Kamen rider
09-21-2007, 08:17 PM
http://www.bodhisattva.com/design/SB/ad3A_wide3_OP.jpg
อนัตตา
ความพยายามที่จะปกป้องรักษาความสุข การคงตนเอาไว้ในสัมพันธภาพกับบางสิ่งล้วนเป็นกระบวนการแห่งอัตตา ทว่าความพยายามเช่นนี้กลับเป็นเรื่องไร้สาระ ด้วยเหตุที่มีช่องว่างเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในโลกอันแข็งแกร่งของเรา เป็นวัฏจักรของการตายและการเกิดใหม่ เป็นการแปรเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ กระแสความรู้สึกถึงความต่อเนื่องและความมีตัวตนของเราเป็นเพียงภาพมายา ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า อัตตา วิญญาณ หรือ อาตมัน มันเป็นเพียงการสืบทอดต่อติดของความสับสนเท่านั้นเองที่สร้างสิ่งนี้ขึ้นมา กระบวนการแห่งอัตตาดังกล่าวนี้ประกอบไปด้วยชั่วขณะแห่งความงุนงงสงสัย ความก้าวร้าวและอุปทานความยึดมั่นนานา สิ่งดังกล่าวนี้ดำรงอยู่เพียงชั่วขณะ และเนื่องจากว่าเราไม่สามารถหยุดยั้งปัจจุบันกาลได้ เราจึงไม่สามารถติดยึดอยู่กับตัวฉันและของฉันเพื่อทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้
ประสบการณ์ของตัวเราในการสัมพันธ์กับสิ่งอื่นเป็นเพียงการแบ่งแยกชั่วขณะ เป็นความคิดชั่ววูบ ถ้าเราสามารถสร้างความคิดชั่วขณะนี้ให้เกิดขึ้นเร็วพอ เราจะสามารถสร้างภาพมายาของความต่อเนื่องและความเป็นรูปเป็นร่างได้เหมือนกับเฝ้าชมภาพยนตร์ ฟิล์มแต่ละเฟรมถูกนำมาหมุนปั่นอย่างรวดเร็ว จนสามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่องอันเป็นภาพมายาได้ ดังนั้นเราจึงเริ่มก่อรูปความคิดและบัญญัติขึ้น ว่าตนเองและผู้อื่นเป็นของจริงแท้และคงอยู่อย่างต่อเนื่อง เมื่อใดที่เราเกิดความคิดนี้ขึ้นเราก็จะผลักดันความคิดของเราให้ยืนยันถึงสิ่งนี้และเริ่มหวาดกลัวต่อการถูกเปิดโปงนี้เอง คือการปฏิเสธความไม่เที่ยงเท่านี้เองที่คุมขังเราอยู่ ทว่ามีเพียงการยอมรับในความไม่เที่ยงเท่านั้นที่จะก่อให้เกิดโอกาสที่จะตายอย่างดีและมีที่ว่างพอให้อุบัติขึ้นใหม่ ทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะชื่นชมกับชีวิตในฐานะของกระบวนการอันสร้างสรรค์
ความเข้าใจในเรื่องอนัตตานั้นมีอยู่ ๒ ขั้นตอนด้วยกัน
ในขั้นตอนแรก เรารับรู้ว่าอัตตามิได้ดำรงอยู่ในรูปของความเป็นตัวเป็นตน มันเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ เปลี่ยนแปรอยู่เสมอ ด้วยความคิดของเรานั้นเองที่ทำให้ มันเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เราจึงสรุปได้ว่าอัตตามิได้ดำรงอยู่ ทว่าเรายังได้ก่อร่างแนวคิดอันละเอียดอ่อนแห่งอนัตตาขึ้น ยังมีผู้เฝ้ามองอาการปราศจากตัวตนนี้อยู่ ผู้เฝ้ามองจะบ่งชี้มันและดำรงตนเองเอาไว้
ขั้นตอนที่สอง คือการแลเห็นผ่านทะลุเข้าไปในแนวคิดอันละเอียดอ่อนนี้และละวางผู้เฝ้ามองเสียได้ ดังนั้นอนัตตาอันแท้จริงคือการว่างจากความคิดเรื่องอนัตตา
ในตอนแรกยังคงมีความรู้สึกอยู่ว่ามีใครบางคนรับรู้ถึงอนันตภาวะนั้น แต่ขั้นตอนที่สอง แม้แต่ผู้รับรู้ก็มิได้มีอยู่ ในขั้นตอนแรกเรารับรู้ได้ว่า ไม่มีตัวตนดำรงอยู่ ทุกสิ่งเพียงเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์อยู่กับสิ่งอื่นๆ ทว่าในขั้นตอนที่สอง เราประจักษ์แก่ใจว่าแม้แต่ความคิดเรื่องความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ก็จำเป็นต้องอาศัยผู้เฝ้ามองเพื่อมารับรู้ มายืนยัน ซึ่งก่อให้เกิดปัจจยาการสืบเนื่องไป เกิดผู้เฝ้ามองและผู้ถูกเฝ้ามอง
การกล่าวว่าอนัตตามิได้ดำรงอยู่ เพราะเหตุว่าสรรพสิ่งล้วนแปรเปลี่ยนนั้นช่างอ่อนเขลามาก เนื่องเพราะเรายังคงยึดมั่นในความแปรเปลี่ยนว่าเป็นสิ่งแท้เที่ยง อนัตตาหาใช่ความคิดง่ายๆที่ว่า เนื่องเพราะมีความขาดตอนไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดให้ยึดจับได้
อนัตตาที่แท้ หมายถึง การไม่มีอยู่ของสภาวะไม่เที่ยงได้เช่นกัน อันที่จริงแล้วความไม่เที่ยงนั้นหาใช่ผู้ชักใยไม่ การรับรู้ได้ถึงความไม่เที่ยงเป็นผลมาจากความรู้สึกไม่มั่นคง มันจึงเป็นแค่ความคิดเท่านั้น เช่นเดียวกับความคิดเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวซึ่งดำรงอยู่เบื้องหลังหรือภายในปรากฏการณ์
แนวคิดเรื่องอนัตตา ได้ถูกใช้อยู่บ่อยครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงความจริง เกี่ยวกับการเกิด ทุกข์ และมรณะ
ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อใดที่เรามีแนวคิดเรื่องอนัตตา ความทุกข์ การเกิด และการตาย ครั้นแล้วเราก็จะหาข้ออ้างโดยกล่าวว่าความเจ็บปวด ทุกข์หามีอยู่จริงไม่ เพราะไม่มีตัวตนใดให้รับรู้ การเกิดตายหามีจริงไม่ เพราะไม่มีตัวตนใดเป็นประจักษ์พยาน การกระทำเช่นนี้เปแนการหนีความจริงแบบหน้าด้านๆ ปรัชญาหรือแนวคิดแห่งสุญญตธรรมมักถูกเบือนบิดโดยรูปแบบการนำเสนอเช่นว่านี้ "ไม่มีใครที่ต้องทุกข์ทรมาน ดังนั้นจะกริ่งเกรงไปไย ถ้าเธอทุกข์ทรมาน ก็เป็นภาพมายาของเธอเอง" คำกล่าวนี้เป็นเพียงความนึกคิดคาดเดาเท่านั้น เราสามารถหาอะไรอ่านเกี่ยวกับสุญญตธรรม เราสามารถขบคิดเกี่ยวกับมันได้ ทว่าเมื่อประสบทุกข์ เราสามารถวางเฉยได้หรือไม่ แน่นอนว่าไม่ ความทุกข์แข็งแกร่งเกินกว่าความนึกคิดคาดเดาอันกระจ้อยร่อยของเรา ความเข้าใจอันแท้จริงเรื่องอนัตตาจะตัดผ่านความคิดเห็นของเรา การไร้ความคิดเกี่ยวกับอนัตตาจะช่วยให้เรารับรู้ถึงความทุกข์ การเกิด และการตายอย่างเต็มเปี่ยมนั้น เพราะว่าไม่มีม่านกั้นทางปรัชญาอีกต่อไป
ทั้งหมดที่กล่าวมาก็คือเราจะต้องละทิ้งจุดอ้างอิงทั้งหลายแหล่รวมทั้งความคิดว่าอะไรคืออะไร หรืออะไรควรเป็นอะไร ดังนั้นแล้วจึงเป็นไปได้ที่เราจะได้ประสบกับความพิเศษและความจริงแท้ของประสบการณ์โดยตรง มีที่ว่างมากมายที่เราจะรับรู้สิ่งต่างๆ ที่จะปล่อยให้ประสบการณ์บังเกิดขึ้นและผ่านไป การเคลื่อนไหวบังเกิดขึ้นในที่ว่างอันไพศาล สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์ เกิดหรือตาย และสภาวะต่างๆ เราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวจัดการมัน แต่กลับลิ้มรสมันอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่ามันจะหวาน หรือเปรี้ยว มันจะถูกสัมผัสรับรู้อย่างเต็มเปี่ยมโดยปราศจากม่านทางปรัชญาหรืออารมณ์ที่ช่วยชุบย้อมให้มันแลดูน่ารักใคร่ชื่นชม
เราไม่เคยถูกกักอยู่ในห้วงชีวิต นั่นเป็นเพราะว่ามีโอกาสอยู่เสมอที่จะกระทำการสร้างสรรค์ ที่จะท้าทายเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ น่าขันเพียงใด ครั้นเมื่อเราได้แลเห็นและเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับอนัตตาแล้ว เราจักเริ่มพบว่าแม้ทุกข์ก็แฝงไว้ซึ่งปีติสุข ในความไม่เที่ยงแฝงอยู่ด้วยสภาพซึ่งต่อเนื่องเป็นนิรันดร์ และในอนันตภาวะกลับประกอบด้วยปฐวีธาตุแห่งความเป็นตัวเป็นตน ทว่าความปีติสุขทางธรรมเช่นนี้ รวมทั้งนิรันดรภาวะและความเป็นตัวเป็นตนนี้หาได้มีพื้นฐานอยู่บนความเพ้อฝัน ความคิดหรือความกลัวไม่
จาก
ตำนานแห่งเสรีภาพ และ หนทางแห่งการภาวนา
(THE MYTH OF FREEDOM AND THE WAY OF MEDITATION)
เชอเกียม ตรุงปะ :เขียน
อนุสรณ์ ติปยานนท์ :แปล
พจนา จันทรสันติ :บรรณาธิการ
สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
มูลนิธิโกมลคีมทอง จัดตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๑๖ มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเตือน และสนับสนุนให้บุคคลมีความเสียสละเพื่อสังคม มีอุดมคติ เป็นผู้นำในทางที่ถูกต้อง ตามแบบอย่างของครูโกมล คีมทอง ผู้สูญเสียชีวิตเมื่อปี ๒๕๑๔ ขณะอุทิศตนเป็นครูอยู่ในถิ่นทุรกันดาร
<!-- / message --><!-- sig -->
อนัตตา
ความพยายามที่จะปกป้องรักษาความสุข การคงตนเอาไว้ในสัมพันธภาพกับบางสิ่งล้วนเป็นกระบวนการแห่งอัตตา ทว่าความพยายามเช่นนี้กลับเป็นเรื่องไร้สาระ ด้วยเหตุที่มีช่องว่างเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในโลกอันแข็งแกร่งของเรา เป็นวัฏจักรของการตายและการเกิดใหม่ เป็นการแปรเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ กระแสความรู้สึกถึงความต่อเนื่องและความมีตัวตนของเราเป็นเพียงภาพมายา ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า อัตตา วิญญาณ หรือ อาตมัน มันเป็นเพียงการสืบทอดต่อติดของความสับสนเท่านั้นเองที่สร้างสิ่งนี้ขึ้นมา กระบวนการแห่งอัตตาดังกล่าวนี้ประกอบไปด้วยชั่วขณะแห่งความงุนงงสงสัย ความก้าวร้าวและอุปทานความยึดมั่นนานา สิ่งดังกล่าวนี้ดำรงอยู่เพียงชั่วขณะ และเนื่องจากว่าเราไม่สามารถหยุดยั้งปัจจุบันกาลได้ เราจึงไม่สามารถติดยึดอยู่กับตัวฉันและของฉันเพื่อทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้
ประสบการณ์ของตัวเราในการสัมพันธ์กับสิ่งอื่นเป็นเพียงการแบ่งแยกชั่วขณะ เป็นความคิดชั่ววูบ ถ้าเราสามารถสร้างความคิดชั่วขณะนี้ให้เกิดขึ้นเร็วพอ เราจะสามารถสร้างภาพมายาของความต่อเนื่องและความเป็นรูปเป็นร่างได้เหมือนกับเฝ้าชมภาพยนตร์ ฟิล์มแต่ละเฟรมถูกนำมาหมุนปั่นอย่างรวดเร็ว จนสามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่องอันเป็นภาพมายาได้ ดังนั้นเราจึงเริ่มก่อรูปความคิดและบัญญัติขึ้น ว่าตนเองและผู้อื่นเป็นของจริงแท้และคงอยู่อย่างต่อเนื่อง เมื่อใดที่เราเกิดความคิดนี้ขึ้นเราก็จะผลักดันความคิดของเราให้ยืนยันถึงสิ่งนี้และเริ่มหวาดกลัวต่อการถูกเปิดโปงนี้เอง คือการปฏิเสธความไม่เที่ยงเท่านี้เองที่คุมขังเราอยู่ ทว่ามีเพียงการยอมรับในความไม่เที่ยงเท่านั้นที่จะก่อให้เกิดโอกาสที่จะตายอย่างดีและมีที่ว่างพอให้อุบัติขึ้นใหม่ ทั้งมีความเป็นไปได้ที่จะชื่นชมกับชีวิตในฐานะของกระบวนการอันสร้างสรรค์
ความเข้าใจในเรื่องอนัตตานั้นมีอยู่ ๒ ขั้นตอนด้วยกัน
ในขั้นตอนแรก เรารับรู้ว่าอัตตามิได้ดำรงอยู่ในรูปของความเป็นตัวเป็นตน มันเป็นสิ่งไม่เที่ยงแท้ เปลี่ยนแปรอยู่เสมอ ด้วยความคิดของเรานั้นเองที่ทำให้ มันเป็นตัวเป็นตนขึ้นมา เราจึงสรุปได้ว่าอัตตามิได้ดำรงอยู่ ทว่าเรายังได้ก่อร่างแนวคิดอันละเอียดอ่อนแห่งอนัตตาขึ้น ยังมีผู้เฝ้ามองอาการปราศจากตัวตนนี้อยู่ ผู้เฝ้ามองจะบ่งชี้มันและดำรงตนเองเอาไว้
ขั้นตอนที่สอง คือการแลเห็นผ่านทะลุเข้าไปในแนวคิดอันละเอียดอ่อนนี้และละวางผู้เฝ้ามองเสียได้ ดังนั้นอนัตตาอันแท้จริงคือการว่างจากความคิดเรื่องอนัตตา
ในตอนแรกยังคงมีความรู้สึกอยู่ว่ามีใครบางคนรับรู้ถึงอนันตภาวะนั้น แต่ขั้นตอนที่สอง แม้แต่ผู้รับรู้ก็มิได้มีอยู่ ในขั้นตอนแรกเรารับรู้ได้ว่า ไม่มีตัวตนดำรงอยู่ ทุกสิ่งเพียงเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์อยู่กับสิ่งอื่นๆ ทว่าในขั้นตอนที่สอง เราประจักษ์แก่ใจว่าแม้แต่ความคิดเรื่องความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ก็จำเป็นต้องอาศัยผู้เฝ้ามองเพื่อมารับรู้ มายืนยัน ซึ่งก่อให้เกิดปัจจยาการสืบเนื่องไป เกิดผู้เฝ้ามองและผู้ถูกเฝ้ามอง
การกล่าวว่าอนัตตามิได้ดำรงอยู่ เพราะเหตุว่าสรรพสิ่งล้วนแปรเปลี่ยนนั้นช่างอ่อนเขลามาก เนื่องเพราะเรายังคงยึดมั่นในความแปรเปลี่ยนว่าเป็นสิ่งแท้เที่ยง อนัตตาหาใช่ความคิดง่ายๆที่ว่า เนื่องเพราะมีความขาดตอนไม่ต่อเนื่อง ดังนั้นจึงไม่มีสิ่งใดให้ยึดจับได้
อนัตตาที่แท้ หมายถึง การไม่มีอยู่ของสภาวะไม่เที่ยงได้เช่นกัน อันที่จริงแล้วความไม่เที่ยงนั้นหาใช่ผู้ชักใยไม่ การรับรู้ได้ถึงความไม่เที่ยงเป็นผลมาจากความรู้สึกไม่มั่นคง มันจึงเป็นแค่ความคิดเท่านั้น เช่นเดียวกับความคิดเรื่องความเป็นหนึ่งเดียวซึ่งดำรงอยู่เบื้องหลังหรือภายในปรากฏการณ์
แนวคิดเรื่องอนัตตา ได้ถูกใช้อยู่บ่อยครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงความจริง เกี่ยวกับการเกิด ทุกข์ และมรณะ
ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อใดที่เรามีแนวคิดเรื่องอนัตตา ความทุกข์ การเกิด และการตาย ครั้นแล้วเราก็จะหาข้ออ้างโดยกล่าวว่าความเจ็บปวด ทุกข์หามีอยู่จริงไม่ เพราะไม่มีตัวตนใดให้รับรู้ การเกิดตายหามีจริงไม่ เพราะไม่มีตัวตนใดเป็นประจักษ์พยาน การกระทำเช่นนี้เปแนการหนีความจริงแบบหน้าด้านๆ ปรัชญาหรือแนวคิดแห่งสุญญตธรรมมักถูกเบือนบิดโดยรูปแบบการนำเสนอเช่นว่านี้ "ไม่มีใครที่ต้องทุกข์ทรมาน ดังนั้นจะกริ่งเกรงไปไย ถ้าเธอทุกข์ทรมาน ก็เป็นภาพมายาของเธอเอง" คำกล่าวนี้เป็นเพียงความนึกคิดคาดเดาเท่านั้น เราสามารถหาอะไรอ่านเกี่ยวกับสุญญตธรรม เราสามารถขบคิดเกี่ยวกับมันได้ ทว่าเมื่อประสบทุกข์ เราสามารถวางเฉยได้หรือไม่ แน่นอนว่าไม่ ความทุกข์แข็งแกร่งเกินกว่าความนึกคิดคาดเดาอันกระจ้อยร่อยของเรา ความเข้าใจอันแท้จริงเรื่องอนัตตาจะตัดผ่านความคิดเห็นของเรา การไร้ความคิดเกี่ยวกับอนัตตาจะช่วยให้เรารับรู้ถึงความทุกข์ การเกิด และการตายอย่างเต็มเปี่ยมนั้น เพราะว่าไม่มีม่านกั้นทางปรัชญาอีกต่อไป
ทั้งหมดที่กล่าวมาก็คือเราจะต้องละทิ้งจุดอ้างอิงทั้งหลายแหล่รวมทั้งความคิดว่าอะไรคืออะไร หรืออะไรควรเป็นอะไร ดังนั้นแล้วจึงเป็นไปได้ที่เราจะได้ประสบกับความพิเศษและความจริงแท้ของประสบการณ์โดยตรง มีที่ว่างมากมายที่เราจะรับรู้สิ่งต่างๆ ที่จะปล่อยให้ประสบการณ์บังเกิดขึ้นและผ่านไป การเคลื่อนไหวบังเกิดขึ้นในที่ว่างอันไพศาล สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นสุขหรือทุกข์ เกิดหรือตาย และสภาวะต่างๆ เราจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวจัดการมัน แต่กลับลิ้มรสมันอย่างเต็มเปี่ยม ไม่ว่ามันจะหวาน หรือเปรี้ยว มันจะถูกสัมผัสรับรู้อย่างเต็มเปี่ยมโดยปราศจากม่านทางปรัชญาหรืออารมณ์ที่ช่วยชุบย้อมให้มันแลดูน่ารักใคร่ชื่นชม
เราไม่เคยถูกกักอยู่ในห้วงชีวิต นั่นเป็นเพราะว่ามีโอกาสอยู่เสมอที่จะกระทำการสร้างสรรค์ ที่จะท้าทายเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ น่าขันเพียงใด ครั้นเมื่อเราได้แลเห็นและเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับอนัตตาแล้ว เราจักเริ่มพบว่าแม้ทุกข์ก็แฝงไว้ซึ่งปีติสุข ในความไม่เที่ยงแฝงอยู่ด้วยสภาพซึ่งต่อเนื่องเป็นนิรันดร์ และในอนันตภาวะกลับประกอบด้วยปฐวีธาตุแห่งความเป็นตัวเป็นตน ทว่าความปีติสุขทางธรรมเช่นนี้ รวมทั้งนิรันดรภาวะและความเป็นตัวเป็นตนนี้หาได้มีพื้นฐานอยู่บนความเพ้อฝัน ความคิดหรือความกลัวไม่
จาก
ตำนานแห่งเสรีภาพ และ หนทางแห่งการภาวนา
(THE MYTH OF FREEDOM AND THE WAY OF MEDITATION)
เชอเกียม ตรุงปะ :เขียน
อนุสรณ์ ติปยานนท์ :แปล
พจนา จันทรสันติ :บรรณาธิการ
สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
มูลนิธิโกมลคีมทอง จัดตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๑๖ มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเตือน และสนับสนุนให้บุคคลมีความเสียสละเพื่อสังคม มีอุดมคติ เป็นผู้นำในทางที่ถูกต้อง ตามแบบอย่างของครูโกมล คีมทอง ผู้สูญเสียชีวิตเมื่อปี ๒๕๑๔ ขณะอุทิศตนเป็นครูอยู่ในถิ่นทุรกันดาร
<!-- / message --><!-- sig -->