PDA

View Full Version : การระงับเวร


Kamen rider
11-22-2007, 04:32 PM
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=5 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD>การระงับเวร


</TD></TR><TR><TD bgColor=#ffffff>
<TABLE width="100%" border=0><TBODY><TR><TD><TABLE><TBODY><TR><TD style="VERTICAL-ALIGN: top">http://www.geocities.com/directx_user/gallery/hk_buddha1.jpg


</TD></TR></TBODY></TABLE>


พระพุทธภาษิต

**********
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม
เย เจ ตํ อุปนยฺหนฺติ เวรํ เตสํ น สมฺมติ
อกฺโกจฺฉิ มํ อวธิ มํ อชินิ มํ อหาสิ เม
เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติ เวรํ เตสูปสมฺติ

คำแปล
*****
บุคคลใด ผูกเวรว่า ผู้นี้ได้ด่าเรา ได้ตีเรา ได้ชนะเรา ได้ลักของเรา เวรของผู้นั้น ย่อมไม่ระงับลงได้ ส่วนบุคคลใด มิได้ผูกเวรไว้เช่นนั้น เวรของผู้นั้นย่อมระงับลงได้

อธิบายความ
********
คำว่าผูกเวร ในความหมายทางศาสนา หมายถึงการผูกใจเจ็บหรือพยาบาทนั่นเอง


บุคคลผู้ดำรงชีวิตอยู่ในโลกยิ่งนานเท่าใด ก็ยิ่งถูกมรสุมแห่งชีวิตมากเท่านั้น มรสุมดังกล่าวนี้เช่น มีคนด่าเสียดสีบ้าง มีคนมาทุบตีประหัตประหารบ้าง ในการแข่งขันในเกมชีวิต เขาชนะเราบ้าง และเราอาจถูกลักถูกขโมยของอันเป็นที่รักบ้าง

เมื่อถูกกระทำเช่นนี้ ใครผูกเวร ผูกพยาบาท ก็ต้องจองเวรกันอยู่เรื่อยไป มีการกระทำและกระทำตอบอยู่เสมอไม่สิ้นสุดลงได้ บางทีหลายชั่วอายุคน จองเวรกันอยู่หลายชาติก็มี

ส่วนบุคคลผู้พิจารณาเห็นโทษของการจองเวร ไม่ผูกเวรใครผิดพลาดต่อตนก็ให้อภัยเสีย ประกอบด้วยขันติและเมตตา มีอุดมคติ ยึดคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นทางดำเนินชีวิต และถือว่าบุคคลประกอบกรรมอันใด ย่อมจะได้รับผลแห่งกรรมอันนั้นด้วยตนเอง พยายามคุ้มครองรักษาตนให้บริสุทธิ์อยู่ด้วยใจอันมั่นคง บุคคลเช่นนี้ย่อมไม่มีเวร เมื่อไม่มีเวร ภัยจักมีจากไหน

แนวคิดอย่างนี้ มีส่วนสัมพันธ์กับความเชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรมและการเกิดใหม่ จงดูตัวอย่างเรื่องพระจักขุบาลในเรื่องที่หนึ่งตามที่กล่าวมาแล้ว ท่านมีเวรในอดีตด้วยการประกอบยา ทำให้หญิงคนหนึ่งตาบอด มาในชาติสุดท้าย ท่านจึงมีภัย คือการตาบอดในขณะทำความเพียร
อาจมีคนคัดค้านว่า ท่านตาบอดเพราะทำความเพียรโดยไม่นอนต่างหาก หาใช่เพราะกรรมเก่าแต่ประการใดไม่ ถามว่าก็อะไรเล่าชักนำ หรือดลบรรดาลใจให้ท่านเห็นดีเห็นงามในการประพฤติเช่นนั้น มิใช่แรงบรรดาลแห่งกรรมเก่าดอกหรือ?
แรงกรรมมีอำนาจเหนือสติปัญญา สมดังที่พระศาสดาตรัสว่า นตฺถิ กมฺมสมํ พลํ ไม่มีกำลังใดเสมอด้วยกำลังแห่งกรรม ถ้าสติปัญญามีอำนาจเหนือแรงกรรมแล้ว จะมีนักปราชญ์ หรือบัณฑิตใดเล่า จะต้องตกอับ หรือผิดพลาดในชีวิต

ดังนั้น บัณฑิตจึงไม่ควรก่อเวร ไม่ควรผูกเวร เพื่อจักได้ระงับเวรทั้งในปัจจุบันและอนาคต

เรื่องประกอบพระติสสะ
***************

พระติสสะ เกี่ยวข้องเป็นพระญาติของพระพุทธเจ้าคือเป็นพระโอรสแห่งพระปิตุฉาของพระศาสดา จึงนับเนื่องเป็นเจ้าชายพระองค์หนึ่งแห่งศากยวงศ์ พระติสสะ บวชเมื่อแก่แล้ว ปรากฏว่าเป็นคนมีลาภสักการะมากผู้หนึ่ง ชอบห่มจีวรสีสวย รีดเรียบ และนั่งวางภูมิอยู่ที่โรงฉันซึ่งมีเสนาสนะสงฆ์ล้อมรอบ

วันหนึ่งภิกษุ อาคันตุกะหลายรูป มาเฝ้าพระศาสดาผ่านมาเห็นพระติสสะ นั่งภูมิฐานอยู่ เข้าใจว่าเป็นพระเถระ จึงเข้าไปทำความเคารพ

พระติสสะ ทำเฉยไม่แสดงความเคารพตอบพระผู้ใหญ่ ไม่รู้จักประมาณตน มิได้กระทำสิ่งที่ควร เช่น สามีจิกรรม (การแสดงความเคารถอันควรแก่ฐานะ) เป็นต้น จึงถูกพระอาคันตุกะตำหนิพระติสสะก็เกิดขัตติยมานะขึ้น ถือตนว่าเป็นพระญาติของพระศาสดา

พระศาสดาตรัสตำหนิพระติสสะนานาประการที่ไม่ได้กระทำกิจอันควรแก่อาคันตุกะ เช่น มิได้ลุกขึ้นต้องรับ มิได้ถามถึงการรับบริขาร มิได้ถามถึงธรรมเนียม, ความต้องการน้ำดื่ม ไม่นำอาสนะมาให้ มิได้ถามโดยเอื้อถึงการนวดมือนวดเท้า เป็นต้น

แลแล้ว พระพุทธองค์รับสั่งให้พระติสสะขอโทษพระอาคันตุกะเหล่านั้นเสีย แต่พระติสสะไม่ยอมทำ อ้างว่าพระเหล่านั้นด่าท่านก่อน พระพุทธองค์ตรัสว่า "ติสสะ! โทษของเธอมีอยู่ จงขอโทษพระเหล่านี้เสีย" ถึงกระนั้นพระติสสะก็หายอมไม่ พระทั้งหลายจึงทูลว่าพระติสสะหัวดื้อ ว่ายากสอนยาก

พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย! พระติสสะจะเป็นผู้ว่ายากสอนยากแต่ในบัดนี้ก็หาไม่ แม้ในชาติก่อนก็เคยเป็นผู้ว่ายากสอนยากมาแล้วเหมือนกัน"

เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลขอร้องให้เล่าเรื่องในอดีต พระศาสดาจึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่าว่า

ในอดีตกาล มีดาบสรูปหนึ่ง ชื่อเทวละ อยู่ในเขตหิมวันตประเทศ 8 เดือนแล้ว เข้ามาสู่เมืองพาราณสีต้องการพักอยู่สัก 4 เดือน เพื่อได้ลิ้มรสเปรี้ยวและเค็มบ้าง มาขอพักอาศัยอยู่ ณ โรงทำหม้อของช่างหม้อคนหนึ่ง

ในเย็นวันเดียวกันนั้นมีดาบสอีกรูปหนึ่ง ชื่อนารทะมาจากหิมวันตประเทศเหมือนกัน และมาขอพักที่โรงทำหม้อของช่างหม้อคนเดียวกัน

"ท่านผู้มีอายุ!" นารทะกล่าว "ถ้าไม่เป็นการหนักใจ ข้าพเจ้าขอพักในโรงทำหม้อของท่านสักคืนหนึ่งเถิด"

ช่างหม้อต้องการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ จึงกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ! ในโรงทำหม้อของข้าพเจ้ามีดาบสท่านหนึ่งมาพักอยู่แล้ว ก่อนหน้าท่านเพียงเล็กน้อย หากท่านตกลงกับดาบสนั้นได้ก็เชิญท่านตามสบายเถิด"

นารทะจึงทำความตกลงกับเทวละๆ ยินยอม บอกว่าท่านเลือกนอนเอาได้ตามปรารถนา

เมื่อถึงเวลานอน นารทะได้กำหนดไว้แล้วว่า เทวละนอนตรงนั้นๆ เพื่อตนออกไปธุระเวลากลางคืนจักได้ไม่กระทบกระทั่งกัน แต่พอเวลานอนจริง เทวละกลับไปนอนขวางประตูเสีย

ตอนดึก นารทะออกไป จึงเหยียบเอาชฎา และก้านคอเทวละโกรธมาก แม้นารทะพยายามขอโทษเท่าไรก็ไม่ยอม กล่าวคำสาปว่า เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นมาให้ศีรษะของนารทะแตกเป็น 7 เสี่ยง

ฝ่ายนารทะก็กล่าวบ้างว่า ใครมีความผิดขอให้ศีรษะของผู้นั้น แตกเป็น 7 เสี่ยง

ก็นารทะนั้นเป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมา ระลึกชาติและเหตุการณ์ได้ถึง 80 กัปป์ คือในอดีต 40 กัปป์ ในอนาคต 40 กัปป์ จึงลองใคร่ครวญดูว่า เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นมา ศีรษะของใครจักแตก ได้รู้ว่า ศีรษะของเทวละจักแตก เกิดจิตต์เมตตา จึงใช้อานุภาพของตนห้ามพระอาทิตย์ไม่ให้ขึ้น

เมื่อพระอาทิตย์ไม่ขึ้น กลางคืนนานเกินไป ประชาชนก็เดือดร้อน จึงพากันเฝ้าพระราชา ขอให้ทำให้พระอาทิตย์ขึ้น พระราชาทรงสำรวจพระจริยาวัตรทั้งปวงของพระองค์ ก็ไม่ทรงเห็นข้อบกพร่องไรๆ ทรงเฉลียวพระทัยถึงการวิวาทของพวกนักพรตว่าอาจมีในนครของพระองค์ จึงตรัสถามประชาชน, ทรงทราบว่า เมื่อวานนี้มีนักพรตประเภทดาบสสองท่านมาพักที่บ้านช่างหม้อใกล้เมือง

พระราชาทรงแน่พระทัยว่า การที่พระอาทิตย์ไม่ขึ้นครั้งนี้ คงเนื่องมาจากการทะเลาะของดาบสทั้งสองเป็นแน่นอน จึงเสด็จไปพร้อมด้วยข้าราชบริพารและประชาชนเป็นอันมาก ได้ทรงทราบเรื่องทั้งปวงจากเทวละดาบส ตรัสถามว่าทำอย่างไรเทวละจึงจะพ้นอันตราย นารทะดาบสถวายพระพรว่า ต้องให้เทวละขอโทษท่าน เมื่อท่านคลายฤทธิ์ พระอาทิตย์ขึ้นมา เทวละก็จะปลอดภัย พระราชาทรงขอร้องให้เทวละดาบสขอโทษ แต่เทวละไม่ยอม พระราชาจึงรับสั่งให้จับเทวละดาบสแล้วให้หมอบลงแทบเท้าของนารทะ

นารทะทูลว่า การขอโทษดังนี้ เทวละมิได้ทำด้วยความเต็มใจ หาพ้นโทษไม่ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นมาศีรษะจะต้องแตกเป็น 7 เสี่ยง นารทะจึงออกอุบายให้นำเทวละลงไปแช่ในสระน้ำให้เอาดินเหนียวพอกศีรษะไว้ พอท่านคลายฤทธิ์ ให้เทวละดำไปผุดที่อื่นเสีย

เทวละดาบสได้ทำดังนั้น นารทะคลายฤทธิ์ พระอาทิตย์ขึ้นมา เทวละดำน้ำลงไปผุดในที่อีกแห่งหนึ่ง ส่วนดินเหนียวได้แตกเป็น 7 เสี่ยง

พระศาสดาตรัสประชุมชาดกว่า พระราชาในกาลนั้นคือ พระอานนท์ เทวละดาบสเป็นพระติสสะหัวดื้อ ส่วนนารทะดาบส คือพระองค์เอง

แลแล้วได้ตรัสกับพระติสสะว่า

"ดูก่อนติสสะ! เมื่อภิกษุคิดอยู่ว่า ผู้โน้มฆ่าเรา ประหารเรา ชนะเรา ลักสิ่งของๆ เรา เวรของผู้นั้น ย่อมไม่ระงับลงได้ ส่วนผู้ใดไม่คิดดังนั้นเวรของเขาย่อมระงับลง"


คัดลอกจาก....อาจารย์วศิน อินทสระ



</TD></TR></TBODY></TABLE>

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ และ http://www.dhammathai.org/articles/view.php?No=52 (http://www.dhammathai.org/articles/view.php?No=52)


</TD></TR></TBODY></TABLE>