MBNY
10-19-2005, 07:03 AM
เพื่อนสี่ขา ผู้ฟื้นฟูจิตใจ + น้องปุกปุย ของน้องแป้ง
<HR style="COLOR: #ffffff" SIZE=1><!-- / icon and title --><!-- message -->เพื่อนสี่ขา ผู้ฟื้นฟูจิตใจ
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=1 bgColor=#ffffff border=0><TBODY><TR><TD><TABLE class=alt1 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=middle>http://www.palungjit.com/gallery/data/525/3.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
เรื่อง บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ภาพ พงษ์ไทย วัฒนาวณิชย์วุฒิ
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=10 align=left border=0><TBODY><TR><TD>http://www.posttoday.com/images_pt/20051018/18c101.jpg</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ปกติสุนัขก็เป็นเพื่อนแสนรู้และซื่อสัตย์ต่อเจ้าของอยู่แล้ว ยิ่งโดยธรรมชาติของบางสายพันธุ์ก็ใจดีกับมนุษย์อย่างใจหาย เพียงแต่ว่าอย่าได้ริไปยุ่งกับของส่วนตัวของพวกมันเข้าล่ะ เพราะปกติสุนัขย่อมหวงของของมัน แต่ทุกอย่างสามารถฝึกนิสัยของมันได้ หากสุนัขได้ผ่านการเลี้ยงดูจากเจ้าของมาตั้งแต่แรกเริ่ม เหมือนกับเด็กแบเบาะที่หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ก็สามารถเป็นเพื่อนรู้ใจต่างสปีชีส์กับเราได้
บางคนอาจฝึกให้สุนัขรับฟังคำสั่งในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเจ้าของอย่างมีความสุขแล้ว ยังมีการฝึกความสามารถพิเศษต่างๆ แต่ถ้าจะให้เกิดประโยชน์สูงสุด เดี๋ยวนี้เขามีการฝึกสุนัขบำบัด (Dog Therapy) กันแล้ว ซึ่งสำหรับเมืองไทยอาจเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักสุนัขมาแล้ว 2-3 ปี แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายในวงกว้าง และมีการรวมกลุ่มสุนัขเพื่อการบำบัดอย่างชัดเจน
** สุนัขบำบัด (Dog Therapy)
สพ.ญ.วจีรัตน์ กังสะนันทน์ เจ้าของศูนย์ฝึกสุนัขเพ็ท พาราไดซ์ พาร์ค ได้พูดถึงจุดเริ่มต้นการทำสุนัขบำบัดขึ้นมาว่า เดิมทีเปิดโรงพยาบาลสัตว์และศูนย์ฝึกสุนัขอยู่ในเขตเมือง แต่ด้วยสภาพพื้นที่อาจดูคับแคบไป ทำให้ต้องหาสถานที่ใหม่จนทำให้เกิดศูนย์ฝึกสุนัขแบบครบวงจร ฝึกไปฝึกมาจนคิดว่าการฝึกสุนัขสามารถทำประโยชน์ต่อสังคมได้ ด้วยการนำสุนัขไปบำบัดให้กับผู้ป่วย คนชรา และเด็กพิการ ซึ่งช่วยฟื้นฟูและปรับสภาพจิตใจได้
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=10 align=right border=0><TBODY><TR><TD>http://www.posttoday.com/images_pt/20051018/18c103.jpg</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ส่วนใหญ่เป็นการฝึกสุนัขในเมือง ซึ่งเจ้าของอยากมีไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา และช่วยคลายเครียดอยู่แล้ว แต่พอมีปัญหาว่าสุนัขดื้อ ยังปรับตัวเข้ากับเจ้าของไม่ได้ จึงพาไปฝึกเพื่อแก้พฤติกรรมที่ไม่ดี ให้เชื่อฟังคำสั่ง ไม่กระโจนเข้าหาเจ้าของ ฝึกนิสัยให้เรียบร้อยตั้งแต่เด็ก แต่เห็นว่าเมื่อเจ้าของเสียเงินฝึกสุนัขแล้ว คิดว่าธรรมชาติและความสามารถของสุนัขพวกนี้ สามารถช่วยสร้างรอยยิ้มและกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ ให้กับผู้ป่วย คนชรา หรือเด็กพิการได้บ้าง ด้วยการพาสุนัขไปโชว์ ไปเยี่ยม และร่วมเล่นกับสุนัขไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมาได้พาไปเยี่ยมที่บ้านพักคนชราบ้านบางแค เด็กพิการที่บ้านปากเกร็ด บ้านราชาวดี และบ้านนนทภูมิ มาแล้ว ซึ่งผลที่ได้คือ รอยยิ้ม ความเพลิดเพลินใจของผู้คนเหล่านั้น
** สิ่งที่ได้จากการฝึกสุนัขบำบัด
จากผลตอบรับเป็นอย่างดีที่ทางเพ็ท พาราไดซ์ ร่วมกับลูกค้าผู้เป็นเจ้าของเจ้าตูบหลายตัว นำสุนัขไปบำบัดให้กับคนชราที่บ้านบางแค บ้างก็ช่วยไปฟื้นฟูสภาพร่างกายด้วยการไปเล่นกับคนชราที่อาคารผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ทำให้รู้สึกสนุกสนานไปกับการทำกายภาพบำบัด ที่เดิมจะมีแค่ผู้ป่วยกับเครื่องมือช่วยทำกายภาพบำบัดเท่านั้น
สพ.ญ.วจีรัตน์ พูดถึงการฝึกสุนัขบำบัดว่า สามารถช่วยเหลือคนป่วยได้ 2 กรณี คือ
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=10 align=left border=0><TBODY><TR><TD>http://www.posttoday.com/images_pt/20051018/18c104.jpg</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>- ฟื้นฟูสภาพร่างกาย กรณีนี้ใช้สำหรับคนไข้ที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ดี เพราะผู้ป่วยจะไม่มีแรงเคลื่อนไหวอวัยวะบางส่วน และปกติการทำกายภาพบำบัดอาจต้องใช้เครื่องนวดหรืออุปกรณ์อื่น ถ้านำสุนัขเข้ามาช่วยบำบัดทำให้ผู้ป่วยได้ยืดเส้นยืดสาย และรู้สึกไม่จำเจกับวิธีการเดิมๆ มากนักกับการออกกำลังบริเวณกล้ามเนื้อมือด้วยการยกของ การขว้างลูกบอลหรือเชือกให้สุนัขวิ่งไปเก็บมาให้ผู้ป่วย หรือถ้าเป็นสุนัขผมยาวให้คนไข้ได้ถือหวีแปรงขนสุนัข แค่นี้ก็ได้ออกกำลังแล้ว หรือถ้าผู้ป่วยรู้สึกไม่มีแรงส่วนขาด้วยการผ่าตัด หรือมีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้ออ่อนแรง ก็สามารถให้พี่เลี้ยงจูงสุนัขและเดินไปกับผู้ป่วยได้ หรืออาจจะให้ผู้ป่วยจูงเอง ซึ่งวิธีการเหล่านี้เป็นการกระตุ้นให้ผู้ป่วยไม่เบื่อหน่ายกับการออกกำลังได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ การออกกำลังกายแต่ละวิธีนั้นต้องขึ้นอยู่กับสภาพของคนไข้แต่ละคนด้วย เพราะต้องเลือกสุนัขที่เหมาะสม และความชอบของคนไข้ด้วย แต่การบำบัดด้วยวิธีดังกล่าวจะไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้ออักเสบ เพราะยังมีอาการเจ็บปวด
- ฟื้นฟูสภาพจิตใจ เหมาะกับการรักษาคนไข้ที่มีสภาพจิตใจที่เป็นทุกข์ มีความกังวลในจิตใจ จากความเป็นธรรมชาติของสุนัขที่มักเป็นมิตรกับคน หรือจากการได้โชว์ความสามารถพิเศษ เขาเห็นแล้วปรบมือแล้วมีรอยยิ้มขึ้นมา หรืออย่างน้อยการพาสุนัขให้เขาได้อุ้มหรือได้ลูบไล้เล่น ช่วงเวลาขณะนั้นทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้ยิ้ม ได้หัวเราะบ้าง และเท่าที่มีการศึกษาพบว่า ความสุขเหล่านั้นสามารถอยู่กับคนป่วยหรือผู้ที่ได้รับการบำบัดได้ ผู้ป่วยก็จะรู้สึกคิดถึงสุนัขแล้ว
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=10 align=right border=0><TBODY><TR><TD>http://www.posttoday.com/images_pt/20051018/18c106.jpg</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>** ขั้นตอนการบำบัด
เจ้าของเพ็ท พาราไดซ์ พาร์ค พูดถึงการบำบัดผู้ป่วยของที่นี่ที่จะเริ่มทำอย่างต่อเนื่องและอย่างจริงจังมากขึ้น ว่า การที่ญาติจะนำผู้ป่วยมาบำบัดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของญาติและตัวคนไข้เป็นหลักด้วย ญาติเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากกว่าใคร ว่าคนไข้อยากที่จะออกไปนอกบ้านที่ไหน ไปต่างตังหวัด ไปห้าง หรืออยู่บ้านเฉยๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องไม่สำคัญกับผู้ป่วยหรือคนชรา แต่ความจริงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ซึ่งวิธีการฝึกก็จะนำเอาจุดเด่นในธรรมชาติของสุนัขที่มีอยู่แล้วนำมาปรับเข้ากับลักษณะอาการของผู้ที่ได้รับการบำบัด เช่น การที่สุนัขชอบคาบของ ชอบเล่นน้ำ
สำหรับที่นี่จะเริ่มการบำบัดตั้งแต่ใครไม่สะดวกพาคนไข้เดินทางมาเอง ทางเพ็ท พาราไดซ์ฯ จะมีรถไปรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยจากบ้านโดยตรง โดยเฉลี่ยแล้วจะใช้เวลาในการบำบัดทั้งหมด 4 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่การพาไปดูโชว์ความสามารถพิเศษของสุนัขจากหลายๆ พันธุ์ หลายๆ ความสามารถ เพื่อให้ผู้รับการบำบัดได้รับความสนุกสนาน ตื่นเต้นไปกับความแสนรู้ของสุนัข ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้เล่นกับสุนัขด้วยการลูบไล้ อุ้ม และเข้ารับการบำบัดตามอาการของโรค ตั้งแต่การโยนลูกบอลหรือเชือกเพื่อออกกำลังกายกล้ามเนื้อแขนให้สุนัขไปหยิบมาคืนให้ การใช้หวีแปรงขนสุนัข หรือการออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนขาด้วยการจูงสุนัขเดิน
รวมถึงการลงสระน้ำด้วยกัน ในส่วนของผู้ป่วยจะมีหัวฉีดแบบไฮโดรโธราปีให้ผู้สูงอายุได้คลายกล้ามเนื้อพร้อมกับมีสุนัขอยู่ข้างกายตลอดเวลา อาจขว้างของให้สุนัขกระโดดไปเก็บมาให้ ช่วงเวลานี้ควรให้ผู้ป่วยอยู่ได้ไม่เกิน 15-20 นาที ต่อด้วยการนวดคลายกล้ามเนื้อบนบก พร้อมกับมีลูกสุนัขคลอเคลียอยู่รอบกาย หรือไม่ก็มีบริการนวดคลายกล้ามเนื้อให้กับสุนัขตัวโปรดด้วย และทิ้งท้ายด้วยการได้รับประทานอาหารด้วยกันระหว่างผู้ป่วย โดยสุนัขก็จะได้อิ่มท้องไปด้วยในเวลาเดียวกัน แต่ทุกขั้นตอนของการบำบัดนั้น จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลประกบข้างตลอดเวลา สัตวแพทย์อธิบายขั้นตอนการบำบัดให้ฟัง
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=10 align=left border=0><TBODY><TR><TD>http://www.posttoday.com/images_pt/20051018/18c107.jpg</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>** การฝึกฝนสุนัขเพื่อบำบัด
จากเดิมที่นี่มีการฝึกให้ลูกสุนัขมีความประพฤติอยู่ในระเบียบที่ดีแล้ว เช่น การฝึกฉี่ให้เป็นที่ ยังมีการฝึกการเข้าสังคม เวลาออกนอกบ้านจะได้ป้องกันตัวเองด้วยการเห่ายามเห็นคนแปลกหน้า หรือการฝึกคำสั่งง่ายๆ อย่างสั่งให้นอนหงายเพื่อตรวจเห็บหรือหมัด หรือการฝึกในขั้นพื้นฐานด้วยการสั่งให้ยืน นั่ง หมอบ คอย หรือสวัสดี และรวมไปถึงฝึกในความสามารถพิเศษกับอุปกรณ์ต่างๆ
แต่สำหรับการที่จะฝึกสุนัขเพื่อการบำบัดได้นั้น ต้องให้สุนัขผ่านการฝึกระดับขั้นพื้นฐานก่อนแล้ว และก็ต้องมีการทดสอบคุณสมบัติของสุนัขก่อนว่ามีความเหมาะสมที่จะนำไปฝึกเพื่อการบำบัดหรือไม่
โดยสุนัขที่เหมาะที่จะได้รับการฝึกควรเริ่มตั้งแต่ 6 เดือน จนถึง 3 ปี เพราะหลังจากนั้นทำการฝึกฝนได้ยาก สำหรับการฝึกสุนัขที่นี่จะใช้เวลาในการฝึกจำนวน 3 เดือน โดยฝึกขั้นพื้นฐานประมาณ 8 สัปดาห์ก่อน แล้วฝึกเพื่อการบำบัดอีก 4 สัปดาห์ ตั้งแต่การฝึกเชื่อฟังคำสั่งง่ายๆ ให้เขารู้จักเข้าสังคม ชินกับการได้เจอกับคนแปลกหน้าและสุนัขตัวอื่นเป็นสำคัญ ซึ่งที่นี่มีการฝึกในเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ จากผู้ฝึกมืออาชีพอย่างทหาร จากกรมการสัตว์ทหารบกจากนครราชสีมา ที่มีการฝึกสุนัขเพื่อการค้นหาโดยเฉพาะ ซึ่งจะเข้ามาฝึกให้อาทิตย์ละ 3 คน สอนสุนัขแบบตัวต่อตัวในระยะเวลา 15 นาที แล้วค่อยวนมาสอนใหม่ เพราะสุนัขจะใช้เวลาสอนได้เพียงแค่ระยะสั้นๆ เท่านั้น แต่ถ้ารู้คำสั่งแล้วก็สามารถสอนพร้อมกันได้ครั้งละ 3 ตัวได้ โดยช่วงเดือนสุดท้ายเจ้าของสุนัขจะต้องเข้ามาเรียนด้วยพร้อมกับครูสอน เพราะจะได้ฝึกในการออกคำสั่งกับเจ้าตูบของคุณ
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=10 align=right border=0><TBODY><TR><TD>http://www.posttoday.com/images_pt/20051018/18c110.jpg</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>** การคัดเลือกสุนัขในการฝึก
สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทาง สพ.ญ.วจีรัตน์ อธิบายถึงคุณสมบัติของสุนัขที่จะเข้ารับการฝึกสุนัขเพื่อการบำบัดได้นั้นคือ จะต้องเป็นสุนัขนิสัยดี เนื่องจากบางตัวแม้จะมีความสามารถในการทำอะไรได้สารพัดอย่าง แต่ถ้ามีนิสัยก้าวร้าว ไม่ชอบคนแปลกหน้าเข้าจะเป็นเรื่องยากในการฝึกฝน
พันธุ์ของสุนัขอาจมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย เช่น พันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ดาร์เมเชี่ยน ลาบาดอร์ พูเดิล ไซเทอร์เลีย หรือพันธุ์ไทยนี่ยิ่งนิสัยดีมาก นอกจากนั้นขนาดของสุนัขที่ฝึกต้องมีขนาดตัวที่ไม่โตมากนัก และที่สำคัญคือมีนิสัยไม่ดุ ไม่ก้าวร้าว ซึ่งนั่นจำเป็นต้องอยู่ในข่ายสุนัขนิสัยดีตามที่คณะสัตวแพทย์ของมหาวิทยาลัยมหิดลได้ระบุไว้ คือ ไม่กัดคน ไม่กัดหมา แล้วพาจูงได้ ทว่า เวลาบำบัดให้กับคนชราก็ต้องง่ายต่อการที่คนป่วยหรือพี่เลี้ยงช่วยควบคุม แต่ที่จำเป็นมากคือต้องฝึกให้เขาได้เจอกับสุนัขตัวอื่นและคุ้นเคยกับคนแปลกหน้า
** อนาคตสำหรับสุนัขบำบัด
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=10 align=left border=0><TBODY><TR><TD>http://www.posttoday.com/images_pt/20051018/s18c102.jpg</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>สพ.ญ.วจีรัตน์ ได้แสดงทัศนะส่วนตัว ว่า การบำบัดด้วยวิธีนี้ถือเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยมีความสุขได้ แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดีกว่าที่จะปล่อยให้พวกเขาอยู่อย่างรอคอยเวลา และมีความสุขกับชีวิตที่เหลืออยู่ไม่ดีกว่าเหรอ และจากผลตอบรับในหลายครั้ง เมื่อเจ้าตูบที่ได้ผ่านการฝึกเพื่อเป็นสุนัขบำบัด ทำให้ทางศูนย์ฯ เริ่มจะสานต่อโครงการสุนัขบำบัดขึ้นอย่างจริงจัง โดยจะเข้าร่วมกับชมรมชีวันตรักษ์ ซึ่งจะเป็นการรวบรวมวิธีการบำบัดต่างๆ เพื่อตั้งเป็นศูนย์กลางนำวิธีการบำบัดต่างๆ ไปช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจกับคนชรา เด็กพิการ เด็กในสถานพินิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน
ในชมรมจะมองโดยรวมเป็นสัตว์เลี้ยงบำบัดมากกว่า ซึ่งเราจะเป็นสาขาหนึ่งในนั้น คือ สุนัขบำบัด ที่คอยฝึกฝนให้กับผู้สนใจและคอยเป็นศูนย์กลางให้ โดยจะได้เริ่มทำโครงการร่วมกับชมรมที่จะนำสัตว์ต่างๆ ไปช่วยบำบัดคนป่วย เด็กพิการ ผู้สูงอายุที่ต่างๆ ทั้งนี้ เพราะคนไข้จะมีความชอบในสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดแตกต่างกัน เพราะจากทีมศึกษาของชมรมระบุว่า ผู้ป่วย 70 เปอร์เซ็นต์ ต้องการอยู่ที่บ้านกับครอบครัวจริง แต่การนำสุนัขไปช่วยบำบัด ช่วยให้กำลังใจ ก็น่าจะช่วยลดภาวะตึงเครียด ความกังวลของผู้ป่วยลงได้เยอะ และที่ผ่านมามีการนำสุนัขบำบัดไปใช้ตามลักษณะเหตุการณ์มากกว่า เช่น ครั้งตอนเกิดสึนามิ มีหลายองค์กรนำสุนัขไปบำบัดให้แก่ผู้ประสบภัย แต่กระบวนการทำสุนัขบำบัดในไทยยังไม่ได้ทำขึ้นเป็นรูปเป็นร่างเช่นต่างประเทศ ที่วิธีการรักษาแบบนี้ได้รับความนิยมมาก
นอกจากนั้น ในฐานะที่เป็นคนรักสุนัข และเป็นสัตวแพทย์คนหนึ่ง สพ.ญ.วจีรัตน์ บอกว่า อยากให้คนไทยมีทัศนคติที่ดีกับสุนัขมากขึ้นกว่านี้ ตอนนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังมองสุนัขไปในแง่ลบอยู่ มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสุนัข กลัวว่ามีเชื้อโรค เป็นอันตราย กลัวความดุร้าย กลัวเป็นภูมิแพ้ ซึ่งแท้จริงโรคต่างๆ หรือการเกิดสาเหตุดังกล่าวก็มีบุคลากรและหน่วยงานต่างๆ ให้คำแนะนำ และความช่วยเหลือเกี่ยวกับสุนัขอยู่มากมาย อีกทั้งสุนัขจะเป็นอย่างไร ทั้งเรื่องสายพันธุ์และสิ่งแวดล้อมที่มันอยู่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งนั้น แม้จะเป็นสายพันธุ์ที่ดุ แต่ถ้าเจ้าของดูแลเป็นย่างดี สุนัขพันธุ์นั้นก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
...แต่อย่าลืมว่าก่อนที่จะให้เจ้าตูบแสนรู้ทั้งหลายเป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจมนุษย์ มนุษย์เองก็อย่าลืมควรให้ความเมตตา รัก และดูแลพวกมันอย่างจริงจัง ไม่ใช่นำมาเลี้ยงเพราะเทรนด์แฟชั่น แต่ปราศจากความรักความเอาใจใส่พวกมันอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม สุนัขก็มีหัวใจเหมือนมนุษย์เราๆ นี่แหละ...
ที่มา : โพสต์ทูเดย์
ขอบคุณ : น้องปุกปุย :face_hung
<!-- / message --><!-- sig -->__________________
<HR style="COLOR: #ffffff" SIZE=1><!-- / icon and title --><!-- message -->เพื่อนสี่ขา ผู้ฟื้นฟูจิตใจ
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=1 bgColor=#ffffff border=0><TBODY><TR><TD><TABLE class=alt1 cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD align=middle>http://www.palungjit.com/gallery/data/525/3.jpg</TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
เรื่อง บงกชรัตน์ สร้อยทอง
ภาพ พงษ์ไทย วัฒนาวณิชย์วุฒิ
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=10 align=left border=0><TBODY><TR><TD>http://www.posttoday.com/images_pt/20051018/18c101.jpg</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ปกติสุนัขก็เป็นเพื่อนแสนรู้และซื่อสัตย์ต่อเจ้าของอยู่แล้ว ยิ่งโดยธรรมชาติของบางสายพันธุ์ก็ใจดีกับมนุษย์อย่างใจหาย เพียงแต่ว่าอย่าได้ริไปยุ่งกับของส่วนตัวของพวกมันเข้าล่ะ เพราะปกติสุนัขย่อมหวงของของมัน แต่ทุกอย่างสามารถฝึกนิสัยของมันได้ หากสุนัขได้ผ่านการเลี้ยงดูจากเจ้าของมาตั้งแต่แรกเริ่ม เหมือนกับเด็กแบเบาะที่หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ก็สามารถเป็นเพื่อนรู้ใจต่างสปีชีส์กับเราได้
บางคนอาจฝึกให้สุนัขรับฟังคำสั่งในการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับเจ้าของอย่างมีความสุขแล้ว ยังมีการฝึกความสามารถพิเศษต่างๆ แต่ถ้าจะให้เกิดประโยชน์สูงสุด เดี๋ยวนี้เขามีการฝึกสุนัขบำบัด (Dog Therapy) กันแล้ว ซึ่งสำหรับเมืองไทยอาจเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่คนรักสุนัขมาแล้ว 2-3 ปี แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายในวงกว้าง และมีการรวมกลุ่มสุนัขเพื่อการบำบัดอย่างชัดเจน
** สุนัขบำบัด (Dog Therapy)
สพ.ญ.วจีรัตน์ กังสะนันทน์ เจ้าของศูนย์ฝึกสุนัขเพ็ท พาราไดซ์ พาร์ค ได้พูดถึงจุดเริ่มต้นการทำสุนัขบำบัดขึ้นมาว่า เดิมทีเปิดโรงพยาบาลสัตว์และศูนย์ฝึกสุนัขอยู่ในเขตเมือง แต่ด้วยสภาพพื้นที่อาจดูคับแคบไป ทำให้ต้องหาสถานที่ใหม่จนทำให้เกิดศูนย์ฝึกสุนัขแบบครบวงจร ฝึกไปฝึกมาจนคิดว่าการฝึกสุนัขสามารถทำประโยชน์ต่อสังคมได้ ด้วยการนำสุนัขไปบำบัดให้กับผู้ป่วย คนชรา และเด็กพิการ ซึ่งช่วยฟื้นฟูและปรับสภาพจิตใจได้
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=10 align=right border=0><TBODY><TR><TD>http://www.posttoday.com/images_pt/20051018/18c103.jpg</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>ส่วนใหญ่เป็นการฝึกสุนัขในเมือง ซึ่งเจ้าของอยากมีไว้เป็นเพื่อนแก้เหงา และช่วยคลายเครียดอยู่แล้ว แต่พอมีปัญหาว่าสุนัขดื้อ ยังปรับตัวเข้ากับเจ้าของไม่ได้ จึงพาไปฝึกเพื่อแก้พฤติกรรมที่ไม่ดี ให้เชื่อฟังคำสั่ง ไม่กระโจนเข้าหาเจ้าของ ฝึกนิสัยให้เรียบร้อยตั้งแต่เด็ก แต่เห็นว่าเมื่อเจ้าของเสียเงินฝึกสุนัขแล้ว คิดว่าธรรมชาติและความสามารถของสุนัขพวกนี้ สามารถช่วยสร้างรอยยิ้มและกำลังใจเล็กๆ น้อยๆ ให้กับผู้ป่วย คนชรา หรือเด็กพิการได้บ้าง ด้วยการพาสุนัขไปโชว์ ไปเยี่ยม และร่วมเล่นกับสุนัขไปด้วย ซึ่งที่ผ่านมาได้พาไปเยี่ยมที่บ้านพักคนชราบ้านบางแค เด็กพิการที่บ้านปากเกร็ด บ้านราชาวดี และบ้านนนทภูมิ มาแล้ว ซึ่งผลที่ได้คือ รอยยิ้ม ความเพลิดเพลินใจของผู้คนเหล่านั้น
** สิ่งที่ได้จากการฝึกสุนัขบำบัด
จากผลตอบรับเป็นอย่างดีที่ทางเพ็ท พาราไดซ์ ร่วมกับลูกค้าผู้เป็นเจ้าของเจ้าตูบหลายตัว นำสุนัขไปบำบัดให้กับคนชราที่บ้านบางแค บ้างก็ช่วยไปฟื้นฟูสภาพร่างกายด้วยการไปเล่นกับคนชราที่อาคารผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ทำให้รู้สึกสนุกสนานไปกับการทำกายภาพบำบัด ที่เดิมจะมีแค่ผู้ป่วยกับเครื่องมือช่วยทำกายภาพบำบัดเท่านั้น
สพ.ญ.วจีรัตน์ พูดถึงการฝึกสุนัขบำบัดว่า สามารถช่วยเหลือคนป่วยได้ 2 กรณี คือ
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=10 align=left border=0><TBODY><TR><TD>http://www.posttoday.com/images_pt/20051018/18c104.jpg</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>- ฟื้นฟูสภาพร่างกาย กรณีนี้ใช้สำหรับคนไข้ที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้ดี เพราะผู้ป่วยจะไม่มีแรงเคลื่อนไหวอวัยวะบางส่วน และปกติการทำกายภาพบำบัดอาจต้องใช้เครื่องนวดหรืออุปกรณ์อื่น ถ้านำสุนัขเข้ามาช่วยบำบัดทำให้ผู้ป่วยได้ยืดเส้นยืดสาย และรู้สึกไม่จำเจกับวิธีการเดิมๆ มากนักกับการออกกำลังบริเวณกล้ามเนื้อมือด้วยการยกของ การขว้างลูกบอลหรือเชือกให้สุนัขวิ่งไปเก็บมาให้ผู้ป่วย หรือถ้าเป็นสุนัขผมยาวให้คนไข้ได้ถือหวีแปรงขนสุนัข แค่นี้ก็ได้ออกกำลังแล้ว หรือถ้าผู้ป่วยรู้สึกไม่มีแรงส่วนขาด้วยการผ่าตัด หรือมีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้ออ่อนแรง ก็สามารถให้พี่เลี้ยงจูงสุนัขและเดินไปกับผู้ป่วยได้ หรืออาจจะให้ผู้ป่วยจูงเอง ซึ่งวิธีการเหล่านี้เป็นการกระตุ้นให้ผู้ป่วยไม่เบื่อหน่ายกับการออกกำลังได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ การออกกำลังกายแต่ละวิธีนั้นต้องขึ้นอยู่กับสภาพของคนไข้แต่ละคนด้วย เพราะต้องเลือกสุนัขที่เหมาะสม และความชอบของคนไข้ด้วย แต่การบำบัดด้วยวิธีดังกล่าวจะไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้ออักเสบ เพราะยังมีอาการเจ็บปวด
- ฟื้นฟูสภาพจิตใจ เหมาะกับการรักษาคนไข้ที่มีสภาพจิตใจที่เป็นทุกข์ มีความกังวลในจิตใจ จากความเป็นธรรมชาติของสุนัขที่มักเป็นมิตรกับคน หรือจากการได้โชว์ความสามารถพิเศษ เขาเห็นแล้วปรบมือแล้วมีรอยยิ้มขึ้นมา หรืออย่างน้อยการพาสุนัขให้เขาได้อุ้มหรือได้ลูบไล้เล่น ช่วงเวลาขณะนั้นทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสได้ยิ้ม ได้หัวเราะบ้าง และเท่าที่มีการศึกษาพบว่า ความสุขเหล่านั้นสามารถอยู่กับคนป่วยหรือผู้ที่ได้รับการบำบัดได้ ผู้ป่วยก็จะรู้สึกคิดถึงสุนัขแล้ว
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=10 align=right border=0><TBODY><TR><TD>http://www.posttoday.com/images_pt/20051018/18c106.jpg</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>** ขั้นตอนการบำบัด
เจ้าของเพ็ท พาราไดซ์ พาร์ค พูดถึงการบำบัดผู้ป่วยของที่นี่ที่จะเริ่มทำอย่างต่อเนื่องและอย่างจริงจังมากขึ้น ว่า การที่ญาติจะนำผู้ป่วยมาบำบัดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับความสมัครใจของญาติและตัวคนไข้เป็นหลักด้วย ญาติเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยมากกว่าใคร ว่าคนไข้อยากที่จะออกไปนอกบ้านที่ไหน ไปต่างตังหวัด ไปห้าง หรืออยู่บ้านเฉยๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องไม่สำคัญกับผู้ป่วยหรือคนชรา แต่ความจริงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ซึ่งวิธีการฝึกก็จะนำเอาจุดเด่นในธรรมชาติของสุนัขที่มีอยู่แล้วนำมาปรับเข้ากับลักษณะอาการของผู้ที่ได้รับการบำบัด เช่น การที่สุนัขชอบคาบของ ชอบเล่นน้ำ
สำหรับที่นี่จะเริ่มการบำบัดตั้งแต่ใครไม่สะดวกพาคนไข้เดินทางมาเอง ทางเพ็ท พาราไดซ์ฯ จะมีรถไปรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยจากบ้านโดยตรง โดยเฉลี่ยแล้วจะใช้เวลาในการบำบัดทั้งหมด 4 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่การพาไปดูโชว์ความสามารถพิเศษของสุนัขจากหลายๆ พันธุ์ หลายๆ ความสามารถ เพื่อให้ผู้รับการบำบัดได้รับความสนุกสนาน ตื่นเต้นไปกับความแสนรู้ของสุนัข ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้เล่นกับสุนัขด้วยการลูบไล้ อุ้ม และเข้ารับการบำบัดตามอาการของโรค ตั้งแต่การโยนลูกบอลหรือเชือกเพื่อออกกำลังกายกล้ามเนื้อแขนให้สุนัขไปหยิบมาคืนให้ การใช้หวีแปรงขนสุนัข หรือการออกกำลังกายกล้ามเนื้อส่วนขาด้วยการจูงสุนัขเดิน
รวมถึงการลงสระน้ำด้วยกัน ในส่วนของผู้ป่วยจะมีหัวฉีดแบบไฮโดรโธราปีให้ผู้สูงอายุได้คลายกล้ามเนื้อพร้อมกับมีสุนัขอยู่ข้างกายตลอดเวลา อาจขว้างของให้สุนัขกระโดดไปเก็บมาให้ ช่วงเวลานี้ควรให้ผู้ป่วยอยู่ได้ไม่เกิน 15-20 นาที ต่อด้วยการนวดคลายกล้ามเนื้อบนบก พร้อมกับมีลูกสุนัขคลอเคลียอยู่รอบกาย หรือไม่ก็มีบริการนวดคลายกล้ามเนื้อให้กับสุนัขตัวโปรดด้วย และทิ้งท้ายด้วยการได้รับประทานอาหารด้วยกันระหว่างผู้ป่วย โดยสุนัขก็จะได้อิ่มท้องไปด้วยในเวลาเดียวกัน แต่ทุกขั้นตอนของการบำบัดนั้น จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลประกบข้างตลอดเวลา สัตวแพทย์อธิบายขั้นตอนการบำบัดให้ฟัง
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=10 align=left border=0><TBODY><TR><TD>http://www.posttoday.com/images_pt/20051018/18c107.jpg</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>** การฝึกฝนสุนัขเพื่อบำบัด
จากเดิมที่นี่มีการฝึกให้ลูกสุนัขมีความประพฤติอยู่ในระเบียบที่ดีแล้ว เช่น การฝึกฉี่ให้เป็นที่ ยังมีการฝึกการเข้าสังคม เวลาออกนอกบ้านจะได้ป้องกันตัวเองด้วยการเห่ายามเห็นคนแปลกหน้า หรือการฝึกคำสั่งง่ายๆ อย่างสั่งให้นอนหงายเพื่อตรวจเห็บหรือหมัด หรือการฝึกในขั้นพื้นฐานด้วยการสั่งให้ยืน นั่ง หมอบ คอย หรือสวัสดี และรวมไปถึงฝึกในความสามารถพิเศษกับอุปกรณ์ต่างๆ
แต่สำหรับการที่จะฝึกสุนัขเพื่อการบำบัดได้นั้น ต้องให้สุนัขผ่านการฝึกระดับขั้นพื้นฐานก่อนแล้ว และก็ต้องมีการทดสอบคุณสมบัติของสุนัขก่อนว่ามีความเหมาะสมที่จะนำไปฝึกเพื่อการบำบัดหรือไม่
โดยสุนัขที่เหมาะที่จะได้รับการฝึกควรเริ่มตั้งแต่ 6 เดือน จนถึง 3 ปี เพราะหลังจากนั้นทำการฝึกฝนได้ยาก สำหรับการฝึกสุนัขที่นี่จะใช้เวลาในการฝึกจำนวน 3 เดือน โดยฝึกขั้นพื้นฐานประมาณ 8 สัปดาห์ก่อน แล้วฝึกเพื่อการบำบัดอีก 4 สัปดาห์ ตั้งแต่การฝึกเชื่อฟังคำสั่งง่ายๆ ให้เขารู้จักเข้าสังคม ชินกับการได้เจอกับคนแปลกหน้าและสุนัขตัวอื่นเป็นสำคัญ ซึ่งที่นี่มีการฝึกในเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ จากผู้ฝึกมืออาชีพอย่างทหาร จากกรมการสัตว์ทหารบกจากนครราชสีมา ที่มีการฝึกสุนัขเพื่อการค้นหาโดยเฉพาะ ซึ่งจะเข้ามาฝึกให้อาทิตย์ละ 3 คน สอนสุนัขแบบตัวต่อตัวในระยะเวลา 15 นาที แล้วค่อยวนมาสอนใหม่ เพราะสุนัขจะใช้เวลาสอนได้เพียงแค่ระยะสั้นๆ เท่านั้น แต่ถ้ารู้คำสั่งแล้วก็สามารถสอนพร้อมกันได้ครั้งละ 3 ตัวได้ โดยช่วงเดือนสุดท้ายเจ้าของสุนัขจะต้องเข้ามาเรียนด้วยพร้อมกับครูสอน เพราะจะได้ฝึกในการออกคำสั่งกับเจ้าตูบของคุณ
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=10 align=right border=0><TBODY><TR><TD>http://www.posttoday.com/images_pt/20051018/18c110.jpg</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>** การคัดเลือกสุนัขในการฝึก
สิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทาง สพ.ญ.วจีรัตน์ อธิบายถึงคุณสมบัติของสุนัขที่จะเข้ารับการฝึกสุนัขเพื่อการบำบัดได้นั้นคือ จะต้องเป็นสุนัขนิสัยดี เนื่องจากบางตัวแม้จะมีความสามารถในการทำอะไรได้สารพัดอย่าง แต่ถ้ามีนิสัยก้าวร้าว ไม่ชอบคนแปลกหน้าเข้าจะเป็นเรื่องยากในการฝึกฝน
พันธุ์ของสุนัขอาจมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย เช่น พันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ดาร์เมเชี่ยน ลาบาดอร์ พูเดิล ไซเทอร์เลีย หรือพันธุ์ไทยนี่ยิ่งนิสัยดีมาก นอกจากนั้นขนาดของสุนัขที่ฝึกต้องมีขนาดตัวที่ไม่โตมากนัก และที่สำคัญคือมีนิสัยไม่ดุ ไม่ก้าวร้าว ซึ่งนั่นจำเป็นต้องอยู่ในข่ายสุนัขนิสัยดีตามที่คณะสัตวแพทย์ของมหาวิทยาลัยมหิดลได้ระบุไว้ คือ ไม่กัดคน ไม่กัดหมา แล้วพาจูงได้ ทว่า เวลาบำบัดให้กับคนชราก็ต้องง่ายต่อการที่คนป่วยหรือพี่เลี้ยงช่วยควบคุม แต่ที่จำเป็นมากคือต้องฝึกให้เขาได้เจอกับสุนัขตัวอื่นและคุ้นเคยกับคนแปลกหน้า
** อนาคตสำหรับสุนัขบำบัด
<TABLE cellSpacing=1 cellPadding=0 width=10 align=left border=0><TBODY><TR><TD>http://www.posttoday.com/images_pt/20051018/s18c102.jpg</TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>สพ.ญ.วจีรัตน์ ได้แสดงทัศนะส่วนตัว ว่า การบำบัดด้วยวิธีนี้ถือเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยมีความสุขได้ แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดีกว่าที่จะปล่อยให้พวกเขาอยู่อย่างรอคอยเวลา และมีความสุขกับชีวิตที่เหลืออยู่ไม่ดีกว่าเหรอ และจากผลตอบรับในหลายครั้ง เมื่อเจ้าตูบที่ได้ผ่านการฝึกเพื่อเป็นสุนัขบำบัด ทำให้ทางศูนย์ฯ เริ่มจะสานต่อโครงการสุนัขบำบัดขึ้นอย่างจริงจัง โดยจะเข้าร่วมกับชมรมชีวันตรักษ์ ซึ่งจะเป็นการรวบรวมวิธีการบำบัดต่างๆ เพื่อตั้งเป็นศูนย์กลางนำวิธีการบำบัดต่างๆ ไปช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจกับคนชรา เด็กพิการ เด็กในสถานพินิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน
ในชมรมจะมองโดยรวมเป็นสัตว์เลี้ยงบำบัดมากกว่า ซึ่งเราจะเป็นสาขาหนึ่งในนั้น คือ สุนัขบำบัด ที่คอยฝึกฝนให้กับผู้สนใจและคอยเป็นศูนย์กลางให้ โดยจะได้เริ่มทำโครงการร่วมกับชมรมที่จะนำสัตว์ต่างๆ ไปช่วยบำบัดคนป่วย เด็กพิการ ผู้สูงอายุที่ต่างๆ ทั้งนี้ เพราะคนไข้จะมีความชอบในสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดแตกต่างกัน เพราะจากทีมศึกษาของชมรมระบุว่า ผู้ป่วย 70 เปอร์เซ็นต์ ต้องการอยู่ที่บ้านกับครอบครัวจริง แต่การนำสุนัขไปช่วยบำบัด ช่วยให้กำลังใจ ก็น่าจะช่วยลดภาวะตึงเครียด ความกังวลของผู้ป่วยลงได้เยอะ และที่ผ่านมามีการนำสุนัขบำบัดไปใช้ตามลักษณะเหตุการณ์มากกว่า เช่น ครั้งตอนเกิดสึนามิ มีหลายองค์กรนำสุนัขไปบำบัดให้แก่ผู้ประสบภัย แต่กระบวนการทำสุนัขบำบัดในไทยยังไม่ได้ทำขึ้นเป็นรูปเป็นร่างเช่นต่างประเทศ ที่วิธีการรักษาแบบนี้ได้รับความนิยมมาก
นอกจากนั้น ในฐานะที่เป็นคนรักสุนัข และเป็นสัตวแพทย์คนหนึ่ง สพ.ญ.วจีรัตน์ บอกว่า อยากให้คนไทยมีทัศนคติที่ดีกับสุนัขมากขึ้นกว่านี้ ตอนนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังมองสุนัขไปในแง่ลบอยู่ มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสุนัข กลัวว่ามีเชื้อโรค เป็นอันตราย กลัวความดุร้าย กลัวเป็นภูมิแพ้ ซึ่งแท้จริงโรคต่างๆ หรือการเกิดสาเหตุดังกล่าวก็มีบุคลากรและหน่วยงานต่างๆ ให้คำแนะนำ และความช่วยเหลือเกี่ยวกับสุนัขอยู่มากมาย อีกทั้งสุนัขจะเป็นอย่างไร ทั้งเรื่องสายพันธุ์และสิ่งแวดล้อมที่มันอยู่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งนั้น แม้จะเป็นสายพันธุ์ที่ดุ แต่ถ้าเจ้าของดูแลเป็นย่างดี สุนัขพันธุ์นั้นก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
...แต่อย่าลืมว่าก่อนที่จะให้เจ้าตูบแสนรู้ทั้งหลายเป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจมนุษย์ มนุษย์เองก็อย่าลืมควรให้ความเมตตา รัก และดูแลพวกมันอย่างจริงจัง ไม่ใช่นำมาเลี้ยงเพราะเทรนด์แฟชั่น แต่ปราศจากความรักความเอาใจใส่พวกมันอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม สุนัขก็มีหัวใจเหมือนมนุษย์เราๆ นี่แหละ...
ที่มา : โพสต์ทูเดย์
ขอบคุณ : น้องปุกปุย :face_hung
<!-- / message --><!-- sig -->__________________