มดเอ๊ก
11-20-2007, 10:37 AM
<HR style="COLOR: #ffffff" SIZE=1> <!-- / icon and title --><!-- message -->
http://elc2.phanom.ac.th/~service/wordpress/wp-content/53.jpg
พระ : นิมนต์ถ้ำเลย โน่น ๆๆ เชิงดอย
ฤาษี : ครับ ๆ แหม ที่นี่สบาย ปกติพระท่านอยู่มากไหมครับที่นี่
พระ : อ๋อ ปกติ ก็เมื่อพรรษา 9 รูป
ฤาษี : งั้นหรือครับ พระที่อยู่นี่ท่านมุ่งดี ?
พระ : มุ่งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาฤดูแล้งนี่ขึ้น ๆ ลง ๆ
ฤาษี : ก็เป็นธรรมดา (ชี้รูปหล่อโลหะหลวงพ่อพระ) นี่ทำเมื่อไหร่ครับ ?
พระ : นี่เขาเอามาเมื่อ 24 ตุลา ดูจะใหญ่กว่าองค์จริง องค์จริงมันเล็ก แต่ดีกว่าองค์จริง ตั้งแต่มายังไม่เห็นไอสักทีเงียบ
ฤาษี : หิวก็ไม่หิว เมื่อยก็ไม่เมื่อย ผมก็ว่าอย่างนั้น จับไปโยนน้ำสัก 10 ปี เอาขึ้นมาก็ปกติ
พระ : น่าน !
ฤาษี : เอ๊ะ ใครดีกว่าใครกันแน่
พระ : ถ้าองค์จริงเน่าเสียอย่างเดียว รูปหล่อมันก็ไม่เกิด ของเน่ามันเพาะไม่ขึ้น " คุยกันไปมาเรื่องสถานที่ "
พระ : เมษา ร้อน ๆ ก็นิมนต์อาจารย์มาพักนาน ๆ เย็นดี
ฤาษี : ก็ดี แต่อีตอนเหาะขึ้นเหาะลงนี่แย่ เห็นจะต้องฝึกเหาะวันนี้มีคนมีบุญมากจริง ๆ อยู่ 3 คน
พระ : อ้อ น่าน
ฤาษี : คนที่เป็นโรคหัวใจ ถ้าไม่ตั้งใจจริง ๆ มาไม่ถึง เพราะเหนื่อย
พระ : อ้อ ขึ้นสูงไม่ค่อยได้ ขาลงก็ง่ายละ
ฤาษี : แต่ขาลงกลัวจะเบรคไม่อยู่เสียอีก ก็ดีเหมือนกันครับ เป็นการพิสูจน์ใจคน ถ้าเขาไม่มีศรัทธาแท้ก็มาไม่ถึง
พระ : เส้นเอ็นมันรู้จักพัฒนา
ฤาษี : ครับ ยังงี้ เขาเรียกสำนักพัฒนาเส้นเอ็น
ศิษย์ฤาษี : วานนี้ต้อนคน ๆ เดียวครับ เขาจะไปพูดธรรมกัน เดิมหลวงพ่ออยู่ไหนครับ
พระ : เดิมอุปสมบทอยู่ขอนแก่น อยู่วัดศรีจันทร์ จังหวัดขอนแก่น แล้วก็ย้ายไปหลายที่ มาอยู่เชียงใหม่นี่นาน ตั้งแต่สมัยหลวงปู่มั่น ผมขึ้นมาเชียงใหม่นี่มัน 30 กว่าปีแล้ว
ฤาษี : ยังงั้นหรือครับ
พระ : เป็นเจ้าอาวาส ที่วัดแม่ริมเมืองมันใกล้เข้ามาเรื่อย ก็เลยเปลี่ยนมาสิบกว่าวัดอยู่ในป่านี่สบายดี
ฤาษี : อยู่ป่าสบายดีครับ มันสงัด ได้ทุกอย่าง แต่ดี อยู่ในเมืองก็ดี อยู่ในเมืองก่อนแล้วมาอยู่ป่าก่อนแล้วมันอยากกลับเข้าเมืองเพราะยังไม่รู้เรื่อง เห็นเมืองดีกว่าสายเหนือกับสายอีสาน เข้มแข็งในทางปฏิบัติ
พระ : อีสานเคยไปบ่อยไหม ?
ฤาษี : ไม่บ่อยหรอกครับ แต่ว่าเคยไปตอนหนุ่ม ๆ ตอนแก่แล้วไม่ไหว ตอนนี้แย่หน่อย ตามข่าวนะครับ ธรรมปฏิบัติเอาจริงเอาจังกันหลวงพ่ออยู่กับหลวงพ่อมั่นกี่ปีครับ
พระ : อยู่ตั้งแต่แรก บวชเป็นพระ 2469 สมัยนั้นอยู่ภาคอีสานต่อมาท่าน ขึ้นมาทางนี้ บวชเณรอยู่ 3 พรรษา (มีคนถามท่านว่าบวชมากี่พรรษา )ตอบ 46 พรรษา
ฤาษี : นิดเดียว 46 พรรษาเท่านั้นเอง นั่งไล่เบี้ย ถามน่ะ ไม่ได้คิดอะไรหรอกครับเกรงจะเอาไปคิดเป็นหวย ไล่ไปไล่มาชักสงสัยหมุนไปหมุนมา
พระ : หลวงพ่อเท่าไหร่ ?
ศิษย์ฤาษี : องค์นั้นบอกจริงไม่ได้
พระ : ถ้าอย่างนั้น เอาหวยจากท่านไม่ได้
ฤาษี : บอกเข้าเดี๋ยวคิดเป็นเลขก็ดีกี่พรรษาก็ชั่งมันตัดหางออกไม่ได้ ยังมีอีกหลายองค์ไหมครับ พระที่สนใจอยู่ เท่าที่รู้จักนะครับ
พระ : ก็ยังมีอยู่บ้าง
ฤาษี : ที่สนใจและตั้งใจดี สายเหนือ สายอีสาน ที่เข้มแข็งในการปฏิบัติ เอ๊ะ ยังมีใครอีกองค์ อายุใกล้ ๆ กับหลวงพ่อแหวน
ศิษย์ฤาษี : หลวงพ่อคำแสนครับ
ฤาษี : หลวงพ่อคำแสนวัดไหน
ศิษย์ฤาษี : วัดดอนมูลสันโค้งครับ อยู่สันทราย หลวงพ่อรู้จักไหมครับ
พระ : อ๋อ...เคยร่วมกัน อยู่คนละสาย แต่ร่วมอาจารย์กัน
ฤาษี : กำลังจะมีงานครับ อยากจะหาพระ แต่ไม่ใช่หานักบวชนะครับ
พระ : อ๋อ...อือห์ หาพระแท้
ฤาษี : จะอาราธนาไปเป็นกรณีพิเศษครับ ไม่ต้องการให้เหนื่อยมาก หลวงพ่อแหวนเป็นผู้ใหญ่เฒ่ามาก ?
พระ : เฒ่ามาก
ฤาษี : หลวงพ่อคำแสนจะไปได้ ?
พระ : พอไปได้อยู่ หลวงปู่ตื้อไปเสียแล้ว เสียดายจริงครับ
หลวงปู่ตื้อเป็นพระมีชื่อเสียงอยู่ทางนครพนม และมรณภาพไปก่อนหน้านี้แล้วบ้าง ก็กล่าวว่าท่านเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ มีจุดสำคัญเฉพาะตัว คือพูดตรงชนิด " ด่าไม่เลี้ยง "
พระ : เคยไปเยี่ยมหลวงปู่ตื้อหรือ
ฤาษี : เจอะกันครับ ทะเลาะกัน (หมายเหตุ - ระวัง ท่านไม่ได้ตอบว่าเคยไปเยี่ยม)
พระ : ปฏิภาณโวหารมาก
ฤาษี : ดีมากครับ แหม ปฏิภาณเก่งจริง ๆ ยอดจริง ๆ นี่ได้ตัวปัญญาจริง ๆหายากเสียดาย
พระ : เคยถามสมัยท่านมีชีวิตว่า เอ...พระที่มีปฏิภาณโวหารนี่มีอยู่หรือในประเทศไทย ท่านบอกว่าไม่มี แต่ว่าเมื่อเพื่อนขัดคอมันมักโกรธองค์อื่นเป็นยังงั้น ไอ้ผมนะ ขัดคอเฉยเสีย
ฤาษี : ธรรมดาท่านเก่งจริง ๆ ตอบปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างคาดไม่ถึง
พระ : น่าน คาดไม่ถึง
(พูดกับศิษย์) วันนี้หลวงพ่อขออย่าให้ถอย วันนั้นนวดหนัก ยั่วแกความจริงพระเขาทำแบบนี้ ถ้าอารมณ์ยังข้องตอนไหนอยู่ก็พยายามตัดถ้าไม่ทำแบบนั้นก็ตัดไม่ออก
พระ : อ้อ
ฤาษี : เราจะตัดเขา ไอ้เรา (เอง) ตัดได้หรือเปล่าก็ไม่รู้
พระ : มองคนอื่นมันมองเห็น มองเราเองมองไม่เห็น มันใกล้ไป
ฤาษี : นี่หนีเข้ามาอยู่ในถ้ำแล้วนา ไฟฟ้ายังตามเข้ามา ประปามี น้ำร้อนยังมีให้
พระ : เขาตามมา
ฤาษี : ครับ เราไม่ได้ไปดึงเขามา น่ากลัวจะกลิ่นแรง
ศิษย์ฤาษี : กลิ่นศีล หลวงพ่อ
ฤาษี : ถ้ากลิ่นอย่างอื่น อย่าว่าแต่ไฟฟ้าประปาเลย เสื่อกระจูดก็ไม่มีอย่างพระอินทร์ท่านว่า คนมาทักว่า " ยกหม้อพระบังคลหนักพระพุทธเจ้าไปเทได้ยังไง " เทวดาย่อมรังเกียจในมนุษย์ ห่างร้อยโยชน์ ก็ไม่อยากจะมา เพราะกลิ่นมนุษย์มันเหม็น
พระ : ก็เราหอมกลิ่นศีลนี่ ไอ้กลิ่นศีลมันกลบกลิ่นอุจจาระหมด
ฤาษี : (ปรารภ) อือม์ ชาวบ้านนี่เขารู้จักหาดี ความจริงนะโยมฉันว่าชาวบ้านที่มาสงเคราะห์นี่โง่ เขาต้องสงเคราะห์พระที่มีพัดซีเขาว่างั้นตะหากล่ะพวกนี้โง่จัด ไม่อยากลงนรก เจ้าพวกนี้โง่มาก ถ้าสงเคราะห์หนักเกินไปละ ไม่ได้ผุดได้เกิด เจ้าพวกนั่นแน่ะ (กับหลวงพ่อ ) นะครับ ระยำไม่รู้จักดี ไง
ศิษย์ : อย่ามาบ่อยนักนะ ต่อไปจะไม่ได้ผุดได้เกิดมาที่นี่น่ะ สมัยเด็ก ๆ เขาด่าแบบนั้นเราโกรธนะ (หมายเหตุ : ท่านคงฟังออกนะครับ ไม่ผุดไม่เกิดอีก หมายถึงไปนิพพานเสียแล้ว )
พระ : ก็ดี ! (เสียงหัวเราะ)
ฤาษี : ชอบนะครับ ?
พระ : ใช่
ฤาษี : อารมณ์ไม่เท่าเด็กเสียแล้วซิ ความจริงมันแช่งผิดนะ มันแช่งให้เราหมดทุกข์น่ะ สำนักอาจารย์ฝั้น หลวงพ่อเคยสัมผัสมาหรือเปล่าครับ ?
พระ : อ้าว ก็อยู่ร่วมกันมา
ฤาษี : คงไม่ไกลกัน ?(หมายเหตุ : คงหมายถึงหลวงปู่สิม ระดับคงไม่ไกลกับหลวงปู่ฝั้น)
พระ : ก็...บ้านใกล้ ๆ กัน (อ้าวหลบไปเสียโน่น)
ฤาษี : รุ่นนั้นใครบ้างครับแถวนี้ ที่พอเรียกว่าใช้ได้ ?
พระ : มีบ้าง คนสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจ สนใจทางนอก
ฤาษี : ครับเขายังไม่เห็น
พระ : นั่น ๆ เขายังไม่เห็น
ฤาษี : อีตอนนั้นซีครับ กว่าจะรู้ว่าอาจารย์ดีก็อาจารย์ตายไปเสียแล้ว
พระ : น่าน
ฤาษี : พอเขาพูดว่าดี ก็บอกว่า เอ๊ะ ฉันเป็นศิษย์เหมือนกันทำไมไม่ได้ล่ะ
พระ : เวลาท่านยัง (อยู่) ไม่สนใจ
ฤาษี : ครับ
ศิษย์ : คืนนี้เอาไงดีครับหลวงพ่อ ?
พระ : เอาหลวงพ่อใหญ่ท่านซี
ฤาษี : ผมไม่เอาครับ ผมไม่ใช่เจ้าของบ้าน เอางี้ซีครับ เขามาเอาแล้ว หลวงพ่อต้องให้เขา (หมายเหตุ : คือคณะกรุงเทพฯ จะมาเอาธรรมะจากหลวงปู่สิม)
พระ : อ้าว...! ก็ท่านอาจารย์ให้จนเต็มปรี่ยังจะเอาอีกอยู่หรือ ?
ฤาษี : เดี๋ยวก่อนครับ ไอ้น้ำมันเต็มตุ่มได้ แต่ข้างตุ่มมันยังไม่สวยมันไม่แน่นักหรอก คือว่าความชำนาญแต่ละฝ่าย สมัยเมื่อยังเด็ก ๆ นะครับ เมื่อพบหนุ่ม ๆ หลวงพ่อปานก็ส่งเรื่อย ถ้าที่ไหนดีท่านไม่เคยกีดกันนึกว่าท่านดีกว่า ท่านบอกว่าแต่ละองค์ย่อมมีความชำนาญต่างกัน
พระ : ครับ
ฤาษี : ลีลาต่างกัน เพราะว่าความฉลาดทุกอย่างนี่ มีแต่พระพุทธเจ้าองค์เดียว
พระ : ครับ
ฤาษี : มาที่นี่หลวงพ่อก็ต้องให้เขา เขามาแล้วนี่
ศิษย์ : ผมขอเสนอ 4 ธรรมมาสน์เป็นไงครับ
ฤาษี : หือ ? ไม่ต้องหรอก อย่า...เผื่อเจอของดีเอาไปให้ได้ ไอ้ของเราเมื่อไหร่ก็ได้
ศิษย์ : เผื่อพระเณรทางนี้อยากจะฟังหลวงพ่อบ้าง (หมายเหตุ : มาทราบภายหลังว่าได้ประกาศไว้ หลวงพ่อจากกรุงเทพจะไปเทศน์
ฤาษี : ไม่ ไม่ควร
ศิษย์ : ไม่ควรหรือครับ
ฤาษี : มางี้ไม่ควร เดี๋ยวพระพุทธเจ้าท่านว่าเอา
พระ : อาจารย์ท่านฉลาด ไปได้ลอดไปได้
ฤาษี : ความจริงก็ฉลาดมาด้วยกัน ออกจากท้องแม่มาด้วยกันเปล่า เท่ากันแหละ ท่านสอนดีอยู่แล้ว ท่านจะไม่เอา เรื่องของท่านแล้วยิ่งฟังหลายกระแสด้วยยิ่งไม่ดี อย่างพวกเรานี่ต่างหาก เพราะว่าพวกเราตั้งใจมา พวกเราไม่มีฝืน นอกจากจะเห็นว่า ปรับปรุง ช่วยประคองให้ดีขึ้น นะ เอางี้ดีกว่าเราจะได้นอนสบาย (เสียงฮา) เอางี้ก็แล้วกัน ถ้าเป็นพระที่ไม่พอใจนิดหนึ่ง
ก็ไม่พาบริษัทมา บ่อนี้ไม่มีน้ำ เดินมาเหนื่อยเปล่า แหม ดี จะได้เป็นเครื่องประดับนะเห็นว่าลีลาการปฏิบัติมารรคผลย่อมถึงเสมอกัน แต่ว่าไอ้เกณฑ์แห่งความฉลาด หรือ นับหนึ่ง การชำนาญย่อมไม่เสอมกันนะ นี่ถ้ามีพระพุทธเจ้าแล้ว เราก็ไม่ต้องไปหาใคร เพราะท่านรู้ชอบ ไอ้พวกเรานี่มันได้ตะพดกันคนละอัน นั่นอันโต นี่อันสั้น นี่อันยาว ได้ไม่เสมอกัน
พระพุทธเจ้าท่านมีอาวุธทุกอย่าง มันเหมาะกับใครอันไหนท่านก็จ่ายพวกเรามีอันเดียวปล่อยดะ นี่มาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ต้องแจกตะพดเรา เราได้สู้กับกิเลส เสียดายหลวงพ่อตื้อ หลวงพ่อตื้อไม่มีรูปยังมีพิษนะครับ (หมายเหตุ : หมายถึงมรณะแล้วยังมีฤทธิ์เดช)
พระ : ครับ
ฤาษี : ฤทธิ์เดชมาก ดีมาก
พระ : บางทีเวลานี้ ท่านจะมาอยู่ที่นี่ก็ไม่รู้
ฤาษี : ฮึ...มานานแล้ว...ไม่ใช่จะมา มานานแล้ว ไม่ "จะ" หรอกครับ เป็นพระที่น่ารักมาก
พระ : ครับ
ฤาษี : ชอบในปฏิปทา คือ ไม่อั้นใครทั้งนั้น เรื่องตอบเลี่ยงคนไม่มี ตรงไปตรงมาหายาก
พระ : ครับ
ฤาษี : นี่ธรรมแท้ ถ้าขืนทำละพังขืนตั้งกำแพงเมื่อไรชนพังเมื่อนั้นดีจริง หาไม่ได้แต่ก็ยังมีอยู่ ที่นี่ก็ยังมีองค์หนึ่ง
ศิษย์ : ใครครับหลวงพ่อ
ฤาษี : นี่อยู่ตามถ้ำนี้แหละ ไม่ช้าหรอก ไม่ช้าหลวงพ่อตื้อองค์ที่สอง
พระ : (หัวเราะ)
ฤาษี : ก็เหมือนกัน แต่จะให้ใช้เสียงเท่ากันนะมันไม่ได้หรอกนะ พรรค์นี้มันของเดิมมานี่ครับ ของติดเดิมมา ลีลาต่าง ๆ
พระ : แล้วก็ถ่ายทอดหลวงปู่ตื้อให้ฟังสักเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ดี
ฤาษี : พอแล้วครับ หลวงพ่อเก็บไว้เยอะแยะ พอแล้วครับ ผมว่าไม่ใช่ถ่ายไปจากผม ผมต้องถ่ายจากหลวงพ่อ ไม่ช้าผีหลวงพ่อตื้อสิงว่าอย่างงั้นนี่ครับจวนอยู่แล้ว ไม่ช้าเผลอ ๆ พ่อสิงเต็มตัวเมื่อไร ก็ไม่รู้ เอ๊ะ วันนี้ใคร (หันไปถามลูกศิษย์) ที่มาวันหลวงพ่อตื้อมรณะแล้วหลงเข้าไปวัด หลวงพ่ออะไรนะ ใครเขามาหาหลวงพ่อตื้อครับ เขาไปหากระผมที่วัดโน้น บอกเอ๊ะเที่ยวไหว้พระเปะปะทำไม หลวงพ่อตื้อมีอีกองค์รีบไปเดี๋ยวตาย แล้วมันไปช้าอยู่กี่วันไม่ทราบมันมาพอดีวันตายเลย
พระ : อ้อ
ฤาษี : มันหลงทางไป มาไม่ตรงวัดหลวงพ่อตื้อ ไปวัดไหนก็ไม่ทราบ ไปเจอะหลวงพ่ออะไร พอดีหลวงพ่อองค์นั้นได้รับโทรเลขแล้ว ท่านก็ไม่ได้ฉีกดูพอฉีกดู อ้าว! หลวงพ่อตื้อมรณะให้รีบไป เลยอาศัยรถเจ้านั่นไป ม่ายงั้นไม่มีรถ นี่แสดงว่าหลวงพ่อตื้อมีฤทธิ์มาก ตายแล้วยังมีเดชให้หลงทางมาชนเอาที่ท่านต้องการให้เป็นเจ้าภาพ พระอะไรไม่ทราบชื่อ ท่านบอกว่า
พึ่งทราบว่าหลวงพ่อตื้อมรณะ แต่ไม่มีรถไป เจ้านั่นก็ดันหลงทางไปวัดนั่นแหละ แสดงว่าหลวงพ่อตื้อไม่เลวตายแล้วยังมีฤทธิ์
พระ : ครับ
ฤาษี : ถ้าไม่เลือกก็แย่ ถ้าเราไปอยู่ในส้วมก็หากลิ่นหอมไม่ได้หรอก
พระ : น่าน...น่าน
ฤาษี : นอกจากสุนัข หรือหมู นี่มีความสำคัญ กลางคืนมีแขกมารบกวนเยอะไหมครับ ? (หมายเหตุ : หมายถึงแขกที่มิใช่มนุษย์)
พระ : อ้า...ไม่มีเท่าไร กำลังสบาย
ฤาษี : แขกไม่มี ?
พระ : แขกก็ไม่มี มีแต่คนไทย
ฤาษี : "เออ ยังจะคุยอีกนานไหมนี่" นี่เห็นไหมหลวงพ่อตื้อมาแล้ว บอกแล้วประเดี๋ยวหลวงพ่อตื้อมา อันนี้ดี อยู่ในป่า ผีปรากฏบ่อย
พระ : ก็ปรากฏบ้าง
ฤาษี : นี่จึงจะพบของจริง นี่ละแขก ผีระวังนะ ผีดุ ที่นี่ไปนั่งจ้องซิ ถ้าอยากได้หวย ผีมาก็ขอหวย ถ้าให้ไม่ได้ก็อายไปเลยไม่มา
ศิษย์ : หวยไม่อยากได้ อยากได้พระธรรม
ฤาษี : อ๋อ...นึกว่าอยากได้ฎีกา หลวงพ่อมี...พระธรรมจะเกิดได้ต้องอาศัยความดีมีอยู่ ได้ดีอย่างอื่นนอกจากฎีกาก็ไม่มีนะ ต้องเอาฎีกาไปก่อน หาความดีให้พบจึงได้พระธรรมคุยสนุก ๆ คืนนี้ฟังธรรมะจากหลวงพ่อนะ
นี่เป็นคำสนทนาระหว่างพระผู้ทรงอภิญญาญาณทั้งสองท่าน นั่นคือ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร (พระ) และ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (ฤาษี) พระอาจารย์ทั้งสององค์ได้เข้าเยี่ยม และปฏิบัติธรรมภาวนาที่วัดถ้ำผาปล่อง เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2517 นับว่านาน 10 ปีทีเดียว ขณะนั้นภูมิจิตภูมิธรรมเป็นอยู่ระดับนั้น และ ปัจจุบันนี้แล้ว การประพฤติปฏิบัติธรรมของพระอาจารย์ทั้งสอง ผู้เป็นสหธรรมิกเคยดำเนินอย่างนี้หลายครั้งหลายคราว ย่อมจะเป็นหลักฐานอย่างแน่ชัดได้ว่า หลวงปู่สิม พุทธาจาโร สำเร็จปฏิสัมภิทาญาณ
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เคยบอกใบ้ไว้ว่า หลวงปู่สิม จวนจะสำเร็จกิจพระศาสนาแล้ว เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ต่อมาภายหลัง เพียงไม่นานนัก ท่านแจ้งว่า หลวงปู่สิม ได้ขยับขึ้นไประดับเดียวกับหลวงปู่ตื้อ อาจลธัมโม แล้ว
ท่านเป็นพระสุปฏิบัติองค์หนึ่งในสายของ หลวงปู่มั่น องค์หนึ่งที่ได้ชื่อว่า เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครบถ้วนบริบูรณ์เช่นกัน...
<!-- / message --><!-- sig -->
http://elc2.phanom.ac.th/~service/wordpress/wp-content/53.jpg
พระ : นิมนต์ถ้ำเลย โน่น ๆๆ เชิงดอย
ฤาษี : ครับ ๆ แหม ที่นี่สบาย ปกติพระท่านอยู่มากไหมครับที่นี่
พระ : อ๋อ ปกติ ก็เมื่อพรรษา 9 รูป
ฤาษี : งั้นหรือครับ พระที่อยู่นี่ท่านมุ่งดี ?
พระ : มุ่งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาฤดูแล้งนี่ขึ้น ๆ ลง ๆ
ฤาษี : ก็เป็นธรรมดา (ชี้รูปหล่อโลหะหลวงพ่อพระ) นี่ทำเมื่อไหร่ครับ ?
พระ : นี่เขาเอามาเมื่อ 24 ตุลา ดูจะใหญ่กว่าองค์จริง องค์จริงมันเล็ก แต่ดีกว่าองค์จริง ตั้งแต่มายังไม่เห็นไอสักทีเงียบ
ฤาษี : หิวก็ไม่หิว เมื่อยก็ไม่เมื่อย ผมก็ว่าอย่างนั้น จับไปโยนน้ำสัก 10 ปี เอาขึ้นมาก็ปกติ
พระ : น่าน !
ฤาษี : เอ๊ะ ใครดีกว่าใครกันแน่
พระ : ถ้าองค์จริงเน่าเสียอย่างเดียว รูปหล่อมันก็ไม่เกิด ของเน่ามันเพาะไม่ขึ้น " คุยกันไปมาเรื่องสถานที่ "
พระ : เมษา ร้อน ๆ ก็นิมนต์อาจารย์มาพักนาน ๆ เย็นดี
ฤาษี : ก็ดี แต่อีตอนเหาะขึ้นเหาะลงนี่แย่ เห็นจะต้องฝึกเหาะวันนี้มีคนมีบุญมากจริง ๆ อยู่ 3 คน
พระ : อ้อ น่าน
ฤาษี : คนที่เป็นโรคหัวใจ ถ้าไม่ตั้งใจจริง ๆ มาไม่ถึง เพราะเหนื่อย
พระ : อ้อ ขึ้นสูงไม่ค่อยได้ ขาลงก็ง่ายละ
ฤาษี : แต่ขาลงกลัวจะเบรคไม่อยู่เสียอีก ก็ดีเหมือนกันครับ เป็นการพิสูจน์ใจคน ถ้าเขาไม่มีศรัทธาแท้ก็มาไม่ถึง
พระ : เส้นเอ็นมันรู้จักพัฒนา
ฤาษี : ครับ ยังงี้ เขาเรียกสำนักพัฒนาเส้นเอ็น
ศิษย์ฤาษี : วานนี้ต้อนคน ๆ เดียวครับ เขาจะไปพูดธรรมกัน เดิมหลวงพ่ออยู่ไหนครับ
พระ : เดิมอุปสมบทอยู่ขอนแก่น อยู่วัดศรีจันทร์ จังหวัดขอนแก่น แล้วก็ย้ายไปหลายที่ มาอยู่เชียงใหม่นี่นาน ตั้งแต่สมัยหลวงปู่มั่น ผมขึ้นมาเชียงใหม่นี่มัน 30 กว่าปีแล้ว
ฤาษี : ยังงั้นหรือครับ
พระ : เป็นเจ้าอาวาส ที่วัดแม่ริมเมืองมันใกล้เข้ามาเรื่อย ก็เลยเปลี่ยนมาสิบกว่าวัดอยู่ในป่านี่สบายดี
ฤาษี : อยู่ป่าสบายดีครับ มันสงัด ได้ทุกอย่าง แต่ดี อยู่ในเมืองก็ดี อยู่ในเมืองก่อนแล้วมาอยู่ป่าก่อนแล้วมันอยากกลับเข้าเมืองเพราะยังไม่รู้เรื่อง เห็นเมืองดีกว่าสายเหนือกับสายอีสาน เข้มแข็งในทางปฏิบัติ
พระ : อีสานเคยไปบ่อยไหม ?
ฤาษี : ไม่บ่อยหรอกครับ แต่ว่าเคยไปตอนหนุ่ม ๆ ตอนแก่แล้วไม่ไหว ตอนนี้แย่หน่อย ตามข่าวนะครับ ธรรมปฏิบัติเอาจริงเอาจังกันหลวงพ่ออยู่กับหลวงพ่อมั่นกี่ปีครับ
พระ : อยู่ตั้งแต่แรก บวชเป็นพระ 2469 สมัยนั้นอยู่ภาคอีสานต่อมาท่าน ขึ้นมาทางนี้ บวชเณรอยู่ 3 พรรษา (มีคนถามท่านว่าบวชมากี่พรรษา )ตอบ 46 พรรษา
ฤาษี : นิดเดียว 46 พรรษาเท่านั้นเอง นั่งไล่เบี้ย ถามน่ะ ไม่ได้คิดอะไรหรอกครับเกรงจะเอาไปคิดเป็นหวย ไล่ไปไล่มาชักสงสัยหมุนไปหมุนมา
พระ : หลวงพ่อเท่าไหร่ ?
ศิษย์ฤาษี : องค์นั้นบอกจริงไม่ได้
พระ : ถ้าอย่างนั้น เอาหวยจากท่านไม่ได้
ฤาษี : บอกเข้าเดี๋ยวคิดเป็นเลขก็ดีกี่พรรษาก็ชั่งมันตัดหางออกไม่ได้ ยังมีอีกหลายองค์ไหมครับ พระที่สนใจอยู่ เท่าที่รู้จักนะครับ
พระ : ก็ยังมีอยู่บ้าง
ฤาษี : ที่สนใจและตั้งใจดี สายเหนือ สายอีสาน ที่เข้มแข็งในการปฏิบัติ เอ๊ะ ยังมีใครอีกองค์ อายุใกล้ ๆ กับหลวงพ่อแหวน
ศิษย์ฤาษี : หลวงพ่อคำแสนครับ
ฤาษี : หลวงพ่อคำแสนวัดไหน
ศิษย์ฤาษี : วัดดอนมูลสันโค้งครับ อยู่สันทราย หลวงพ่อรู้จักไหมครับ
พระ : อ๋อ...เคยร่วมกัน อยู่คนละสาย แต่ร่วมอาจารย์กัน
ฤาษี : กำลังจะมีงานครับ อยากจะหาพระ แต่ไม่ใช่หานักบวชนะครับ
พระ : อ๋อ...อือห์ หาพระแท้
ฤาษี : จะอาราธนาไปเป็นกรณีพิเศษครับ ไม่ต้องการให้เหนื่อยมาก หลวงพ่อแหวนเป็นผู้ใหญ่เฒ่ามาก ?
พระ : เฒ่ามาก
ฤาษี : หลวงพ่อคำแสนจะไปได้ ?
พระ : พอไปได้อยู่ หลวงปู่ตื้อไปเสียแล้ว เสียดายจริงครับ
หลวงปู่ตื้อเป็นพระมีชื่อเสียงอยู่ทางนครพนม และมรณภาพไปก่อนหน้านี้แล้วบ้าง ก็กล่าวว่าท่านเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ มีจุดสำคัญเฉพาะตัว คือพูดตรงชนิด " ด่าไม่เลี้ยง "
พระ : เคยไปเยี่ยมหลวงปู่ตื้อหรือ
ฤาษี : เจอะกันครับ ทะเลาะกัน (หมายเหตุ - ระวัง ท่านไม่ได้ตอบว่าเคยไปเยี่ยม)
พระ : ปฏิภาณโวหารมาก
ฤาษี : ดีมากครับ แหม ปฏิภาณเก่งจริง ๆ ยอดจริง ๆ นี่ได้ตัวปัญญาจริง ๆหายากเสียดาย
พระ : เคยถามสมัยท่านมีชีวิตว่า เอ...พระที่มีปฏิภาณโวหารนี่มีอยู่หรือในประเทศไทย ท่านบอกว่าไม่มี แต่ว่าเมื่อเพื่อนขัดคอมันมักโกรธองค์อื่นเป็นยังงั้น ไอ้ผมนะ ขัดคอเฉยเสีย
ฤาษี : ธรรมดาท่านเก่งจริง ๆ ตอบปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างคาดไม่ถึง
พระ : น่าน คาดไม่ถึง
(พูดกับศิษย์) วันนี้หลวงพ่อขออย่าให้ถอย วันนั้นนวดหนัก ยั่วแกความจริงพระเขาทำแบบนี้ ถ้าอารมณ์ยังข้องตอนไหนอยู่ก็พยายามตัดถ้าไม่ทำแบบนั้นก็ตัดไม่ออก
พระ : อ้อ
ฤาษี : เราจะตัดเขา ไอ้เรา (เอง) ตัดได้หรือเปล่าก็ไม่รู้
พระ : มองคนอื่นมันมองเห็น มองเราเองมองไม่เห็น มันใกล้ไป
ฤาษี : นี่หนีเข้ามาอยู่ในถ้ำแล้วนา ไฟฟ้ายังตามเข้ามา ประปามี น้ำร้อนยังมีให้
พระ : เขาตามมา
ฤาษี : ครับ เราไม่ได้ไปดึงเขามา น่ากลัวจะกลิ่นแรง
ศิษย์ฤาษี : กลิ่นศีล หลวงพ่อ
ฤาษี : ถ้ากลิ่นอย่างอื่น อย่าว่าแต่ไฟฟ้าประปาเลย เสื่อกระจูดก็ไม่มีอย่างพระอินทร์ท่านว่า คนมาทักว่า " ยกหม้อพระบังคลหนักพระพุทธเจ้าไปเทได้ยังไง " เทวดาย่อมรังเกียจในมนุษย์ ห่างร้อยโยชน์ ก็ไม่อยากจะมา เพราะกลิ่นมนุษย์มันเหม็น
พระ : ก็เราหอมกลิ่นศีลนี่ ไอ้กลิ่นศีลมันกลบกลิ่นอุจจาระหมด
ฤาษี : (ปรารภ) อือม์ ชาวบ้านนี่เขารู้จักหาดี ความจริงนะโยมฉันว่าชาวบ้านที่มาสงเคราะห์นี่โง่ เขาต้องสงเคราะห์พระที่มีพัดซีเขาว่างั้นตะหากล่ะพวกนี้โง่จัด ไม่อยากลงนรก เจ้าพวกนี้โง่มาก ถ้าสงเคราะห์หนักเกินไปละ ไม่ได้ผุดได้เกิด เจ้าพวกนั่นแน่ะ (กับหลวงพ่อ ) นะครับ ระยำไม่รู้จักดี ไง
ศิษย์ : อย่ามาบ่อยนักนะ ต่อไปจะไม่ได้ผุดได้เกิดมาที่นี่น่ะ สมัยเด็ก ๆ เขาด่าแบบนั้นเราโกรธนะ (หมายเหตุ : ท่านคงฟังออกนะครับ ไม่ผุดไม่เกิดอีก หมายถึงไปนิพพานเสียแล้ว )
พระ : ก็ดี ! (เสียงหัวเราะ)
ฤาษี : ชอบนะครับ ?
พระ : ใช่
ฤาษี : อารมณ์ไม่เท่าเด็กเสียแล้วซิ ความจริงมันแช่งผิดนะ มันแช่งให้เราหมดทุกข์น่ะ สำนักอาจารย์ฝั้น หลวงพ่อเคยสัมผัสมาหรือเปล่าครับ ?
พระ : อ้าว ก็อยู่ร่วมกันมา
ฤาษี : คงไม่ไกลกัน ?(หมายเหตุ : คงหมายถึงหลวงปู่สิม ระดับคงไม่ไกลกับหลวงปู่ฝั้น)
พระ : ก็...บ้านใกล้ ๆ กัน (อ้าวหลบไปเสียโน่น)
ฤาษี : รุ่นนั้นใครบ้างครับแถวนี้ ที่พอเรียกว่าใช้ได้ ?
พระ : มีบ้าง คนสมัยนี้ไม่ค่อยสนใจ สนใจทางนอก
ฤาษี : ครับเขายังไม่เห็น
พระ : นั่น ๆ เขายังไม่เห็น
ฤาษี : อีตอนนั้นซีครับ กว่าจะรู้ว่าอาจารย์ดีก็อาจารย์ตายไปเสียแล้ว
พระ : น่าน
ฤาษี : พอเขาพูดว่าดี ก็บอกว่า เอ๊ะ ฉันเป็นศิษย์เหมือนกันทำไมไม่ได้ล่ะ
พระ : เวลาท่านยัง (อยู่) ไม่สนใจ
ฤาษี : ครับ
ศิษย์ : คืนนี้เอาไงดีครับหลวงพ่อ ?
พระ : เอาหลวงพ่อใหญ่ท่านซี
ฤาษี : ผมไม่เอาครับ ผมไม่ใช่เจ้าของบ้าน เอางี้ซีครับ เขามาเอาแล้ว หลวงพ่อต้องให้เขา (หมายเหตุ : คือคณะกรุงเทพฯ จะมาเอาธรรมะจากหลวงปู่สิม)
พระ : อ้าว...! ก็ท่านอาจารย์ให้จนเต็มปรี่ยังจะเอาอีกอยู่หรือ ?
ฤาษี : เดี๋ยวก่อนครับ ไอ้น้ำมันเต็มตุ่มได้ แต่ข้างตุ่มมันยังไม่สวยมันไม่แน่นักหรอก คือว่าความชำนาญแต่ละฝ่าย สมัยเมื่อยังเด็ก ๆ นะครับ เมื่อพบหนุ่ม ๆ หลวงพ่อปานก็ส่งเรื่อย ถ้าที่ไหนดีท่านไม่เคยกีดกันนึกว่าท่านดีกว่า ท่านบอกว่าแต่ละองค์ย่อมมีความชำนาญต่างกัน
พระ : ครับ
ฤาษี : ลีลาต่างกัน เพราะว่าความฉลาดทุกอย่างนี่ มีแต่พระพุทธเจ้าองค์เดียว
พระ : ครับ
ฤาษี : มาที่นี่หลวงพ่อก็ต้องให้เขา เขามาแล้วนี่
ศิษย์ : ผมขอเสนอ 4 ธรรมมาสน์เป็นไงครับ
ฤาษี : หือ ? ไม่ต้องหรอก อย่า...เผื่อเจอของดีเอาไปให้ได้ ไอ้ของเราเมื่อไหร่ก็ได้
ศิษย์ : เผื่อพระเณรทางนี้อยากจะฟังหลวงพ่อบ้าง (หมายเหตุ : มาทราบภายหลังว่าได้ประกาศไว้ หลวงพ่อจากกรุงเทพจะไปเทศน์
ฤาษี : ไม่ ไม่ควร
ศิษย์ : ไม่ควรหรือครับ
ฤาษี : มางี้ไม่ควร เดี๋ยวพระพุทธเจ้าท่านว่าเอา
พระ : อาจารย์ท่านฉลาด ไปได้ลอดไปได้
ฤาษี : ความจริงก็ฉลาดมาด้วยกัน ออกจากท้องแม่มาด้วยกันเปล่า เท่ากันแหละ ท่านสอนดีอยู่แล้ว ท่านจะไม่เอา เรื่องของท่านแล้วยิ่งฟังหลายกระแสด้วยยิ่งไม่ดี อย่างพวกเรานี่ต่างหาก เพราะว่าพวกเราตั้งใจมา พวกเราไม่มีฝืน นอกจากจะเห็นว่า ปรับปรุง ช่วยประคองให้ดีขึ้น นะ เอางี้ดีกว่าเราจะได้นอนสบาย (เสียงฮา) เอางี้ก็แล้วกัน ถ้าเป็นพระที่ไม่พอใจนิดหนึ่ง
ก็ไม่พาบริษัทมา บ่อนี้ไม่มีน้ำ เดินมาเหนื่อยเปล่า แหม ดี จะได้เป็นเครื่องประดับนะเห็นว่าลีลาการปฏิบัติมารรคผลย่อมถึงเสมอกัน แต่ว่าไอ้เกณฑ์แห่งความฉลาด หรือ นับหนึ่ง การชำนาญย่อมไม่เสอมกันนะ นี่ถ้ามีพระพุทธเจ้าแล้ว เราก็ไม่ต้องไปหาใคร เพราะท่านรู้ชอบ ไอ้พวกเรานี่มันได้ตะพดกันคนละอัน นั่นอันโต นี่อันสั้น นี่อันยาว ได้ไม่เสมอกัน
พระพุทธเจ้าท่านมีอาวุธทุกอย่าง มันเหมาะกับใครอันไหนท่านก็จ่ายพวกเรามีอันเดียวปล่อยดะ นี่มาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อก็ต้องแจกตะพดเรา เราได้สู้กับกิเลส เสียดายหลวงพ่อตื้อ หลวงพ่อตื้อไม่มีรูปยังมีพิษนะครับ (หมายเหตุ : หมายถึงมรณะแล้วยังมีฤทธิ์เดช)
พระ : ครับ
ฤาษี : ฤทธิ์เดชมาก ดีมาก
พระ : บางทีเวลานี้ ท่านจะมาอยู่ที่นี่ก็ไม่รู้
ฤาษี : ฮึ...มานานแล้ว...ไม่ใช่จะมา มานานแล้ว ไม่ "จะ" หรอกครับ เป็นพระที่น่ารักมาก
พระ : ครับ
ฤาษี : ชอบในปฏิปทา คือ ไม่อั้นใครทั้งนั้น เรื่องตอบเลี่ยงคนไม่มี ตรงไปตรงมาหายาก
พระ : ครับ
ฤาษี : นี่ธรรมแท้ ถ้าขืนทำละพังขืนตั้งกำแพงเมื่อไรชนพังเมื่อนั้นดีจริง หาไม่ได้แต่ก็ยังมีอยู่ ที่นี่ก็ยังมีองค์หนึ่ง
ศิษย์ : ใครครับหลวงพ่อ
ฤาษี : นี่อยู่ตามถ้ำนี้แหละ ไม่ช้าหรอก ไม่ช้าหลวงพ่อตื้อองค์ที่สอง
พระ : (หัวเราะ)
ฤาษี : ก็เหมือนกัน แต่จะให้ใช้เสียงเท่ากันนะมันไม่ได้หรอกนะ พรรค์นี้มันของเดิมมานี่ครับ ของติดเดิมมา ลีลาต่าง ๆ
พระ : แล้วก็ถ่ายทอดหลวงปู่ตื้อให้ฟังสักเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ดี
ฤาษี : พอแล้วครับ หลวงพ่อเก็บไว้เยอะแยะ พอแล้วครับ ผมว่าไม่ใช่ถ่ายไปจากผม ผมต้องถ่ายจากหลวงพ่อ ไม่ช้าผีหลวงพ่อตื้อสิงว่าอย่างงั้นนี่ครับจวนอยู่แล้ว ไม่ช้าเผลอ ๆ พ่อสิงเต็มตัวเมื่อไร ก็ไม่รู้ เอ๊ะ วันนี้ใคร (หันไปถามลูกศิษย์) ที่มาวันหลวงพ่อตื้อมรณะแล้วหลงเข้าไปวัด หลวงพ่ออะไรนะ ใครเขามาหาหลวงพ่อตื้อครับ เขาไปหากระผมที่วัดโน้น บอกเอ๊ะเที่ยวไหว้พระเปะปะทำไม หลวงพ่อตื้อมีอีกองค์รีบไปเดี๋ยวตาย แล้วมันไปช้าอยู่กี่วันไม่ทราบมันมาพอดีวันตายเลย
พระ : อ้อ
ฤาษี : มันหลงทางไป มาไม่ตรงวัดหลวงพ่อตื้อ ไปวัดไหนก็ไม่ทราบ ไปเจอะหลวงพ่ออะไร พอดีหลวงพ่อองค์นั้นได้รับโทรเลขแล้ว ท่านก็ไม่ได้ฉีกดูพอฉีกดู อ้าว! หลวงพ่อตื้อมรณะให้รีบไป เลยอาศัยรถเจ้านั่นไป ม่ายงั้นไม่มีรถ นี่แสดงว่าหลวงพ่อตื้อมีฤทธิ์มาก ตายแล้วยังมีเดชให้หลงทางมาชนเอาที่ท่านต้องการให้เป็นเจ้าภาพ พระอะไรไม่ทราบชื่อ ท่านบอกว่า
พึ่งทราบว่าหลวงพ่อตื้อมรณะ แต่ไม่มีรถไป เจ้านั่นก็ดันหลงทางไปวัดนั่นแหละ แสดงว่าหลวงพ่อตื้อไม่เลวตายแล้วยังมีฤทธิ์
พระ : ครับ
ฤาษี : ถ้าไม่เลือกก็แย่ ถ้าเราไปอยู่ในส้วมก็หากลิ่นหอมไม่ได้หรอก
พระ : น่าน...น่าน
ฤาษี : นอกจากสุนัข หรือหมู นี่มีความสำคัญ กลางคืนมีแขกมารบกวนเยอะไหมครับ ? (หมายเหตุ : หมายถึงแขกที่มิใช่มนุษย์)
พระ : อ้า...ไม่มีเท่าไร กำลังสบาย
ฤาษี : แขกไม่มี ?
พระ : แขกก็ไม่มี มีแต่คนไทย
ฤาษี : "เออ ยังจะคุยอีกนานไหมนี่" นี่เห็นไหมหลวงพ่อตื้อมาแล้ว บอกแล้วประเดี๋ยวหลวงพ่อตื้อมา อันนี้ดี อยู่ในป่า ผีปรากฏบ่อย
พระ : ก็ปรากฏบ้าง
ฤาษี : นี่จึงจะพบของจริง นี่ละแขก ผีระวังนะ ผีดุ ที่นี่ไปนั่งจ้องซิ ถ้าอยากได้หวย ผีมาก็ขอหวย ถ้าให้ไม่ได้ก็อายไปเลยไม่มา
ศิษย์ : หวยไม่อยากได้ อยากได้พระธรรม
ฤาษี : อ๋อ...นึกว่าอยากได้ฎีกา หลวงพ่อมี...พระธรรมจะเกิดได้ต้องอาศัยความดีมีอยู่ ได้ดีอย่างอื่นนอกจากฎีกาก็ไม่มีนะ ต้องเอาฎีกาไปก่อน หาความดีให้พบจึงได้พระธรรมคุยสนุก ๆ คืนนี้ฟังธรรมะจากหลวงพ่อนะ
นี่เป็นคำสนทนาระหว่างพระผู้ทรงอภิญญาญาณทั้งสองท่าน นั่นคือ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร (พระ) และ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (ฤาษี) พระอาจารย์ทั้งสององค์ได้เข้าเยี่ยม และปฏิบัติธรรมภาวนาที่วัดถ้ำผาปล่อง เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2517 นับว่านาน 10 ปีทีเดียว ขณะนั้นภูมิจิตภูมิธรรมเป็นอยู่ระดับนั้น และ ปัจจุบันนี้แล้ว การประพฤติปฏิบัติธรรมของพระอาจารย์ทั้งสอง ผู้เป็นสหธรรมิกเคยดำเนินอย่างนี้หลายครั้งหลายคราว ย่อมจะเป็นหลักฐานอย่างแน่ชัดได้ว่า หลวงปู่สิม พุทธาจาโร สำเร็จปฏิสัมภิทาญาณ
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เคยบอกใบ้ไว้ว่า หลวงปู่สิม จวนจะสำเร็จกิจพระศาสนาแล้ว เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ต่อมาภายหลัง เพียงไม่นานนัก ท่านแจ้งว่า หลวงปู่สิม ได้ขยับขึ้นไประดับเดียวกับหลวงปู่ตื้อ อาจลธัมโม แล้ว
ท่านเป็นพระสุปฏิบัติองค์หนึ่งในสายของ หลวงปู่มั่น องค์หนึ่งที่ได้ชื่อว่า เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครบถ้วนบริบูรณ์เช่นกัน...
<!-- / message --><!-- sig -->