PDA

View Full Version : พระสุวรรณประภาสสูตร


Kamen rider
11-22-2007, 12:44 AM
บทที่ ๘ ปริวรรตว่าด้วยเรื่องสุวรรณวิชัยธารณี
<!-- Main -->
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ท่ามกลางหมู่ชนเป็นอันมาก ทรงตรัสกับสุประดิษฐิตะโพธิสัตว์ มหาโพธิสัตว์(ผู้สถิตอยู่ในคุณงามความดี)ว่า ดูก่อนกุลบุตร มีธารณีหนึ่งนามว่าสุวรรณวิชัย หากว่ามีกุลบุตรกุลธิดาบุคคลใด ผู้ปรารถนาพอใจเฝ้าแสวงหาพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต ปัจจุบัน อนาคต เพื่อที่จะใกล้ชิดทัศนาเคารพนอบน้อมถวายเครื่องสักการะ จึงควรที่จะรับถือธำรงไว้ซึ่งธารณีนี้ เพราะเหตุใดฤา คือธารณีนี้เป็นมารดาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายในตรีกาลคืออดีต ปัจจุบัน อนาคต ดังนั้นแลทราบเถิดว่าควรแก่การธำรงไว้ผู้ธำรงไว้ซึ่งธารณีนี้ ย่อมเพียบพร้อมด้วยบุญวาสนาความผาสุกคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่มากมายเป็นที่สุด พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตกาล ทำให้กุศลมูลทั้งหลายบังเกิดขึ้นบัดนี้ย่อมธำรงรักษาทรงไว้ ในศีลวิศุทธิ(ศีลอันบริสุทธิ์) ไม่มีการพินาศไม่มีการขาดตกบกพร่อง ไร้การมีอยู่ของสิ่งกีดขวางที่กางกั้นอยู่ มีความเด็ดขาดสามารถเข้าถึงธรรมวิถีอันลึกล้ำยิ่งนักนั้น (กาลนี้แล) พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงแสดงการธำรงไว้ซึ่งธารณีธรรม แต่ก่อนเบื้องหน้านี้พึงสรรเสริญพระนามแห่งพระพุทธเจ้าตลอดจนพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ด้วยถึงจิตที่เคารพนอบน้อมสักการะ หลังจากนั้นจึงพึงท่องธารณี

ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งปวงในทศทิศ ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทุกๆพระองค์ ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้า ภัทรอริยสาวกทั้งหลาย

ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระศากยมุนีพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระอจลนาถพุทธเจ้าแห่งทิศตะวันออก ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระรัตนธวัชพุทธเจ้าแห่งทิศใต้ ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระอมิตาภะพุทธเจ้าแห่งทิศตะวันตก ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระทุนทุภิษวรราชาพุทธเจ้าแห่งทิศเหนือ ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระไวบูลยมหาคุณพุทธเจ้าแห่งทิศเบื้องบน ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระวิทยาคุณพุทธเจ้าแห่งทิศเบื้องล่าง ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระรัตนครรภ์พุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระสมันตประภาสพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระสรรววิทพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระคันธาลยพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระปุณฑรีกวิชัยพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระสมภาพทัศนาพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระรัตนศิขินพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระรัตนุตตมพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระรัตนประภาสพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระวิมลรัศมีพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระสุรัสวดีลังการวิตักกพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระวิศุทธิจันทรประภาสกีรติลักษณะราชาพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระคันธวยูหประภาสพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระประภาสวิทยาราชาพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระสุรัศมีวิมลกีรติราชาพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระอิกษณีอเภตริอิศวราชาพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระอเภตรินามกีรติพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระวิชัยราชาพุทธเจ้า ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์มหาสัตว์ ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์มหาสัตว์ ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระอากาศครรภ์โพธิสัตว์มหาสัตว์ ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระมัญชุศรีโพธิสัตว์มหาสัตว์ ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระวัชรปาณีโพธิสัตว์มหาสัตว์ ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระสมันตภัทรโพธิสัตว์มหาสัตว์ ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระอักษยมติโพธิสัตว์มหาสัตว์ ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์มหาสัตว์ ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระเมตตรัยโพธิสัตว์มหาสัตว์ ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่พระสุมติโพธิสัตว์มหาสัตว์

แลจักกล่าวธารณีว่า
นำมอเฮอลาตานหนอตัวลาเหยี่ยเยีย (นโมรตฺน-ตฺรยาย) ตานจื้อถัว (ตถฺยถา) จวินตี้ จวินตี้(เข้าใจว่าคือ จิต ) จวิ๋เจว๋อลี่ (เข้าใจว่าคือ เจตสิก) อิจวื่อหลี มี่จวื่อหลี ซัวเฮอ(สวาหา)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระสุประดิษฐิตะโพธิสัตว์ว่า ธารณีนี้คือพุทธมารดาในตรีกาล ทว่า หากว่ามีกุลบุตร กุลธิดาบุคคลใดเป็นผู้รับถือทรงไว้ซึ่งธารณีนี้ ย่อมทำให้เกิดบุญวาสนาความผาสุกมารวมตัวกันไม่มีประมาณไม่มีที่สิ้นสุด ครั้นแล้วจักเป็นการนอบน้อมเคารพสักการะย่อมสรรเสริญด้วยความเคารพต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายอันไม่อาจจะคนานับได้ เช่นนี้แลพระพุทธเจ้าทั้งหลายล้วนพร้อมด้วยบุคคลนี้ทั้งหมดนั้น ต่างรับมอบพระสัมมาสัมโพธิญาณทรงจำไว้ไม่ลืมเลือน ดูกรสุประดิษฐิตะ ถ้าหากว่ามีบุคคลใดก็ตามสามารถเป็นผู้ธำรงไว้ซึ่งธารณีนี้ ด้วยเป็นตามความพอใจของเขา(ไม่มีใครชวน) ย่อมได้เสื้อผ้าอาภรณ์อาหารสินทรัพย์มากหลาย มีการสดับฟังด้วยสติปัญญาอย่างเฉลียวฉลาดไม่มีโรคาพยาธิอายุวัฒนะ แลได้รับความผาสุกมากหลายนัก ตามความปรารถนาที่เฝ้าแสวงหา ไม่มีทางไม่สมมโนรสเจตนา ดูกรสุประดิษฐิตะ ผู้ธำรงรักษาไว้ซึ่งธารณีนี้ แม้ยังไม่เคยพิสูจน์พระอนุตตรสัมโพธิให้ชัดแจ้งถึงพร้อม ก็มีปกติเสมือนด้วยพระวัชรนคราบรรพตโพธิสัตว์ พระเมตตรัยโพธิสัตว์ พระมหาสาครโพธิสัตว์ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ พระมหากรกาตครโพธิสัตว์เป็นต้น แลก็ร่วมหยุดอยู่อาศัยด้วย ย่อมเป็นเพราะพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทรงรับมาปกปักรักษา ดูกรสุประดิษฐิตะพึงทราบเถิดว่า เพลาที่ได้ธำรงซึ่งธารณีนี้ การกระทำธรรมดังเช่นนั้น แต่เบื้องหน้าพึงท่องสาธยายธำรงไว้ให้บริบูรณ์หนึ่งหมื่นแปดจบ ทำให้เกิดความเหมาะสมเป็นเบื้องหน้า อันดับนั้นแลในห้องมืด(ห้องที่มีแสงสว่างน้อย) ที่ธรรมสถานนั่นงดงามอลังการนัก (หมายถึงวัดก็ได้) ค่ำคืนที่มืดมนหนึ่งวัน(หนึ่งคืนหนึ่งวัน) อาบน้ำชำระกายให้บริสุทธิ์แลสวมอาภรณ์ที่บริสุทธิ์ปรากฏโดดเด่นเป็นสง่าสดใสนัก เผาเครื่องหอมโปรยดอกไม้ให้กระจายไป พร้อมด้วยถวายภัตตาหารเครื่องดื่มทั้งหลายการเคารพถวายสักการะต่างๆนานานั้น นำเข้ามายังที่ธรรมสถาน เริ่มแรกพึงสรรเสริญนอบน้อมกล่าวเช่นนั้นต่อเบื้องหน้าแห่งพระพุทธเจ้าแลพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ถึงจิตความยิ่งใหญ่นัก ขมากรรมแต่เบื้องหน้าโทษนั้นให้สิ้นสุดลง คุกเข่าเบื้องขวากับพื้นปฐพี เบื้องหน้าได้สาธยายท่องบ่นธารณี หนึ่งพันแปดรอบโดยบริบูรณ์ นั่งขัดคู้สมาธิพินิจพิจารณา ระลึกถึงปณิธานของตน ในวันสุดท้ายเมื่อพ้นจากเพลานั้นแล้ว เมื่ออยู่ในธรรมสถานนี้ จะมีอาหารอันบริสุทธิ์แลจะอาหารที่ไม่บริสุทธิ์ก็ตาม หนึ่งวันก็สักแต่ว่ามันเป็นเพียงแค่อาหารเท่านั้น จนถึงสิบห้าวัน เมื่อได้ตรงออกจากธรรมสถานนั้น บุคคลนี้ก็จักสามารถทำให้บุญวาสนาความผาสุกเกิดขึ้นแลจะมีพลานุภาพที่เป็นอจินไตยไม่ควรคิด ด้วยตามความปรารถนาขอร้องนั้น ไม่มีคำว่าไม่สำเร็จบริบูรณ์ แต่ทว่าหากมิสมประสงค์มโนรสไซร้ย่อมเข้าไปยังธรรมสถาน ครั้นเมื่อเข้าไปถึงแล้วแม้นสรรเสริญกล่าวขานเมื่อจิตดับลงย่อมทรงไว้มิลืมเลือน.


:yociexp15:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&month=07-2007&date=07&group=22&gblog=2 (http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&month=07-2007&date=07&group=22&gblog=2)

Kamen rider
11-22-2007, 12:45 AM
บทที่ ๑๖ มหาลักษมีเทวนารีปริวรรตว่าด้วยเทวนารีที่มีนามว่ามหาลักษมี

สมัยนั้นแลพระมหาลักษมีเทวนารี ลุกจากอาสนะที่ประทับแล้วก้าวไปเบื้องหน้าถวายสักการะพุทธบาทแล้วเสร็จ พนมมือถวายการเคารพน้อมน้อม แล้วทูลถามต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ถ้าหากข้าพเจ้าพบเห็นว่ามีพระภิกษุพระภิกษุณีอุบาสกอุบาสิกาเหล่าใด รับถือท่องบ่นสาธยายเป็นบุคคลผู้ให้อรรถาธิบายซึ่งพระสุวรรณวิชัยราชสูตรนี้แล้วไซร้ ข้าพเจ้าจักพึงตั้งใจเคารพนอบน้อม ถวายสักการะแด่พระธรรมาจารย์ผู้นั้น อันคำว่าภัตตาหารเครื่องดื่มเสื้อผ้าอาภรณ์ ที่หลับที่นอนเครื่องเภษัชแลการดูแลรักษาด้วยเภษัชนั้น ตลอดจนสิ่งต่างๆโดยไม่มีเหลือแม้สิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นต้องมีให้เพียบพร้อม ทั้งหมดนั้นก็ล้วนแต่ทำให้เกิดความสมบูรณ์เพียบพร้อมแล้ว ไม่มีการขาดแคลนแม้แต่น้อย มาตรว่าในทิวาแลมาตรว่าในราตรี ณ พระสูตรที่ยิ่งใหญ่นี้ได้มีอยู่ซึ่งประโยคแห่งสัจธรรม เมื่อได้ใคร่ครวญคิดพินิจพิจารณาแล้วไซร้ แล้วสถิตมั่นอยู่ในความสงบสุขนั้น กระทำให้พระสูตรเหล่านี้เป็นที่ปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางแพร่กระจายไปในชมพูทวีป ด้วยเพราะที่สุดแห่งสรรพสัตว์นั้นผู้มีกุศลมูลในพุทธวงศ์อันไม่มีประมาณร้อยพันใดๆ ย่อมทำให้สรรพสิ่งหรือเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้มีการสดับรับฟังอยู่เนืองนิตย์ไม่ให้หมดเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งในร้อยพันโกฏิกัลป์อันไม่อาจจะประมาณได้นี้ พึงที่จะได้รับความเป็นมนุษย์ แลเทวดาประเภทต่างๆอันมีสุขยอดเยี่ยมนัก ย่อมที่จะอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นเนืองนิตย์ ตลอดกาลปราศจากทุพภิกขภัยความอดยากแห้งแล้ง สรรพสัตว์มีจิตใจมั่งคงได้รับความสงบสุขตลอดไปเป็นปกติ อีกทั้งย่อมจะได้ประสบพบเจอพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้านั้น ย่อมเห็นชัดแจ้งอย่างฉับพลันในมหาโพธิผลอันยอดเยี่ยมไม่มีที่เปรียบปราน(ผลของการตรัสรู้ที่ยิ่งใหญ่) ตัดขาดจากทุคติวินิบาก(การเกิดเป็นสัตว์นรก เปรตและเดียรัจฉาน)แลสังสารวัฏที่มีแต่ความทุกข์ยากโดยสิ้นเชิง ข้าแต่พระผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ข้าพเจ้าระลึกถึงในอดีตได้ปรากฏมีพระไพฑูรย์สุวรรณบรรพตรัตนบุปผาชาติรัศมีประภัสสรศรีคุณาสาครตถาคตอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เพียบพร้อมด้วยทศหรคุณ(คุณของพระพุทธเจ้า ๑๐ ประการคือบทสวดพุทธคุณที่เราท่องๆกันเริ่มต้นที่อิติปิโสภควา ฯลฯ) ณ ที่นั้นข้าพเจ้า มีเมล็ดพันธุ์แห่งกุศลมูลทั้งหลาย มูลเหตุด้วยพระตถาคตพระองค์นั้นทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ด้วยเหตุที่ได้ระลึกถึงพลานุภาพแห่งความเมตตากรุณานั้น ทำให้ข้าพเจ้าบังเกิดขึ้นได้ในวันนี้ก็ด้วยการระลึกในสถานที่นั้นแล จึงติดตามตรวจตรามองดูทิศต่างๆอีกทั้งติดตามแม้กระทั่งประเทศต่างๆ สามารถทำให้สรรพสัตว์ร้อนพันหมื่นโกฏิไม่อาจจะประมาณการได้นั้น ได้รับความผาสุกทั้งปวง ตลอดจนสิ่งจำเป็นต่างๆเสื้อผ้าอาภรณ์ภัตตาหารเครื่องดื่มปัจจัยต่างๆ(มีเงินเป็นต้น)ก็บังเกิดพร้อมพรั่ง รัตนของมีค่าคือทองคำ เงิน แก้วมณี มุกดา เพชร ไพฑูรย์ สังข์ ประพาฬ มรกต สุมาร์คลวะและมุกแดงเป็นต้น ทั้งหมดนั้นล้วนแต่มีอย่างพอเพียงงดงามนัก ถ้าหากยังมีบุคคล ผู้ถึงที่สุดแล้วยังมีจิตท่องบนสาธยายซึ่งพระสุวรรณประภาสวิชัยราชสูตรนี้ อีกทั้งในแต่ละวันควรที่จะเผาเครื่องหอมต่างๆที่มีชื่อเสียง ตลอดจนบรรดาบุปผชาติไม้ดอกที่ดีเยี่ยม เป็นเหมือนเมื่อครั้งข้าพเจ้าได้ถวายสักการะแด่พระไพฑูรย์สุวรรณบรรพตรัตนบุปผาชาติรัศมีประภัสสรศรีคุณาสาครตถาคตอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็ในแต่ล่ะวันนั้นแม้ในกาลทั้งสาม(อดีต ปัจจุบัน อนาคต)พึงที่จะสรรเสริญระลึกถึงชื่อของเรา(พระลักษมี) แบ่งใช้เครื่องหอมดอกไม้ตลอดจนภัตตาหารที่น่าพอใจทั้งหลายถวายสักการะแก่เรา อีกทั้งยังได้สดับฟังรับถือพระสูตรที่ยิ่งใหญ่ยอดเยี่ยมนี้เป็นนิตย์ย่อมได้รับความผาสุกดังที่กล่าวมาข้างต้น แล้วจึงกล่าวโศลกคาถาว่า

ด้วยมูลเหตุที่สามารถรับถือพระสูตรดังเช่นนี้ดังนั้น
ชีวิตร่างกายตนแลครอบครัวคนใกล้ชิดย่อมละห่างจากความเสื่อมทั้งหลาย
เสื้อผ้าอาภรณ์อาหารสิ่งจำเป็นต้องมีนั้นไม่มียามใดที่ขาดแคลน
อานุภาพรัศมีเจิดจำรัสอายุวรรณะยากที่จะสิ้นสุด(อายุยืน)
สามารถทำให้อยู่ในสภาพที่ซาบซึ้งในรส(แห่งพระธรรม)เพิ่มพูนเจริญขึ้น
เทวดาทั้งหลายลงมาดุจฝนตกลงมาตามงานเทศกาลต่างๆ ทันใดนั้น
เทวดาทั้งหลายเหล่านั้นต่างก็บังเกิดจิตที่ประกอบด้วยความปิติยินดีเป็นสุขยิ่ง
และตลอดจนเทวดาอารักษ์แห่งสวนป่าพืชพันธุ์ธัญญาหารผลไม้ต่างๆนั้นด้วย
อันสวนป่าไม้ผลและความเจริญเพิ่มพูนเขียวชอุ่มแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วล้วนเป็นของคู่กัน
ครอบครองหน่อเนื้อของการเพาะปลูกธัญพืชที่มีอยู่ทั้งหมดนั้นย่อมสำเร็จบริบูรณ์
ความปรารถนาเฝ้าแสวงหาร้องขอในทรัพย์สมบัติของล้ำค่านั้นล้วนแต่สมปรารถนา
ผู้ใดจิตมีสติระลึกอยู่อย่างที่ว่ามาแล้วนั้นเขานั้นย่อมสมความปรารถนาทั้งปวง

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระมหาลักษมีเทวนารีว่า สาธุ สาธุ เธอนั้นสามารถระลึกได้ถึงเหตุแต่ปางก่อน อันผลานิสงส์แห่งการเคารพบูชา ผลประโยชน์นั้นทำให้เกิดความสงบสุขอันไม่มีที่สิ้นสุดแก่สัตว์ทั้งปวง แลด้วยการเผยแพร่พระสูตรนี้ให้กระจายไป บุญกุศลนั้นย่อมไม่มีวันขาดสิ้นไป.


:yociexp24:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&month=07-2007&date=09&group=22&gblog=3

Kamen rider
11-22-2007, 12:46 AM
บทที่ ๓๑ ปริวรรตว่าด้วยเรื่องการส่งมอบและการกำชับสั่งเสีย
<!-- Main -->
สมัยนั้นแล สมเด็จพระโลกนาถเจ้าทรงตรัสอย่างครอบคลุมต่อพระโพธิสัตว์ทั้งหลายที่ไม่อาจประมาณการได้ ตลอดจนมนุษย์ เทวดาแลมหาชนทั้งหลายในที่นั้นโดยทั่วถึง เธอนั้นพึงทราบเถิดว่า เราตถาคตนั้นในมหากัลป์อันไม่อาจประมาณการได้ไม่อาจจะคาดคะเนนับได้นี้ ได้พากเพียรพยายามบำเพ็ญทุกกรกิริยา(การทำส่งที่ทำได้ยากเป็นการทรมานตน) เมื่อเข้าถึงทรงรับเอาธรรมอันลึกซึ้งยิ่งนักแล้ว มีโพธิ(การตรัสรู้)เป็นต้นเหตุที่แท้จริง ต่อมาภายหลังท่านจึงตรัสว่า ดูก่อนเธอทั้งหลาย ใครก็ตามสามารถตั้งจิตมุ่งพากเพียรอย่างเข้มแข็งเคารพนอบน้อมเฝ้าปกปักรักษาไว้ซึ่ง กาลใดเมื่อเราตถาคตนิพพานแล้ว ในธรรมวิถีนี้ เธอจงประกาศกล่าวเผยแพร่กระจายไปอย่างครอบคลุมทั่วถึง จงมีความสามารถทำพระสัทธรรมให้สถิตอยู่นานในโลกนี้เถิด สมัยนั้นแลในชนทั้งหลายอันมีพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ๖๐ โกฏิ ยังมีเทวดาทั้งหลายแลมหาชนทั้งปวงอีก ๖๐ โกฏิ ต่างก็มีเสียงปรากฏขึ้นพร้อมๆ กันแลได้กล่าวเช่นนี้ว่า โอ้ ข้าแต่พระผู้เป็นที่พึงของหมู่สัตว์ อันตัวข้าพระองค์ทั้งหลายนั้นต่างก็มีความปลาบปลื้มปิติยินดีในจิต เมื่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ในมหากัลป์อันไม่มีประมาณได้พากเพียรพยายามบำเพ็ญทุกกรกิริยา แต่เมื่อเข้าถึงทรงรับเอาธรรมอันลึกซึ้งยอดเยี่ยมยิ่งนักแล้วมีโพธิเป็นต้นเหตุที่แท้จริงแล้ว(มีโพธิเป็นไปในเบื้องหน้า) (เราทั้งหลาย)จักเคารพนับถือรักษาไว้แลทรงไว้โดยไม่คิดชีวิตร่างกาย เมื่อกาลพระตถาคตทรงนิพพานแล้ว ในธรรมวิถีนี้ กล่าวเผยแพร่กระจายไปอย่างครอบคลุมทั่วถึง จักทำให้พระสัทธรรมให้สถิตอยู่นานในโลกนี้ สมัยนั้นแล พระโพธิสัตว์ทั้งหลายจึงลุกมาอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระตถาคตแล้วกล่าวคาถาว่า

พระโลกนาถทรงมีปรมัตถ์สัจจะวาทะ ดำรงสถิตมั่นอย่างสงบในปรมัตถ์ธรรม ด้วยมูลเหตุแห่งปรมัตถ์สัจจะนั้น จักธำรงรักษาไว้ซึ่งพระสูตรนี้ มหาเมตตาเป็นดุจเสื้อเกราะ ดำรงสถิตมั่นอย่างสงบในมหาเมตตา มูลเหตุกำลังแห่งเมตตากรุณานี้ จักธำรงรักษาไว้ซึ่งพระสูตรนี้
ความผาสุกเป็นปัจจัยครบถ้วนบริบูรณ์ แลปรากฏปัญญาขึ้นเป็นปัจจัย เพราะมูลเหตุปัจจัยเหล่านี้ปรากฏเต็มที่ จักธำรงรักษาไว้ซึ่งพระสูตรนี้ จักกำราบหมู่มารทั้งปวงให้ศิโรราบ ยังจะบุกทำลายมิจฉาศาสตร์ให้สูญสิ้น ด้วยเพราะจักตัดมิจฉาทิฐิให้ดับลง จักธำรงรักษาไว้ซึ่งพระสูตรนี้ จตุโลกบาลผู้รักษาโลกพร้อมด้วยอินทร์พรหม ตลอดจนอสูร
นาคเทพารากษสเป็นต้นนั้น จักธำรงรักษาไว้ซึ่งพระสูตรนี้ พื้นพิภพเบื้องบนนี้จนถึงอากาศธาตุ ดำรงสถิตนานในที่นี้เพราะเคารพรับถือปฏิบัติในพระพุทธศาสนานี้ จักธำรงรักษาไว้ซึ่งพระสูตรนี้ ประกอบด้วยลักษณะแห่งจตุรพรหมวิหารธรรม พร้อมด้วยความงดงามในจตุรอริยสัจ
เพราะมีการกำจัดจตุรมารให้ศิโรราบ จักธำรงรักษาไว้ซึ่งพระสูตรนี้ อากาศธาตุบริบูรณ์ด้วยคุณสมบัติไร้สิ่งกีดขวาง
คุณสมบัติก็ไร้สิ่งกีดขวางบริบูรณ์ด้วยอากาศธาตุ
พระพุทธเจ้าทั้งปวงต่างปกปักรักษารับถือไว้ ไม่มีผู้ใดทำให้หวั่นไหวได้เลย

( จตุรพรหมวิหารธรรม คือ ธรรมที่พรหมอาศัยอยู่มี ๔ คือ เมตตา ปรารถนาให้เขาเป็นสุข กรุณา การได้ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ มุทิตา การยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี อุเบกขา ความไม่ยินดียินร้ายวางใจเป็นกลาง )
(จตุรมาร คือ มาร ๔ กิเลสมารได้แก่กิเลสต่างๆที่ทำให้จิตใจทุกข์ร้อน ขันธ์มารได้แก่ขันธ์ ๕ ที่ก่อให้เกิดทุกข์ มรณมารได้แก่ความตายที่พรากชีวิต ปรนิมมิตวสวัตตีเทพบุตรมารได้แก่พญามารที่มาทำลายพระพุทธเจ้าหรือบุคคลผู้ที่ทำเรื่องอันเป็นกุศล)

สมัยนั้นแล ท้าวจตุโลกบาลเทวราช สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้วต่างปกปักรักษารับถือพระสัทธรรม ต่างก็เกิดคล้อยตามความปิติมีจิตปกปักรักษาพระสัทธรรม สมัยนั้นแลต่างรวมกันเปล่งเสียง กล่าวเป็นคาถาว่า
บัดนี้ข้าพเจ้าสถิตในพระสูตรนี้แล้ว ตลอดจนบุตรธิดาแลครอบครัวคนใกล้ชิด
ล้วนแต่มีจิตเป็นหนึ่งเดียวสนับสนุนอยู่ ย่อมทำการเผยแพร่ให้ได้ขยายไปอย่างทั่วถึง
หากมีผู้รับถือพระสูตรนี้ สามารถกระทำมูลเหตุแห่งโพธิให้บังเกิด
อันข้าพเจ้าดำรงอยู่ในจตุรทิศอยู่เป็นนิจ จักให้การสนับสนุนแลรับช่วงสืบต่อในเรื่องนี้

สมัยนั้นแล พระอินทร์เทวราช พนมมือเคารพประณตน้อม กล่าวคาถาว่า
พระพุทธเจ้าทั้งปวงทรงพิสูจน์ชัดแจ้งธรรมนี้ ด้วยเพราะปรากฏความพอใจสนองบุญคุณ
หมู่พระโพธิสัตว์แวดล้อมด้วยประโยชน์ สาธยายฝึกฝนพระสูตรนี้ให้ปรากฏบนโลก
ในพระพุทธเจ้าทั้งปวงตัวข้าพเจ้านี้ สนองบุญคุณมีปกติเคารพบูชาอยู่เป็นนิจ
จักปกปักรักษาทรงไว้ตามดังพระสูตรนี้ ตลอดจนผู้ปฏิบัติพระสูตรนี้ด้วย

สมัยนั้นแล ดุสิตาเทพบุตร(อดีตพุทธมารดา) พนมมือเคารพประณตน้อม กล่าวคาถาว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรตามนี้แล้ว หากมีผู้สามารถทรงไว้(รักษาไว้ได้)
ย่อมจักสถิตในโพธิฐานะ(หมายถึงพระโพธิสัวต์) มาบังเกิดยังสวรรค์ชั้นดุสิต
พระโลกนาถข้าพเจ้ามีการเฉลิมฉลองด้วยความดีใจ
อุเบกขาสละจากวิชัยผลานิสงค์อันยอดยิ่งของการเป็นเทวดา
สถิตมั่นในชมพูทวีปปลดปล่อย แลสรรเสริญเผยแพร่พระสูตรนี้

สมัยนั้นแล พระพรหมเทวราช(พรหมชื่อศิขิน ผู้มีเปลวไฟที่พระเศียร)ผู้สถิตเป็นสำคัญในสหาโลกธาตุ (หมายถึงโลกเรานี้ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ยากต้องอดทน) พนมมือเคารพประณตน้อม กล่าวคาถาว่า
อันความสงบทั้งหลายไม่อาจประมาณการ ยานทั้งหลายบรรลุถึงวิมุติ(หลุดพ้น)
ล้วนแต่ปรากฏออกมาจากพระสูตรนี้ ดังนี้แลพึงสาธยายฝึกฝนพระสูตรนี้
หากกล่าวแสดงพระสูตรนี้ในที่สถานใด
ข้าพเจ้าจักอุเบกขาสละความสุขจากการเป็นพรหม
เพราะด้วยจักสดับฟังพระสูตรนี้ ทั้งจะสนับสนุนธำรงไว้เช่นนี้เป็นเนืองนิตย์

สมัยนั้นแล ราชบุตรมารนามว่า เสนาธิการ (ผู้เป็นใหญ่ในการปรึกษาสนทนา) พนมมือเคารพประณตน้อม กล่าวคาถาว่า
หากมีการรับเอาด้วยการทรงไว้ได้นี้ ซึ่งสัจธรรมอันดีที่ประกอบอยู่ในพระสูตร
ไม่คล้อยตามจริยาแห่งมาร สะอาดหมดจดดับขาดซึ่งมารคืออกุศลกรรม
อันตัวข้าเป็นต้นในพระสูตรนี้ ก็จักพากเพียรธำรงรักษาไว้อยู่เนืองๆ
ตั้งจิตเป็นมหาวิริยะเจตนา ตามสถานที่ใดๆจักเผยแพร่หมุนวนไปโดยครอบคลุม

สมัยนั้นแล ราชาแห่งมารก็ พนมมือเคารพประณตน้อม กล่าวคาถาว่า
หากมีการทรงไว้ซึ่งพระสูตรนี้ สามารถที่จักกำราบกิเลสทั้งหลายได้
เมื่อเป็นดังสรรพสัตว์ประเภทนั้น เมื่อได้ธำรงรักษาส่งเสริมแล้วย่อมเกิดความสงบสุข
หากได้สาธยายพระสูตรนี้แล้ว มารทั้งหลายย่อมไม่มีโอกาสเหมาะ
เพราะด้วยเหตุแห่งพุทธานุภาพนั้น อันข้าพเจ้าจักขอธำรงรักษาส่งเสริมด้วย

สมัยนั้นแล พระมัญชูศรีเทพบุตร ก็ปรากฏอยู่ ณ เบื้องพระพุทธพักตร์แลกล่าวคาถาว่า
พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มีโพธิ(การตรัสรู้)ยอดเยี่ยมนัก ก็แลในพระสูตรนี้กล่าวไว้ว่า
หากผู้ใดธำรงรักษาไว้ซึ่งพระสูตรนี้ เป็นการเคารพบูชาแด่พระตถาคต
ข้าพเจ้าจักธำรงรักษาไว้ซึ่งพระสูตรนี้ ด้วยทวยเทพเป็นโกฏิจักสาธยาย
ผู้เคารพนอบน้อมสดับฟัง เป็นการโน้มนาวให้ลุถึงโพธิสถาน
(โพธิสถานคือ การที่ได้ดำรงอาศัยอยู่ในการตรัสรู้ โกฏิ จำนวนมากมายเป็นหมื่นๆ)

สมัยนั้นแลพระเมตตรัยโพธิสัตว์ก็ พนมมือเคารพประณตน้อม กล่าวคาถาว่า
หากได้ทัศนาสถิตในโพธิ แต่กับเป็นการไม่ชวนมิตรสหาย
จนล่วงลุถึงการสละทิ้งชีวิตร่างกาย เพื่อเป็นการธำรงรักษาพระสูตรที่ยิ่งใหญ่นี้
ข้าพเจ้าได้สดับฟังธรรมเช่นนี้แล้ว ย่อมบังเกิดยังดุสิตสวรรค์
เหตุที่พระโลกนาถทรงธำรงรักษาไว้ยิ่งนัก ครอบคลุมเผยแพร่ด้วยมนุษย์แลเทวดาสาธยาย

สมัยนั้นแลพระมหากัสสปะลุกจากอาสนะ พนมมือเคารพประณตน้อม กล่าวคาถาว่า
ในสาวกยานพระผู้มีพระภาคทรง กล่าวว่าข้าพเจ้านี้มีปัญญาแจ่มแจ้งนัก
บัดนี้ ข้าพเจ้าด้วยตามกำลังแห่งตน จักธำรงรักษาทรงไว้ซึ่งตามพระสูตรนี้
หากมีการธำรงรักษาไว้ซึ่งพระสูตรนี้ไซร้ ข้าพเจ้าย่อมจักมีการรับเอามาแล้วอย่างนี้
จักมอบกำลังวาทะคารมให้ผู้อื่นอย่างนี้แล ย่อมสรรเสริญสาธุ(ดีแล้ว)เป็นเนืองนิจ

สมัยนั้นแลพระผู้มีอายุอานันทะ(อานนท์) พนมมือเคารพประณตน้อม กล่าวคาถาว่า
ข้าพเจ้านั้นมีความใกล้ชิดกับพุทธพจน์ แลหมู่แห่งพระสูตรทั้งหลายอันไม่อาจประมาการ
ยังไม่เคยเลยจักได้สดับฟังเช่นนี้ ในธรรมอันยอดเยี่ยมลึกล้ำนี้ยิ่งใหญ่นัก
กาลนี้ข้าพเจ้าได้สดับฟังพระสูตรนี้แล้ว ณ เบื้องพระพุทธพักตร์ได้รับความใกล้ชิด
ผู้พอใจปิติสุขทั้งหลายในโพธิ ย่อมจักประกาศกล่าวชัดแจ้งโดยครอบคลุม

สมัยนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทัศนาเหล่าพระโพธิสัตว์ มนุษย์ เทวดาแลมหาชนทั้งหลายแล้ว ทุกๆท่านล้วนแต่ตั้งจิตมั่น ในพระสูตรนี้ จักเผยแพร่หมุนวนธำรงรักษาแลส่งเสริม เชื้อเชิญแนะนำโพธิสัตว์ เพื่อประโยชน์สุขของสรรพสัตว์ที่กว้างใหญ่ จึงตรัสสรรเสริญว่า สาธุ สาธุ ดูกรเธอทั้งหลายมีสามารถด้วยการใช้สติปัญญาในพระสูตรอันยิ่งใหญ่ลึกล้ำเป็นเลิศนี้ เคารพเลื่อมใสเผยแพร่กระจายออกไป ตลอดจนถึงกาลเมื่อเราตถาคตนิพพานไปแล้ว ไม่ทำให้เลิกล้มดับไป จักเป็นต้นเหตุที่แท้จริงในพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้รับซึ่งคุณูปการ(บุญกุศล)ในจำนวนเม็ดในคงคานทีกัลป์ซึ่งกล่าวว่าไม่มีการขาดสิ้น หากมีพระภิกษุ พระภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ตลอดจนที่เหลืออยู่คือกุลบุตร กุลธิดาเป็นต้นนั้น เคารพบูชาสักการะนอบน้อม คัด ท่อง เผยแพร่หมุนวนไป ก็ด้วยบุคคลใดกล่าวอรรถาธิบาย ก็ย่อมได้รับซึ่งคุณูปการ(บุญกุศล) ก็เป็นดังเช่นนั้นแล ดังนี้แลท่านทั้งหลายพึงพากเพียรฝึกฝนให้เนืองนิตย์เถิด กาลนั้นแล มหาชนจำนวนมากมายดุจเม็ดทรายในคงคานที สดับฟังพุทธวจนะนี้จบลง ทั้งหมดต่างก็บังเกิดปิติสุขเป็นล้นพ้น ศรัทธารับถือนำไปประพฤติปฏิบัติต่อไป.


:yociexp16:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&month=07-2007&date=04&group=22&gblog=1 (http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&month=07-2007&date=04&group=22&gblog=1)
<!-- End main-->