PDA

View Full Version : กรรมฐานแบบใดที่เหมาะกับท่าน ???


malila
10-15-2005, 11:52 PM
http://www.agalico.com/board/attachment.php?attachmentid=567&stc=1&d=1129391479


กรรมฐาน หรือ การภาวนาสมาธิ วิธีใดบ้างครับ ? จึงจะเหมาะสมกับคนที่มี " จริต " ต่างกันดังกล่าว เพื่อทำให้จิตตั้งมั่นง่าย (เป็นสมาธิ) คู่ควรไปใช้งานทางปัญญาได้โดยเร็ว


(1) คนบางคนชอบรวย อยากรวยเงินทอง
อยากรวยกล้วยไม้ อยากรวยเครื่องประดับ
อยากรวยบริวาร อยากรวยเครื่องแต่งกาย
อยากรวย ฯลฯ
เขาเป็นคนที่..... " หนักไปทางโลภะจริต "


(2) คนบางคนขี้โมโห ขุ่นเคืองขัดใจง่าย เมื่อไม่ได้ดั่งใจ
เขา... " หนักไปทางโทสะจริต "

(3) คนบางคนเชื่อง่าย งมงาย ตื่นข่าว ได้ยินแล้วก็เชื่อทันที
เขา... " หนักไปทางโมหะจริต "



จริต 6 ได้แก่

1. ราคจริต หมายถึง ผู้ที่มีความประพฤติหนักไปทางรักสวยรักงาน กรรมฐานสำหรับแก้ คือ อสุภกรรมฐาน และกายคติ (การพิจารณากาย)

2. โทสจริต หมายถึง ผู้มีความประพฤติหนักไปทางใจร้อน ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด กรรมฐานสำหรับแก้ คือ พรหมวิหาร และกสิณ

3. โมหจริต หมายถึง ผู้มีความประพฤติหนักไปทางเขลา งมงาย กรรมฐานที่จะช่วยคือ การเจริญอานาปาณสติ การสนทนาธรรมกับผู้รู้

4. สัทธาจริต หมายถึง ผู้มีความประพฤติหนักไปทางน้อมใจเลื่อมใสสิ่งต่างๆ ได้ง่าย มีจิตซาบซึ้งง่าย กรรมฐานที่จะช่วยคือการพิจารณาอนุสติ

5.พุทธจริต หรือญาณจริต หมายถึง ผู้มีความประพฤติหนักไปทางใช้ความคิดพิจารณา กรรมฐานที่เหมาะสมคือ มรณานุสติ อุปสมานุสติ จตุธาตุววัฏฐาน อาหาเรปฏิกูลสัญญา

6. วิตกจริต หมายถึง ผู้มีความประพฤติหนักไปทางความคิดฟุ้งซ่าน กรรมฐานที่เหมาะสมคือ การเจริญอานาปานสติ การเพ่งกสิณ


****************

สำหรับกรรมฐานที่กล่าวเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น
เพราะกรรมฐาน หรือเครื่องมือในการฝึกจิตมีถึง 40 ชนิดเจ้าค่ะ

*****************************

กระทู้นี้ อุปมาเหมือน ถาดใบใหญ่ใส่ผลไม้
ที่เชิญให้นำผลไม้หลากหลายชนิดมาใส่ไว้
ผลไม้ดังกล่าวเปรียบเป็น "จริต"

ให้ผู้สนใจได้ตรวจตนว่ามีจริตเช่นใด
เพื่อไปเลือกกรรมฐานบำเพ็ญสมาธิให้ตรงกับจริตตน

จริต คือ ความประพฤติ พื้นนิสัย พื้นเพแห่งจิต ของคนที่หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง

จริต 14 ได้แก่ ราคจริต โทสจริต โมหจริต สัทธาจริต พุทธิจริต

วิตกจริต ราคโทสจริต ราคโมหจริต โทสโมหจริต ราคโทสโมหจริต

สัทธาพุทธิจริต สัทธาวิตกจริต พุทธิวิตกจริต สัทธาพุทธิวิตกจริต

ผู้มีราคะเป็นเจ้าเรือน เรียกว่า ราคจริต จริตอื่นก็แยกไปทำนองเดียวกัน

--------------------

จริต 14 ย่อลงเป็น 7 ได้แก่

ราคจริต+สัทธาจริต , โทสจริต+พุทธิจริต ,
โมหจริต+วิตกจริต , ราคโทสจริต+สัทธาพุทธิจริต , ราคโมหจริต+สัทธาวิตกจริต , โทสโมหจริต+พุทธิวิตกจริต และ ราคโทสโมหจริต+สัทธาพุทธิวิตกจริต

--------------------

ราคะ กับ ศรัทธา คล้ายคลึงกันคือ ความยึดมั่น ใฝ่หาความดี ไม่ผลักไส
ราคะ ประสงค์สิ่งสนองตัณหา ส่วน ศรัทธา แสวงหาสิ่งดีทางศีลธรรม
ราคะ ไม่สละสิ่งเลว ส่วน ศรัทธา ไม่สละสิ่งดี

โทสะ กับ พุทธิ คล้ายกันคือ ไม่ยึดมั่น ใฝ่หาความผิดพลาด ผลักไส
โทสะ ไม่ยึดติดสิ่งดี ส่วน พุทธิ คอยหาดทษของความประพฤติผิด
โทสะ ผลักไสผู้อื่น ส่วน พุทธิ ผลักไสความยอมตาม

โมหะ กับ วิตก คล้ายกันคือ ไม่มั่นคง เคลื่อนไหว
โมหะ ไม่สงบเพราะถูกรบกวน ส่วน วิตก ไม่สงบเพราะคิดฟุ้งซ่านไปหลายทาง
โมหะ เคลื่อนไหวไม่ร้ทางไป ส่วน วิตก เคลื่อนไหวเพราะไม่เอาจริงจัง

จริตอื่น ๆ ก็เทียบเคียงทำนองเดียวกันนี้ จึงย่อลงเหลือ 7 บุคคล

--------------------

การฝึก............

ราคจริต ฝึกได้เร็ว เพราะแนะนำง่าย มีศรัทธามาก ไม่ค่อยมี โมหะ วิตก

โทสจริต ฝึกได้เร็ว เพราะแนะนำง่าย มีปัญญามาก ไม่ค่อยมี โมหะ วิตก

โมหจริต ฝึกได้ช้า เพราะแนะนำยาก เนื่องจากมี โมหะ วิตก ไม่ค่อยมีศรัทธา ปัญญา


ราคโทสจริต ฝีกได้เร็ว เพราะแนะนำง่าย มีศรัทธา ปัญญากล้า ไม่ค่อยมีโมหะ วิตก


ราคโมหจริต ฝึกได้ช้า เพราะแนะนำยาก ไม่มี ศรัทธา และมีโมหะ วิตก มาก

โทสโมหจิต ฝึกได้ช้า เพราะแนะนำยาก ไม่มี ปัญญา และมี โมหะ วิตก มาก

ราคโทสโมหจริต หรือ สัทธาพุทธิวิตกจริต ฝึกได้ช้าเพราะแนะนำยาก ไม่มีปัญญา และมี โมหะ วิตก มาก

--------------------

จริต 7 ย่อลงเป็น 3........ตามอกุศลมูล
คือ ราคจริต โทสจริต โมหจริต

--------------------


สาเหตุของจริต มาจาก กรรมที่ทำในอดีต ธาตุทั้งหลาย และโทษ

-- ผู้สะสมกุศลกรรมไว้ในอดีตชาติ โดยอุบายวิธีที่น่ารักน่าชอบใจ กับ
-- ผู้จุติจากวิมาน มาปฏิสนธิในโลก ...เป็นราคจริต

-- ผู้ในอดีตชาติ สั่งสมกรรมอันก่อเวร คือ การฆ่า ทรมาน จับกุมคุมขัง กับ
-- ผู้จุติจากนรก หรือ กำเหนิดงู มาปฏิสนโนโลก ...เป็นโทสจริต

-- ผู้ในอดีตชาต ดื่มน้ำเมามาก และเว้นจากการศึกษาสนทนาธรรม กับ
-- ผู้จุติจากกำเหนิดดิรัจฉาน มาปฏิสนธิในโลก ...เป็นโมหจริต

ดังนั้น : กรรมที่ทำในอดีต จึงเป็นสาเหตุของจริต.......


-----------------------------------

ธาตุ :


- ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม เสมอกัน ...เป็นราคจริต
- ธาตุลม ธาตุไฟ สูง ...เป็นโทสจริต
- ธาตุดิน ธาตุน้ำ เพิ่มสูง ...เป็นโมหจริต

-----------------------------------

โทษในร่างกาย

---ผู้มีเสมหะมากกว่าปกติ ...เป็นราคจริต
---ผู้มีน้ำดีมากกว่าปกติ ...เป็นโทสริต
---ผู้มีลมมากกว่าปกติ ...เป็นโมหจริต


--------------------



ท่านพระอาจารย์ ได้แนะนำหลัก การเลือกกัมมัฏฐาน ไว้ดังนี้....

1. บุคคล ราคจริต ควรปฏิบัติ อสุภสัญญา 10 , กายคตาสติ
.....เพราะทำให้เอาชนะราคะได้

............บุคคล ราคจริต ไม่ควรปฏิบัติ อัปปมัญญา 4
.....เพราะนิมิตของอัปปมัญญา เป็นสิ่งที่งดงาม

2. บุคคล โทสจริต ควรปฏิบัติ อัปปมัญญา 4
....เพราะทำให้เอาชนะโทสะได้ หรือควรปฏิบัติ วัณณกสิณ
....เพราะจิตเธอน้อมไปในกัมมัฎฐานนั้น

............บุคคล โทสจริต ไม่ควรปฏิบัติ อสุภสัญญา 10
....เพราะจะทำให้ ปฏิฆสัญญา เกิดขึ้น

3. บุคคล โมหจริต ( ที่ยังไม่ได้สั่งสมอบรมปัญญาด้วยการศึกษา )
....ไม่ควรปฏิบัติกัมมัฏฐานใด เพราะเธอไม่รอบรู้ ความเพียรย่อมไร้ผล

............บุคคล โมหจริต ควรสืบสวน ค้นคว้าเกี่ยวกับธรรม ฟังธรรมเทศนา
....ตามกาล ด้วยความเคารพ ยกย่องธรรม อยู่ใกล้อาจารย์ สั่งสมปัญญา
....แล้วปฏิบัติกัมมัฏฐานสักอย่างหนึ่ง ที่เธอชอบใจ
....อนึ่ง มรณสติ และ จตุววัฏฐาน เหมาะแก่เธอเป็นพิเศษ

4. บุคคลสัทธาจริต ควรปฏิบัติ อนุสสติ 6 เริ่มด้วยพุทธานุสสติ
.....เพราะทำให้ศรัทธาของเธอมั่นคง

5. บุคคลพุทธิจริต ควรปฏิบัติ จตุธาตุววัฏฐาน อาหาเรปฏิกูลสัญญา
.....มรณสติ และอุปสมานุสสติ ....เพราะเธอเป็นคนละเอียดล้ำลึก
.....อนึ่ง ..บุคคลพุทธิจริต ไม่ถูกห้ามปฏิบัติ กัมมัฏฐาน ใด ๆ เลย

6. บุคคลวิตกจริต ควรปฏิบัติ อานาปานสติ

.....เพราะกำจัดความฟุ้งซ่านได้

*** เมื่ออาจารย์ที่เธออาศัยอยู่ด้วย สังเกตจริยาหรือจริต ของเธอแล้ว
จึงได้กำหนดอารมณ์กัมมัฏฐาน ที่เหมาะสมสำหรับใช้อบรม...

*** พอจะได้เป็นองค์ความรู้บ้างนะครับ ถ้ายังไม่เข้าไปที่อาจารย์ใด
ก็ให้ตัวเองเป็นอาจารย์ ทบทวนสังเกตตัวเองว่า มีจริตหนักไปทางใด

ดังบาลี : อัตตาหิ อัตตโน นาโถ " ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน "

ถือซะว่า บอกกล่าวเล่าสู่กันฟังครับ...

เจริญในพระธรรม



ถาม : จะดูบุคคล มีจริตเช่นใด ดูจากอันใดครับ ?


* ทราบได้จาก ลักษณะจริยา 7 คือ การมองดูรูป กิเลส ลักษณะการเดิน
ลักษณะการนุ่งห่ม ลักษณะการบริโภค การงาน และ การนอนหลับ

อธิบาย การมองดูรูป...


-- มองดูรูป เสมือนไม่เคยเห็นมาก่อน มองไม่เห็นข้อเสียของรูป ไม่พิจารณารูป
ไม่พิจารณาคุณความดีแม้เพียงเล็กน้อยของรูป ไม่เป็นอิสระจากความต้องการใน
รูปารมณ์ หลังพิจารณาแล้วก็ยังไม่เป็นตัวของตัวเอง ....นี้คือบุคคล ราคจริต

-- มองดูรูปไม่นาน ราวกับว่าเหนื่อยหน่าย เมื่อหงุดหงิด จะก่อทะเลาะวิวาทกับ
ผู้อื่นบ่อย ๆ แม้สิ่งใดดี เขาก็ไม่ชอบใจ ปัดทิ้งหมด วิถีชีวิตเขาถูกกำหนดโดย
โทษ ท่าทีเขาต่ออารมณ์ทางทวารอื่น ก็ทำนองนี้ ....นี้คือบุคคล โทสจริต

-- มองดูรูป ในเรื่องคุณและโทษของสิ่งใดก็ตาม เขาจะเชื่อคนอื่น ใครว่าอะไร
มีค่าหรือน่าชม เขาก็ว่าตามเพราะเขาไม่รู้อะไร ท่าทีเขาต่ออารมณ์ทางทวารอื่น
ก็ทำนองนี้ ....นี้คือบุคคล โมหจริต

อธิบาย กิเลส.........


-- ริษยา มานะ มายา สาไถย มักมาก ....นี้คือ ราคจริต

-- โกรธ พยาบาท มักขะ ตระหนี่ อุปนาหะ ....นี้คือ โทสจริต

-- ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา โมหะ ....นี้คือ โมหจริต

อธิบาย จากการเดิน..........

-- ยกเท้าเดินเร็ว ก้าวสม่ำเสมอ สาวเท้าสม่ำเสมอ วางลงไม่เต็มพื้นเท้า
ยกเท้าก้าวเดินสง่างาม ....นี้คือบุคคล ราคจริต

-- กระตุกเท้ายกขึ้น เหยียบลงผลุนผลัน เท้าเขาเฉียดกัน วางเท้าคล้าย
จะขุดดิน ....นี้คือบุคคล โทสจริต

-- ยกเท้าปัดไปปัดมา เหยียบลงก็ปัดไปปัดมา ..นี้คือบุคคล โมหจริต

อธิบาย การนุ่งห่ม..........

-- ไม่ครองจีวรเก่าหรือขาด ครองช้า ไม่ห้อยรุ่มร่าง เป็นปริมณฑล (ราคจริต)

-- ครองจีวรรวดเร็ว สูงเกินควร ไม่เป็นปริมณฑล (โทสจริต)

-- ครองจีวรช้า ไม่เป็นปริมณฑล ไม่น่าดูหลายประการ (โมหจริต)

อธิบาย การบริโภค.........

-- พอใจอาหารรสกลมกล่อม ประณีต หวาน ต้องการอาหารพอควร
ตะล่อมเรียบร้อยพอเหมาะคำ บริโภคด้วยความพอใจ แม้ไม่อร่อยนัก
(ราคจริต)

-- พอใจอาหารรสเปรี้ยว ไม่ตะล่อมเป็นคำให้เรียบร้อย บริโภคคำโต
ถ้าอาหารไม่สู้อร่อย เธอไม่พอใจ
(โทสจริต)

-- พอใจอาหารไม่แน่นอน ไม่จัดเป็นคำ บริโภคคำเล็ก ปากเธอมีอาหารเปรอะเปื้อน เข้าปากบ้าง ตกลงในภาชนะบ้าง บริโภคไม่สำรวม
(โมหจริต)

อธิบาย การงาน........

-- จับไม้กวาดพอดี กวาดไม่รีบ ไม่กระจาย เรียบร้อย (ราคจริต)

-- คว้าไม้กวาดรีบ กวาดเร็ว กระจายทั่ว เรียบร้อย (โทสจริต)

-- จับไม้กวาดเชื่องช้า กวาดไม่เรียบร้อย ไม่สม่ำเสมอ (โมหจริต)

อธิบาย การนอน.......

-- เตรียมที่นอนไม่รีบ ทำเรียบร้อย ค่อย ๆ เอนกาย งอแขนขา
ถูกปลุกกลางคืน จะลุกขึ้นทันทีทันใด และตอบแบบไม่เต็มใจ (ราคจริต)

-- รีบนอน ณ ที่เธอได้พบ หน้านิ่วคิ้วขมวดเวลาหลับ ถูกปลุก ฯ จะลุก
ขึ้นทันที และตอบแบบไม่พอใจ (โทสจริต)

-- ไม่เตรียมที่นอนให้เรียบร้อย เวลาหลับ แขนขาอ้าถ่างออก ถูกปลุก ฯ
เธอบ่นพึมพำและนานจึงค่อยตอบ


** เมื่อพระอาจารย์ สังเกตเห็นจริตมาหลายเดือนแล้ว **
ก็จะกำหนดอารมณ์กรรมฐาน ที่เหมาะเพื่อใช้อบรมจิตของเธอผู้นั้น



ที่มา
http://www.dhammathai.org/webboard/view.php?No=605


:emo_118: :emo_118: :emo_118:

<TABLE class=tborder cellSpacing=1 cellPadding=6 width="100%" align=center border=0><TBODY><TR><TD class=alt1 width="100%">ห้องจิตภาวนา วิปัสนาทีปณี ฝึกพลังจิต-สมาธิทุกรูปแบบ แลกเปลี่ยน - ถามตอบ -แนะนำการฝึกสมาธิทุกรูปแบบ</TD></TR></TBODY></TABLE>
http://www.agalico.com/board/forumdisplay.php?f=7 (http://www.agalico.com/board/forumdisplay.php?f=7)

คุณมิลค์
10-16-2005, 08:53 PM
เป็นกระทู้ที่เยี่ยมมาก ชี้แนวทางให้แก่ข้าพเจ้า

ศิริ
11-18-2005, 11:40 AM
พร่งนี้จะไปบวชชีพรามหม์ที่วัดอัมพวันแล้วค่ะ

malila
11-18-2005, 01:25 PM
อนุโมทนาด้วยค่ะ คุณศิริ :emo_020:

malila
07-08-2007, 06:01 PM
หลวงปู่เส็ง ปุสโส ศิษย์หลวงปู่มั่น ท่านบอกว่า...ผู้มีราคะจริต ถ้าเจริญอุเบกขาอัปปมัญญา (ไม่เจาะจงผู้ใดผู้หนึ่ง ส่งกระแสอุเบกขาไปทั่วจักรภพ จักรวาล) จะดีมาก แก้ความกำหนัดในเพศตรงข้ามได้ดี


พรหมวิหารธรรมนั้น จะมี 4 ประการนะครับ เราทราบกันดี

แต่พรหมวิหารที่แผ่กระแสไปในสัตว์ทั้งปวง ไม่เจาะจงบุคคล ไม่เจาะจงสัตว์ ไม่เจาะจงสถานที่ ไม่มีขอบเขต แผ่ไปทุกทิศทั่วจักรวาล.... ท่านเรียกว่า "อัปปมัญญา"

พรหมวิหารธรรมดา จะแผ่กระแสเจาะจงสัตว์ หรือกลุ่มสัตว์ หรือเจาะจงสถานที่ แต่อัปปมัญญานั้น ไม่เจาะจงใดๆ เลย จึงกว้างขวางกว่าพรหมวิหารธรรมดา

ถ้าเราแผ่กระแสเฉพาะข้อที่ 4 คือ อุเบกขา แบบอัปปมัญญา.... ก็คือ ให้เราแผ่กระแสแห่งอุเบกขาธรรมนี้ ไปในสรรพสัตว์ ไปทั่วทุกทิศ จักรวาล กว้างขวาง ครอบคลุม นี่แหละครับ คือ "อุเบกขาอัปปมัญญา"


วิธีทำ...

นั่งในท่าที่สบาย.... ทำจิตให้สงบ แล้วตั้งใจให้นิ่ง แล้วเริ่มสร้างคุณธรรมอุเบกขา คือ ความวางเฉย ต่อสรรพสัตว์ขึ้นมาให้เกิดในใจเราก่อน โดยพิจารณาว่า สัตว์ทั้งปวง ล้วนมีกรรมเป็นของๆ ตน สัตว์ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ดีของเขาเอง สัตว์ที่ทำไม่ดี ก็ได้ไม่ดีของเขาเอง สัตว์เป็นผู้สร้างเอง ไม่มีใครทำให้ เพราะฉะนั้น เราจึงวางเฉยต่อกรรมของสัตว์ที่เขาจะได้รับ เพราะเขาเป็นผู้ทำเอง ไม่มีใครไปบังคับเขา...

พิจารณาแบบนี้ หรือทำนองนี้ แล้วเริ่มปลูกสร้างอุเบกขาธรรม ให้เกิดในใจของเรา จนสงบ และแน่วแน่ดีแล้ว จากนั้นจึงแผ่กระแสอุเบกขานี้ ไปในทิศทั้งปวง .... เริ่มจากทิศเบื้องหน้าเราก่อนก็ได้... ไม่มีคำพูด ไม่มีคำบริกรรมใดๆ เพราะเป็นกระแสจิตล้วนๆ แผ่กระแสไปให้กว้างสุดจักรวาล จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นทิศอื่นๆ คือ ทิศเบื้องขวา ทิศเบื้องหลัง ทิศเบื้องซ้าย ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องล่าง.....

ไม่ต้องรีบ... ใช้เวลาในแต่ละทิศ ประมาณ 5 - 10 นาที หรือเท่าใดก็ได้ แล้วแต่เราจะถึงจุดอิ่มตัว เมื่อครบทั้ง 6 ทิศแล้ว ก็ให้แผ่กระแสรวม ทุกทิศทั่วไป คล้ายแสงจากคบไฟ ที่ถูกชูขึ้น แสงจะกระจายไปทุกทิศฉันนั้น.....

ให้ทำอย่างนี้ นานที่สุด เท่าที่เราจะทำได้.... เมื่อถึงจุดอิ่มตัว มันจะคลายออกมาเองครับ..... เราจึงค่อยหยุดพัก ไปไหว้พระสวดมนต์ หรือนอนก็แล้วแต่....


ถ้าเราทำได้สมาธิ เราจะสังเกตดูได้ทันที คือ กระแสความกำหนัดจากเพศตรงข้าม จะหายไป จิตจะเฉยๆ จะเยือกเย็นแปลกๆ ไม่ยินดียินร้ายต่อการกระทำของสัตว์ทั้งปวง จะวางเฉย.... ไม่มีความโศก ไม่มีความเศร้า ไม่มีความน้อยใจ ไม่มีความกังวลอะไรในการงาน หรือวันข้างหน้าอีก...

เมื่อเราเจริญอยู่ประจำ แม้ในชีวิตประจำวัน ขณะทำงาน หรือทำอะไร เราก็หมั่นทำ เท่าที่จะนึกได้ ทำได้ ก็จะมีความรู้สึกอิ่มๆ ยังไงไม่ทราบ และจิตจะสงบดี และที่สำคัญคือแก้ความกำหนัดในเรื่องเพศได้ดีมากๆ ...... ลองทำดูกันได้ครับ.....




http://www.dhammathai.org/webboard/view.php?No=605 (http://www.dhammathai.org/webboard/view.php?No=605)

Alucard91
05-07-2008, 06:38 PM
<TABLE id=HB_Mail_Container height="100%" cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0 UNSELECTABLE="on"><TBODY><TR height="100%" width="100%" UNSELECTABLE="on"><TD id=HB_Focus_Element vAlign=top width="100%" background="" height=250 UNSELECTABLE="off">อนุโมทนาด้วยนะ คับ สาธุ
</TD></TR><TR UNSELECTABLE="on" hb_tag="1"><TD style="FONT-SIZE: 1pt" height=1 UNSELECTABLE="on">
</TD></TR></TBODY></TABLE>

บางแก้ว
07-02-2008, 11:59 PM
ขอบคุณคร้าบ

ศุภชัย คุณสิงห์
08-17-2008, 01:41 PM
การทำสมาธิแบบนี้น่าจะเหมาะกับผม ขอบคุณมากครับ malila

ฐิตา10
09-05-2008, 12:08 AM
:yoyo_0054: ดูแล้วมันปนๆกันอยู่ในตัว :0037: เอาไงดีคะคุณครู :yoyo_0071: ดูเองมันอดเข้าข้างว่ามาจาก
ที่ดีๆไม่ได้ จะมาจากที่ต่ำก็จะตั้งใจละ..เดื๋ยวเสียแรง..ที่เชียร์อัพ!!~

nui247
09-17-2008, 10:53 PM
ขออนุโมทนาด้วยครับ