Kamen rider
11-25-2007, 10:41 AM
http://www.dharmanet.com.br/prajna/nagarjuna2.jpg
มหาสิทธาจารย์นาคารชุน
สมัยพระเจ้ายัชญศรี เคาตมีบุตร กษัตริย์แห่งราชวงศ์ศาตวาหนะ มีคณาจารย์องค์ที่สำคัญมากในฝ่ายมหายาน ท่านหนึ่ง นามว่า "พระคุรุนาคารชุน" ซึ่งเป็นนักปรัชญาทางพุทธศาสนา เป็นนักตรรกศาตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก มิใช่แต่เพียงในอินเดียเท่านั้น เป็นผู้สร้างปรัชญามหายานด้วยกวีนิพนธ์ ชื่อว่า "มาธยมิกศาตร์ จากกวีนิพนธ์เล่มดังกล่าว ได้เป็นที่รวบรวมปรัชญาของนานานิกายทางพระพุทธศาสนาไว้เกือบหมด ปรัชญาทางศาสนาพราหมณ์ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ด้วย แล้วยังอธิบายถึงปรัชญาศูนยตา ได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นด้วยวิภาษวิธี ชื่อเสียงของท่านจึงโด่งดังอย่างรวดเร็ว นิกายมหายานจึงแพร่หลายไปในหมู่ชนทุกชั้น จนสามารถกลายเป็นนิกายที่เด่นและเจริญรุ่งเรืองที่สุดของพุทธศาสนาในพุทธศตวรรษที่ 6-10 ในทิเบตท่านได้รับการยกย่องให้เป็นอันดับแรกในหกอริยะประดับชมพูทวีป ซึ่งประกอบด้วย นาคารชุน,อสังฺค,ทิคนาค,อารยเทว,วสุพนธุ,ธรมกีรติ พระถังซำจั๋งได้กล่าวยกย่องให้ท่านเป็น หนึ่งในสี่ดวงอาทิตย์ที่ยังโลกให้สว่าง ซึ่งประกอบด้วย พระอัศวโฆษ พระนาคารชุน พระกุมารลัพธะ และพระอารยเทวะ ท่านเป็นผู้จุดประกายความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากถูกศาสนาอื่นโจมตี จนแทบไม่เหลือที่มั่นหรือเกือบหมดไป ด้วยอัจฉริยภาพในด้านพุทธปรัชญา ความปราดเปรื่องของท่านเป็นที่ยอมรับกระทั่งได้ฉายาว่าเป็น พระพุทธเจ้าองค์ที่สอง
หลักฐานข้อมูลของจีนและทิเบต กล่าวตรงกันว่าพระนาคารชุนท่านเป็นชาวอินเดียใต้ เกิดที่วิทารภะ ในตระกูลพราหมณ์ ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าโคตมีปุตระแห่งราชวงศ์อันธระ ในช่วงปีพุทธศักราชที่ 650-750 บิดา และมารดาของท่านมืชื่อใดไม่ปรากฏ ทราบแต่ว่าครอบครัวของท่านนั้นร่ำรวย เมื่อนาคารชุนกำเนิด บิดามารดาตั้งช่อให้ว่า อรชุน บรรดาพราหมณ์ที่ทางบิดามารดาเชิญมาเพื่อประกอบบุญเลี้ยงอาหาร ได้ให้คำทำนายว่า ทารกจะอายุสั้น จะต้องตายเมื่ออายุ 7 เดือน หากจะยึดอายุของอรชุน บิดามารของท่านต้องประกอบบุญกุศลครั้งใหญ่โดยการเลี้ยงสมณะชีพราหมณ์และให้ทานแก่ผู้ยากไร้ ด้วยจำนวนมาก แต่ก็เพียงสามารถยึดอายุให้อรชุนได้เพียง 7 ปี เท่านั้น เมื่ออายุจวนครบ 7ปี บิดามารดาไม่สามารถทนสภาพที่เห็นลูกต้องตายต่อหน้าต่อตาได้ จึงให้คนใช้พาเดินทางออกจากบ้านไป ในขณะเดินทางอยู่ได้เกิดนิมิตภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรมาบอกให้เดินทางขึ้นเหนือยังมหาวิทยาลัยนาลันทา แคว้นมคธ เมื่อเดินทางไปถึงได้พบพระสราหะภัทร แนะนำให้ท่านออกบวช ท่านจึงได้บวชเป็นเณรโดยมีพระราหุลภัทระ อธิการบดีแห่งนาลันทา เป็นพระอาจารย์ พระสราหะภัทระได้ มอบสาธนะปฏิบัติอมิตายุส เพื่อให้สามเณรอรชุนได้ปฏิบัติเพื่อต่อชะตาชีวิตที่ได้รับการทำนายว่า สั้นจะต้องตายในเวลาอันใกล้นี้ ด้วยอานุภาพแห่งการปฏิบัติสาธนะอมิตายุส สามเณรอรชุน จึงได้รับการช่วยเหลือต่อชีวิตให้ยืนยาวเป็นหลายร้อยปี (เชื่อกันว่าพระสราหภัทระและราหุลภัทระท่านเป็นคนเดียวกัน)
กล่าวกันว่า สามเณรอรชุนขยันหมั่นเพียรยิ่งในการศึกษาเล่าเรียน อีกทั้งมีสติปัญญาเป็นเลิศ เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ท่านใช้เวลาเพียง90 วันเท่านั้นในการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งในพระไตรปิฎก อีกทั้งท่านยังได้ศึกษาเล่าเรียนในศาสตร์ต่างๆ ที่มีสอนกันในมหาวิทยาลัยนาลันทา ดังเช่น
ตรรกศาสตร์ ศาสตร์ที่ท่านมีความเชี่ยวชาญลึกซึ้งและสร้างชื่อเสียงให้ท่านมากที่สุด ปรัชญาทั้งปวงของท่านมาจากการใช้ตรรกศาสตร์ที่เรียกว่าวิภาษวิธีแทบทั้งสิ้น ท่านได้ชื่อว่าเป็นนักตรรกที่ยิ่งใหญ่ของโลกทั้งในยุคของท่านและในโลกปัจจุบัน ท่านใช้วิภาษวิธีอย่างเชี่ยวชาญและได้ผล จนหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ในยุคนั้น ท่านต่อสู้ทางปัญญากับนักปราชญ์ทั้งหลายทั้งจากปราชญ์ชาวพุทธเองและปราชญ์จากศาสนาอื่นๆ ด้วยวิภาษวิธี ในแต่ละครั้งที่ท่านลงโต้วาที ท่านใช้เหตุผลซักไซ้ความน่าจะเป็นทางปรัชญาของคู่ต่อสู้ จนคู่ต่อสู้ไม่สามารถยืนยันความเป็นเหตุเป็นผลในปรัชญาของตนเองได้ และยอมแพ้ในที่สุด
แพทย์ศาสตร์ เภสัช เคมี ท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ใช้สมุนไพรใบยาอย่างช่ำชอง ทั้งยังเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่เชี่ยวชาญ ท่านสามารถสร้างสรรค์ยาขึ้นมาใช้ให้ตรงกับโรคและให้ผลในการรักษาอย่างได้ผลและรวดเร็วตัวตัวอย่างการที่ท่านรักษาพญานาคมุจิลินทจนหายป่วยและได้รับพระสูตรปรัชญาปารมิตามาเป็นของกำนัล
ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ และอื่นๆเกือบทุกแขนงที่รับรู้กันในโลกยุคนั้นท่านสนใจเรียนรู้เกือบทั้งหมด อีกศาสตร์หนึ่งทีท่านใช้ปฏิบัติจนให้ผลเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อมนุษย์โลกในกาลต่อมาคือ บริหารศาสตร์ หลังจากที่ท่านได้รับตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยนาลันทาต่อจาก พระราหุลภัทระผู้เป็นพระอาจารย์แล้ว ท่านใช้เวลาอันสั้นพัฒนาจนนาลันทายิ่งใหญ่และสมบูรณ์เทียบเท่า วัชรสนะ(โพคายา)
ในด้านพุทธศาสตร์ ท่านแตกฉานในพระไตรปิฎกเป็นอย่างยิ่ง ในช่วงแรกนี้ท่านเรียนรู้ปรัชญาพุทธศาสตร์ในแนวสรวาสติวาทฝ่ายเถรวาทตามแนวของพระอุปชฌาย์ ท่านรับรู้ถึงการขัดแย้งทางความคิดเรื่องการตีความปรัชญาพุทธศาสตร์จากนิกายต่างๆในฝ่ายเถรวาทที่มีมากกว่ายี่สิบนิกาย จนกระทั่งท่านได้พบกับพระภิกษุชรารูปหนึ่งในแถบภูเขาหิมาลัย ท่านจึงได้กลับกลายมาเป็นภิกษุของมหายาน จนกระทั่งท่านได้รับพระสูตรปรัชญาปารมิตา ท่านจึงได้ก่อตั้ง นิกายมัธยมิกขึ้น และปรัชญามัธยมิกนี้เองเป็นพื้นฐานของพุทธศาสตร์ฝ่ายมหายานทุกนิกายมาจนทุกวันนี้
จากแหล่งข้อมูลของทิเบต ซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์ มัญชูศรีมูลตันตระได้กล่าวไว้ว่า
ภายหลังฉัน ,พระพุทธเจ้า ปรินิพพาน
400ปีผ่านไปแล้ว
จะมีพระภิกษุปรากฏขึ้นรูปหนึ่ง ชื่อว่านาคารชุน
ท่านเชื่อมั่นศรัทธาต่อพระพุทธธรรม
และสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลต่อธรรมะ
ท่านจะได้มาซึ่งความปิติสุขอย่างสมบูรณ์
ท่านมีชีวิตอยู่ 600 ปี
ท่านจะได้มาซึ่งความรู้อันลี้ลับ
ของ มหามยุรีตันตระ
ท่านจะรอบรู้สรรพศาสตร์ต่างๆมากหลาย
ท่านจะอธิบายอย่างแจ้งชัดในคำสอน ศูนยตา
หลังจากที่ท่านนิพพาน
ท่านจะไปเกิดใหม่ในสุขาวดีพุทธเกษตร
และในที่สุดท่านก็จะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาน
มีคำกล่าวอื่นเกี่ยวกับนาคารชุนในพระสูตรมหายาน ดังตัวอย่างในลังกาวตาร ได้กล่าวไว้ว่า
ในเมืองทางทิศใต้ของ เวทลย
ภิกษุหนึ่งผู้สง่างาม และมีชื่อเสียงไพศาล
ผู้มีนามว่า นาคารชุน
ท่านจะกำจัดขั้วต่างๆของทรรศนะ
และหลังจากนั้นท่านจะสอนสิ่งนั้นในโลกนี้
คำสอนของฉันนั้นเป็นคำสอนของมหายาน
ซึ่งเป็นคำสอนที่ไม่มีคำสอนใดสูงกว่า
ท่านจะได้มาซึ่งความปิติสุขอันสมบูรณ์
เมื่อนิพพานท่านได้ไปจุติ ณ สวรรค์สุขาวดี
มหาสิทธาจารย์นาคารชุน
สมัยพระเจ้ายัชญศรี เคาตมีบุตร กษัตริย์แห่งราชวงศ์ศาตวาหนะ มีคณาจารย์องค์ที่สำคัญมากในฝ่ายมหายาน ท่านหนึ่ง นามว่า "พระคุรุนาคารชุน" ซึ่งเป็นนักปรัชญาทางพุทธศาสนา เป็นนักตรรกศาตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก มิใช่แต่เพียงในอินเดียเท่านั้น เป็นผู้สร้างปรัชญามหายานด้วยกวีนิพนธ์ ชื่อว่า "มาธยมิกศาตร์ จากกวีนิพนธ์เล่มดังกล่าว ได้เป็นที่รวบรวมปรัชญาของนานานิกายทางพระพุทธศาสนาไว้เกือบหมด ปรัชญาทางศาสนาพราหมณ์ก็ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ด้วย แล้วยังอธิบายถึงปรัชญาศูนยตา ได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นด้วยวิภาษวิธี ชื่อเสียงของท่านจึงโด่งดังอย่างรวดเร็ว นิกายมหายานจึงแพร่หลายไปในหมู่ชนทุกชั้น จนสามารถกลายเป็นนิกายที่เด่นและเจริญรุ่งเรืองที่สุดของพุทธศาสนาในพุทธศตวรรษที่ 6-10 ในทิเบตท่านได้รับการยกย่องให้เป็นอันดับแรกในหกอริยะประดับชมพูทวีป ซึ่งประกอบด้วย นาคารชุน,อสังฺค,ทิคนาค,อารยเทว,วสุพนธุ,ธรมกีรติ พระถังซำจั๋งได้กล่าวยกย่องให้ท่านเป็น หนึ่งในสี่ดวงอาทิตย์ที่ยังโลกให้สว่าง ซึ่งประกอบด้วย พระอัศวโฆษ พระนาคารชุน พระกุมารลัพธะ และพระอารยเทวะ ท่านเป็นผู้จุดประกายความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากถูกศาสนาอื่นโจมตี จนแทบไม่เหลือที่มั่นหรือเกือบหมดไป ด้วยอัจฉริยภาพในด้านพุทธปรัชญา ความปราดเปรื่องของท่านเป็นที่ยอมรับกระทั่งได้ฉายาว่าเป็น พระพุทธเจ้าองค์ที่สอง
หลักฐานข้อมูลของจีนและทิเบต กล่าวตรงกันว่าพระนาคารชุนท่านเป็นชาวอินเดียใต้ เกิดที่วิทารภะ ในตระกูลพราหมณ์ ตรงกับรัชสมัยพระเจ้าโคตมีปุตระแห่งราชวงศ์อันธระ ในช่วงปีพุทธศักราชที่ 650-750 บิดา และมารดาของท่านมืชื่อใดไม่ปรากฏ ทราบแต่ว่าครอบครัวของท่านนั้นร่ำรวย เมื่อนาคารชุนกำเนิด บิดามารดาตั้งช่อให้ว่า อรชุน บรรดาพราหมณ์ที่ทางบิดามารดาเชิญมาเพื่อประกอบบุญเลี้ยงอาหาร ได้ให้คำทำนายว่า ทารกจะอายุสั้น จะต้องตายเมื่ออายุ 7 เดือน หากจะยึดอายุของอรชุน บิดามารของท่านต้องประกอบบุญกุศลครั้งใหญ่โดยการเลี้ยงสมณะชีพราหมณ์และให้ทานแก่ผู้ยากไร้ ด้วยจำนวนมาก แต่ก็เพียงสามารถยึดอายุให้อรชุนได้เพียง 7 ปี เท่านั้น เมื่ออายุจวนครบ 7ปี บิดามารดาไม่สามารถทนสภาพที่เห็นลูกต้องตายต่อหน้าต่อตาได้ จึงให้คนใช้พาเดินทางออกจากบ้านไป ในขณะเดินทางอยู่ได้เกิดนิมิตภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรมาบอกให้เดินทางขึ้นเหนือยังมหาวิทยาลัยนาลันทา แคว้นมคธ เมื่อเดินทางไปถึงได้พบพระสราหะภัทร แนะนำให้ท่านออกบวช ท่านจึงได้บวชเป็นเณรโดยมีพระราหุลภัทระ อธิการบดีแห่งนาลันทา เป็นพระอาจารย์ พระสราหะภัทระได้ มอบสาธนะปฏิบัติอมิตายุส เพื่อให้สามเณรอรชุนได้ปฏิบัติเพื่อต่อชะตาชีวิตที่ได้รับการทำนายว่า สั้นจะต้องตายในเวลาอันใกล้นี้ ด้วยอานุภาพแห่งการปฏิบัติสาธนะอมิตายุส สามเณรอรชุน จึงได้รับการช่วยเหลือต่อชีวิตให้ยืนยาวเป็นหลายร้อยปี (เชื่อกันว่าพระสราหภัทระและราหุลภัทระท่านเป็นคนเดียวกัน)
กล่าวกันว่า สามเณรอรชุนขยันหมั่นเพียรยิ่งในการศึกษาเล่าเรียน อีกทั้งมีสติปัญญาเป็นเลิศ เรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว ท่านใช้เวลาเพียง90 วันเท่านั้นในการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งในพระไตรปิฎก อีกทั้งท่านยังได้ศึกษาเล่าเรียนในศาสตร์ต่างๆ ที่มีสอนกันในมหาวิทยาลัยนาลันทา ดังเช่น
ตรรกศาสตร์ ศาสตร์ที่ท่านมีความเชี่ยวชาญลึกซึ้งและสร้างชื่อเสียงให้ท่านมากที่สุด ปรัชญาทั้งปวงของท่านมาจากการใช้ตรรกศาสตร์ที่เรียกว่าวิภาษวิธีแทบทั้งสิ้น ท่านได้ชื่อว่าเป็นนักตรรกที่ยิ่งใหญ่ของโลกทั้งในยุคของท่านและในโลกปัจจุบัน ท่านใช้วิภาษวิธีอย่างเชี่ยวชาญและได้ผล จนหาผู้ใดเสมอเหมือนมิได้ในยุคนั้น ท่านต่อสู้ทางปัญญากับนักปราชญ์ทั้งหลายทั้งจากปราชญ์ชาวพุทธเองและปราชญ์จากศาสนาอื่นๆ ด้วยวิภาษวิธี ในแต่ละครั้งที่ท่านลงโต้วาที ท่านใช้เหตุผลซักไซ้ความน่าจะเป็นทางปรัชญาของคู่ต่อสู้ จนคู่ต่อสู้ไม่สามารถยืนยันความเป็นเหตุเป็นผลในปรัชญาของตนเองได้ และยอมแพ้ในที่สุด
แพทย์ศาสตร์ เภสัช เคมี ท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ใช้สมุนไพรใบยาอย่างช่ำชอง ทั้งยังเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุที่เชี่ยวชาญ ท่านสามารถสร้างสรรค์ยาขึ้นมาใช้ให้ตรงกับโรคและให้ผลในการรักษาอย่างได้ผลและรวดเร็วตัวตัวอย่างการที่ท่านรักษาพญานาคมุจิลินทจนหายป่วยและได้รับพระสูตรปรัชญาปารมิตามาเป็นของกำนัล
ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ และอื่นๆเกือบทุกแขนงที่รับรู้กันในโลกยุคนั้นท่านสนใจเรียนรู้เกือบทั้งหมด อีกศาสตร์หนึ่งทีท่านใช้ปฏิบัติจนให้ผลเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อมนุษย์โลกในกาลต่อมาคือ บริหารศาสตร์ หลังจากที่ท่านได้รับตำแหน่งอธิการบดีของมหาวิทยาลัยนาลันทาต่อจาก พระราหุลภัทระผู้เป็นพระอาจารย์แล้ว ท่านใช้เวลาอันสั้นพัฒนาจนนาลันทายิ่งใหญ่และสมบูรณ์เทียบเท่า วัชรสนะ(โพคายา)
ในด้านพุทธศาสตร์ ท่านแตกฉานในพระไตรปิฎกเป็นอย่างยิ่ง ในช่วงแรกนี้ท่านเรียนรู้ปรัชญาพุทธศาสตร์ในแนวสรวาสติวาทฝ่ายเถรวาทตามแนวของพระอุปชฌาย์ ท่านรับรู้ถึงการขัดแย้งทางความคิดเรื่องการตีความปรัชญาพุทธศาสตร์จากนิกายต่างๆในฝ่ายเถรวาทที่มีมากกว่ายี่สิบนิกาย จนกระทั่งท่านได้พบกับพระภิกษุชรารูปหนึ่งในแถบภูเขาหิมาลัย ท่านจึงได้กลับกลายมาเป็นภิกษุของมหายาน จนกระทั่งท่านได้รับพระสูตรปรัชญาปารมิตา ท่านจึงได้ก่อตั้ง นิกายมัธยมิกขึ้น และปรัชญามัธยมิกนี้เองเป็นพื้นฐานของพุทธศาสตร์ฝ่ายมหายานทุกนิกายมาจนทุกวันนี้
จากแหล่งข้อมูลของทิเบต ซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์ มัญชูศรีมูลตันตระได้กล่าวไว้ว่า
ภายหลังฉัน ,พระพุทธเจ้า ปรินิพพาน
400ปีผ่านไปแล้ว
จะมีพระภิกษุปรากฏขึ้นรูปหนึ่ง ชื่อว่านาคารชุน
ท่านเชื่อมั่นศรัทธาต่อพระพุทธธรรม
และสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลต่อธรรมะ
ท่านจะได้มาซึ่งความปิติสุขอย่างสมบูรณ์
ท่านมีชีวิตอยู่ 600 ปี
ท่านจะได้มาซึ่งความรู้อันลี้ลับ
ของ มหามยุรีตันตระ
ท่านจะรอบรู้สรรพศาสตร์ต่างๆมากหลาย
ท่านจะอธิบายอย่างแจ้งชัดในคำสอน ศูนยตา
หลังจากที่ท่านนิพพาน
ท่านจะไปเกิดใหม่ในสุขาวดีพุทธเกษตร
และในที่สุดท่านก็จะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาน
มีคำกล่าวอื่นเกี่ยวกับนาคารชุนในพระสูตรมหายาน ดังตัวอย่างในลังกาวตาร ได้กล่าวไว้ว่า
ในเมืองทางทิศใต้ของ เวทลย
ภิกษุหนึ่งผู้สง่างาม และมีชื่อเสียงไพศาล
ผู้มีนามว่า นาคารชุน
ท่านจะกำจัดขั้วต่างๆของทรรศนะ
และหลังจากนั้นท่านจะสอนสิ่งนั้นในโลกนี้
คำสอนของฉันนั้นเป็นคำสอนของมหายาน
ซึ่งเป็นคำสอนที่ไม่มีคำสอนใดสูงกว่า
ท่านจะได้มาซึ่งความปิติสุขอันสมบูรณ์
เมื่อนิพพานท่านได้ไปจุติ ณ สวรรค์สุขาวดี