Kamen rider
11-22-2007, 12:40 AM
คัมภีร์สังยุกตาคม(สังยุตตนิกาย). ผูกที่ ๑ เรื่องที่ ๑ ถึง ๓๒ ยังไม่บริบูรณ์ครับ
<!-- Main -->เรื่องที่ ๑
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า เธอนั้นพึงอย่างนี้เถิดว่ารูปนี้มิเที่ยงแท้แน่นอน เมื่อผู้ใดพิจารณาดังเช่นนี้แล้ว ข้อปฏิบัตินี้จึงเป็นการพิจารณาอันสมควร(ดีงาม) ก็ผู้ที่มีการพิจารณาอันสมควร ข้อปฏิบัตินี้แลทำให้เกิดความรู้จักพอดีเกิดการเบื่อหน่ายละทิ้งได้ ผู้ที่รู้จักพอดีเกิดการเบื่อหน่ายละทิ้งได้แล ย่อมขจัดความเพลิดเพลินยินดีในราคะได้หมดสิ้น ผู้ที่ขจัดความเพลิดเพลินยินดีในราคะได้หมดสิ้นนี้ กล่าวว่าจิตของเขานั้นย่อมหลุดพ้น
เช่นนี้แล้วการพิจารณาเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอันมิเที่ยงแท้แน่นอนแล้ว ผู้ใดพิจารณาดังเช่นนี้ ข้อปฏิบัตินั้นจึงเป็นการพิจารณาอันสมควร(ดีงาม) ผู้ที่มีการพิจารณาอันสมควร ข้อปฏิบัตินี้แลทำให้เกิดความรู้จักพอดีเกิดการเบื่อหน่ายละทิ้งได้ ผู้ที่รู้จักพอดีเกิดการเบื่อหน่ายละทิ้งได้แล ย่อมขจัดความเพลิดเพลินยินดีในราคะได้หมดสิ้น ผู้ที่ขจัดความเพลิดเพลินยินดีในราคะได้หมดสิ้นนี้ กล่าวว่าย่อมมีจิตหลุดพ้น
เช่นนี้แล้ว ภิกษุ ผู้ที่มีจิตหลุดพ้น ถ้าแม้นว่ามีความปรารถนาพอใจพิสูจน์ตนเอง ด้วยข้อปฏิบัตินี้แลจักสามารถพิสูจน์ตนเองได้ อันว่าตัวเรานั้นมีการเกิดที่ยุติจบสิ้นลงแล้ว พรหมจรรย์ที่ได้ตั้งไว้ยืนหยัดไว้ได้จบสิ้นลงแล้ว มีการกระทำอันการกระทำนั้นสิ้นสุดแล้ว จากนี้ทราบรู้ตนดีว่ามิได้รับมิได้มีอย่างแต่ก่อน แลตามการพิจารณาความไม่เที่ยงแท้แน่นอน(อนิจจัง) ความทุกข์(ทุกขัง) ความว่างเปล่ามิได้มีตัวตน(อนัตตา) ก็เป็นดังเช่นนั้นแล
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ.
เรื่องที่ ๒
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า ในรูปนั้นพึงคิดพิจารณาใคร่ควรตามความเป็นจริงอันดี ว่ารูปนี้มิเที่ยงแท้แน่นอนเป็นไปตามความเป็นจริงที่พึงทราบพึงรู้ ข้อนั้นเพราะเหตุใดฤา ภิกษุ เมื่อคิดพิจารณาใคร่ควรตามความเป็นจริงอันดีในรูป ผู้ที่พิจารณาว่ารูปนี้ไม่เที่ยงแท้แน่นอนเป็นไปตามความเป็นจริงที่พึงทราบพึงรู้ แลเมื่อตัดความปรารถนาความพอใจในรูปเสียได้ ผู้ที่ตัดความปรารถนาความพอใจในรูปเสียได้นี้แล กล่าวว่าย่อมมีจิตหลุดพ้น
ดังเช่นนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณพึงคิดพิจารณาใคร่ควรตามความเป็นจริงอันดี เมื่อพิจารณาวิญญาณนี้มิเที่ยงแท้แน่นอนเป็นไปตามความเป็นจริงที่พึงทราบพึงรู้ ข้อนั้นเพราะเหตุใดฤา เมื่อคิดพิจารณาใคร่ควรตามความเป็นจริงอันดีในวิญญาณ ผู้ที่พิจารณาว่าวิญญาณนี้ไม่เที่ยงแท้แน่นอนเป็นไปตามความเป็นจริงที่พึงทราบพึงรู้ แลเมื่อตัดความปรารถนาความพอใจในวิญญาณเสียได้ ผู้ที่ตัดความปรารถนาความพอใจในวิญญาณเสียได้นี้แล กล่าวว่าย่อมมีจิตหลุดพ้นได้
ผู้ที่มีจิตหลุดพ้นดังเช่นนี้แล้ว แม้นว่ามีความปรารถนาพอใจพิสูจน์ตนเอง ด้วยข้อปฏิบัตินี้แลจักสามารถพิสูจน์ตนเองได้ อันว่าตัวเรานั้นมีการเกิดที่ยุติจบสิ้นลงแล้ว พรหมจรรย์ที่ได้ตั้งไว้ยืนหยัดไว้ได้จบสิ้นลงแล้ว มีการกระทำอันการกระทำนั้นสิ้นสุดแล้ว จากนี้ทราบรู้ตนดีว่ามิได้รับมิได้มีอย่างแต่ก่อน แลเมื่อตามการคิดพิจารณาใคร่ควรตามความเป็นจริงอันดีเช่นนี้ว่าไม่เที่ยงแท้แน่นอน(อนิจจัง) ความทุกข์(ทุกขัง) ความว่างเปล่ามิได้มีตัวตน(อนัตตา) ก็เป็นดังเช่นนั้นแล
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ.
เรื่องที่ ๓
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า ในรูปนี้ไม่ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ตัดขาด ไม่ลดละความพอใจความปรารถนา ด้วยข้อปฏิบัตินี้มิอาจทำให้ตัดขาดขากทุกข์ได้(ยังมีทุกข์อยู่)
ภิกษุทั้งหลาย ในรูปนี้แม้นว่าหากได้ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ตัดขาด หากได้ลดละความพอใจความปรารถนา ด้วยข้อปฏิบัตินี้สามารถที่จะดำรง(มี)การตัดขาดจากความทุกข์ได้
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๔
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า ในรูปนี้ไม่ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ตัดขาด ไม่ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตใจที่มิอาจหลุดพ้นได้ แลด้วยข้อปฏิบัตินั้นมิอาจจะสามารถทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น เช่นนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ตัดขาด ไม่ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตใจที่มิอาจหลุดพ้นได้ แลด้วยข้อปฏิบัตินั้นมิอาจจะสามารถทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่นได้
ภิกษุ ในรูปนั้นหากได้ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ตัดขาด หากได้ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตที่หลุดพ้นแล้ว ข้อปฏิบัตินั้นสามารถที่จะทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น ภิกษุทั้งหลาย หากได้ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ตัดขาด หากได้ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตที่หลุดพ้นแล้ว ข้อปฏิบัตินั้นสามารถที่จะทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น ตามนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หากได้ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ตัดขาด หากได้ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะ ผู้นั้นย่อมมีจิตที่หลุดพ้นแล้ว ก็ข้อปฏิบัตินี้แลสามารถที่จะทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๕
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า ผู้มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในรูป (ย่อมเป็น)ข้อปฏิบัติที่เป็นความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ผู้มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ด้วยข้อปฏิบัติในทุกข์(เช่น)นั้นย่อมมิอาจทำให้บรรลุความหลุดพ้นได้ ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ลดละความปรารถนาความพอใจ(ความอยากในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง) เมื่อเป็นไปตามเช่นนี้แล้วผู้มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ย่อม)เป็นข้อปฏิบัติอันมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ผู้มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ การปฏิบัติในทุกข์(คือพอใจยินดีในทุกข์)นั้นย่อมมิอาจทำให้บรรลุความหลุดพ้นได้
ภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่มิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในรูป เป็นข้อการปฏิบัติที่มิมีความยินดีพอใจในทุกข์ ผู้ที่มิมีความยินดีพอใจในทุกข์ ข้อการปฏิบัติในทุกข์(เช่นนี้)ย่อมบรรลุความหลุดพ้น เมื่อเป็นไปตามเช่นนี้แล้วผู้ที่มิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ย่อม)เป็นข้อปฏิบัติอันมิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ผู้มิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ การปฏิบัติในทุกข์(คือไม่พอใจยินดีในทุกข์)นั้นย่อมทำให้บรรลุความหลุดพ้นได้
ภิกษุทั้งหลาย ไม่ทราบรู้ ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ลดละความปรารถนาความพอใจในราคะความกำหนัดในรูป จิตมิอาจที่จะหลุดพ้น ผู้มีจิตอันเต็มไปด้วยความอยากความใคร่ก็ย่อมไม่อาจจะหลุดพ้นได้ ด้วยข้อปฏิบัตินั้นมิอาจจะสามารถตัดขาดจากความทุกข์ได้ เมื่อเป็นไปตามเช่นนี้แล้วในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ไม่ทราบรู้ ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ลดละความปรารถนาความพอใจในราคะความกำหนัด จิตมิอาจที่จะหลุดพ้น ด้วยข้อปฏิบัตินั้นมิอาจจะสามารถตัดขาดจากความทุกข์ได้
ในรูปนี้ถ้าหากได้ทราบได้รู้ หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ลดละความปรารถนาความพอใจในราคะความกำหนัดแล้ว ผู้นั้นย่อมมีจิตที่หลุดพ้น ด้วยข้อการปฏิบัตินี้ทำให้สามารถตัดขาดจากความทุกข์ได้
กาลนั้นแล ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๖
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า ในรูปนี้ไม่ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ตัดขาด ไม่ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตใจที่มิอาจหลุดพ้นได้ แลด้วยข้อปฏิบัตินั้นมิอาจจะสามารถทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น เช่นนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ตัดขาด ไม่ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตใจที่มิอาจหลุดพ้นได้ แลด้วยการปฏิบัตินั้นมิอาจจะสามารถทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่นได้
ภิกษุทั้งหลาย ในรูปนั้นหากได้ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ตัดขาด หากได้ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตที่หลุดพ้นแล้ว ข้อปฏิบัตินั้นสามารถที่จะทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น ภิกษุทั้งหลาย หากได้ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ตัดขาด หากได้ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตที่หลุดพ้นแล้ว ข้อปฏิบัตินั้นสามารถที่จะทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น ตามนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หากได้ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ตัดขาด หากได้ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะ ผู้นั้นย่อมมีจิตที่หลุดพ้นแล้ว ก็ข้อปฏิบัตินี้แลสามารถที่จะทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๗
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า ผู้ที่มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในรูป (ย่อมเป็น)ข้อปฏิบัติที่เป็นความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ผู้มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ด้วยข้อปฏิบัติในทุกข์(เช่น)นั้นย่อมมิอาจทำให้บรรลุความหลุดพ้นได้ เมื่อเป็นไปตามเช่นนี้แล้วผู้มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ย่อม)เป็นข้อปฏิบัติอันมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ผู้มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ การปฏิบัติในทุกข์(คือพอใจยินดีในทุกข์)นั้นย่อมมิอาจทำให้บรรลุความหลุดพ้นได้
ภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่มิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในรูป (ย่อมเป็น)ข้อปฏิบัติที่มิเป็นความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ผู้ที่มิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์นี้ ด้วยข้อปฏิบัติในทุกข์(เช่น)นั้นย่อมทำให้บรรลุความหลุดพ้นได้ เมื่อเป็นไปตามเช่นนี้แล้วผู้ที่มิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ย่อม)เป็นข้อปฏิบัติอันมิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ผู้ที่มิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ด้วยข้อการปฏิบัติในทุกข์อย่างนี้แล(คือไม่พอใจยินดีในทุกข์)ย่อมทำให้บรรลุความหลุดพ้นได้
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
ด้วยความไม่เที่ยงแท้แน่นอน(อนิจจัง)อีกทั้งความทุกข์(ทุกขัง)แลความว่างเปล่า มิมีตัวตน(อนัตตา) เมื่อได้พิจารณาใคร่ครวญตามความเป็นจริงอันดี มิทราบรู้(ตามความเป็นจริง)ในสิ่งทั้ง ๔ ประการนี้ ย่อมถึงความพอใจเพลิดเพลินยินดีในรูปแล (ตามภาษาช่วงนี้จะเป็นลักษณะของคาถาคิดว่าพระโบราณาจารย์แต่งเพิ่ม เพื่อเป็นการสรุปสูตรนี้)
เรื่องที่ ๘
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า อดีตที่ผ่านไปแล้ว อนาคตที่ยังมาไม่ถึงรูปเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน(อนิจจัง) สภาพการณ์ปัจจุบันขณะในรูป อริยสาวก (พึง)พิจารณาเช่นนี้เถอะว่า มิพึงใส่ใจ(สนใจ)ในรูปที่เป็นอดีตผ่านไปแล้ว มิพึงปรารถนาพอใจ(ต้องการ)รูปที่เป็นอนาคตยังมาไม่ถึง มิปรารถนาพอใจ(เบื่อรู้จักพอ)ในรูปปัจจุบันขณะ ลดละความปรารถนาพอใจ(ลดกามารมณ์) หันหาเข้าสู่ความดับที่ขาดสิ้นจากสิ่งต่างๆ(นิโรธ)อันเป็นการประพฤติชอบ ดังเช่นนั้นแล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอดีตที่ผ่านไปแล้ว อนาคตที่ยังมาไม่ถึงย่อมเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน(อนิจจัง)สภาพการณ์ปัจจุบันขณะในวิญญาณ อริยสาวก (พึง)พิจารณาเช่นนี้เถอะว่า มิพึงใส่ใจ(สนใจ)ในวิญญาณที่เป็นอดีตผ่านไปแล้ว มิพึงปรารถนาพอใจ(ตามศัพท์ว่า ไม่มีความเบิกบานใจ ดีใจ)ในวิญญาณที่เป็นอนาคตยังมาไม่ถึง มิปรารถนาพอใจ(เบื่อรู้จักพอ)ในรูปปัจจุบันขณะ ลดละความปรารถนาพอใจ(ลดกามารมณ์) หันหาเข้าสู่ความดับที่ขาดสิ้นจากสิ่งต่างๆ(นิโรธ)อันเป็นการประพฤติชอบ เป็นไปตามดังความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ความที่มันเป็นทุกข์ ว่าเปล่า มิมีตัวตนก็เป็นดังเช่นนี้แล
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๙
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า รูปนั้นไม่เที่ยงแท้แน่นอน ด้วยความเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้นั้นก็ทำให้เป็นทุกข์ ด้วยความเป็นทุกข์นั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวเราอีกทั้งไม่มีของๆเรานี้ ผู้ที่พิจารณาดังเช่นนี้ ชื่อว่าเป็นการพิจารณาปรมัตถ์สัจจะ(ความจริงแท้แน่นอน)อันเป็นสิ่งที่พึงกระทำ(เป็นสิ่งดีงาม) เมื่อเป็นดังเช่นนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นไม่เที่ยงแท้แน่นอน ด้วยความเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้นั้นก็ทำให้เป็นทุกข์ ด้วยความเป็นทุกข์นั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวเราอีกทั้งไม่มีของๆเรานี้ ผู้ที่พิจารณาดังเช่นนี้ ชื่อว่าเป็นการพิจารณาปรมัตถ์สัจจะ
อริยสาวก(หมายถึง ผู้มีปัญญา ผู้เป็นปราชญ์เมธีก็ได้) ผู้พิจารณาอย่างนี้แล้ว มีความเบื่อหน่าย(รู้จักพอ)ในรูป มีความเบื่อหน่าย(รู้จักพอ)ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ด้วยเหตุที่มีความเบื่อหน่ายในสิ่งที่ไม่เป็นความเกษม(สุข)นี้ ก็ด้วยเหตุนี้ไม่มีความพอใจยินดี(ในขันธ์ ๕) ย่อมบรรลุสู่วิมุตติ(ความหลุดพ้น) ผู้ใดหลุดพ้นแล้วบังเกิดปัญญาเห็นตามความเป็นปรมัตถ์สัจจะ อันว่าตัวเรานั้นมีการเกิดที่ยุติจบสิ้นลงแล้ว พรหมจรรย์ที่ได้ตั้งไว้ยืนหยัดไว้ได้จบสิ้นลงแล้ว มีการกระทำอันการกระทำนั้นสิ้นสุดแล้ว จากนี้ทราบรู้ตนดีว่ามิได้รับมิได้มีอย่างแต่ก่อน
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๑๐
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า รูปนั้นไม่เที่ยงแท้แน่นอน ด้วยความเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้นั้นก็ทำให้เป็นทุกข์ ด้วยความเป็นทุกข์นั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวเราอีกทั้งไม่มีของๆเรานี้ ผู้ที่พิจารณาดังเช่นนี้ ชื่อว่าเป็นการพิจารณาปรมัตถ์สัจจะ(ความจริงแท้แน่นอน)อันเป็นสิ่งที่พึงกระทำ(เป็นสิ่งดีงาม) เมื่อเป็นดังเช่นนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นไม่เที่ยงแท้แน่นอน ด้วยความเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้นั้นก็ทำให้เป็นทุกข์ ด้วยความเป็นทุกข์นั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวเราอีกทั้งไม่มีของๆเรานี้ ผู้ที่พิจารณาดังเช่นนี้ ชื่อว่าเป็นการพิจารณาปรมัตถ์สัจจะ
อริยสาวก ผู้พิจารณาอย่างนี้แล้ว ย่อมหลุดพ้นในรูป ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ย่อมหลุดพ้น เราตถาคต(พระพุทธเจ้า)กล่าวเช่นนี้ว่าย่อมหลุดพ้นในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตลอดจนความทุกข์โศกเศร้าใจเสียใจความรำคาญใจทั้งหลายด้วย
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๑๑
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า รูปนี้มิเที่ยงแท้แน่นอน เปรียบเสมือนเหตุ เปรียบเสมือนปัจจัยให้เกิดรูปทั้งหลายนี้ ก็ด้วยความเป็นมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นแล อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นเหตุ อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดรูปทั้งหลาย ไฉนฤา จะมีความเที่ยงแท้ได้เล่า เมื่อเป็นดังเช่นนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมิมีความแท้เที่ยงแน่นอน เปรียบเสมือนเหตุ เปรียบเสมือนปัจจัยให้เกิดวิญญาณทั้งหลายนี้ ก็ด้วยความเป็นมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นแล อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นเหตุ อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณทั้งหลาย เช่นนี้แล ภิกษุทั้งหลาย รูปจึงมิเที่ยงแท้แน่นอน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณจึงมิเที่ยงแท้แน่นอน ก็ด้วยความมิเที่ยงแท้แน่นอนอย่างนี้แลจึงเป็นทุกข์(เพราะทนอยู่ไม่ได้ ทนได้อยาก) ก็ด้วยเป็นทุกข์(เพราะทนอยู่ไม่ได้ ทนได้อยาก)นี้แลจึงมิมีคำว่าตัวเรา ไม่ใช่เรา ก็ด้วยมิมีคำว่าตัวเรา ไม่ใช่เราอย่างนี้แลจึงไม่ใช่ของๆเรา
อริยสาวก ผู้ใดพิจารณาดังเช่นนี้แล้ว มีความเบื่อหน่าย(รู้จักพอ)ในรูป มีความเบื่อหน่าย(รู้จักพอ)ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ด้วยความความเบื่อหน่าย(รู้จักพอ)เนื่องด้วยไม่มีความเกษม(สุข)นี้แล เมื่อไม่มีความเกษม(ไม่สุข ไม่มีความพอใจ)ด้วยข้อการปฏิบัตินี้จึงหลุดพ้น (อธิบายย่นย่อว่าเมื่อเห็นทุกข์ในขันธ์ ๕ ย่อมเบื่อไม่ไปยึดติดอีก ย่อมหาว่าการทำอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์เมื่อหาได้ แล้วทำได้ก็หลุดพ้น) เมื่อหลุดพ้นทราบรู้เห็นชัดแจ้ง(เป็นปัจจุบันขณะ) อันเรานั้นมีการเกิดที่ยุติจบสิ้นลงแล้ว พรหมจรรย์ที่ได้ตั้งไว้ยืนหยัดไว้ได้จบสิ้นลงแล้ว มีการกระทำอันการกระทำนั้นสิ้นสุดแล้ว จากนี้ทราบรู้ตนดีว่ามิได้รับมิได้มีอย่างแต่ก่อน
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๑๒
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า รูปนี้มิเที่ยงแท้แน่นอน เปรียบเสมือนเหตุ เปรียบเสมือนปัจจัยให้เกิดรูปทั้งหลายนี้ ก็ด้วยความเป็นมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นแล อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นเหตุ อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดรูปทั้งหลาย ไฉนฤาจะมีความเที่ยงแท้ได้เล่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมิมีความแท้เที่ยงแน่นอน เปรียบเสมือนเหตุ เปรียบเสมือนปัจจัยให้เกิดวิญญาณทั้งหลายนี้ ก็ด้วยความเป็นมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นแล อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นเหตุ อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณทั้งหลายเช่นนี้ แล ไฉนฤาจะมีความเที่ยงแท้ได้เล่า
เช่นนี้แล ภิกษุ รูปไม่เที่ยงแท้แน่นอน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ด้วยความมิเที่ยงแท้แน่นอนอย่างนี้แลจึงเป็นทุกข์(เพราะทนอยู่ไม่ได้ ทนได้อยาก) ก็ด้วยเป็นทุกข์(เพราะทนอยู่ไม่ได้ ทนได้อยาก)นี้แลจึงมิมีคำว่าตัวเรา ไม่ใช่เรา ก็ด้วยมิมีคำว่าตัวเรา ไม่ใช่เราอย่างนี้แลจึงไม่ใช่ของๆเรา ผู้ใดพิจารณาเช่นนี้ ชื่อว่าพิจารณาปรมัตถ์สัจจะ(ความจริงแท้) อริยสาวก ผู้ใดพิจารณาเช่นนี้ ย่อมหลุดพ้นในรูป ย่อมหลุดพ้นในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราตถาคต(พระพุทธเจ้า)กล่าวเช่นนี้ว่าย่อมหลุดพ้นในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตลอดจนความทุกข์โศกเศร้าใจเสียใจความรำคาญใจทั้งหลายด้วย
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
:yociexp46:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=18
<!-- Main -->เรื่องที่ ๑
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า เธอนั้นพึงอย่างนี้เถิดว่ารูปนี้มิเที่ยงแท้แน่นอน เมื่อผู้ใดพิจารณาดังเช่นนี้แล้ว ข้อปฏิบัตินี้จึงเป็นการพิจารณาอันสมควร(ดีงาม) ก็ผู้ที่มีการพิจารณาอันสมควร ข้อปฏิบัตินี้แลทำให้เกิดความรู้จักพอดีเกิดการเบื่อหน่ายละทิ้งได้ ผู้ที่รู้จักพอดีเกิดการเบื่อหน่ายละทิ้งได้แล ย่อมขจัดความเพลิดเพลินยินดีในราคะได้หมดสิ้น ผู้ที่ขจัดความเพลิดเพลินยินดีในราคะได้หมดสิ้นนี้ กล่าวว่าจิตของเขานั้นย่อมหลุดพ้น
เช่นนี้แล้วการพิจารณาเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณอันมิเที่ยงแท้แน่นอนแล้ว ผู้ใดพิจารณาดังเช่นนี้ ข้อปฏิบัตินั้นจึงเป็นการพิจารณาอันสมควร(ดีงาม) ผู้ที่มีการพิจารณาอันสมควร ข้อปฏิบัตินี้แลทำให้เกิดความรู้จักพอดีเกิดการเบื่อหน่ายละทิ้งได้ ผู้ที่รู้จักพอดีเกิดการเบื่อหน่ายละทิ้งได้แล ย่อมขจัดความเพลิดเพลินยินดีในราคะได้หมดสิ้น ผู้ที่ขจัดความเพลิดเพลินยินดีในราคะได้หมดสิ้นนี้ กล่าวว่าย่อมมีจิตหลุดพ้น
เช่นนี้แล้ว ภิกษุ ผู้ที่มีจิตหลุดพ้น ถ้าแม้นว่ามีความปรารถนาพอใจพิสูจน์ตนเอง ด้วยข้อปฏิบัตินี้แลจักสามารถพิสูจน์ตนเองได้ อันว่าตัวเรานั้นมีการเกิดที่ยุติจบสิ้นลงแล้ว พรหมจรรย์ที่ได้ตั้งไว้ยืนหยัดไว้ได้จบสิ้นลงแล้ว มีการกระทำอันการกระทำนั้นสิ้นสุดแล้ว จากนี้ทราบรู้ตนดีว่ามิได้รับมิได้มีอย่างแต่ก่อน แลตามการพิจารณาความไม่เที่ยงแท้แน่นอน(อนิจจัง) ความทุกข์(ทุกขัง) ความว่างเปล่ามิได้มีตัวตน(อนัตตา) ก็เป็นดังเช่นนั้นแล
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ.
เรื่องที่ ๒
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า ในรูปนั้นพึงคิดพิจารณาใคร่ควรตามความเป็นจริงอันดี ว่ารูปนี้มิเที่ยงแท้แน่นอนเป็นไปตามความเป็นจริงที่พึงทราบพึงรู้ ข้อนั้นเพราะเหตุใดฤา ภิกษุ เมื่อคิดพิจารณาใคร่ควรตามความเป็นจริงอันดีในรูป ผู้ที่พิจารณาว่ารูปนี้ไม่เที่ยงแท้แน่นอนเป็นไปตามความเป็นจริงที่พึงทราบพึงรู้ แลเมื่อตัดความปรารถนาความพอใจในรูปเสียได้ ผู้ที่ตัดความปรารถนาความพอใจในรูปเสียได้นี้แล กล่าวว่าย่อมมีจิตหลุดพ้น
ดังเช่นนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณพึงคิดพิจารณาใคร่ควรตามความเป็นจริงอันดี เมื่อพิจารณาวิญญาณนี้มิเที่ยงแท้แน่นอนเป็นไปตามความเป็นจริงที่พึงทราบพึงรู้ ข้อนั้นเพราะเหตุใดฤา เมื่อคิดพิจารณาใคร่ควรตามความเป็นจริงอันดีในวิญญาณ ผู้ที่พิจารณาว่าวิญญาณนี้ไม่เที่ยงแท้แน่นอนเป็นไปตามความเป็นจริงที่พึงทราบพึงรู้ แลเมื่อตัดความปรารถนาความพอใจในวิญญาณเสียได้ ผู้ที่ตัดความปรารถนาความพอใจในวิญญาณเสียได้นี้แล กล่าวว่าย่อมมีจิตหลุดพ้นได้
ผู้ที่มีจิตหลุดพ้นดังเช่นนี้แล้ว แม้นว่ามีความปรารถนาพอใจพิสูจน์ตนเอง ด้วยข้อปฏิบัตินี้แลจักสามารถพิสูจน์ตนเองได้ อันว่าตัวเรานั้นมีการเกิดที่ยุติจบสิ้นลงแล้ว พรหมจรรย์ที่ได้ตั้งไว้ยืนหยัดไว้ได้จบสิ้นลงแล้ว มีการกระทำอันการกระทำนั้นสิ้นสุดแล้ว จากนี้ทราบรู้ตนดีว่ามิได้รับมิได้มีอย่างแต่ก่อน แลเมื่อตามการคิดพิจารณาใคร่ควรตามความเป็นจริงอันดีเช่นนี้ว่าไม่เที่ยงแท้แน่นอน(อนิจจัง) ความทุกข์(ทุกขัง) ความว่างเปล่ามิได้มีตัวตน(อนัตตา) ก็เป็นดังเช่นนั้นแล
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ.
เรื่องที่ ๓
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า ในรูปนี้ไม่ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ตัดขาด ไม่ลดละความพอใจความปรารถนา ด้วยข้อปฏิบัตินี้มิอาจทำให้ตัดขาดขากทุกข์ได้(ยังมีทุกข์อยู่)
ภิกษุทั้งหลาย ในรูปนี้แม้นว่าหากได้ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ตัดขาด หากได้ลดละความพอใจความปรารถนา ด้วยข้อปฏิบัตินี้สามารถที่จะดำรง(มี)การตัดขาดจากความทุกข์ได้
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๔
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า ในรูปนี้ไม่ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ตัดขาด ไม่ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตใจที่มิอาจหลุดพ้นได้ แลด้วยข้อปฏิบัตินั้นมิอาจจะสามารถทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น เช่นนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ตัดขาด ไม่ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตใจที่มิอาจหลุดพ้นได้ แลด้วยข้อปฏิบัตินั้นมิอาจจะสามารถทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่นได้
ภิกษุ ในรูปนั้นหากได้ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ตัดขาด หากได้ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตที่หลุดพ้นแล้ว ข้อปฏิบัตินั้นสามารถที่จะทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น ภิกษุทั้งหลาย หากได้ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ตัดขาด หากได้ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตที่หลุดพ้นแล้ว ข้อปฏิบัตินั้นสามารถที่จะทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น ตามนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หากได้ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ตัดขาด หากได้ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะ ผู้นั้นย่อมมีจิตที่หลุดพ้นแล้ว ก็ข้อปฏิบัตินี้แลสามารถที่จะทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๕
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า ผู้มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในรูป (ย่อมเป็น)ข้อปฏิบัติที่เป็นความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ผู้มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ด้วยข้อปฏิบัติในทุกข์(เช่น)นั้นย่อมมิอาจทำให้บรรลุความหลุดพ้นได้ ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ลดละความปรารถนาความพอใจ(ความอยากในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง) เมื่อเป็นไปตามเช่นนี้แล้วผู้มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ย่อม)เป็นข้อปฏิบัติอันมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ผู้มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ การปฏิบัติในทุกข์(คือพอใจยินดีในทุกข์)นั้นย่อมมิอาจทำให้บรรลุความหลุดพ้นได้
ภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่มิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในรูป เป็นข้อการปฏิบัติที่มิมีความยินดีพอใจในทุกข์ ผู้ที่มิมีความยินดีพอใจในทุกข์ ข้อการปฏิบัติในทุกข์(เช่นนี้)ย่อมบรรลุความหลุดพ้น เมื่อเป็นไปตามเช่นนี้แล้วผู้ที่มิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ย่อม)เป็นข้อปฏิบัติอันมิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ผู้มิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ การปฏิบัติในทุกข์(คือไม่พอใจยินดีในทุกข์)นั้นย่อมทำให้บรรลุความหลุดพ้นได้
ภิกษุทั้งหลาย ไม่ทราบรู้ ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ลดละความปรารถนาความพอใจในราคะความกำหนัดในรูป จิตมิอาจที่จะหลุดพ้น ผู้มีจิตอันเต็มไปด้วยความอยากความใคร่ก็ย่อมไม่อาจจะหลุดพ้นได้ ด้วยข้อปฏิบัตินั้นมิอาจจะสามารถตัดขาดจากความทุกข์ได้ เมื่อเป็นไปตามเช่นนี้แล้วในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
ไม่ทราบรู้ ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ลดละความปรารถนาความพอใจในราคะความกำหนัด จิตมิอาจที่จะหลุดพ้น ด้วยข้อปฏิบัตินั้นมิอาจจะสามารถตัดขาดจากความทุกข์ได้
ในรูปนี้ถ้าหากได้ทราบได้รู้ หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ลดละความปรารถนาความพอใจในราคะความกำหนัดแล้ว ผู้นั้นย่อมมีจิตที่หลุดพ้น ด้วยข้อการปฏิบัตินี้ทำให้สามารถตัดขาดจากความทุกข์ได้
กาลนั้นแล ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๖
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า ในรูปนี้ไม่ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ตัดขาด ไม่ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตใจที่มิอาจหลุดพ้นได้ แลด้วยข้อปฏิบัตินั้นมิอาจจะสามารถทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น เช่นนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) ไม่เห็นชัดแจ้ง ไม่ตัดขาด ไม่ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตใจที่มิอาจหลุดพ้นได้ แลด้วยการปฏิบัตินั้นมิอาจจะสามารถทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่นได้
ภิกษุทั้งหลาย ในรูปนั้นหากได้ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ตัดขาด หากได้ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตที่หลุดพ้นแล้ว ข้อปฏิบัตินั้นสามารถที่จะทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น ภิกษุทั้งหลาย หากได้ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ตัดขาด หากได้ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะความกำหนัด ผู้นั้นย่อมมีจิตที่หลุดพ้นแล้ว ข้อปฏิบัตินั้นสามารถที่จะทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น ตามนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หากได้ทราบรู้(ตามความเป็นจริง) หากได้เห็นชัดแจ้ง หากได้ตัดขาด หากได้ลดละความพอใจความปรารถนาในราคะ ผู้นั้นย่อมมีจิตที่หลุดพ้นแล้ว ก็ข้อปฏิบัตินี้แลสามารถที่จะทำให้ข้ามพ้นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายอันเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่น
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๗
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า ผู้ที่มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในรูป (ย่อมเป็น)ข้อปฏิบัติที่เป็นความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ผู้มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ด้วยข้อปฏิบัติในทุกข์(เช่น)นั้นย่อมมิอาจทำให้บรรลุความหลุดพ้นได้ เมื่อเป็นไปตามเช่นนี้แล้วผู้มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ย่อม)เป็นข้อปฏิบัติอันมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ผู้มีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ การปฏิบัติในทุกข์(คือพอใจยินดีในทุกข์)นั้นย่อมมิอาจทำให้บรรลุความหลุดพ้นได้
ภิกษุทั้งหลาย ผู้ที่มิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในรูป (ย่อมเป็น)ข้อปฏิบัติที่มิเป็นความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ผู้ที่มิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์นี้ ด้วยข้อปฏิบัติในทุกข์(เช่น)นั้นย่อมทำให้บรรลุความหลุดพ้นได้ เมื่อเป็นไปตามเช่นนี้แล้วผู้ที่มิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (ย่อม)เป็นข้อปฏิบัติอันมิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ผู้ที่มิมีความรักความพอใจเพลิดเพลินยินดีในทุกข์ ด้วยข้อการปฏิบัติในทุกข์อย่างนี้แล(คือไม่พอใจยินดีในทุกข์)ย่อมทำให้บรรลุความหลุดพ้นได้
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
ด้วยความไม่เที่ยงแท้แน่นอน(อนิจจัง)อีกทั้งความทุกข์(ทุกขัง)แลความว่างเปล่า มิมีตัวตน(อนัตตา) เมื่อได้พิจารณาใคร่ครวญตามความเป็นจริงอันดี มิทราบรู้(ตามความเป็นจริง)ในสิ่งทั้ง ๔ ประการนี้ ย่อมถึงความพอใจเพลิดเพลินยินดีในรูปแล (ตามภาษาช่วงนี้จะเป็นลักษณะของคาถาคิดว่าพระโบราณาจารย์แต่งเพิ่ม เพื่อเป็นการสรุปสูตรนี้)
เรื่องที่ ๘
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า อดีตที่ผ่านไปแล้ว อนาคตที่ยังมาไม่ถึงรูปเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน(อนิจจัง) สภาพการณ์ปัจจุบันขณะในรูป อริยสาวก (พึง)พิจารณาเช่นนี้เถอะว่า มิพึงใส่ใจ(สนใจ)ในรูปที่เป็นอดีตผ่านไปแล้ว มิพึงปรารถนาพอใจ(ต้องการ)รูปที่เป็นอนาคตยังมาไม่ถึง มิปรารถนาพอใจ(เบื่อรู้จักพอ)ในรูปปัจจุบันขณะ ลดละความปรารถนาพอใจ(ลดกามารมณ์) หันหาเข้าสู่ความดับที่ขาดสิ้นจากสิ่งต่างๆ(นิโรธ)อันเป็นการประพฤติชอบ ดังเช่นนั้นแล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณที่เป็นอดีตที่ผ่านไปแล้ว อนาคตที่ยังมาไม่ถึงย่อมเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้แน่นอน(อนิจจัง)สภาพการณ์ปัจจุบันขณะในวิญญาณ อริยสาวก (พึง)พิจารณาเช่นนี้เถอะว่า มิพึงใส่ใจ(สนใจ)ในวิญญาณที่เป็นอดีตผ่านไปแล้ว มิพึงปรารถนาพอใจ(ตามศัพท์ว่า ไม่มีความเบิกบานใจ ดีใจ)ในวิญญาณที่เป็นอนาคตยังมาไม่ถึง มิปรารถนาพอใจ(เบื่อรู้จักพอ)ในรูปปัจจุบันขณะ ลดละความปรารถนาพอใจ(ลดกามารมณ์) หันหาเข้าสู่ความดับที่ขาดสิ้นจากสิ่งต่างๆ(นิโรธ)อันเป็นการประพฤติชอบ เป็นไปตามดังความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ความที่มันเป็นทุกข์ ว่าเปล่า มิมีตัวตนก็เป็นดังเช่นนี้แล
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๙
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า รูปนั้นไม่เที่ยงแท้แน่นอน ด้วยความเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้นั้นก็ทำให้เป็นทุกข์ ด้วยความเป็นทุกข์นั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวเราอีกทั้งไม่มีของๆเรานี้ ผู้ที่พิจารณาดังเช่นนี้ ชื่อว่าเป็นการพิจารณาปรมัตถ์สัจจะ(ความจริงแท้แน่นอน)อันเป็นสิ่งที่พึงกระทำ(เป็นสิ่งดีงาม) เมื่อเป็นดังเช่นนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นไม่เที่ยงแท้แน่นอน ด้วยความเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้นั้นก็ทำให้เป็นทุกข์ ด้วยความเป็นทุกข์นั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวเราอีกทั้งไม่มีของๆเรานี้ ผู้ที่พิจารณาดังเช่นนี้ ชื่อว่าเป็นการพิจารณาปรมัตถ์สัจจะ
อริยสาวก(หมายถึง ผู้มีปัญญา ผู้เป็นปราชญ์เมธีก็ได้) ผู้พิจารณาอย่างนี้แล้ว มีความเบื่อหน่าย(รู้จักพอ)ในรูป มีความเบื่อหน่าย(รู้จักพอ)ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ด้วยเหตุที่มีความเบื่อหน่ายในสิ่งที่ไม่เป็นความเกษม(สุข)นี้ ก็ด้วยเหตุนี้ไม่มีความพอใจยินดี(ในขันธ์ ๕) ย่อมบรรลุสู่วิมุตติ(ความหลุดพ้น) ผู้ใดหลุดพ้นแล้วบังเกิดปัญญาเห็นตามความเป็นปรมัตถ์สัจจะ อันว่าตัวเรานั้นมีการเกิดที่ยุติจบสิ้นลงแล้ว พรหมจรรย์ที่ได้ตั้งไว้ยืนหยัดไว้ได้จบสิ้นลงแล้ว มีการกระทำอันการกระทำนั้นสิ้นสุดแล้ว จากนี้ทราบรู้ตนดีว่ามิได้รับมิได้มีอย่างแต่ก่อน
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๑๐
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า รูปนั้นไม่เที่ยงแท้แน่นอน ด้วยความเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้นั้นก็ทำให้เป็นทุกข์ ด้วยความเป็นทุกข์นั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวเราอีกทั้งไม่มีของๆเรานี้ ผู้ที่พิจารณาดังเช่นนี้ ชื่อว่าเป็นการพิจารณาปรมัตถ์สัจจะ(ความจริงแท้แน่นอน)อันเป็นสิ่งที่พึงกระทำ(เป็นสิ่งดีงาม) เมื่อเป็นดังเช่นนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นไม่เที่ยงแท้แน่นอน ด้วยความเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้นั้นก็ทำให้เป็นทุกข์ ด้วยความเป็นทุกข์นั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ไม่มีตัวเราอีกทั้งไม่มีของๆเรานี้ ผู้ที่พิจารณาดังเช่นนี้ ชื่อว่าเป็นการพิจารณาปรมัตถ์สัจจะ
อริยสาวก ผู้พิจารณาอย่างนี้แล้ว ย่อมหลุดพ้นในรูป ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ย่อมหลุดพ้น เราตถาคต(พระพุทธเจ้า)กล่าวเช่นนี้ว่าย่อมหลุดพ้นในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตลอดจนความทุกข์โศกเศร้าใจเสียใจความรำคาญใจทั้งหลายด้วย
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๑๑
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า รูปนี้มิเที่ยงแท้แน่นอน เปรียบเสมือนเหตุ เปรียบเสมือนปัจจัยให้เกิดรูปทั้งหลายนี้ ก็ด้วยความเป็นมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นแล อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นเหตุ อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดรูปทั้งหลาย ไฉนฤา จะมีความเที่ยงแท้ได้เล่า เมื่อเป็นดังเช่นนี้แล้วเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมิมีความแท้เที่ยงแน่นอน เปรียบเสมือนเหตุ เปรียบเสมือนปัจจัยให้เกิดวิญญาณทั้งหลายนี้ ก็ด้วยความเป็นมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นแล อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นเหตุ อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณทั้งหลาย เช่นนี้แล ภิกษุทั้งหลาย รูปจึงมิเที่ยงแท้แน่นอน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณจึงมิเที่ยงแท้แน่นอน ก็ด้วยความมิเที่ยงแท้แน่นอนอย่างนี้แลจึงเป็นทุกข์(เพราะทนอยู่ไม่ได้ ทนได้อยาก) ก็ด้วยเป็นทุกข์(เพราะทนอยู่ไม่ได้ ทนได้อยาก)นี้แลจึงมิมีคำว่าตัวเรา ไม่ใช่เรา ก็ด้วยมิมีคำว่าตัวเรา ไม่ใช่เราอย่างนี้แลจึงไม่ใช่ของๆเรา
อริยสาวก ผู้ใดพิจารณาดังเช่นนี้แล้ว มีความเบื่อหน่าย(รู้จักพอ)ในรูป มีความเบื่อหน่าย(รู้จักพอ)ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ด้วยความความเบื่อหน่าย(รู้จักพอ)เนื่องด้วยไม่มีความเกษม(สุข)นี้แล เมื่อไม่มีความเกษม(ไม่สุข ไม่มีความพอใจ)ด้วยข้อการปฏิบัตินี้จึงหลุดพ้น (อธิบายย่นย่อว่าเมื่อเห็นทุกข์ในขันธ์ ๕ ย่อมเบื่อไม่ไปยึดติดอีก ย่อมหาว่าการทำอย่างไรจึงจะพ้นทุกข์เมื่อหาได้ แล้วทำได้ก็หลุดพ้น) เมื่อหลุดพ้นทราบรู้เห็นชัดแจ้ง(เป็นปัจจุบันขณะ) อันเรานั้นมีการเกิดที่ยุติจบสิ้นลงแล้ว พรหมจรรย์ที่ได้ตั้งไว้ยืนหยัดไว้ได้จบสิ้นลงแล้ว มีการกระทำอันการกระทำนั้นสิ้นสุดแล้ว จากนี้ทราบรู้ตนดีว่ามิได้รับมิได้มีอย่างแต่ก่อน
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
เรื่องที่ ๑๒
ดังที่ข้าพเจ้า(พระอานนท์เถระ)ได้สดับฟังมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเมืองสาวัตถี กาลนั้นแลพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสกับพระภิกษุทั้งหลายว่า รูปนี้มิเที่ยงแท้แน่นอน เปรียบเสมือนเหตุ เปรียบเสมือนปัจจัยให้เกิดรูปทั้งหลายนี้ ก็ด้วยความเป็นมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นแล อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นเหตุ อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดรูปทั้งหลาย ไฉนฤาจะมีความเที่ยงแท้ได้เล่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมิมีความแท้เที่ยงแน่นอน เปรียบเสมือนเหตุ เปรียบเสมือนปัจจัยให้เกิดวิญญาณทั้งหลายนี้ ก็ด้วยความเป็นมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นแล อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นเหตุ อันความมิเที่ยงแท้แน่นอนนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณทั้งหลายเช่นนี้ แล ไฉนฤาจะมีความเที่ยงแท้ได้เล่า
เช่นนี้แล ภิกษุ รูปไม่เที่ยงแท้แน่นอน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ด้วยความมิเที่ยงแท้แน่นอนอย่างนี้แลจึงเป็นทุกข์(เพราะทนอยู่ไม่ได้ ทนได้อยาก) ก็ด้วยเป็นทุกข์(เพราะทนอยู่ไม่ได้ ทนได้อยาก)นี้แลจึงมิมีคำว่าตัวเรา ไม่ใช่เรา ก็ด้วยมิมีคำว่าตัวเรา ไม่ใช่เราอย่างนี้แลจึงไม่ใช่ของๆเรา ผู้ใดพิจารณาเช่นนี้ ชื่อว่าพิจารณาปรมัตถ์สัจจะ(ความจริงแท้) อริยสาวก ผู้ใดพิจารณาเช่นนี้ ย่อมหลุดพ้นในรูป ย่อมหลุดพ้นในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เราตถาคต(พระพุทธเจ้า)กล่าวเช่นนี้ว่าย่อมหลุดพ้นในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ตลอดจนความทุกข์โศกเศร้าใจเสียใจความรำคาญใจทั้งหลายด้วย
กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สดับฟังพุทธวจนะนี้แล้ว ต่างบังเกิดปิติสุขรับนำไปปฏิบัติ
:yociexp46:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=18