ทอแสง
11-06-2005, 05:48 PM
กินลม ห่มหิมาลัย
เบบี้เทรกกิ้งที่ "พูนฮิลล์" โพครา:sm015: :sm015:
ทพ.แสงชัย โสภณสกุลสุข
คอลัมน์บันทึกเดินทาง/มติชน
ฉบับวันที่ 21/08/48
http://www.matichon.co.th/adm/tour/news_file/t0101210848p1.jpg
ใครก็ตามที่หลงใหลในความงามและความยิ่งใหญ่ของขุนเขาแล้ว จุดมุ่งหมายปลายทางแห่งหนึ่งที่ใฝ่ฝันคงจะต้องมีประเทศเนปาลบรรจุอยู่ด้วยในลำดับต้นๆ อย่างแน่นอน
ถึงแม้เนปาลจะเป็นประเทศที่จนติดอันดับหนึ่งในสิบของโลกก็ตาม แต่ความโชคดีที่ดินแดนแห่งนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งยอดที่มีความสูงลำดับต้นๆ ของโลกล้วนอยู่ในเนปาลเกือบทั้งสิ้น และแนวเทือกหิมาลัยที่พาดผ่านตอนบนเกือบทั้งประเทศทำให้เนปาลมีธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ไม่เหมือนใคร ประกอบกับค่าครองชีพที่ถูกทำให้นักเดินทางทั่วโลกล้วนอยากมาสัมผัสวัฒนธรรมและความงดงามของดินแดนแห่งขุนเขานี้ จนขึ้นอันดับหนึ่งในสิบประเทศที่น่าเที่ยวเสมอมา
เนปาลแม้จะอยู่ใกล้บ้านเราแค่นั่งเครื่องบินเพียง 3 ชั่วโมงก็เถอะ กลับพบว่าคนไทยยังเดินทางไปเนปาลน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับชาติอื่น เช่น ยุโรป หรือญี่ปุ่น รวมทั้งอินเดียเพื่อนบ้านเนปาลที่นิยมข้ามไปแสวงบุญและถือโอกาสเที่ยวไปในตัว
ส่วนคนไทยที่ไปเนปาลส่วนใหญ่มักจะเที่ยวแบบแบกเป้ลุย ซึ่งก็เพิ่งจะเริ่มนิยมในบ้านเราสัก 10 ปีที่ผ่านมา เพราะเนปาลมักจะได้รับการกล่าวขานเสมอเหมือนเป็นบทเรียนที่ 2 ของแบ๊คแพ็กเกอร์ไทยต่อจากบทเรียนแรกที่นิยมไปชิมลางใกล้ๆ บ้านเรา เช่น หลวงพระบาง นครวัด หรือเวียดนาม
หลังจากที่เครื่องบินระหว่างประเทศร่อนลงจอดที่สนามบินในเมืองกาฐมาณฑุแล้ว ความที่แพ้ความวุ่นวาย เสียงแตรและฝุ่นควันของกาฐมาณฑุ อันเป็นที่ขึ้นชื่อของเมืองหลวงของเนปาล ทำให้เรารีบเผ่นต่อไปยัง "โพครา(Pokhara)" เมืองท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งทันที โดยเลือกที่จะเดินทางด้วยเครื่องบินในประเทศ เพราะประหยัดเวลาไปถึงหนึ่งวัน ซึ่งสายการบินก็มีให้เลือกหลายสายและวันหนึ่งก็มีหลายเที่ยวบิน
เครื่องบินใบพัดขนาดประมาณ 12 ที่นั่งพาเราทะยานขึ้นฟ้ามุ่งหน้าออกจากกาฐมาณฑุ เป็นเครื่องบินลำเล็กๆ เล็กจนทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับนักบินเป็นอย่างยิ่ง ขนาดเลือกที่นั่งหลังสุดแล้วก็ตามยังสังเกตเห็นว่าระหว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้นนักบินที่อาวุโสกว่าก็ยังดุว่าสั่งสอนนักบินผู้ช่วยไปพลางๆ ทำให้ดูเป็นกันเองกับประเทศที่เพิ่งมาถึงเพียงวันแรก
เราถึงโพคราเวลาเย็นๆ หลังจากเล็งอยู่พักหนึ่งก็เลือกอาบังคนหนึ่งให้ไปส่งในเมืองและช่วยพาไปหาเกสต์เฮาส์ สักพักก็ได้เกสต์เฮาส์ระดับโรงแรม 2 ดาว ในราคา 10 US$ ต่อ 3 คน ด้านหลังห้องเห็นวิวหิมาลัยแบบเต็มตา
ตัวเมืองมีทะเลสาบ "ฟีวา เลค" ขนาดพอเหมาะอยู่ด้านหน้า และมียอดเขาต่างๆ ของเทือกเขาอันนาปุระ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหิมาลัยวางเป็นฉากหลังอย่างงดงาม ถือเป็นฮวงจุ้ยที่ยอดเยี่ยมเอามากๆ เลยทีเดียว กรุ๊ปทัวร์ไทยที่จัดนำเที่ยวเนปาลมักมาสิ้นสุดลงแค่โพคราแห่งนี้ โดยไฮไลต์คือนั่งรถไปจุดชมพระอาทิตย์สาดแสงทองส่องไปยังยอดเขาอันนาปุระอันงดงาม หรือพายเรือเล่นชมบรรยากาศในทะเลสาบ
แต่สำหรับแบ๊คแพ็กเกอร์ ที่นี่คือจุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง เพราะโพคราเป็นศูนย์กลางการเดินเขาในแถบอันนาปุระนี้
ในเมืองมีที่พักเป็นร้อยแห่ง ตั้งแต่เกสต์เฮาส์ถูกๆ ไปถึงโรงแรมระดับห้าดาว ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว นอกจากร้านอาหารนานาชาติและร้านขายของพื้นเมืองที่ระลึกแล้ว ร้านที่เกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ก็ดูจะคึกคักทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นร้านขายอุปกรณ์การเดินเขา รับจัดทริปเดินเขา ให้เช่าจักรยานเสือภูเขา หรือล่องแพ แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมหลากหลายในแถบนี้
เสร็จภารกิจริมทะเลสาบ "ฟีวา" ยามเย็นแล้ว ตัดสินใจว่าไหนๆ มาถึงนี่แล้วก็ต้องลองเดินเขาดูบ้าง แต่ความที่อายุอานามเลยวัยหนุ่มสาวมาแล้ว จึงเลือกเส้นทางการเดินเขาแบบเบบี้เทรกกิ้ง(Baby trekking) หรือแบบหัดเดินเขา
เราออกเดินหาข้อมูลสำหรับการเดินเขาระยะสั้นประมาณ 4 วันไป "พูนฮิลล์" (Poon hill) เส้นทางยอดนิยมที่จะได้เห็นหิมาลัยแบบกระจ่างตาล้อมรอบตัวแบบพานอรามา และไม่ลืมที่จะทำใบอนุญาตเดินเขาพร้อมกันเลย โดยวางแผนว่าจะฝากสัมภาระส่วนหนึ่งไว้ที่เกสต์เฮาส์ และจ้างลูกหาบ 2 คนช่วยแบกสัมภาระที่จำเป็นและถุงนอน รวมทั้งอุปกรณ์ถ่ายภาพตลอดการเดินทาง
อันคำว่า การเดินเขา ปีนเขานั้น บริเวณแถบอันนาปุระนี้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากที่สุดในเนปาล เพราะมีการจัดการการท่องเที่ยวที่ดีมาก พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ช่วยให้นักเดินทางไม่ลำบากมากนัก และความยากของการเดินเขาก็จัดอยู่ในลำดับที่ง่ายๆ จนถึงปานกลาง
อย่านึกภาพไปว่าจะต้องห้อยโหนอยู่ตามหน้าผาหรือต้องเดินฝ่าดงพายุหิมะเชียว เปรียบไปก็เหมือนการเดินขึ้นเนินเตี้ยๆ บางช่วงก็เหมือนขึ้นบันไดที่พื้นปูด้วยหิน เดินเพลินจนบางครั้งก็ลืมไปนึกว่ากำลังเดินอยู่ในป่าแถวเขาใหญ่บ้านเรานี่แหละ
ความยาวของการเดินทางมีให้เลือกหลากหลายมาก ตั้งแต่ค้างคืนเดียว ประเภทไปชมวิวพอให้เหงื่อออกนิดหน่อย ไปจนถึงนานเป็นเดือน นอนตามเต๊นท์บนอันนาปุระ ซึ่งตลอดเส้นทางจะมีร้านค้าและที่พักอยู่เป็นระยะๆ ตลอดทาง
ที่พักส่วนใหญ่เป็นประเภท ทีเฮาส์(Tea house) ที่เป็นประเภทห้องเล็กๆ มีที่นอน หมอน ผ้าห่มให้เท่านั้น และห้องน้ำข้างฝาเป็นไม้อัดแบบดิบๆ ไม่ต้องทาสีให้เปลือง ทีเฮาส์โดยทั่วไปราคาจะถูกประมาณ 80-100 บาทต่อคืน ซึ่งถือว่าเป็นระดับรายได้ที่ดีทีเดียวสำหรับชาวบ้านในหุบเขาที่ไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้เงินทองในการดำรงชีวิตประจำวัน
สำหรับอาหารการกินนั้นตลอดเขตอนุรักษ์ฯอันนาปุระนี้ มีร้านขายอาหารตลอดเส้นทางเหมือนที่พัก
แต่ที่ต้องทำใจคือคนเนปาลทำอาหารได้ช้ามากๆ ช้ากันทั้งประเทศเลยมั้ง ข้าวกับไข่เจียวจานหนึ่งบางทีต้องรอเกือบครึ่งชั่วโมงทีเดียว ฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นอย่าเลือกสั่งอาหารพิสดารที่จะทรมานทั้งคนทำและคนกิน แต่ที่ดีมากคือ ในเขตเดินเขานี้ขายอาหารราคาเดียวกัน แม้แต่รูปแบบเมนูก็เหมือนกันหมดทุกร้านด้วยซ้ำไป เพราะได้มีกฎให้ร้านค้าทุกร้านใช้รายการอาหารและราคาที่ควบคุมโดยเขตอนุรักษ์ฯ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่มีถนนสำหรับรถวิ่ง ดังนั้น อาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือเครื่องกระป๋องทุกอย่าง แม้แต่น้ำขวดต้องอาศัยแรงคนหรือลาด้วยกันทั้งสิ้น ระหว่างทางจึงเห็นคนแบกคอนโดไก่(กรงที่บรรจุไก่ได้สัก 10-20 ตัว) ขึ้นมา ซึ่งก็ต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยว
มีอยู่ครั้งหนึ่งระหว่างพักกลางวันนั่งชมวิวบนเนินเขาแห่งหนึ่ง เราสั่งอาหารกลางวันโดยไม่ได้คิดอะไร สักพักพ่อครัวเดินมาคว้าคอไก่เคราะห์ร้ายตัวหนึ่งที่กำลังวิ่งเล่นอยู่แถวนั้น ขึ้นเขียงสับคอขาดเพื่อปรุงเป็นอาหารให้เรา...ต่อหน้าต่อตา ใครจะกินลง!
ส่วนเรื่องความปลอดภัย หากใครกลัวว่าจะถูกปล้นจี้ชิงทรัพย์ กลัวตกเขาหรือหลงทาง หรือกลัวว่าจะต้องลำบากนอนเต๊นท์แล้วยังไม่มีอะไรจะกิน ลืมไปได้เลย เพราะเส้นทางเดินเขาในแถบนี้ถือว่า "มีความปลอดภัยสูง"
ระหว่างทางยังได้เห็นฝรั่งหลากวัย มาคนเดียวบ้าง เป็นกลุ่มบ้าง เดินเขาอย่างสบายใจตลอดทาง อย่างป้าสูงวัยชาวฝรั่งรายหนึ่งที่เราเจอระหว่างทาง เธอมาคนเดียวโดยจ้างลูกหาบ 2 คนแบกของให้ และตัวเธอเองก็เดินกระย่องกระแย่งชอบกล เธอว่า
"ขาอิฉันมันไม่ค่อยดี เลยเดินเหมือนเต่าคลานนี่แหละ มาคนเดียวจะได้ไม่ต้องให้ใครมาเดินรอ ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรให้รีบร้อน วันละ 3-4 ชั่วโมงก็พอ เดินไม่ไหวก็หาที่พัก นั่งชิมบรรยากาศแล้วค่อยเดินต่อพรุ่งนี้"
เอากับป้าสิ กว่าจะไปถึงพูนฮิลล์ ตามที่ตั้งใจไม่เป็นสัปดาห์หรือนี่
อ้อ ส่วนชาวเนปาลที่นี่น่ะ แม้จะยากจนปานใด แต่เรากลับรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ใกล้ด้วย มากกว่าคนทางแถบยุโรป อาจจะเป็นเพราะศาสนาหรือกฎหมายก็ตามที่ทำให้ชาวเนปาลดูจะขี้โกงกันไม่ค่อยเป็น
อย่างมากก็อาจจะบอกราคาสินค้าสูงๆ มากเผื่อได้กำไรเยอะ แต่เรื่องการโกง การข่มขู่ ขโมย หรือทำร้ายนักท่องเที่ยวกลับไม่เคยได้พบเลย อย่างเก่งก็แบมือขอเงินเป็นค่าตอบแทนการช่วยเหลือนักเดินทางบ้าง แต่ถ้าไม่ได้รับก็ไม่ได้แสดงกิริยาไม่พอใจแต่อย่างใด
เด็กชาวเนปาลค่อนข้างเป็นมิตร ขี้เล่น และชอบชวนนักท่องเที่ยวคุยภาษาอังกฤษโดยต้องการเพียงฝึกภาษาเพื่อทำอาชีพที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวเมื่อโตขึ้นเท่านั้น ยิ่งถ้าเป็นนักเดินทางชาวไทยยิ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เนื่องจากนับถือศาสนาและมีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน เหมือนเป็นเพื่อนเก่ากันอย่างไงอย่างงั้น
2 วันเต็มๆ ของการเดินเท้า เราก็มาถึงหมู่บ้านใหญ่ที่ชื่อ "โกราพานี" (Ghorapani) ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่พักสุดท้ายที่จะแยกไปสู่เส้นทางต่างๆ รวมทั้งพูนฮิลล์อันลือชื่อ
นักท่องเที่ยวจะถูกปลุกตั้งแต่ตี 4 ในเช้าวันรุ่งขึ้น เพื่อเดินขึ้นยอดพูนฮิลล์ ให้ทันก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เพื่อชื่นชมทัศนียภาพของเทือกเขาหิมาลัย บนยอดเขาที่ถือว่าเป็นจุดชมวิวที่ดีมากที่สุดจุดหนึ่ง เพราะสามารถเห็นเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะโอบเกือบรอบตัว และใกล้ชิดนักท่องเที่ยวมาก
ยอดเขาแห่งนี้นี้จึงเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศให้มาสัมผัส บ้างมาเที่ยวชม บ้างมาถ่ายรูป เขียนหนังสือ วาดรูป หรือแม้แต่เล่นแบดมินตัน!
เมื่อเปรียบเทียบความงดงาม ณ ที่แห่งนี้กับที่อื่น เช่น มองบลังค์ในอิตาลี ยุงฟุงราในสวิส หรือฟูจีในญี่ปุ่นแล้วละก้อ ความงดงามอาจจะกินกันไม่ขาดนัก แต่ที่พูนฮิลล์ แห่งนี้คือที่ที่ท่านจะต้องภูมิใจที่ได้มาเยือน เพราะไม่ได้มีรถหรือเคเบิลคาร์ใดๆ มาส่งถึงที่ แต่ต้องแลกกับความอดทน ความเหนื่อยยากในการเดินเขาขึ้นมา แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความทรงจำ ภาพถ่าย และประสบการณ์ชีวิตถือว่าคุ้มค่ายิ่งนัก
หากท่านยังอยู่ในวัยที่พอจะเที่ยวแบบแบ๊คแพ็กได้ หากชื่นชอบความยิ่งใหญ่ของขุนเขาหิมาลัย กินง่าย อยู่ง่าย เงินไม่ต้องมาก พูนฮิลล์ ที่เมืองโพครา ประเทศเนปาล น่าจะเป็นคำตอบ
http://www.matichon.co.th/adm/tour/template1.php?idn=&selectid=2720&sid=&select=:emo_113:
เบบี้เทรกกิ้งที่ "พูนฮิลล์" โพครา:sm015: :sm015:
ทพ.แสงชัย โสภณสกุลสุข
คอลัมน์บันทึกเดินทาง/มติชน
ฉบับวันที่ 21/08/48
http://www.matichon.co.th/adm/tour/news_file/t0101210848p1.jpg
ใครก็ตามที่หลงใหลในความงามและความยิ่งใหญ่ของขุนเขาแล้ว จุดมุ่งหมายปลายทางแห่งหนึ่งที่ใฝ่ฝันคงจะต้องมีประเทศเนปาลบรรจุอยู่ด้วยในลำดับต้นๆ อย่างแน่นอน
ถึงแม้เนปาลจะเป็นประเทศที่จนติดอันดับหนึ่งในสิบของโลกก็ตาม แต่ความโชคดีที่ดินแดนแห่งนี้ตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งยอดที่มีความสูงลำดับต้นๆ ของโลกล้วนอยู่ในเนปาลเกือบทั้งสิ้น และแนวเทือกหิมาลัยที่พาดผ่านตอนบนเกือบทั้งประเทศทำให้เนปาลมีธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ไม่เหมือนใคร ประกอบกับค่าครองชีพที่ถูกทำให้นักเดินทางทั่วโลกล้วนอยากมาสัมผัสวัฒนธรรมและความงดงามของดินแดนแห่งขุนเขานี้ จนขึ้นอันดับหนึ่งในสิบประเทศที่น่าเที่ยวเสมอมา
เนปาลแม้จะอยู่ใกล้บ้านเราแค่นั่งเครื่องบินเพียง 3 ชั่วโมงก็เถอะ กลับพบว่าคนไทยยังเดินทางไปเนปาลน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับชาติอื่น เช่น ยุโรป หรือญี่ปุ่น รวมทั้งอินเดียเพื่อนบ้านเนปาลที่นิยมข้ามไปแสวงบุญและถือโอกาสเที่ยวไปในตัว
ส่วนคนไทยที่ไปเนปาลส่วนใหญ่มักจะเที่ยวแบบแบกเป้ลุย ซึ่งก็เพิ่งจะเริ่มนิยมในบ้านเราสัก 10 ปีที่ผ่านมา เพราะเนปาลมักจะได้รับการกล่าวขานเสมอเหมือนเป็นบทเรียนที่ 2 ของแบ๊คแพ็กเกอร์ไทยต่อจากบทเรียนแรกที่นิยมไปชิมลางใกล้ๆ บ้านเรา เช่น หลวงพระบาง นครวัด หรือเวียดนาม
หลังจากที่เครื่องบินระหว่างประเทศร่อนลงจอดที่สนามบินในเมืองกาฐมาณฑุแล้ว ความที่แพ้ความวุ่นวาย เสียงแตรและฝุ่นควันของกาฐมาณฑุ อันเป็นที่ขึ้นชื่อของเมืองหลวงของเนปาล ทำให้เรารีบเผ่นต่อไปยัง "โพครา(Pokhara)" เมืองท่องเที่ยวสำคัญอีกแห่งหนึ่งทันที โดยเลือกที่จะเดินทางด้วยเครื่องบินในประเทศ เพราะประหยัดเวลาไปถึงหนึ่งวัน ซึ่งสายการบินก็มีให้เลือกหลายสายและวันหนึ่งก็มีหลายเที่ยวบิน
เครื่องบินใบพัดขนาดประมาณ 12 ที่นั่งพาเราทะยานขึ้นฟ้ามุ่งหน้าออกจากกาฐมาณฑุ เป็นเครื่องบินลำเล็กๆ เล็กจนทำให้รู้สึกใกล้ชิดกับนักบินเป็นอย่างยิ่ง ขนาดเลือกที่นั่งหลังสุดแล้วก็ตามยังสังเกตเห็นว่าระหว่างปฏิบัติหน้าที่อยู่นั้นนักบินที่อาวุโสกว่าก็ยังดุว่าสั่งสอนนักบินผู้ช่วยไปพลางๆ ทำให้ดูเป็นกันเองกับประเทศที่เพิ่งมาถึงเพียงวันแรก
เราถึงโพคราเวลาเย็นๆ หลังจากเล็งอยู่พักหนึ่งก็เลือกอาบังคนหนึ่งให้ไปส่งในเมืองและช่วยพาไปหาเกสต์เฮาส์ สักพักก็ได้เกสต์เฮาส์ระดับโรงแรม 2 ดาว ในราคา 10 US$ ต่อ 3 คน ด้านหลังห้องเห็นวิวหิมาลัยแบบเต็มตา
ตัวเมืองมีทะเลสาบ "ฟีวา เลค" ขนาดพอเหมาะอยู่ด้านหน้า และมียอดเขาต่างๆ ของเทือกเขาอันนาปุระ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหิมาลัยวางเป็นฉากหลังอย่างงดงาม ถือเป็นฮวงจุ้ยที่ยอดเยี่ยมเอามากๆ เลยทีเดียว กรุ๊ปทัวร์ไทยที่จัดนำเที่ยวเนปาลมักมาสิ้นสุดลงแค่โพคราแห่งนี้ โดยไฮไลต์คือนั่งรถไปจุดชมพระอาทิตย์สาดแสงทองส่องไปยังยอดเขาอันนาปุระอันงดงาม หรือพายเรือเล่นชมบรรยากาศในทะเลสาบ
แต่สำหรับแบ๊คแพ็กเกอร์ ที่นี่คือจุดเริ่มต้นเท่านั้นเอง เพราะโพคราเป็นศูนย์กลางการเดินเขาในแถบอันนาปุระนี้
ในเมืองมีที่พักเป็นร้อยแห่ง ตั้งแต่เกสต์เฮาส์ถูกๆ ไปถึงโรงแรมระดับห้าดาว ร้านค้าส่วนใหญ่เปิดขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว นอกจากร้านอาหารนานาชาติและร้านขายของพื้นเมืองที่ระลึกแล้ว ร้านที่เกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ ก็ดูจะคึกคักทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นร้านขายอุปกรณ์การเดินเขา รับจัดทริปเดินเขา ให้เช่าจักรยานเสือภูเขา หรือล่องแพ แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมหลากหลายในแถบนี้
เสร็จภารกิจริมทะเลสาบ "ฟีวา" ยามเย็นแล้ว ตัดสินใจว่าไหนๆ มาถึงนี่แล้วก็ต้องลองเดินเขาดูบ้าง แต่ความที่อายุอานามเลยวัยหนุ่มสาวมาแล้ว จึงเลือกเส้นทางการเดินเขาแบบเบบี้เทรกกิ้ง(Baby trekking) หรือแบบหัดเดินเขา
เราออกเดินหาข้อมูลสำหรับการเดินเขาระยะสั้นประมาณ 4 วันไป "พูนฮิลล์" (Poon hill) เส้นทางยอดนิยมที่จะได้เห็นหิมาลัยแบบกระจ่างตาล้อมรอบตัวแบบพานอรามา และไม่ลืมที่จะทำใบอนุญาตเดินเขาพร้อมกันเลย โดยวางแผนว่าจะฝากสัมภาระส่วนหนึ่งไว้ที่เกสต์เฮาส์ และจ้างลูกหาบ 2 คนช่วยแบกสัมภาระที่จำเป็นและถุงนอน รวมทั้งอุปกรณ์ถ่ายภาพตลอดการเดินทาง
อันคำว่า การเดินเขา ปีนเขานั้น บริเวณแถบอันนาปุระนี้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากที่สุดในเนปาล เพราะมีการจัดการการท่องเที่ยวที่ดีมาก พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ช่วยให้นักเดินทางไม่ลำบากมากนัก และความยากของการเดินเขาก็จัดอยู่ในลำดับที่ง่ายๆ จนถึงปานกลาง
อย่านึกภาพไปว่าจะต้องห้อยโหนอยู่ตามหน้าผาหรือต้องเดินฝ่าดงพายุหิมะเชียว เปรียบไปก็เหมือนการเดินขึ้นเนินเตี้ยๆ บางช่วงก็เหมือนขึ้นบันไดที่พื้นปูด้วยหิน เดินเพลินจนบางครั้งก็ลืมไปนึกว่ากำลังเดินอยู่ในป่าแถวเขาใหญ่บ้านเรานี่แหละ
ความยาวของการเดินทางมีให้เลือกหลากหลายมาก ตั้งแต่ค้างคืนเดียว ประเภทไปชมวิวพอให้เหงื่อออกนิดหน่อย ไปจนถึงนานเป็นเดือน นอนตามเต๊นท์บนอันนาปุระ ซึ่งตลอดเส้นทางจะมีร้านค้าและที่พักอยู่เป็นระยะๆ ตลอดทาง
ที่พักส่วนใหญ่เป็นประเภท ทีเฮาส์(Tea house) ที่เป็นประเภทห้องเล็กๆ มีที่นอน หมอน ผ้าห่มให้เท่านั้น และห้องน้ำข้างฝาเป็นไม้อัดแบบดิบๆ ไม่ต้องทาสีให้เปลือง ทีเฮาส์โดยทั่วไปราคาจะถูกประมาณ 80-100 บาทต่อคืน ซึ่งถือว่าเป็นระดับรายได้ที่ดีทีเดียวสำหรับชาวบ้านในหุบเขาที่ไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้เงินทองในการดำรงชีวิตประจำวัน
สำหรับอาหารการกินนั้นตลอดเขตอนุรักษ์ฯอันนาปุระนี้ มีร้านขายอาหารตลอดเส้นทางเหมือนที่พัก
แต่ที่ต้องทำใจคือคนเนปาลทำอาหารได้ช้ามากๆ ช้ากันทั้งประเทศเลยมั้ง ข้าวกับไข่เจียวจานหนึ่งบางทีต้องรอเกือบครึ่งชั่วโมงทีเดียว ฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นอย่าเลือกสั่งอาหารพิสดารที่จะทรมานทั้งคนทำและคนกิน แต่ที่ดีมากคือ ในเขตเดินเขานี้ขายอาหารราคาเดียวกัน แม้แต่รูปแบบเมนูก็เหมือนกันหมดทุกร้านด้วยซ้ำไป เพราะได้มีกฎให้ร้านค้าทุกร้านใช้รายการอาหารและราคาที่ควบคุมโดยเขตอนุรักษ์ฯ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่มีถนนสำหรับรถวิ่ง ดังนั้น อาหารประเภทเนื้อสัตว์หรือเครื่องกระป๋องทุกอย่าง แม้แต่น้ำขวดต้องอาศัยแรงคนหรือลาด้วยกันทั้งสิ้น ระหว่างทางจึงเห็นคนแบกคอนโดไก่(กรงที่บรรจุไก่ได้สัก 10-20 ตัว) ขึ้นมา ซึ่งก็ต้องใช้เวลาหลายวันเพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยว
มีอยู่ครั้งหนึ่งระหว่างพักกลางวันนั่งชมวิวบนเนินเขาแห่งหนึ่ง เราสั่งอาหารกลางวันโดยไม่ได้คิดอะไร สักพักพ่อครัวเดินมาคว้าคอไก่เคราะห์ร้ายตัวหนึ่งที่กำลังวิ่งเล่นอยู่แถวนั้น ขึ้นเขียงสับคอขาดเพื่อปรุงเป็นอาหารให้เรา...ต่อหน้าต่อตา ใครจะกินลง!
ส่วนเรื่องความปลอดภัย หากใครกลัวว่าจะถูกปล้นจี้ชิงทรัพย์ กลัวตกเขาหรือหลงทาง หรือกลัวว่าจะต้องลำบากนอนเต๊นท์แล้วยังไม่มีอะไรจะกิน ลืมไปได้เลย เพราะเส้นทางเดินเขาในแถบนี้ถือว่า "มีความปลอดภัยสูง"
ระหว่างทางยังได้เห็นฝรั่งหลากวัย มาคนเดียวบ้าง เป็นกลุ่มบ้าง เดินเขาอย่างสบายใจตลอดทาง อย่างป้าสูงวัยชาวฝรั่งรายหนึ่งที่เราเจอระหว่างทาง เธอมาคนเดียวโดยจ้างลูกหาบ 2 คนแบกของให้ และตัวเธอเองก็เดินกระย่องกระแย่งชอบกล เธอว่า
"ขาอิฉันมันไม่ค่อยดี เลยเดินเหมือนเต่าคลานนี่แหละ มาคนเดียวจะได้ไม่ต้องให้ใครมาเดินรอ ค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรให้รีบร้อน วันละ 3-4 ชั่วโมงก็พอ เดินไม่ไหวก็หาที่พัก นั่งชิมบรรยากาศแล้วค่อยเดินต่อพรุ่งนี้"
เอากับป้าสิ กว่าจะไปถึงพูนฮิลล์ ตามที่ตั้งใจไม่เป็นสัปดาห์หรือนี่
อ้อ ส่วนชาวเนปาลที่นี่น่ะ แม้จะยากจนปานใด แต่เรากลับรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ใกล้ด้วย มากกว่าคนทางแถบยุโรป อาจจะเป็นเพราะศาสนาหรือกฎหมายก็ตามที่ทำให้ชาวเนปาลดูจะขี้โกงกันไม่ค่อยเป็น
อย่างมากก็อาจจะบอกราคาสินค้าสูงๆ มากเผื่อได้กำไรเยอะ แต่เรื่องการโกง การข่มขู่ ขโมย หรือทำร้ายนักท่องเที่ยวกลับไม่เคยได้พบเลย อย่างเก่งก็แบมือขอเงินเป็นค่าตอบแทนการช่วยเหลือนักเดินทางบ้าง แต่ถ้าไม่ได้รับก็ไม่ได้แสดงกิริยาไม่พอใจแต่อย่างใด
เด็กชาวเนปาลค่อนข้างเป็นมิตร ขี้เล่น และชอบชวนนักท่องเที่ยวคุยภาษาอังกฤษโดยต้องการเพียงฝึกภาษาเพื่อทำอาชีพที่เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวเมื่อโตขึ้นเท่านั้น ยิ่งถ้าเป็นนักเดินทางชาวไทยยิ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เนื่องจากนับถือศาสนาและมีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน เหมือนเป็นเพื่อนเก่ากันอย่างไงอย่างงั้น
2 วันเต็มๆ ของการเดินเท้า เราก็มาถึงหมู่บ้านใหญ่ที่ชื่อ "โกราพานี" (Ghorapani) ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่พักสุดท้ายที่จะแยกไปสู่เส้นทางต่างๆ รวมทั้งพูนฮิลล์อันลือชื่อ
นักท่องเที่ยวจะถูกปลุกตั้งแต่ตี 4 ในเช้าวันรุ่งขึ้น เพื่อเดินขึ้นยอดพูนฮิลล์ ให้ทันก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เพื่อชื่นชมทัศนียภาพของเทือกเขาหิมาลัย บนยอดเขาที่ถือว่าเป็นจุดชมวิวที่ดีมากที่สุดจุดหนึ่ง เพราะสามารถเห็นเทือกเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะโอบเกือบรอบตัว และใกล้ชิดนักท่องเที่ยวมาก
ยอดเขาแห่งนี้นี้จึงเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศให้มาสัมผัส บ้างมาเที่ยวชม บ้างมาถ่ายรูป เขียนหนังสือ วาดรูป หรือแม้แต่เล่นแบดมินตัน!
เมื่อเปรียบเทียบความงดงาม ณ ที่แห่งนี้กับที่อื่น เช่น มองบลังค์ในอิตาลี ยุงฟุงราในสวิส หรือฟูจีในญี่ปุ่นแล้วละก้อ ความงดงามอาจจะกินกันไม่ขาดนัก แต่ที่พูนฮิลล์ แห่งนี้คือที่ที่ท่านจะต้องภูมิใจที่ได้มาเยือน เพราะไม่ได้มีรถหรือเคเบิลคาร์ใดๆ มาส่งถึงที่ แต่ต้องแลกกับความอดทน ความเหนื่อยยากในการเดินเขาขึ้นมา แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความทรงจำ ภาพถ่าย และประสบการณ์ชีวิตถือว่าคุ้มค่ายิ่งนัก
หากท่านยังอยู่ในวัยที่พอจะเที่ยวแบบแบ๊คแพ็กได้ หากชื่นชอบความยิ่งใหญ่ของขุนเขาหิมาลัย กินง่าย อยู่ง่าย เงินไม่ต้องมาก พูนฮิลล์ ที่เมืองโพครา ประเทศเนปาล น่าจะเป็นคำตอบ
http://www.matichon.co.th/adm/tour/template1.php?idn=&selectid=2720&sid=&select=:emo_113: