PDA

View Full Version : "บทโศลก กลบท ปริศนาธรรม" "ฉลาด สะอาด สว่าง สงบ" 2


ศากยบุตร
11-07-2005, 03:51 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#808000 width=450 bgColor=#ffffff border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/flower010.jpg


- ๑๑ -

ลูกรัก......

สำหรับพ่อแล้ว

เทพเจ้าแห่งความยุติธรรม มิใช่เปาบุ้นจิ้นและใครที่ไหน

แต่เป็นธรรมชาติและกฏแห่งกรรม ต่างหากเล่า

ที่เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมได้ดีที่สุด


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

หลักของพุทธศาสนาที่สำคัญข้อแรกคือ เชื่อกรรม
เชื่อว่าทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว
ดีชั่วเกิดจากตัวเราทำ ไม่ใช่พระเจ้าที่ไหนกำหนด ไม่ใช่ผู้อื่นทำเราให้ไม่ดี
ด้วยวิธีคิดนี้ จึงนำพาไปสู่แนวคิดที่ไม่โทษผู้อื่น ไม่เที่ยวหาจำเลยของสังคม
คนที่เขาทำผิดเพราะเขายังไม่รู้ เขาพลาดไป ทุกคนล้วนเคยทำผิดทั้งนั้น
จึงไม่ต้องเที่ยวพิพากษาใคร ว่าใครดีกว่า ใครเลวกว่า ใครแย่กว่า
เพราะที่สุดแล้ว หลักของกรรม กฏแห่งกรรม จะทำหน้าที่ของมันอย่างเที่ยงตรงที่สุด <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 03:53 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#602818 width=450 bgColor=#ffffff border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/flower012.jpg


- ๑๒ -

ลูกรัก......

พ่อได้ค้นพบว่า

อำนาจสูงสุด พลังสูงสุด พระเจ้าสูงสุด

มิอาจมีผู้ใดประทานให้ได้

นอกจากเราจักฝึกฝนเรียนรู้แสวงหาจากตัวเราเอง


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

ศาสนาพุทธจึงต่างกับศาสนาอื่น ที่ไม่ได้มุ่งให้ศรัทธาศาสดาของศาสนา ศาสนาอื่นอาจสอนว่าพระเจ้าสูงสุดคือศาสดาของศาสนานั้น แต่ศาสนาพุทธคือพระพุทธเจ้าสอนว่า แม้พระองค์เองก็ยังต้องอยู่ในอำนาจของกรรม กรรมคือผลจากการกระทำของตนเอง นั่นคือพระเจ้าสูงสุดคือตัวเราเอง จึงมีคำสอนที่สำคัญและเป็นแก่นหัวใจของศาสนานี้ที่ว่า "ตนแลเป็นที่พึ่งของตนเอง"

ตนจะเป็นที่พึ่งของตนเองได้ ตนจะเป็นพระเจ้าของตนเองได้ ก็ต้องผ่านการเรียนรู้ฝึกหัดปฏิบัติตน ศาสตร์ของพุทธจึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้ฝึกหัดให้ตนเป็นพระเจ้าของตนเอง เป็นศาสดาของตนเองคอยสั่งสอนตนเอง เพื่อเป็นที่พึ่งของตนเอง แล้วเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ด้วย <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 03:54 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#b07c18 width=450 bgColor=#ffffff border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/flower020.jpg


- ๑๓ -

ลูกรัก......

ความศรัทธา มิได้ยังให้เห็นความจริง

แต่ความจริงในสิ่งที่มี มันสิงอยู่ในศรัทธา


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

บทนี้สะท้อนถึงพุทธศาสนิกชนที่มีความศรัทธาต่อพระศาสนา แต่เข้าไม่ถึงแก่นของศาสนา ซึ่งเราจะพบได้ทั่วไป ชอบเข้าวัดทำบุญฟังธรรม แต่วิถึชีวิต ข้อปฏิบัติของตนเองก็ไม่ได้ดีกว่าคนที่ไม่เข้าวัดทำบุญฟังธรรมสักเท่าไร เผลอๆแย่ยิ่งกว่าเสียอีก เพราะวิธีคิดไปติดอยู่แค่ความศรัทธาในตัวบุคคล หลวงพ่อ หลวงพี่ หลวงปู่ หลวงน้า หลวงตานั้นๆ หรือแม้แต่ติดอยู่แค่พระพุทธเจ้า ไม่ได้เข้าถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ จึงกล่าวว่าความศรัทธาเพียงอย่างเดียวจึงมิได้ยังให้เห็นความจริง

บุคคลอีกประเภท โดยมากเป็นปัญญาชนมีการศึกษา คือแบบเราๆนี่แหล่ะส่วนมาก พบเห็นบุคคลส่วนแรกเป็นแบบนั้น ไม่ได้เป็นตัวอย่างที่น่าเอาอย่าง แถมมองดูแล้วดูเหมือนล้าหลัง คร่ำครึล้าสมัย โบราณ ก็ไม่เกิดความศรัทธาต่อพระศาสนา เกิดการปิดกั้นความคิดตนเอง ใจไม่เปิดรับ ก็ไม่เกิดการค้นหา การรับรู้

บุคคลส่วนแรกมีศรัทธา แต่ไม่ชอบคิด ก็ไม่พบความจริงที่พระพุทธเจ้าค้นพบ
บุคคลส่วนที่สองพอจะมีสมองมีปัญญาอยู่บ้าง แต่ไม่มีศรัทธาก็ไม่เกิดการเริ่มต้น เมื่อไรบุคคลส่วนนี้มีศรัทธา และด้วยเป็นคนชอบค้นใคร่ครวญ ชอบคิด ถ้าลงมือกระทำ ก็จะเข้าถึงความจริงนี้ได้ จึงกล่าวว่าความจริงในสิ่งที่มี(มีอยู่แล้วเป็นการทั่วไป) มันสิงอยู่ในศรัทธา

คำถามว่าความจริงอะไร....?
ถ้าความศรัทธานี้ไม่ติดอยู่แค่ศรัทธาบุคคล ก็จะพบความจริงที่ว่า สิ่งที่อยู่เหนือบุคคลคือ กรรม นั่นเอง <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 03:55 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#656532 width=450 bgColor=#ffffff border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/bua06.jpg


- ๑๔ -

ลูกรัก......

ความเห็นของพ่อมีว่า

ถ้าความศักดิ์สิทธิ์ของ ดิน น้ำ ลม ไฟ และฟ้า มีอยู่จริง

พ่อก็คิดว่า นกที่บินอยู่บนฟ้า ปลาที่อยู่ในน้ำ สัตว์ที่อยู่ในดิน

มันคงจะไม่ลำบากขนาดนี้เป็นแน่


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

มีคำถามว่าศาสนาคืออะไร
ศาสนาเกิดขึ้นมาได้เพราะความกลัวของคน
คนต้องการหาที่ยึดเหนี่ยว ยึดเหนี่ยวทางจิตใจเพื่อขจัดความกลัว
ถามว่ากลัวอะไร กลัวตาย ที่กลัวตายเพราะไม่รู้ว่าตายแล้วจะเป็นเช่นไร
พูดอย่างถึงที่สุดแล้วก็คือ ความไม่รู้เป็นสาเหตุของความกลัว
เจ้าชายสิทธัตถะได้ออกแสวงหาตำตอบนี้
จนที่สุดพระองค์ได้ตรัสรู้ ค้นพบคำตอบนั้น ทรงตรัสว่า "เรารู้แล้ว"

พุทธศาสนาเอาความรู้มาขจัดความกลัว
พระองค์ทรงเปลี่ยนจากการยึดเหนี่ยวสิ่งนอกกายทางธรรมชาติ
จากการยึดเหนี่ยว ดิน น้ำ ลม ไฟ ฟ้า
จากการยึดเหนี่ยวผู้อื่นสิ่งอื่น
ให้มายึดเหนี่ยวตนเอง พึ่งตนเอง โดยแสวงความรู้จริงให้กับตนเอง <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 03:57 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#787420 width=450 bgColor=#ffffff border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/rose17.jpg


- ๑๕ -

ลูกรัก......

ศาสนานี้ มิได้เริ่มต้นที่ศรัทธาอันโง่เขลา


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

ความหลง ความศรัทธา ต่างก็เป็นความเชื่อ
ถ้าเชื่อง่าย หูเบา ใครว่าอะไรก็เชื่อไปหมด ก็คือความหลงผิด
แต่ถ้าผ่านการคิดใคร่ครวญแล้วจึงเชื่อ ก็เป็นความศรัทธา

ความเชื่อ + ปัญญา = ศรัทธา
ศรัทธาที่ไม่ใช้ปัญญา ไม่ใช่ศรัทธา แต่เป็นแค่ความเชื่อ ความหลง
พุทธศาสนา จึงเน้นสอนให้เกิดปัญญา
ฉะนั้นถ้าถามว่าศาสนาพุทธมุ่งสอนเน้นอะไร คำตอบคือ สอนให้เกิดปัญญา <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:02 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#caba48 width=450 bgColor=#ffffff border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/rose07.jpg


- ๑๖ -

ลูกรัก......

พระพุทธเจ้าเป็นนักปฏิวัติ

จากการไหว้ต้นไม้ ไหว้ภูเขา หันมาไหว้ตนเอง

ด้วยการพัฒนาจิตวิญญาณตน ให้เป็นคนควรแก่การกราบไหว้


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

คนต้องการหาที่ยึดเหนี่ยวหาที่พึ่ง แต่ไม่มีที่ยึดเหนี่ยวที่พึ่งอะไรที่อยู่ได้ค้ำฟ้า ที่สุดแล้วที่ยึดเหนี่ยวนั้นๆ ก็ต้องมีอันเป็นไป แตกดับสูญสลายไป แล้วก็ต้องเคว้งคว้างหาที่ยึดเหนี่ยวใหม่ ที่ยึดเหนี่ยวที่ดีหน่อยระหว่างที่ไม่แตกดับก็ยังพอเกาะพอพึ่งได้ ที่ยึดเหนี่ยวที่แย่ก็พาให้ผิดหวัง เสื่อมศรัทธาหนักเข้าไปอีก ด้วยความจริงข้อนี้ ศาสนานี้ที่สุดแล้วจึงไม่สอนให้ยึดเหนี่ยวผู้อื่น

จากยึดเหนี่ยวสิ่งอื่นผู้อื่นมายึดเหนี่ยวตนเอง แต่จะยึดได้ก็ต้องพัฒนาตนเองให้ดีพอที่จะยึดจะพึ่งได้ วิชาในศาสนานี้จึงว่าด้วยการปฏิวัติตนเอง <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE>

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:04 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#ffffff width=450 bgColor=#000000 border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/lotus01.jpg


- ๑๗ -

ลูกรัก......

เจ้าจงอย่าเข้าใจผิด

คิดว่าพระพุทธศาสนา มีไว้สำหรับคนเบื่อโลก

หรือสำหรับผู้ที่เข้าไปอยู่ตามป่าตามเขาเท่านั้น


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

เราทั่วไปมักจะคิดว่า คนแก่เท่านั้นถึงค่อยเข้าวัด
ยังหนุ่มยังสาวยังมีเรื่องให้รื่นเริงสนุกสนาน ไว้แก่แล้ว เบื่อแล้ว ค่อยเข้า
จึงมักมีแต่คนรุ่นต้องหิ้วปีก ถือไม้เท้า แล้วจึงเข้า
หรือไม่ก็ต้องประสบวิกฤติของชีวิตหนักๆ จึงจะหาช่องสงบ

นี่เป็นความเข้าใจผิดอย่างน่าเสียดาย
พุทธศาสนาหาใช่เรื่องของลัทธิ ทฤษฎีที่มาจากใครตั้งขึ้น
หากแต่มันคือกฏเกณฑ์เรื่องราวที่เป็นอยู่แล้วเป็นอยู่จริงของธรรมชาติ ของชีวิต
แล้วมันก็มีอยู่ทั่วๆไป ทุกแห่งหน ไม่ใช่เฉพาะที่วัด
ถามว่าในเมื่อมีอยู่ทุกแห่ง แล้วทำไมต้องไปวัด เราเรียนรู้เองไม่ได้หรือ
ได้..แต่ที่ไม่รู้ เพราะ ด้วยสภาพแวดล้อม ความเคยชินของเราทำให้ไม่รู้
แต่ที่ไปวัดเพราะที่นั่นมีคนมีบุคคลที่เขาได้รู้แล้ว จะได้สั่งสอนบอกต่อเรา
จึงมีพระมีบุคคลที่ไปอยู่ป่า แล้วสามารถรู้เองได้ เนื่องจากเขาได้ตัดได้หลุดจากสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายและความเคยชินเก่าๆไปแล้ว จนจิตสงบ มีสมาธิ ปัญญาก็เกิด จึงรู้ได้

รู้แล้วได้อะไร?
รู้แล้วก็เป็นประโยชน์กับการนำมาจัดการ บริหารชีวิตของตนเอง
ให้เกิดประโยชน์เป็นสาระทั้งต่อตนเองและผู้เกี่ยวข้อง
คงมีประโยชน์น้อยลงถ้าไปรับรู้เอาตอนแก่ เพราะนั่นก็เตรียมลงโลงแล้ว <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE>

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:06 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#301420 width=450 bgColor=#ffffff border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/magnolia02.jpg


- ๑๘ -

ลูกรัก......

เมื่อใด ที่ท้องฟ้ามืดมิด

เจ้าอย่าได้คิดว่าพระอาทิตย์ไม่มี

คราวใด ที่ท้องฟ้าไม่แจ่มใส

เจ้าอย่าเข้าใจว่าดวงจันทร์ได้หายไป


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

อุปสรรคข้อแรกที่คนไม่เข้าหาธรรมะ เพราะเห็นผิดเป็นชอบ
เนื่องด้วยสรุปเอาแค่สิ่งที่ตนเห็นว่าใช่ ที่ไม่เห็นว่าไม่ใช่ ไม่มี
ความเห็นผิดอันหนึ่งก็คือ ตายแล้วสูญ
ความคิดเห็นนี้ นำมาซึ่งการเห็นผิด คิดผิด พูดผิด สุดท้ายทำผิด มากมาย

เช่น นำมาซึ่งความคิดเห็นที่ผิดว่า "ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป"
จึงนำมาซึ่งการประพฤติปฏิบัติเพื่อเกิดผลเฉพาะชาตินี้เท่านั้น
ไม่เข้าใจว่าที่ได้ดี หรือได้ชั่ว มาจากผลกรรมที่ตนทำมาแต่อดีตด้วย เหตุเพราะมองแต่สิ่งที่เกิดในชาตินี้เท่านั้น
ไม่เห็นประโยชน์ของการประพฤติดี เพราะเห็นว่ามีชีวิตเพียงแค่ชาตินี้ จึงไม่จำเป็นต้องสะสมกรรมดี
จับต้องเห็นความดี แค่ผลจากวัตถุ ทรัพย์สินเงินทอง มองไม่เห็นความดีที่เกิดในจิตใจ

ในอีกความหมายหนึ่ง คือ มีความทุกข์มีปัญหารุมเร้ามากมาย หมดกำลังใจ มองไม่เห็นทางออก ไม่เข้าใจว่า ทุกปัญหาเกิดแต่เหตุและล้วนมีทางออก ขอเพียงค้นหาให้เจอเหตุ แล้วแก้ที่เหตุนั้น <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:07 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#609800 width=450 bgColor=#ffffff border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white05.jpg


- ๑๙ -

ลูกรัก......

พระพุทธเจ้ารู้จักอะตอม โปรตรอน นิวตรอน

ก่อนฝรั่งรู้ถึง ๒,๐๐๐ กว่าปี

แต่ไม่ทรงนำมาสอน เพราะเป็นเพียงวัตถุนิยม

ไม่ใช่กระบวนการพัฒนาที่ดี มีจุดบอดจนถึงจุดทำลาย

แต่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ วิชาอีกชนิดหนึ่งคือวิชาธรรมะ

เป็นการค้นคว้าพลังในกาย พัฒนาพฤติกรรม

เปลี่ยนแปลงพลังในกายจากดำเป็นขาว

ถึงที่สุดคือ ความอิ่ม เต็ม ดับและเย็น


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

อุปสรรคข้อต่อมาที่คนไม่เข้าหาธรรมะ เพราะไปมองว่าธรรมะเป็นเรื่องล้าสมัย
จริงหรือไม่ ?? คงต้องคิดใคร่ครวญให้ชัด อย่าเพิ่งเชื่อแห่ตามๆกันไป

ถ้าเราจะแบ่งสรรพสิ่งในโลกนี้ คงมีวิธีการแบ่ง แยกประเภทได้มากมาย หนึ่งในหลายวิธีก็คือ รูปธรรม กับ นามธรรม
การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ ได้นำมาซึ่งการพัฒนาทางเทคโนโลยี่ที่ก้าวหน้ามากมาย แต่....เทคโนโลนี่ทั้งหมดนั้น ก็ยังคงเป็นเรื่องเฉพาะรูปธรรมเท่านั้น ยังไม่มีการค้นพบหรือมีการพัฒนาใดๆที่ว่าด้วยเรื่องทางนามธรรมเลย

วิธีการทางวิทยาศาสตร์จะอธิบายได้เฉพาะชีวิตเมื่อเกิดแล้วตาย แต่ยังเข้าไม่ถึงว่าตายแล้วจะอย่างไรต่อไป โลกหลังความตายยังคงเป็นความดำมืดสำหรับวิธีการที่เรียกว่าสมัยใหม่ ปัจจุบันการสื่อสารไม่มีพรมแดน วิทยาศาสตร์เริ่มตระหนักและเข้ามาค้นคว้าสิ่งที่เป็นนามธรรมมากขึ้น เรียกว่า "วิทยาศาสตร์ทางจิต" ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ค้นพบกว่า 2,000 ปีแล้ว

การแบ่งแยกประเภทองค์ความรู้อีกแบบ โดยเอาตนเองเป็นศุนย์กลาง ก็คือเรื่องภายในตัวเรากับเรื่องนอกตัวเรา
ความรู้ทุกวันนี้ที่เราได้เรียนรู้ 1 ใน 10 เป็นเรื่องนอกตัว เพราะโลกที่เรียกว่าสมัยใหม่ยังรู้น้อยมากเกี่ยวกับเรื่องภายในตัวเราเอง ผลที่เกิดขึ้น เจ็บไข้ได้ป่วยพึ่งหมอ มีปัญหาความคิดปัญหาทางใจพึ่งจิตแพทย์ ว้าวุ่น เครียด คิดไม่ตก หมกมุ่น สับสนวุ่นวาย ช่วยตัวเองไม่ได้ เป็นโรคจิตโรคประสาท ฆ่าตัวตาย

ฉะนั้นคำถามจึงมีว่า? เรียนไปรู้ไปทำไมให้มากมาย ยิ่งเรียนยิ่งรู้ก็ยิ่งห่างตัวเองออกไปทุกที สุดท้ายสิ่งที่เรียนรู้แทบตายทั้งชีวิต แต่ช่วยตัวเองไม่ได้
ไปๆมาๆ คนยุคนี้ฉลาดหรือโง่กว่าคนเมื่อ 2,000 กว่าปีกันแน่ ?? <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 04:09 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#000000 width=450 bgColor=#d0e0d0 border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/white10.jpg


- ๒๐ -

ลูกรัก......

ธรรมะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์

สรุปลงตรงที่สอนให้

นั่งให้เป็น

ยืนให้เป็น

กินให้เป็น

เดินให้เป็น

นอนให้เป็น

สุดท้าย...ตายให้เป็น



พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

วิวัฒนาการในโลกยุคปัจจุบัน เกิดสิ่งล่อใจทางวัตถุมากมาย เกิดการแข่งขันยื้อแย่งเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ล่อใจนั้น เวลาที่ใช้ไปก็เพื่อการแข่งขันนั้น เรื่องที่ใกล้ตัวหรือเรื่องของตนเองถูกมองข้าม ดูเป็นเรื่องไม่สำคัญไป

คุณค่าที่แท้จริงต้องเริ่มต้นจากคุณค่าของตนเอง ตนเองต้องมีคุณค่า สิ่งอื่นเรื่องอื่นจึงจะมีคุณค่า จะมีประโยชน์อะไรที่ดีแต่เรื่องไกลตัว แต่เรื่องใกล้ตัวไม่ได้เรื่อง เสร็จแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเรียกร้องให้คนอื่นผู้อื่นเห็นคุณค่าของตัวเรา ก็ตัวเราเองยังไม่เคยใส่ใจตัวเรา แล้วจะเรียกร้องให้ใครมาใส่ใจตัวเราได้

พุทธศาสนาเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยการจัดการ การเพิ่มคุณค่าให้กับตนเอง ในทุกอิริยาบทนับตั้งแต่เรื่องง่ายๆในชีวิตประจำวัน จนไปสู่เรื่องที่ยิ่งใหญ่ขึ้น ด้วยเรื่องที่ยิ่งใหญ่ล้วนมาจากรากฐานจากเรื่องเล็กๆทั้งสิ้น <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->