PDA

View Full Version : "บทโศลก กลบท ปริศนาธรรม" "ฉลาด สะอาด สว่าง สงบ"


ศากยบุตร
11-07-2005, 12:25 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#ffffff width=520 bgColor=#f0b410 border=2><TBODY><TR><TD>

http://www.thummada.com/public_html/images/rose/rose_03.jpg


- ๑ -

ลูกรัก......

พ่อปู่เขียนหนังสือไม่ได้ต้องการให้ใครมาอ่านเลข ๑ แล้วสรุปว่าเป็นเลข ๑

แต่เขียนเลข ๑ เพื่อให้คนอ่านเข้าถึงเลข ๑๐

และเขียน ก. ให้ผู้อ่านเข้าถึง ฮ. ได้


พุทธะอิสระ

</TD></TR></TBODY></TABLE>

ความหมายของกลบท บทนี้ เป็นการสื่อความหมายของบทโศลก กลบท หรือปริศนาธรรม ที่ต้องการสื่อให้ได้คิดจนเกิดปัญญา อันเป็นวัตถุประสงค์ของศาสนธรรมนี้ คือให้รู้จักคิด ไม่ใช่ให้เชื่อเลย แต่ให้ผ่านการใคร่ครวญแล้วค่อยเชื่อ

ถ้ามีการตั้งคำถามว่า "วิธีการ" กับ "ผลลัพธ์" อะไรสำคัญกว่ากัน คนทั่วไปก็มักจะให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่า เหมือนมีการตั้งโจทย์ตั้งคำถาม คนก็อยากทราบว่าคำตอบคืออะไร มากกว่าที่จะสนใจว่าคิดอย่างไรทำไมถึงได้คำตอบอย่างนั้น ดูมันง่ายดี แต่น่าเสียดายที่เราไม่ได้ฝึกการคิด

กับคำพูดอีกประโยคในทำนองว่า "ทำอย่างไรก็ได้ให้ฉันได้ในสิ่งที่ฉันต้องการ" สิ่งที่ต้องการอาจเป็นเงิน ทรัพย์สมบัติหรือแม้แต่อำนาจ เป็นวิธีคิดที่มุ่งหวังผลโดยไม่สนใจว่าวิธีการจะชั่วดีอย่างไร เขาก็อาจจะปลอบใจบอกกับตนเองว่า เงินหรืออำนาจที่ได้มาก็เพื่อไปทำสิ่งที่ดีๆที่เขามุ่งหวังสิ่งที่ดีกว่า เข้าทำนองโรบินฮู้ด

วิธีการหรือกระบวนการคิดจึงสำคัญกว่าผลลัพธ์ มีวิธีการหรือกระบวนคิดที่ดี จะให้ได้กี่ผลลัพธ์ก็ย่อมทำได้ แต่ถ้าได้ผลลัพธ์มาเลยก็ต้องพึ่งผลลัพธ์ผู้อื่นอยู่ร่ำไป ไม่สามารถคิดได้เอง

และกระบวนวิธีการที่ดีก็จะฝึกฝนตนเองให้ได้ปฏิบัติในทางที่ดีด้วย ในทางกลับกันถ้ากระบวนวิธีการที่มิชอบก็ย่อมฝึกตนเองมาแบบมิชอบ แม้จะได้ทรัพย์ได้อำนาจมา แล้วจะมาบอกว่าได้มาเพื่อความมุ่งหวังที่ดี ก็ฟังดูน่าตลกมากกว่า เพราะเจ้าของทรัพย์เจ้าของอำนาจเองก็ผ่านการฝึกแบบมิชอบมาเสียแล้ว

การอ่านเลข ๑ แล้วเข้าถึงเลข ๒ จนถึงเลข ๑๐ จึงเป็นกระบวนการฝึกปัญญา ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ศาสนาพุทธเน้นสอน

ศากยบุตร
11-07-2005, 12:30 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#ffffff width=400 bgColor=#597728 border=2><TBODY><TR><TD>

http://www.thummada.com/public_html/images/rose/rose_02.jpg


- ๒ -

ลูกรัก......

เมื่อใดที่เจ้าเอาใจผูกไว้กับผลของงาน

ถ้างานได้ เจ้าจะได้ใจ

แต่ถ้างานเสีย เจ้าก็จะเสียใจ

พองานขาด เจ้าก็คงจะขาดใจเป็นแน่


พุทธะอิสระ

</TD></TR></TBODY></TABLE>

ผลลัพธ์ผลของงานหรือผลงาน ที่คนทั่วไปชอบที่จะเอาใจไปผูกไปคาดหวังกับมัน นอกจากไม่ทำให้เกิดการพัฒนาทางจิตทางปัญญาแล้วเท่าที่ควรแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความหลงระเริงเมื่อผลลัพธ์สมหวังต้องใจ กับความผิดหวังเสียใจเมื่อไม่ได้ดังหวัง กลายเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ ผิดหวังคิดฆ่าตัวตายก็เยอะ หรือจมอยู่กับวันคืนเก่าๆ ไม่ว่าจะอยู่ในวันคืนชื่นสุขอันสดใส หรือซึมเศร้ากับความหลังแบบศาลาคนเศร้า จนลืมไปว่าโลกไม่ได้หยุดนิ่ง เวลาเข็มนาฬิกายังคงเดินต่อไป เงื่อนไข สาเหตุ ปัจจัยต่างๆได้เปลี่ยนไปแล้ว

แทนที่จะผูกไว้กับ"ผลของงาน" พระพุทธเจ้าสอนให้ผูกไว้กับ"วิธีการ" โดยหาวิธีการทำงานที่เลิศ "แล้วด้วยวิธีการที่เลิศนี้ ผลงานจะออกมาเลิศด้วยตัวของมันเอง" เมื่อใจอยู่กับงานที่ทำ จะเกิดการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาที่ทำ ผลของงานที่ทำในขณะนั้นๆจะออกมาดี เท่าที่เราจดจ่อกับมัน และกระบวนการความคิดจะเกิดการพัฒนาตลอดเวลาด้วยเช่นกัน

สิ่งที่สำคัญกว่าผลของงาน จึงเป็นการพัฒนากระบวนการทางความคิด ซึ่งกระบวนการทางความคิดนี้เราจะพัฒนาและเก็บเกี่ยวมันได้ก็โดยสรรหาวิธีการที่เลิศในการทำงานอยู่ตลอดเวลานั่นเอง เปรียบเหมือนเรียนหนังสือเพื่อเอาความรู้ไม่ใช่เอาปริญญา <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE>

ศากยบุตร
11-07-2005, 12:38 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#ffffff width=450 bgColor=#d50000 border=2><TBODY><TR><TD>

http://www.thummada.com/public_html/images/rose/rose_01.jpg


- ๓ -

ลูกรัก......

ไร้อดีต

สิ้นอนาคต

ปรากฏแต่ปัจจุบัน


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

อดีต คือ สิ่งที่ผ่านไปแล้ว
เรามักจะคิดคำนึงถึงอดีต จมกับอดีต ที่บกพร่องต่างๆนาๆ
ปัจจุบันในนาทีนี้ กำลังจะเป็นอดีตในนาทีถัดไป อดีตที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไร
หรือไม่ก็พร่ำเพ้อถึงอดีตที่สวยงาม
แล้วนาทีของปัจจุบันก็ไม่ได้ทำอะไร อดีตที่สวยงามก็คงมีอยู่เท่านั้น

อนาคต คือ สิ่งที่ยังมาไม่ถึง
เรามักจะวาดหวัง คาดหวังให้อนาคตดีอย่างนั้นอย่างนี้
ใช้เวลาหมดไปกับการวางแผน วางเป้าหมายในอนาคต

ทั้งอดีตและอนาคต ก็เปรียบเสมือนผลลัพธ์ที่เกิดแล้ว กับที่คาดหวัง
ปัจจุบันก็เปรียบเสมือนวิธีการ
ถ้าปัจจุบันดี มีหรืออดีตจะไม่ดี
เมื่ออดีตเกิดจากปัจจุบันที่ดีเพิ่มขึ้นมากมาย
ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องวางแผน คาดหวังในอนาคตใดๆ

อดีต ปัจจุบัน อนาคต ถ้าว่าเป็นเคล็ดก็เป็นเคล็ด
เคล็ดความเข้าใจในพุทธธรรม เปรียบเสมือนเคล็ดวิชาในหนังจีนกำลังภายในเหมือนกัน <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 12:42 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#ffffff width=450 bgColor=#0003bf border=2><TBODY><TR><TD>

http://www.thummada.com/public_html/images/rose/rose_04.jpg


- ๔ -

ลูกรัก......

ผู้คนทั้งหลายที่มีชีวิตวันนี้

ก็เพื่อจะรอให้ถึงวันพรุ่งนี้

เพื่อให้ได้ในสิ่งที่คาดหวัง

แต่สำหรับพ่อมีชีวิตอยู่วันนี้

มิใช่เพื่อรอให้ถึงวันพรุ่งนี้

(เหมือนกับเศร้า แต่มิใช่เศร้า)

ชั่วชีวิตของพ่อ ไม่เคยมีวันข้างหน้าเลย


พุทธะอิสระ

</TD></TR></TBODY></TABLE>

บทนี้อ่านดูก็ง่ายๆ ถ้าไม่ได้คิดกับมันมากมาย อ่านแล้วเราก็จะผ่านไป แล้วเราก็จะไม่ได้อะไร

ทุกวันนี้ชีวิตคนเราน้อยเวลานักที่จะได้อยู่กับปัจจุบันจริงๆ ถ้าไม่คิดถึงอดีตก็เป็นอนาคต ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวมากมาย แล้วปล่อยให้ปัจจุบันเป็นเรื่องของความเคยชิน ถ้าเราหันมามองชีวิตในประจำวัน มีหลายเรื่องมากมายที่เป็นอย่างนี้ ตั้งแต่เรื่องเล็กจนไปถึงเรื่องใหญ่ เช่น กินข้าวไปนึกถึงเรื่องโน้นเรื่องนี้ เข้าส้วมนั่งอ่านหนังสือ ทำงานด้วยฟังเพลงด้วย ขับรถแต่ใจคิดถึงเรื่องอื่น เหล่านี้คือความไม่อยู่กับปัจจุบัน

มองดูผิวเผินบางเรื่องก็เหมือนใช้เวลาให้คุ้มค่า แต่จริงๆแล้วมันตรงกันข้าม เราไม่เคยรู้จริงๆเลยว่าทำไมเราต้องทำอย่างที่เราทำอยู่ทุกวันนี้ ทำอย่างอื่นที่ดีกว่านี้ได้ไหม เราได้แต่ทำไปด้วยความเคยชิน กี่ปีๆก็ยังทำอยู่อย่างนั้น จนเราเข้าใจว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเราที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นก็ตั้งแต่ความหลงลืม ว่าเราทำอะไรไปบ้างเมื่อชั่วโมงที่แล้ว วางของไว้ที่ไหน หาไม่เจอ แล้วด้วยความเคยชินเรื่องเล็กๆนี้แหล่ะ ที่ทำให้เราไม่รู้จักตัวเราเองที่แท้จริง ไม่รู้ว่าจะปรับเปลี่ยนเอาชนะความเคยชินบางอย่างที่เราก็รู้ว่าไม่ดีได้อย่างไร

พุทธศาสนาจึงสอนให้เราเรียนรู้ตนเอง โดยให้ใจมาอยู่กับเรื่องของปัจจุบันในทุกเสี้ยวเวลานาที เรียนรู้ตนเองจนแจ้งในตนเองแล้วจะเข้าใจคนอื่นตามมา เรียนรู้จากเรื่องใกล้ตัวไปสู่สิ่งที่ไกลตัว เรียนรู้จากเรื่องที่เล็กไปสู่เรื่องที่ใหญ่ โดยมากเรามักจะมองข้ามไป คิดว่ามันไม่สำคัญ ไม่มีอะไรต้องใส่ใจมาก เราจึงรู้ได้อย่างหยาบๆเท่านั้น แล้วเราก็คิดว่ามันดีที่สุดของมันแล้ว

อย่าลืมว่าเรื่องใหญ่ก็มาจากเรื่องเล็กๆหลายๆเรื่องประกอบกัน อย่าลืมว่าตัวเราเองเราก็ยังไม่รู้ซึ้งถึงตนเองแล้วจะไปเข้าใจคนอื่นได้อย่างไร อย่าลืมว่าตัวเราเองก็ยังปรับเปลี่ยนเอาชนะพฤติกรรมตนเองก็ไม่ได้ คงไม่ต้องพูดถึงที่จะปรับเปลี่ยนแก้ไขเอาชนะคนอื่น อย่าลืมว่าปัจจุบันที่เราเป็นอยู่เราก็ยังทำกับมันไม่ได้ดี แล้วไปคาดหวังกับอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ก็คงจะเพ้อมากไป <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 12:46 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#ffffff width=500 bgColor=#c75900 border=2><TBODY><TR><TD>

http://www.thummada.com/public_html/images/rose/rose_05.jpg


- ๕ -

ลูกรัก......

จิตที่สิ้นอดีต ไร้อนาคต

จิตก็จะปรากฏแต่ปัจจุบัน

สิ่งที่ปรากฏคือ

ไร้รูป ไร้ลักษณ์ ไร้ร่องรอย ไร้อารมณ์

คงไว้แต่สันติสุขสงบเท่านั้น


พุทธะอิสระ

</TD></TR></TBODY></TABLE>

ความหมายของการอยู่กับปัจจุบัน ไม่คิดในเรื่องอดีต ไม่คำนึงถึงอนาคต มันยังเป็นการฝึกจิตไปในตัว ฝึกที่จะควบคุมความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของตนเองอีกด้วย การอยู่กับปัจจุบัน มุ่งมั่น แน่วแน่กับปัจจุบัน ที่สุดของมันก็คือการมีสมาธิที่แน่วแน่ แน่วแน่ในสิ่งที่เราเห็น เรารับรู้ เราสัมผัส และนี่คือสมาธิแบบพุทธ เป็นสมาธิที่ไม่ต้องอาศัยการนั่งหลับตา ไม่ต้องอาศัยเวลาเป็นการเฉพาะ แต่เป็นสมาธิที่เกิดได้ทุกเวลา นาที ด้วยสมาธิแบบนี้ จึงไม่ต้องบอก ก็จะรู้ว่า ทุกเรื่อง ทุกสิ่ง ที่ประสาทเราสัมผัส เราจะสามารถรับรู้ได้อย่างละเอียด ลึกซึ้ง มีประสิทธิภาพเพียงใด

เมื่อเรารับรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใคร่ครวญ ไตร่ตรอง อย่างมีประสิทธิภาพก็จะตามมา เราจะสามารถสนองตอบหรือไม่สนองตอบได้อย่างมั่นใจ กระบวนการการพัฒนาทางปัญญาแบบพุทธก็จะเกิด ความสุขสงบก็จะตามมา เป็นความสุขสงบที่เกิดจากความรู้ความเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งจึงสงบ ไม่ใช่สงบเพราะไม่รับรู้แล้วสงบ แต่กลับเป็นรับรู้จนรู้แจ้งจึงสงบ อันเป็นความสงบอย่างแท้จริง สงบด้วยปัญญา ด้วยวิถีพุทธ <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE>

ศากยบุตร
11-07-2005, 12:55 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#ffffff width=500 bgColor=#808040 border=2><TBODY><TR><TD>

http://www.thummada.com/public_html/images/rose/rose_06.jpg


- ๖ -

ลูกรัก......

จิตที่ไร้อดีต สิ้นอนาคต ปัจจุบันก็ปรากฏ นั่นคือพุทธะ

จิตที่ไร้อดีต หมายถึงการทำลายสัญญา ความจำได้ หมายรู้

ซึ่งไม่ใช่การจำอะไรไม่ได้

ตรงกันข้าม กลับจะจำอะไรได้ดีเมื่อถึงเวลาที่ต้องการจะใช้

พวกเราส่วนใหญ่ เป็นพวกสัญญาเสื่อมและใช้สัญญาไม่เป็น

สัญญาแท้แท้ไม่ได้เกิดจากการบังคับ

ถ้าบังคับมันสามารถเสื่อมได้ตามสภาวะ

ดังนั้นสัญญาแท้จึงได้มาจากหัวใจล้วนล้วนของสมาธิสติ

ซึ่งเป็นตัวปัญญา


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

สัญญา ศัพท์ทางธรรมหมายถึง ความรับรู้ ความจำ อย่างหนึ่ง
ความจำ ความรู้ที่เกิดจากการบังคับ การท่องจำ จะไม่คงอยู่นาน เมื่อเวลาผ่านไปก็ลืม เป็นความรับรู้ระดับใช้สมองจำ ต่างกับความรู้ที่รับรู้ด้วยปัญญา เพราะผ่านกระบวนการใคร่ครวญจนรู้ อันเป็นความรับรู้แบบลึกซึ้งเข้าใจกับมัน เป็นความรับรู้ระดับจิต

ความรับรู้ระดับนี้แหล่ะ ที่ข้ามภพข้ามชาติ ที่เรารู้กันในคำว่า ระลึกชาติได้
การระลึกชาติได้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร มันก็ไม่ต่างอะไรกับการระลึกได้ว่าเมื่อวันวานเราทำอะไร เมื่อเดือน ปีที่แล้วเราทำอะไร เพียงแต่เราระลึกย้อนไปได้ไกลกว่าเท่านั้น จึงอยู่ที่ประสิทธิภาพของการรับรู้ การรับรู้ที่ละเอียด เป็นระบบเข้าใจลึกซึ้ง ก็ย่อมจะจำเก็บได้นานกว่า การจะรับรู้อะไรได้ระเอียดได้ลึกเป็นระบบ ประสาทสัมผัสแห่งการรับรู้ก็ต้องมีประสิทธิภาพเปิดกว้าง เครื่องรับต้องดี จะเป็นอย่างนี้ได้ใจต้องจดจ่อกับเรื่องที่กำลังทำ สิ่งที่กำลังคิด คำที่กำลังพูด นั่นคือมีสมาธิตลอดเวลาในปัจจุบันขณะ

ทุกวันนี้ประสาทสัมผัสของเราหยาบ ลองนึกง่ายๆมดมาเดินบนตัวเรา ถ้าใจเราไม่ได้จดจ่อกับตัวเรา เราจะไม่รู้ว่ามันกำลังไต่บนตัวเรา หรือใครเคยรู้บ้างว่าเมื่อเราก้าวออกจากบ้านเราก้าวเท้าไหนก่อน เวลาใส่รองเท้าคุณจะใส่ข้างไหนก่อน ตื่นนอนทันทีที่คุณรู้สึกตัวคุณทำอะไรก่อนเป็นเรื่องแรก นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆให้เห็นว่า ประสิทธิภาพของความรับรู้เราหยาบละเอียดเพียงใด อย่าไปมองว่าไร้สาระ แต่นี่แหล่ะกลับเป็นสาระอย่างที่คนมักจะมองข้ามนึกไม่ถึงเป็นอย่างยิ่ง <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE>

ศากยบุตร
11-07-2005, 03:18 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#ffffff width=450 bgColor=#e5669a border=2><TBODY><TR><TD>

http://www.thummada.com/public_html/images/rose/rose_07.jpg


- ๗ -

ลูกรัก......

พ่อมีคำพูดอีกประโยคให้เจ้าพิจารณา

อดีตและอนาคต ทำให้ปรากฏปัจจุบัน

ไร้อดีต สิ้นอนาคต ทำให้หมดปัจจุบัน


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

อดีต ทำให้เกิดความผูกพัน เกิดสายใย เกิดวาสนา มีกรรมต่อกัน จึงเกิดปัจจุบันเพื่อสานต่อเพื่อชดใช้
ความอยาก ความต้องการ ในอนาคต ปัจจุบันจึงต้องดิ้นรน ใฝ่หาให้สมอยาก ตามต้องการนั้น

การไม่ติดยึดกับอดีต ไม่คิดถึงอนาคต ก็คือการตัดเหตุปัจจัยของปัจจุบัน
ที่สุดของมันก็คือดับและเย็น นั่นคือนิพพาน

ผมอยากจะขยายความต่อเนื่องให้เห็นว่า การเกิดสิ่งที่เรียกว่าอดีต ปัจจุบัน อนาคตนี้ ไปสัมพันธ์กับคำว่าเวลา ในกระทู้เรื่องของ "เวลา " (http://www.thummada.com/cgi-bin/iB3/ikonboard.cgi?act=ST;f=4;t=85)ในห้องนี้

ศากยบุตร
11-07-2005, 03:29 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1><TABLE borderColor=#ffffff width=450 bgColor=#666666 border=2><TBODY><TR><TD>

http://www.thummada.com/public_html/images/rose/rose_08.jpg


- ๘ -

ลูกรัก......

เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นในที่ใด

จงค้นหาเหตุที่เกิด

และดับมันเสียตรงนั้น


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

ใจความบทนี้มาจากอริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ทุกข์+สมุทัย กับ นิโรธ+มรรค
ทุกข์ คือ ปัญหา
สมุหทัย คือ สาเหตุของปัญหานั้น
นิโรธ คือ ผลลัพธ์ ความหลุดพ้นจากปัญหา
มรรค คือ วิธีการ เพื่อไปสู่ทางแห่งการหลุดพ้น

บทโศลกบทนี้จึงว่าด้วยหลักอริยสัจสี่ เมื่อมีปัญหา(ทุกข์) ให้ค้นหาสาเหตุของปัญหา(สมุหทัย) แล้วหาวิธีการ(มรรค) ไปแก้ไขให้หลุดพ้นจากปัญหา(นิโรธ)

คนทั่วไปเมื่อมีปัญหาก็มักจะไปติดอยู่ที่ตัวปัญหา แล้วคิดแก้ที่ปัญหา จึงไม่สามารถแก้ได้อย่างแท้จริง ได้แต่ชลอหรือแก้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ทั่วไป

ส่วนความหลุดพ้น(นิโรธ)กับทางแห่งการหลุดพ้น(มรรค) ก็คือผลลัพธ์กับวิธีการ คนทั่วไปก็มักจะไปให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่าวิธีการ ซึ่งได้กล่าวไปแล้วในบทก่อน

รวมความเพื่อเข้าใจได้ง่าย อริยสัจสี่ ทุกข์+สมุหทัย+นิโรธ+มรรค ก็คือ ปัญหา+สาเหตุ+ผลลัพธ์+วิธีการ

อริยสัจสี่ยังสัมพันธ์กับ เวลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต อย่างแนบแน่น กล่าวคือ ปัญหาและสาเหตุเป็นอดีต ผลลัพธ์เป็นเรื่องของอนาคต วิธีการเป็นเรื่องของปัจจุบัน ฉะนั้นถ้าถามว่าอริยสัจสี่อะไรสำคัญที่สุด ก็จะตอบได้ไม่ยากว่า วิธีการหรือมรรคสำคัญที่สุดเพราะเป็นปัจจุบัน

แต่ในความเป็นจริงคนทั่วไปมักสำคัญผิดกันมาก ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว คือไม่ติดอยู่กับอดีตจมกับอดีตกับปัญหา ก็ไปติดอยู่กับอนาคตหรือผลลัพธ์ แทนที่จะให้ความสำคัญกับมรรคหรือวิธีการซึ่งเป็นปัจจุบัน และเป็นตัวจักรที่ทำให้ตัวเราพัฒนาได้ การติดอยู่กับปัญหาและผลลัพธ์ไม่เพียงแต่ไม่ได้ช่วยทำให้อะไรๆให้ดีขึ้นแล้ว มันยังกลับสร้างมลภาวะเพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้เกิดความท้อแท้สิ้นหวัง สุดท้ายแม้ตัวเราเองก็ไม่พัฒนา

ทุกวันนี้ทุกหย่อมย่าน ที่ไหนๆ ก็เต็มไปด้วยคนที่พร่ำพูดแต่ปัญหา ช่างติช่างว่ากล่าวไปหมดจนแทบจะหาฟังที่ดีไม่ค่อยจะได้ กับเอาแต่พูดผลลัพธ์ที่ดีสิ่งที่ดีแต่ตนเองก็ไม่มีอะไรดีที่จะให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างตามได้ น้อยคนจะให้ความสำคัญกับวิธีการกับมรรค การให้ความสำคัญกับวิธีการหรือมรรคก็ไม่ใช่การมานั่งถกว่าอะไรดีกว่า อะไรใช่อะไรไม่ใช่ แต่มันกับหมายถึงการทดลองปฏิบัติกับมันกับตนเองอย่างจริงๆจังๆ แล้วสิ่งที่ปรากฎมันจะชักนำให้ผู้อื่นเห็นดีเห็นงาม จนอยากนำไปปฏิบัติตาม จะดีกว่าการมาพูดถึงแต่ปัญหาและผลลัพธ์ เพราะอย่างน้อยตัวเราก็ไม่สร้างมลภาวะให้ใครๆ <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 03:33 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#ffffff width=450 bgColor=#333333 border=2><TBODY><TR><TD>

http://www.thummada.com/public_html/images/rose/rose_09.jpg


- ๙ -

ลูกรัก......

เจ้าคงไม่ฟั่นเฟือนจนถึงขนาดปลูกลูกตะขบ

แล้วอยากให้มันออกมาเป็นตัวตะขาบหรอกนะ

เช่นเดียวกัน

ทำชั่วแล้วจะให้ผลมันออกมาดี

มันคงจะยากพอดูทีเดียวหละ


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

บทนี้ก็เป็นการขยายความจากอริยสัจสี่ นั่นคือปัญหามาจากสาเหตุ ผลลัพธ์มาจากวิธีการที่กระทำ
การกระทำที่ดีย่อมส่งผลที่ดี ถ้าทำอย่างขอไปทีผลที่ดีก็คงไม่ใช่
ในทางกลับกันถ้าไม่ทำไม่สั่งสมแล้วจะหวังให้มีก็คงยาก

ปัจจุบันวันนี้ที่เราเป็นอยู่ ย่อมมาจากอดีตที่เราทำไว้
อดีตเมื่อนาที ชั่วโมง วัน เดือน ปี หรือแม้แต่ชาติที่แล้ว
คนที่มีหรือไม่มีในวันนี้ก็มาจากการสั่งสมกระทำมาแต่อดีต

จึงไม่มีคำว่า บังเอิญ เผื่อจะ ใช่มั้ง ในวิถีพุทธ
ไม่ใช่เรื่องของโชค วาสนา ที่ใครกำหนดให้
แต่เป็นเรื่องที่เกิดจากการกระทำของเราเอง <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature-->

ศากยบุตร
11-07-2005, 03:45 PM
<HR width="100%" color=#000030 SIZE=1> <TABLE borderColor=#0d6600 width=450 bgColor=#ffffff border=2><TBODY><TR><TD>

http://thummada.com/php_upload/flower08.jpg


- ๑๐ -

ลูกรัก......

อำนาจอะไร จะยิ่งใหญ่กว่า อำนาจกรรม นั้นไม่มี

พลังอะไร จะมากมายเท่า พลังกรรม นั้นไม่มี

ทำอะไร จะให้ผลสม่ำเสมอเท่า ทำกรรม นั้นไม่มี

มีอะไร ที่ยืนยาวเท่า มีกรรม นั้นไม่มี

ดับอะไร ที่จะเย็นสบายเท่า ดับกรรม นั้นไม่มี


พุทธะอิสระ


</TD></TR></TBODY></TABLE>

การค้นพบอริยสัจสี่ของพระพุทธเจ้า นำมาซึ่งคำตอบมากมาย คำตอบที่ว่าปัญหาทุกปัญหาล้วนมีเหตุมีปัจจัยของมัน ไม่มีปัญหาไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นมาลอยๆได้ ชีวิตไม่ได้เกิดจากฟ้าบันดาล ไม่ได้เกิดจากพระเจ้าเสกสรรปั้นแต่ง ไม่ใช่เรื่องของพรหมลิขิต แต่มาจากการสั่งสมการกระทำของตนเอง สิ่งนั้นเรียกว่า "กรรม"

กรรมจึงเป็นทั้งเหตุทั้งปัจจัยทั้งผลลัพธ์ในเวลาเดียวกัน เป็นเหตุเป็นปัจจัยจากอดีตที่ทำให้เกิดปัจจุบันที่เป็นอยู่ และด้วยการกระทำในปัจจุบันกับอตีตที่ยังไม่ส่งผล ทำให้เกิดผลลัพธ์ในอนาคตต่อไป วนเวียนอย่างไม่มีสิ้นสุด เป็นวัฏสงสาร

และด้วยแนวคิดของอริยสัจสี่ จะแก้ปัญหาต้องแก้ที่สาเหตุ นั่นคือ ชีวิตในวันข้างหน้าจะดีได้ ต้องแก้ที่การทำกรรมหรือการกระทำของวันนี้ เพื่อกรรมที่ดีที่ทำในวันนี้ จะไปส่งผลในวันข้างหน้า

ในทำนองเดียวกันกรรมที่ก่อไว้ในอดีต(สาเหตุ)จะลบล้างไม่ได้ มันยังคงรอส่งผล(ปัญหา)ในอนาคต อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

การค้นพบคำสั้นๆ 4 คำนี้ ทุกข์ สมุหทัย นิโรธ มรรค นำมาซึ่งคำตอบอันยิ่งใหญ่ของชีวิต เป็นกุญแจสำคัญที่ตอบคำถามของชีวิตในทุกระดับ หนึ่งในคำตอบนั้นก็คือ พระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเราก็คือกรรมคือการกระทำของเราเอง เราเป็นผู้กำหนด ลิขิตชีวิตของเราเองอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม <!--Signature-->

--------------
<MARQUEE class=text onmouseover=this.stop() onmouseout=this.start() scrollAmount=3 scrollDelay=0 height=20>ฟ้า...มีอายุที่ยืนยาว ดิน...มีชีวิตที่ยิ่งใหญ่ เหตุเพราะทั้งสองนั้นไซร้ มิได้อยู่เพื่อตนเอง</MARQUEE><!--E Signature--> (http://www.ladyjjang.net/main.html)