PDA

View Full Version : ธรรมะที่จับต้องได้


Paang
06-23-2007, 08:26 AM
http://www.agalico.com/imghost/photo/img/7b315c87367c6a03c5ced730f4546e2e/act500520_02.jpg



ทุกครั้งที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ขึ้นบรรยายธรรม ท่านมักเชื้อเชิญเด็กๆ มานั่งด้านหน้าเสมอ ท่านบอกว่าเด็กๆ คือความสดชื่น คือความแจ่มใส คือดอกไม้ที่บานอยู่ทุกขณะ อีกด้านหนึ่งท่านอยากให้เด็กๆ ได้มีโอกาสสัมผัสธรรมะ

บทบรรยายธรรมที่ท่านกล่าวกับเด็กๆ จึงเปี่ยมด้วยความรัก และเด็กๆ สามารถนำไปใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการภาวนากับก้อนกรวด การเชิญระฆังแห่งสติ การมองอย่างลึกซึ้งไปในผลส้ม ฯลฯ

หมดบรรยายธรรมช่วงแรก เด็กๆ จะเดินกันเป็นแถวเพื่อออกนอกห้องประชุม จากนั้นหลวงพี่ชวนมานั่งล้อมวงและเชิญระฆังร่วมกัน เสียงระฆังน้อยๆ ก็ก้องกังวานใสไม่แพ้ใคร

"ฟังสิๆ เสียงระฆังอันประเสริฐ นำฉันมาสู่บ้านที่แท้จริง"

เปิดกว้างดั่งสายน้ำฉ่ำเย็น

สุวรรณา โชคประจักษ์ชัด อุชุคตานนท์ ซึ่งพาลูกสาว 'น้องพลัม' และลูกชาย'น้องปราณ' มางานภาวนาสู่ศานติสมานฉันท์ ( 23-27 พ.ค. 2550 )ด้วย เอ่ยปากบอกว่า หมู่บ้านพลัม เป็นสถานปฏิบัติธรรมแห่งเดียวที่เธอสามารถพาครอบครัวและเด็กๆ มาได้

สำหรับคนทั่วไป สถานปฏิบัติธรรม คือสถานที่ที่ต้องการความสงบ การพาเด็กมาด้วยเป็นเรื่องไม่ควร และน่ารำคาญ

“แต่มาที่นี่ มันง่ายมาก เราได้ปฏิบัติ ลูกๆ ก็ได้ปฏิบัติด้วย หลวงปู่ให้ความสำคัญกับเด็กๆ เปิดให้เด็กและคนหนุ่มสาวได้มีโอกาสก่อนเสมอ โปรแกรมของเด็กๆ ของหมู่บ้านก็เข้าใจง่ายและสนุกสนาน”

การพาเด็กๆ มาด้วย นอกจากจะเป็นการพาครอบครัวมาปฏิบัติธรรมร่วมกัน สุวรรณา ยังบอกว่า เป็นการพาเด็กๆ มาพบสิ่งแวดล้อมที่ดี เต็มไปด้วยธรรมชาติและผู้คนที่ยิ้มแย้ม มีความสุข พวกเขาต่างมาฝึกปฏิบัติเพื่อพัฒนาและเปลี่ยนแปลงภายใน เด็กๆ ย่อมซึมซับและบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ดีงามโดยไม่ต้องผ่านการพร่ำบอก

“เด็กๆ มักถามว่าเมื่อไหร่จะไปอีก เพราะมาแล้วสนุก ได้เจอเพื่อน ได้ร้องเพลง ได้เจอคนใจดี ฟังเสียงระฆังแล้วหยุดอยู่กับลมหายใจ”

น้องพลัม -รักษิณา อุชุคตานนท์ เอ่ยเสียงเจื้อยแจ้วๆ ว่าเธอชอบมาที่นี่ คุณแม่เล่าต่อว่า เธอเคยเดินทางไปหมู่บ้านพลัมในช่วง Summer Retreat มีการจัดงานภาวนาสำหรับคนหนุ่มสาว เด็กๆ และวัยรุ่นจากหลายประเทศจะมารวมกันภาวนาและจัดงานรื่นเริงในวันไหว้พระจันทร์ เพื่อระลึกถึงรากเหง้าของตนเองและครอบครัว

“ไม่เคยเห็นสถานปฏิบัติธรรมที่ไหนที่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวเช่นนี้มาก่อน” สุวรรณา กล่าว
การภาวนากับเด็กๆ

เด็กๆ ซนและไม่อยู่นิ่ง แถมพวกเขายังมาจากหลายชาติ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา พวกเขาเล่นตามภาษาโดยไม่คำนึงถึงภาษาเท่าไหร่นัก แต่การที่จะทำให้เขานั่งลงทำสมาธิ นั่งฟังบรรยายธรรม หรือเข้าใจสิ่งที่เรียกว่าธรรมะได้ เป็นเรื่องยาก

แต่สำหรับภิกษุณีรัตนกัลยา หรือ Sister Jewel หลวงพี่ที่คอยดูแลเด็กๆ อยู่เสมอ เธอกล่าวว่า สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ เมื่อเราเข้าใจธรรมชาติของเด็ก และ เราทำธรรมะให้เป็นจริงจับต้องได้

“เด็กๆ ซึมซับสิ่งที่เราสอนได้ง่าย เพียงแต่เราชวนเขามาเป็นเพื่อน คุยกับเขา เล่นกับเขา ฟังเขา เมื่อถึงเวลาที่เราต้องการความร่วมมือจากเขา มันจะง่ายมาก เขาพร้อมที่จะฟัง”

ท่านบอกอีกว่า คำสอนหลักของเด็กนั้นไม่ต่างกับผู้ใหญ่ คือ “การมีสติ” แต่วิธีการนั้นต่างออกไปเล็กน้อย ท่านจะไม่ให้เด็กๆ ทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งนานนัก แต่ปรับกิจกรรมตามธรรมชาติของเด็ก เปิดช่วงเวลาในการเล่น การทานขนม และแทรกกิจกรรมภาวนา การวาดรูป รวมทั้งการพูดคุยแลกเปลี่ยนให้เด็กๆ ได้แสดงความคิดเห็น เมื่อทำเช่นนี้เด็กๆ ก็จะไม่รู้สึกอึดอัด แต่จะรู้สึกสนุก เพลิดเพลิน และซึมซับสิ่งดีงามเหล่านี้ด้วยความเต็มใจ

สำหรับการนั่งสมาธิ หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ได้เสนอแนะให้เด็กๆ “ภาวนากับก้อนกรวด” ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่ายและน่าสนใจมาก เริ่มจากเด็กๆ ควรมีถุงผ้าเล็กๆ สำหรับเก็บก้อนกรวด 4 ก้อน เมื่อเราเริ่มต้นทำสมาธิให้หยิบถุงนี้ขึ้นมา และนั่งล้อมกันเป็นวงกลม เด็กคนหนึ่งจะเป็นผู้เชิญระฆัง 3 ครั้ง

เริ่มภาวนา ให้หยิบก้อนกรวดก้อนแรกขึ้นมาประสานไว้ในอุ้งมือ พร้อมกับให้ก้อนกรวดก้อนนี้เป็นตัวแทนของ 'ดอกไม้' ตามลมหายใจ 3 ครั้ง หายใจเข้า ฉันเป็นดั่งดอกไม้ หายใจออก ฉันสดชื่น (ดอกไม้/สดชื่น) การภาวนาเช่นนี้เป็นการฟื้นฟูความสดชื่น แจ่มใส ความเป็นดอกไม้ในตัวเรา

หลังจากภาวนาก้อนกรวดก้อนแรกเสร็จ เราหยิบก้อนกรวดก้อนที่สองขึ้นมา โดยให้เป็นตัวแทนของ 'ภูเขา' คือความมั่นคงในตัวเรา หายใจเข้า ฉันเป็นดั่งขุนเขา หายใจออก ฉันมั่นคง (ขุนเขา/มั่นคง)

ก้อนกรวดก้อนที่ 3 เป็นตัวแทนของ 'น้ำใส' คือ ความชัดเจน ไม่บิดเบือน เราจะภาวนาว่า หายใจเข้า ฉันเป็นดั่งน้ำใส หายใจออกฉันสะท้อนสิ่งต่างๆ ดั่งที่มันเป็น (น้ำใส/สะท้อน)

สำหรับก้อนกรวดก้อนสุดท้าย เป็นตัวแทนของ 'ความว่าง' หายใจเข้า ฉันเป็นดังความว่าง หายใจออก ฉันเป็นอิสระ (ความว่าง/อิสระ)

หลวงพี่รัตนกัลยา กล่าวว่า ท่านมักชักชวนเด็กๆ บ่มเพาะความเข้าใจผ่านหลายวิถีทาง นอกจากร้องเพลงภาวนา ท่านจะชวนเด็กๆ แลกเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น การมองลึกลงไปในผลส้มที่กำลังจะทาน ท่านตั้งคำถามว่า ผลส้มมีอายุกี่ปี

เมื่อถามหลวงพี่ว่า สอนเด็ก แล้วเด็กสอนอะไรหลวงพี่บ้าง หลวงพี่ตอบว่า เด็กๆ ฉลาด และซื่อตรงมาก หากหลวงพี่เผลอไม่มีสติ หรือสอนสิ่งใดที่เป็นเพียงความคิด เป็นนามธรรมมากเกินไป พวกเขาจะสะท้อนกลับทันที ทำให้หลวงพี่ได้ตั้งคำถามกับตัวเองหลายต่อหลายครั้ง

“พวกเขาช่วยเตือนหลวงพี่ให้กลับมาสู่ความจริง และ ซื่อสัตย์กับทุกสิ่งมากขึ้น”

หลวงพี่รัตนกัลยากล่าว

สำหรับ ศุภาพิชญ์ รุ่งเรืองผล หรือ น้องปุ่น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัยอายุ 15 ปี เธอดูเป็นเด็กมาดมั่น ซอยผมสั้นทันสมัย สวมแว่นตากรอบดำ ปุ่นเป็นหนึ่งในอาสาสมัครพี่เลี้ยงเด็ก นอกจากนี้เธอยังเป็นชาวคริสเตียน และมาภาวนาตามแนวทางหมู่บ้านพลัมแล้วถึง 2 ครั้ง
เมื่อสอบถามถึงความต่างในเรื่องศาสนา น้องปุ่นตอบอย่างชัดเจนว่า

“หนูไม่รู้สึกว่ามันเป็นศาสนานะ แต่เป็นวิธีทำอย่างไรให้เรามีความสุขกับปัจจุบัน หนูเป็นคริสต์ หนูสวดมนต์ไม่ได้ แต่มาภาวนาแบบนี้ หนูไม่ต้องสวดมนต์ก็มาเรียนรู้ได้ ส่วนวิธีการภาวนาก็ง่าย ไม่เคร่งครัดอะไรมาก”

นอกจากนี้สิ่งที่เธอสัมผัสได้อย่างแท้จริง คือ ภิกษุและภิกษุณีที่พบนั้นใจดี เปี่ยมไปด้วยความรักความเมตตา

“หนูรู้สึกว่านักบวชที่นี่เป็นคนธรรมดาที่ใจดี แต่สำหรับพระไทย สิ่งที่เราสัมผัส คือ เหมือนท่านไม่ใช่คนธรรมดา ท่านเป็นบุคคลอีกชั้นวรรณะที่ชวนทำตัวไม่ถูก”

ส่วนพี่เลี้ยงอีกคนที่ต้องดูแลเด็กๆ ก็คือ ญี่ปุ่น-ศรินลักษณ์ พิมพ์ลิขิตศักดิ์ เธอพึ่งเรียนจบคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา เธอได้มีโอกาสไปภาวนาและท่องเที่ยวกับคุณแม่ที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส เธอเล่าว่าประสบการณ์ 3 สัปดาห์ที่นั่น เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขและผ่อนคลายมาก เธอจึงตัดสินใจมาร่วมงานภาวนาครั้งนี้ด้วย

แต่เมื่อถูกวานให้มาช่วยดูแลเด็ก เธอก็ไม่ปฏิเสธ

“หนูเป็นคนชอบดูแลเด็กอยู่แล้ว แต่ไม่เคยดูเด็กเยอะขนาดนี้มาก่อน เหนื่อยแต่ก็สนุก” ญี่ปุ่นเล่ายิ้มๆ

เธอแลกเปลี่ยนว่าการปฏิบัติตามแนวทางหมู่บ้านพลัมนั้นง่าย และเปิดกว้างให้กับคนทุกวัฒนธรรม เหมาะกับคนรุ่นใหม่ เพราะไม่มีพิธีการมากนัก “พุทธศาสนาของเรามักยากเกินไป สำหรับคนไม่ได้ปฏิบัติ จะคิดว่ามันคือการใส่บาตร ทำบุญ เข้าวัด เป็นเรื่องของกรรมเวร แต่พุทธศาสนาของหมู่บ้านพลัมจะชัดเจนว่า แค่คุณมีสติก็พอ มีความสุขในปัจจุบัน เราไม่ได้มองว่ามันเป็นศาสนา แต่เป็นแนวทางปฏิบัติ”

ในบทบรรยายธรรมวันสุดท้ายของงานภาวนา “สู่ศานติสมานฉันท์” หลวงปู่ติช นัท ฮันห์กล่าวกับผู้ร่วมปฏิบัติว่า
"เราควรจะทำพุทธศาสนาให้ใหม่อยู่เสมอ โดยค้นคว้าวิธีการใหม่ๆ ในการนำเสนอพุทธศาสนา เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยและคนรุ่นใหม่"


http://www.bangkokbiznews.com/bodyheart/