PDA

View Full Version : ...รุ่งอรุณ...สัตยาไส โรงเรียนธรรมชาติเพื่อการแก้ปัญหา (ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา)


มดเอ๊ก
11-21-2007, 09:16 PM
http://gotoknow.org/file/uthai101/look+east%238.jpg


...รุ่งอรุณ...สัตยาไส โรงเรียนธรรมชาติเพื่อการแก้ปัญหา

กระผมได้มีโอกาสไปร่วมฟังเสวนาที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งจัดขึ้นโดยโครงการสตรีและเยาวชนศึกษา เป็นครั้งที่ 4 ในหัวข้อที่ว่า “จากปัญหาสู่ความหวัง” ในวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเสวนาย่อยครั้งสุดท้าย ในการเสวนาต่อเนื่องยกที่ 3 :เยาวชน ครอบครัวและสังคม : วิกฤตการณ์ค่านิยมและจริยธรรม ซึ่งมีการเสวนาย่อยรวม 4 ครั้งด้วยกัน
การเสวนาครั้งนี้นับได้ว่า เป็นการร่วมกันสรุปถึงปัญหา จากการได้ร่วมเสวนาในครั้งก่อน ๆ และเป็นเวทีที่ให้ผู้ร่วมเสวนาช่วยกันหาแนวทางแก้ไขและพัฒนาได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน ซึ่งในงานนี้นอกจากจะมีคณาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัยมาร่วมแล้ว ก็ยังมีบุคคลผู้เสียสละจากมูลนิธิต่าง ๆ นักข่าวสื่อสารมวลชน รวมไปถึงบุคคลในแวดวงการเมืองอีกหลายท่าน ที่ร่วมอยู่ในการเสวนาในครั้งนี้

การเสวนาครั้งนี้บ่งบอกถึงภาพรวมปัญหาของเยาวชนที่ดูจะใหญ่หลวงเกินการเยียวยา แต่ถึงจะเป็นปัญหาที่ใหญ่โตเพียงไร ก็ยังมีแนวทางแก้ไขได้อยู่เสมอ การมองโดยยกปัญหาเป็นตัวตั้งอาจทำให้การแก้ไขปัญหาดูจะเป็นเรื่องที่ยากและผลที่ได้ก็ไม่ยั่งยืน เมื่อเกิดมีปัญหาใหม่ขึ้นมาในสังคม ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด คือ การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเยาวชนไทย

ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้ให้แง่คิดถึงเรื่องของความดีเอาไว้ในการเสวนา ซึ่งท่านได้ถูกเชิญเป็นวิทยากร ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนสัตยาไส โดยท่านมีความเห็นว่า ปัจจุบันการศึกษาได้คำนึงถึงแต่ความเก่ง การคัดเลือกคนเขามาเรียนทั้งในระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย ล้วนแล้วแต่วัดความเก่งด้านวิชาการการศึกษาทั้งนั้น ซึ่งบางครั้งก็เป็นการปิดโอกาสให้คนดีได้เข้ามาเรียนในสถานที่ที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้กล่าวถึง สถานการณ์เรื่องโลกร้อน ซึ่งทั้งโลกต้องร่วมมือช่วยเหลือกัน ท่านได้บอกถึงวิกฤตต่าง ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 10 ปี ข้างหน้า ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ วิกฤตนี้จะทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำกันไปทั่วโลก ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาระดับชาติต่อไปในสภาวะโลกร้อนนี้ แต่ในอีกแง่หนึ่ง การขาดแคลนน้ำในความหมายของ ดร.อาจอง อาจจะหมายถึง การขาดแคลนน้ำใจและคุณงามความดีก็เป็นได้ เพราะสิ่งที่ช่วยค้ำชูโลกให้เจริญรุดหน้าต่อไปนั้น จำเป็นที่จะต้องมีความดีคอยชี้นำทางที่ถูกต้องด้วย ซึ่งเมื่อจิตใจมีความดีแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ก็จะไม่เกิด และถ้าได้พัฒนาความดีในตัวเองให้เป็นภูมิคุ้มกันความชั่วที่จะเข้ามาต่อไปก็จะกลายเป็นคนเข้มแข็ง และสามารถดำรงไว้ซึ่งความดีต่อไปได้

การที่จะให้เด็กซึมซับเกี่ยวกับความดีได้นั้น สถาบันครอบครัวถือเป็นหน่วยที่สำคัญที่สุด เด็กคือสิ่งสะท้อนความเป็นไปของครอบครัวได้ชัดเจน ครอบครัวที่อบอุ่นจะทำให้เด็กมีความสุข ซึ่งเมื่อเด็กมีพื้นฐานความสุขก็จะทำให้เด็กก้าวถึงจุดของความดีได้อย่างไม่ยากลำบาก แต่ในทางกลับกัน ถ้าครอบครัวแตกแยกไม่ลงรอยกัน เด็กก็จะกลายเป็นเด็กมีปัญหา และถูกนำไปสู่ทางเสื่อมได้ง่าย

ส่วนที่สำคัญรองลงมานั้นก็คือ โรงเรียน โรงเรียนที่ดีคือโรงเรียนที่เอื้อต่อสิทธิเสรีภาพของเด็ก รู้ซึ้งและเข้าถึงความดีและสามารถชี้วัดความดีที่แท้จริงได้ สามารถส่งเสริมให้เด็กเข้าถึงธรรมชาติได้อย่างสร้างสรรค์ แต่โรงเรียนในปัจจุบันนี้กลับมุ่งแต่ทางธุรกิจ ให้เด็กพัฒนาด้านวิชาการ ส่งเสริมแต่ความเก่งให้กับเด็ก โดยไม่คำนึงถึงความมีศีลธรรมอันดีงาม มุ่งให้เด็กแข่งขันกันเพื่อก้าวไปสู่อีกระดับหนึ่ง จนบางครั้งก็ไม่ได้ช่วยให้เด็กพัฒนาตนเองไปถึงจุดที่เพียงพอ ดังเช่นที่ ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้พูดไว้ว่า “การได้คนเก่ง ยากที่จะคาดหวังให้เขาเป็นคนดี แต่การได้คนดี ง่ายที่จะทำให้เขาเป็นคนเก่ง”

ในการเสวนานี้ วิทยากรทั้งท่าน ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา และ รศ.ประภาภัทร นิยม ได้มีแบบอย่างของโรงเรียนคุณธรรมในความเป็นธรรมชาติของตัวเอง ซึ่งได้เสนอให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ

โรงเรียนรุ่งอรุณ (รศ.ประภาภัทร นิยม)
โรงเรียนรุ่งอรุณ ตั้งอยู่บนพื้นที่สีเขียวประมาณ 50 ไร่ในเขตบางขุนเทียน เป็นพื้นที่เปิดโล่งมี อาคารเรียน 2 ชั้น หรือ 3 ชั้น บริเวณโดยรอบแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่นักเรียนสามารถออกไปเรียนรู้ได้ มีการออกแบบอาคารและสภาพแวดล้อมเพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งภายในและภายนอกห้องเรียน และการนำนักเรียนออกนอกสถานที่ เพื่อการเรียนรู้และสัมผัสของจริง เปิดโอกาสให้มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างผู้ปกครอง ครู และพนักงาน มีกิจกรรมหลากหลายซึ่งสามารถ ทำร่วมกัน เช่น ห้อง Occupational Therapy เป็นการจัดตั้งขึ้นโดยร่วมมือกับผู้ปกครองเพื่อร่วมกันพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษ หรือโครงการเงินฝากเพื่อการศึกษา เป็นต้น

โรงเรียนเอกชน ที่ไม่ได้แสวงหากำไรนี้ ได้รับรองจากสำนักงานการศึกษาเอกชน เมื่อปี 2540 โดยเปิดทำการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนไปถึงระดับมัธยม โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตฺโต) เป็นที่ปรึกษาสูงสุด และได้มีการจัดตั้งเป็นมูลนิธิโรงเรียนแสงอรุณ โดยมีภาระหน้าที่ในการวิจัย ประมวล และวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ รวมไปถึงร่วมกับบุคคล คณะบุคคล สถานศึกษาและองค์กรต่าง ๆ เพื่อพัฒนาการศึกษาโดยมีเป้าหมายของโรงเรียนว่า เน้นความเป็นธรรมชาติเป็นพื้นฐานเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนในแต่ละวัยใช้เป็นห้องเรียนธรรมชาติเพื่อบูรณาการการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

การศึกษาของโรงเรียนรุ่งอรุณ ใช้หลักของบุพนิมิตแห่งมรรค ซึ่งเป็นชุดองค์ธรรม 7 ประการ มีความหมายว่า เป็นแสงเงินแสงทองของชีวิตที่ดีงามเหมือนดั่งลำแสงที่กระจายรัศมีเป็นสีทั้ง 7 อัน ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้

1. กัลยาณมิตตตา คือ การรู้จักหาแหล่งความรู้และแบบอย่างที่ดี การมีและการได้เป็น กัลยาณมิตร แยกความหมายได้ 2 ประการ คือ การที่สังคมเป็นกัลยาณมิตรหรือจัดสรรกัลยาณมิตรให้ และการที่ผู้เรียนรู้ รู้จักเลือกคบหากัลยาณมิตรอันเป็นการเริ่มขึ้นอย่างแท้จริงแห่งรุ่งอรุณของการศึกษา
2. สีลสัมปทา คือ การมีชีวิตและอยู่ร่วมสังคมเป็นระเบียบด้วยวินัย
3. ฉันทสัมปทา คือ ความพร้อมด้วยแรงจูงใจใฝ่รู้ ใฝ่สร้างสรรค์ การมีแรงจูงใจที่เกิดจากการรักความจริง รักความถูกต้องดีงาม
4. อัตตสัมปทา คือ ความมุ่งมั่นพัฒนาตนให้เต็มศักยภาพหรือการทำตนให้ถึงพร้อม
5. ทิฏฐิสัมปทา คือ การมีความเชื่อถือ แนวความคิด ความเข้าใจ ทัศนคติ และค่านิยมที่ดีงามถูกต้อง สอดคล้องกับหลักความจริงแห่งความเป็นไปตามเหตุปัจจัย
6. อัปปมาทสัมปทา คือ การมีสติ กระตือรือร้นตื่นตัวทุกเวลา หรือการทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม
7. โยนิโสนมสิการสัมปทา คือ การรู้จักคิด รู้จักพิจารณา รู้จักสำเหนียก กำหนดมองสิ่งทั้งหลายให้ได้คุณค่า คิดเป็น รู้จักคิดวิเคราะห์สืบสาวให้เข้าถึงความจริง

การเรียนการสอนของโรงเรียนรุ่งอรุณ จะเน้นการเรียนรู้แบบองค์รวมโดยมีแนวทางพุทธศาสนาเป็นแกนหลัก ซึ่งเป็นแนวการเรียนรู้ทางพุทธศาสนาสมัยใหม่ ที่ช่วยตอบสนองการเรียนรู้ของเด็กได้เป็นอย่างดี

โรงเรียนคุณธรรม “สัตยาไส” (ดร. อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา)
โรงเรียนที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 300 ไร่ ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ธรรมชาติเป็นส่วนมาก อยู่บริเวณอำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เป็นโรงเรียนประจำ มีเฉพาะอนุบาลเท่านั้นที่ไปกลับ เป็นโรงเรียนที่ได้รับเลือกว่า เป็นหนึ่งในโรงเรียนนำร่องด้านคุณธรรมอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย

การเรียนการสอนของโรงเรียนจะใช้หลัก 3H คือ (Head-สมอง) ฮาร์ท (Heart-หัวใจ) และ แฮนด์ (Hand-การกระทำ) ซึ่งหมายถึง การกระทำสอดคล้องกันระหว่างการกระทำ สมอง และหัวใจ โดยในการสอนแต่ละวิชาก็จะนำคุณธรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนด้วย ซึ่งจะช่วยให้เด็กทั้งเป็นคนดีและเป็นคนเก่ง

นอกจากนี้ในตอนเช้า โรงเรียนก็จะฝึกให้นักเรียนนั่งสมาธิ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญของการเรียนรู้ใด ๆ ทั้งมวล เพราะถ้าเด็กมีสมาธิแล้ว ก็สามารถที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว นับว่าโรงเรียนสัตยาไส เป็นโรงเรียนที่ช่วยให้เด็กเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างดีโรงเรียนหนึ่ง

อย่างไรก็ดี แม้ว่าโรงเรียนตัวอย่างสองโรงเรียนนี้จะมีความพิเศษเพียงใด แต่ถ้าครอบครัวไม่ให้ความสำคัญกับเด็ก ก็ส่งผลเสียต่อเด็กอยู่วันยังค่ำ ดังนั้น ครอบครัว โรงเรียน รวมไปถึงชุมชนต่าง ๆ ต้องช่วยกันดูแลและส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์อันดีขึ้นระหว่าง พ่อ แม่ และเด็ก เพื่อช่วยให้เข้าถึงซึ่งกันและกันมากขึ้น ซึ่งเมื่อทำได้เช่นนั้นแล้ว ก็ถือได้ว่าเด็กมีภูมิคุ้มกันความชั่ว และตัวส่งเสริมความดีที่ดีที่สุดไปพร้อม ๆ กันแน่นอน...

นายนรรัชต์ ฝันเชียร
ฝ่ายเว็บไซต์มูลนิธิเด็ก


:yociexp15:http://www.ffc.or.th/webboard/viewtopic.php?t=697 (http://www.ffc.or.th/webboard/viewtopic.php?t=697)

มดเอ๊ก
11-21-2007, 09:24 PM
.ร.“สัตยาไส” เก่ง- ดี -มีสุข.... สู่คุณค่าความเป็นมนุษย์http://www.palungdham.com/news/icon_new.gif

<CENTER>http://www.palungdham.com/news/school01.jpg</CENTER>


<DD>....นานมาแล้วโรงเรียนแห่งหนึ่ง มีครู 1 คน และนักเรียน 20 คน ทั้งครูและนักเรียน อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเหมือนกับเป็นครอบครัวเดียวกัน กระทั่งมาวันหนึ่งเด็กชายคนหนึ่งในโรงเรียนมาบอกครูว่า ของใช้ส่วนตัวเขาหายไป!! ซึ่งสงสัยว่าจะโดนเพื่อนขโมย ครูรับปากที่จะดูแลเรื่องของที่หายไป เมื่อวันเวลาล่วงเลยไป ของใช้ ของเด็กๆเริ่มหายไปทีละคน แต่ครูก็ยังไม่สามารถหาตัวคนผิดมาลงโทษได้

<DD>เด็กๆทุกคนรายงานต่อครูให้ทราบ แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์ของหายอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งเด็กๆทั้ง 19 คน วางแผนที่จะบอกครูว่า จะขอลาจากโรงเรียน เพราะไม่เห็นว่าครูจะจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้เลย ในที่ประชุมวันนั้นนักเรียนครบทั้ง 20 คน ครูได้กล่าวชมนักเรียนทั้ง19 คน ว่า “พวกเธอทั้ง 19 คนเป็นคนดี ครูขอยกย่องและยอมให้นักเรียนทั้ง 19 คนลาออกจากโรงเรียน เพราะเป็นคนดีแล้วครูคงไม่ต้องสอนพวกเธออีกต่อไป”

<DD>นักเรียนทั้ง 19 คนได้ยินเช่นนั้น ก็ถึงกับประหลาดใจกับคำพูดของครู (เพราะไม่เป็นเหมือนที่เด็กๆคิด คือ ครูจะต้องไล่เพื่อนคนเดียวที่ถูกต้องสงสัยว่าเป็นคนขโมยของออกจากโรงเรียน) จากนั้นครูก็พูดต่อว่า “เด็กคนนี้ยังมีปัญหา ครูคงของร้องพวกเธอที่จะยังให้เขาอยู่ที่โรงเรียนนี้ต่อไป เพราะเขายังเป็นคนดีไม่ได้ ครูคงต้องอบรมให้เขาเป็นเด็กดีให้ได้เสียก่อน”
<CENTER>http://www.palungdham.com/news/school02.jpg</CENTER>


<DD>เด็กชายคนที่ขโมยของ เมื่อได้ยินคำพูดของครู ก็ตกใจ !! เมื่อรู้สึกตัว ก็คลานมากราบที่เท้าครู และพูดทั้งน้ำตาว่า “ตั้งแต่วันแรกที่ผมเริ่มขโมยของ ครูก็มาเตือนผม แต่ผมก็ยังคงขโมยของอีกซ้ำๆ ไม่เชื่อฟังครู... แต่วันนี้ ผมก็เห็นแล้วว่าครูก็ยังรักผมให้โอกาสได้เรียนได้ศึกษาต่อ” เด็กเกิดความซาบซึ้งในน้ำใจครู และสัญญาว่าจะเป็นคนดี พร้อมทั้งหันไปพูดกับกลุ่มเพื่อนๆว่า “ขอให้ทุกคนให้อภัยผมด้วย ผมทำผิดแล้ว และสัญญาว่าจะเอาของที่ได้ขโมยไป มาคืนให้กับเพื่อนๆทุกคน” ครูเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกยินดีและดีใจที่เด็กชายคนนั้นยอมรับผิด และกลับตัวกลับใจ เป็นคนดี
<CENTER>http://www.palungdham.com/news/school03.jpg</CENTER>


<DD>ขณะที่เด็กทั้ง 19 คน ก็กราบขอโทษครู และพูดว่า “เป็นสิ่งที่เขาเข้าใจผิดกันมาตลอดว่าครูไม่สนใจที่จะแก้ปัญหาหรือสนใจนักเรียนเลย ตรงกันข้ามครูได้ใส่ใจและพยายามทำทุกวิถีทาด้วยความรัก ความเมตตา เพื่อให้เพื่อนที่มีปัญหาได้กลับตัวเป็นคนดี” ทั้งนักเรียนและครูกลับมากอดกันและร้องไห้ ปรับความเข้าใจกันและอยู่ร่วมกันเอื้ออาธรต่อกันอย่างมีความสุข

<DD>นี่เป็นเพียงหนึ่งในนิทานนับร้อยเรื่อง ที่ทุกๆ เช้า ระดับผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อดังอย่าง ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา (คนไทยผู้ประดิษฐ์คิดค้นยานไวกิ้งและวิธีการจอดยานไวกิ้ง บนดาวอังคารได้สำเร็จ) จะมาเล่านิทานให้เด็กๆ ในโรงเรียนสัตยาไส ฟังทุกๆเช้า พร้อมทั้งสวดมนต์ไหว้พระ เพื่อทำสมาธิ ชำระล้างจิตใจให้ผ่องใส และมีความสุขในการเรียนในแต่ละช่วงวัน
<CENTER>http://www.palungdham.com/news/school04.jpg</CENTER>



<DD>โรงเรียนสัตยาไส ตำบลลำนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี

<DD>กว่า 15 ปีในการก่อตั้งสถาบันการศึกษาสัตยาไส ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ได้คิดค้นนวัตกรรมการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างคุณค่าความเป็นมนุษย์ อาศัยกระบวนการ “จัดการความรู้” ที่โดดเด่นและแตกต่างจากโรงเรียนส่วนใหญ่ ตรงที่เป็นการจัดการกับ “จิตใจ” ของมนุษย์ อาศัยหลักคุณธรรม 5 ประการ คือ มีความรักความเมตตา , ความจริง , ความประพฤติชอบ , สันติ และ อหิงสา คือไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน เมื่อเป้าหมายของการการจัดการศึกษา คือ การให้นักเรียนเป็นคนดีแล้ว กระบวนการจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้น คือการออกแบบการเรียนรู้ ร.ร.สัตยาไส จึงจัดการเรียนการสอนด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งจากผู้บริหาร ครู และนักเรียน เพื่อยกระดับคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ในหลายๆช่วงเวลาในหนึ่งวัน อย่างเช่น เช้าตรู่ (ประมาณตีห้าครึ่ง) ดร.อาจอง จะเป็นผู้นำกระบวนการให้เด็กทำสมาธิ ไหว้พระ สวดมนต์ พร้อมทั้งการเล่านิทาน ปลูกฟังคุณธรรม จริยธรรม โดยที่เด็กๆไม่รู้ตัว / ถัดมาในคาบเรียนวิชาแรก นักเรียนทุกคนจะได้นั่งสมาธิช่วงเช้าร่วมกันประมารณ 50 นาที ก่อนเข้าเรียน เป็นการเรียกสติให้นักเรียนมีความมุ่งมั่นและตั้งใจเรียน / ช่วงต่อไป คือ ระหว่างคบเรียนแม้จะเป็นการเรียนกลุ่มสาระวิชาทั้ง 8ตามหลักสูตรแกนกลางของกระทรวงศึกษาฯ ก็ตาม แต่ครูจะมีบทบาทในการบูรณาการคุณค่าความเป็นมนุษย์เข้าไปในกลุ่มสาระ
<CENTER>http://www.palungdham.com/news/school05.jpg</CENTER>


<DD>โดยอาศัยการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลายรูปแบบ เปรียบเทียบแก้บทเรียนด้านลบเป็นด้านบวก การตัดสินใจ และการระดมความคิด ในห้องเรียนเต็มไปด้วยการเล่านิทาน เล่นเกม มีดนตรีประกอบเป็นระยะๆ และการบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม เป็นต้น และช่วงสุดท้าย ทุกๆวันศุกร์ จะมีคาบเรียนบูรณาการกลุ่มสาระวิชาในช่วงชั้นเดียวกัน ครั้งละ 2 ชั่วโมง ครูผู้สอนจะต้องมาประชุมกันในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ จัดเป็น “ฐาน” กิจกรรมหมุนเวียนกันครบทุกฐาน และนักเรียนจะต้องสรุปได้เรียนรู้อะไร เช่น การทำงานร่วมกันเป็นทีม ความรักความสามัคคี เป็นต้น

<DD>โรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนโดยคำนึงถึงองค์ประกอบและปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์หลายประการ ตั้งแต่การเลือกสถานที่ ที่มีความสงบ เป็นธรรมชาติ มีป่า ภูเขา และแม่น้ำ เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนาจิตใจของนักเรียนและครู

<DD>ครูจะอยู่ในบทบาท ผู้เอื้ออำนวยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ โดยการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่าง จะต้องมีความรักความเมตตา ต้องสามารถสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น ขณะเดียวกันต้องกระตุ้นให้นักเรียนนำคุณค่าความเป็นมนุษย์ออกมาจากภายใน โดยมีการฝึกสมาธิ เป็นเครื่องมือสำคัญ
<CENTER>http://www.palungdham.com/news/school06.jpg</CENTER>


<DD>“ผมใช้วิธีการฝึกสมาธิด้วยการให้เด็กฝึกนำแสงสว่างไปยังจุดต่างๆของร่างกาย เช่น เมื่อมีจินตนาการว่ามีแสงสว่างไปอยู่ที่มือ ผมจะบอกเขาว่า เราจะทำแต่ความดี ใช้สองมือนี้อย่างสร้างสรรค์ ช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ เด็กจะคิดตามและคิดถึงแต่สิ่งดีๆที่ครูเป็นผู้นำให้คิด” ดร.อาจองเล่าถึงวิธีการสร้างสมาธิ และย้ำว่า “จุดสำคัญที่สุดครูจะต้องมีบทบาทในการนำไปสู่การคิดในเรื่องที่ดี และมีคุณค่า มิใช่การให้เด็กนั่งสมาธิในความเงียบตามลำพัง”

<DD>“น้องภู” ด.ช.ศรัณญ์ ถาวรกูล นักเรียนชั้น ป. 6 เล่าให้ฟังว่า บ้านผมอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์ พ่อกับแม่ให้มาเรียนที่ลพบุรีตอน ป.1 ผมเรียนที่นี่แล้วมีความสุขมาก ครูที่สอนดีและใจเย็น บางครั้งผมไม่ตั้งใจเรียนเวลาอยู่ในห้อง แต่การได้ทำสมาธิทุกเช้า ทำให้ผมรู้สึกว่าผ่อนคลาย มีสติมีสมาธิมาก เวลาท่องหนังสือก็จำได้ดีและเอาไปทำข้อสอบได้ออกมาดีด้วย

<DD>ขณะที่ “น้องตาหนู” ด.ช.ชานนท์ จุลศิลป์ เพื่อนร่วมห้องน้องภู เล่าเสริมให้ฟังว่า “บ้านผมอยู่จังหวัดอุดรธานี ย้ายมาเรียนที่นี่ตอน ป.5 แรกๆเข้ามาก็ยังรู้สึกแปลกๆ ที่เพื่อนๆที่นี่ไม่ค่อยเหมือนกับโรงเรียนเก่าที่ตนเคยอยู่ ซึ่งเวลาต่อมาก็ปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆได้ ที่นี่เพื่อนๆ จะมีน้ำใจ ช่วยกันเรียน ไม่แข่งขันกัน อาจเป็นเพราะที่เป็นโรงเรียนประจำด้วยพวกเราเลยเป็นเหมือนพี่น้องกัน มีอะไรก็ช่วยเหลือกันตลอด” น้องตาหนูเล่าถึงความประทับใจในโรงเรียนใหม่

<DD>แม้ความมุ่งหวังของผู้ปกครองส่วนมาก ต้องการจะให้ลูกหลานของตนเองมีความฉลาด และต้องเก่งด้านเนื้อหาวิชาการ กอปรโรงเรียนส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้นการเรียนที่แข่งขันทั้งเรื่องคุณภาพวิชาการรวมไปถึงพฤติกรรมเด็กที่ต้องแย่งชิงความเป็นที่หนึ่งตามความคาดหวังของผู้ใหญ่ หากแต่ขาดความขาดความสุขในการเรียนรู้ ขาดการพัฒนาด้าน “จิตใจ” ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ ช่วยให้ผู้เรียนบรรลุผล 3 ประการ คือ เก่ง ดี และมีสุข แนวทางนี้ล้วนสอดคล้องและสัตยาไสเป็นหนึ่งในน้อยโรงเรียนที่ตอบสองความต้องการนั้นได้อย่างสมบูรณ์</DD>:yociexp15:http://www.palungdham.com/t927.html