Kamen rider
11-22-2007, 12:38 AM
พระรันตกูฏสูตรบทที่ ๔๑ เมตไตรยโพธิสัตว์ปุจฉาอัฏฐธรรมสันนิบาต.
<!-- Main -->
<CENTER>บทนำ.</CENTER>
ในคำสอนทางพระพุทธศาสนามหายานนั้นมักจะกล่าวเน้นถึงแนวการของพระโพธิสัตว์ดังนั้นพระสูตรมากมายจึงถูกกล่าวถึงแต่พระโพธิสัตว์ ท่านทั้งหลายพึงทราบเถิดแม้ผู้ไม่ใช่โพธิสัตว์ก็ปฏิบัติธรรมเหล่านี้ได้ ยังจะเกิดให้เกิดประโยชน์แก่สังคมของมนุษย์อีกด้วยของท่านผู้อ่านจงนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับจริตของตน แล้วท่านจะรู้ว่าธรรมะที่พระตถาคตทรงแสดงนั้นสามารถพิสูจน์ได้เสมอๆไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปเพียงใดก็ตาม พระสูตรนี้อยู่ในกลุ่มพระมหารัตนกูฏสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่ได้รวบรวมคำสอนที่ล้ำค่ามาไว้ด้วยกันมีความยาวทั้งสิ้น ๑๒๐ ผูก มี ๔๙ ธรรมสันนิบาต พระสูตรนี้มีคนแปลหลายท่านด้วยกันจึงสำเร็จขึ้นมากได้ ตอนที่ได้นำมาเผยแพร่นี้เป็นตอนที่ ๔๑ ชื่อว่าเมตไตรยโพธิสัตว์ปุจฉาอัฏฐธรรมสัมนิบาตซึ่งแสดงถึงธรรมที่เมื่อพระโพธิสัตว์ปฏิบัติแล้วจะไม่ทำให้เกิดความท้อถ้อยแปรพลันในพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิมีทั้งสิ้น ๘ ประการ แปลจากภาคสันสกฤตสู่จีนโดยท่านพระตริปิฏกธราจารย์โพธิรุจิเถระ ในพากย์จีนมีการแปลพระสูตรนี้ประมาณ ๒ ครั้งคือชื่อนี้เล่มหนึ่งและชื่อมหายานไวปุลยถิรังสัสสปัญญาสูตรมีเนื้อความเหมือนกันแตกต่างกันบ้างลางจุดเล่มนี้แปลจีนโดยพระเถระอันสิเกาและข้าพเจ้าก็ได้พากย์ไทยแล้วทั้ง ๒ ฉบับ การแปลส่วนใหญ่เน้นใช้บาลีภาษาเพื่อความเข้าใจง่ายกว่าสันสกฤตภาษา ข้อมูลที่ละเอียดกว่านี้จักได้รวมรวมในคราวต่อไปๆ ทั้งนี้และทั้งนั้นหากมีข้อผิดผลาดให้เกิดขึ้นข้าพเจ้าต้องของอภัยมา ณ ที่นี้ด้วย น้ำพักน้ำแรงใดที่ได้จากการเผยแพร่พระพุทธศานานี้ข้าพเจ้าขออุทิศแต่พระศากยมุนีพุทธเจ้าตลอดจนสรรพชีวิตทั้งปวงมีมารดาของข้าพเจ้าเป็นต้น
สามเณรศุภโชค ตีรถะ
ผู้แปลและเรียบเรียง
พระรันตกูฏสูตรบทที่ ๔๑ เมตไตรยโพธิสัตว์ปุจฉาอัฏฐธรรมสันนิบาต.
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคทรงประทับที่ภูเขาคิชฌกูฏ ในเมืองราชคฤห์ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์จำนวนทั้งหมด ๑,๒๕๐ รูป พร้อมด้วยเหล่าพระโพธิสัตว์มหาสัตว์จำนวนสิบพัน(หนึ่งหมื่น)องค์เป็นต้น
ครั้งนั้นพระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์ได้ลุกขึ้นจากอาสนะ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า(ด้านขวา) คุกเข่าขวาลงบนพื้นดิน ประคองอัญชลีต่อพระผู้มีพระภาคแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์นั้นในกาลบัดนี้ด้วยความปรารถนาอันน้อยนิดจักขอธรรมปุจฉาในพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยไม่ได้ตริตรอง ข้าแต่พระผู้มีพระภาค จักทรงประทานอนุญาตในการสดับนี้หรือไม่ ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงทรงตรัสแก่พระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์ว่า ดูก่อนเมตไตรย ด้วยจิตที่เธอระลึกนึกคิดอยู่นั้น จักขอปุจฉาต่อตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เราตถาคตนั้นจักจำแนกโดยแจกแจงอธิบายแก่เธอกระทำให้เธอนั้นมีจิตที่เบิกบาน(ปิติยินดี) กาลนั้นพระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์จึงทูลต่อพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วปรารถนาอย่างเป็นสุขพอใจที่จักได้สดับ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคพระโพธิสัตว์มหาสัตว์นั้นโดยแก่นแท้ที่สุดแล้วสำเร็จบริบูรณ์ในธรรมเท่าใดฤา จึงไม่ท้อถอย(หันหลังกลับให้แก่)พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ได้มีการเคลื่อนหน้าไปอย่างยอดเยี่ยมในธรรมไม่ท้อถ้อยย้อนกลับและไม่มีการแปรพลัน จริยาแห่งพระโพธิสัตว์นั้นเมื่อกาลที่ได้ประพฤติปฏิบัติ กำจัดมารคู่อริทั้งหลายทั้งปวงให้พินาศ ความความเป็นจริงนั้นได้ทราบรู้ธรรมทั้งหลายโดยสวภาวะ(สภาพการมีอยู่ของตนของตน) ในโลกทั้งหลายจิตไม่อ่อนเพลียเหน็ดเหนื่อย ด้วยเหตุที่จิตไม่อ่อนเพลียเหน็ดเหนื่อยนี้เองจึงไม่ดำรงอยู่ซึ่งปัญญาที่เป็นอื่น สำเร็จบริบูรณ์ซึ่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิโดยฉับพลัน
ขณะนั้นเองพระผู้มีพระภาคจึงทรงตรัสแก่พระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์ว่า สาธุ สาธุ ดูก่อนเมตไตรย ในบัดนี้เธอมีความถึงพร้อมด้วยความสามารถของการปุจฉาต่อพระตถาคตด้วยอรรถะอันลึกซึ้งนั้น พระผู้มีพระภาคก็ทรงตรัสแก่พระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์ต่อไปว่า บัดนี้เธอพึงตั้งจิตให้ดีสดับฟังตามความเป็นจริงเองเถิด เราตถาคตนั้นจักจำแนกโดยแจกแจงอธิบายแก่เธอแสดงซึ่งอรรถะอันลึกซึ่งอย่างเช่นนั้น ก็กาลนั้นเองพระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์ทูลต่อพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วปรารถนาอย่างเป็นสุขพอใจที่จักได้สดับ พระผู้มีพระภาคก็ทรงตรัสแก่พระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์ต่อไปว่า ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดโดยแก่นแท้ที่สุดแล้วสำเร็จบริบูรณ์ในธรรมทั้ง ๘ ประการ จึงไม่ท้อถอย(หันหลังกลับให้แก่)พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ได้มีการเคลื่อนหน้าไปอย่างยอดเยี่ยมในธรรมไม่ท้อถ้อยย้อนกลับและไม่มีการแปรพลัน จริยาแห่งพระโพธิสัตว์นั้นเมื่อกาลที่ได้ประพฤติปฏิบัติ กำจัดมารคู่อริทั้งหลายทั้งปวงให้พินาศ ความความเป็นจริงนั้นได้ทราบรู้ธรรมทั้งหลายโดยสวภาวะ(สภาพการมีอยู่ของตนของตน) ในโลกทั้งหลายจิตไม่อ่อนเพลียเหน็ดเหนื่อย ด้วยเหตุที่จิตไม่อ่อนเพลียเหน็ดเหนื่อยนี้เองจึงไม่ดำรงอยู่ซึ่งปัญญาที่เป็นอื่น สำเร็จบริบูรณ์ซึ่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิโดยฉับพลัน ก็แล ๘ ประการนั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย กล่าวคือพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายนั้นสำเร็จซึ่งจิตอันลึกซึ้ง(ภายในอันบริสุทธิ์.) ๑ สำเร็จซึ่งจริยาจิต ๑ สำเร็จซึ่งจาคะจิต ๑ สำเร็จซึ่งจิตอันเป็นในการชำนาญทราบรู้การอุทิศอย่างเหมาะสม ๑ สำเร็จซึ่งกรุณาจิต ๑ สำเร็จซึ่งเมตตาจิต ๑ สำเร็จการชำนาญทราบรู้อุปายะ(ความเหมาะสม) ๑ สำเร็จซึ่งปรัชญาปารมิตา ๑
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งจิตอันลึกซึ้งนั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดได้สดับคำสรรเสริญที่มีต่อพระตถาคตตลอดจนคำติฉินนินทาว่าร้ายที่มีต่อพระตถาคต จิตของเขานั้นโดยแท้ที่สุดแล้ว ในพระอนุตตรสัมมาสัมโพธินั้น ธำรงมั่นคงไม่ไหวหวั่น ฤาจะได้สดับคำสรรเสริญที่มีต่อพระธรรมตลอดจนคำติฉินนินทาว่าร้ายที่มีต่อพระธรรม จิตของเขานั้นโดยแท้ที่สุดแล้ว ในพระอนุตตรสัมมาสัมโพธินั้น ธำรงมั่นคงไม่ไหวหวั่น ฤาจะได้สดับคำสรรเสริญที่มีต่อพระสงฆ์ตลอดจนคำติฉินนินทาว่าร้ายที่มีต่อพระสงฆ์ จิตของเขานั้นโดยแท้ที่สุดแล้ว ในพระอนุตตรสัมมาสัมโพธินั้น ธำรงมั่นคงไม่ไหวหวั่น ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งจิตอันลึกซึ้ง
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งจริยาจิตนั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดได้ละห่างจากการทำชีวิติสัตว์ให้ตกลงไป(ฆ่าสัตว์) ได้ละห่างจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้(ลักขโมย) ได้ละห่างจากการประพฤติผิดในกาม ได้ละห่างจากกากพูดเท็จลวงหลอก ได้ละห่างจากการพูดกลับกลอก ได้ละห่างจากการวาจาหยาบคาย(เช่นการด่าแช่งอกุศลทางวาจา) ได้ละห่างจากการพูดจากสละสลวย(สวยงามแต่ไม่จริงใจ) หวั่น ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งจริยาจิต
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งจาคะจิตนั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดสามารถที่จะสละสิ่งสำคัญได้ เป็นทานบดีผู้เป็นใหญ่ในการให้ทาน ให้ทานแก่สมณะตลอดจนพราหมณ์ แลผู้อนาถาอับจนยาจกคนขอทานคนต่ำต้อยเป็นต้นเหล่านี้ (มีการให้)เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มอาหารที่หลับที่นอนหยูกยาสำหรับโรคไปตามอาการของโรคแลสิ่งของเรื่องใช้ที่จำเป็น(เหล่านี้เป็นต้น) ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งจาคะจิต
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งสำเร็จซึ่งจิตอันเป็นในการชำนาญทราบรู้การอุทิศอย่างเหมาะสม นั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดฝึกฝนปฏิบัติกุศลมูลกล่าวคือกาย วาจา ใจ(ที่ดี) ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่ย่อมอุทิศแด่พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งจิตอันเป็นในการชำนาญทราบรู้การอุทิศอย่างเหมาะสม
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งสำเร็จซึ่งมหากรุณาจิตนั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดโดยแท้ที่สุดนั้นสำเร็จบริบูรณ์มหากรุณากายกรรม โดยแท้ที่สุดนั้นสำเร็จบริบูรณ์มหากรุณาวจีกรรม โดยแท้ที่สุดนั้นสำเร็จบริบูรณ์มหากรุณามโนกรรม ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งมหากรุณาจิต
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งสำเร็จซึ่งมหาเมตตาจิตนั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดโดยที่สุดนั้นสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งการไม่อาจจะเยาะเย้ยตวาดดุดัน(ประกอบด้วยโทสะ)ทางกายกรรม ฤาจะโดยที่สุดนั้นสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งการไม่อาจจะเยาะเย้ยตวาดดุดัน(ประกอบด้วยโทสะ)ทางกาย
วจีกรรม ฤาจะโดยที่สุดนั้นสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งการไม่อาจจะเยาะเย้ยตวาดดุดัน(ประกอบด้วยโทสะ)ทางมโนกรรม มโนกรรม ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งมหาเมตตาจิต
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งการทราบรู้ในอุปายะนั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดชำนาญทราบรู้ซึ่งโลกสัจจะ ชำนาญทราบรู้ซึ่งปรมัตถ์สัจจะ ชำนาญในการทราบรู้สัจจะทั้ง ๒ นี้ ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งอุปายะ
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งปรัชญาปารมิตานั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดมีโพธิปัญญาอย่างนี้แล ด้วยดำรงอยู่ซึ่งธรรมนี้ธรรมนั้นจึงมีอยู่ ด้วยดำรงอยู่ซึ่งธรรมนี้ธรรมนั้นจึงเกิดขึ้น กล่าวคือเมื่ออวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะ(อายตนะ ๖) สฬายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ สสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปทาน อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสและอุปายาส(ความแก่ชราความทุกข์ความโศกเศร้าเสียใจ) ดังเช่นนี้แลสักแต่ว่าเป็นเพียงความทุกข์อันยิ่งใหญ่(เกิดขึ้น)มารวมตัวชุมนุมกัน ดูก่อนเมตไตรย ด้วยเหตุที่ธรรมนี้ไม่ได้มีอยู่ธรรมนั้นจึงไม่มีอยู่ ด้วยเหตุที่ธรรมนี้ดับไปธรรมนั้นจึงดับไป กล่าวคือเมื่ออวิชชาดับไปสังขารจึงดับ สังขารดับไปวิญญาณจึงดับ วิญญาณดับไปนามรูปจึงดับ นามรูปดับไปสฬายตนะจึงดับ สฬายตนะดับไปผัสสะจึงดับ ผัสสะดับไปเวทนาจึงดับ เวทนาดับไปตัณหาจึงดับ ตัณหาดับไปอุปทานจึงดับ อุปาทานดับไปภพจึงดับ ภพดับไปชาติจึงดับ ชาติดับไปชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสและอุปายาสจึงดับไป ดังเช่นนี้แลสักแต่ว่าเป็นเพียงความทุกข์อันยิ่งใหญ่(ที่เกิดขึ้น)มารวมตัวชุมนุมกันนั้นได้ดับไป ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งปรัชญาปารมิตา
ดูก่อนเมตไตรย นี้แลชื่อว่าธรรม ๘ ประการที่พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายโดยแก่นแท้ที่สุดแล้วสำเร็จบริบูรณ์จึงไม่ท้อถอย(หันหลังกลับให้แก่)พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ได้มีการเคลื่อนหน้าไปอย่างยอดเยี่ยมในธรรมไม่ท้อถ้อยย้อนกลับและไม่มีการแปรพลัน จริยาแห่งพระโพธิสัตว์นั้นเมื่อกาลที่ได้ประพฤติปฏิบัติ กำจัดมารคู่อริทั้งหลายทั้งปวงให้พินาศ ความความเป็นจริงนั้นได้ทราบรู้ธรรมทั้งหลายโดยสวภาวะ(สภาพการมีอยู่ของตนของตน) ในโลกทั้งหลายจิตไม่อ่อนเพลียเหน็ดเหนื่อย ด้วยเหตุที่จิตไม่อ่อนเพลียเหน็ดเหนื่อยนี้เองจึงไม่ดำรงอยู่ซึ่งปัญญาที่เป็นอื่น สำเร็จบริบูรณ์ซึ่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิโดยฉับพลัน เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระสูตรนี้จบลง พระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์ ตลอดจนพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายที่เหลืออยู่ พระภิกษุภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกา เทวดา นาค ยักษ์คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร มโหราค มนุษย์ อมนุษย์เป็นต้นเหล่านี้ มหาชนทั้งปวง ได้สดับพุทธวจนะนั้นแล้ว ทั้งหมดล้วนเพลิดเพลินยินดีเป็นยิ่งนัก ศรัทธารับถือนำไปปฏิบัติต่อไป.
:yociexp54:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=1 (http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=1)
<!-- Main -->
<CENTER>บทนำ.</CENTER>
ในคำสอนทางพระพุทธศาสนามหายานนั้นมักจะกล่าวเน้นถึงแนวการของพระโพธิสัตว์ดังนั้นพระสูตรมากมายจึงถูกกล่าวถึงแต่พระโพธิสัตว์ ท่านทั้งหลายพึงทราบเถิดแม้ผู้ไม่ใช่โพธิสัตว์ก็ปฏิบัติธรรมเหล่านี้ได้ ยังจะเกิดให้เกิดประโยชน์แก่สังคมของมนุษย์อีกด้วยของท่านผู้อ่านจงนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับจริตของตน แล้วท่านจะรู้ว่าธรรมะที่พระตถาคตทรงแสดงนั้นสามารถพิสูจน์ได้เสมอๆไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปเพียงใดก็ตาม พระสูตรนี้อยู่ในกลุ่มพระมหารัตนกูฏสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่ได้รวบรวมคำสอนที่ล้ำค่ามาไว้ด้วยกันมีความยาวทั้งสิ้น ๑๒๐ ผูก มี ๔๙ ธรรมสันนิบาต พระสูตรนี้มีคนแปลหลายท่านด้วยกันจึงสำเร็จขึ้นมากได้ ตอนที่ได้นำมาเผยแพร่นี้เป็นตอนที่ ๔๑ ชื่อว่าเมตไตรยโพธิสัตว์ปุจฉาอัฏฐธรรมสัมนิบาตซึ่งแสดงถึงธรรมที่เมื่อพระโพธิสัตว์ปฏิบัติแล้วจะไม่ทำให้เกิดความท้อถ้อยแปรพลันในพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิมีทั้งสิ้น ๘ ประการ แปลจากภาคสันสกฤตสู่จีนโดยท่านพระตริปิฏกธราจารย์โพธิรุจิเถระ ในพากย์จีนมีการแปลพระสูตรนี้ประมาณ ๒ ครั้งคือชื่อนี้เล่มหนึ่งและชื่อมหายานไวปุลยถิรังสัสสปัญญาสูตรมีเนื้อความเหมือนกันแตกต่างกันบ้างลางจุดเล่มนี้แปลจีนโดยพระเถระอันสิเกาและข้าพเจ้าก็ได้พากย์ไทยแล้วทั้ง ๒ ฉบับ การแปลส่วนใหญ่เน้นใช้บาลีภาษาเพื่อความเข้าใจง่ายกว่าสันสกฤตภาษา ข้อมูลที่ละเอียดกว่านี้จักได้รวมรวมในคราวต่อไปๆ ทั้งนี้และทั้งนั้นหากมีข้อผิดผลาดให้เกิดขึ้นข้าพเจ้าต้องของอภัยมา ณ ที่นี้ด้วย น้ำพักน้ำแรงใดที่ได้จากการเผยแพร่พระพุทธศานานี้ข้าพเจ้าขออุทิศแต่พระศากยมุนีพุทธเจ้าตลอดจนสรรพชีวิตทั้งปวงมีมารดาของข้าพเจ้าเป็นต้น
สามเณรศุภโชค ตีรถะ
ผู้แปลและเรียบเรียง
พระรันตกูฏสูตรบทที่ ๔๑ เมตไตรยโพธิสัตว์ปุจฉาอัฏฐธรรมสันนิบาต.
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคทรงประทับที่ภูเขาคิชฌกูฏ ในเมืองราชคฤห์ พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์จำนวนทั้งหมด ๑,๒๕๐ รูป พร้อมด้วยเหล่าพระโพธิสัตว์มหาสัตว์จำนวนสิบพัน(หนึ่งหมื่น)องค์เป็นต้น
ครั้งนั้นพระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์ได้ลุกขึ้นจากอาสนะ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า(ด้านขวา) คุกเข่าขวาลงบนพื้นดิน ประคองอัญชลีต่อพระผู้มีพระภาคแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์นั้นในกาลบัดนี้ด้วยความปรารถนาอันน้อยนิดจักขอธรรมปุจฉาในพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยไม่ได้ตริตรอง ข้าแต่พระผู้มีพระภาค จักทรงประทานอนุญาตในการสดับนี้หรือไม่ ขณะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงทรงตรัสแก่พระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์ว่า ดูก่อนเมตไตรย ด้วยจิตที่เธอระลึกนึกคิดอยู่นั้น จักขอปุจฉาต่อตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เราตถาคตนั้นจักจำแนกโดยแจกแจงอธิบายแก่เธอกระทำให้เธอนั้นมีจิตที่เบิกบาน(ปิติยินดี) กาลนั้นพระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์จึงทูลต่อพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วปรารถนาอย่างเป็นสุขพอใจที่จักได้สดับ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคพระโพธิสัตว์มหาสัตว์นั้นโดยแก่นแท้ที่สุดแล้วสำเร็จบริบูรณ์ในธรรมเท่าใดฤา จึงไม่ท้อถอย(หันหลังกลับให้แก่)พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ได้มีการเคลื่อนหน้าไปอย่างยอดเยี่ยมในธรรมไม่ท้อถ้อยย้อนกลับและไม่มีการแปรพลัน จริยาแห่งพระโพธิสัตว์นั้นเมื่อกาลที่ได้ประพฤติปฏิบัติ กำจัดมารคู่อริทั้งหลายทั้งปวงให้พินาศ ความความเป็นจริงนั้นได้ทราบรู้ธรรมทั้งหลายโดยสวภาวะ(สภาพการมีอยู่ของตนของตน) ในโลกทั้งหลายจิตไม่อ่อนเพลียเหน็ดเหนื่อย ด้วยเหตุที่จิตไม่อ่อนเพลียเหน็ดเหนื่อยนี้เองจึงไม่ดำรงอยู่ซึ่งปัญญาที่เป็นอื่น สำเร็จบริบูรณ์ซึ่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิโดยฉับพลัน
ขณะนั้นเองพระผู้มีพระภาคจึงทรงตรัสแก่พระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์ว่า สาธุ สาธุ ดูก่อนเมตไตรย ในบัดนี้เธอมีความถึงพร้อมด้วยความสามารถของการปุจฉาต่อพระตถาคตด้วยอรรถะอันลึกซึ้งนั้น พระผู้มีพระภาคก็ทรงตรัสแก่พระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์ต่อไปว่า บัดนี้เธอพึงตั้งจิตให้ดีสดับฟังตามความเป็นจริงเองเถิด เราตถาคตนั้นจักจำแนกโดยแจกแจงอธิบายแก่เธอแสดงซึ่งอรรถะอันลึกซึ่งอย่างเช่นนั้น ก็กาลนั้นเองพระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์ทูลต่อพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วปรารถนาอย่างเป็นสุขพอใจที่จักได้สดับ พระผู้มีพระภาคก็ทรงตรัสแก่พระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์ต่อไปว่า ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดโดยแก่นแท้ที่สุดแล้วสำเร็จบริบูรณ์ในธรรมทั้ง ๘ ประการ จึงไม่ท้อถอย(หันหลังกลับให้แก่)พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ได้มีการเคลื่อนหน้าไปอย่างยอดเยี่ยมในธรรมไม่ท้อถ้อยย้อนกลับและไม่มีการแปรพลัน จริยาแห่งพระโพธิสัตว์นั้นเมื่อกาลที่ได้ประพฤติปฏิบัติ กำจัดมารคู่อริทั้งหลายทั้งปวงให้พินาศ ความความเป็นจริงนั้นได้ทราบรู้ธรรมทั้งหลายโดยสวภาวะ(สภาพการมีอยู่ของตนของตน) ในโลกทั้งหลายจิตไม่อ่อนเพลียเหน็ดเหนื่อย ด้วยเหตุที่จิตไม่อ่อนเพลียเหน็ดเหนื่อยนี้เองจึงไม่ดำรงอยู่ซึ่งปัญญาที่เป็นอื่น สำเร็จบริบูรณ์ซึ่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิโดยฉับพลัน ก็แล ๘ ประการนั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย กล่าวคือพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายนั้นสำเร็จซึ่งจิตอันลึกซึ้ง(ภายในอันบริสุทธิ์.) ๑ สำเร็จซึ่งจริยาจิต ๑ สำเร็จซึ่งจาคะจิต ๑ สำเร็จซึ่งจิตอันเป็นในการชำนาญทราบรู้การอุทิศอย่างเหมาะสม ๑ สำเร็จซึ่งกรุณาจิต ๑ สำเร็จซึ่งเมตตาจิต ๑ สำเร็จการชำนาญทราบรู้อุปายะ(ความเหมาะสม) ๑ สำเร็จซึ่งปรัชญาปารมิตา ๑
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งจิตอันลึกซึ้งนั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดได้สดับคำสรรเสริญที่มีต่อพระตถาคตตลอดจนคำติฉินนินทาว่าร้ายที่มีต่อพระตถาคต จิตของเขานั้นโดยแท้ที่สุดแล้ว ในพระอนุตตรสัมมาสัมโพธินั้น ธำรงมั่นคงไม่ไหวหวั่น ฤาจะได้สดับคำสรรเสริญที่มีต่อพระธรรมตลอดจนคำติฉินนินทาว่าร้ายที่มีต่อพระธรรม จิตของเขานั้นโดยแท้ที่สุดแล้ว ในพระอนุตตรสัมมาสัมโพธินั้น ธำรงมั่นคงไม่ไหวหวั่น ฤาจะได้สดับคำสรรเสริญที่มีต่อพระสงฆ์ตลอดจนคำติฉินนินทาว่าร้ายที่มีต่อพระสงฆ์ จิตของเขานั้นโดยแท้ที่สุดแล้ว ในพระอนุตตรสัมมาสัมโพธินั้น ธำรงมั่นคงไม่ไหวหวั่น ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งจิตอันลึกซึ้ง
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งจริยาจิตนั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดได้ละห่างจากการทำชีวิติสัตว์ให้ตกลงไป(ฆ่าสัตว์) ได้ละห่างจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้(ลักขโมย) ได้ละห่างจากการประพฤติผิดในกาม ได้ละห่างจากกากพูดเท็จลวงหลอก ได้ละห่างจากการพูดกลับกลอก ได้ละห่างจากการวาจาหยาบคาย(เช่นการด่าแช่งอกุศลทางวาจา) ได้ละห่างจากการพูดจากสละสลวย(สวยงามแต่ไม่จริงใจ) หวั่น ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งจริยาจิต
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งจาคะจิตนั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดสามารถที่จะสละสิ่งสำคัญได้ เป็นทานบดีผู้เป็นใหญ่ในการให้ทาน ให้ทานแก่สมณะตลอดจนพราหมณ์ แลผู้อนาถาอับจนยาจกคนขอทานคนต่ำต้อยเป็นต้นเหล่านี้ (มีการให้)เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มอาหารที่หลับที่นอนหยูกยาสำหรับโรคไปตามอาการของโรคแลสิ่งของเรื่องใช้ที่จำเป็น(เหล่านี้เป็นต้น) ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งจาคะจิต
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งสำเร็จซึ่งจิตอันเป็นในการชำนาญทราบรู้การอุทิศอย่างเหมาะสม นั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดฝึกฝนปฏิบัติกุศลมูลกล่าวคือกาย วาจา ใจ(ที่ดี) ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่ย่อมอุทิศแด่พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งจิตอันเป็นในการชำนาญทราบรู้การอุทิศอย่างเหมาะสม
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งสำเร็จซึ่งมหากรุณาจิตนั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดโดยแท้ที่สุดนั้นสำเร็จบริบูรณ์มหากรุณากายกรรม โดยแท้ที่สุดนั้นสำเร็จบริบูรณ์มหากรุณาวจีกรรม โดยแท้ที่สุดนั้นสำเร็จบริบูรณ์มหากรุณามโนกรรม ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งมหากรุณาจิต
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งสำเร็จซึ่งมหาเมตตาจิตนั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดโดยที่สุดนั้นสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งการไม่อาจจะเยาะเย้ยตวาดดุดัน(ประกอบด้วยโทสะ)ทางกายกรรม ฤาจะโดยที่สุดนั้นสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งการไม่อาจจะเยาะเย้ยตวาดดุดัน(ประกอบด้วยโทสะ)ทางกาย
วจีกรรม ฤาจะโดยที่สุดนั้นสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งการไม่อาจจะเยาะเย้ยตวาดดุดัน(ประกอบด้วยโทสะ)ทางมโนกรรม มโนกรรม ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งมหาเมตตาจิต
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งการทราบรู้ในอุปายะนั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดชำนาญทราบรู้ซึ่งโลกสัจจะ ชำนาญทราบรู้ซึ่งปรมัตถ์สัจจะ ชำนาญในการทราบรู้สัจจะทั้ง ๒ นี้ ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งอุปายะ
ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งปรัชญาปารมิตานั้นเป็นไฉน ดูก่อนเมตไตรย หากพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายเหล่าใดมีโพธิปัญญาอย่างนี้แล ด้วยดำรงอยู่ซึ่งธรรมนี้ธรรมนั้นจึงมีอยู่ ด้วยดำรงอยู่ซึ่งธรรมนี้ธรรมนั้นจึงเกิดขึ้น กล่าวคือเมื่ออวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดสฬายตนะ(อายตนะ ๖) สฬายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ สสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปทาน อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสและอุปายาส(ความแก่ชราความทุกข์ความโศกเศร้าเสียใจ) ดังเช่นนี้แลสักแต่ว่าเป็นเพียงความทุกข์อันยิ่งใหญ่(เกิดขึ้น)มารวมตัวชุมนุมกัน ดูก่อนเมตไตรย ด้วยเหตุที่ธรรมนี้ไม่ได้มีอยู่ธรรมนั้นจึงไม่มีอยู่ ด้วยเหตุที่ธรรมนี้ดับไปธรรมนั้นจึงดับไป กล่าวคือเมื่ออวิชชาดับไปสังขารจึงดับ สังขารดับไปวิญญาณจึงดับ วิญญาณดับไปนามรูปจึงดับ นามรูปดับไปสฬายตนะจึงดับ สฬายตนะดับไปผัสสะจึงดับ ผัสสะดับไปเวทนาจึงดับ เวทนาดับไปตัณหาจึงดับ ตัณหาดับไปอุปทานจึงดับ อุปาทานดับไปภพจึงดับ ภพดับไปชาติจึงดับ ชาติดับไปชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสและอุปายาสจึงดับไป ดังเช่นนี้แลสักแต่ว่าเป็นเพียงความทุกข์อันยิ่งใหญ่(ที่เกิดขึ้น)มารวมตัวชุมนุมกันนั้นได้ดับไป ดูก่อนเมตไตรย พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายดังนี้แลโดยแท้ที่สุดแล้วจึงสำเร็จบริบูรณ์ซึ่งปรัชญาปารมิตา
ดูก่อนเมตไตรย นี้แลชื่อว่าธรรม ๘ ประการที่พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายโดยแก่นแท้ที่สุดแล้วสำเร็จบริบูรณ์จึงไม่ท้อถอย(หันหลังกลับให้แก่)พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิ ได้มีการเคลื่อนหน้าไปอย่างยอดเยี่ยมในธรรมไม่ท้อถ้อยย้อนกลับและไม่มีการแปรพลัน จริยาแห่งพระโพธิสัตว์นั้นเมื่อกาลที่ได้ประพฤติปฏิบัติ กำจัดมารคู่อริทั้งหลายทั้งปวงให้พินาศ ความความเป็นจริงนั้นได้ทราบรู้ธรรมทั้งหลายโดยสวภาวะ(สภาพการมีอยู่ของตนของตน) ในโลกทั้งหลายจิตไม่อ่อนเพลียเหน็ดเหนื่อย ด้วยเหตุที่จิตไม่อ่อนเพลียเหน็ดเหนื่อยนี้เองจึงไม่ดำรงอยู่ซึ่งปัญญาที่เป็นอื่น สำเร็จบริบูรณ์ซึ่งพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิโดยฉับพลัน เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระสูตรนี้จบลง พระเมตไตรยโพธิสัตว์มหาสัตว์ ตลอดจนพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ทั้งหลายที่เหลืออยู่ พระภิกษุภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกา เทวดา นาค ยักษ์คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร มโหราค มนุษย์ อมนุษย์เป็นต้นเหล่านี้ มหาชนทั้งปวง ได้สดับพุทธวจนะนั้นแล้ว ทั้งหมดล้วนเพลิดเพลินยินดีเป็นยิ่งนัก ศรัทธารับถือนำไปปฏิบัติต่อไป.
:yociexp54:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=1 (http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=1)