PDA

View Full Version : "บทโศลก กลบท ปริศนาธรรม" "ฉลาด สะอาด สว่าง สงบ" 4


ศากยบุตร
11-07-2005, 04:50 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#f17a86 border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white33.jpg


- ๓๑ -

ลูกรัก......

บ้านคือกาย เจ้าของบ้านคือใจ

นครกายแห่งนี้เต็มไปด้วยหยากเยื่อ หยากไย่

แถมเจ้าของบ้านยังปิดประตูหน้าต่างเสียอีก

จงเปิดใจให้กว้าง เพื่อรับแสงสว่างจากครูผู้ใจอารี

ให้เข้ามาทำลายความมืดบอดและชำระกวาดเช็ด


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

หลายครั้งเพราะความมั่นใจตนเองจนมากเกิน กลายเป็นการปิดกั้นตนเองโดยไม่รู้ตัว เหตุเพราะเราไปพบเห็นข้อผิด ข้อด้อยของผู้อื่นมามาก เลยรู้สึกว่าตนเองดีกว่าคนอื่นมากแล้ว ถ้าเรามองหาแต่ข้อด้อยของผู้อื่น ซึ่งคงหาไม่ยาก เราก็จะไม่เห็นข้อด้อยของตนเอง แล้วเราก็จะหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้น ครั้งหนึ่ง เราเคยคิดว่าคนอื่นโบราณ แล้วอีกไม่นานเราก็คงโบราณเหมือนกัน

ความเป็นจริง ทุกคนมีทั้งส่วนที่ดีและเสียปนกันอยู่ คำถามมีว่า เรากำลังมองหาของดีหรือของเสียกันแน่ ถ้ามองหาของดี ก็จงละไปเสียจากของเสียนั้น อย่าให้ความใส่ใจกับข่าวเสียๆๆซึ่งมีอยู่เต็มไปหมดตามสื่อต่างๆ มากนัก ทุกคนมีเวลาเท่ากัน อยู่ที่ว่าจะใช้เวลาไปกับของเสียหรือของดี <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:52 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=300 bgColor=#9999bf border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/public_html/images/natu01.jpg


- ๓๒ -

ลูกรัก......

จงใช้สมมุติ

ยอมรับสมมุติ

เคารพสมมุติ

ให้เกียรติในสมมุติ

ให้ประโยชน์กับสมมุติ

รับประโยชน์จากสมมุติ

สุดท้ายจงอย่ายึดติดในสิ่งที่เป็นสมมุติ

นี่คือวิมุติธรรม


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

อะไรคือสมมุติ?

สมัยเป็นเด็กหลายคนเคยเล่นหม้อข้าวหม้อแกง หรือเล่นเป็นครอบครัว โดยสมมุติให้บางคนเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูก เป็นพี่เป็นน้อง เด็กก็จะเล่นกันอย่างสนุกสนาน มีการหุงข้าวทำมาหากิน จับจ่ายใช้สอย ล้อกับชีวิตจริง บางครั้งก็เกิดโต้เถียงคัดง้าง ว่าอีกคนแสดงบทบาทไม่ถูก ทำอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ถูก จนทะเลาะกัน หมดสนุกไปก็มี จนแม่ตัวจริงมา จัดการให้ไปอาบน้ำอาบท่ากินข้าว เข้าสู่ชีวิตจริง ชีวิตสมมุติของวัยเด็กของครั้งนั้นก็จะจบลง

โตขึ้นเรานั่งดูละคร ละครแต่ละฉากๆ ที่ผ่านไป มีลีลาหลากหลาย หลากรส ทั้งหัวเราะ ซาบซึ้ง โศรกเศร้า ทั้งคนดูและคนเล่น ต่างอินไปกับบทที่แสดงนั้นๆ แต่ที่สุดละครก็ต้องจบลง ทั้งคนดูคนเล่นต่างต้องเข้าเผชิญกับชีวิตจริงต่อไป

ในชีวิตจริง ก็ไม่ได้ต่างกับเรื่องสมมุติในวัยเด็ก หรือเรื่องราวในโรงละครมากนัก เราเกิดมาก็สมมุติให้คนที่เราอยู่ด้วยเป็นพ่อเป็นแม่ เป็นพี่เป็นน้อง มีกฎมีกติกาของครอบครัว ของชุมชน ของประเทศ ของโลก มีสมมุติเงินตราเพื่อประโยชน์แลกเปลี่ยนใช้สอย ทรัพยากรของธรรมชาติ แต่ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อยังประโยชน์ร่วมกัน พึ่งพิงอิงแอบอาศัยซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อความเจริญตาเจริญใจ ไม่ใช่มาทะเลาะวิวาทขัดแย้งดังเรื่องสมมุติในวัยเด็ก เพราะถึงที่สุดโรงละครชีวิตจริงนี้ ก็ต้องสิ้นสุดลงเหลือไว้แต่ความว่างเปล่าดังโรงละครที่เราดูอยู่ดี <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:53 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#adc89b border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white39.jpg


- ๓๓ -

ลูกรัก......

มีลมหายใจ ได้ชีวิต มีพลัง ใช้พลัง สร้างสรรสาระ

หมดลมหายใจ ไร้ชีวิต สิ้นพลัง แต่ยังคงสาระ


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

อะไรคือ สาระ ?

คนประเภทที่หนึ่งชั่วชีวิตของเขา ก็แสวงหา กิน กาม เกียรติ มีชีวิตผ่านไปวันหนึ่งๆ แสวงหาความเพลิดเพลินความเจริญใจจากสิ่งรอบข้าง รอคอยความรักจากผู้อื่น วิ่งไล่ความสุขความพึงใจจากสิ่งอื่นเรื่องอื่น เมื่อได้ก็สุขเมื่อไม่ได้ก็ทุกข์ แล้วก็ตาย คือชั่วชีวิตก็หวังพึ่งผู้อื่นสิ่งอื่นที่จะให้ความสุขกับตนเอง ตลอดทั้งชีวิต
คนประเภทที่สองคิดว่าตนเองมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น อยากช่วยอยากอนุเคราะห์ผู้อื่น แต่ไม่สนใจไม่คิดที่จะพัฒนาตนเองเรียนรู้ตนเอง ที่สุดเขาก็ไม่รู้จักตนเอง เลยยังพึ่งตนเองไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงที่ผู้อื่นจะมาพึ่งเขาได้
คนประเภทที่สามมีชีวิตอยู่เพื่อทำ และหาวิธีที่ตนเองจะเป็นที่พึ่งของตนเองได้ แล้วสุดท้ายยังให้ผู้อื่นมาพึ่งได้ด้วย
สาระหรืออสาระ ท้ายที่สุดจึงอยู่ที่ว่าตนเองสามารถเป็นที่พึ่งของตนเองได้หรือไม่ แม้วันตาย <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:54 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#f3d29f border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white40.jpg


- ๓๔ -

ลูกรัก......

พ่อคิดว่า

เรื่องที่พ่อกล่าวมานี้

สำหรับเจ้าแล้ว

มันเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่เจ้าจักต้องเรียนรู้

เหตุเพราะพ่อไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่น วัตถุอื่นกับคนอื่น

แต่พ่อพูดถึงเรื่องของเจ้า

อันเกี่ยวกับวิญญาณของเจ้าและตัวเจ้า

ซึ่งคงเรียกได้ว่าขุมทรัพย์นี้

มันเป็นทั้งหมดของตัวเจ้าทีเดียวแหละ

ฉะนั้น.....

พ่อจึงเห็นว่า

เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะละเลย เพิกเฉย ไม่สนใจศึกษา

เพราะนั่นเท่ากับว่า

เจ้าจักกลายเป็นผู้น่าสมเพท ยิ่งกว่าสัตว์โลกทั้งปวง

เหตุเพราะผู้ที่ไม่รู้เรื่องของขุมทรัพย์นี้

ย่อมไม่มีวิถีชีวิตที่ประเสริฐ

และค่อนข้างจะเป็นผู้เสียมากกว่าได้

วันแรกของการมีชีวิต จนถึงวันสุดท้าย

จะเป็นไปอย่างทุกข์ระทมและมืดบอด

ซึ่งถ้าเจ้ายังไม่เห็นความสำคัญของมัน

เจ้าต้องลองนึกถึงอาหาร

ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายของเจ้ามากเพียงใด

ขุมทรัพย์นี้ยังมีประโยชน์ต่อชีวิตวิญญาณของเจ้ายิ่งกว่า

เหตุเพราะอาหารเลี้ยงเจ้าได้ แต่ปัจจุบันเวลา

แต่ขุมทรัพย์ของพระศาสดาเลี้ยงเจ้าได้ทั้งปัจจุบัน

และอนาคต

เพราะมันจะทำให้เจ้า ได้มีโอกาสเป็นผู้รู้อย่างแจ้งชัด

เมื่อเจ้ารู้แจ้ง

สิ่งที่แสดง พูดและคิดก็ไม่ผิด

มีชีวิตที่สงบ

เมื่อวิญญาณของเจ้าสงบ

ความสุขและความสว่างแห่งปัญญา ก็จักมีแก่เจ้า

เมื่อนั้น.....

พ่อก็หวังว่า เจ้าคงจะเข้าใจจริงจริง

ต่อการมีชีวิตของเจ้า

และเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย

ได้มากกว่าที่เป็นอยู่นี้เป็นแน่

ถ้าเจ้าทำได้ขนาดนี้

พ่อก็คิดว่า หน้าที่ของพ่อ

ที่มีความเอื้อเฟื้อต่อบุตรสุดหัวใจ

ก็คงจะสมบูรณ์ สมค่า สมราคาของหน้าที่และชีวิตที่มีต่อลูก

และพ่อขอเตือนเจ้าว่า จงอย่าเชื่อในสิ่งที่พ่อพูด

จนกว่าเจ้าจะลงมือพิสูจน์ด้วยตัวของเจ้าเอง


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE><!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE>

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:56 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#ccf2fd border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white44.jpg


- ๓๖ -

ลูกรัก......

คนฉลาดใช้กิเลส

คนโง่ถูกกิเลสใช้


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

ฉลาดกับโง่

ฉลาดในทางธรรมแตกต่างกับฉลาดในภาษาไทยทั่วๆไป ฉลาดในภาษาไทยจะมีความหมายไปในเชิงไหวพริบ ปฏิภาณ และรวมทั้งอาจออกไปทางเอาตัวรอด แกมโกง เอาเปรียบ คล้ายศรีธนญชัย
ฉลาดในทางธรรมจะหมายไปถึงความรู้ รู้ในเรื่องธรรมชาติจริงของชีวิต ไม่หลงผิด รับรู้ มองเห็น ไปตามความเป็นจริงของสิ่งของชีวิต อย่างที่ว่ามีดวงตาเห็นธรรม ตรงข้ามกับความโง่
โง่ในทางธรรม จึงไม่ได้หมายถึงปัญญาทึบ แต่หมายถึงความไม่รู้ ความหลง ความเข้าใจผิด ไม่รู้เห็นไม่ได้เข้าใจไปตามความเป็นจริงของสิ่งของชีวิต รู้และเห็นก็จริง แต่สำคัญผิด
ถ้าจะเปรียบ มนุษย์ในโลกนี้จึงมี 2 เผ่าพันธ์ คือ เผ่าพันธ์ฉลาดกับโง่

ความไม่รู้หนังสือเป็นเหตุให้อ่านหนังสือไม่ออกเขียนไม่ได้ ฉันใด
ความไม่รู้เรื่องจริงธรรมชาติของชีวิตก็เป็นเหตุให้ ทำ พูด คิด เรื่องของชีวิตผิดฉันนั้น

และนี่คือ ความหมายของคำขวัญคำแรก ของบ้านฅนธรรมดาหลังนี้ ฉลาด <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:59 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#d7e3fb border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white42.jpg


- ๓๕ -

ลูกรัก......

ทรัพย์สมบัติ รวมทั้งวัตถุสิ่งของที่พ่อให้เจ้าทุกอย่าง

มันเปรียบเสมือนของมีค่าที่บุคคลทั่วไปนิยม

หรือยอมรับว่ามันมีค่า

ถึงเจ้าจะรักษาหรือป้องกันมิให้สูญหาย

หรือใช้สอยจับจ่ายอย่างสุขสบาย

เจ้าจงพิจารณาดูว่า ของที่เจ้าคิดว่ามีค่ามากที่สุดนั้น

เจ้าจะรักหรือจับจ่ายใช้สอยได้นานอย่างมากที่สุด

ก็แค่ชั่วอายุของเจ้าเท่านั้น

ความสุขที่ได้เป็นความสุขชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น

มันมิสามารถอยู่กับเจ้าได้ตลอดเวลาหรอก

เพราะฉะนั้น .........

เจ้าจงแสวงหาสิ่งเหล่านี้ ที่เป็นทรัพย์อันประเสริฐ

ดีกว่าเงินและทองทั้งหลายอีก

เราเรียกกันว่า อริยทรัพย์

๑. ศรัทธา เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ อย่างพิจารณาแล้ว

๒. ศีล รักษากาย วาจา ใจ ให้เรียบร้อยเป็นปกติ

๓. หิริ ละอายต่อบาป ทุจริตผิดต่อผู้อื่น

๔. โอตตัปปะ เกรงกลัวต่อบาป และผลของความผิด

๕. พาหุสัจจะ รู้และได้ยิน ได้ฟัง ศิลปวิทยามาก
พร้อมทั้งพิสูจน์ทราบด้วยการลงไม้ลงมือกระทำ

๖. จาคะ สละปันสิ่งของของตนให้แก่ผู้ที่สมควรให้
อย่างไม่หวังอะไรตอบแทน

๗. ปัญญา รู้รอบในสิ่งที่เป็นประโยชน์ และโทษ
พร้อมที่จะใช้ปลดปล่อยตนเองให้พ้นจากความเป็นทาษ


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE><!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 05:00 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=500 bgColor=#dbdbae border=2><TBODY><TR><TD>



http://thummada.com/php_upload/white45.jpg



- ๓๗ -

ลูกรัก......

ปู่สอนว่า.....

ถ้าเจ้าจะไปเมืองอารวี (เมืองอารวี แคว้นโยนกประเทศพม่า)
ซึ่งมีแต่คนที่ใจร้าย อำมหิต

ถ้าหากเขาด่าเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร
ถ้าหากเขาด่าข้าพเจ้า ก็ยังดีกว่าเขาทุบข้าพเจ้า

ถ้าหากเขาทุบตีเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร
ถ้าหากเขาทุบตีข้าพเจ้า ก็ยังดีกว่าเขาทรมานข้าพเจ้า

ถ้าหากเขาทรมานเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร
ถ้าหากเขาทรมานข้าพเจ้า ก็ยังดีกว่าที่เขาจะตัดอวัยวะข้าพเจ้า

ถ้าหากเขาตัดอวัยวะเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร
ถ้าหากเขาจะตัดอวัยวะข้าพเจ้า ก็ยังดีกว่าฆ่าข้าพเจ้า

ถ้าหากเขาฆ่าเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร
ถ้าหากเขาฆ่าข้าพเจ้า ก็ยังดีกว่าเขาทำลายธรรมะที่มีอยู่ในตัวข้าพเจ้า

นี่คือหนทางที่ปฏิบัติธรรม
ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างจริงจัง
โดยไม่กลัวสิ่งใด ที่จะมาทำลายธรรมะออกไป
จากคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ร่างกายเป็นธรรมชาติที่คอยปฏิบัติตามคำสั่งของใจอยู่เสมอ
แต่ต้องให้เป็นคำสั่งของใจที่เด็ดขาด...เด็ดขาดจริงจริง
จะต้องไม่เป็นคำสั่งที่เกียจคร้าน


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE><!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 05:05 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=500 bgColor=#8b645f border=2><TBODY><TR><TD>



http://thummada.com/php_upload/white48.jpg



- ๓๘ -

ลูกรัก......

พระพุทธเจ้า สมัยที่พระองค์ยังเป็นพระราชโอรส

เป็นพระราชกุมารออกบวชใหม่ๆ

พระองค์ก็เชื่อว่า ฌาณสมาบัติมีจริง

แต่พระองค์ก็ยังไม่เชื่อสมบูรณ์แบบ

ต้องเอาตัวเองเข้าไปพิสูจน์เสียก่อน

แล้วก็มีคำเล่าลือมาว่า

อรหันต์องค์นั้นสำนักนั้นเกิดขึ้น อรหันต์ที่นี่สำนักนี้เกิดขึ้น

พระองค์ก็ต้องเข้าไปพิสูจน์ ว่าเป็นอรหันต์จริงจริงหรือเปล่า

โดยการเอาตัวเองไปทดลอง

การทดลองของพระองค์ ก็ไม่ทดลองอย่างชนิดที่ว่า เชื่อมันทุกอย่าง

ทดลองอย่างเอาใจแบ่งเป็น ๓ ภาค

ภาคหนึ่งแบ่งให้ผู้เป็นเจ้าของสำนัก

ภาคหนึ่งแบ่งไว้สำหรับผลของการกระทำ

ภาคหนึ่งแบ่งไว้สำหรับเป็นกลางกลาง สำหรับตัดสินทั้งสองข้าง

เมื่อถึงเวลาพระองค์ก็ทรงลงมือทดลอง

สุดท้าย พระองค์ก็ทรงรู้ว่า ทุกสำนักไม่มีอรหันต์เลย

นี่คือวิธีการของพระพุทธเจ้า


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE><!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 05:06 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#cec59c border=2><TBODY><TR><TD>



http://thummada.com/php_upload/white49.jpg



- ๓๙ -

ลูกรัก......

ทุกวันนี้

มีแต่คนพร่ำที่จะสอนแต่ผู้อื่น

จะมีสักกี่คนที่คอยหมั่นสอน

และพัฒนาตนเอง


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

มองโลกในแง่ดี หรือคิดในเชิงบวก

มีความคิดความเข้าใจที่ไม่ตรงต่อคำๆนี้ จนถึงกับมีคำพูดทำนองว่า ต้องคิดในเชิงลบบ้าง จะได้สมดุลย์ จะได้ไม่เสียรู้ ไม่โดนเขาหลอก ต้องมองทั้งสองด้านอะไรเทือกนั้น จนบางทีกลายเป็นความระแวง

ในยุคของข่าวสารอย่างทุกวันนี้ ทั้งทีวีหนังสือพิมพ์ ข่าวที่มากและใหญ่ คือข่าวคุ้ยแคะแกะเกา มากไปด้วยแคะความไม่ดีของคนอื่น ด้วยวิธีคิดที่ว่า แก้ความไม่ดีที่คนอื่นทำ

เหล่านี้เป็นวิถีทางที่ทำลายความติดในเชิงบวกลงทุกวันๆ

แก่นของการมองโลกในแง่ดี คือ กระบวนการคิดเพื่อพัฒนา และดัดแปลงตนเอง ความหมายของการคิดในเชิงบวก เขาให้ค้นให้มองหาสิ่งๆดีๆ แล้วโน้มนำเข้ามาสู่ตนเอง ไม่ได้หมายถึงคนหูเบา คิดเห็นมองอะไรมองแต่ด้านเดียว ตรงกันข้ามเขาได้คิดได้เห็นแล้ว แต่ไม่ขยายไม่คุ้ยไม่แคะ ไม่ดีก็รู้ว่าไม่ดี ก็ค้นมองหาสิ่งอื่นที่ดีต่อไป เพื่อโน้มนำมาพัฒนาตนเองต่อไป

และด้วยวิธีคิดที่ว่า ทุกคนมีดีมีเสีย จะมีประโยชน์อะไรที่จะมาเที่ยวสาวความไม่ดีของผู้อื่น เพราะสาวๆไป ที่สุดแล้วแม้ตัวเราก็ต้องถูกสาว แล้วสังคมจะอยู่ร่วมกันอย่างไร มิต้องเป็นศัตรูกันทั้งโลกเหรอ สู้ค้นหาสิ่งดีๆที่คนอื่นเขามีเราไม่มี มาใส่ตัวเรา เพิ่มความดีลดความเสีย โดยไม่ต้องรอให้ใครๆมาสาวตัวเรา น่าจะดีกว่า

หรือใครว่า ฟังความไม่ดีของผู้อื่นแล้ว ทำให้ใจเป็นสุข ก็ฟังต่อไปเถิด <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 05:08 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#cbcfd border=2><TBODY><TR><TD>



http://thummada.com/php_upload/white50.jpg



- ๔๐ -

ลูกรัก......

ธรรมะใช้ตอนที่เดือดร้อนได้นะลูก


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

ความเจ็บป่วยนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เมื่อเจ็บป่วยทางร่างกายเราใช้ยารักษา ถ้าเจ็บป่วยทางจิตใจก็มีแต่ต้องใช้ธรรมะรักษา

จิตใจที่เจ็บป่วย เพราะไม่สงบ ไม่มั่นคง สับสน เบื่อ อึดอัด ว้าวุ่น หงุดหงิด กลัดกลุ้ม ฟุ้งซ่าน มืดมนหาทางออกของชีวิตไม่ได้ ใกล้ๆ จะเป็นโรคประสาท หนักข้อก็อาจถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย ที่สุดของมันก็คือเราควบคุมจิตใจเราเองไม่ได้ <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE>