View Full Version : ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร หลายฉบับ พิจารณา เทียบเคียงเอา นะ
Kamen rider
11-22-2007, 12:51 AM
ปกรณ์ที่ ๒๔๘ ปัณณาสก์คาถาอารยปรัชญาปารมิตาสูตร.
พระตรีปิฏกธราจารย์ทานปาละเถระ พากย์จีน
สามเณรศุภโชค ตีรถะ พากย์ไทย
อันข้าพเจ้าจักขอน้อมน้อมแค่พระผู้ไปแล้วด้วยดีพระองค์นั้น ขอข้าพเจ้านั้นพึงไปเป็นผู้เข้าถึงพระธรรมทั้งหลายทั้งอรรถแลพยัญชนะนั้น กุศลใดอันบังเกิดแล้วแต่การปริวรรตนี้ของจงบังเกิดแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายมีมาดราบิดาของข้าพเจ้าเป็นต้น แลนางลี่เคง แช่ตั้งนั้นเป็นอาทิ การมีข้อผิดพลาดพระการใดขอท่านผู้รู้จงบังเกิดมาสั่งสอนข้าพเจ้าเทอญ....
ก็ดังที่ข้าพเจ้าได้สดับมา คราหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับ ณ คิชกูฏคีรี ในกรุงราชคฤห์นั้น พร้อมด้วยเหล่าพระภิกษุสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่จำนวน ๑,๒๕๐ รูป ก็ล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ตัดเสียซึ่งอาสวะของตนแลไร้ซึ่งการหวนกลับแห่งกิเลส จิตบริบูรณ์ด้วยวิมุติแทงตลอดซึ่งปัญญา ดังพญานาคาราชขจัดเสียซึ่งการปรากฏแห่งสังโยชน์ทั้งหลาย ขจัดแลดับจัดการในกระทำแห่งตนอันเป็นภาระอันหนัก ย่อมถือเอาซึ่งประโยชน์ของตนจิตย่อมเป็นอิสระ.
ครานั้นแลพระพุทธองค์ทรงตรัสกับพระสุภูติเถระเจ้าว่า หากปรากฏซึ่งกุลบุตรกุลธิดาบุคคลใดตลอดจนบรรดาพระสาวกแลพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้มีความพอใจแลความเกษมแลถือการศึกษาในโพธิอันยอดเยี่ยม ท่านเหล่านั้นไปแล้วจากความเป็นมนุษย์ ก็แลในปรัชญาปารมิตาสูตรนั้น สดับฟังรับถืออ่านท่องบรรยายแบ่งบทสาธยายย่อมได้รับซึ่งพระโพธิญานอย่างรวดเร็ว สุภูติ! ก็ปรัชญาปารมิตาสูตรนั้นแล เพรียบพร้อมสมควรแทงตลอดในสิ่งทั้งหลาย บรรดาเหล่าพระพุทธเจ้าแลพระโพธิสัตว์อันมากมายลึกล้ำเป็นบ่อเกิดแห่งธรรมพึงศึกษาเช่นนั้นถือมรรคาเช่นนั้น สุภูติ! หากปรากฏซึ่งพระมหาโพธิสัตว์ ก็จากปรัชญาปารมิตาสูตรนั้น สดับฟังรับถืออ่านถือท่องบ่นสาธยายด้วยความพอใจ พึงศึกษาเช่นนั้นถือมรรคาเช่นนั้นก็เพราะเป็นเช่นใดเล่า ก็คำอธิบายอันเลิศแห่งพระสูตรนั้นบรรดาพระพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์ทั้งหลายพระอนุตตรสัมมาโพธิญานย่อมลึกล่ำยิ่งนักเป็นบ่อเกิดแห่งธรรม สุภูติ! ก็อนึ่งนั้นปรัชญาปารมิตาสูตร ปรากฏมีซึ่งสาวกธรรม ปัจเจกพุทธรรม โพธิสัตตวธรรม โพธิปักขิยธรรม ตลอดจนบรรดาพุทธะทั้งหลาย บรรดาปรัชญาปารมิตาธรรม ชุมนุมรวมกันรับดึงเอาความเสมอภาคเป็นหนึ่งเดียว ขณะนั้นพระสุภูติกล่าวทูลถามพระผู้มรพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า! ก็เพราะเหคุใดเหล่าจึงปรากฏซึ่งสาวกธรรม ปัจเจกพุทธรรม โพธิสัตตวธรรม โพธิปักขิยธรรม ตลอดจนบรรดาพุทธะทั้งหลาย บรรดาปรัชญาปารมิตาธรรม ชุมนุมรวมกันรับดึงเอาความเสมอภาคเป็นหนึ่งเดียว
พระพุทธองค์ตรัสกับพระสุภูติว่า ปรากฏมีทานบารมี ศีลบารมี ขันติบารมี วิริยะบารมี ฌานบารมี ปัญญาบารมี อายตนะภายในศูนย์ อายตนะภายนอกศูนย์ อายตนะทั้งภายในภายนอกก็ศูนย์ ความยิ่งใหญ่หรืออวกาศนั้นศูนย์ นิพพานศูนย์ สภาวธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งศูนย์ สภาวะธรรมที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งศูนย์ ไร้การเปลี่ยนแปลงแตกต่างก็ศูนย์ ไร้ลักษณะก็ศูนย์ สวลักษณศูนย์(ลักษณะที่แท้จริงศูนย์) สิ่งที่เป็นเบื้องต้นและที่สุดก็ศูนย์ สิ่งที่ไม่มีเบื้องต้นและที่สุดก็ศูนย์ สภาวะก็ศูนย์ ประกฤติก็ศูนย์(มูลสภาวะเดิม) อภาวะก็ศูนย์ สวภาวะก็ศูนย์ ทั้งอภาวะแลสวภาวะก็ศูนย์ ธรรมทั้งหลายไม่มีตัวตน สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ อริยสัจ ๔ อรูป ๔ วิโมกษ์ ๘ ธรรมที่แบ่งออกได้ ๙ ทางแห่งสุญตาวิโมกข์(ความหลุดพ้นด้วยการดับแห่งอัตตา) ทางแห่งอนิมิตตวิโมกข์(ความหลุดพ้นด้วยการดับอนิจจัง โดยปราศจากนิมิตเครื่องหมาย) ทางแห่งอัปรณิหิตวิโมกข์(ความหลุดพ้นเพราะไม่มีกิเลสเป็นที่ตั้ง) ทางแห่งการดำรงรักษาไว้ซึ่งสมาธิทั้งหลาย ญาณ ๔ อภิญญา ๕ กำลังทั้ง ๑๐ แห่งพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย การไร้ซึ่งความกลัว ๔ ประการ มหากรุณา มหาเมตตา อเวณิกพุทธรรม ๑๘ โสดาบันปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตผล ปัจเจกพุทธผล มรรคาแห่งปัญญาทั้งหลายของพระโพธิสัตว์ เช่นดังกุศลธรรมทั้งหลาย ปรัชญาปารมิตาทั้งหลาย เหล่านั้นก็ย่อมล้วนแล้วแต่ชุมนุมรวมตัวรับดึงเป็นสมภาพ (เสมอกัน) เป็นหนึ่งไร้ซึ่งความแตกต่าง
ขณะนั้นเมื่อพระสุภูติ สดับฟังซึ่งพุทธพจน์นั้นแล้ว ก็ทูลต่อพระโลกนาถเจ้าว่า ก็พระสูตรนี้ เป็นที่ชุมนุมรวมตัวรับเอากุศลธรรมทั้งหลาย ปรัชญาปารมิตาทั้งหลาย สมภาพกันเป็นหนึ่ง สุดยอดยอดเยี่ยมล้ำลึกยิ่งนัก จิตนี้ไม่อาจคาดเดาลุ่มลึกไกลห่างนัก ยากที่จะอธิบายยากที่จะทราบ พระพุทธเจ้ากล่าวกับพระสุภูติว่า เช่นนั้นเป็นดังนั้นแล เป็นดังที่เธอได้กล่าวมา สุภูติ! หากว่ามิได้ปลูกฝังกุศลมูล คบมิตรผู้ให้โทษทั้งหลาย มีอินทรีย์อ่อน(มีปัญญาน้อย) มีความเกียจคร้าน มีความโง่เขลาไร้ซึ่งปัญญา ได้รับอรรถาธิบายน้อยสดับฟังมาน้อย เป็นผู้เริ่มศึกษามีความรู้อันตื้นเขิน ตลอดจนมีความพอใจในหีนยาน เป็นผู้มีปัญญาอันแคบแลไม่งาม ก็ในปรัชญาปารมิตาสูตรนั้น ยากที่จะอรรถาธิบายยากที่จะเข้าถึง แลก็ไม่ประกอบด้วยศรัทธา ดังท่านนั้นทราบ
อนึ่งนั้นสุภูติ หากปรากฏซึ่งกุลบุตรกุลธิดาบุคคลใด ก็ในปรัชญาปารมิตาสูตรนั้น คล้อยตามแลมีความพอใจสดับฟังรับถืออ่านท่องกล่าวสาธยาย ดังการประพฤติในอดีต อนาคต ปัจจุบันของเหล่าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มิเนิ่นนานนักก็จักดำรงอยู่ซึ่งการบรรลุในพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระพุทธองค์ได้ตรัสซึ่งพระสูตรนั้นจบแล้ว พระสุภูติเถระเจ้าตลอดจนพระโพธิสัตว์ เทวดา มนุษย์ อสูรเป็นต้นนั้น ได้สดับซึ่งพุทธวจนะนั้นแล้ว ต่างก็บังเกิดซึ่งปิติสุขยิ่งนัก ศรัทธารับถือนับไปปฏิบัติ.
:yociexp50:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&month=04-2007&date=11&group=7&gblog=1
Kamen rider
11-22-2007, 12:52 AM
ปกรณ์ที่ ๒๕๐ มหาปรัชญาปารมิตามหาวิทยาธารณีสูตร.(หฤทัยสูตรฉบับของพระสมณะกุมารชีวะ)
พระตรีปิฏกธราจารย์กุมารชีวะ พากย์จีน
สามเณรศุภโชค ตีรถะ พากย์ไทย
ปัญญาใดอันจะนำสัตว์ทั้งหลายให้ข้ามพ้นจากสังสารวัฏ ขอปัญญานั้นจงบังเกิดแด่ข้าพเจ้าแลสัตว์ทั้งหลายด้วย กุศลอันใดที่ได้บำเพ็ญแลปัญญานั้นของยังให้ข้าพเจ้าบังเกิดซึ่งนิรุติปฏิสัมภิทาญาณโดยเร็วเถิดเพื่อประโยชน์สุดแห่งพระบวรพุทธศาสนา ฉบับนี้ข้าพเจ้าได้พากย์ไทยไว้เพื่อการเทียบเคียง ก็แลในบรรดาคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรนั้นได้พากย์สู่จีนหลายฉบับด้วยกันแต่เป็นที่นิยมที่สุดแห่งจะเป็นฉบับของท่านพระสมณะเฮี่ยงจังหรือที่รู้จักกันดีในนามของพระถังซำจั๋ง ฉบับนี้เป็นของพระสมณะกุมารชีวะพากย์ไว้ในภาษาจีน ท่านกุมารชีวะนั้น ท่านชื่อว่าเป็นยอดนักแปลท่านหนึ่งในสมัยนั้น ท่านเป็นชาวอินเดียแต่สามารถแปลคัมภีร์จากภาษาสันสกฤตให้เป็นภาษาจีนได้อย่างดีเยี่ยม จนกระทั่งว่างานแปลคัมภีร์ของท่านนั้นถูกยกให้เป็นวรรณกรรมชั้นสูงของจีนเลยทีเดียว ลักษณะการแปลของท่านนั้นอ่านง่ายและเหมาะกับสภาพของประเทศจีนอย่างมาก ข้าพเจ้าจะแสดงข้อน่ารู้ในการใช้ภาษาของท่านอย่างสังเขปดังต่อไปนี้
๑. คำว่า五陰 ซึ่งโดยทั่วไปสำนวนการแปลของหลายๆท่านรวมถึงสันสกฤตจะเป็น五
蘊 ( ขันธ์ ๕ ) การที่ท่าน五陰 ข้าพเจ้าตั้งข้อสังเกตว่าคงเป็นการสื่อความหมายที่
ชัดเจนทำให้ชาวจีนเข้าใจง่าย(ในสมัยนั้น) ท่านจึงใช้ศัพท์นี้เป็นต้น
๒.คำว่าพระอวโลกิเตศวรฉบับนี้ใช้ 觀世音菩薩 คิดว่าคงเป็นชื่อที่นิยมกันในสมัยนั้น (สมัยนั้นราวๆ พุทธศตวรรษที่ ๙ ) ซึ่งฉบับที่นิยมสวดคือของพระสมณะเฮี่ยงจังนั้น มีรูปว่า 觀自在菩薩 ซึ่งท่านเฮี่ยงจังนิยมใช้ชื่อนี้ คิดว่าเป็นสำนวนของการแปลของแต่ล่ะท่านที่ไม่เหมือนกันดังที่ได้แสดงไว้แล้ว และชื่อว่า觀自在菩薩 นั้นนิยมใช้กันมากในหมู่นักแปลที่เจริญรอยตามท่านเฮี่ยงจังและหลังยุคท่านเฮี่ยงจัง เป็นต้น แต่อย่างไรก็ดีเมื่อแปลไทยใช้ได้อย่างเดียวคือ พระอวโลกิเตศวร ดังในฉบับสันสกฤตมีรูปว่า อารย อวโลกิเตศวร เป็นต้น
๓. ในบรรทัดที่ว่า ก็แลท่านสารีบุตร! ด้วยเหตุที่รูปนั้นว่างเปล่าไร้ลักษณะแห่งจิตใจที่ประกอบด้วยอาการโมโหกลัดกลุ้มเป็นทุกข์นั้น ด้วยเพราะเวทนานั้นแลว่างเปล่าปราศจากลักษณะแห่งการกระทบนั้น ก็ด้วยสัญญาอันว่างเปล่าย่อมมิมีลักษณะแห่งการรับรู้ แลเพราะสังขารนั้นว่างเปล่าจึงยังมิได้มีลักษณะแห่งการกระทำ เมื่อเพราะวิญญาณนั้นว่างเปล่าจึงไร้ซึ่งลักษณะของความรู้สึกตัวแลตื่นตัว เป็นสิ่งที่ไม่พบในฉบับอื่นและแม้แต่ฉบับสันสฤตเองเท่าที่ข้าพเจ้าเคยเห็นมายังไม่พบประโยคนี้เลย ขอให้ท่านผู้ศึกษาพิจารณาเองเถิด ส่วนตัวข้าพเจ้าคิดว่าท่านกุมารชีวะคงเสริมคำอธิบายเพิ่มเพื่อในคนจีนได้เข้าใจง่ายขึ้นเป็นแน่แท้
ก็แลข้อน่าสังเกตบางประการนั้นข้าพเจ้าได้แสดงให้ผู้ศึกษาได้พิจารณาโดยสังเขปแล้ว บัดนี้ด้วยการแปลคัมภีร์นี้ขอน้อมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา โพธิสัตว์บูชา อาจาริยบูชา มาตาปิตาบูชา เป็นต้นแลขออุทิศกุศลผลบุญนี้แด่ครูอาจารย์ผู้ให้ความรู้แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายตั้งแต่เยาว์วัยจนเติบโตถึงบัดนี้ทุกท่านเถิด.
มหาปรัชญาปารมิตามหาวิทยาธารณีสูตร.
เมื่อพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ ขณะปฏิบัติในปฏิปทาอันล้ำลึกแห่งปรัชญาปารมิตา ได้เล็งเห็นว่าขันธ์ทั้ง ๕ นั้นว่างเปล่า จึงล่วงพ้นจากทุกข์ภัยทั้งหลาย ก็แลท่านสารีบุตร! ด้วยเหตุที่รูปนั้นว่างเปล่าไร้ลักษณะแห่งจิตใจที่ประกอบด้วยอาการโมโหกลัดกลุ้มเป็นทุกข์นั้น ด้วยเพราะเวทนานั้นแลว่างเปล่าปราศจากลักษณะแห่งการกระทบนั้น ก็ด้วยสัญญาอันว่างเปล่าย่อมมิมีลักษณะแห่งการรับรู้ แลเพราะสังขารนั้นว่างเปล่าจึงยังมิได้มีลักษณะแห่งการกระทำ เมื่อเพราะวิญญาณนั้นว่างเปล่าจึงไร้ซึ่งลักษณะของความรู้สึกตัวแลตื่นตัว ข้อนั้นเพราะเหตุใดเหล่า ท่านสารีบุตร! มิใช่ว่ารูปนั้นจะแตกต่างกับความว่าง แลมิใช่ว่าความว่างนั้นจะแตกต่างกับรูป รูปนั้นบังเกิดเป็นความว่าง ความว่างบังเกิดคือรูป เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณแลก็เป็นเช่นดังนั้น ท่านสารีบุตร! คือธรรมทั้งหลายมีความว่างเป็นลักษณะ มิเกิดขึ้นแลดับไป มิสกปรกแลมิสะอาด มิเพิ่มมิลด คือเป็นศูนยตาธรรม มิใช่อดีตมิใช่อนาคตมิใช่ปัจจุบัน ดังนั้นในความว่างนั้น ไร้ซึ่งรูปไร้ซึ่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไร้ซึ่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไร้ซึ่งรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ไร้ซึ่งจักษุวิญญาณธาตุตลอดจนไร้ซึ่งโนวิญญาณธาตุ ไร้ซึ่งอวิชชาและไร้ซึ่งการสิ้นไปแห่งอวิชชา ตลอดจนไร้ซึ่งการสิ้นไปของชรา มรณะ ไร้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไร้ซึ่งปัญญาแลไร้ซึ่งการบรรลุ เพราะไร้สิ่งใดให้สำเร็จ พระโพธิสัตว์นั้น เพราะการดำรงในปรัชญาปารมิตาเป็นเหตุ ใจนั้นย่อมมิมีความสงสัยเคลือบแคลง แลเพราะมิมีความสงสัยเคลือบแคลง จึงปราศจากความหวั่นกลัว สลัดจากความคิดแลความฝันอันตรงข้ามกับสัจจะ แลมีนิรวาณ(นิพาน)เป็นที่สุด พระพุทธเจ้าในกาลทั้งสาม ก็เพราะทรงดำรงในปรัชญาปารมิตา จึงยังความตรัสรู้ในอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ดังนั้นพึงทราบว่าปรัชญาปารมิตาจึงเป็นมหาวิทยามนตร์ จึงเป็นอนุตตรวิทยามนตร์ จึงเป็นอสมวิทยามนตร์ สามารถขจัดเสียซึ่งทุกข์ทั้งปวงสัจจะจริงแท้ไม่ลวงหลอกดังจักกล่าวปรัชญาปารมิตามนตร์บังเกิดซึ่งการกล่าวมนตร์ว่า
คะเต คะเต ปาระคะเต ปารสังคะเต โพธิ สวาหา
:yociexp32:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&month=04-2007&date=14&group=7&gblog=3
Kamen rider
11-22-2007, 12:53 AM
ปกรณ์ที่ ๒๕๒ สมันตปรัชญาครรภ์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร.
<!-- Main -->
สูตรที่ว่าด้วยเรื่องบ่อเกิดของปัญญาทั้งหลายซึ่งเป็นหัวใจของปัญญาที่จะนำเราข้ามฝั่งไปสู่พระนิพาน.
พระตรีปิฏกธราจารย์ธรรมจันทระเถระแห่งเมืองมคธ พากย์จีน
สามเณรศุภโชค ตีรถะ พากย์ไทย
คำชี้แจง : ก็เนื่องด้วยงานแปลต่างต่างของข้าพเจ้านั้น จะแปลไปตามที่ภาษาจีนปรากฏอยู่ยังไม่ได้อธิบายศัพท์และเนื้อความหรือประวัติใดๆ จึงต้องขออภัยท่านผู้อ่านด้วย แต่จะรวบรวบให้ดีขึ้นในคราต่อไป
จำเดิมแต่นี้ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ก็พระเถระใดผู้ประเสริฐนามว่าธรรมจันทระเถระร่วมกับพระเถระสำคัญอีกหลายรูป กระทำแล้วซึ่งการปริวรรตคัมภีร์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมท่านทั้งหลายเรานั้นด้วยมโนทวาร กุศลใดอันเกิดแล้วแต่การปริวรรตพระสูตรนี้ของอุทิศแด่เหล่าเทพผู้ปกปักรักษาข้าพเจ้า เป็นอาทิ แลขอให้ข้าพเจ้านั้นพึงเป็นผู้ธำรงไว้ซึ่งพระศาสนาของพระศาสดาไว้ในกาลทุกเมื่อ..
ดังที่ข้าพเจ้าได้สดับมา คราหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ เขาคิชฌกูฏ แห่งเมืองราชคฤห์ซึ่งเป็นเมืองใหญ่นั้น พร้อมด้วยเหล่าภิกษุสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่มากมายเต็มจำนวน ๑,๐๐๐ รูป แลพระมหาโพธิสัตว์อีก ๗๗,๐๐๐ องค์ ดังปรากฏนามของท่านเหล่านั้นเป็นต้นว่า พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ พระศรีอารยเมตรัยโพธิสัตว์ เป็นสำคัญ ทุกพระองค์นั้นย่อมดำรงรักษาไว้(ทรงไว้)ซึ่งสมาธิ สถิตมั่นอยู่ในวิมุติความหลุดพ้นอันไม่อาจที่จะพิจารณาได้โดยง่าย
ขณะนั้นแล พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์มหาโพธิสัตว์ทรงประทับอยู่บนนิสีทนะ(ผ้าปูสำหรับนั่ง) ในมหาชนนั้นแลพระองค์ทรงลุกขึ้นจากที่ประทับนั้น เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ หันพระพักตร์ไปทางที่ทับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วพนมมือโค้งคำนับด้วยพระองค์เองโดยความเคารพนอบน้อม จ้องมองพระพักตร์ของพระมุนีผู้ควรแก่การเคารพพระองค์นั้นแล้วทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า ในที่สันนิบาตนี้ข้าพระองค์ปรารถนาจักกล่าวแสดงซึ่งสมันตปรัชญาครรภ์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยแก่เหล่าพระโพธิสัตว์ทั้งปวง ใคร่จักขอพระโลกนาถเจ้าได้โปรดสดับฟังที่ข้าพเจ้าจักกล่าวแสดงนี้เถิด เพราะด้วยจะเป็นการประกาศกล่าวแสดงซึ่งความลึกลับในพระธรรมที่สำคัญยิ่งแก่เหล่าพระโพธิสัตว์ทั้งปวง ขณะนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระสุรเสียงไพเราะลึกล้ำยิ่ง ตรัสตอบแก่พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์มหาสัตว์ว่า สาธุ สาธุ เธอผู้เพียบพร้อมแล้วด้วยมหาเมตตา เรานั้นจักสดับฟังตามที่เธอได้กล่าวนี้ พร้อมด้วยสรรพสัตว์ทั้งปวง ครานั้นได้บังเกิดแสงสว่างประภัสสรรุ่งโรจน์เป็นยิ่งนัก ในพระอวโลกิเตศวรนี้ทรงได้รับความยอมรับจากพระผู้มีพระภาคเจ้าในการที่พระพุทธองค์จะเป็นผู้สดับฟังแล้ว แลพระพุทธองค์ทรงธำรงรักษาระลึกอยู่อย่างมีสติ (พระอวโลกิเตศวร)ทรงเข้าถึงในปัญญาที่รุ่งโรจน์ด้วยสัมมาสมาธิ ครั้นการเข้าสู่สมาธินั้นเสร็จสิ้นลง ด้วยกำลังของสมาธิในเมื่อเพลาที่ทรงปฏิบัติปรัชญาปารมิตา ได้พินิจพิจารณาสาดส่องเล็งเห็นว่าขันธ์ทั้ง ๕ ภาวะแห่งความเป็นตัวตนนั้นล้วนแต่ว่างเปล่า เมื่อเข้าใจทราบรู้อย่างนั้นว่าขันธ์ทั้ง ๕ ภาวะแห่งความเป็นตัวตนนั้นล้วนแต่ว่างเปล่า ทรงออกจากสมาธิที่สุขุมคัมภีรภาพนั้นแล้วลุกขึ้น ขณะนั้นก็ได้กล่าวกับท่านพระสารีบุตรเถรเจ้าผู้ทรงปัญญาเป็นยิ่งนักว่า ดูกรกุลบุตร พระโพธิสัตว์นั้นเมื่อมีปรัชญาปารมิตาหฤทัยนี้แล้ว(มีอยู่ในจิตใจ) ชื่อได้ว่าสมันตปรัชญาครรภ์(บ่อเกิดที่ครอบคลุมในปัญญาทั้งหลาย) บัดนี้ท่านพึงสดับฟังตามความเป็นจริง ชำนาญในการพินิจพิจารณาระลึกรู้ในสิ่งอันกุศลนี้เถิด อันข้าพเจ้านี้(พระอวโลกิเตศวร)จักพึงกล่าวแก่ท่าน(พระสารีบุตร)โดยการจำแนกแจงแจงอรรถาธิบายให้เกิดความเข้าใจ เมื่อได้กล่าวอย่างนี้จบลงแล้ว พระสารีบุตรเถรเจ้าผู้ทรงปัญญาเป็นยิ่งนักได้กล่าวกับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์มหาสัตว์ว่า ข้าแต่ท่านผู้มีความบริสุทธิ์ยิ่ง ด้วยความปรารถนาในการกล่าวแสดงของท่านนี้ บัดนี้ได้เวลาอันสมควรแล้ว ณ ที่นี้(ข้าพเจ้าพระอวโลกิเตศวร)จักได้กล่าวกับท่านพระสารีบุตรว่า อันบรรดาพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งปวงควรที่จะศึกษาตามดังเช่นนี้ว่า รูปภาวะคือความว่าง ภาวะแห่งความว่างคือรูปภาวะ รูปไม่มีความแตกต่างกันกับความว่าง ความว่างไม่มีความแตกต่างกันกับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็เป็นดุจเดียวกัน วิญญาณภาวะก็คือความว่าง ความว่างนี้ก็คือวิญญาณ ท่านสารีบุตร ธรรมทั้งหลายนี้มีลักษณะที่ว่างเปล่า (อนัตตาหาแก่นสารไม่ได้) ไม่เกิดไม่ดับไม่สกปรกไม่สะอาดไม่เพิ่มไม่ลด ดังนี้แลในความว่างไม่มีรูป ไม่มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสแลธรรมารมณ์ ไม่มีจักษุธาตุตลอดจนไม่มีมโนวิญญาณธาตุ ไม่มีอวิชาอีกทั้งไม่มีการดับไปของอวิชา ตลอดจมไม่มีความแก่และความตายอีกทั้งไม่มีการดับไปของความแก่และความตาย ไม่มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไม่มีปัญญาอีกทั้งไม่มีการบรรลุใดๆ ด้วยเพราะการไม่มีเหตุใดให้บรรลุ พระโพธิสัตว์นั้น เพราะการดำรงในปรัชญาปารมิตาเป็นเหตุ ใจนั้นย่อมมิมีความสงสัยเคลือบแคลง แลเพราะมิมีความสงสัยเคลือบแคลง จึงปราศจากความหวั่นกลัว สลัดจากความคิดแลความฝันอันตรงข้ามกับสัจจะ แลมีนิรวาณ(นิพาน)เป็นที่สุด พระพุทธเจ้าในกาลทั้งสาม ก็เพราะทรงดำรงในปรัชญาปารมิตา จึงยังความตรัสรู้ในอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ดังนั้นพึงทราบว่าปรัชญาปารมิตาจึงเป็นมหามนต์อันศักดิ์ยิ่ง จึงเป็นมหาวิทยามนตร์ จึงเป็นอนุตตรวิทยามนตร์ จึงเป็นอสมวิทยามนตร์ สามารถขจัดเสียซึ่งทุกข์ทั้งปวงสัจจะจริงแท้ไม่ลวงหลอก ดังจักกล่าวปรัชญาปารมิตามนตร์ บังเกิดซึ่งการแสดงมนตร์ว่า
คะเต คะเต ปาระคะเต ปารสังคะเต โพธิ สวาหา
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสพระธรรมเทศนานี้จบลงแล้ว พระภิกษุทั้งหลายตลอดจนคณะแห่งพระโพธิสัตว์ทั้งปวง ในโลกทั้งหลายนี้อันมีเทวดา มนุษย์ อสูร คนธรรพ์เป็นอาทิ สดับฟังพุทธพจน์นั้นแล้วต่างก็บังเกิดความปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ศรัทธารับถือนำไปปฏิบัติต่อไป.
:yociexp59:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&month=07-2007&date=12&group=7&gblog=6 (http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&month=07-2007&date=12&group=7&gblog=6)
Kamen rider
11-22-2007, 12:55 AM
ปกรณ์ที่ ๒๕๔ คัมภีร์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร.ฉบับพระสมณะปรัชญา
พระตรีปิฏกธราจารย์ปรัชญา พากย์จีน
สามเณรศุภโชค ตีรถะ พากย์ไทย
ปรัชญาปารมิตาสูตรฉบับนี้ ถูกแปลสู่พากย์ภาษาจีนราวๆ พระพุทธศักราช ๑๓๒๔-๑๓๕๓ สมัยราชวงศ์ถัง โดยพระสมณะที่มีนามว่า ปรัชญา ซึ่งท่านผู้นี้เป็นชาวเมืองกปิศา (กปิญฺชล-นกหะทา,นกป่า,ไก่ฟ้า) แต่การครั้งนี้ได้เป็นการร่วมกันแปลหลายท่านมีท่านลี่เยี๋ยน (利言)เป็นต้น
ข้าพเจ้าได้สดับฟังมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคทรงประทับ ณ ยอดเขาคิชฌกูฏ ในกรุงราชคฤห์นั้นแล พร้อมด้วยคณะพระภิกษุหมู่ใหญ่ตลอดจนหมู่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคผู้เป็นที่พึงของหมู่สัตว์ทรงเข้าสู่สมาธิ นามว่าสุขุมคัมภีร์(กว้างขวางยิ่งใหญ่ลึกซึ้งยิ่งนัก) ขณะนั้นแลในหมู่ชนทั้งหลายมีพระโพธิสัตว์มหาสัตว์อยู่พระองค์หนึ่ง นามว่าอวโลกิเตศวร เมื่อกาลที่ได้ปฏิบัติปรัชญาปารมิตาอันลึกซึ่งยิ่ง เล็งเห็นขันธ์ทั้ง ๕ ล้วนว่างเปล่า ละห่างจากทุกข์ภัยทั้งมวล ก็สมัยนั้นท่านพระสารีบุตรด้วยพลังแห่งพุทธานุภาพ ประคองอัญชลีกล่าวถามพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์มหาสัตว์ว่า กุลบุตรใด หากมีความปรารถนาที่จะศึกษาปรัชญาปารมิตาจริยาอันลึกซึ้งยิ่งนี้ จักฝึกฝนจริยาอย่างไรฤา เมื่อได้กล่าวเช่นนี้แล้ว
ครั้นนั้นแลพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์มหาสัตว์กล่าวแก่พระผู้มีอายุสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตรหากกุลบุตรกุลธิดาบุคคลใด เมื่อกาลที่ได้ปฏิบัติปรัชญาปารมิตาอันลึกซึ่งยิ่ง พึงพิจารณาภาวะขันธ์ทั้ง ๕ โดยความว่างเปล่า ท่านสารีบุตร รูปไม่ได้แตกต่างกับความว่างเปล่าความว่างเปล่าไม่แตกต่างกับรูป รูปก็คือความว่าความว่างก็คือรูป เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณก็เป็นอย่างเช่นนั้น ท่านสารีบุตร ธรรมทั้งหลายเป็นศูนยตาลักษณะ ไม่เกิดขึ้นไม่ดับไปไม่สกปรกไม่สะอาดไม่เพิ่มขึ้นไม่ลดลง ด้วยเหตุนี้เองในความว่างจึงไม่มีรูป ไม่มีเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่มีรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสธรรมารมณ์(ธรรมารมณ์รู้ด้วยใจ) ไม่มีจักษุธาตุตลอดจนไม่มีมโนวิญญาณธาตุ ไม่มีอวิชชาอีกทั้งไม่มีทึ่สิ้นสุดของอวิชชา ตลอดจนไม่มีชรามรณะอีกทั้งไม่มีชรามรณะที่สิ้นสุด ไม่มีทุกข์สมุทัยนิโรธมรรค ไม่มีปัญญาอีกทั้งไม่มีการสำเร็จใดๆ ด้วยเหตุที่ไม่มีสิ่งใดให้สำเร็จ พระโพธิสัตว์ด้วยเหตุที่ดำรงอยู่ในปรัชญาปารมิตา ไม่มีเครื่องกีดขวางกั้นใดๆ ด้วยเหตุที่ไม่มีเครื่องกีดขวางกั้นใดๆ ไม่มีสิ่งหวาดหวั่นใดๆ ละห่างจากความคิดแลความฝันอันตรงข้ามกับสัจจะ แลมีนิรวาณ(นิพาน)เป็นที่สุด พระพุทธเจ้าในกาลทั้งสาม ก็เพราะทรงดำรงในปรัชญาปารมิตา ดังนั้นพึงทราบว่าปรัชญาปารมิตานั้น เป็นมหาธารณี เป็นมหาวิทยาธารณี เป็นอนุตตรธารณี เป็นอสมธารณี สามารถขจัดเสียซึ่งทุกข์ทั้งปวง ด้วยสัจจะจริงแท้จริงไม่ลวงหลอก จึงเป็นเหตุให้กล่าวธารณีแห่งปรัชญาปารมิตานั้น บังเกิดกล่าวซึ่งธารณีนั้นว่า
คะเต คะเต ปาระคะเต ปารสังคะเต โพธิ สวาหา
อย่างนี้แลท่านสารีบุตร เหล่าพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลาย ในปฏิปทาปรัชญาปารมิตาอันลึกซึ้งยิ่งนี้ พึงมีการปฏิบัติอย่างนี้แล เมื่อได้เช่นนั้นจบลงแล้ว ก็แลสมัยนั้นพระผู้มีพระภาคทรงออกจากสุขุมคัมภีร์สมาธิแล้ว (กว้างขวางยิ่งใหญ่ลึกซึ้งยิ่งนัก) ทรงตรัสสรรเสริญพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์มหาสัตว์ว่า สาธุ สาธุ ดูก่อนกุลบุตร เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างนี้แล เป็นดั่งที่เธอได้กล่าวมา ในปฏิปทาปรัชญาปารมิตาอันลึกซึ้งยิ่งนี้ พึงมีการปฏิบัติอย่างนี้แล เมื่อกาลใดดำเนินปฏิปทาอย่างนี้แล้วพระตถาคตทั้งหลายทั้งปวงล้วน(ย่อมทราบ)ย่อมที่จะอนุโมทนา ขณะนั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคทรงมีพระดำรัสอย่างนี้แล้ว พระผู้มีอายุสารีบุตรก็บังเกิดความเพลิดเพลินยินดีเป็นยิ่งนักโดยครอบคลุมไปทั่ว แม้พระอวโลกิเตศวรก็มีความเพลิดเพลินยินดีเป็นยิ่งนักเช่นกัน สมัยนั้นชนทั้งหลาย ณ ที่สันนิบาตมีเทวดา มนุษย์ อสูร คนธรรพ์เป็นต้น ได้สดับฟังพระพุทธวจนะแล้วทั้งหมดต่างก็มีความเพลิดเพลินยินดีเป็นยิ่งนัก ศรัทธาถือนำไปประพฤติปฏิบัติต่อไป.
:yociexp52:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&month=08-2007&date=15&group=7&gblog=8
Kamen rider
11-22-2007, 12:56 AM
ปกรณ์ที่ ๒๕๔ คัมภีร์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร.ฉบับพระสมณะปรัชญาจักร
พระตรีปิฏกธราจารย์ปรัชญาจักร พากย์จีน
สามเณรศุภโชค ตีรถะ พากย์ไทย
ชื่อว่าปัญญาเพราะขจัดเสียซึ่งวิจิกิฉานั้นใด ขอปัญญานั้นจงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าเถิด ฉบับนี้ข้าพเจ้าได้พากย์ไทยไว้เพื่อการเทียบเคียง ก็แลในบรรดาคัมภีร์ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรนั้นได้พากย์สู่จีนหลายฉบับด้วยกันแต่เป็นที่นิยมที่สุดแห่งจะเป็นฉบับของท่านพระสมณะเฮี่ยงจังหรือที่รู้จักกันดีในนามของพระถังซำจั๋ง ฉบับนี้เป็นของพระสมณะปรัชญาจักรพากย์ไว้ในภาษาจีน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับฉบับภาษาธิเบตมาก ส่วนประวัติของพระสมณะที่เป็นพระนักแปลทั้งหลายนั้นหากมีโอกาสจะได้จัดทำต่อไป สำหรับผู้อ่านจีนนั้นจะได้เปรียบมากคือจะสามารถเทียบสำนวนการใช้ภาษาของนักแปลจีนแต่ล่ะท่านได้อย่างดีฉบับนี้ข้าพเจ้าได้เทียบเคียงจากหลายฉบับมีฉบับธิเบตเป็นต้นพอจะสรุปข้อน่าสังเกตได้ดังต่อไปนี้
๑.ทัศนาสาดส่องในสิ่งที่ลึกล้ำยิ่งใหญ่อย่างครอบคลุม ในภาษาจีนใช้ว่า廣ครอบคลุม大ใหญ่甚มากยิ่ง深ลึกล้ำ照สาดส่อง見การมองเห็น ในภาคธิเบตมีคนแปลไว้ว่า ประกายแห่งปัญญาอันลึกซึ่ง เป็นต้น คิดว่าแล้วแต่ผู้สำนวนของผู้แปล.
๒. เป็นสิ่งที่น่าสนใจอีกประการคือพระนามของพระอวโลกิเตศวรในฉบับนี้จะใช้ว่า 觀世音自在菩薩 ปกติจะใช้ 觀世音菩薩 หรือ 觀自在菩薩 เป็นอาทิ การใช้ 觀世音自在菩薩 อาจแปลได้ว่า พระโพธิสัตว์ผู้พิจารณาเสียงของโลกอย่างอิสระ เป็นต้น
๓. ฉบับนี้คำว่า不減不增 มิลดมิเพิ่ม ในฉบับที่นิยมกันนั้น ( ของพระถังซำจั้งเฮียงจั่ง ) ใช้รูปว่า不增不減 ไม่เพิ่มไม่ลด
๔. ฉบับนี้จะใช้รูปว่า 真言(สัตยวาจา) ปกติโดยส่วนใหญ่ใช้ 咒(มนตร์) เป็นต้น
ดังที่ข้าพเจ้าได้แสดงข้อแต่ต่างของสำนวนฉบับนี้พอสังเขปแล้ว บัดนี้ได้ยุติลงแล้ว ก็แลวัยวุฒิทั้งทางโลกแลทางธรรมของข้าพเจ้านั้นยังอ่อนหัดนัก หากมีท่านผู้รู้ท่านใดจะกรุณาช่วยแนะนำตักเตือนข้าพเจ้าด้วย จะเป็นประโยชน์อย่างสูง กุศลใดอันได้แต่การแปลคัมภีร์นี้ขออุทิศเฉพาะแด่นางเพ้ง ตีรถะ (性羅名金) ผู้เป็นมารดาคนที่สองของข้าพเจ้าที่เลี้ยงดูข้าพเจ้ามาแต่ยังเยาว์วัย บัดนี้ก็ได้ใคร่ขอตอบแทนด้วยธรรมนั้น แม้ท่านนั้นจะล่วงลับไปนานแล้ว หากรับรู้ได้จงอนุโมทนาเถิด...
ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร.
ก็แลดังที่ข้าพเจ้าได้สดับมานั้น กาลหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏแขวงเมืองราชคฤห์ พร้อมพรั่งด้วยเหล่าพระภิกษุสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลาย ตลอดจนเหล่าพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายอย่างครบถ้วน ก็ขณะนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำรงอยู่ในสมาธินามว่าทัศนาสาดส่องในสิ่งที่ลึกล้ำยิ่งใหญ่อย่างครอบคลุม (คัมภีร์สมาธิ-สมาธิอันสุขมลึกซึ้ง)กาลนั้นในบรรดาชนอันมากได้ปรากฏซึ่งพระโพธิสัตว์พระองค์หนึ่งนามว่าอวโลกิเตศวร ก็กาลนั้นแลทรงปฏิบัติปรัชญาปารมิตาอันลึกซึ้งมากนัก เล็งเห็นว่าปัญจขันธ์นั้นมีภาวะธรรมชาติที่ล้วนแต่ว่างเปล่า บังเกิดในกาลนั้นแลพระสารีบุตรผู้มีอายุ ด้วยอานุภาพของพระพุทธองค์ยังให้ พระสารีบุตร ประคองอัญชลี ทูลถามแด่พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์นั้นว่า ท่านผู้เจริญ! ถ้าหากปรากฏซึ่งความพอใจที่จะศึกษามรรคาแห่งปรัชญาปารมิตาอันลึกซึ่งมากนักนั้น พึงรับเอามรรคาเช่นไร เมื่อปุจฉาเช่นนั้นได้ได้ยุติลง ก็ขณะนั้นแลพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ได้กล่าวต่อพระผู้มีอายุสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร แม้ว่ามีกุลบุตร กุลธิดาคนใด ( ผู้ปรารถนาจะฝึก ) ก็ในการปฏิบัติปฏิปทาของปรัชญาปารมิตาอันล้ำลึกยิ่งนักนั้น พึงเล็งเห็นว่าปัญจขันธ์นั้นมีภาวะธรรมชาติที่ล้วนแต่ว่างเปล่า สละแล้วซึ่งทุกข์ภัยทั้งหลายนั้น ท่านสารีบุตร! รูปนั้นว่างเปล่า เห็นรูปด้วยภาวะแห่งศูนยตา รูปไม่ต่างกับความว่าง ความว่างไม่ต่างกับรูป คือรูปนั้นบังเกิดซึ่งความว่าง แล คือความว่างนั้นบังเกิดซึ่งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นดังเช่นนั้น ท่านสารีบุตร! ก็คือภาวะแห่งธรรมทั้งหลายนั้นมีลักษณะอันเป็นความว่าง ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่สกปรก ไม่สะอาด ไม่ลด ไม่เพิ่ม ดังนั้นในความว่าง ไร้ซึ่งรูป ไร้ซึ่งเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ ไร้ซึ่งตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไร้ซึ่งรูปกลิ่นเสียงรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ ไร้ซึ่งจักษุวิญญาณธาตุ ตลอดจนไร้มโนวิญญาณธาตุ ไร้ซึ่งอวิชชา และไร้ซึ่งการสิ้นไปแห่งอวิชชา ตลอดจนไร้ซึ่งการสิ้นไปของชรา มรณะ ไร้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ไร้ซึ่งปัญญาการพิสูจน์และไร้ซึ่งการบรรลุ เพราะไร้สิ่งใดให้สำเร็จ พระโพธิสัตว์นั้น เพราะการดำรงในปรัชญาปารมิตาเป็นเหตุ ใจนั้นย่อมมิมีความสงสัยเคลือบแคลง แลเพราะมิมีความสงสัยเคลือบแคลง จึงปราศจากความหวั่นกลัว ละห่างจากความคิดแลความฝันอันตรงข้ามกับสัจจะ แลมีนิรวาณ(นิพาน)เป็นที่สุด พระพุทธเจ้าในกาลทั้งสาม ก็เพราะทรงดำรงในปรัชญาปารมิตา จึงยังความตรัสรู้ในอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ แลปัจจุบันสำเร็จซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ก็เพราะดังนั้นพึงทราบว่าปรัชญาปารมิตานั้น เป็นมหาธารณี เป็นมหาวิทยาธารณี เป็นอนุตตรธารณี เป็นอสมธารณี สามารถขจัดเสียซึ่งทุกข์ทั้งปวง แลด้วยสัจจะจริงแท้จริงไม่ลวงหลอก จึงเป็นเหตุให้กล่าวธารณีแห่งปรัชญาปารมิตานั้น บังเกิดกล่าวซึ่งธารณี(สัตยวาจา)นั้นว่า
โอม คะเต คะเต ปาระคะเต ปารสังคะเต โพธิ สวาหา
เช่นดังนั้นท่านสารีบุตร! บรรดาพระโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย ก็ในปฏิปทาแห่งปรัชญาปารมิตาอันลึกล้ำยิ่งนักนั้น พึงศึกษาเล่าเรียนดังเช่นนั้น ขณะนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาธิอันสงบสุขเป็นสิรินั้นแลบังเกิดซึ่งการสรรเสริญพระอวโลกิเตศวรว่า สาธุๆ ดูก่อนกุลบุตร เป็นเช่นดังนั้นเป็นเช่นดังนั้น เช่นดังที่เธอได้กล่าวมา มรรคาแห่งปรัชญาปารมิตานั้นลึกล้ำยิ่งนัก พึงกระทำดังเช่นมรรคานั้น ดังเช่นปฏิบัตินั้น พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ก็ย่อมชื่นชมยินดี ครั้นนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสซึ่งพระดำรัสนั้นยุติแล้ว พระผู้มีอายุสารีบุตร พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ตลอดจนบุคคลทั้งหลายที่อยู่ในที่สันนิบาตนั้นอันประกอบด้วย มนุษย์ เทวดา อสูร คนธรรพ์เป็นอาทิ ได้สดับฟังซึ่งพุทธวจนะนั้นแล้ว ต่างก็ย่อมบังเกิดซึ่งความเพลิดเพลินยินดีอันยิ่งใหญ่ ศรัทธารับเอาไปปฏิบัติ.
:yociexp24:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&month=08-2007&date=15&group=7&gblog=7
Kamen rider
11-22-2007, 12:58 AM
ปกรณ์ที่ ๒๕๗ พุทธมาตริปรัชญาปารมิตาสูตร.
พระตรีปิฏกธราจารย์ทานปาละ พากย์จีน
สามเณรศุภโชค ตีรถะ พากย์ไทย
ตทฺยถา โอม คะเต คะเต ปาระคะเต ปารสังคะเต โพธิ สวาหา
ข้าขอนอบน้อมแด่ผู้ที่ข้ามล่วงฝั่งไปแล้วทุกท่านด้วยเศียรเกล้า
"ฉบับนี้เป็นปรัชญาปารมิตาสูตรอีกฉบับสำนวนแปลจีนที่ได้แปลจีนโดยท่านพระตรีปิฏกธราจารย์ทานปาละเถระ โดยใช้ชื่อว่าพุทธมาตริปรัชญาปารมิตาสูตร เป็นอีกฉบับที่มีลักษณะคล้ายของภาษาธิเบตมากที่ข้าพเจ้าเคยเห็นมามาก มีข้อแตกต่างกับฉบับอื่นๆอีกเช่นกันแต่ไม่ว่าด้วยประการใดขอผู้อ่านพึงเทียบเคียงดูเองเถิด บัดนี้ตัวข้าพเจ้าได้แปลปกรณ์นี้สู่พากย์ไทยจบลงแล้ว ขออุทิศกุศลนี้แด่เหล่าสัตว์เล็กสัตว์น้อยอันมิมีประมาณ ที่ถูกมองข้ามไป ขอพวกเขาเหล่านั้นจงเป็นผู้มีส่วนแห่งพระนิพานเถิด. "
พุทธมาตริปรัชญาปารมิตาสูตร.
ก็ดังที่ข้าพเจ้าได้สดับมานั้น กาลหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับ ณ เขาคิชฌกูฏ แขวงกรุงราชคฤห์ พร้อมด้วยเหล่าภิกษุสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่มายมายจำนวน ๑,๒๕๐ รูป รวมด้วยเหล่าบรรดาพระโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย แลอยู่รวมกันแวดล้อมอยู่ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ครานั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเข้าสู่ประกายแสงแห่งปัญญาอันลึกล่ำมากนักประกาศกล่าวคือสัมมาธรรมสมาธิ(สมาธิเป็นธรรมที่ตั้งไว้ดีแล้ว) กาลนั้นแลพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ดำรงอยู่ในพุทธสมาคมนั้น แลพระมหาโพธิสัตว์พระองค์นั้น เมื่อยังความสามารถในการรับถือทางแห่งปรัชญาปารมิตาอันลึกล่ำยิ่งนั้นนั้นจบลง พิจารณามองเห็นว่าขันธ์ทั้ง ๕ ตามสภาวะธรรมชาติแล้วล้วนแต่เป็นความว่าง(อนัตตา,ศูนยตา)
ขณะนั้นพระสารีบุตรเถระ ก็แลด้วยพุทธานุภาพนั้น ยังให้พระสารีบุตรกล่าวปุจฉาแด่พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์นั้นว่า หากมีกุลบุตรแลกุลธิดาบุคคลใด ก็ในทางแห่งปรัชญาปารมิตาธรรมอันลึกล้ำยิ่งนักนั้น ผู้ที่มีพอใจปรารถนาจักรับถือศึกษา ย่อมควรศึกษาเช่นใด
กาลนั้นพระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ กล่าวกับพระสารีบุตรเถระว่า การที่ท่านได้ประกาศกล่าวนั้นท่านนั้นพึงสดับรับฟังตามความเป็นจริงว่า หากกุลบุตรแลกุลธิดาบุคคลใด ผู้ที่มีความพอใจปรารถนาจักรับถือศึกษาในในทางแห่งปรัชญาปารมิตาธรรมอันลึกล้ำยิ่งนักนั้น พึงพิจารณาขันธ์ทั้ง ๕ ตามสภาวะธรรมชาติแล้วล้วนแต่เป็นความว่าง ไฉนชื่อว่าขันธ์ทั้ง ๕ ตามสภาวธรรมชาติย่อมว่างป่าวเล่า? กล่าวคือบังเกิดซึ่งรูปนั้นคือความว่างแลบังเกิดว่าความว่างนั้นคือรูป รูปนั้นมิแตกต่างกันเลยในความว่าง ความว่างนั้นก็ไม่แตกต่างกันเลยในรูป เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณก็เป็นดังเช่นนั้น ท่านสารีบุตร ธรรมทั้งหลายนั้นก็เป็นดังเช่นลักษณะแห่งความว่าง ไร้ซึ่งการเกิดขั้น ไร้ซึ่งการดับไป ไร้ความแปดเปื้อน ไร้ความบริสุทธิ์ ไร้การเพิ่มยาว ไร้การขาดเสียลดลงไป ท่านสารีบุตร ดังนั้นแลในความว่างจึงไร้ซึ่งรูป ไร้ซึ่งเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณ ไร้ซึ่งตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไร้ซึ่งรูปรสกลิ่งเสียงสัมผัสธรรมารมณ์ ไร้จักษุธาตุ ไร้ซึ่งจักษุวิญญาณธาตุ ตลอดจนไร้ซึ่งมโนธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ไร้อวิชชาแลไร้ซึ่งการสิ้นไปแห่งอวิชชา ตลอดจนไร้ชรามรณะ แลไร้ซึ่งการสิ้นไปแห่งชรามรณะ ไร้ซึ่งทุกข์สมุทัยนิโรธมรรค ไร้ปัญญาความรู้ ไร้ซึ่งการบรรลุอีกทั้งไร้ซึ่งการไม่บรรลุ ท่านสารีบุตร ด้วยมูลเหตุแห่งการไม่บรรลุนั้น พระโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ ย่อมดำรงประกอบมรรคาในปรัชญาปารมิตานั้น จิตนั้นย่อมมิหวั่นไหว อีกทั้งไร้สิ่งขวางกั้น ก็ด้วยการมิหวั่นไหวมิมีสิ่งขวางกั้นนั้น จึงมิหวั่นกลัว ละห่างจากความคิดแลความฝันอันตรงข้ามกับสัจจะทั้งหลาย แลมีนิรวาณ(นิพาน)เป็นที่สุด ก็แลปรากฏซึ่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลทั้งสาม ต่างก็ทรงดำรงในปรัชญาปารมิตานั้น ย่อมยังความตรัสรู้ในอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ดังนั้นแลพึงทราบ ปรัชญาปารมิตา จึงเป็นไวบุลยมหาวิทยา จึงเป็นอนุตตรวิทยา จึงเป็นอสมวิทยา แลสามารถขจัดเสียทุกลมหายใจซึ่งความทุกข์ความรำคาญทั้งปวง บังเกิดคือปรมัตถสัจจะมิหลอกลวงมุสาในการแสดงธรรม บรรดาเหล่าผู้รับถือศึกษานั้น พึงศึกษาเช่นนี้ อันข้านั้นจักได้ประกาศกล่าวซึ่งปรัชญาปารมิตาอันเป็นมหาวิทยานั้นกล่าวคือ
ตทฺยถา โอม คะเต คะเต ปาระคะเต ปารสังคะเต โพธิ สวาหา
ท่านสารีบุตร! บรรดาพระโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย ถ้าหากสามารถบรรยายท่องซึ่งปรัชญาปารมิตาวิทยประโยคนั้น จักบังเกิดคือการรับถือศึกษาในปรัชญาปารมิตา ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาธิอันสงบสุขเป็นสิรินั้นแลบังเกิดซึ่งการสรรเสริญพระอวโลกิเตศวรว่า สาธุๆ ดูก่อนกุลบุตร เป็นเช่นดังที่เธอได้กล่าวมา เป็นเช่นดังนั้นเป็นเช่นดังนั้น ปรัชญาปารมิตานั้นพึงศึกษาเช่นนั้น บังเกิดคือปรมัตถสัจจะอันยอดเยี่ยมเป็นที่สุดนั้น พระตถาคตเจ้าทั้งหลายก็ล้วนแต่ย่อมชื่นชมยินดี ครั้นนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสซึ่งพระสูตรนั้นจบลงแล้ว พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ ร่วมด้วยบรรดาเหล่าภิกษุทั้งหลายตลอดจนถึงมนุษย์ เทวดา อสูร คนธรรพ์เป็นอาทิ แลหมู่สัตว์ทั้งหลาย ได้สดับฟังซึ่งพุทธวจนะนั้นแล้ว ล้วนแต่บังเกิดซึ่งปิติสุขอันยิ่งใหญ่ ศรัทธารับเอาไปปฏิบัติ.
:yociexp46:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&month=04-2007&date=20&group=7&gblog=5
vBulletin® v3.7.4, ลิขสิทธิ์ ©2000-2009, บริษัท Jelsoft Enterprises จำกัด