้เขว กล่าวว่า "ทำดีแล้วทำไมไม่ได้ดีสักที" แท้จริงแล้วจึงอยู่ที่ว่า เข้าใจคำว่าดีคืออะไร ถ้าดีนั้นต้องหมายถึงผลตอบแทน เงิน ตำแหน่ง คำชมแล้วล่ะก็ คงน่าจะเป็นแค่ดีเทียม เพราะเราจะรู้สึกดีก็ต่อเมื่อมีคนเห็น มีคนชม กลายเป็นความดีที่ถูกกำหนดคุณค่าโดยผู้อื่น ถ้าผู้อื่นเห็นดีจึงว่าดี ถ้าไม่เห็นก็รู้สึกว่ายังไม่ดี ดีอย่างนี้มันคือดีจริงที่ไหน

ดีแท้นั้นไม่ได้อยู่ที่คนจะเห็นหรือไม่ แต่เราจะรับรู้ได้เองด้วยใจ เหมือนทานน้ำแล้วคนทานจะรู้สึกสดชื่น แต่คนดูไม่รู้สึกสดชื่นด้วย ดีอย่างนี้แหละคือคำว่าบุญ และเป็นดีที่ติดตามเราไป แม้วันตาย <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 05:30 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#9dae81 border=2><TBODY><TR><TD>



http://thummada.com/php_upload/white62.jpg



- ๕๐ -

ลูกรัก......

คนที่ผิดเพราะเขาไม่รู้

ถ้ารู้คงไม่ผิดเป็นแน่


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

เพราะไม่รู้จึงตีกรอบให้กับตนเอง

มีคำพูดอีกประโยคหนึ่งที่ได้ยินกันบ่อยๆ พูดว่า "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป" รากของคำพูดนี้มาจากการตีกรอบให้กับความคิดของตนเอง คือคิดว่าตายแล้วสูญ จึงคิดอะไรๆแค่ชาตินี้เท่านั้น เปรียบเหมือนคนคิดสั้นๆคิดเฉพาะวันนี้ จึงไม่เห็นว่าวันนี้มาจากผลของวันวาน และสิ่งที่ทำวันนี้จะส่งผลวันพรุ่งนี้หรือวันต่อๆไปอย่างไร

เมื่อก่อนผมเคยมีความคิด ไม่เชื่อเรื่องชาตินี้ชาติหน้า และมีความคิดในเชิงว่าเรื่องนรกสวรรค์เป็นเพียงกุศโลบายเพื่อใช้ในการสอนเท่านั้น ศาสนาน่าจะสอนในเรื่องที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคโลกาภิวัฒน์มากกว่า

แต่ที่สุดแล้วก็พบว่า ด้วยความคิดแบบนี้แหละ ที่เราจะอธิบายในหลายๆเรื่องไม่ได้ ด้วยความคิดแบบนี้แหละ ความคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลจะขาดตอน และด้วยความคิดแบบนี้แหละจึงเป็นที่มาของประโยคที่ว่า "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป" คนจึงไม่ศรัทธาที่จะทำดี หันกลับไปทำชั่ว นั่นคือผลของความไม่รู้

แท้จริงแล้วหลายเรื่องหมุนเวียนเป็นวัฏจักร พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกแล้วไปตกในทิศตะวันตก เพื่อรอจะขึ้นใหม่ในทิศตะวันออกต่อไป จากกลางวันหมุนเวียนไปสู่กลางคืน เรานอนหลับแล้วก็ตื่น เราไม่ได้นอนหลับแล้วหลับเลยโดยไม่ตื่น เกิดแล้วตายแล้วก็เกิด ก็ไม่ได้ต่างจาก ตื่นแล้วหลับแล้วก็ตื่น คนตื่นแล้วขี้ลืมจำไม่ได้ว่าเมื่อวานทำอะไรไว้ ก็ไม่ต่างกับคนเกิดแล้วจำความชาติก่อนไม่ได้ ต่างกันเพียงคนละเสกลของเวลาเท่านั้น

ความคิดที่ว่า "ตายแล้วสูญ" เป็นอุปสรรคที่จะเข้าใจเรื่องราวของโลกของชีวิตเป็นอย่างยิ่ง หลายเรื่องเราจะสับสนและขัดแย้งโดยตัวมันเอง ความคิดจะไม่สามารถคิดได้อย่างเป็นระบบ ดังประโยคที่ยกให้ฟังเป็นตัวอย่าง ถ้าใครอยากให้ตนเองคิดได้อย่างเป็นระบบ ก็ต้องค้นหาและขบคิดประเด็นนี้ให้ตก ให้ตกผลึกได้ด้วยตนเอง เพราะเป็นกุญแจสำคัญที่จะเข้าใจโลกเข้าใจเรื่องราวได้ <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 05:47 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#dddcc7 border=2><TBODY><TR><TD>



http://thummada.com/php_upload/white57.jpg



- ๔๖ -

ลูกรัก......

จงคิด เจ้าจะได้ไม่ต้องคิด

เพราะเจ้าไม่คิด เรื่องคิดจึงมีมากมาย


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>


เคยมีคนตั้งคำถามว่า "มีคนอยู่สามจำพวกใหญ่ๆ พวกหนึ่งไม่เคยเห็นจริงพิสูจน์ไม่ได้ก็ให้เชื่อไว้ก่อนอย่างน้อยก็อย่าลบหลู่ พวกสองไม่เห็นจริงพิสูจน์ไม่ได้ก็ไม่เชื่อไว้ก่อนอย่างน้อยก็ไม่หลงกับอะไรง่ายๆ พวกสามไม่ต้องมาถาม ฉันไม่ตอบและไม่อยากคิดกับเรื่องที่ยังไม่เป็นเรื่อง คุณเป็นพวกไหน...หรือไม่ใช่ทั้งสามพวกนี้ เป็นพวกสี่พวกห้า......"

ผมตอบว่า "ผมเป็นประเภทจะเชื่อเมื่อควรเชื่อ และจะไม่เชื่อเมื่อควรไม่เชื่อ"

คน 3 ประเภทแรก มาจากการไม่ชอบคิด คน 3 ประเภทนี้จะพึ่งตนเองไม่ได้ เพราะขาดปัญญา ต้องคอยพึ่งผู้อื่น นำใครไม่ได้ พระพุทธเจ้าสอนให้เชื่อเมื่อควรเชื่อ และไม่ให้เชื่อเมื่อควรไม่เชื่อ โดยผ่านการใคร่ครวญ ไตร่ตรอง พิสูจน์ทราบ อย่างละเอียดรอบคอบแล้ว

จงคิด เจ้าจะได้ไม่ต้องคิด
เพราะเจ้าไม่คิด เรื่องคิดจึงมีมากมาย

การได้คิดจะทำให้เราเข้าใจเรื่องราวอย่างเป็นระบบ เมื่อเข้าใจเป็นระบบ ความสงสัยหรือคำถามก็จะไม่เกิด เนื่องเพราะเข้าใจเสียแล้ว ตรงข้ามกับการขี้เกียจคิด ยุ่งยากที่จะคิด สุดท้ายข้อสงสัยนั้นก็ไม่ได้หมดไปจากใจอยู่ดี ท่านจึงบอกว่าเรื่องคิดจึงมีมากมาย นั่นคือเรื่องที่ค้างให้ต้องคิดจึงยังมีมากมาย ไม่หมดไป เพราะรอให้เราคิดอยู่ดี <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->