PDA

View Full Version : "บทโศลก กลบท ปริศนาธรรม" "ฉลาด สะอาด สว่าง สงบ" 3


ศากยบุตร
11-07-2005, 04:20 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#e0d4a8 border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white11.jpg


- ๒๑ -

ลูกรัก......

สำหรับพ่อ

ศาสนามิได้สอนทฤษฎีหรือปรัชญา และวิชาการต่อพ่อ

แต่ศาสนาได้สอนตัวชีวิตและวิญญาณให้แก่พ่อ

ซึ่งมันก็คงจะรวบรวมเอาทฤษฎี ปรัชญา

และสรรพสิ่งเข้ามาด้วยเป็นแน่


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

ศาสนาพุทธไม่ใช่เพียงแค่ปรัชญา ทฤษฎีแง่คิดเท่านั้น
ปรัชญา หรือทฤษฎีแง่คิด อาจไม่มีวิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงปรัชญานั้นๆ
แต่พุทธศาสนามุ่งที่ผลปฏิบัติที่เป็นจริง ปฏิบัติได้ เข้าถึงได้ โดยผู้ปฏิบัติเอง
แล้วผลที่ปฏิบัตินั้นๆ จะสะท้อนบ่งบอกแง่คิดปรัชญาชีวิตตามมา <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE>

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:23 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#a8a4b8 border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white12.jpg


- ๒๒ -

ลูกรัก......

ไม่ว่าจะเป็นคนในศาสนาใด มีใครเป็นศาสดา

ทุกคนอยู่ในสภาพเดียวกัน

คือ ต่างยืนอยู่บนขอบกระทะ

และมีสิทธิ์ที่จะตกลงไปในกระทะได้เท่าเทียมกัน


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

ธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อน แต่ศาสนาเกิดทีหลัง ศาสนาเกิดขึ้นได้เพราะความกลัวของคน คนต้องการหาที่พึ่ง เพื่อขจัดหรือลดความกลัวนั้น คนทุกคนจึงขึ้นต่อกฏเกณฑ์ของธรรมชาติ จึงอยู่ที่ว่าศาสนาใดเป็นที่พึ่งได้สอดคล้องกับธรรมชาติมากที่สุด ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ภายใต้กฏธรรมชาตินี้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะภาพอย่างไรก็ตาม นั่นคือ ทุกคนมีสิทธิที่จะทำดีและทำชั่วได้เท่าเทียมกัน แล้วก็ต้องรับผลจากสิ่งที่ตนทำ ไม่ว่าจะพร้อมใจหรือไม่ก็ตาม เพราะมันเกิดจากเราทำเอง...... <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:25 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#f1cbeb border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white15.jpg


- ๒๓ -

ลูกรัก......

สำหรับพ่อแล้ว
คำว่า ศาสนา มิใช่กฏกติกา ระเบียบแบบแผน
ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี
หรือความดีกับความชั่ว

ศาสนา มิใช่การทำตัวให้ไปอยู่กับพระเจ้า
หรือเป็นบ่าวของพรหม

ศาสนา มิใช่เพียงแค่ทำตัวให้เป็นที่นิยมยอมรับหรือปฏิเสธ

พ่อคิดว่า
ศาสนา คือที่มาของคำว่า ดับและเย็น เท่านั้น


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

ในอดีตวัดเคยเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นแหล่งพบปะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ของชุมชน เป็นศูนย์รวมของชุมชน โรงเรียนก็ไปสร้างติดอยู่กับวัด พระสงฆ์มีบทบาทต่อชุมชน ต่อโรงเรียน ในแง่เผยแพร่คุณธรรม จริยธรรมต่อชุมชน ชุมชนจึงอยู่อย่างสุขสงบ ร่มเย็น เต็มไปด้วยอัธยาศรัยมีไมตรี ยิ้มแย้มแจ่มใส จนเป็นที่กล่าวขาน "ยิ้มสยาม"

ปัจจุบันเราเข้าวัดก็คือไปงานศพ ติดต่อพระก็คือเจิมป้าย พ่นน้ำหมาก รดน้ำมนต์ ขอหวยขอเลข ใขว่หาเครื่องลางของขลัง สำหรับคนส่วนใหญ่ศาสนาหรือวัดกลายเป็นเพียงสถานที่ทำกิจกรรมเรื่องคนตาย เข้าวัดก็คือไปงานศพ จิตใจคนส่วนใหญ่จึงเป็นอย่างที่เห็น

น่าเสียดาย ใครจะรู้บ้างว่า......
สิ่งที่มีค่ามากที่สุดในโลกอยู่ในประเทศไทย <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:32 PM
<TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#a09c80 border=2>
<TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white23.jpg


- ๒๕ -

ลูกรัก......

การค้นหาตัวเจ้าเอง

เป็นกิจเบื้องต้นของศาสนาธรรมนี้

และพระบริสุทธิธรรมเป็นกิจเบื้องปลาย


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

ซุนหวู่กล่าวว่า "รู้เรารู้เขามีชัยไปกว่าครึ่ง"
แต่ทุกวันนี้คนเราจะถนัดชอบที่จะรู้เขา ไม่อยากรู้เรา
วงสนทนาส่วนใหญ่จึงหนักไปทางรู้เขา เมาท์กันมันปาก พูดเรื่องของคนอื่นทั้งนั้น แล้วเรื่องสวนใหญ่ก็จะออกไปในทางไม่ดีเสียมากกว่าอีก หากมีใครสักคนดึงการสนทนาเข้ามาที่คนใดคนหนึ่งในวงสทนา บรรยากาศจะเปลี่ยนไป เริ่มไม่สนุก เริ่มตึงเครียด คือดีแต่ว่าเขา ถ้าวกเข้ามาที่ตัวเราเองก็เริ่มออกอาการ คิดแต่จะแก้ไขผู้อื่นแต่ไม่คิดที่จะแก้ตนเอง ในเมื่อคนแก้ก็ยังไม่ได้ดี แล้วจะหวังไปแก้คนอื่นให้ได้ดี ก็คงตลก

ในวงของกลุ่มคนที่จัดตนเองหรือถูกจัดว่าหัวก้าวหน้า มีขบวนการขัดเกลาตนเองอยู่อย่างหนึ่ง ที่เรียกว่า วิจารณ์ตนเอง ก็ดีขึ้นมาหน่อยคือพูดถึงความไม่ดีของตนเองให้ผู้อื่นฟัง แทนที่จะเอาความไม่ดีของคนอื่นมาพูดกัน ผู้ฟังก็มีทั้งใจที่เห็นด้วยและปฏิเสธ ขณะฟังใจก็กำลังวิจารณ์ผู้พูด ต่างแต่ว่าวิจารณ์อยู่ในใจ ที่สุดแล้วก็คือยังวิจารณ์ผู้อื่นอยู่ ผลจากตรงนี้จึงยังคงเป็นการสะสมความรู้สึกอยู่ลึกๆๆ มีทั้งด้านเห็นตรงและเห็นแย้ง เมื่อนานๆเข้าก็กลายเป็นว่าได้แต่วิจารณ์แต่ไม่ได้แก้ สิ่งที่ขาดคนพูดแล้วไม่ทำสู้ไม่พูดอาจดีกว่า คนฟังต้องมีใจเอื้ออาทรที่สำคัญต้องรู้จักให้อภัย อย่าจับผิด ความรู้สึกเห็นแย้งก็จะไม่สะสมในใจ ไม่เกิดการตั้งข้อเรียกร้องแล้วรู้สึกผิดหวังในโอกาสต่อไป

ต่อตนเองจึงสำคัญอยู่ที่กระทำไม่ได้อยู่ที่พูด ต่อผู้อื่นสำคัญอยู่ที่การมีน้ำใจ รู้จักให้อภัย <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:33 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#e7e7ad border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white25.jpg


- ๒๖ -

ลูกรัก......

๑. คนมาเผาพระพุทธรูป ตัดเศียรพระ
ไม่น่ารู้สึกอะไร

๒. แต่พระสงฆ์ทำอัปรีย์ จังไร
น่ารู้สึกอะไร

๓. คนมาเผาพระไตรปิฎก เผาวัด
ไม่น่ารู้สึกอะไร

๔. แต่พุทธศาสนิกชน อุบาสก อุบาสิกา
ละเว้นหน้าที่ข้อวัตรปฏิบัติ
น่ารู้สึกอะไร


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

มักมีความเข้าใจผิดในเรื่องว่าศาสนาเสื่อม
ศาสนาไม่มีเสื่อม เพราะศาสนาเป็นเรื่องของสัจจธรรม เป็นเรื่องของความจริง เป็นเรื่องกฏเกณฑ์ทางธรรมชาติ ศาสนาไม่ได้เสื่อม สิ่งที่เสื่อมคือคนที่อยู่ในศาสนาต่างหากที่เสื่อม คนห่างเหินจากศาสนา ละทิ้งศาสนา ก็คือละทิ้งความเป็นจริงของชีวิต หันไปยึดสิ่งที่ลวง ล่อ หลอก ทำให้จิตใจต่ำลง

วัตถุ สถานที่เป็นเพียงตัวแทน เป็นเพียงเครื่องแสดง เป็นเพียงเครื่องสะท้อนจิตใจ คุณค่าความเจริญจึงอยู่ที่จิตใจ อยู่ที่ตัวบุคคล ว่าเข้าถึงแก่นเพียงใด <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE>

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:35 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#9f848d border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white29.jpg


- ๒๗ -

ลูกรัก......

ถ้าเจ้าเห็นขี้เหมือนทอง

มองทองคล้ายขี้

เจ้าคือพุทธะแล้ว


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

ธรรมชาติของคนทั่วไป ก็มักจะสรรหา แสวงหา เข้าหาแต่ของที่ชอบใจ
แล้วปฏิเสธของที่ไม่ชอบ จนถึงขั้นทำลาย หรือดัดแปลงให้เป็นไปตามที่ตนชอบ
ไม่ยกเว้นว่าสิ่งนั้น มีชีวิตหรือไม่ก็ตาม

ฟังๆดูก็น่าจะเป็นเรื่องปกติ แต่มันจะไม่ปกติ ถ้าไม่รู้จักเอื้ออาทร แบ่งปัน คิดถึงคนอื่น
อาหารบนโต๊ะมีจำกัด เมื่อเราเลือกแต่ขอดีมากิน
แน่นอนคนข้างหลังก็ต้องกินของเหลือ

สรรพสิ่งในโลก มีมากมาย มีทั้งของที่ชอบกับของที่ไม่ถูกใจ
ใครๆ ก็ล้วนต้องการแต่ของที่ชอบ เมื่อมันมีจำกัด ที่สุดก็ต้องฆ่าแกงแย่งชิงกัน
หลายครั้งของที่ชอบนั่นแหล่ะ มันคือศัตรูต้วร้ายที่ทำให้คนไม่เป็นคน
หลายครั้งที่ทำให้เราไม่ได้เห็นคุณค่าของชีวิตอื่น เท่ากับชีวิตของเรา
มันทำให้คนตะกละ แย่งชิง อยากได้ ไม่มีที่สิ้นสุด
แม้แต่จะดัดแปลง ทำลาย เอาชนะธรรมชาติเพื่อสนองความต้องการของตน ของเผ่าพันธ์
เราไม่ได้อยู่อย่างพึ่งพิง อิงอาศัย ช่วยเหลือกัน แต่อยู่กันแบบจะแสวงแต่ประโยชน์ใส่ตน ใส่พวก ใส่เผ่าพันธ์ จนไม่รู้ว่า แท้จริงแล้ว ชีวิตต้องการอะไรแน่
แสวงหาสะสมกันมากมาย ที่สุดแล้วก็แค่กินอิ่มนอนหลับ

ทองแม้มันจะมีค่ามีราคามากมายในสายตาชาวโลก แต่ในอีกด้านมันก็คือที่มาของความโลภ
มันคือที่มาของความตะกละไม่รู้จบ มันคือที่มาของการแย่งชิง
ชีวิตจะขาดจากความอิสระ หมดความเป็นไท ต้องดิ้นรนไม่สิ้นสุด
ขี้มันไม่มีค่าไม่มีราคา แต่คุณค่าที่มองไม่เห็น มันคือความเป็นไท
ไม่ต้องแก่งแย่งกับใคร เพราะไม่มีใครต้องการ
ทั้งทองและขี้ มันเป็นเพียงของสองสิ่งที่เราต้องพบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
แล้วใครๆต่างก็วิ่งเข้าหาทอง กำจัดขี้ แล้วจะมาร้องหาสันติภาพ หาเสรีภาพ
ก็คงเจอแหล่ะ ??? <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:36 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#6078b0 border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white30.jpg


- ๒๘ -

ลูกรัก......

ดูช่างเป็นเรื่องแปลก

ที่พวกเรา มีหู มีตา เอาไว้สำหรับดูและฟังคนอื่น

ดูเหมือนจะหาได้น้อยมาก ที่จะดูและฟังตัวเอง


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

เรามักจะเคยชินกับการมองภายนอกรอบตัว เพื่อจะหาสิ่งที่ถูกใจเรา มาบริโภคมาเสพ มองหาคนอื่นที่เป็นที่ถูกใจเรา แล้วก็มีข้อวิจารณ์ติฉิน นินทาไปต่างๆนาๆ แต่ลืมไปว่า คนอื่นก็มองก็วิจารณ์เราเหมือนกัน มัวแต่จับผิดคนอื่นไม่ได้จับผิดตนเอง เลยกลายเป็นการละเลยที่จะปรับปรุงแก้ไขตนเอง เราได้แต่หาคนอื่นที่ถูกใจเรา แล้วเราคิดว่าตัวเราเองเป็นที่ถูกใจเราหรือยัง <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:37 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#718fa9 border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white31.jpg


- ๒๙ -

ลูกรัก......

เจ้าอย่ามัวแต่มาเสียเวลากับการอ่าน

หรือว่าดูเรื่องของคนผู้อื่นอยู่เลย

ควรจะเอาเวลาเหล่านั้น

มาอ่านและก็ดูตนเองจะดีกว่า


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

ถ้าจะถามว่า ปุถุชนกับอริยชน ต่างกันอย่างไร
คำตอบข้อหนึ่ง ปุถุชนหมดเวลาไปกับการเรียนรู้เรื่องภายนอกรอบตัว ยิ่งเรียนก็ยิ่งไกลตัวเองออกไปทุกที ที่สุดเรื่องง่ายๆ พื้นฐานก็พึ่งตนเองไม่ได้
ขณะที่อริยชน ใช้เวลาไปกับการค้นหาเรียนรู้ตนเอง ปรับแก้ตนเอง ทำให้ตนเองเป็นที่พึ่งของตนเองได้ แล้วยังเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ด้วย

ถ้าจะถามว่า เจ้าชายสิทธัตถะ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร
คำตอบก็คือ เพราะท่านเข้าถึงตนเอง จนที่สุดเข้าถึงธรรมชาติรอบตัว ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
คนสมัยใหม่ ยิ่งนานวันยิ่งถอยห่างจากตนเอง จึงไม่แปลกที่ ในที่สุด ก็ไม่เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร แล้วที่สุดก็ยังคิดว่า พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ เหตุเพราะการเรียนรู้ที่ตรงกันข้ามนี้แหล่ะ <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:39 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#949494 border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white32.jpg


- ๓๐ -

ลูกรัก......

เจ้าจักสำคัญ ข้อความโบราณนี้เป็นไฉน

รวงข้าวยิ่งสุกก็ยิ่งอ่อนน้อม


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

รวงข้าวเมื่อแตกรวงเขียวๆจะตั้งชัน ครั้นใกล้จะเก็บเกี่ยวมาเลี้ยงชาวโลก ก็จะโน้มตัวลงสู่ดิน มันยิ่งทำประโยชน์มีประโยชน์กลับยิ่งอ่อนโน้มถ่อมตน แต่คนเรายิ่งมีประโยชน์มีเกียรติมีตำแหน่งมีดีกรีมีหน้ามีตากลับยิ่งหยิ่ง ยิ่งยะโส ยิ่งโอหัง มีอีโก้ มีทิฐิ คิดว่าข้าแน่ สุดท้ายตนเองก็จะหยุดติดอยู่กับของเก่าๆความคิดเดิมๆไม่พัฒนาไปไหน <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:43 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#dfc1ac border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white22.jpg


- ๒๔ -

ลูกรัก......

ถ้าเจ้าจักถามพ่อว่า ศาสนาคืออะไร

พ่อคงจะไม่มีคำอธิบายอื่นอื่น

นอกจากคำว่า รู้จักวาง


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

ถ้าเราค้นไปถึงรากหาถึงสาเหตุแท้ๆที่ทำให้เราเดือดร้อนทุกข์ใจ ที่สุดก็จะพบว่าไม่มีอะไรเลย ที่สุดแล้วเป็นเพราะเราไปติดยึดกับมันเองต่างหาก ดังเรื่องลิงหวงถั่ว (ขออนุญาตน้องหยาเอามารวมไว้ที่นี่ซะเลย)

พระพุทธองค์ตรัสว่า.... จิตของคนเรานั้นเหมือนกับลิง เราจึงเรียนรู้เรื่องของจิตใจของเราได้มากมายจากพฤติกรรมของลิง ลิงนั้นเกลียดกะปิ ถ้ากะปิถูกมือมันเมื่อไหร่ มันจะถูนิ้วกับพื้นจนเลือดไหลเต็มมือ จนกว่ากลิ่นกะปิจะหาย ในที่สุดจนกลายเป็นว่า "กะปิ" ถึงจะร้ายก็ไม่ร้ายเท่า "ความเกลียดกะปิ" ที่มือลิงเป็นแผลเหวอะหวะไม่ใช่เพราะกะปิ หากเป็นเพราะความจงเกลียดจงชังกะปิต่างหาก

สิ่งที่เราเกลียดนั้น บ่อยครั้งไม่น่ากลัวเท่ากับความเกลียดชังในจิตใจเรา ความเกลียดชังหรือพูดให้ถูกก็คือความรู้สึกอยากผลักไส ซึ่งรวมทั้งความโกรธและความกลัว จึงเป็นเจ้าตัวร้ายที่เราต้องระวังให้มากๆ แต่นั่นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความจริงเท่านั้น นอกจากความอยากผลักไสแล้ว ความยึดติดเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องระวังไม่แพ้กัน

กลับมาที่ลิงจอมซนอีกที - ในอินเดีย ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้าน เพราะชอบขโมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง โดยใช้กล่องไม้ซึ่งมีฝาด้านหนึ่งเจาะรูเล็กๆ พอให้ลิงสอดมือเข้าไปได้ ในกล่องมีถั่วซึ่งเป็นของโปรดของลิง วางไว้เป็นเหยื่อล่อ วันดีคืนดี ลิงมาที่สวน เห็นถั่วอยู่ในกล่องก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว แต่พอถอนมือออกมาก็ติดฝากล่อง เพราะกำมือของลิงนั้นใหญ่กว่าฝากล่องที่เจาะไว้ ลิงพยายามดึงมือเท่าไหร่ก็ไม่ออก พอชาวบ้านมาจับก็ปีนหนีขึ้นต้นไม้ไม่ได้เพราะมีมือเปล่าอยู่ข้างเดียว สุดท้ายก็ถูกคนจับได้ ลิงหาได้เฉลียวใจไม่ว่า เพียงแค่มันคลายมือออกเท่านั้น มันก็เอาตัวรอดได้ แต่เพราะยึดถั่วไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย จึงต้องเอาชีวิตเข้าแลก

มีหลายอย่างที่เราอยากได้ใฝ่ฝัน จึงถึงกับยึดไว้อย่างเหนียวแน่น เวลาประสบปัญหา เพียงแค่คลายสิ่งที่ติดยึดนั้นเสียบ้าง ปัญหาก็คลี่คลาย แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมปล่อย จึงเกิดผลเสียตามมามากมาย ไม่คุ้มกับสิ่งที่ติดยึด จะชอบหรือพึงใจกับอะไรก็ตาม อย่าถึงกับยึดติดจนเหนียวแน่นเกินไป เพราะโอกาสที่หน้ามืดตามัวนั้นมีสูงจนหาทางออกไม่เจอ

ปัญหาทั้งหลายในชีวิตนั้น ถ้าเรารู้จักปล่อยวางบางสิ่งเสียบ้าง มันก็จะบรรเทาไปได้เยอะ บ่อยครั้งการปล่อยวาง ไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาเท่านั้น หากเป็นทางออกจากปัญหาเลยที่เดียว ความจริงการอยากผลักไสอะไรสักอย่าง ก็เป็นการติดยึดอีกแบบหนึ่งนั่นเอง ทั้งๆ ที่ลิงพยายามถูกำจัดกลิ่นกะปิไปจากมือ ก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือมาดมหากลิ่นกะปิซ้ำแล้วซ้ำเล่า รู้ทั้งรู้ว่ากลิ่นกะปินั้นเหม็น แต่ก็ดมมือไม่ยอมเลิกง่ายๆ

ในทำนองเดียวกัน ไม่ว่าเราจะโกรธอะไรหรือเกลียดใคร ก็มักดึงสิ่งนั้นหรือคนนั้นเข้ามาในจิตใจ ให้ครุ่นคิดเสมอ ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมวางเสียที ทั้งๆ ที่ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ ปล่อยวางเสียเถิด แล้วใจเราจะเบาขึ้นเป็นกอง ความทุกข์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นเพราะพลัดพรากจากสิ่งที่รัก หรือประสบกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ที่มันบีบคั้นกดทับจิตใจเราไม่หยุดหย่อนเสียที ก็เป็นเพราะเราไปยึด ไปแบกมันเข้าไว้ทั้งวันทั้งคืน

ในหลายกรณี ความทุกข์ก็ไม่ได้มาจากไหน หากมาจากการยึดติดไม่ยอมปล่อย..... ดังเจ้าลิงหวงถั่ว <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->