PDA

View Full Version : สมาธิเพื่อ...."หลวงพ่อพุธ ฐานิโย"


ต้นข้าว*
10-30-2005, 02:41 AM
สมาธิเพื่อชีวิต "หลวงพ่อพุธ ฐานิโย"





<DD>สมาธิตามธรรมชาติ <DD><DD>คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นคำสอนของปัญญาชน <DD>ไม่ใช่เป็นคำสอนของบุคคลผู้เชื่อในสิ่งที่ไม่มีเหตุผลด้วยความงมงาย <DD>ศาสนาพุทธสอนให้คนเรียนให้รู้ธรรมชาติและกฎของธรรมชาติ <DD>ถ้าใครจะถามว่าธรรมะคืออะไร? ธรรมะ ก็คือ ธรรมชาติ <DD>ธรรมชาติคืออะไร? ก็คือ กายกับใจของเรา <DD><DD>…สมาธิแบบพระพุทธเจ้า การกำหนดรู้เรื่องชีวิตประจำวัน <DD>นี่เป็นเหตุเป็นปัจจัยสำคัญ สำคัญยิ่งกว่าการนั่งหลับตาสมาธิ <DD>สอนสมาธิต้องสอนสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด ความรู้เห็นอะไรที่เขาอวด ๆ กันนี่อย่าไปสนใจเลย <DD>ให้มันรู้เห็นจิตของเรานี่ รู้กายของเรา รู้ว่าธรรมชาติของกายอย่างหยาบๆ <DD>มันต้องมีการเปลี่ยนอิริยาบถอยู่เสมอ ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด <DD>อันนี้คือความจริงของกาย


<DD><DD><DD>สมาธิ…เพื่ออะไร <DD><DD>ปัญหาสำคัญของการฝึกสมาธินี่ บางทีเราอาจจะเข้าใจไขว้เขวไปจากหลักความจริง <DD>สมาธิอย่างหนึ่ง เราฝึกเพื่อให้จิตสงบนิ่ง <DD>สมาธิอย่างหนึ่ง เราฝึกเพื่อให้มีสติสัมปชัญญะรู้ทันเหตุการณ์นั้นๆ ในขณะปัจจุบัน <DD>สมาธิบางอย่าง เราปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเห็นภายในจิต เช่น รู้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ <DD>รู้เรื่องอดีต อนาคต รู้อดีต หมายถึงรู้ชาติในอดีตว่าเราเกิดเป็นอะไร <DD>รู้อนาคต หมายถึงว่าเมื่อเราตายไปแล้วเราจะไปเป็นอะไร <DD>อันนี้เป็นการปฏิบัติเพื่อรู้อดีต เป็นสิ่งที่ล่วงไปแล้ว อนาคตก็เป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง <DD>ดังนั้นเราสนใจอยู่ในสิ่งที่เป็นปัจจุบันดีไหม <DD>…ที่ครูบาอาจารย์สอนว่า ทำกรรมฐานไปเห็นโน่นเห็นนี่ นี่มันใช้ไม่ได้ ให้มันเห็นใจเราเองซิ <DD>…อย่าไปเข้าใจว่าทำสมาธิแล้วต้องเห็นนรก ต้องเห็นสวรรค์ ต้องเห็นอะไรต่อมิอะไร <DD>สิ่งที่เราเห็นในสมาธิมันไม่ผิดกันกับที่เรานอนหลับแล้วฝันไป <DD><DD>แต่สิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ ต้องเห็นนี่ คือเห็นกายของเราเห็นใจของเรา


<DD><DD><DD>หลักสากลของการปฏิบัติสมาธิ <DD><DD>การบำเพ็ญสมาธิจิตเพื่อให้เกิดสมาธิ สติ ปัญญา มีหลักที่ควรยึดถือว่า... <DD>ทำจิตให้มีอารมณ์สิ่งรู้ สติให้มีสิ่งระลึก <DD>จิตนึกรู้สิ่งใดให้มีสติสำทับเข้าไปที่ตรงนั้น <DD>ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์จิต ฝึกสติให้รู้อยู่ตลอดเวลา <DD>ไม่ว่าใครจะทำอะไร มีสติตัวเดียว เวลานอนลงไป จิตมันมีความคิดอย่างใด <DD>ปล่อยให้มันคิดไปแต่ให้มีสติตามรู้ไปจนกว่าจะนอนหลับ <DD>อันนี้เป็นวิธีการทำสมาธิตามหลักสากล <DD>…ถ้ามีใครมาถามว่า ทำสมาธินี่คือทำอย่างไร ? <DD><DD>คำตอบมันก็ง่ายนิดเดียว การทำสมาธิ คือ การทำจิตให้มีสิ่งรู้ทำสติให้มีสิ่งระลึก <DD>หมายความว่า เมื่อจิตของเรานึกถึงสิ่งใดให้มีสติสำทับไปที่ตรงนั้น เรื่องอะไรก็ได้ <DD>ถ้าเอากันเสียอย่างนี้ เราจะรู้สึกว่าเราได้ทำสมาธิอยู่ตลอดเวลา


<DD><DD><DD>สมาธิ…ไม่ใช่การนั่งหลับตาเท่านั้น <DD><DD>…ถ้าหากไปถือว่าสมาธิคือการนั่งหลับตาอย่างเดียว มันก็ถูกกับความเห็นของคนทั้งหลายที่เขาแสดงออก <DD>แต่ถ้าเราจะคิดว่าอารมณ์ของสมาธิคือ การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด <DD>ไม่ว่าเราจะทำอะไร มีสติสัมปชัญญะรู้อยู่กับเรื่องปัจจุบัน คือเรื่องชีวิตประจำวันนี้เอง <DD>เราจะเข้าใจหลักการทำสมาธิอย่างกว้างขวาง และสมาธิที่เราทำอยู่นี่จะรู้สึกว่า <DD>นอกจากจะไปนั่งหลับตาภาวนา หรือเพ่งดวงจิตแล้ว ออกจากที่นั่งมา เรามีสติตามรู้ <DD>การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด แม้ว่าเราจะไม่นั่งสมาธิอย่างที่พระท่านสอนก็ได้ <DD>เพราะว่าเราฝึกสติอยู่ตลอดเวลา เวลาเรานอนลงไป คนมีความรู้ คนทำงาน ย่อมมีความคิด <DD>ในช่วงที่เรานอนนั่นแหละ เราปล่อยให้จิตเราคิดไป แต่เรามีสติตามรู้ความคิดจนกระทั่งนอนหลับ <DD>ถ้าฝึกต่อเนื่องกันทุกวันๆ เราจะได้สมาธิอย่างประหลาด <DD><DD>นี่ถ้าเราเข้าใจกันอย่างนี้ สมาธิจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน <DD>ไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์โลกให้เจริญ แต่ถ้าหากจะเอาสมาธิมุ่งแต่ความสงบอย่างเดียว <DD>มันจะเกิดอุปสรรคขึ้นมาทันที <DD>แม้การงานอะไรต่างๆ มองดูผู้คนนี่ขวางหูขวางตาไปหมด อันนั้นคือสมาธิแบบฤาษีทั้งหลาย

</DD>

ต้นข้าว
10-30-2005, 02:54 AM
<DD>ทำสมาธิถูกทาง ไม่หนีโลก ไม่หนีปัญญา </DD><DD><DD> <DD>ผู้ที่มีจิตเป็นสมาธิที่ถูกต้องนี่ สมมุติว่ามีครอบครัวจะต้องรักครอบครัวของตัวเองมากขึ้น <DD>หนักเข้าความรักมันจะเปลี่ยน เปลี่ยนจากความรักอย่างสามัญธรรมดา กลายเป็นความเมตตาปรานี <DD>ในเมื่อไปเผชิญหน้ากับงานที่ยุ่งๆ เมื่อก่อนรู้สึกว่ายุ่ง แต่เมื่อปฏิบัติแล้ว ได้สมาธิแล้ว งานมันจะไม่ยุ่ง <DD>พอประสบปัญหาเข้าปุ๊บ จิตมันจะปฏิวัติตัวพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ <DD>ซึ่งมันจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ <DD>ทีนี้บางทีพอเราหยิบปัญหาอะไรขึ้นมา เรามีแบบแผนตำรายกขึ้นมาอ่าน พออ่านจบปั๊บ <DD>จิตมันวูบวาบลงไปปัญหาที่เราข้องใจจะแก้ได้ทันที อันนี้คือสมาธิที่สัมพันธ์กับชีวิตประจำวัน <DD>แต่สมาธิอันใดที่ไม่สนใจกับเรื่องชีวิตประจำวัน หนีไปอยู่ที่หนึ่งต่างหากของโลกแล้ว <DD>สมาธิอันนี้ทำให้โลกเสื่อม และไม่เป็นไปเพื่อทางตรัสรู้ มรรค ผล นิพพานด้วย

<DD><DD> <DD> <DD>ทุกคนเคยทำสมาธิมาแล้ว <DD><DD> <DD>ทุกสิ่งทุกอย่างเราสำเร็จมาเพราะพลังของสมาธิ <DD>ไม่มีสมาธิ เรียนจบปริญญามาได้อย่างไร <DD>ไม่มีสมาธิ สอนลูกศิษย์ลูกหาได้อย่างไร <DD>ไม่มีสมาธิ ทำงานใหญ่โตสำเร็จได้อย่างไร <DD>ไม่มีสมาธิ ปกครองบ้านเมืองได้อย่างไร <DD>พวกเราเริ่มฝึกสมาธิมาตั้งแต่พี่เลี้ยงนางนม พ่อแม่สอนให้เรารู้จักกิน รู้จักนอน รู้จักอ่าน <DD>รู้จักคนโน้นคนนี้ จุดเริ่มต้นมันมาแต่โน่น ทีนี้พอมาเข้าสู่สถาบันการศึกษา <DD>เราเริ่มเรียนสมาธิอย่างจริงจังขึ้นมาแล้ว แต่เมื่อเรามาพบพระคุณเจ้า หลวงพ่อ หลวงพี่ ทั้งหลายนี้ <DD>ท่านจะถามว่า "เคยทำสมาธิไหม" จึงทำให้พวกเราทั้งหลายเข้าใจว่า <DD>เราไม่เคยทำสมาธิไม่เคยปฏิบัติสมาธิมาก่อน เพราะท่านไปขีดวงจำกัดการทำสมาธิ <DD>เฉพาะเวลานั่งหลับตาอย่างเดียว

<DD><DD><DD> <DD> <DD>ไม่เป็นชาววัดก็ทำสมาธิได้ <DD><DD> <DD>ใครที่ยังไม่มีโอกาสจะเข้าวัดเข้าวามานั่งสมาธิหลับตาอย่างที่พระท่านชักชวน <DD>การปฏิบัติ สมาธิเอากันอย่างนี้ ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด ให้มีสติอยู่ตลอดเวลา <DD>ทุกคนได้ฝึกสมาธิมาตามธรรมชาติแล้วตั้งแต่เริ่มรู้เดียงสามา ทีนี้เรามาเริ่มฝึกใหม่ <DD>นี่เป็นการเสริมของเก่าที่มีอยู่แล้วเท่านั้น อย่าไปเข้าใจผิด <DD>ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นอารมณ์จิต <DD>เราทำให้สิ่งเหล่านี้ให้มีสติรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น <DD>เวลานอนลงไป จิตมันคิดอะไร ให้มันคิดไป ให้มีสติไล่ตามรู้มันไปจนกระทั่งนอนหลับ <DD>ปฏิบัติต่อเนื่องทุกวัน แล้วท่านจะได้สมใจอย่างไม่คาดฝัน <DD><DD>…ในขณะทำงาน กำหนดสติรู้อยู่กับงาน <DD>เวลาคิด ทำสติรู้อยู่กับการคิด <DD>โดยถือการทำงาน การคิด เป็นอารมณ์ของจิต <DD>โดยธรรมชาติของจิต ถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึก จิตย่อมสงบ มีปีติ สุข <DD>เอกัคคตาได้ในโอกาสใดโอกาสหนึ่งจนได้ ถ้าผู้ปฏิบัติตั้งใจทำจริง

<DD><DD><DD> <DD> <DD>นักธุรกิจทำสมาธิกับการงาน <DD><DD> <DD>มีผู้หญิงมาหาหลวงพ่อแล้วมาบอกว่า "หลวงพ่อหนูอยากจะฝึกสมาธิแต่หนูนั่งสมาธิไม่เป็น" <DD>หลวงพ่อก็บอกว่า "คุณนั่งไม่เป็นก็ไม่ต้องนั่ง ให้ฝึกสติให้มันรู้อยู่กับการยืน เดิน นั่ง นอน <DD>รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด" <DD>ทีนี้เมื่อสมาธิมันเกิดขึ้นเพราะการปฏิบัติอย่างนี้ ภายหลังมานี่ความรู้สึกมันก็รู้สึกว่า <DD>เราทำอะไร พูด คิดอะไร มันเป็นสมาธิทั้งนั้น มันก็ไปสอดคล้องกันเอง <DD>มองเห็นงานที่มันเคยยุ่งๆ ตั้งแต่ก่อน เมื่อมีสมาธิดีแล้วไปประสบความยุ่งเหยิงอย่างนั้น <DD>จิตมันรู้สึกว่ามันไม่ยุ่ง มันสามารถแก้ไขปัญหาของมันได้ อย่างบางทีพอติดปัญหาปั๊บ <DD><DD>กำหนดจิตมันวูบวาบไป ปัญญาที่จะแก้ไขปัญหานั้นมันก็เกิดขึ้น <DD>แม้แต่เกี่ยวกับเรื่องงานเรื่องการก็เหมือนกัน อันนี้เราไปติดอยู่ตรงที่ว่า <DD>อย่าไปคิดเรื่องโลก ให้คิดแต่เรื่องธรรม แต่ความจริงโลกน่ะเป็นอารมณ์ของจิต <DD><DD>ในเมื่อจิตตัวนี้รู้ความจริงของโลก แล้วมันจะปลีกตัวไปลอยเด่นอยู่เหนือโลก <DD>และมันอาศัยโลกนั่นแหละ เป็นบันไดเหยียบไปสู่จุดที่อยู่เหนือโลก <DD>โลกทั้งหลายนี่เป็นอารมณ์จิต กายและใจของเราก็เป็นโลก <DD>สถานการณ์และสิ่งแวดล้อมทั้งหลาย ที่เราประสบอยู่เป็นเรื่องชีวิตประจำวันก็โลก <DD>ในเมื่อเรามาฝึกสติให้รู้ทันโลกอันนี้แล้ว จิตมันจะรู้แจ้งเห็นจริงในความเป็นจริงของโลก <DD>มันก็ปล่อยวาง ถึงแม้ว่ามันจะอยู่กับโลก มันก็แตะๆ แตะๆ <DD>มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างนี่เป็นแต่เพียงหน้าที่เท่านั้น แล้วมันจะจัดสรรตัวมันเองว่าเรามีหน้าที่อย่างไร <DD>ควรจะรับผิดชอบอย่างไร มันจะปฏิบัติหน้าที่ไปตามหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา

<DD><DD><DD><DD> <DD> <DD>นักเรียน นักศึกษาทำสมาธิในการเรียน <DD><DD> <DD>…ขณะนี้นักเรียนทั้งหลายกำลังเรียน ปัญหาสำคัญอยู่ตรงที่ว่าทำอย่างไรเราจึงจะได้ <DD>พลังของสมาธิ พลังของสติ เพื่อสนับสนุนการศึกษา <DD>หลวงตาจะสอนวิธีทำสมาธิในห้องเรียน… สมมุติว่าขณะนี้หลวงตาเป็นครูสอนพวกเธอทั้งหลาย <DD>ให้พวกเธอทั้งหลายเพ่งสายตามาที่หลวงตา ส่งใจมาที่หลวงตาแล้วก็สังเกตดูให้ดีว่าหลวงตา <DD>ทำอะไรบ้าง หลวงตายกมือหนูก็รู้ เขียนหนังสือให้หนูรู้ พูดอะไรให้หนูตั้งใจฟัง <DD>ถ้าสังเกตจนกระทั่งกระพริบหูกระพริบตาได้ยิ่งดี เวลาเข้าห้องเรียนให้เพ่งสายตาไปที่ตัวครู <DD><DD>ส่งใจไปที่ตัวครู อย่าเอาใจไปอื่น เพียงแค่นี้วิธีการทำสมาธิในห้องเรียน <DD>ถ้าพวกหนูๆ จำเอาไปแล้วปฏิบัติตามจะได้สมาธิตั้งแต่เป็นนักเรียนเล็ก ๆ ชั้นอนุบาล <DD>ในตอนแรกนี่การควบคุมสายตาและจิตไปไว้ที่ตัวครูนี่อาจจะลำบากหน่อย <DD>แต่ต้องพยายามฝึก ฝึกจนคล่องตัวชำนิชำนาญ ภายหลังแม้เราจะไม่ตั้งใจ <DD>พอเห็นใครเดินผ่านหน้ามันจะจ้องเอาๆ พอมาเข้าห้องเรียนแล้วพอครูเดินเข้ามาในห้อง <DD>สายตามันจะจ้องปั๊บ ใจมันก็จะจดจ่ออยู่ตรงนั้น หนูลองคิดดูซิว่า การที่มองที่ครู <DD>และเอาใจใส่ตัวครูนี่ เราเรียนหนังสือเราจะเข้าใจดีไหมลองคิดดู <DD>ทีนี้เมื่อฝึกจนคล่องตัวชำนิชำนาญแล้ว สายตามันยังจ้องอยู่ที่ตัวครู <DD>แต่ใจจะมาอยู่ที่ตัวเราเอง มาตอนนี้ครูท่านสอนอะไร พอท่านพูดจบประโยคนั้น <DD><DD>ใจของเรารู้ล่วงหน้าแล้วว่าต่อไปท่านพูดอะไร เวลาไปสอบ อ่านคำถามจบ <DD>ใจของเราจะวูบวาบแล้วคำตอบมันจะผุดขึ้น อันนี้เป็นสูตรทำสมาธิที่หลวงพ่อทำได้ผลมาแล้ว

<DD>http://se-ed.net/pratongtum/tesana/aput/samathiforlife01.html (http://www.agalico.com/board/links.php?url=http://se-ed.net/pratongtum/tesana/aput/samathiforlife01.html):emo_100:

</DD>