มดเอ๊ก
11-21-2007, 09:16 PM
http://gotoknow.org/file/uthai101/look+east%238.jpg
...รุ่งอรุณ...สัตยาไส โรงเรียนธรรมชาติเพื่อการแก้ปัญหา
กระผมได้มีโอกาสไปร่วมฟังเสวนาที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งจัดขึ้นโดยโครงการสตรีและเยาวชนศึกษา เป็นครั้งที่ 4 ในหัวข้อที่ว่า จากปัญหาสู่ความหวัง ในวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเสวนาย่อยครั้งสุดท้าย ในการเสวนาต่อเนื่องยกที่ 3 :เยาวชน ครอบครัวและสังคม : วิกฤตการณ์ค่านิยมและจริยธรรม ซึ่งมีการเสวนาย่อยรวม 4 ครั้งด้วยกัน
การเสวนาครั้งนี้นับได้ว่า เป็นการร่วมกันสรุปถึงปัญหา จากการได้ร่วมเสวนาในครั้งก่อน ๆ และเป็นเวทีที่ให้ผู้ร่วมเสวนาช่วยกันหาแนวทางแก้ไขและพัฒนาได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน ซึ่งในงานนี้นอกจากจะมีคณาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัยมาร่วมแล้ว ก็ยังมีบุคคลผู้เสียสละจากมูลนิธิต่าง ๆ นักข่าวสื่อสารมวลชน รวมไปถึงบุคคลในแวดวงการเมืองอีกหลายท่าน ที่ร่วมอยู่ในการเสวนาในครั้งนี้
การเสวนาครั้งนี้บ่งบอกถึงภาพรวมปัญหาของเยาวชนที่ดูจะใหญ่หลวงเกินการเยียวยา แต่ถึงจะเป็นปัญหาที่ใหญ่โตเพียงไร ก็ยังมีแนวทางแก้ไขได้อยู่เสมอ การมองโดยยกปัญหาเป็นตัวตั้งอาจทำให้การแก้ไขปัญหาดูจะเป็นเรื่องที่ยากและผลที่ได้ก็ไม่ยั่งยืน เมื่อเกิดมีปัญหาใหม่ขึ้นมาในสังคม ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คือ การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนไทย
ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้ให้แง่คิดถึงเรื่องของความดีเอาไว้ในการเสวนา ซึ่งท่านได้ถูกเชิญเป็นวิทยากร ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนสัตยาไส โดยท่านมีความเห็นว่า ปัจจุบันการศึกษาได้คำนึงถึงแต่ความเก่ง การคัดเลือกคนเขามาเรียนทั้งในระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย ล้วนแล้วแต่วัดความเก่งด้านวิชาการการศึกษาทั้งนั้น ซึ่งบางครั้งก็เป็นการปิดโอกาสให้คนดีได้เข้ามาเรียนในสถานที่ที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้กล่าวถึง สถานการณ์เรื่องโลกร้อน ซึ่งทั้งโลกต้องร่วมมือช่วยเหลือกัน ท่านได้บอกถึงวิกฤตต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 10 ปี ข้างหน้า ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ วิกฤตนี้จะทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำกันไปทั่วโลก ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาระดับชาติต่อไปในสภาวะโลกร้อนนี้ แต่ในอีกแง่หนึ่ง การขาดแคลนน้ำในความหมายของ ดร.อาจอง อาจจะหมายถึง การขาดแคลนน้ำใจและคุณงามความดีก็เป็นได้ เพราะสิ่งที่ช่วยค้ำชูโลกให้เจริญรุดหน้าต่อไปนั้น จำเป็นที่จะต้องมีความดีคอยชี้นำทางที่ถูกต้องด้วย ซึ่งเมื่อจิตใจมีความดีแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่เกิด และถ้าได้พัฒนาความดีในตัวเองให้เป็นภูมิคุ้มกันความชั่วที่จะเข้ามาต่อไปก็จะกลายเป็นคนเข้มแข็ง และสามารถดำรงไว้ซึ่งความดีต่อไปได้
การที่จะให้เด็กซึมซับเกี่ยวกับความดีได้นั้น สถาบันครอบครัวถือเป็นหน่วยที่สำคัญที่สุด เด็กคือสิ่งสะท้อนความเป็นไปของครอบครัวได้ชัดเจน ครอบครัวที่อบอุ่นจะทำให้เด็กมีความสุข ซึ่งเมื่อเด็กมีพื้นฐานความสุขก็จะทำให้เด็กก้าวถึงจุดของความดีได้อย่างไม่ยากลำบาก แต่ในทางกลับกัน ถ้าครอบครัวแตกแยกไม่ลงรอยกัน เด็กก็จะกลายเป็นเด็กมีปัญหา และถูกนำไปสู่ทางเสื่อมได้ง่าย
ส่วนที่สำคัญรองลงมานั้นก็คือ โรงเรียน โรงเรียนที่ดีคือโรงเรียนที่เอื้อต่อสิทธิเสรีภาพของเด็ก รู้ซึ้งและเข้าถึงความดีและสามารถชี้วัดความดีที่แท้จริงได้ สามารถส่งเสริมให้เด็กเข้าถึงธรรมชาติได้อย่างสร้างสรรค์ แต่โรงเรียนในปัจจุบันนี้กลับมุ่งแต่ทางธุรกิจ ให้เด็กพัฒนาด้านวิชาการ ส่งเสริมแต่ความเก่งให้กับเด็ก โดยไม่คำนึงถึงความมีศีลธรรมอันดีงาม มุ่งให้เด็กแข่งขันกันเพื่อก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่ง จนบางครั้งก็ไม่ได้ช่วยให้เด็กพัฒนาตนเองไปถึงจุดที่เพียงพอ ดังเช่นที่ ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้พูดไว้ว่า การได้คนเก่ง ยากที่จะคาดหวังให้เขาเป็นคนดี แต่การได้คนดี ง่ายที่จะทำให้เขาเป็นคนเก่ง
ในการเสวนานี้ วิทยากรทั้งท่าน ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา และ รศ.ประภาภัทร นิยม ได้มีแบบอย่างของโรงเรียนคุณธรรมในความเป็นธรรมชาติของตัวเอง ซึ่งได้เสนอให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ
โรงเรียนรุ่งอรุณ (รศ.ประภาภัทร นิยม)
โรงเรียนรุ่งอรุณ ตั้งอยู่บนพื้นที่สีเขียวประมาณ 50 ไร่ในเขตบางขุนเทียน เป็นพื้นที่เปิดโล่งมี อาคารเรียน 2 ชั้น หรือ 3 ชั้น บริเวณโดยรอบแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่นักเรียนสามารถออกไปเรียนรู้ได้ มีการออกแบบอาคารและสภาพแวดล้อมเพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน และการนำนักเรียนออกนอกสถานที่ เพื่อการเรียนรู้และสัมผัสของจริง เปิดโอกาสให้มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้ปกครอง ครู และพนักงาน มีกิจกรรมหลากหลายซึ่งสามารถ ทำร่วมกัน เช่น ห้อง Occupational Therapy เป็นการจัดตั้งขึ้นโดยร่วมมือกับผู้ปกครองเพื่อร่วมกันพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษ หรือโครงการเงินฝากเพื่อการศึกษา เป็นต้น
โรงเรียนเอกชน ที่ไม่ได้แสวงหากำไรนี้ ได้รับรองจากสำนักงานการศึกษาเอกชน เมื่อปี 2540 โดยเปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนไปถึงระดับมัธยม โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นที่ปรึกษาสูงสุด และได้มีการจัดตั้งเป็นมูลนิธิโรงเรียนแสงอรุณ โดยมีภาระหน้าที่ในการวิจัย ประมวล และวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ รวมไปถึงร่วมกับบุคคล คณะบุคคล สถานศึกษาและองค์กรต่าง ๆ เพื่อพัฒนาการศึกษาโดยมีเป้าหมายของโรงเรียนว่า เน้นความเป็นธรรมชาติเป็นพื้นฐานเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนในแต่ละวัยใช้เป็นห้องเรียนธรรมชาติเพื่อบูรณาการการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
การศึกษาของโรงเรียนรุ่งอรุณ ใช้หลักของบุพนิมิตแห่งมรรค ซึ่งเป็นชุดองค์ธรรม 7 ประการ มีความหมายว่า เป็นแสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดีงามเหมือนดั่งลำแสงที่กระจายรัศมีเป็นสีทั้ง 7 อัน ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้
1. กัลยาณมิตตตา คือ การรู้จักหาแหล่งความรู้และแบบอย่างที่ดี การมีและการได้เป็น กัลยาณมิตร แยกความหมายได้ 2 ประการ คือ การที่สังคมเป็นกัลยาณมิตรหรือจัดสรรกัลยาณมิตรให้ และการที่ผู้เรียนรู้ รู้จักเลือกคบหากัลยาณมิตรอันเป็นการเริ่มขึ้นอย่างแท้จริงแห่งรุ่งอรุณของการศึกษา
2. สีลสัมปทา คือ การมีชีวิตและอยู่ร่วมสังคมเป็นระเบียบด้วยวินัย
3. ฉันทสัมปทา คือ ความพร้อมด้วยแรงจูงใจใฝ่รู้ ใฝ่สร้างสรรค์ การมีแรงจูงใจที่เกิดจากการรักความจริง รักความถูกต้องดีงาม
4. อัตตสัมปทา คือ ความมุ่งมั่นพัฒนาตนให้เต็มศักยภาพหรือการทำตนให้ถึงพร้อม
5. ทิฏฐิสัมปทา คือ การมีความเชื่อถือ แนวความคิด ความเข้าใจ ทัศนคติ และค่านิยมที่ดีงามถูกต้อง สอดคล้องกับหลักความจริงแห่งความเป็นไปตามเหตุปัจจัย
6. อัปปมาทสัมปทา คือ การมีสติ กระตือรือร้นตื่นตัวทุกเวลา หรือการทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม
7. โยนิโสนมสิการสัมปทา คือ การรู้จักคิด รู้จักพิจารณา รู้จักสำเหนียก กำหนดมองสิ่งทั้งหลายให้ได้คุณค่า คิดเป็น รู้จักคิดวิเคราะห์สืบสาวให้เข้าถึงความจริง
การเรียนการสอนของโรงเรียนรุ่งอรุณ จะเน้นการเรียนรู้แบบองค์รวมโดยมีแนวทางพุทธศาสนาเป็นแกนหลัก ซึ่งเป็นแนวการเรียนรู้ทางพุทธศาสนาสมัยใหม่ ที่ช่วยตอบสนองการเรียนรู้ของเด็กได้เป็นอย่างดี
โรงเรียนคุณธรรม สัตยาไส (ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา)
โรงเรียนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 300 ไร่ ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ธรรมชาติเป็นส่วนมาก อยู่บริเวณอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เป็นโรงเรียนประจำ มีเฉพาะอนุบาลเท่านั้นที่ไปกลับ เป็นโรงเรียนที่ได้รับเลือกว่า เป็นหนึ่งในโรงเรียนนำร่องด้านคุณธรรมอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย
การเรียนการสอนของโรงเรียนจะใช้หลัก 3H คือ (Head-สมอง) ฮาร์ท (Heart-หัวใจ) และ แฮนด์ (Hand-การกระทำ) ซึ่งหมายถึง การกระทำสอดคล้องกันระหว่างการกระทำ สมอง และหัวใจ โดยในการสอนแต่ละวิชาก็จะนำคุณธรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้วย ซึ่งจะช่วยให้เด็กทั้งเป็นคนดีและเป็นคนเก่ง
นอกจากนี้ในตอนเช้า โรงเรียนก็จะฝึกให้นักเรียนนั่งสมาธิ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของการเรียนรู้ใด ๆ ทั้งมวล เพราะถ้าเด็กมีสมาธิแล้ว ก็สามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว นับว่าโรงเรียนสัตยาไส เป็นโรงเรียนที่ช่วยให้เด็กเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างดีโรงเรียนหนึ่ง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าโรงเรียนตัวอย่างสองโรงเรียนนี้จะมีความพิเศษเพียงใด แต่ถ้าครอบครัวไม่ให้ความสำคัญกับเด็ก ก็ส่งผลเสียต่อเด็กอยู่วันยังค่ำ ดังนั้น ครอบครัว โรงเรียน รวมไปถึงชุมชนต่าง ๆ ต้องช่วยกันดูแลและส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์อันดีขึ้นระหว่าง พ่อ แม่ และเด็ก เพื่อช่วยให้เข้าถึงซึ่งกันและกันมากขึ้น ซึ่งเมื่อทำได้เช่นนั้นแล้ว ก็ถือได้ว่าเด็กมีภูมิคุ้มกันความชั่ว และตัวส่งเสริมความดีที่ดีที่สุดไปพร้อม ๆ กันแน่นอน...
นายนรรัชต์ ฝันเชียร
ฝ่ายเว็บไซต์มูลนิธิเด็ก
:yociexp15:http://www.ffc.or.th/webboard/viewtopic.php?t=697 (http://www.ffc.or.th/webboard/viewtopic.php?t=697)
...รุ่งอรุณ...สัตยาไส โรงเรียนธรรมชาติเพื่อการแก้ปัญหา
กระผมได้มีโอกาสไปร่วมฟังเสวนาที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งจัดขึ้นโดยโครงการสตรีและเยาวชนศึกษา เป็นครั้งที่ 4 ในหัวข้อที่ว่า จากปัญหาสู่ความหวัง ในวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเสวนาย่อยครั้งสุดท้าย ในการเสวนาต่อเนื่องยกที่ 3 :เยาวชน ครอบครัวและสังคม : วิกฤตการณ์ค่านิยมและจริยธรรม ซึ่งมีการเสวนาย่อยรวม 4 ครั้งด้วยกัน
การเสวนาครั้งนี้นับได้ว่า เป็นการร่วมกันสรุปถึงปัญหา จากการได้ร่วมเสวนาในครั้งก่อน ๆ และเป็นเวทีที่ให้ผู้ร่วมเสวนาช่วยกันหาแนวทางแก้ไขและพัฒนาได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน ซึ่งในงานนี้นอกจากจะมีคณาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัยมาร่วมแล้ว ก็ยังมีบุคคลผู้เสียสละจากมูลนิธิต่าง ๆ นักข่าวสื่อสารมวลชน รวมไปถึงบุคคลในแวดวงการเมืองอีกหลายท่าน ที่ร่วมอยู่ในการเสวนาในครั้งนี้
การเสวนาครั้งนี้บ่งบอกถึงภาพรวมปัญหาของเยาวชนที่ดูจะใหญ่หลวงเกินการเยียวยา แต่ถึงจะเป็นปัญหาที่ใหญ่โตเพียงไร ก็ยังมีแนวทางแก้ไขได้อยู่เสมอ การมองโดยยกปัญหาเป็นตัวตั้งอาจทำให้การแก้ไขปัญหาดูจะเป็นเรื่องที่ยากและผลที่ได้ก็ไม่ยั่งยืน เมื่อเกิดมีปัญหาใหม่ขึ้นมาในสังคม ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คือ การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนไทย
ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้ให้แง่คิดถึงเรื่องของความดีเอาไว้ในการเสวนา ซึ่งท่านได้ถูกเชิญเป็นวิทยากร ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนสัตยาไส โดยท่านมีความเห็นว่า ปัจจุบันการศึกษาได้คำนึงถึงแต่ความเก่ง การคัดเลือกคนเขามาเรียนทั้งในระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย ล้วนแล้วแต่วัดความเก่งด้านวิชาการการศึกษาทั้งนั้น ซึ่งบางครั้งก็เป็นการปิดโอกาสให้คนดีได้เข้ามาเรียนในสถานที่ที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้กล่าวถึง สถานการณ์เรื่องโลกร้อน ซึ่งทั้งโลกต้องร่วมมือช่วยเหลือกัน ท่านได้บอกถึงวิกฤตต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 10 ปี ข้างหน้า ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ วิกฤตนี้จะทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำกันไปทั่วโลก ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาระดับชาติต่อไปในสภาวะโลกร้อนนี้ แต่ในอีกแง่หนึ่ง การขาดแคลนน้ำในความหมายของ ดร.อาจอง อาจจะหมายถึง การขาดแคลนน้ำใจและคุณงามความดีก็เป็นได้ เพราะสิ่งที่ช่วยค้ำชูโลกให้เจริญรุดหน้าต่อไปนั้น จำเป็นที่จะต้องมีความดีคอยชี้นำทางที่ถูกต้องด้วย ซึ่งเมื่อจิตใจมีความดีแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่เกิด และถ้าได้พัฒนาความดีในตัวเองให้เป็นภูมิคุ้มกันความชั่วที่จะเข้ามาต่อไปก็จะกลายเป็นคนเข้มแข็ง และสามารถดำรงไว้ซึ่งความดีต่อไปได้
การที่จะให้เด็กซึมซับเกี่ยวกับความดีได้นั้น สถาบันครอบครัวถือเป็นหน่วยที่สำคัญที่สุด เด็กคือสิ่งสะท้อนความเป็นไปของครอบครัวได้ชัดเจน ครอบครัวที่อบอุ่นจะทำให้เด็กมีความสุข ซึ่งเมื่อเด็กมีพื้นฐานความสุขก็จะทำให้เด็กก้าวถึงจุดของความดีได้อย่างไม่ยากลำบาก แต่ในทางกลับกัน ถ้าครอบครัวแตกแยกไม่ลงรอยกัน เด็กก็จะกลายเป็นเด็กมีปัญหา และถูกนำไปสู่ทางเสื่อมได้ง่าย
ส่วนที่สำคัญรองลงมานั้นก็คือ โรงเรียน โรงเรียนที่ดีคือโรงเรียนที่เอื้อต่อสิทธิเสรีภาพของเด็ก รู้ซึ้งและเข้าถึงความดีและสามารถชี้วัดความดีที่แท้จริงได้ สามารถส่งเสริมให้เด็กเข้าถึงธรรมชาติได้อย่างสร้างสรรค์ แต่โรงเรียนในปัจจุบันนี้กลับมุ่งแต่ทางธุรกิจ ให้เด็กพัฒนาด้านวิชาการ ส่งเสริมแต่ความเก่งให้กับเด็ก โดยไม่คำนึงถึงความมีศีลธรรมอันดีงาม มุ่งให้เด็กแข่งขันกันเพื่อก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่ง จนบางครั้งก็ไม่ได้ช่วยให้เด็กพัฒนาตนเองไปถึงจุดที่เพียงพอ ดังเช่นที่ ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้พูดไว้ว่า การได้คนเก่ง ยากที่จะคาดหวังให้เขาเป็นคนดี แต่การได้คนดี ง่ายที่จะทำให้เขาเป็นคนเก่ง
ในการเสวนานี้ วิทยากรทั้งท่าน ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา และ รศ.ประภาภัทร นิยม ได้มีแบบอย่างของโรงเรียนคุณธรรมในความเป็นธรรมชาติของตัวเอง ซึ่งได้เสนอให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ
โรงเรียนรุ่งอรุณ (รศ.ประภาภัทร นิยม)
โรงเรียนรุ่งอรุณ ตั้งอยู่บนพื้นที่สีเขียวประมาณ 50 ไร่ในเขตบางขุนเทียน เป็นพื้นที่เปิดโล่งมี อาคารเรียน 2 ชั้น หรือ 3 ชั้น บริเวณโดยรอบแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่นักเรียนสามารถออกไปเรียนรู้ได้ มีการออกแบบอาคารและสภาพแวดล้อมเพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน และการนำนักเรียนออกนอกสถานที่ เพื่อการเรียนรู้และสัมผัสของจริง เปิดโอกาสให้มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้ปกครอง ครู และพนักงาน มีกิจกรรมหลากหลายซึ่งสามารถ ทำร่วมกัน เช่น ห้อง Occupational Therapy เป็นการจัดตั้งขึ้นโดยร่วมมือกับผู้ปกครองเพื่อร่วมกันพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษ หรือโครงการเงินฝากเพื่อการศึกษา เป็นต้น
โรงเรียนเอกชน ที่ไม่ได้แสวงหากำไรนี้ ได้รับรองจากสำนักงานการศึกษาเอกชน เมื่อปี 2540 โดยเปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนไปถึงระดับมัธยม โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นที่ปรึกษาสูงสุด และได้มีการจัดตั้งเป็นมูลนิธิโรงเรียนแสงอรุณ โดยมีภาระหน้าที่ในการวิจัย ประมวล และวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ รวมไปถึงร่วมกับบุคคล คณะบุคคล สถานศึกษาและองค์กรต่าง ๆ เพื่อพัฒนาการศึกษาโดยมีเป้าหมายของโรงเรียนว่า เน้นความเป็นธรรมชาติเป็นพื้นฐานเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนในแต่ละวัยใช้เป็นห้องเรียนธรรมชาติเพื่อบูรณาการการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
การศึกษาของโรงเรียนรุ่งอรุณ ใช้หลักของบุพนิมิตแห่งมรรค ซึ่งเป็นชุดองค์ธรรม 7 ประการ มีความหมายว่า เป็นแสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดีงามเหมือนดั่งลำแสงที่กระจายรัศมีเป็นสีทั้ง 7 อัน ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้
1. กัลยาณมิตตตา คือ การรู้จักหาแหล่งความรู้และแบบอย่างที่ดี การมีและการได้เป็น กัลยาณมิตร แยกความหมายได้ 2 ประการ คือ การที่สังคมเป็นกัลยาณมิตรหรือจัดสรรกัลยาณมิตรให้ และการที่ผู้เรียนรู้ รู้จักเลือกคบหากัลยาณมิตรอันเป็นการเริ่มขึ้นอย่างแท้จริงแห่งรุ่งอรุณของการศึกษา
2. สีลสัมปทา คือ การมีชีวิตและอยู่ร่วมสังคมเป็นระเบียบด้วยวินัย
3. ฉันทสัมปทา คือ ความพร้อมด้วยแรงจูงใจใฝ่รู้ ใฝ่สร้างสรรค์ การมีแรงจูงใจที่เกิดจากการรักความจริง รักความถูกต้องดีงาม
4. อัตตสัมปทา คือ ความมุ่งมั่นพัฒนาตนให้เต็มศักยภาพหรือการทำตนให้ถึงพร้อม
5. ทิฏฐิสัมปทา คือ การมีความเชื่อถือ แนวความคิด ความเข้าใจ ทัศนคติ และค่านิยมที่ดีงามถูกต้อง สอดคล้องกับหลักความจริงแห่งความเป็นไปตามเหตุปัจจัย
6. อัปปมาทสัมปทา คือ การมีสติ กระตือรือร้นตื่นตัวทุกเวลา หรือการทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม
7. โยนิโสนมสิการสัมปทา คือ การรู้จักคิด รู้จักพิจารณา รู้จักสำเหนียก กำหนดมองสิ่งทั้งหลายให้ได้คุณค่า คิดเป็น รู้จักคิดวิเคราะห์สืบสาวให้เข้าถึงความจริง
การเรียนการสอนของโรงเรียนรุ่งอรุณ จะเน้นการเรียนรู้แบบองค์รวมโดยมีแนวทางพุทธศาสนาเป็นแกนหลัก ซึ่งเป็นแนวการเรียนรู้ทางพุทธศาสนาสมัยใหม่ ที่ช่วยตอบสนองการเรียนรู้ของเด็กได้เป็นอย่างดี
โรงเรียนคุณธรรม สัตยาไส (ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา)
โรงเรียนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 300 ไร่ ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ธรรมชาติเป็นส่วนมาก อยู่บริเวณอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เป็นโรงเรียนประจำ มีเฉพาะอนุบาลเท่านั้นที่ไปกลับ เป็นโรงเรียนที่ได้รับเลือกว่า เป็นหนึ่งในโรงเรียนนำร่องด้านคุณธรรมอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย
การเรียนการสอนของโรงเรียนจะใช้หลัก 3H คือ (Head-สมอง) ฮาร์ท (Heart-หัวใจ) และ แฮนด์ (Hand-การกระทำ) ซึ่งหมายถึง การกระทำสอดคล้องกันระหว่างการกระทำ สมอง และหัวใจ โดยในการสอนแต่ละวิชาก็จะนำคุณธรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้วย ซึ่งจะช่วยให้เด็กทั้งเป็นคนดีและเป็นคนเก่ง
นอกจากนี้ในตอนเช้า โรงเรียนก็จะฝึกให้นักเรียนนั่งสมาธิ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของการเรียนรู้ใด ๆ ทั้งมวล เพราะถ้าเด็กมีสมาธิแล้ว ก็สามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว นับว่าโรงเรียนสัตยาไส เป็นโรงเรียนที่ช่วยให้เด็กเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างดีโรงเรียนหนึ่ง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าโรงเรียนตัวอย่างสองโรงเรียนนี้จะมีความพิเศษเพียงใด แต่ถ้าครอบครัวไม่ให้ความสำคัญกับเด็ก ก็ส่งผลเสียต่อเด็กอยู่วันยังค่ำ ดังนั้น ครอบครัว โรงเรียน รวมไปถึงชุมชนต่าง ๆ ต้องช่วยกันดูแลและส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์อันดีขึ้นระหว่าง พ่อ แม่ และเด็ก เพื่อช่วยให้เข้าถึงซึ่งกันและกันมากขึ้น ซึ่งเมื่อทำได้เช่นนั้นแล้ว ก็ถือได้ว่าเด็กมีภูมิคุ้มกันความชั่ว และตัวส่งเสริมความดีที่ดีที่สุดไปพร้อม ๆ กันแน่นอน...
นายนรรัชต์ ฝันเชียร
ฝ่ายเว็บไซต์มูลนิธิเด็ก
:yociexp15:http://www.ffc.or.th/webboard/viewtopic.php?t=697 (http://www.ffc.or.th/webboard/viewtopic.php?t=697)