PDA

View Full Version : ประมวลภาพวัดธรรมมงคล สุขุมวิท 101 กรุงเทพมหานคร


Kamen rider
11-12-2007, 10:45 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_1_107.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b20.gif ประตูสู่ “นครธรรม” อันเป็นสถานที่ตั้งสถาบันการศึกษาหลักสูตรครูสมาธิ ที่มีชื่อเรียกว่า “สถาบันพลังจิตตานุภาพ” (Willpower Institute) ณ วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร (วัดธรรมมงคล) เลขที่ 132 ถ.สุขุมวิท ซอย 101 ตรอกปุณณวิถี 20 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร

http://www.dhammajak.net/gallery/albums/userpics/normal_%BE%C3%D0%E0%B7%BE%E0%A8%B5%D4%C2%D2%A8%D2%C3%C2%EC%20%28%CB%C5%C7%A7%BE%E8%CD%C7%D4%C3%D4%C2%D1%A7%A4%EC%20%CA%D4%C3%D4%B9%B8%E2%C3%29%202%7E0.jpg
พระเทพเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)


ปัจจุบัน วัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร (วัดธรรมมงคล) มี พระเทพเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส หลวงพ่อวิริยังค์ท่านเป็นศิษย์ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และพระอาจารย์กงมา จิรปุญโญ </TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:46 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_2_132.jpg

ในขณะเขียนตำราสมาธิ หลวงพ่อวิริยังค์ก็กล่าวมาคำนึงว่าชาวโลกได้พัฒนาก้าวไปไกลถึงยุคโลกาภิวัฒน์ เขาได้ลงทุนสร้างวัตถุต่างๆ ทั้งแหล่งบันเทิงเริงรมณ์ ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสบายทั้งหลาย ทั้งที่อยู่อาศัย ทั้งรถยนต์ เรือยนต์ เครื่องบิน สามารถย่นระยะทางไกลให้ใกล้ ไปมาได้ง่ายและสะดวก ทั้งโทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต และอีเมลล์ ก็ย่นระยะการติดต่ดสื่อสารกันได้อย่างสบาย ทั้งหมดเงินเป็นหมื่นล้าน แสนล้าน เขาก็ยังลงทุนกันได้ แล้วทำไม ? เราจะลงทุนสร้าง “นครธรรม” ให้ทันสมัยด้วยไฮเทคต่างๆ เพื่อย่นระยะการศึกษาและปฏิบัติธรรมะบ้างมิได้หรือ ?

หลวงพ่อวิริยังค์จึงได้คิดสร้างนครธรรมขึ้นเมื่อ พ.ศ.2529 และได้ดำเนินการสร้างเมื่อ พ.ศ.2536 ซึ่งก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะคนส่วนมากเข้าใจแต่การสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ บวชพระ ถวายสังฆทาน เป็นต้น จึงจะได้บุญกุศล แต่จะมาสร้างนครธรรมสอนคนด้วยไฮเทคนี้ ไม่รู้ว่าจะได้บุญตรงไหน แต่ด้วยใจที่มีความมุ่งมั่นของผู้สร้าง จึงพยายามพูดให้สาธุชนทั้งหลายเข้าใจในการทำบุญกุศล จนสามารถมีผู้บริจาคสร้างสำเร็จเมื่อ พ.ศ.2539 จึงเป็นนครธรรมยุคไฮเทค แหล่งย่นระยะการศึกษาธรรมะล้ำยุคสุดอลังการ ณ วัดธรรมมงคล ในเนื้อที่ 4,800 ตารางเมตร ใต้ฐานพระมหาเจดีย์ที่สูงที่สุดในกรุงเทพมหานคร คือสถานที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมทันสมัย มีห้องเรียนภาคทฤษฎี มีห้องเรียนภาคปฏิบัติทั้งนั่งสมาธิและเดินจงกรม มีห้องชมธรรมะด้วยสไลด์มัลติวิชั่น มีห้องสนทนาธรรม มีห้องสมุดธรรมะ มีห้องธุรการ มีห้องอาหารและเครื่องดื่ม มีห้องสำนักงานประทีปเด็กไทยเพื่อช่วยเหลือเด็กทั่วเมืองไทย มีห้องถ้ำวิปัสสนาไว้ให้ปฏิบัติธรรม เป็นต้น

ผู้ที่มาศึกษาและปฏิบัติธรรมจะได้รับความสะดวกสบายในห้องแอร์คอนดิชั่นอย่างดี เป็นการลงทุนสร้างนครธรรมให้ทันสมัยเพื่อสุขภาพใจโดยเฉพาะ จึงเหมาะแก่คนยุคโลกาภิวัฒน์ที่ได้มาศึกษาและปฏิบัติธรรม ทั้งมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ทั้งจะได้รับความรู้และความสุขใจเป็นอย่างยิ่ง นี้คือนครธรรม สถานที่ตั้งของสถาบันพลังจิตตานุภาพ ในใจกลางกรุงเทพมหานคร

ด้วยเหตุนี้ จึงได้ประกาศเปิดสอนหลักสูตรครูสมาธิขึ้น ณ นครธรรม วัดธรรมมงคล และเปิดรับสมัครนักศึกษาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2540 มีบุคคลที่มีความรู้ตามกำหนดมาตรฐานมาสมัครเรียนถึง 200 กว่าคน เริ่มเปิดสอนเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ.2540 เป็นรุ่นแรกเรียกว่า รุ่นปฐโม (รุ่นพยัคฆ์) ดำเนินการสอนโดยหลวงพ่อวิริยังค์ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมทั้งนำไปสอบปฏิบัติภาคสนาม จึงจะจบครบตามหลักสูตร </TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:46 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_3_174.jpg

“สถาบันพลังจิตตานุภาพ” (Willpower Institute) เป็นสถานการศึกษาสมาธิที่ทันสมัยในยุคปัจจุบัน โดยเปิดสอนให้แก่บุคคลทั่วไป ในการเรียนการสอนนักศึกษาจะได้รับการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับสมาธิเบื้องต้นตั้งแต่การเริ่มบริกรรม จนถึงสมาธิชั้นสูง ที่หลวงพ่อวิริยังค์ได้เรียนรู้มาจากพระอาจารย์ใหญ่มั่น และพระอาจารย์กงมา รวมทั้ง จากประสบการณ์ในชีวิตการปฏิบัติสมาธิของท่านเองกว่า 60 ปี นอกจากผู้เรียนจะเข้าใจการทำสมาธิทั้งสมถะ-วิปัสสนา อย่างถี่ถ้วนแล้ว ยังสามารถเป็นครูสอนสมาธิให้แก่บุคคลอื่นได้อย่างถูกต้องด้วย

เมื่อมีการเรียนการสอนตามระบบของหลักสูตรดังได้กล่าวมาแล้ว แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของสถาบันพลังจิตตานุภาพ (Willpower Institute) คือ มีทั้งอาจารย์ผู้สอน มีนักศึกษา มีอาคารสถานที่ มีอุปกรณ์การเรียนการสอนครบถ้วนบริบูรณ์ ดังนั้น ผู้ที่เข้ามาศึกษาจะได้รับประโยชน์จากสถาบันแห่งนี้อย่างเต็มที่ ทั้งจะเป็นผลดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความสงบสุขร่มเย็นแก่โลกมากยิ่งขึ้นต่อไป </TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:46 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_4_180.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:46 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_724.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b8.gif “พระวิริยะมงคลมหาเจดีย์ ศรีรัตนโกสินทร์” พระมหาเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย สูง 14 ชั้น อันเป็นสถานที่บรรจุ “พระบรมสารีริกธาตุ” ซึ่งองค์พระมหาเจดีย์นั้นมีความสวยสดงดงามตามศิลปไทย วิจิตรตระการตาหาชมได้ยาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถฯ เสด็จทรงหล่อพระประธาน ตัดลูกนิมิต และวางศิลาฤกษ์พระมหาเจดีย์ สิ้นงบประมาณการก่อสร้างร่วมร้อยล้านบาท

http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_6_204.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:47 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_7_194.jpg
http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_8_184.jpg
พระพุทธมงคลธรรมศรีไทย พระพุทธรูปหยกเขียว


http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b20.gif “ศาลาหลวงพ่อหยก” เป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธมงคลธรรมศรีไทย” พระพุทธรูปหยกเขียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นปฏิมากรรมทันสมัยที่มีความอัศจรรย์อย่างยิ่ง หยกชิ้นใหญ่นี้ได้ถูกค้นพบที่ใต้ทะเลสาบน้ำแข็ง ประเทศแคนนาดา หยกเป็นวัสดุที่มีความแข็งแกร่งมากและเหมาะแก่การนำมาสร้างพระพุทธรูป เพราะมีความสวยงาม คงทนถาวร และ “พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์กวนอิมหยก”

ศาลาหลวงพ่อหยกเป็นศาลากระจก หลังคาแบบโดมแก้ว มีสระน้ำล้อมรอบประดับด้วยไม้ใบและไม้ดอกรอบขอบสระเพื่อเป็นพุทธบูชา ซึ่งออกแบบตามสถาปัตยกรรมทันสมัย ลักษณะเป็นวงกลมโดยยึดหลักปฏิจจสมุปปบาท 12 ประการ และมีการจารึกพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในศาลาแห่งนี้ด้วย สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหยกเขียวให้เป็นการสมพระเกียรติ

http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_11_175.jpg
พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์กวนอิมหยก</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:47 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_10_116.jpg

สาธุชนชาวพุทธมักจะมาเดินสวดมนต์ เจริญจิตภาวนารอบ “หลวงพ่อหยก” จำนวน 3 รอบ เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา

http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_12_213.jpg
http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_13_184.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b8.gif กลางศาลาโดมบนศาลาหลวงพ่อหยก มีรูปปั้นนูนที่เล่าเรื่องราวพุทธประวัติ และรอบๆ ด้านบนหลังคา เป็นการบอกเล่าเรื่องราวทางธรรม แต่มักมีน้อยคนนักจะเงยหน้าขึ้นไปดู</TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:47 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_14_945.jpg
http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_15_207.jpg

“หลวงพ่อองค์ดำ” หรือ “พระพุทธรูป ภ.ป.ร.” พระประธานในวิหารของพระมหาเจดีย์ ประดิษฐาน ณ ชั้นที่ 2 ของพระมหาเจดีย์

http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_16_883.jpg</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:48 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_17_207.jpg
http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_18_202.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b20.gif ด้านหน้าของ “วิหารหลวงพ่อองค์ดำ” จะเป็นที่ฝึกเดินจงกรมของบรรดาผู้ที่เข้าเรียนหลักสูตรครูสมาธิ ส่วนบรรยากาศภายในวิหาร มีความสงบเงียบ เป็นสถานที่ชาวพุทธจะมาสวดมนต์และนั่งกรรมฐานภาวนา</TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:48 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_20_895.jpg
http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_21_143.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b20.gif พระพุทธรูปเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากมาย ที่มีสาธุชนนำมาถวายให้ทางวัด โดยจะถูกเก็บและจัดเรียงกันไว้ ณ ชั้นที่ 13 ขององค์พระมหาเจดีย์

http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_19_285.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b3.gif ภาพทิวทัศน์ที่มองมาจากชั้นบนขององค์พระมหาเจดีย์ </TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:48 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_22_202.jpg
http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_23_118.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b8.gif พระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐาน ณ ชั้นบนสุดของพระมหาเจดีย์ (ชั้นที่ 14)

http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_24_833.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:48 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_25_694.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b18.gif พระบรมสารีริกธาตุ รวมทั้ง พระอุรังคธาตุ และพระเกศาธาตุ แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดิษฐาน ณ ชั้นบนสุดของพระมหาเจดีย์ (ชั้นที่ 14) ซึ่งมีความงดงามยิ่งนัก

http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_26_966.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b20.gif คำบูชาพระบรมสารีริกธาตุ

http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_27_921.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b15.gif เวลาเปิด-ปิด ในการเข้าไปกราบมนัสการพระบรมสารีริกธาตุ </TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:49 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_28_884.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b8.gif “ถ้ำวิปัสสนา” ที่หน่วยงานเอกชนออกแบบและก่อสร้างถวาย

http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_29_144.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b18.gif สวนหย่อมหน้า “ถ้ำวิปัสสนา”

http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_30_688.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b20.gif ศาลากลางน้ำตั้งอยู่ด้านหน้าของ “ถ้ำวิปัสสนา” </TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:49 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_31_422.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b8.gif รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ปรมาจารย์และพระอาจารย์ของหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร

ในปี พ.ศ.2484 หลวงพ่อวิริยังค์ ได้รับเลือกให้เป็นพระผู้อุปัฎฐากของท่านพระอาจารย์มั่น แบบใกล้ชิดที่เรียกว่า ท.ส. อยู่เป็นเวลา 4 ปี และอยู่นอกพรรษาหมายถึงเดือนตุลาคมไปถึงเดือนมิถุนายน เป็นเวลาอีก 5 ปี รวมทั้งหมด 9 ปี

ได้เคยเดินธุดงค์ร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่น พร้อมทั้งเรียนธรรมะอันลึกซึ้ง ผลงานชิ้นแรกที่หลวงพ่อวิริยังค์ได้ทำขึ้นมา คือเมื่ออยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นในปีที่ 2 โดยได้บันทึกพระธรรมเทศนาของท่านตลอดพรรษา (ปกติท่านห้ามผู้ใดจดเด็ดขาด) เมื่อได้บันทึกไว้แล้ว ก็ได้อ่านถวายให้ท่านฟังและให้ท่านตรวจดู ท่านพอใจ รับรองว่าใช้ได้ และให้ความไว้ใจตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จากการบันทึกในครั้งนั้นได้มีการนำมาพิมพ์เผยแผ่คำสอนนี้แก่สาธารณชน ในหนังสือที่ชื่อว่า “มุตโตทัย” ที่โด่งดังอยู่ในเวลานี้ เพราะได้ถูกพิมพ์เผยแผ่จำนวนกว่าล้านเล่มแล้ว </TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:50 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_32_167.jpg
http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_33_560.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b8.gif พระพุทธรูปสำคัญภายในวัดธรรมมงคล
</TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:50 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_965.jpg

http://www.dhammajak.net/board/images/smiles/b18.gif ชาวต่างชาติจำนวนมากมายให้ความสนใจแวะมาเยี่ยมชม “วัดธรรมมงคล” และขึ้นไปกราบมนัสการ “พระบรมสารีริกธาตุ” ณ ชั้นที่ 14 ของพระมหาเจดีย์ </TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:51 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_764.jpg

หลักสูตรการอบรมสมาธิ ณ วัดธรรมมงคล
ถ.สุขุมวิท ซอย 101 ตรอกปุณณวิถี 20
แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร

(1) หลักสูตรครูสมาธิ

สถาบันพลังจิตตานุภาพ ก่อตั้งโดยพระเดชพระคุณพระเทพเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) มีจุดประสงค์ในการเผยแผ่สมาธิเพื่อเพิ่มพลังจิตแก่ประชาชน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกอาชีพ “โดยท่านคำนึงว่าชาวโลกได้พัฒนาก้าวไปไกลถึงยุคโลกาภิวัฒน์ เขาได้ลงทุนสร้างวัตถุต่างๆ ทั้งแหล่งบันเทิงเริงรมย์ ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสบายทั้งหลาย ทั้งที่อยู่อาศัย ทั้งรถยนต์ เรือยนต์ เครื่องบิน ยานอวกาศ สามารถย่นระยะทางไกลให้ใกล้ไปมาได้ง่าย ทั้งโทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต และอีเมลล์ ก็ย่นระยะการติดต่อสื่อสารกันได้อย่างสบาย ทั้งหมดเงินเป็นหมื่นล้านแสนล้านเขาก็ยังลงทุนกันได้ แล้วทำไมเราจะลงทุนสร้างนครธรรมให้ทันสมัยด้วยไฮเทคต่างๆ เพื่อย่นระยะการศึกษาและปฏิบัติธรรมะบ้างมิได้หรือ”

ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้สร้างนครธรรม และเปิดสอนสมาธิให้กับประชาชนเพื่อย่นระยะการศึกษาและปฏิบัติธรรมะ โดยสร้างเป็นสถาบันพลังจิตตานุภาพ ท่านได้จัดทำหลักสูตรครูสมาธิขึ้นเพื่อสอนสมาธิระยะเวลา 6 เดือนให้ประชาชนในกาลต่อมา

หลักสูตรครูสมาธิ

หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับผู้มีประสบการณ์ในการปฏิบัติมาแล้ว เพราะต้องรักษาศีล 8 และปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจึงจะได้ผลดี เป็นหลักสูตรเพื่อสอนสมาธิให้ประชาชนสามารถเป็นครูสอนสมาธิได้ ตามหลักการของพระเดชพระคุณพระเทพเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เริ่มเปิดดำเนินการสอนครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2540 ใช้ระยะเวลาในการเรียน 6 เดือน (หลักสูตร 200 ชั่วโมง) ในแต่ละหลักสูตรแบ่งออกเป็น 3 เทอมๆ ละ 40 วัน เรียนทั้งภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ พร้อมทั้งนำไปสอบปฏิบัติภาคสนาม ณ ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน จึงจะจบหลักสูตร และสุดท้ายจึงจัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรให้ บัดนี้ นักศึกษาครูสมาธิที่จบหลักสูตรแล้วเป็นจำนวนมาก

1. ภาคปกติ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.00-20.30 น.
2. ภาคพิเศษ วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-16.00 น.

(2) หลักสูตรคณะสาสมาธิ (สมาธิเข้ม)

เป็นหลักสูตรสำหรับผู้ที่จบหลักสูตรครูสมาธิแล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ปฏิบัติสมาธิอย่างต่อเนื่อง โดยมีกิจกรรมดังนี้คือ การเดินจงกรม การทำสมาธิ และการฟังพระธรรมเทศนา

(3) หลักสูตรชินนสาสมาธิ (การชนะใจตนเอง)

เป็นหลักสูตรการฝึกสมาธิในระดับเบื้องต้น ผู้เข้ารับการอบรมจะต้องถือศีล 5 หรือศีล 8 ซึ่งสามารถเลือกปฏิบัติได้ตามความสมัครใจ ฝึกการนั่งสมาธิ การเดินจงกรม และการฟังธรรมะ วิธีการเรียนการสอนจะมีการบรรยายเกี่ยวกับพื้นฐานของการทำสมาธิ ให้ผู้เข้ารับการอบรมปฏิบัติจริงตามทฤษฎีที่ได้เรียนมา และเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการอบรมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสิ่งที่ได้รับจากการปฏิบัติดังกล่าว

หลักการและเหตุผล
เป็นหลักสูตรเบื้องต้นสำหรับบุคคลทั่วไป แบ่งเป็นสองหลักสูตร

1. หลักสูตร 1 วัน ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00-16.00 น. ณ ศูนย์สมาธิวิริยานุภาพ

2. หลักสูตร 3 วัน 2 คืน มีระเบียบปฏิบัติ มีที่พักอย่างดี มีอาหาร ตารางเรียน และปฏิบัติในแต่ละวันตามกำหนดเวลา ผู้เข้าปฏิบัติจะถือศีล 5 การแต่งกายขอให้สุภาพเรียบร้อย (ไม่จำกัดสี)

2.1 คณะประชาชนทั่วไปมีเดือนละ 1 ครั้ง ปฐมนิเทศวันศุกร์ 19.00 น. ปัจฉิมนิเทศวันอาทิตย์เวลา 16.00 น.

2.2 คณะกลุ่มบุคคลหรือหน่วยงาน เช่น ข้าราชการครู ตำรวจ ทหาร นักศึกษา หรือบริษัทต่างๆ ที่จัดมาเป็นคณะ สามารถรับได้ตลอดทั้งปี

เป้าหมายของหลักสูตร
1. เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ไม่สามารถมาเรียนหลักสูตรครูสมาธิได้ มาฝึกปฏิบัติสมาธิตามหลักสูตรของพระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์
2. เพื่อย่นระยะเวลาในการเรียนสมาธิและปฏิบัติธรรม
3. เพื่อให้ประชาชนได้ปฏิบัติสมาธิร่วมกัน

หัวข้อบรรยาย
1. จุดประสงค์การทำสมาธิ
2. อิริยาบถ 4
3. จุดเริ่มต้น
4. การบริกรรม
5. ลักษณะต่อต้านสมาธิ
6. ประโยชน์ของสมาธิ
7. วิทิสาสมาธิ
8. การวัดผลของสมาธิ
9. สมาธิกับการทำงาน

(4) หลักสูตรนิรสาสมาธิ (สมาธิตัดความกังวล)

เป็นหลักสูตร 3 วัน 2 คืน สำหรับผู้ที่จบหลักสูตรครูสมาธิแล้ว และบุคคลทั่วไปที่ผ่านการฝึกอบรมสมาธิเบื้องต้น (ชินนสาสมาธิ) 3 ครั้งขึ้นไป หลักสูตรนี้เน้นการปฏิบัติเป็นหลัก ให้ทุกท่านทำสมาธิอย่างต่อเนื่อง เพื่อความก้าวหน้าแห่งการทำสมาธิและเป็นการพัฒนาจิตใจตนเองเป็นสำคัญ ผู้เข้าปฏิบัติต้องถือศีล 8 กำหนดเดือนละ 1 ครั้ง และไปปฏิบัติธุดงค์นอกสถานที่ทุก 3 เดือน (มินิธุดงค์)

(5) หลักสูตรยุวสาสมาธิ

เป้าหมายหลัก
ให้เยาวชนฝึกทำความสงบแก่จิตใจโดยการทำสมาธิเพิ่มพูนพลังจิต เพื่อที่เยาวชนจะได้เจริญวัยทั้งร่างกายและจิตใจอย่างสมบูรณ์ มีพัฒนาการในการรักษาศีล การใช้สมาธิ และการใช้ปัญญาเพื่อการศึกษาเล่าเรียน ประพฤติปฏิบัติหน้าที่ของเยาวชน และดำเนินชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของสังคมทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างมีคุณภาพ ประพฤติตนเป็นผู้ที่มีคุณธรรมสมวัย อันจะยังผลให้เป็นเยาวชน

1. มีความเฉลียวฉลาดเข้าใจในสิ่งต่างๆ ได้ง่ายและรวดเร็ว
2. มีความจำดี
3. มีความคิดสร้างสรรค์
4. มีความโปร่งใสในการใช้ความคิดแก้ปัญหาต่างๆได้ดี
5. มีความสงบ สุขุมเยือกเย็น

วัตถุประสงค์
เพื่อให้เยาวชนใช้สมาธิเป็น “เครื่องอยู่” อันให้ความพึงพอใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการแสวงหา “เครื่องอยู่” อื่นๆ อันเป็นภัยต่อการพัฒนาทางด้านความคิดและพื้นฐานจิตใจ เช่น หนังสือการ์ตูน-หนังสือลามก คอมพิวเตอร์เกมส์ที่ชักนำให้คุ้นเคยกับความรุนแรงทำลายล้าง สถานบันเทิงอันเป็นแหล่งมั่วสุมยาเสพติด ฯลฯ อันเป็นสาเหตุให้ประพฤติปฏิบัติไปในทางเสื่อมเสีย

หัวข้อบรรยาย
1. จุดประสงค์การทำสมาธิ
2. อิริยาบถ 4
3. จุดเริ่มต้น
4. การบริกรรม
5. ลักษณะต่อต้านสมาธิ
6. สมาธิกับการเรียน
7. วิทิสาสมาธิ
8. ประโยชน์ของสมาธิ
9. สมาธิกับการควบคุมอารมณ์

หลักในการดำเนินการ
หลักสูตรยุวสาสมาธิ แบ่งออกเป็นหน่วยย่อย เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินการเรียนการสอนเยาวชนในระดับต่างๆ ดังนี้

หน่วยที่ 1 สำหรับชั้นอนุบาล 2-อนุบาล 3 (อายุ 5-6 ปี)
หน่วยที่ 2 สำหรับชั้นประถมปีที่ 1-ประถมปีที่ 3 (อายุ 7-9 ปี)
หน่วยที่ 3 สำหรับชั้นประถมปีที่ 4-ประถมปีที่ 6 (อายุ 10-12 ปี)
หน่วยที่ 4 สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 3 (อายุ 13-15 ปี)
หน่วยที่ 5 สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-มัธยมศึกษาปีที่ 6 (อายุ 16-18 ปี)

(6) หลักสูตรคณะสาสมาธิ (สมาธิสัญจร)

เป็นหลักสูตร 1 วัน สำหรับครูสมาธิและและบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ผ่านการเรียนหลักสูตรครูสมาธิ หลักสูตรนี้เน้นการสร้างสัมพันธไมตรีกันระหว่างครูสมาธิแต่ละรุ่น ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้เป็นนักศึกษาครูสมาธิ ได้ร่วมกันทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเองและพระศาสนา คือได้ร่วมกันปฏิบัติสมาธินอกสถานที่ ทั้งยังได้ทำบุญร่วมกันตามวัดต่างๆ ตามแต่สถาบันพลังจิตตานุภาพจะกำหนดในแต่ละครั้ง กำหนด 3 เดือน 1 ครั้ง

เป้าหมายของหลักสูตร
นักศึกษาครูสมาธิทุกรุ่น และบุคคลทั่วไปที่ไม่ได้ผ่านการเรียนหลักสูตรครูสมาธิ

กิจกรรมหลัก
1. การทำสมาธิการและทำบุญตามวัดต่างๆ
2. แลกเปลี่ยนทัศนะระหว่างเดินทาง
3. สร้างสัมพันธไมตรีต่อกันและกัน

(7) หลักสูตรอัตถสาสมาธิ (ธรรมศึกษา)

เป็นหลักสูตรสำหรับผู้ที่จบหลักสูตรครูสมาธิแล้วหรือกำลังศึกษาอยู่ และผู้ที่เคยผ่านการอบรมหลักสูตรต่างๆ มาแล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้ปฏิบัติสมาธิอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะทำสมาธิแล้วยังได้มีการศึกษาธรรมศีกษา ตรี, โท, เอก พร้อมกันไปด้วย เพื่อจะได้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง ทั้งยังได้ได้ทราบหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา รับสมัครปีละ1 ครั้ง ในช่วงเข้าพรรษา </TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:51 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top>แผนที่วัดธรรมมงคล
แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ

http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_1_119.jpg
http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_267.jpg</TD></TR><TR><TD> </TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
11-12-2007, 10:52 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="94%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=postbody vAlign=top><HR>http://www.dhammajak.net/board/files/paragraph_2_110.jpg</TD></TR><TR><TD> </TD></TR></TBODY></TABLE>

Kamen rider
01-17-2008, 03:50 PM
อาตมาในนามพระเทพเจติยาจารย์ ฉายา สิรินฺธโร ชื่อเดิม วิริยังค์ สกุล บุญฑีย์กุล ประชาชนส่วนมากเรียกตามนามเดิมว่า “หลวงพ่อวิริยังค์” เป็นเจ้าอาวาส วัดธรรมมงคล สุขุมวิท 101 เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร อาตมา จิตเริ่มเป็นสมาธิครั้งแรก เมื่ออายุเพียง 13 ปี ที่วัดป่าสว่างอารมณ์ ซึ่งมีหลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ เป็นเจ้าอาวาส นับตั้งแต่นั้น การทำสมาธิได้ดำเนินติดต่อกันเรื่อยมา จนกระทั่งอายุ 15 ปี หลวงปู่กงมาจึงบวชให้เป็น ตาปะขาวอยู่รับใช้ท่าน เมื่ออายุ 16 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร อยู่ปฏิบัติสมาธิกับท่านทั้งในป่าไม้ภูเขาและตามวัดอ ย่างเคร่งครัด จนกระทั่งอุปสมบทเป็นพระภิกษุ รวมการอยู่เรียนสมาธิกับท่านเป็นเวลา 8 ปีเต็ม จึงมีความรู้เรื่องสมาธิสามารถสอนผู้อื่นได้

หลวงปู่กงมาได้พาอาตมาไปอยู่กับหลวงปู่มั่นเมื่อ พ.ศ. 2484 ขณะนั้นมีอายุ 22 ปี พอดีหลวงปู่กงมาบอกอาตมาว่า “วิริยังค์ หลวงปู่มั่น ภูริทัตตะเถระ เป็นปรจารย์และเป็นอาจารย์ของเรา สมาธิทุก ๆ ขั้นตอนเราได้สอนเธอไปหมดแล้ว ต่อไปนี้เธอจะได้เรียนสมาธิกับท่านปรมาจารย์ เธอจงอย่าประมาท จงปฏิบัติหลวงปู่มั่นแบบถวายชีวิต เธอจะได้ความรู้อย่างกว้างขวาง ยิ่งกว่าที่เราสอนอีกมากนัก”

อาตมารับคำตักเตือนจากหลวงปู่กงมาด้วยความตื้นตันใจ ดังนั้นในปี พ.ศ. 2484 จึงเป็นปีเริ่มศักราชใหม่ของอาตมา โดยที่หลวงปู่มั่น รับเข้าเป็นศิษย์แบบใกล้ชิด ที่เรียกว่า ท.ส. อาตมาจึงได้เป็นพระอุปัฏฐากท่านตั้งแต่นั้นมา

นับว่าเป็นโอกาสดีที่สุดในชีวิต ที่อาตมาได้อยู่ใกล้ชิด ท่านปรมาจารย์ด้านสอนสมาธิ และเป็นโอกาสที่อาตมาจะได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดของ สมาธิ นับเป็นบุญญาธิการยิ่งใหญ่นักของอาตมาที่จะนำเอาหลัก การสมาธิมาเป็นประโยชน์ และก็เหมือนท่านรู้ซึ้งถึงจิตใจของอาตมาที่ต้องการรู ้เรื่องสมาธิอย่างกว้างขวาง ท่านได้ให้โอกาสแก่อาตมาเป็นพิเศษในการไต่ถามอัตถปัญ หาเรื่องของสมาธิ ถ้าอาตมาไม่ถามท่านก็ยกปัญหาขึ้นถามและท่านก็ตอบเอง ดังนั้นระยะเวลาอยู่ใกล้ชิด 4 ปี และอยู่นอกพรรษา หมายถึงเดือนตุลาคมไปถึงเดือนมิถุนายนเป็นเวลาอีก 5 ปี รวมทั้งหมด 9 ปี จึงเป็นอันว่าปัญหาของสมาธิได้ถูกชี้แจงอย่างหมดเปลื อกจริง ๆ ซึ่งบางครั้งปัญหาเข้าขั้นสำคัญ ท่านให้อาตมาอยู่ด้วยกับท่านสองต่อสองตลอดเวลา และแก้ไขปัญหานั้น ซึ่งมีครั้งหนึ่งอาตมาต้องใช้เวลาอยู่กับท่านสองต่อส องนานถึง 3 เดือน

ผลงานชิ้นแรกที่อาตมาได้ทำ คือ เมื่ออยู่กับท่านในปีที่ 2 อาตมาได้บันทึกธรรมเทศนาของท่านตลอดพรรษา เมื่อได้บันทึกแล้วอาตมาก็ได้ถวายให้ท่านตรวจดู ท่านพอใจและไว้ใจอาตมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจากการบัน ทึกในครั้งนั้นได้นำมาพิมพ์เป็น หนังสือมุตโตทัย ที่โด่งดังอยู่ในเวลานี้ เพราะได้ถูกพิมพ์เผยแผ่กว่าล้านเล่ม

ระหว่างที่อาตมาอยู่ใกล้ชิดหลวงปู่มั่น ได้ทราบข้อเท็จจริงมากทั้งสมาธิตื้น สมาธิลึก ตลอดถึงวิปัสสนา ซึ่งเมื่อเข้าใจทุกประการแล้ว อาตมามีความรักและหวงแหนในหลักการต่าง ๆ อย่างยิ่งไม่อยากที่จะให้หลักการเหล่านั้นต้องสลายไป เพราะท่านมีวิธีทั้งขั้นพื้นฐานและขั้นสูงสุด อาตมาถามท่านว่า “ต่อไปกระผมจะเขียนเป็นหลักการให้ชาวโลกเขาทำกันจะได ้ใหม” ท่านตอบว่า “ต้องเอาแบบขั้นพื้นฐานสำหรับเป็นประโยชน์แก่มหาชน สำหรับขั้นสูงให้มีน้อย โอกาสที่เธอจะทำนั้นมีอยู่ แต่ต้องทำขั้นพื้นฐานเพื่อคนส่วนมากในโลกจะได้สงบ และเธอต้องไปอยู่กรุงเทพ เพราะคนกรุงเทพที่มีวาสนาบารมี มีอยู่ไม่น้อย”[/ปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวมานี้ เป็นแรงสนับสนุนในใจของอาตมาอยู่ตลอดเวลาจน พ.ศ. 2529 ถึง พ.ศ. 2534 อาตมาได้มีโอกาสไปพักผ่อนที่วิทยาลัยสงฆ์น้ำตกแม่กลา ง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ อันเป็นบริเวณป่าไม้ ภูเขาดอยอินทนนท์ ทำให้ได้ทบทวนหลักการต่าง ๆ ที่เคยได้ไต่ถามอัตถปัญหาสมาธิ พร้อมทั้งคำแนะนำจากหลวงปู่มั่น จึงได้เขียนเป็นตำราสมาธิขึ้นจนเต็มรูปแบบสามารถใช้ใ นการเรียนการสอนวิชาสมาธิได้ รวมการทบทวนและรวบรวมการเขียนตำรานั้น ใช้เวลา 5 ปีจึงสำเร็จ เพื่อให้ได้เนื้อหาสาระที่สำคัญ จึงจัดทำเป็นรูปเล่มตั้งแต่ ขั้นพื้นฐาน ขั้นกลาง และขั้นสูง รวม 3 เล่ม เหมาะแก่การศึกษาและปฏิบัติสมาธิยิ่งนัก

ในขณะเขียนตำราสมาธิ ก็มาคำนึงว่าชาวโลกได้พัฒนาก้าวไปไกลถึงยุคโลกาภิวัฒ น์ เขาได้ลงทุนสร้างวัตถุต่าง ๆ ทั้งแหล่งบันเทิงเริงรมณ์ ทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกสบายทั้งหลายทั้งที่อยู่อาศัย ทั้งรถยนต์ เรือยนต์ เครื่องบิน สามารถย่นระยะทางไกลให้ใกล้ไปมาได้ง่าย ทั้งโทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนท และอีเมลล์ ก็ย่นระยะการติดต่ดสื่อสารกันได้อย่างสบาย ทั้งหมดเงินเป็นหมื่นล้าน แสนล้าน เขาก็ยังลงทุนกันได้ แล้วทำไม ? เราจะต้องลงทุนสร้างนครธรรมให้ทันสมัยด้วยไฮเทคต่าง ๆ เพื่อย่นระยะการศึกษาและปฏิบัติธรรมะบ้างมิได้หรือ ?

จึงได้คิดสร้างนครธรรมขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2529 และได้ดำเนินการสร้างเมื่อ พ.ศ. 2536 ซึ่งก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะคนส่วนมากเข้าใจแต่การสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ บวชพระ ถวายสังฆทาน เป็นต้น จึงจะได้บุญกุศล แต่จะมาสร้างนครธรรมสอนคนด้วยไฮเทคนี้ ไม่รู้ว่าจะได้บุญตรงไหน แต่ด้วยใจที่มีความมุ่งมั่นของผู้สร้าง จึงพยายามพูดให้สาธุชนทั้งหลายเข้าใจในการทำบุญกุศล จนสามารถมีผู้บริจาคสร้างสำเร็จ เมื่อพ.ศ. 2539 จึงเป็น นครธรรมยุคไฮเทค แหล่งย่นระยะการศึกษาธรรมะล้ำยุค สุดอลังการ ณ วัดธรรมมงคล ในเนื้อที่ 4,800 ตารางเมตร ใต้ฐานพระมหาเจดีย์ที่สูงที่สุดในกรุงเทพมหานคร คือสถานที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมทันสมัย มีห้องเรียนภาคทฤษฎี มีห้องเรียนภาคปฏิบัติทั้งนั่งสมาธิและเดินจงกรม มีห้องชมธรรมะด้วยสไลด์มัลติวิชั่น มีห้องสนทนาธรรม มีห้องสมุดธรรมะ มีห้องธุรการ มีห้องอาหารและเครื่องดื่ม มีห้องสำนักงานประทีปเด็กไทย เพื่อช่วยเหลือเด็กทั่วเมืองไทย มีห้องถ้ำวิปัสสนาไว้ให้ปฏิบัติธรรมเป็นต้น ผู้ที่มาศึกษาและปฏิบัติธรรมจะได้รับความสะดวกสบายใน ห้องแอร์คอนดิชั่นอย่างดี เป็นการลงทุนสร้างนครธรรมให้ทันสมัย เพื่อสุขภาพใจโดยเฉพาะจึงเหมาะแก่คนยุคโลกาภิวัฒน์ ที่ได้มาศึกษาและปฏิบัติธรรม ทั้งมีเกียรติมีศักดิ์ศรี ทั้งจะได้รับความรู้และความสุขใจเป็นอย่างยิ่ง นี้คือ นครธรรม สถานที่ตั้ง สถาบันพลังจิตตานุภาพ ในใจกลาง กรุงเทพมหานคร
ด้วยเหตุนี้ จึงได้ประกาศเปิดสอนหลักสูตรครูสมาธิขึ้น ณ นครธรรม วัดธรรมมงคล และเปิดรับสมัครนักศึกษาอย่างเป็นทางการเมื่อ วันที่ 24 มิถุนายน 2540 มีบุคคลที่มีความรู้ตามกำหนดมาตรฐานมาสมัครเรียนถึง 200 กว่าคน เริ่มเปิดสอนเมื่อ วันที่ 24 กรกฎาคม 2540 เป็นรุ่นแรกเรียกว่า รุ่นปฐโม (รุ่นพยัคฆ์) ดำเนินการสอนโดยพระเทพเจติยาจารย์ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติพร้อมทั้งนำไปสอบปฏิบัติภา คสนาม จึงจะจบครบตามหลักสูตร ในหลักสูตรนี้แบ่งออกเป็น 3 เทอม ๆ ละ 40 วัน มีการปิดภาคเรียนเทอมละ 7 - 15 วัน เปิดเรียน วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 18.00 น. - 20.20 น. วันละ 2 ชั่วโมง เริ่มชั่วโมงแรกเรียนภาคทฤษฎี 40 นาที ถาม - ตอบ เพื่อความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง 20 นาที รวมเป็น 1 ชั่วโมง หยุดพัก 20 นาที ต่อจากนั้นเรียนภาคปฏิบัติเดินจงกรม 30 นาที และนั่งสมาธิอีก 30 นาที รวมเป็น 1 ชั่วโมง เมื่อเรียนจบทั้ง 3 เทอมแล้ว มีการสอบข้อเขียน ทั้งภาคทฤษฎีและสอบภาคปฏิบัติ ตลอดถึงการสอบสัมภาษณ์ และในขั้นสุดท้ายจะต้องไปสอบปฏิบัติภาคสนาม บนดอยอินทนนท์ที่สูงที่สุดในเมืองไทย จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลา 4 วัน 3 คืน จึงจะมีสิทธิ์จบหลักสูตรครูสมาธิ 200 ชั่วโมง และสุดท้ายจึงจัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรให้

จากการเรียนการสอนที่ผ่านมาของนักศึกษา ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ ผลที่ออกมาจึงทำให้นักศึกษาได้รับความรู้ความเข้าใจ และได้ทั้งประสบการณ์ด้านการปฏิบัติเป็นที่ประทับใจอ ย่างยิ่ง นับเป็นปรากฏการณ์ในการศึกษาสมาธิในยุคปัจจุบัน ทำให้ผลงานนี้แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางทั่ววงกา รต่าง ๆ จะเห็นได้จากการมีผู้มาสมัครเรียนหลักสูตรครูสมาธิเพ ิ่มมากขึ้นตามลำดับ

เมื่อมีการเรียนการสอนตามระบบของหลักสูตรดังได้กล่าว มาแล้ว จึงมีความพร้อม คือมีทั้งอาจารย์ผู้สอน มีนักศึกษา มีอาคารสถานที่ มีอุปกรณ์การเรียนการสอนครบถ้วนบริบูรณ์ที่ นครธรรม อันเป็นสถานที่ตั้งสถาบันการศึกษาครูสมาธิ เรียกว่า “สถาบันพลังจิตตานุภาพ” (Willpower Institute) เป็นสถานที่ศึกษาสมาธิทันสมัยในยุคปัจจุบัน ผู้ที่เข้ามาศึกษาจะได้รับประโยชน์จากสถาบันแห่งนี้อ ย่างเต็มที่ ทั้งจะเป็นผลดีต่อชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความสงบ ร่มเย็นเป็นสุขแก่โลกมากยิ่งขึ้นต่อไป

หลักสูตรครูสอนสมาธิ

เป็นหลักสูตรครูสมาธิที่เปิดสอนให้แก่ บุคคลทั่วไป ณ สถาบันพลังจิตตานุภาพ วัดธรรมมงคล ในการเรียนการสอนนักศึกษา จะได้รับการถ่ายทอดความรู้ เกี่ยวกับสมาธิเบื้องต้นตั้งแต่การเริ่มบริกรรม จนถึงสมาธิชั้นสูง ที่หลวงพ่อวิริยังค์ได้เรียน มาจากพระอาจารย์ใหญ่ เช่น พระอาจารย ์มั่น พระอาจารย์กงมา และจากประสบการณ์ชีวิตการ ปฏิบัติสมาธิ ของท่านกว่า ๖๐ ปี นอกจากผู้เรียนจะเข้าใจ การทำสมาธิ ทั้งสมถะ-วิปัสสนา อย่างถี่ถ้วนแล้ว ยังสามารถเป็นครูสอนสมาธิแก่บุคคล อื่นได้ โดยถูกต้องด้วย

จากคำสอนของ.............พระเทพเจติยาจารย์(หลวงพ่อว ิริยังค์ สิรินฺธโร)
"การทำสมาธิแบบบริกรรม"
การบริกรรม ทำให้จิตเป็นหนึ่ง
จิตเป็นหนึ่ง ทำให้เกิดความสงบ
ความสงบ ทำให้จิตมีพลัง
จิตมีพลัง ทำให้มีสติระลึกรู้
มีสติระลึกรู้ ทำให้เกิดสติปัญญา
มีสติปัญญา ทำให้รู้ทันอารมณ์
การรู้ทันอารมณ์ ทำให้จิตเป็นกลางได้

ประโยชน์ของสมาธิ
1. ทำให้หลับสบายคลายกังวล
2. กำจัดโรคภัยไข้เจ็บ
3. ทำให้สมองปัญญาดี
4. ทำให้มีความรอบคอบ
5. ทำให้ระงับความร้ายกาจ
6. บรรเทาความเครียด
7. มีความสุขพิเศษ
8. ทำให้จิตใจอ่อนโยน
9. กลับใจได้
10. เวลาสิ้นลมพบทางดี
11. เจริญวาสนาบารมี
12. เป็นกุศล


วัตถุประสงค์ของการทำสมาธิ คือการสร้างพลังจิต พลังจิตที่ได้จากการทำสมาธิมี ๒ ประเภท คือพลังหลัก และพลังเฉลี่ย
พลังหลัก - จะถูกเก็บสะสมไว้ในจิต ไม่มีการแตกสลายตามกายเนื้อแต่สะสมข้ามภพ-ชาติ พลังเฉลี่ย - จะถูกใช้ไปในชีวิตประจำวัน การทำสมาธิ เริ่มจากการบริกรรม กำจัดความคิดและอารมณ์ต่าง ๆ ออกไป จนกว่าจิตจะสงบเบา สมาธิต้องอยู่บนพื้นฐานที่ไม่มีอารมณ์ กำจัดได้มากเท่าไรก็เป็นสมาธิได้ลึกเท่านั้น เพราะ การทำสมาธิเป็นการกะเทาะอารมณ์ออกจากจิต เปรียบดังกะเทาะสนิมออกจากเนื้อเหล็ก ความนึกคิด การเคร่งเครียดต่อการงานทุกวัน ทำให้สมองต้องทำงานตลอดเวลาไม่มีเวลาพัก ยิ่งคิดหรือ เคร่งเครียด มากก็ยิ่งเป็นเหตุให้สมองมีความเสื่อมสภาพเร็วขึ้นกว ่ากำหนด การว่างจากความคิดเสียบ้าง จึงเป็นวิธีที่ทำให้สมองได้รับการพักผ่อน การทำสมาธิจึงเป็นการหยุดพักที่มีประสิทธิภาพ เปรียบเหมือนคนเดินทางไกลหลังจากการหยุดพักสักวัน ชั่วโมงหรือไม่กี่นาที ก็ย่อมได้เรี่ยวแรงกลับมา

การทำสมาธิ มี ๒ แบบคือ สมถะ และวิปัสสนา
สมถะ ต้องการให้ทรงสติสัมปชัญญะ ได้ความสงบ สุขสบาย
วิปัสสนา เพื่อการรู้แจ้งเห็นจริง ใช้ปัญญาเป็นเครื่องภาวนาตามความเป็นจริงของขันธ์ ๕
การทำสมาธิเบื้องต้นจำต้องมีสมถะ คือ ควบคุมอารมณ์จิตให้ทรงอยู่ ถ้าอารมณ์ไม่ทรงตัว วิปัสสนาจะไม่มีผล เป็นวิปัสสนาตะครุบเงา หรือวิปัสสนาตกน้ำ

วิปัสสนาตกน้ำ คำพังเพย
เหมือนเงาเพชรใต้น้ำเอย บอกให้
งมเอาเพชรเลย งมเปล่า แลนา
วิปัสสนาขาดสมาธิไซร้ ผิดแล้ว ทางกลาง

การทำสมาธิต้องมีขั้นตอน การทำสมาธิขั้นต้นจึงต้องปูรากฐานด้วยความระมัดระวัง ควรจะมีผู้รู้คอยแนะนำ เปรียบเหมือนขั้นตอนของหมอรักษาโรคภัยไข้เจ็บ คนที่ไม่ไปหาหมอ แต่ซื้อยามารับประทานเองตามคำแนะนำ ของบางคน อาจจะเป็นอันตรายหรือไม่ปลอดภัย เช่นเดียวกับผู้ฝึกสมาธิที่ไม่มีครูอาจารย์แนะนำ คลำ ๆ ทำไป ก็คงจะได้ผลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่แน่นอน เหมือนกับคนไข้รับประทานยากลางบ้านไม่มีหมอสั่งให้
สมาธิมีคุณสมบัติ : ซึมซาบ อ่อนละมุน นุ่มนวลแต่เหนียวแน่น เหมือนลมละเอียดชนิดหนึ่งที่ถูกกลั่นกรองแล้วคล้ายปุ ยนุน เพียงแต่ปุยนุ่นไม่แกร่ง แต่สมาธิแกร่ง

ขั้นตอนของการเดินจงกรม
๑. กำหนดเส้นทางจงกรม
๒. ยืนตรงจุดเริ่มต้นทางเดินจงกรม พนมมือระหว่างอกแล้ว หลับตากล่าว คำอธิษฐานเดินจงกรม ว่า
" เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา "
ขอให้ใจของข้าพเจ้าาจงสงบเป็นสมาธิ
ยกมือที่พนมสูงขึ้นระหว่างคิ้ว กล่าวในใจว่า "สาธุ"
๓. เอามือลง ใช้มือขวาจับมือซ้าย ห้อยมือพอสบายไม่เกร็ง
๔. กำหนดจิตไว้ที่หน้าผาก ไม่ต้องหลับตา ตามองทางเดินจงกรมไกลว่าตัวประมาณ ๑.๕ - ๒ เมตร
๕. เริ่มบริกรรมคำว่า " พุทโธ ๆ " อยู่ในใจ พร้อมก้าวเท้าขวาเดินตามด้วยเท้าซ้าย ไม่ช้าหรือเร็วเกินไป เดินในลักษณะเดินปกติ
๖. เมื่อเดินสุดทางจงกรม ให้ค่อย ๆ หมุนตัวกลับทางขวา ยืนทรงตัวตรง แล้วจึงเริ่มก้าวด้วยเท้าขวาเหมือนตอนเริ่มต้น
๗. เมื่อครบตามเวลาทำกำหนด ให้ยืนตรงจุดเริ่มต้นเดิน พนมมือระหว่างอก กล่าวในใจว่า
" สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ "
ขอให้สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุข ๆ เถิด
แล้วยกมือที่พนมขึ้นระหว่างคิ้วแล้วกล่าวในใจว่า " สาธุ " เป็นอันจบพิธีการเดินจงกรม

วิธีนั่งสมาธิ
นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย ตั้งกายตรง ยกมือพนมระหว่างอก กล่าวคำอธิษฐานสมาธิ
" ข้าพเจ้า ระลึกถึง คุณพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ คุณบิดา มารดา คุณครูบาอาจารย์ จงมาดลบันดาล ให้เจ้าของข้าพเจ้า จงรวมลงเป็นสมาธิ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ... พุทโธ ธัมโม สังโฆ ... พุทโธ ธัมโม สังโฆ ... พุทโธ ๆ ๆ
เอามือลง วางบนตัก มือขวาทับมือซ้าย หลับตาเบา ๆ บริกรรม พุทโธ ๆ ๆ ........ ในใจจนกว่าจะเลิก ตามเวลาที่กำหนด
หลังจากนั้นให้ตั้งใจสวดแผ่เมตตาพิเศษ ดังนี้

สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ, อะเวรา สุขะชีวิโน
ขอให้สัตว์ทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่มีเวรต่อกันและกัน จงเป็นผู้ดำรงชีพอยู่เป็นสุขทุกเมื่อเถิด
กะตัง ปุญญัง ผะลัง มัยหัง, สัพเพ ภาคี ภะวันตุ เต
ขอให้สัตว์ทั้งสิ้นนั้น จงเป็นผู้มีส่วนได้เสวยผลบุญ อันที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้วนั้นเทอญ

http://www.samathi.com/meditation/showthread.php?t=1323
<!-- / message --><!-- attachments -->