วชิรปัญญา
06-22-2007, 06:23 AM
http://amitabha.dharmanet.com.br/chamando.jpg
พระอาจารย์วสุพันธุ์มหาเถระ รจนา
พระตรีปิฏกธราจารย์โพธิรุจิ พากย์จีน
สามเณรศุภโชค ตีรถะ แปลและเรียบเรียง
<CENTER>กถามุข.</CENTER>
เมื่อสมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นเพศฆราวาส ได้เคยมีโอกาสไปอภิเษกมนตรากายพระอมิตายุพุทธเจ้าจากพระอาจารย์ท่านหนึ่ง(สายเพิน) เมื่อตอนกลับหลังจากทำพิธีเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็ตั้งใจไว้ว่าจะแปลพระสูตรที่เกี่ยวกับพระอมิตายุพุทธเจ้า แต่เนื่องด้วยเรื่องการศึกษาเลยมิค่อยมีเวลา บัดนี้จักได้แปลพระคัมภีร์ที่เกี่ยวกับพระอมิตายุพุทธเจ้า เพื่อระลึกถึงพุทธคุณนั้น และเพื่อสืบสานแนวทางแห่งพระโพธิสัตว์ คัมภีร์นี้ภาษาจีนชื่อเต็มๆว่า อมิตายุสูตรอุปเทศปณิธานชาตะคาถา แต่ข้าพเจ้าแปลว่า อมิตายุสูตรอุปเทศ ตำรานี้รจนาในรูปแบบของอรรถกถาพร้อมด้วยปณิธานคำอฐิฐานจิตของพระอาจารย์วสุพันธุ์มีมีต่อพระอมิตายุ เป็นต้น อีกทั้งมีอธิบายอมิตายุสูตร( พระสูตรนี้คิดว่ายังไม่มีแปลเป็นไทย ) ในคำว่าอุปเทศเขียนตามบาลีว่า อุปเทสวิเคราะห์ภาษาดังนี้ว่า (อุป+ทิสี อุจฺจารเณ+ณ ประเพณี,ขนบธรรมเนียม,คำสั่งสอน. อาจริยัง อุปคันตวา ทิสสติ อุจจารียตีติ อุปเทโส คำสั่งสอนที่เข้าไปหาอาจารย์แล้วจึงสวด ชื่อว่า อุปเทสะ (ลบ ณฺ,วุทธิ อิ เป็น เอ ) ฯลฯ ก็ตามที่ข้าพเจ้าได้เคยตั้งจิตไว้ บัดนี้ได้กระทำแล้ว ขอกุศลผลบุญผลนี้จงสำเร็จแก่สัตว์โลกทั้งปวง มีมารดาของข้าพเจ้าเป็นต้นเทอญ .
ปณิธานชาตะคาถา.
ข้าแต่พระผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก(โลกนาถ)ข้าพเจ้า(วสุพันธุ์)ขอตั้งจิตเป็นหนึ่งเดียว
ขอนอบน้อมถวายอภิวันทนาการโดยไม่มีเหลือทั้งทศทิศ
มิมีสิ่งกีดขวางใดในรัศมี(หมายถึงปัญญา)แห่งพระตถาคตเจ้านั้น
ด้วยปณิธานนี้ขอไปบังเกิด ณ ดินแดนอันมีแต่ความสงบสุข(สุขาวดีพุทธเกษตร)
ข้าพเจ้าขอดำรงมั่นในพระสูตรนี้
ด้วยลักษณะอันมีคุณูประการ(มีบุญกุศลเป็นต้น)เป็นปรมัตถ์สัจจะ(ความจริงแท้)
จักกล่าวปณิธานคาถาอย่างสรุปโดยครอบคลุมในการปฏิบัติ
แลประกอบด้วยสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงสั่งสอนชี้แนะไว้
เมื่อพินิจพิจารณาลักษณะแห่งโลกธาตุนั้นแล(สุขาวดีโลกธาตุ)
ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าไตรธาตุมรรค(ทางไปสู่กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ)
ที่สุดนั้นเป็นไปตามดุจดังความเป็นศูนยตา(ลวงหลอก ว่างปล่าวไม่เที่ยงแท้)
กว้างขว้างไร้ขอบเขต
ด้วยสัมมามรรคา(หมายถึงอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ)อันเป็นมหาเมตตากรุณา
ซึ่งปรากฏขึ้นแล้วในโลกอันเป็นกุศลมูลที่บังเกิดขึ้น
เป็นแสงสว่างอันบริสุทธิ์สาดส่องไปในทุกสิ่งเป็นที่น่าพอใจยิ่งนัก (แสงนี้คือปัญญา)
ดุจดังกระจกเงารับแสงแห่งสุริยันแลจันทราที่ปรากฏแสงเต็มดวงแล้ว
พร้อมพรั่งด้วยของล้ำค่าทั้งปวงเป็นภาวะ(ลักษณะที่มีอยู่)
ลึกล้ำอลังการงดงามพร้อมมูล
ด้วยแสงอันรุ่งโรจน์ร้อนแรงไร้มลทิน
ทอแสงอันบริสุทธิ์ชัดแจ้งแก่โลกนี้ (ตามศัพท์หมายถึงดวงอาทิตย์ทอแสงก็ได้)
ด้วยรูปร่างลักษณะคุณูประการอันเป็นภาวะที่ล้ำค่านี้
ไม่กระด้างอ่อนนุ่มหมุนวนไปทั้งซ้ายขวา
ด้วยสัมผัสนี้บังเกิดความเกษมสุข
(ดุจ)การเคลื่อนไหวของนกกาจลินฺทิกากะ
(กาจลินฺทิกากะ นกน้ำทะเลชนิดหนึ่งชื่อนี้หมายถึงความน่ารักน่าพอใจที่แท้จริง)
ทั้งรัตนมณีของมีค่าแลปุณฑรีกาบุปผาพันหมื่นอย่าง
เติมเต็มอย่างครอบคลุมทั่วบริเวณ ณ สระน้ำพุไหลนั้น
ด้วยลมที่โชยมาอย่างอ่อนโยนทำให้กลีบของใบปุณฑรีกไหวสั่น
แสงอันเรืองรองตัดสลับผ่านหมุนวนกันไปอย่างไม่เป็นระเบียบ
พลับพลาทั้งหลาย(อันนี้หมายถึงที่อยู่บนยอดสูง)ในพระราชวัง
พิจารณาออกไปทั้ง ๑๐ ทิศโดยมิมีสิ่งขวางกั้น
ต้นไม้หลากชนิดผิดแปลกผันแปรไปรูปที่ปรากฏ
รัตนมณีของล้ำค่าแวดล้อมปกคลุมโดยทั่วถึง
รัตนมณีของล้ำค่าอันประสานร่วมกัน(อยู่ในขอบเขตเดียวกัน)ไร้ประมาณนัก
เป็นขอบเขตของตาข่ายที่ครอบคลุมอากาศธาตุ(ลวงหลอก ว่างปล่าว)
ด้วยเสียงแห่งระฆังหลากชนิดปรากฏความรู้สึกถึงความกึกก้อง
ประกาศชี้แจงแถลงไขออกมาซึ่งเสียงของพระสัทธรรม(ธรรมที่ลุ่มลึก)
ฝนที่ตกมาเป็นปุณฑรีกา(บัวสีขาว)ปกคลุมอยู่ภายนอกงดงามนัก
แลด้วยเครื่องสุคนธาอันมิมีประมาณก็ปกคลุมอบอวล
พุทธิกปัญญา(ความรู้ของพระพุทธเจ้า)วิศุทธิวิเศษชัดแจ้งดังดวงตะวัน
ขจัดความสงสัยโง่เขลาอันซ่อนเร้นในที่มืดมัวที่ปรากฏในโลก
เสียงภาษาแห่งพรหมที่กัมปนาทลึกซึ้งและยาวไกล
อันลึกซึ้งได้ยินทั่วทั้งสิบทิศ
พระผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองอมิตาภะ
พระธรรมราชาผู้ชำนาญในการดำรงรักษาคุณงามความดี
ในหมู่ปุณฑรีกาอันบริสุทธ์แห่งพระตถาคต
เมื่อปุณฑรีกาเกิดแปรเปลี่ยน(บาน)ได้ตรัสรู้ชอบเองแล้ว
ความรักและพอใจอย่างเป็นสุขในรสแห่งพุทธธรรมนั้น
มีญาณสมาธิ(เครื่องรู้และความตั้งมั่น)เป็นอาหาร
สละทุกข์ในกายใจไปตลอดกาล
จักได้รับความสุขเกษมเป็นนิจ มิมีช่องว่างใดให้แทรกได้
ด้วยอาณาจักรแห่งมหายานอันเป็นกุศลมูลนี้(ชื่อหนึ่งของสุขาวดีพุทธเกษตร)
ด้วยความมีระดับเดียวกันมิมีการดูถูกรังเกียจเดียดฉันท์ในชื่อเสียงเรียงนาม (หัวเราะเยาะเย้ย)
บุคคลผู้เป็นสตรีย่อมบรรลุถึงความมีมูลฐานเริ่มต้นที่ขาดไป(ไม่มีเหตุแห่งความเป็นหญิง)
ในทวิยานนั้นย่อมไม่บังเกิดขึ้น(หมายถึงสาวกยานกับปัจเจกพุทธยาน)
สรรพสัตว์ได้มีปณิธานความปรารถนาที่เป็นสุข
สิ่งทั้งปวงก็สามารถทำให้ครบถ้วนเป็นที่พอใจอย่างเหมาะสมแล้ว
ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้า(วสุพันธุ์)มีปณิธานความปรารถนาจักไปบังเกิด
ณ แดนพุทธเกษตรแห่งพระอมิตาภะพุทธเจ้า พระองค์นั้น
มหารัตนราชาอันไม่มีประมาณ
ปุณฑรีกาที่ทรงประทับอยู่นั้นบริสุทธ์สะอาดลึกล้ำยิ่งนัก
มีลักษณะท่าทางที่งดงามแลมีรัศมีกว้างไปไกล ๘ ฟุต
(ฟุตของอังกฤษ ๑๒ นิ้ว ฟุตของจีนตามพระสูตรนี้ ๑ ฟุตเท่ากับ ๑๐นิ้ว)
บังเกิดสภาพรูปกายอันขึ้นยอดเยี่ยมกว่าชนทั้งหลาย
ด้วยเสียงอันลึกล้ำแห่งพระตถาคต
(เปรียบดัง)เสียงก้องกังวานแห่งพรหมได้สดับรับฟังทั่วทศทิศ
เมื่อธาตุทั้ง ๔ อันมีดิน น้ำ ไฟ ลมอากาศธาตุรวมตัวกัน
เป็นศูนยตา(ลวงหลอก ว่างเปล่าไม่มีตัวเราของเรา)ไม่มีความแตกต่างใดๆ
อันว่าเทวดาแลมนุษย์ทั้งหลายนั้น มิเปลี่ยนแตกต่างกันมากนัก
ด้วยปัญญาอันบริสุทธิ์ทั้งหลายบังเกิดอย่างไพบูลย์
ดุจดังสุเมรุบรรพตที่สูงใหญ่
ยอดเยี่ยมลึกล้ำมิมีผู้ใดจะเคลื่อนย้ายได้(อาจแปลว่าไม่อาจข้ามผ่านก็ได้)
เทวดาแลมนุษย์บุรุษเป็นอันมาก
เคารพนอบน้อมกระทำประทักษิณแลมองทัศนาด้วยความคารพ
พิจารณามูลปณิธานแห่งพระพุทธองค์
ผู้ใดได้ประสบพบเจอไม่ว่างเปล่าผ่านเลยไป(คือย่อมได้ประโยชน์กันทุกคน)
สามารถทำให้บังเกิดความดีงามที่น่าปรารถนาพอใจขึ้นอย่างรวดเร็ว
เป็นคุณูประการ(บุญกุศล)อันล้ำค่ายิ่งนักนั้นไพบูลย์ยิ่ง
อันดินแดนที่สงบสุขนั้นสะอาดบริสุทธิ์
แปรเปลี่ยนหมุนวนไปเป็นนิจแลหมุนวนไปอย่างไร้มลทิน(หมายถึงการแสดงธรรมเป็นนิจ)
ในแต่ละวันเวลาหนึ่งนั้นแปรเปลี่ยนกลายเป็นพระพุทธะแลพระโพธิสัตว์เป็นต้น
คล้อยตามดังสุเมรุบรรพตยังดำรงสถิตรักษาอยู่
ไร้มลทินด้วยแสง(หมายถึงปัญญา)อันงดงามนั้น
แม้ระลึกถึงเพียงคราเดียวหรือถึงแม้เวลาเดียว
สาดส่องครอบคลุมในพุทธสมาคมทั้งหลาย
เป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ชนทั้งหลายเป็นกลุ่มๆ
ด้วยบุปผชาติที่ตกมาจากฟ้าดังฝนห่อหุ้มเป็นสุขน่าปรารถนานัก
ด้วยสุคนธาเครื่องหอมอันยอดเยี่ยมเป็นต้นนี้ น้อมถวายบูชา
สรรเสริญแด่พระพุทธองค์ด้วยบุญกุศลทั้งหลายนี้
มิมีความแตกต่างของจิตใจ
เหตุไฉน โลกธาตุนี้จึงมิมี
พุทธธรรมอันเป็นคุณูประการล้ำค่ายิ่งนักนี้
อันตัวข้าพเจ้า(วสุพันธุ์)จักขอตั้งปณิธานปรารถนาจักไปเกิด
จักจำแนกชี้แจงแสดงพุทธรรม คล้อยตามดังพระชินเจ้า
ข้าพเจ้า(วสุพันธุ์) จักได้การะทำการอธิบายไปตามเหตุและผลและจักกล่าวเป็นประโยคคาถา
ปณิธานนี้ปรารถนาจักทัศนาแลเห็นพระอมิตาภะพุทธเจ้า
ครอบคลุมพร้อมด้วยสรรพสัตว์ทั้งหลาย
(ขอ)ไปบังเกิด ณ ดินแดนอันสงบสุขนั้น
ในพระอมิตายุสูตรนี้ ด้วยคาถาประโยควรรคตอนในพระสูตรนั้น ข้าพเจ้า(วสุพันธุ์) จักได้นำมากล่าววิเคราะห์โดยสรุปให้ครอบคลุมทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย
อรรถาธิบายว่า : ประโยคปณิธานคาถานี้มีจะความเข้าใจในสัจธรรมได้อย่างไร เมื่อพิจารณาโลกธาตุอันมีแต่ความสงบสุขนั้น ได้มองเห็น(เป็นการสัมผัส)พระอมิตาภะพุทธเจ้า ก็ด้วยปณิธานความปรารถนาพอใจที่จะไปเกิดในดินแดนนั้น(สุขาวดี) การพิจารณานั้นเป็นอย่างไร การบังเกิดศรัทธา(เชื่อมั่น)ขึ้นในจิตนั้นเป็นอย่างไร ก็ถ้าหากว่ากุลบุตร กุลธิดาบุคคลใดก็ตาม รับถือปฏิบัติตามวิถีทางการระลึกถึง(อย่างมีสติ) ๕ ประการ ผู้ที่ทำได้สำเร็จบริบูรณ์แล้ว โดยเนื้อแท้ที่สุดแล้วก็ย่อมได้ไปบังเกิด ณ ดินแดนที่มีแต่ความสงบสุขนั้น ได้มองเห็น(เป็นการสัมผัส)พระอมิตาภะพุทธเจ้านั้น วิถีทางการระลึกถึง(อย่างมีสติ) ๕ ประการนี้เป็นอย่างไร
ประการแรกคือ วิถีทางของการไหว้กราบโดยเคารพ
ประการที่ ๒ คือ วิถีทางของการสรรเสริญบูชา
ประการที่ ๓ คือ วิถีทางของการตั้งปณิธาน (ความปรารถนา)
ประการที่ ๔ คือ วิถีทางของการพิจารณา สังเกตการณ์
ประการที่ ๕ คือ วิถีทางของการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล
การไหว้กราบโดยเคารพนั้นเป็นอย่างไร ก็ด้วยกายกรรม(การกระทำทางกาย) ไหว้กราบโดยเคารพต่อพระอมิตาภะตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เพราะเนื่องด้วยการไปบังเกิดในดินแดนนั้นจะต้องมีเจตนาเป็นเหตุ
การสรรเสริญบูชานั้นเป็นอย่างไร ก็ด้วยวจีกรรม(การกระทำทางวาจา) สรรเสริญบูชา ด้วยการกล่าวเรียกพระนามของพระตถาคตเจ้านั้น เช่นนั้นแล้วพระตถาคตเป็นผู้มีลักษณะแห่งปัญญาที่สว่างไสวรุ่งโรจน์ เช่นนั้นแล้วชื่อว่าเป็นสัจจธรรม(เป็นการกล่าวตามความเป็นจริง) ด้วยความปรารถนาพอใจตามความเป็นจริง ดังนี้แลเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการปฏิบัติตามความประพฤตินี้
การตั้งปณิธานนั้นเป็นอย่างไร เมื่อจิตใจนี้ได้ตั้งปณิธานอยู่เป็นนิจ ด้วยจิตอันเป็นหนึ่งเดียวระลึกถึงด้วยความตั้งมั่น(คือมีสติ) โดยเนื้อแท้ที่สุดแล้วจะไปบังเกิด ณ ดินแดนที่มีแต่ความสงบสุขนั้น ด้วยความปรารถนาพอใจตามความเป็นจริง ดังนี้แลเป็นการปฏิบัติตามความประพฤติอันเป็นสมถะ (สภาพที่สงบ)
การพิจารณา สังเกตการณ์นั้นเป็นอย่างไร เมื่อพิจารณา สังเกตการณ์ด้วยปัญญา การพิจารณา สังเกตการณ์นั้นจึงเป็นสัมมาสติ(ระลึกชอบ) ด้วยความปรารถนาพอใจตามความเป็นจริง ดังนี้แลเป็นการปฏิบัติตามความประพฤติอันเป็นวิปัสสนา (สภาพพิจารณารูป นาม ด้วยปัญญาฯลฯ) การพิจารณา สังเกตการณ์นั้นมีอยู่ ๓ ประการด้วยกัน ๓ ประการนั้นเป็นอย่างไร
ประการแรกคือ การพิจารณา สังเกตการณ์พุทธเกษตร ดินแดนที่มีคุณูประการอันงดงามนั้น
ประการที่ ๒ คือ การพิจารณา สังเกตการณ์พระอมิตาภะพุทธเจ้า ที่มีคุณูประการอันงดงาม
ประการที่ ๓ คือ การพิจารณา สังเกตการณ์พระโพธิสัตว์ทั้งปวง ที่มีคุณูประการอันงดงามนั้น (ทั้งหมดคือการระลึกคุณของพระอมิตาภะพระโพธิสัตว์และพุทธเกษตรด้วยการพิจารณามองตามความเป็นคุณงามความดีของท่านตามความเป็นจริง)
การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนั้นเป็นอย่างไร เป็นการไม่ทอดทิ้งสรรพสัตว์ทั้งหลายผู้มีความทุกข์ยาก ลำบาก จิตใจนี้ตั้งความปรารถนาอยู่เสมอๆในการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุด(เป็นอย่างแรกที่ต้องทำ) เมื่อสำเร็จครบถ้วนบริบูรณ์เป็นเหตุให้เกิดความมีเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ในจิต
การพิจารณา สังเกตการณ์พุทธเกษตร ดินแดนที่มีคุณูประการอันงดงามนั้นเป็นอย่างไร พุทธเกษตรนั้น เป็นดินแดนที่มีคุณูประการอันงดงามสำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว ด้วยเหตุนั้นไม่อาจที่จะคิดพินิจ พิจารณาด้วยพละกำลังใดๆ เมื่อเช่นนั้นแล้วมณี(สมดังความปรารถนา)ที่มีลักษณะที่ล้ำค่า มีลักษณะที่เหมือกันคล้ายกัน และลักษณะที่ตรงกันข้ามกันด้วยเหตุเป็นธรรม(ธรรมชาติ) ผู้ที่การพิจารณา สังเกตการณ์พุทธเกษตร ดินแดนที่มีคุณูประการอันงดงามนั้น มีเรื่องที่พึงทราบอยู่ ๑๗ ประการ ก็ ๑๗ ประการนี้เป็นอย่างไร
ประการแรกคือ ด้วยการมีความสะอาดบริสุทธิ์ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์
ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๒ คือ ด้วยการมีความรู้จักประมาณการในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จ
บริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๓ คือ ด้วยคุณสมบัติ(ลักษณะ)ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์
ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๔ คือ ด้วยรูปร่างลักษณะที่ปรากฏออกมาของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จ
บริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๕ คือ ด้วยเรื่องกิจการงานต่างๆ มากหลายของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จ
บริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๖ คือ มีความลึกล้ำของรูปด้วยคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วน
แล้ว
ประการที่ ๗ คือ มีการสัมผัสในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๘ คือ มีความงดงามด้วยคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๙ คือ มีการตกลงมาของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๑๐ คือ ด้วยการมีรัศมีรุ่งโรจน์ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์
ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๑๑ คือ ด้วยการมีเสียงของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๑๒ คือ มีการดำรงตั้งมั่นอยู่ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วน
แล้ว
ประการที่ ๑๓ คือ การมีครอบครัวญาติพี่น้องอันเป็นคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จ
บริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๑๔ คือ การได้รับประโยชน์จากคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์
ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๑๕ คือ การไม่มีความยากลำบายใดๆในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์
ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๑๖ คือ ด้วยสัจธรรมความเป็นจริงอันยิ่งใหญ่ของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้
สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๑๗ คือ มีการค้ำจุนช่วยเหลือในสิ่งทั้งหลายด้วยคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้
สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ด้วยการมีความสะอาดบริสุทธิ์ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเพราะ การพิจารณาโลกธาตุนั้นเป็นลักษณะอันยอดเยี่ยม ยอดยี่งกว่าเกินกว่า ไตรธาตุมรรค(ทางไปสู่กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ)ด้วยการมีความรู้จักประมาณการในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเพราะ ที่สุดนั้นเป็นไปตามดุจดังความเป็นศูนยตา(ลวงหลอก ว่างปล่าวไม่เที่ยงแท้) กว้างขว้างไร้ขอบเขตไม่อาจที่จะพิจารณาได้ ด้วยคุณสมบัติ(ลักษณะ)ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเพราะ สัมมามรรคา(หมายถึงอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ)อันเป็นมหาเมตตากรุณา ซึ่งปรากฏขึ้นแล้วในโลกอันเหตุให้เกิดกุศลมูล ด้วยรูปร่างลักษณะที่ปรากฏออกมาของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ เป็นแสงสว่างอันบริสุทธิ์สาดส่องไปในทุกสิ่งเป็นที่น่าพอใจยิ่งนัก (แสงนี้คือปัญญา) ดุจดังกระจกเงารับแสงแห่งสุริยันแลจันทราที่ปรากฏแสงเต็มดวงแล้ว ด้วยเรื่องกิจการงานต่างๆ มากหลายของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ พร้อมพรั่งด้วยขอล้ำค่าทั้งปวงเป็นภาวะ(ลักษณะที่มีอยู่) ลึกล้ำอลังการงดงามพร้อมมูล มีความลึกล้ำของรูปด้วยคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ด้วยแสงอันรุ่งโรจน์ร้อนแรงไร้มลทิน ทอแสงอันบริสุทธิ์ชัดแจ้งแก่โลกนี้ (ตามศัพท์หมายถึงดวงอาทิตย์ทอแสงก็ได้) มีการสัมผัสในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ด้วยรูปร่างลักษณะคุณูประการอันเป็นภาวะที่ล้ำค่านี้ ไม่กระด้างอ่อนนุ่มหมุนวนไปทั้งซ้ายขวา ด้วยสัมผัสนี้บังเกิดความเกษมสุข (ดุจ)การเคลื่อนไหวของนกกาจลินฺทิกากะ มีความงดงามด้วยคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น พึงทราบดังนี้ว่าย่อมมี ๓ ประการ ๓ ประการนั้นคือ
๑. อาโป (น้ำ)
๒. ปฐวี (ดิน)
๓. อากาศธาตุ
ด้วยความงดงามของอาโปนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ทั้งรัตนมณีของมีค่าแลปุณฑรีกาบุปผาพันหมื่นอย่าง เติมเต็มอย่างครอบคลุมทั่วบริเวณ ณ สระน้ำพุไหลนั้น ด้วยลมที่โชยมาอย่างอ่อนโยนทำให้กลีบของใบปุณฑรีกไหวสั่น แสงอันเรืองรองตัดสลับผ่านหมุนวนกันไปอย่างไม่เป็นระเบียบ ด้วยความงดงามของปฐวีนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ พลับพลาทั้งหลาย(อันนี้หมายถึงที่อยู่บนยอดสูง)ในพระราชวังพิจารณาออกไปทั้ง ๑๐ ทิศโดยมิมีสิ่งขวางกั้น ต้นไม้หลากชนิดผิดแปลกผันแปรไปรูปที่ปรากฏ รัตนมณีของล้ำค่าแวดล้อมปกคลุมโดยทั่วถึง รัตนมณีของล้ำค่าอันประสานร่วมกัน(อยู่ในขอบเขตเดียวกัน)ไร้ประมาณนัก ด้วยความงดงามของอากาศธาตุนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ รัตนะมณีของล้ำค่าอันไม่มีประมาณเป็นขอบเขตของตาข่ายที่ครอบคลุมอากาศธาตุ(ลวงหลอก ว่างปล่าว) ด้วยเสียงแห่งระฆังหลากชนิดปรากฏความรู้สึกถึงความกึกก้อง (จึง)ประกาศชี้แจงแถลงไขออกมาซึ่งเสียงของพระสัทธรรม(ธรรมที่ลุ่มลึก) มีการตกลงมาของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ฝนที่ตกมาเป็นปุณฑรีกา(บัวสีขาว)ปกคลุมอยู่ภายนอกงดงามนัก แลด้วยเครื่องสุคนธาอันมิมีประมาณก็ปกคลุมอบอวล ด้วยการมีรัศมีรุ่งโรจน์ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ พุทธิปัญญา(ความรู้ของพระพุทธเจ้า)วิศุทธวิเศษชัดแจ้งดังดวงตะวัน ขจัดความสงสัยโง่เขลาอันซ่อนเร้นในที่มืดมัวที่ปรากฏในโลก ด้วยการมีเสียงของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ เสียงภาษาแห่งพรหมที่ผลกระทบลึกซึ้งและยาวไกล อันลึกซึ้งได้ยินทั่วทั้งสิบทิศ มีการดำรงตั้งมั่นอยู่ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ พระผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองอมิตาภะ พระธรรมราชาผู้ชำนาญในการดำรงรักษาคุณงามความดี การมีครอบครัวญาติพี่น้องอันเป็นคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ในหมู่ปุณฑรีกาอันบริสุทธ์แห่งพระตถาคต เมื่อปุณฑรีกาเกิดแปรเปลี่ยน(บาน)ย่อมได้ตรัสรู้(รู้ซึ้งถึงความเป็นจริง) การได้รับประโยชน์จากคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ความรักและพอใจอย่างเป็นสุขในรสแห่งพุทธธรรมนั้น มีญาณสมาธิ(เครื่องรู้และความตั้งมั่น)เป็นอาหาร การไม่มีความยากลำบายใดๆในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ได้สละทุกข์ในกายใจไปตลอดกาล จักได้รับความสุขเกษมเป็นนิจมิมีช่องว่างใดให้แทรกได้ ด้วยสัจธรรมความเป็นจริงอันยิ่งใหญ่ของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ด้วยอาณาจักรแห่งมหายานอันเป็นกุศลมูลนี้(ชื่อหนึ่งของสุขาวดีพุทธเกษตร) มีระดับเดียวกันมิมีการดูถูกรังเกียจเดียดฉันท์ในชื่อเสียงเรียงนาม (หัวเราะเยาะเย้ย) บุคคลผู้เป็นสตรีย่อมบรรลุถึงความมีมูลฐานที่เริ่มต้นที่ขาดไป(ไม่มีเหตุแห่งความเป็นหญิง) ในทวิยานนั้นย่อมไม่บังเกิดขึ้น(หมายถึงสาวกยานกับปัจเจกพุทธยาน) ด้วยผลานิสงค์ของวิสุทธิภูมิ ลดละสิ่ง ๒ ประการเมื่อการดูถูกรังเกียจเดียดฉันท์ในชื่อเสียงเรียงนามผ่านไปพึงทราบว่า ประการแรกคือ ธาตุ(ตัวตน บุคคล) ประการที่ ๒ คือ นาม ธาตุนี้มี ๓ ประการ ประการแรกคือบุคคลในทวิยาน ประการที่ ๒ คือ บุคคลผู้เป็นสตรี ประการที่ ๓ คือบุคคลผู้มีมูลเหตุทั้งหลย(มูลเหตุในที่นี้คือมีศรัทธาไม่หวั่นไหว) ไม่พร้อมไม่ครบถ้วน เพราะเหตุที่ไม่มีสิ่งที่ว่าไปแล้วสามประการนั้น นามจึงลดละธาตุการดูถูกรังเกียจเดียดฉันท์ นามนั้น ก็ยังมี ๓ ประการ ไม่เพียงแต่ไม่มีธาตุทั้ง ๓ ประการนั้น ตลอดจนถึงไม่สดับรับฟังทวิยาน บุคคลผู้เป็นสตรี มูลเหตุทั้งหลย(มูลเหตุในที่นี้คือมีศรัทธาไม่หวั่นไหว) ไม่พร้อมไม่ครบถ้วน ด้วยเหตุนี้นามจึงมี ๓ ประการ นามลดละนามการดูถูกรังเกียจเดียดฉันท์ ผู้มีความเป็นระดับเดียวกันนี้ เพราะด้วยมีลักษณะเป็นหนึ่งเดียวเสมอภาพ มีการค้ำจุนช่วยเหลือในสิ่งทั้งหลายด้วยคุณูประการบุญกุศลอย่างเป็นที่น่าพอใจ ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ สรรพสัตว์ได้มีปณิธานความปรารถนาที่เป็นสุข ทุกสิ่งทุกอย่างก็สามารถทำให้ครบถ้วนเป็นที่พอใจอย่างเหมาะสมแล้ว (ข้าพเจ้า)กล่าวโดยสังเขปแล้วพุทธเกษตรแห่งพระอมิตาภะพุทธเจ้ามีความงดงามด้วยคุณูประการบุญกุศล ๑๗ ประการเหล่านี้แล ด้วยการกล่าวแสดงความเป็นปัจจุบันขณะของพระตถาคตเป็นผลประโยชน์ต่อตัวเราเองเป็นพลานุภาพมหากุศลที่สำเร็จบริบูรณ์แล้ว ด้วยเหตุนี้ ผู้อื่นก็ย่อมสำเร็จในผลประโยชน์อย่างบริบูรณ์ด้วยบุญกุศล(เช่นเดียวกัน) อมิตายุพุทธเกษตรอันงดงามนั้น ปรมัตถ์สัจจะ(เป็นความจริงแท้ที่สูงสุด) เป็นขอบเขตวิสัยธาตุอันลึกล้ำ ๑๖ ประโยคจนถึง ๑ ประโยคตามลำดับที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น พึงทราบว่า
การพิจารณาคุณูประการอันงดงามของพระพุทธองค์สำเร็จบริบูรณ์แล้วนั้นเป็นไฉน ผู้ที่พิจารณาคุณูประการอันงดงามของพระพุทธองค์ได้สำเร็จบริบูรณ์นั้น มี ๘ ประการที่พึงรู้ ๘ ประการเหล่านั้นคือ
๑. การประทับนั่งที่งดงาม
๒. การมีพระวรกายที่งดงาม
๓. การมีพระวจนะ(คำพูด)ที่งดงาม
๔. การมีพระหฤทัย(ใจ)อันงดงาม
๕. ชนทั้งหลายงดงาม
๖. ความสำคัญเป็นยอดยิ่ง(สูงใหญ่)ที่งดงาม
๗. การดำรงสถิตอยู่ด้วยความงดงาม
๘. การไม่ล้วงหลอกในการกระทำรับถือปฏิบัติงดงามนัก
การประทับนั่งที่งดงามนั้นเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ มหารัตนราชาอันไม่จะประมาณการ ปุณฑรีกาที่ทรงประทับอยู่นั้นบริสุทธ์สะอาดลึกล้ำยิ่งนัก การมีพระวรกายที่งดงามเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ลักษณะท่าทางที่งดงามแลมีรัศมีกว้างไปไกล ๘ ฟุต บังเกิดสภาพรูปกายอันขึ้นยอดเยี่ยมกว่าชนทั้งหลาย การมีพระวจนะ(คำพูด)ที่งดงามนั้นเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ด้วยเสียงอันลึกล้ำแห่งพระตถาคต (เปรียบดัง)เสียงก้องกังวานแห่งพรหมได้สดับรับฟังทั่วทศทิศ การมีพระหฤทัย(ใจ)อันงดงามนั้นเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ เมื่อธาตุทั้ง ๔ อันมีดิน น้ำ ไฟ ลมอากาศธาธุรวมตัวกัน เป็นศูนยตา(ล้วงหลอก ว่างเปล่าไม่มีตัวเราของเรา)ไม่มีความแตกต่างใดๆ ไม่มีความแตกต่างใดๆนี้ เพราะการไม่มีความแตกต่างของจิต ชนทั้งหลายที่งดงามนั้นเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ เทวดาแลมนุษย์ทั้งหลายนั้น มิเปลี่ยนแตกต่างกันมากนัก ด้วยปัญญาอันบริสุทธิ์ทั้งหลายบังเกิดอย่างไพบูลย์ ความสำคัญเป็นยอดยิ่ง(สูงใหญ่)ที่งดงาม นั้นเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ดุจดังสุเมรุบรรพตที่สูงใหญ่ ยอดเยี่ยมลึกล้ำมิมีผู้ใดจะเคลื่อนย้ายได้(อาจแปลว่าไม่อาจข้ามผ่านก็ได้) การดำรงสถิตอยู่ด้วยความงดงามนั้นเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ เทวดาแลมนุษย์บุรุษ(เป็นต้น)เป็นอันมาก เคารพนอบน้อมวนเวียนแล้วมองทัศนาด้วยความคารพ(วนเวียนหมายถึงการเวียนขวา) การไม่ล้วงหลอกในการกระทำรับถือปฏิบัติงดงามนักนั้นเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ พิจารณามูลปณิธานแห่งพระพุทธองค์ ผู้ใดได้ประสบพบเจอไม่ว่างเปล่าผ่านเลยไป(คือย่อมได้ประโยชน์กันทุกคน) สามารถทำให้บังเกิดความดีงามที่น่าปรารถนาพอใจขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นคุณูประการ(บุญกุศล)อันล้ำค่ายิ่งนักนั้นไพบูลย์ยิ่ง จักได้พบพระพุทธองค์นั้น ยังไม่อาจพิสูจน์จิตของพระโพธิสัตว์ ในที่สุดโดยแก่นแท้แล้วย่อมบรรลุถึงธรรมกายอันเป็นเสมอภาค พร้อมด้วยจิตอันบริสุทธิ์แห่งพระโพธิสัตว์ที่ไม่มีแตกต่าง จิตอันบริสุทธิ์แห่งพระโพธิสัตว์พร้อมด้วยพระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้ถึงความเป็นผู้มีภูมิสูง(ทศภูมิ) ด้วยเหตุนี้ในที่สุดโดยแก่นแท้เมื่อรวมกันแล้วย่อมบรรลุถึงนิพพาน(สภาพที่สงบ) อันเสมอภาค(เรียบง่าย) ตามที่กล่าวแล้วโดยสังเขป ๘ ประการ ด้วยการกล่าวแสดงความเป็นปัจจุบันขณะของพระตถาคตเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองและเป็นประโยชน์ต่อ ผู้อื่นด้วย คุณูประการอันมีบุญกุศลเป็นต้นอันงดงามตามลำดับได้สำเร็จบริบูรณ์แล้ว พึงทราบว่า
การพิจารณาซึ่งพระโพธิสัตว์ผู้มีคุณูประการ(บุญกุศล) อันสำเร็จบริบูรณ์ เป็นอย่างไรฤา ผู้ที่จะพิจารณาซึ่งพระโพธิสัตว์ผู้มีคุณูประการ(บุญกุศล) อันสำเร็จบริบูรณ์นี้ การพิจารณาพระโพธิสัตว์นั้น ด้วยการรับถือปฏิบัติอย่างแท้จริงในจริยาวัตรอันดีให้มีคุณูประการ(บุญกุศล) อันสำเร็จบริบูรณ์นั้นย่อมมีอยู่ ๔ ประการ พึงทราบว่า ๔ การนั้นเป็นอย่างไร
ประการแรก ในแต่ละพุทธภูมิหนึ่งๆนั้น มีกายไม่หวั่นไหวสั่นคลอน แลพึงมีการแปรเปลี่ยนต่างๆนานามากมาย ปกคลุมทั้ง ๑๐ ทิศ เป็นไปตามดังความเป็นจริงในการรับถือปฏิบัติตามแนวจริยาความประพฤติ กระทำพุทธกิจอยู่เนืองนิตย์ ประโยคคาถาแสดงว่า ด้วยเพราะ อันดินแดนที่สงบสุขนั้นสะอาดบริสุทธิ์ยิ่ง แปรเปลี่ยนหมุนวนไปเป็นนิจแลหมุนวนไปอย่างไร้มลทิน(หมายถึงการแสดงธรรมเป็นนิจ) ในแต่ละวันเวลาหนึ่งนั้นแปรเปลี่ยนกลายเป็นพระพุทธเจ้าแลพระโพธิสัตว์เป็นต้น คล้อยตามดังสุเมรุบรรพตยังดำรงสถิตรักษาอยู่ ก็เพราะว่า ปุณฑรีกา(ดอกบัวขาว)ของสัตว์ทั้งหลายที่หมักหมมด้วยกองดินเลนสะสมกันมานานได้บานออก (เป็นการอุปมา อธิบายว่าคือหมายถึงกิเลสอาสวะเพราะคำว่าอาสวะแปลได้ว่าสิ่งที่ดอง สะสมกันมานาน)
ประการที่ ๒ นิรมาณกายนั้น (หมายถึง กายที่เปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพของสังขารในฐานะที่เป็นมนุษย์) ทุกกาลเวลาไม่ว่าเบื้องหน้า(อนาคต)หรือไม่ว่าเบื้องหลัง(อดีต) ตั้งจิตนี้เป็นหนึ่งเดียวระลึกมั่น(สัมมาสติ)แม้ครั้งเดียว ปลดปล่อยรัศมีอันรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่กว้างขวางยิ่งนัก(ปัญญา) ย่อมสามารถปกคลุมโลกธาตุทั้งสิบทิศ ได้สั่งสอนแนะนำสรรพสัตว์ ให้ได้ประพฤติรับถือปฏิบัติตามมรรคาจริยาทั้งหลายอย่างเหมาะสม อีกทั้งเพราะได้ขจัดความทุกข์ของหมู่สัตว์ทั้งหลายให้ดับไป ประโยคคาถาแสดงว่า ด้วยเพราะ ไร้มลทินด้วยแสง(หมายถึงปัญญา)อันงดงามนั้น แม้ระลึกถึงเพียงคราเดียวหรือถึงแม้เวลาเดียว สาดส่องครอบคลุมในพุทธสมาคมทั้งหลาย เป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ชนทั้งหลายเป็นกลุ่มๆ
ประการที่ ๓ ในโลกธาตุทั้งหลายทั้งปวงโดยไม่มีเหลือนั้น สาดส่องมหาชนในพุทธสมาคมทั้งหลายโดยไม่มีเหลือ มีการเคารพนอบน้อมบูชาสรรเสริญเหล่าพระพุทธตถาคตเจ้าทั้งหลาย ไพบูลย์มิมีประมาณยิ่ง ประโยคคาถาแสดงว่า ด้วยเพราะ บุปผชาติที่ตกมาจากฟ้าดังฝนห่อหุ้มเป็นสุขน่าปรารถนานัก ด้วยสุคนธาเครื่องหอมอันยอดเยี่ยมเป็นต้นนี้ น้อมถวายบูชา สรรเสริญแด่พระพุทธองค์ด้วยบุญกุศลทั้งหลายนี้ มิมีความแตกต่างของจิตใจ
ประการที่ ๔ ในโลกธาตุทั้งหลายทั่วทั้งสิบทิศไม่มีการอาศัยในพุทธสถาน (แต่)ดำรงอยู่ในการรับถือปฏิบัติในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อันเปรียบดังรัตนมณีด้วยบุญกุศลนั้นกว้างใหญ่ดุจมหาสมุทร ครอบคลุมการกล่าวแสดงชี้แนะอธิบายความด้วยความงดงามยิ่ง คล้อยตามดังความเป็นจริงในการประพฤติปฏิบัติ ประโยคคาถาแสดงว่า ด้วยเพราะ เหตุไฉน โลกธาตุนี้จึงมิมี พุทธธรรมอันเป็นคุณูประการล้ำค่ายิ่งนักนี้ อันตัวข้าพเจ้า(วสุพันธุ์)จักขอตั้งปณิธานปรารถนาจักไปเกิด จักจำแนกชี้แจงแสดงพุทธรรม คล้อยตามดังพระชินเจ้า
อนึ่ง ได้กล่าวไปแล้วว่า พุทธเกษตรภูมินี้งดงามด้วยคุณูประการ(บุญกุศล)สำเร็จบริบูรณ์แล้ว พระพุทธองค์งดงามด้วยคุณูประการสำเร็จบริบูรณ์แล้ว พระโพธิสัตว์มีคุณูประการสำเร็จบริบูรณ์แล้ว ทั้ง ๓ ประการเหล่านี้สำเร็จบริบูรณ์ด้วยปณิธานทางจิตใจที่งดงาม กล่าวโดยสังเขปแล้วเพราะด้วยการเข้าถึง เอกธรรมบท อันว่าเอกธรรมบทนี้ กล่าวคือเป็นประโยคอันบริสุทธิ์สะอาด กล่าวคือการมีปัญญาเห็นแจ้งปรมัตถ์สัจจะด้วยเพราะเป็นธรรมชาติของธรรมกาย ความบริสุทธิ์นี้มี ๒ ประการที่พึงทราบ ๒ ประการนั้นเป็นอย่างไร
ประการแรกคือ ภาชนะเครื่องรองรับนี้คือโลกอันบริสุทธิ์(หมายถึงสัตว์ทั้งหลายจะสามารถดำรงอาศัยอยู่ในโลกธาตุนี้ได้)
ประการที่ ๒ คือ โลกแห่งชนทั้งหลายบริสุทธิ์สะอาด(หมายถึงมนุษย์โลกที่บริสุทธิ์สะอาด)
ภาชนะเครื่องรองรับนี้คือโลกอันบริสุทธิ์นี้ ตามดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในพุทธเกษตรดินแดนที่มีคุณูประการอันงดงามสำเร็จบริบูรณ์แล้วอันมี ๑๗ ประการ นี้แลชื่อว่าเป็น ภาชนะเครื่องรองรับนี้คือโลกอันบริสุทธิ์ โลกแห่งชนทั้งหลายบริสุทธิ์สะอาดนี้ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าคุณูประการอันงดงามของพระพุทธองค์สำเร็จบริบูรณ์แล้วย่อมมี ๘ ประการ แลพระโพธิสัตว์ผู้มีคุณูประการ(บุญกุศล) อันสำเร็จบริบูรณ์แล้วย่อมมี ๔ ประการนั้น ชื่อว่าโลกแห่งชนทั้งหลายบริสุทธิ์สะอาด เช่นนั้นแล้วธรรมบท(ประโยคแห่งธรรม)ที่มีหนึ่งเดียว ย่อมรับเอาความบริสุทธิ์สะอาด ๒ ประการ พึงทราบว่า
ดังเช่นนั้นแล้ว พระโพธิสัตว์สมถะแลวิปัสสนากล่าวสังเขปอย่างครอบคลุมตามการประพฤติปฏิบัติจริยามรรคนั้น สำเร็จบริบูรณ์แล้วด้วยความนุ่มนวนของจิตใจ ดังเช่นนี้แล้วสำเร็จบริบูรณ์ในความเฉลียวฉลาดอย่างเหมาะสมในการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล พระโพธิสัตว์มีความเฉลียวฉลาดอย่างเหมาะสมในการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ข้อนั้นเป็นเช่นใด ก็พระโพธิสัตว์มีความเฉลียวฉลาดอย่างเหมาะสมในการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้กล่าวคือ ย่อมมี ๕ ประการด้วยการไหว้กราบโดยเคารพเป็นต้น เป็นการปฏิบัติรับถือจริยามรรคของการเป็นศูนย์รวมของคุณูประการทั้งหลายอันเป็นกุศลมูล ไม่ใช่การอ้อนวอนร้องขอแต่กายของตนดำรงรักษารับถือถึงความสุขเกษม ด้วยเพราะมีความปรารถนาที่จะดึงสรรพสัตว์ออกมาจากความทุกข์ยาก ได้ตั้งปณิธานช่วยเหลือ(รับเอา)สรรพสัตว์อันมากมายนัก รวมพร้อมกันที่จะไปเกิด ณ พุทธเกษตรดินแดนที่สงบสุข นี้ชื่อว่าพระโพธิสัตว์มีความเฉลียวฉลาดอย่างเหมาะสมในการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลสำเร็จบริบูรณ์แล้ว พระโพธิสัตว์เช่นนี้แลมีความชำนาญทราบรู้ในการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลสำเร็จบริบูรณ์แล้ว ละห่างจากลักษณะวิถีทางแห่งโพธิ(การตรัสรู้) ที่ไม่เป็นไปตามธรรม ๓ ประการนี้แล ๓ ประการนี้เป็นไฉน
ประการแรก ดำรงมั่นอยู่ในวิถีทางแห่งปัญญาญาณ ไม่อ้อนวอนร้องขอให้ตนเป็นสุข เพราะด้วยการลดละห่างจากร่างกายและจิตใจที่ปรากฏตัณหา(ความอยาก ความโลภ ราคะ เป็นชื่อเดียวกัน) อย่างเด่นชัดในจิตใจของเรา
ประการที่ ๒ ดำรงมั่นอยู่ในวิถีทางแห่งความเมตตากรุณา ช่วยเหลือดึงสรรพสัตว์มากมายให้พ้นจากความทุกข์ยาก เพราะด้วยการลดละห่างจากจิตใจอันไม่สงบของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ประการที่ ๓ ดำรงมั่นอยู่ในวิถีทางแห่งความชอบด้วยอุบายที่เหมาะสม ด้วยมีจิตใจที่มีความเห็นอกเห็นใจสงสารเมตตาเหล่าสัตว์ทั้งปวง เพราะด้วยการลดละห่างจากการบูชาเคารพนอบน้อมด้วยกายใจของตน ด้วยเพราะเหตุนี้แลชื่อว่าละห่างจากลักษณะวิถีทางแห่งโพธิ(การตรัสรู้) ที่ไม่เป็นไปตามธรรม ๓ ประการ พระโพธิสัตว์ละห่างจากลักษณะวิถีทางแห่งโพธิ(การตรัสรู้) ที่ไม่เป็นไปตามธรรม ๓ ประการเช่นนี้แล ย่อมคล้อยตาม ลักษณะวิถีทางแห่งโพธิ(การตรัสรู้) ที่ดีงามเป็นที่น่าปรารถนาพอ ๓ ประการนี้แล ๓ ประการนี้เป็นไฉน
ประการแรกคือ ความไม่ด่างพร้อยสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ ก็ด้วยเพราะไม่ถือว่ายังเป็นด้วยกายตนไม่อ้อนวอนขอร้องต่อบรรดาความสุขทั้งหลาย
ประการที่ ๒ ความสงบสุขสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ ก็เพราะด้วยการช่วยเหลือดึงเอาสรรพสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์ยาก
ประการที่ ๓ ความเพลิดเพลินยินดีอย่างสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ ก็เพราะด้วยการทำให้สรรพสัตว์มากมายบรรลุมหาโพธิ(การตรัสรู้ที่ยิ่งใหญ่) ก็เพราะด้วยการช่วยเหลือ(รับเอา)สัตว์ทั้งหลายให้ไปบังเกิด ณ พุทธเกษตรนั้น ชื่อว่าย่อมคล้อยตาม ลักษณะวิถีทางแห่งโพธิ(การตรัสรู้) ที่ดีงามเป็นที่น่าปรารถนาพอ ๓ ประการนี้ย่อมคล้อยตาม ลักษณะวิถีทางแห่งโพธิ(การตรัสรู้) ที่ดีงามเป็นที่น่าปรารถนาพอ ๓ ประการพึงทราบว่า
ตามแนวทางที่ได้กล่าวมาวิถีทางแห่งปัญญาญาณ ความเมตตากรุณา มีความชอบด้วยอุบายที่เหมาะสมทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นการรับเอาปัญญา ปัญญารับเอาซึ่งความชอบด้วยอุบายที่เหมาะสมพึงทราบว่า
ตามแนวทางที่ได้กล่าวมาลดละห่างจากร่างกายและจิตใจที่ไม่ปรากฏตัณหา(ความอยาก ความโลภ ราคะ เป็นชื่อเดียวกัน) อย่างเด่นชัดในจิตใจของเรา ลดละห่างจากจิตใจอันไม่สงบของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ลดละห่างจากการบูชาเคารพนอบน้อมด้วยกายใจของตน ธรรมทั้ง ๓ ประการนี้แลละห่างจากเครื่องกางกั้นในโพธิจิต พึงทราบว่า
ตามแนวทางที่ได้กล่าวมาความไม่ด่างพร้อยสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ ความสงบสุขสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ ความเพลิดเพลินยินดีอย่างสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ อันว่าจิตใจทั้ง ๓ ประการเหล่านี้แล สังเขปแล้วแม้ดำรงอาศัยอยู่เพียงประการเดียว จิตย่อมสำเร็จบริบูรณ์ในความสุขเกษมอันลึกล้ำยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง พึงทราบว่า
ดังเช่นนี้แล พระโพธิสัตว์มีจิตที่เป็นปัญญาญาณ มีจิตที่ชอบด้วยอุบายที่เหมาะสม มีจิตที่ไม่มีเครื่องกางกั้น มีจิตที่แท้จริงยอดเยี่ยม (จิตแท้จริงนี้หมายความว่า จิตที่ไม่ลวงหลอก อนึ่งหมายถึงด้วยความมีศรัทธาเชื่อมั่นอย่างแท้จริงไม่มีความสงสัยใดในจิตใจ ) จักสามารถทำให้ไปเกิดในพุทธเกษตรอันบริสุทธิ์ พึงทราบว่า นี้แลชื่อว่าพระโพธิสัตว์คล้อยตามวิถีธรรม ๕ ประการ ด้วยการกระทำ(ทางกาย วาจา ใจ)ตามที่ได้เจตนาแสดงปวารณา(ยอมให้ว่ากล่าวตักเตือน) อย่างเป็นอิสระสำเร็จบริบูรณ์ ตามดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น กายกรรม(การกระทำทางกาย) วจีกรรม(การกระทำทางวาจา) มโนกรรม(การกระทำทางใจ) การกระทำทางปัญญาให้แจ้ง การกระทำทางปัญญาให้แจ้งชอบด้วยอุบายที่เหมาะสม ดังนี้คือคล้อยตามวิถี(ทางการเข้าไปถึง) ยังมีวิถีอีก ๕ ประการ ตามลำดับอันสำเร็จบริบูรณ์ด้วยบุญกุศลมี ๕ ประการที่ควรทราบ มรรคาวิถีทั้ง ๕ เป็นอย่างไรฤา ประการแรกคือวิถีแห่งความสนิทชิดเชื้อ ประการที่ ๒ วิถีแห่งมหาสันนิบาต(ที่ประชุมชน)ของชนทั้งหลาย ประการที่ ๓ วิถีแห่งสถานที่พัก ประการที่ ๔ วิถีแห่งห้องโถงที่อยู่อาศัย ประการที่ ๕ วิถีแห่งสถานที่มีสันทนาการ(การผ่อนคลายอารมณ์)ในสวนป่า(สวนดอกไม้) วิถีทั้ง ๕ ประการนี้ เริ่มต้นด้วยวิถี ๔ ประการ อันสำเร็จบริบูรณ์เข้าถึงคุณูประการ(บุญกุศล) ส่วนวิถีประการที่ ๕ นั้นสำเร็จบริบูรณ์แล้วเป็นการออกจากกุศลผลบุญ
ผู้ที่เข้าถึงวิถีประการแรกนี้ เมื่อด้วยว่าการเคารพไหว้กราบพระอมิตาภะพุทธเจ้า เพราะเนื่องด้วยการไปเกิดในพุทธเกษตรนี้ ย่อมบังเกิดความสงบอันเป็นสุขในโลกธาตุนั้น(สุขาวดีโลกธาตุ) นี้แลชื่อว่าเข้าถึงวิถีในประการแรก (วิถีแห่งความสนิทชิดเชื้อ)
ผู้ที่เข้าถึงวิถีประการที่ ๒ นี้ เมื่อด้วยว่าการสรรเสริญพระอมิตาภะพุทธ ด้วยเพราะการคล้อยตามนามธรรม(ในนามนั้น)กล่าวสรรเสริญพระตถาคตเจ้า ในนามนั้นดำรงอาศัยรัศมีอันรุ่งโรจน์(ปัญญา)ของพระตถาคตเจ้า มีสัญญา(จดจำ นำไปคิด) รับถือประพฤติปฏิบัติเป็นแนวทาง ย่อมเข้าถึงมหาสันนิบาตของชนทั้งหลาย(หมายถึงที่ชุมนุมของเหล่านักปรัชญาเมธี พระอริยเจ้าทั้งหลาย) นี้แลชื่อว่าเข้าถึงวิถีในประการที่ ๒ (วิถีแห่งมหาสันนิบาต(ที่ประชุมชน)ของชนทั้งหลาย)
ผู้ที่เข้าถึงวิถีประการที่ ๓ นี้ เมื่อด้วยว่าจิตอันเป็นหนึ่งเดียวนี้ตั้งมั่นจดจ่อเป็นสมาธิระลึกถึงการตั้งปณิธานที่จะไปเกิดนั้น ด้วยเพราะการประพฤติปฏิบัติในสมถะเขาย่อมได้แนวทางความสงบสุขจากสมาธิ ย่อมเข้าถึงปัทมครรภ์โลกธาตุ (หมายถึง โลกธาตุที่เป็นบ่อเกิดของดอกบัวก็ได้ หรืออีกนัยหนึ่งโลกหรือจักรวาลแห่งดอกบัวของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเพราะว่าเนื่องจากสัมโภคกายของพระองค์) นี้แลชื่อว่าเข้าถึงวิถีในประการที่ ๓ (วิถีแห่งสถานที่พัก)
ผู้ที่เข้าถึงวิถีประการที่ ๔ ด้วยเพราะ เมื่อด้วยว่าการตั้งมั่นจดจ่อเป็นสมาธิ(ระลึกรู้อยู่)พินิจพิจารณาสังเกตการณ์ ความงดงามลึกล้ำในการการประพฤติปฏิบัติในวิปัสสนานั้น ย่อมเข้าถึงในการดำรงอาศัยอยู่ ได้รับเอาซึ่งประโยชน์ต่างๆนานา จากความสุขที่ได้จากรสแห่งพระธรรม นี้แลชื่อว่าเข้าถึงวิถีในประการที่ ๔ (วิถีแห่งห้องโถงที่อยู่อาศัย) ออกจากวิถีประการที่ ๕ (วิถีแห่งสถานที่มีสันทนาการในสวนป่า) ก็ด้วยความเมตตากรุณาที่ยิ่งใหญ่พินิจพิจารณาสังเกตการณ์ความทุกข์ยากทั้งหลายของสรรพสัตว์ อีกทั้งด้วยนิรมาณกายหมุนวนเข้าสู่การเกิดการตาย(เกิดดับ) ในสวนป่าแห่งความทุกข์ยาก(รำคาญใจ) ด้วยมีสันทนาการ(การละเล่น เพื่อผ่อนคลาย )ในอภิญญา(อิทธิฤทธิ์) บรรลุถึงสภาพฐานะในการสั่งสอนกล่อมเกลา(จิตใจ นิสัยฯลฯ) ก็เนื่องด้วยเพราะกำลังแห่งมูลปณิธานในการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล นี้แลชื่อว่าออกจากวิถีในประการที่ ๕ (วิถีแห่งสถานที่มีสันทนาการ(การผ่อนคลายอารมณ์)ในสวนป่า) พระโพธิสัตว์เข้าถึงวิถีทั้ง ๔ ประการเหล่านี้แล แนวทางประโยชน์ของตนได้สำเร็จบริบูรณ์แล้ว พึงทราบว่า พระโพธิสัตว์ออกจากวิถีในประการที่ ๕ ด้วยแนวทางการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลเพื่อผลประโยชน์แก่ผู้อื่นสำเร็จบริบูรณ์แล้ว พึงทราบว่า พระโพธิสัตว์เช่นนี้แลรับถือประพฤติปฏิบัติตามแนวทางแห่งวิถีทั้ง ๕ นี้ เพื่อประโยชน์ของตนเองแลประโยชน์ของผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ย่อมบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญานอย่างรวดเร็วด้วยความสำเร็จบริบูรณ์ .
:yociexp54:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=19 (http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=19)
พระอาจารย์วสุพันธุ์มหาเถระ รจนา
พระตรีปิฏกธราจารย์โพธิรุจิ พากย์จีน
สามเณรศุภโชค ตีรถะ แปลและเรียบเรียง
<CENTER>กถามุข.</CENTER>
เมื่อสมัยที่ข้าพเจ้ายังเป็นเพศฆราวาส ได้เคยมีโอกาสไปอภิเษกมนตรากายพระอมิตายุพุทธเจ้าจากพระอาจารย์ท่านหนึ่ง(สายเพิน) เมื่อตอนกลับหลังจากทำพิธีเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าก็ตั้งใจไว้ว่าจะแปลพระสูตรที่เกี่ยวกับพระอมิตายุพุทธเจ้า แต่เนื่องด้วยเรื่องการศึกษาเลยมิค่อยมีเวลา บัดนี้จักได้แปลพระคัมภีร์ที่เกี่ยวกับพระอมิตายุพุทธเจ้า เพื่อระลึกถึงพุทธคุณนั้น และเพื่อสืบสานแนวทางแห่งพระโพธิสัตว์ คัมภีร์นี้ภาษาจีนชื่อเต็มๆว่า อมิตายุสูตรอุปเทศปณิธานชาตะคาถา แต่ข้าพเจ้าแปลว่า อมิตายุสูตรอุปเทศ ตำรานี้รจนาในรูปแบบของอรรถกถาพร้อมด้วยปณิธานคำอฐิฐานจิตของพระอาจารย์วสุพันธุ์มีมีต่อพระอมิตายุ เป็นต้น อีกทั้งมีอธิบายอมิตายุสูตร( พระสูตรนี้คิดว่ายังไม่มีแปลเป็นไทย ) ในคำว่าอุปเทศเขียนตามบาลีว่า อุปเทสวิเคราะห์ภาษาดังนี้ว่า (อุป+ทิสี อุจฺจารเณ+ณ ประเพณี,ขนบธรรมเนียม,คำสั่งสอน. อาจริยัง อุปคันตวา ทิสสติ อุจจารียตีติ อุปเทโส คำสั่งสอนที่เข้าไปหาอาจารย์แล้วจึงสวด ชื่อว่า อุปเทสะ (ลบ ณฺ,วุทธิ อิ เป็น เอ ) ฯลฯ ก็ตามที่ข้าพเจ้าได้เคยตั้งจิตไว้ บัดนี้ได้กระทำแล้ว ขอกุศลผลบุญผลนี้จงสำเร็จแก่สัตว์โลกทั้งปวง มีมารดาของข้าพเจ้าเป็นต้นเทอญ .
ปณิธานชาตะคาถา.
ข้าแต่พระผู้ทรงเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก(โลกนาถ)ข้าพเจ้า(วสุพันธุ์)ขอตั้งจิตเป็นหนึ่งเดียว
ขอนอบน้อมถวายอภิวันทนาการโดยไม่มีเหลือทั้งทศทิศ
มิมีสิ่งกีดขวางใดในรัศมี(หมายถึงปัญญา)แห่งพระตถาคตเจ้านั้น
ด้วยปณิธานนี้ขอไปบังเกิด ณ ดินแดนอันมีแต่ความสงบสุข(สุขาวดีพุทธเกษตร)
ข้าพเจ้าขอดำรงมั่นในพระสูตรนี้
ด้วยลักษณะอันมีคุณูประการ(มีบุญกุศลเป็นต้น)เป็นปรมัตถ์สัจจะ(ความจริงแท้)
จักกล่าวปณิธานคาถาอย่างสรุปโดยครอบคลุมในการปฏิบัติ
แลประกอบด้วยสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงสั่งสอนชี้แนะไว้
เมื่อพินิจพิจารณาลักษณะแห่งโลกธาตุนั้นแล(สุขาวดีโลกธาตุ)
ยอดเยี่ยมยิ่งกว่าไตรธาตุมรรค(ทางไปสู่กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ)
ที่สุดนั้นเป็นไปตามดุจดังความเป็นศูนยตา(ลวงหลอก ว่างปล่าวไม่เที่ยงแท้)
กว้างขว้างไร้ขอบเขต
ด้วยสัมมามรรคา(หมายถึงอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ)อันเป็นมหาเมตตากรุณา
ซึ่งปรากฏขึ้นแล้วในโลกอันเป็นกุศลมูลที่บังเกิดขึ้น
เป็นแสงสว่างอันบริสุทธิ์สาดส่องไปในทุกสิ่งเป็นที่น่าพอใจยิ่งนัก (แสงนี้คือปัญญา)
ดุจดังกระจกเงารับแสงแห่งสุริยันแลจันทราที่ปรากฏแสงเต็มดวงแล้ว
พร้อมพรั่งด้วยของล้ำค่าทั้งปวงเป็นภาวะ(ลักษณะที่มีอยู่)
ลึกล้ำอลังการงดงามพร้อมมูล
ด้วยแสงอันรุ่งโรจน์ร้อนแรงไร้มลทิน
ทอแสงอันบริสุทธิ์ชัดแจ้งแก่โลกนี้ (ตามศัพท์หมายถึงดวงอาทิตย์ทอแสงก็ได้)
ด้วยรูปร่างลักษณะคุณูประการอันเป็นภาวะที่ล้ำค่านี้
ไม่กระด้างอ่อนนุ่มหมุนวนไปทั้งซ้ายขวา
ด้วยสัมผัสนี้บังเกิดความเกษมสุข
(ดุจ)การเคลื่อนไหวของนกกาจลินฺทิกากะ
(กาจลินฺทิกากะ นกน้ำทะเลชนิดหนึ่งชื่อนี้หมายถึงความน่ารักน่าพอใจที่แท้จริง)
ทั้งรัตนมณีของมีค่าแลปุณฑรีกาบุปผาพันหมื่นอย่าง
เติมเต็มอย่างครอบคลุมทั่วบริเวณ ณ สระน้ำพุไหลนั้น
ด้วยลมที่โชยมาอย่างอ่อนโยนทำให้กลีบของใบปุณฑรีกไหวสั่น
แสงอันเรืองรองตัดสลับผ่านหมุนวนกันไปอย่างไม่เป็นระเบียบ
พลับพลาทั้งหลาย(อันนี้หมายถึงที่อยู่บนยอดสูง)ในพระราชวัง
พิจารณาออกไปทั้ง ๑๐ ทิศโดยมิมีสิ่งขวางกั้น
ต้นไม้หลากชนิดผิดแปลกผันแปรไปรูปที่ปรากฏ
รัตนมณีของล้ำค่าแวดล้อมปกคลุมโดยทั่วถึง
รัตนมณีของล้ำค่าอันประสานร่วมกัน(อยู่ในขอบเขตเดียวกัน)ไร้ประมาณนัก
เป็นขอบเขตของตาข่ายที่ครอบคลุมอากาศธาตุ(ลวงหลอก ว่างปล่าว)
ด้วยเสียงแห่งระฆังหลากชนิดปรากฏความรู้สึกถึงความกึกก้อง
ประกาศชี้แจงแถลงไขออกมาซึ่งเสียงของพระสัทธรรม(ธรรมที่ลุ่มลึก)
ฝนที่ตกมาเป็นปุณฑรีกา(บัวสีขาว)ปกคลุมอยู่ภายนอกงดงามนัก
แลด้วยเครื่องสุคนธาอันมิมีประมาณก็ปกคลุมอบอวล
พุทธิกปัญญา(ความรู้ของพระพุทธเจ้า)วิศุทธิวิเศษชัดแจ้งดังดวงตะวัน
ขจัดความสงสัยโง่เขลาอันซ่อนเร้นในที่มืดมัวที่ปรากฏในโลก
เสียงภาษาแห่งพรหมที่กัมปนาทลึกซึ้งและยาวไกล
อันลึกซึ้งได้ยินทั่วทั้งสิบทิศ
พระผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองอมิตาภะ
พระธรรมราชาผู้ชำนาญในการดำรงรักษาคุณงามความดี
ในหมู่ปุณฑรีกาอันบริสุทธ์แห่งพระตถาคต
เมื่อปุณฑรีกาเกิดแปรเปลี่ยน(บาน)ได้ตรัสรู้ชอบเองแล้ว
ความรักและพอใจอย่างเป็นสุขในรสแห่งพุทธธรรมนั้น
มีญาณสมาธิ(เครื่องรู้และความตั้งมั่น)เป็นอาหาร
สละทุกข์ในกายใจไปตลอดกาล
จักได้รับความสุขเกษมเป็นนิจ มิมีช่องว่างใดให้แทรกได้
ด้วยอาณาจักรแห่งมหายานอันเป็นกุศลมูลนี้(ชื่อหนึ่งของสุขาวดีพุทธเกษตร)
ด้วยความมีระดับเดียวกันมิมีการดูถูกรังเกียจเดียดฉันท์ในชื่อเสียงเรียงนาม (หัวเราะเยาะเย้ย)
บุคคลผู้เป็นสตรีย่อมบรรลุถึงความมีมูลฐานเริ่มต้นที่ขาดไป(ไม่มีเหตุแห่งความเป็นหญิง)
ในทวิยานนั้นย่อมไม่บังเกิดขึ้น(หมายถึงสาวกยานกับปัจเจกพุทธยาน)
สรรพสัตว์ได้มีปณิธานความปรารถนาที่เป็นสุข
สิ่งทั้งปวงก็สามารถทำให้ครบถ้วนเป็นที่พอใจอย่างเหมาะสมแล้ว
ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้า(วสุพันธุ์)มีปณิธานความปรารถนาจักไปบังเกิด
ณ แดนพุทธเกษตรแห่งพระอมิตาภะพุทธเจ้า พระองค์นั้น
มหารัตนราชาอันไม่มีประมาณ
ปุณฑรีกาที่ทรงประทับอยู่นั้นบริสุทธ์สะอาดลึกล้ำยิ่งนัก
มีลักษณะท่าทางที่งดงามแลมีรัศมีกว้างไปไกล ๘ ฟุต
(ฟุตของอังกฤษ ๑๒ นิ้ว ฟุตของจีนตามพระสูตรนี้ ๑ ฟุตเท่ากับ ๑๐นิ้ว)
บังเกิดสภาพรูปกายอันขึ้นยอดเยี่ยมกว่าชนทั้งหลาย
ด้วยเสียงอันลึกล้ำแห่งพระตถาคต
(เปรียบดัง)เสียงก้องกังวานแห่งพรหมได้สดับรับฟังทั่วทศทิศ
เมื่อธาตุทั้ง ๔ อันมีดิน น้ำ ไฟ ลมอากาศธาตุรวมตัวกัน
เป็นศูนยตา(ลวงหลอก ว่างเปล่าไม่มีตัวเราของเรา)ไม่มีความแตกต่างใดๆ
อันว่าเทวดาแลมนุษย์ทั้งหลายนั้น มิเปลี่ยนแตกต่างกันมากนัก
ด้วยปัญญาอันบริสุทธิ์ทั้งหลายบังเกิดอย่างไพบูลย์
ดุจดังสุเมรุบรรพตที่สูงใหญ่
ยอดเยี่ยมลึกล้ำมิมีผู้ใดจะเคลื่อนย้ายได้(อาจแปลว่าไม่อาจข้ามผ่านก็ได้)
เทวดาแลมนุษย์บุรุษเป็นอันมาก
เคารพนอบน้อมกระทำประทักษิณแลมองทัศนาด้วยความคารพ
พิจารณามูลปณิธานแห่งพระพุทธองค์
ผู้ใดได้ประสบพบเจอไม่ว่างเปล่าผ่านเลยไป(คือย่อมได้ประโยชน์กันทุกคน)
สามารถทำให้บังเกิดความดีงามที่น่าปรารถนาพอใจขึ้นอย่างรวดเร็ว
เป็นคุณูประการ(บุญกุศล)อันล้ำค่ายิ่งนักนั้นไพบูลย์ยิ่ง
อันดินแดนที่สงบสุขนั้นสะอาดบริสุทธิ์
แปรเปลี่ยนหมุนวนไปเป็นนิจแลหมุนวนไปอย่างไร้มลทิน(หมายถึงการแสดงธรรมเป็นนิจ)
ในแต่ละวันเวลาหนึ่งนั้นแปรเปลี่ยนกลายเป็นพระพุทธะแลพระโพธิสัตว์เป็นต้น
คล้อยตามดังสุเมรุบรรพตยังดำรงสถิตรักษาอยู่
ไร้มลทินด้วยแสง(หมายถึงปัญญา)อันงดงามนั้น
แม้ระลึกถึงเพียงคราเดียวหรือถึงแม้เวลาเดียว
สาดส่องครอบคลุมในพุทธสมาคมทั้งหลาย
เป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ชนทั้งหลายเป็นกลุ่มๆ
ด้วยบุปผชาติที่ตกมาจากฟ้าดังฝนห่อหุ้มเป็นสุขน่าปรารถนานัก
ด้วยสุคนธาเครื่องหอมอันยอดเยี่ยมเป็นต้นนี้ น้อมถวายบูชา
สรรเสริญแด่พระพุทธองค์ด้วยบุญกุศลทั้งหลายนี้
มิมีความแตกต่างของจิตใจ
เหตุไฉน โลกธาตุนี้จึงมิมี
พุทธธรรมอันเป็นคุณูประการล้ำค่ายิ่งนักนี้
อันตัวข้าพเจ้า(วสุพันธุ์)จักขอตั้งปณิธานปรารถนาจักไปเกิด
จักจำแนกชี้แจงแสดงพุทธรรม คล้อยตามดังพระชินเจ้า
ข้าพเจ้า(วสุพันธุ์) จักได้การะทำการอธิบายไปตามเหตุและผลและจักกล่าวเป็นประโยคคาถา
ปณิธานนี้ปรารถนาจักทัศนาแลเห็นพระอมิตาภะพุทธเจ้า
ครอบคลุมพร้อมด้วยสรรพสัตว์ทั้งหลาย
(ขอ)ไปบังเกิด ณ ดินแดนอันสงบสุขนั้น
ในพระอมิตายุสูตรนี้ ด้วยคาถาประโยควรรคตอนในพระสูตรนั้น ข้าพเจ้า(วสุพันธุ์) จักได้นำมากล่าววิเคราะห์โดยสรุปให้ครอบคลุมทั้งหมด ตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย
อรรถาธิบายว่า : ประโยคปณิธานคาถานี้มีจะความเข้าใจในสัจธรรมได้อย่างไร เมื่อพิจารณาโลกธาตุอันมีแต่ความสงบสุขนั้น ได้มองเห็น(เป็นการสัมผัส)พระอมิตาภะพุทธเจ้า ก็ด้วยปณิธานความปรารถนาพอใจที่จะไปเกิดในดินแดนนั้น(สุขาวดี) การพิจารณานั้นเป็นอย่างไร การบังเกิดศรัทธา(เชื่อมั่น)ขึ้นในจิตนั้นเป็นอย่างไร ก็ถ้าหากว่ากุลบุตร กุลธิดาบุคคลใดก็ตาม รับถือปฏิบัติตามวิถีทางการระลึกถึง(อย่างมีสติ) ๕ ประการ ผู้ที่ทำได้สำเร็จบริบูรณ์แล้ว โดยเนื้อแท้ที่สุดแล้วก็ย่อมได้ไปบังเกิด ณ ดินแดนที่มีแต่ความสงบสุขนั้น ได้มองเห็น(เป็นการสัมผัส)พระอมิตาภะพุทธเจ้านั้น วิถีทางการระลึกถึง(อย่างมีสติ) ๕ ประการนี้เป็นอย่างไร
ประการแรกคือ วิถีทางของการไหว้กราบโดยเคารพ
ประการที่ ๒ คือ วิถีทางของการสรรเสริญบูชา
ประการที่ ๓ คือ วิถีทางของการตั้งปณิธาน (ความปรารถนา)
ประการที่ ๔ คือ วิถีทางของการพิจารณา สังเกตการณ์
ประการที่ ๕ คือ วิถีทางของการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล
การไหว้กราบโดยเคารพนั้นเป็นอย่างไร ก็ด้วยกายกรรม(การกระทำทางกาย) ไหว้กราบโดยเคารพต่อพระอมิตาภะตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เพราะเนื่องด้วยการไปบังเกิดในดินแดนนั้นจะต้องมีเจตนาเป็นเหตุ
การสรรเสริญบูชานั้นเป็นอย่างไร ก็ด้วยวจีกรรม(การกระทำทางวาจา) สรรเสริญบูชา ด้วยการกล่าวเรียกพระนามของพระตถาคตเจ้านั้น เช่นนั้นแล้วพระตถาคตเป็นผู้มีลักษณะแห่งปัญญาที่สว่างไสวรุ่งโรจน์ เช่นนั้นแล้วชื่อว่าเป็นสัจจธรรม(เป็นการกล่าวตามความเป็นจริง) ด้วยความปรารถนาพอใจตามความเป็นจริง ดังนี้แลเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการปฏิบัติตามความประพฤตินี้
การตั้งปณิธานนั้นเป็นอย่างไร เมื่อจิตใจนี้ได้ตั้งปณิธานอยู่เป็นนิจ ด้วยจิตอันเป็นหนึ่งเดียวระลึกถึงด้วยความตั้งมั่น(คือมีสติ) โดยเนื้อแท้ที่สุดแล้วจะไปบังเกิด ณ ดินแดนที่มีแต่ความสงบสุขนั้น ด้วยความปรารถนาพอใจตามความเป็นจริง ดังนี้แลเป็นการปฏิบัติตามความประพฤติอันเป็นสมถะ (สภาพที่สงบ)
การพิจารณา สังเกตการณ์นั้นเป็นอย่างไร เมื่อพิจารณา สังเกตการณ์ด้วยปัญญา การพิจารณา สังเกตการณ์นั้นจึงเป็นสัมมาสติ(ระลึกชอบ) ด้วยความปรารถนาพอใจตามความเป็นจริง ดังนี้แลเป็นการปฏิบัติตามความประพฤติอันเป็นวิปัสสนา (สภาพพิจารณารูป นาม ด้วยปัญญาฯลฯ) การพิจารณา สังเกตการณ์นั้นมีอยู่ ๓ ประการด้วยกัน ๓ ประการนั้นเป็นอย่างไร
ประการแรกคือ การพิจารณา สังเกตการณ์พุทธเกษตร ดินแดนที่มีคุณูประการอันงดงามนั้น
ประการที่ ๒ คือ การพิจารณา สังเกตการณ์พระอมิตาภะพุทธเจ้า ที่มีคุณูประการอันงดงาม
ประการที่ ๓ คือ การพิจารณา สังเกตการณ์พระโพธิสัตว์ทั้งปวง ที่มีคุณูประการอันงดงามนั้น (ทั้งหมดคือการระลึกคุณของพระอมิตาภะพระโพธิสัตว์และพุทธเกษตรด้วยการพิจารณามองตามความเป็นคุณงามความดีของท่านตามความเป็นจริง)
การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนั้นเป็นอย่างไร เป็นการไม่ทอดทิ้งสรรพสัตว์ทั้งหลายผู้มีความทุกข์ยาก ลำบาก จิตใจนี้ตั้งความปรารถนาอยู่เสมอๆในการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลเป็นสิ่งจำเป็นสูงสุด(เป็นอย่างแรกที่ต้องทำ) เมื่อสำเร็จครบถ้วนบริบูรณ์เป็นเหตุให้เกิดความมีเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ในจิต
การพิจารณา สังเกตการณ์พุทธเกษตร ดินแดนที่มีคุณูประการอันงดงามนั้นเป็นอย่างไร พุทธเกษตรนั้น เป็นดินแดนที่มีคุณูประการอันงดงามสำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว ด้วยเหตุนั้นไม่อาจที่จะคิดพินิจ พิจารณาด้วยพละกำลังใดๆ เมื่อเช่นนั้นแล้วมณี(สมดังความปรารถนา)ที่มีลักษณะที่ล้ำค่า มีลักษณะที่เหมือกันคล้ายกัน และลักษณะที่ตรงกันข้ามกันด้วยเหตุเป็นธรรม(ธรรมชาติ) ผู้ที่การพิจารณา สังเกตการณ์พุทธเกษตร ดินแดนที่มีคุณูประการอันงดงามนั้น มีเรื่องที่พึงทราบอยู่ ๑๗ ประการ ก็ ๑๗ ประการนี้เป็นอย่างไร
ประการแรกคือ ด้วยการมีความสะอาดบริสุทธิ์ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์
ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๒ คือ ด้วยการมีความรู้จักประมาณการในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จ
บริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๓ คือ ด้วยคุณสมบัติ(ลักษณะ)ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์
ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๔ คือ ด้วยรูปร่างลักษณะที่ปรากฏออกมาของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จ
บริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๕ คือ ด้วยเรื่องกิจการงานต่างๆ มากหลายของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จ
บริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๖ คือ มีความลึกล้ำของรูปด้วยคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วน
แล้ว
ประการที่ ๗ คือ มีการสัมผัสในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๘ คือ มีความงดงามด้วยคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๙ คือ มีการตกลงมาของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๑๐ คือ ด้วยการมีรัศมีรุ่งโรจน์ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์
ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๑๑ คือ ด้วยการมีเสียงของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๑๒ คือ มีการดำรงตั้งมั่นอยู่ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วน
แล้ว
ประการที่ ๑๓ คือ การมีครอบครัวญาติพี่น้องอันเป็นคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จ
บริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๑๔ คือ การได้รับประโยชน์จากคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์
ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๑๕ คือ การไม่มีความยากลำบายใดๆในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์
ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๑๖ คือ ด้วยสัจธรรมความเป็นจริงอันยิ่งใหญ่ของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้
สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ประการที่ ๑๗ คือ มีการค้ำจุนช่วยเหลือในสิ่งทั้งหลายด้วยคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้
สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว
ด้วยการมีความสะอาดบริสุทธิ์ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเพราะ การพิจารณาโลกธาตุนั้นเป็นลักษณะอันยอดเยี่ยม ยอดยี่งกว่าเกินกว่า ไตรธาตุมรรค(ทางไปสู่กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ)ด้วยการมีความรู้จักประมาณการในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเพราะ ที่สุดนั้นเป็นไปตามดุจดังความเป็นศูนยตา(ลวงหลอก ว่างปล่าวไม่เที่ยงแท้) กว้างขว้างไร้ขอบเขตไม่อาจที่จะพิจารณาได้ ด้วยคุณสมบัติ(ลักษณะ)ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้ว ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเพราะ สัมมามรรคา(หมายถึงอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ)อันเป็นมหาเมตตากรุณา ซึ่งปรากฏขึ้นแล้วในโลกอันเหตุให้เกิดกุศลมูล ด้วยรูปร่างลักษณะที่ปรากฏออกมาของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ เป็นแสงสว่างอันบริสุทธิ์สาดส่องไปในทุกสิ่งเป็นที่น่าพอใจยิ่งนัก (แสงนี้คือปัญญา) ดุจดังกระจกเงารับแสงแห่งสุริยันแลจันทราที่ปรากฏแสงเต็มดวงแล้ว ด้วยเรื่องกิจการงานต่างๆ มากหลายของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ พร้อมพรั่งด้วยขอล้ำค่าทั้งปวงเป็นภาวะ(ลักษณะที่มีอยู่) ลึกล้ำอลังการงดงามพร้อมมูล มีความลึกล้ำของรูปด้วยคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ด้วยแสงอันรุ่งโรจน์ร้อนแรงไร้มลทิน ทอแสงอันบริสุทธิ์ชัดแจ้งแก่โลกนี้ (ตามศัพท์หมายถึงดวงอาทิตย์ทอแสงก็ได้) มีการสัมผัสในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ด้วยรูปร่างลักษณะคุณูประการอันเป็นภาวะที่ล้ำค่านี้ ไม่กระด้างอ่อนนุ่มหมุนวนไปทั้งซ้ายขวา ด้วยสัมผัสนี้บังเกิดความเกษมสุข (ดุจ)การเคลื่อนไหวของนกกาจลินฺทิกากะ มีความงดงามด้วยคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น พึงทราบดังนี้ว่าย่อมมี ๓ ประการ ๓ ประการนั้นคือ
๑. อาโป (น้ำ)
๒. ปฐวี (ดิน)
๓. อากาศธาตุ
ด้วยความงดงามของอาโปนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ทั้งรัตนมณีของมีค่าแลปุณฑรีกาบุปผาพันหมื่นอย่าง เติมเต็มอย่างครอบคลุมทั่วบริเวณ ณ สระน้ำพุไหลนั้น ด้วยลมที่โชยมาอย่างอ่อนโยนทำให้กลีบของใบปุณฑรีกไหวสั่น แสงอันเรืองรองตัดสลับผ่านหมุนวนกันไปอย่างไม่เป็นระเบียบ ด้วยความงดงามของปฐวีนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ พลับพลาทั้งหลาย(อันนี้หมายถึงที่อยู่บนยอดสูง)ในพระราชวังพิจารณาออกไปทั้ง ๑๐ ทิศโดยมิมีสิ่งขวางกั้น ต้นไม้หลากชนิดผิดแปลกผันแปรไปรูปที่ปรากฏ รัตนมณีของล้ำค่าแวดล้อมปกคลุมโดยทั่วถึง รัตนมณีของล้ำค่าอันประสานร่วมกัน(อยู่ในขอบเขตเดียวกัน)ไร้ประมาณนัก ด้วยความงดงามของอากาศธาตุนี้ ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ รัตนะมณีของล้ำค่าอันไม่มีประมาณเป็นขอบเขตของตาข่ายที่ครอบคลุมอากาศธาตุ(ลวงหลอก ว่างปล่าว) ด้วยเสียงแห่งระฆังหลากชนิดปรากฏความรู้สึกถึงความกึกก้อง (จึง)ประกาศชี้แจงแถลงไขออกมาซึ่งเสียงของพระสัทธรรม(ธรรมที่ลุ่มลึก) มีการตกลงมาของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ฝนที่ตกมาเป็นปุณฑรีกา(บัวสีขาว)ปกคลุมอยู่ภายนอกงดงามนัก แลด้วยเครื่องสุคนธาอันมิมีประมาณก็ปกคลุมอบอวล ด้วยการมีรัศมีรุ่งโรจน์ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ พุทธิปัญญา(ความรู้ของพระพุทธเจ้า)วิศุทธวิเศษชัดแจ้งดังดวงตะวัน ขจัดความสงสัยโง่เขลาอันซ่อนเร้นในที่มืดมัวที่ปรากฏในโลก ด้วยการมีเสียงของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ เสียงภาษาแห่งพรหมที่ผลกระทบลึกซึ้งและยาวไกล อันลึกซึ้งได้ยินทั่วทั้งสิบทิศ มีการดำรงตั้งมั่นอยู่ในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ พระผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองอมิตาภะ พระธรรมราชาผู้ชำนาญในการดำรงรักษาคุณงามความดี การมีครอบครัวญาติพี่น้องอันเป็นคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ในหมู่ปุณฑรีกาอันบริสุทธ์แห่งพระตถาคต เมื่อปุณฑรีกาเกิดแปรเปลี่ยน(บาน)ย่อมได้ตรัสรู้(รู้ซึ้งถึงความเป็นจริง) การได้รับประโยชน์จากคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ความรักและพอใจอย่างเป็นสุขในรสแห่งพุทธธรรมนั้น มีญาณสมาธิ(เครื่องรู้และความตั้งมั่น)เป็นอาหาร การไม่มีความยากลำบายใดๆในคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ได้สละทุกข์ในกายใจไปตลอดกาล จักได้รับความสุขเกษมเป็นนิจมิมีช่องว่างใดให้แทรกได้ ด้วยสัจธรรมความเป็นจริงอันยิ่งใหญ่ของคุณูประการบุญกุศลนั้น ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ด้วยอาณาจักรแห่งมหายานอันเป็นกุศลมูลนี้(ชื่อหนึ่งของสุขาวดีพุทธเกษตร) มีระดับเดียวกันมิมีการดูถูกรังเกียจเดียดฉันท์ในชื่อเสียงเรียงนาม (หัวเราะเยาะเย้ย) บุคคลผู้เป็นสตรีย่อมบรรลุถึงความมีมูลฐานที่เริ่มต้นที่ขาดไป(ไม่มีเหตุแห่งความเป็นหญิง) ในทวิยานนั้นย่อมไม่บังเกิดขึ้น(หมายถึงสาวกยานกับปัจเจกพุทธยาน) ด้วยผลานิสงค์ของวิสุทธิภูมิ ลดละสิ่ง ๒ ประการเมื่อการดูถูกรังเกียจเดียดฉันท์ในชื่อเสียงเรียงนามผ่านไปพึงทราบว่า ประการแรกคือ ธาตุ(ตัวตน บุคคล) ประการที่ ๒ คือ นาม ธาตุนี้มี ๓ ประการ ประการแรกคือบุคคลในทวิยาน ประการที่ ๒ คือ บุคคลผู้เป็นสตรี ประการที่ ๓ คือบุคคลผู้มีมูลเหตุทั้งหลย(มูลเหตุในที่นี้คือมีศรัทธาไม่หวั่นไหว) ไม่พร้อมไม่ครบถ้วน เพราะเหตุที่ไม่มีสิ่งที่ว่าไปแล้วสามประการนั้น นามจึงลดละธาตุการดูถูกรังเกียจเดียดฉันท์ นามนั้น ก็ยังมี ๓ ประการ ไม่เพียงแต่ไม่มีธาตุทั้ง ๓ ประการนั้น ตลอดจนถึงไม่สดับรับฟังทวิยาน บุคคลผู้เป็นสตรี มูลเหตุทั้งหลย(มูลเหตุในที่นี้คือมีศรัทธาไม่หวั่นไหว) ไม่พร้อมไม่ครบถ้วน ด้วยเหตุนี้นามจึงมี ๓ ประการ นามลดละนามการดูถูกรังเกียจเดียดฉันท์ ผู้มีความเป็นระดับเดียวกันนี้ เพราะด้วยมีลักษณะเป็นหนึ่งเดียวเสมอภาพ มีการค้ำจุนช่วยเหลือในสิ่งทั้งหลายด้วยคุณูประการบุญกุศลอย่างเป็นที่น่าพอใจ ได้สำเร็จบริบูรณ์ครบถ้วนแล้วนั้น ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ สรรพสัตว์ได้มีปณิธานความปรารถนาที่เป็นสุข ทุกสิ่งทุกอย่างก็สามารถทำให้ครบถ้วนเป็นที่พอใจอย่างเหมาะสมแล้ว (ข้าพเจ้า)กล่าวโดยสังเขปแล้วพุทธเกษตรแห่งพระอมิตาภะพุทธเจ้ามีความงดงามด้วยคุณูประการบุญกุศล ๑๗ ประการเหล่านี้แล ด้วยการกล่าวแสดงความเป็นปัจจุบันขณะของพระตถาคตเป็นผลประโยชน์ต่อตัวเราเองเป็นพลานุภาพมหากุศลที่สำเร็จบริบูรณ์แล้ว ด้วยเหตุนี้ ผู้อื่นก็ย่อมสำเร็จในผลประโยชน์อย่างบริบูรณ์ด้วยบุญกุศล(เช่นเดียวกัน) อมิตายุพุทธเกษตรอันงดงามนั้น ปรมัตถ์สัจจะ(เป็นความจริงแท้ที่สูงสุด) เป็นขอบเขตวิสัยธาตุอันลึกล้ำ ๑๖ ประโยคจนถึง ๑ ประโยคตามลำดับที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น พึงทราบว่า
การพิจารณาคุณูประการอันงดงามของพระพุทธองค์สำเร็จบริบูรณ์แล้วนั้นเป็นไฉน ผู้ที่พิจารณาคุณูประการอันงดงามของพระพุทธองค์ได้สำเร็จบริบูรณ์นั้น มี ๘ ประการที่พึงรู้ ๘ ประการเหล่านั้นคือ
๑. การประทับนั่งที่งดงาม
๒. การมีพระวรกายที่งดงาม
๓. การมีพระวจนะ(คำพูด)ที่งดงาม
๔. การมีพระหฤทัย(ใจ)อันงดงาม
๕. ชนทั้งหลายงดงาม
๖. ความสำคัญเป็นยอดยิ่ง(สูงใหญ่)ที่งดงาม
๗. การดำรงสถิตอยู่ด้วยความงดงาม
๘. การไม่ล้วงหลอกในการกระทำรับถือปฏิบัติงดงามนัก
การประทับนั่งที่งดงามนั้นเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ มหารัตนราชาอันไม่จะประมาณการ ปุณฑรีกาที่ทรงประทับอยู่นั้นบริสุทธ์สะอาดลึกล้ำยิ่งนัก การมีพระวรกายที่งดงามเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ลักษณะท่าทางที่งดงามแลมีรัศมีกว้างไปไกล ๘ ฟุต บังเกิดสภาพรูปกายอันขึ้นยอดเยี่ยมกว่าชนทั้งหลาย การมีพระวจนะ(คำพูด)ที่งดงามนั้นเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ด้วยเสียงอันลึกล้ำแห่งพระตถาคต (เปรียบดัง)เสียงก้องกังวานแห่งพรหมได้สดับรับฟังทั่วทศทิศ การมีพระหฤทัย(ใจ)อันงดงามนั้นเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ เมื่อธาตุทั้ง ๔ อันมีดิน น้ำ ไฟ ลมอากาศธาธุรวมตัวกัน เป็นศูนยตา(ล้วงหลอก ว่างเปล่าไม่มีตัวเราของเรา)ไม่มีความแตกต่างใดๆ ไม่มีความแตกต่างใดๆนี้ เพราะการไม่มีความแตกต่างของจิต ชนทั้งหลายที่งดงามนั้นเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ เทวดาแลมนุษย์ทั้งหลายนั้น มิเปลี่ยนแตกต่างกันมากนัก ด้วยปัญญาอันบริสุทธิ์ทั้งหลายบังเกิดอย่างไพบูลย์ ความสำคัญเป็นยอดยิ่ง(สูงใหญ่)ที่งดงาม นั้นเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ ดุจดังสุเมรุบรรพตที่สูงใหญ่ ยอดเยี่ยมลึกล้ำมิมีผู้ใดจะเคลื่อนย้ายได้(อาจแปลว่าไม่อาจข้ามผ่านก็ได้) การดำรงสถิตอยู่ด้วยความงดงามนั้นเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ เทวดาแลมนุษย์บุรุษ(เป็นต้น)เป็นอันมาก เคารพนอบน้อมวนเวียนแล้วมองทัศนาด้วยความคารพ(วนเวียนหมายถึงการเวียนขวา) การไม่ล้วงหลอกในการกระทำรับถือปฏิบัติงดงามนักนั้นเป็นอย่างไร ประโยคคาถากล่าวแสดงว่า ด้วยเหตุเพราะ พิจารณามูลปณิธานแห่งพระพุทธองค์ ผู้ใดได้ประสบพบเจอไม่ว่างเปล่าผ่านเลยไป(คือย่อมได้ประโยชน์กันทุกคน) สามารถทำให้บังเกิดความดีงามที่น่าปรารถนาพอใจขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นคุณูประการ(บุญกุศล)อันล้ำค่ายิ่งนักนั้นไพบูลย์ยิ่ง จักได้พบพระพุทธองค์นั้น ยังไม่อาจพิสูจน์จิตของพระโพธิสัตว์ ในที่สุดโดยแก่นแท้แล้วย่อมบรรลุถึงธรรมกายอันเป็นเสมอภาค พร้อมด้วยจิตอันบริสุทธิ์แห่งพระโพธิสัตว์ที่ไม่มีแตกต่าง จิตอันบริสุทธิ์แห่งพระโพธิสัตว์พร้อมด้วยพระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้ถึงความเป็นผู้มีภูมิสูง(ทศภูมิ) ด้วยเหตุนี้ในที่สุดโดยแก่นแท้เมื่อรวมกันแล้วย่อมบรรลุถึงนิพพาน(สภาพที่สงบ) อันเสมอภาค(เรียบง่าย) ตามที่กล่าวแล้วโดยสังเขป ๘ ประการ ด้วยการกล่าวแสดงความเป็นปัจจุบันขณะของพระตถาคตเป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองและเป็นประโยชน์ต่อ ผู้อื่นด้วย คุณูประการอันมีบุญกุศลเป็นต้นอันงดงามตามลำดับได้สำเร็จบริบูรณ์แล้ว พึงทราบว่า
การพิจารณาซึ่งพระโพธิสัตว์ผู้มีคุณูประการ(บุญกุศล) อันสำเร็จบริบูรณ์ เป็นอย่างไรฤา ผู้ที่จะพิจารณาซึ่งพระโพธิสัตว์ผู้มีคุณูประการ(บุญกุศล) อันสำเร็จบริบูรณ์นี้ การพิจารณาพระโพธิสัตว์นั้น ด้วยการรับถือปฏิบัติอย่างแท้จริงในจริยาวัตรอันดีให้มีคุณูประการ(บุญกุศล) อันสำเร็จบริบูรณ์นั้นย่อมมีอยู่ ๔ ประการ พึงทราบว่า ๔ การนั้นเป็นอย่างไร
ประการแรก ในแต่ละพุทธภูมิหนึ่งๆนั้น มีกายไม่หวั่นไหวสั่นคลอน แลพึงมีการแปรเปลี่ยนต่างๆนานามากมาย ปกคลุมทั้ง ๑๐ ทิศ เป็นไปตามดังความเป็นจริงในการรับถือปฏิบัติตามแนวจริยาความประพฤติ กระทำพุทธกิจอยู่เนืองนิตย์ ประโยคคาถาแสดงว่า ด้วยเพราะ อันดินแดนที่สงบสุขนั้นสะอาดบริสุทธิ์ยิ่ง แปรเปลี่ยนหมุนวนไปเป็นนิจแลหมุนวนไปอย่างไร้มลทิน(หมายถึงการแสดงธรรมเป็นนิจ) ในแต่ละวันเวลาหนึ่งนั้นแปรเปลี่ยนกลายเป็นพระพุทธเจ้าแลพระโพธิสัตว์เป็นต้น คล้อยตามดังสุเมรุบรรพตยังดำรงสถิตรักษาอยู่ ก็เพราะว่า ปุณฑรีกา(ดอกบัวขาว)ของสัตว์ทั้งหลายที่หมักหมมด้วยกองดินเลนสะสมกันมานานได้บานออก (เป็นการอุปมา อธิบายว่าคือหมายถึงกิเลสอาสวะเพราะคำว่าอาสวะแปลได้ว่าสิ่งที่ดอง สะสมกันมานาน)
ประการที่ ๒ นิรมาณกายนั้น (หมายถึง กายที่เปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพของสังขารในฐานะที่เป็นมนุษย์) ทุกกาลเวลาไม่ว่าเบื้องหน้า(อนาคต)หรือไม่ว่าเบื้องหลัง(อดีต) ตั้งจิตนี้เป็นหนึ่งเดียวระลึกมั่น(สัมมาสติ)แม้ครั้งเดียว ปลดปล่อยรัศมีอันรุ่งโรจน์ยิ่งใหญ่กว้างขวางยิ่งนัก(ปัญญา) ย่อมสามารถปกคลุมโลกธาตุทั้งสิบทิศ ได้สั่งสอนแนะนำสรรพสัตว์ ให้ได้ประพฤติรับถือปฏิบัติตามมรรคาจริยาทั้งหลายอย่างเหมาะสม อีกทั้งเพราะได้ขจัดความทุกข์ของหมู่สัตว์ทั้งหลายให้ดับไป ประโยคคาถาแสดงว่า ด้วยเพราะ ไร้มลทินด้วยแสง(หมายถึงปัญญา)อันงดงามนั้น แม้ระลึกถึงเพียงคราเดียวหรือถึงแม้เวลาเดียว สาดส่องครอบคลุมในพุทธสมาคมทั้งหลาย เป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแก่ชนทั้งหลายเป็นกลุ่มๆ
ประการที่ ๓ ในโลกธาตุทั้งหลายทั้งปวงโดยไม่มีเหลือนั้น สาดส่องมหาชนในพุทธสมาคมทั้งหลายโดยไม่มีเหลือ มีการเคารพนอบน้อมบูชาสรรเสริญเหล่าพระพุทธตถาคตเจ้าทั้งหลาย ไพบูลย์มิมีประมาณยิ่ง ประโยคคาถาแสดงว่า ด้วยเพราะ บุปผชาติที่ตกมาจากฟ้าดังฝนห่อหุ้มเป็นสุขน่าปรารถนานัก ด้วยสุคนธาเครื่องหอมอันยอดเยี่ยมเป็นต้นนี้ น้อมถวายบูชา สรรเสริญแด่พระพุทธองค์ด้วยบุญกุศลทั้งหลายนี้ มิมีความแตกต่างของจิตใจ
ประการที่ ๔ ในโลกธาตุทั้งหลายทั่วทั้งสิบทิศไม่มีการอาศัยในพุทธสถาน (แต่)ดำรงอยู่ในการรับถือปฏิบัติในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อันเปรียบดังรัตนมณีด้วยบุญกุศลนั้นกว้างใหญ่ดุจมหาสมุทร ครอบคลุมการกล่าวแสดงชี้แนะอธิบายความด้วยความงดงามยิ่ง คล้อยตามดังความเป็นจริงในการประพฤติปฏิบัติ ประโยคคาถาแสดงว่า ด้วยเพราะ เหตุไฉน โลกธาตุนี้จึงมิมี พุทธธรรมอันเป็นคุณูประการล้ำค่ายิ่งนักนี้ อันตัวข้าพเจ้า(วสุพันธุ์)จักขอตั้งปณิธานปรารถนาจักไปเกิด จักจำแนกชี้แจงแสดงพุทธรรม คล้อยตามดังพระชินเจ้า
อนึ่ง ได้กล่าวไปแล้วว่า พุทธเกษตรภูมินี้งดงามด้วยคุณูประการ(บุญกุศล)สำเร็จบริบูรณ์แล้ว พระพุทธองค์งดงามด้วยคุณูประการสำเร็จบริบูรณ์แล้ว พระโพธิสัตว์มีคุณูประการสำเร็จบริบูรณ์แล้ว ทั้ง ๓ ประการเหล่านี้สำเร็จบริบูรณ์ด้วยปณิธานทางจิตใจที่งดงาม กล่าวโดยสังเขปแล้วเพราะด้วยการเข้าถึง เอกธรรมบท อันว่าเอกธรรมบทนี้ กล่าวคือเป็นประโยคอันบริสุทธิ์สะอาด กล่าวคือการมีปัญญาเห็นแจ้งปรมัตถ์สัจจะด้วยเพราะเป็นธรรมชาติของธรรมกาย ความบริสุทธิ์นี้มี ๒ ประการที่พึงทราบ ๒ ประการนั้นเป็นอย่างไร
ประการแรกคือ ภาชนะเครื่องรองรับนี้คือโลกอันบริสุทธิ์(หมายถึงสัตว์ทั้งหลายจะสามารถดำรงอาศัยอยู่ในโลกธาตุนี้ได้)
ประการที่ ๒ คือ โลกแห่งชนทั้งหลายบริสุทธิ์สะอาด(หมายถึงมนุษย์โลกที่บริสุทธิ์สะอาด)
ภาชนะเครื่องรองรับนี้คือโลกอันบริสุทธิ์นี้ ตามดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในพุทธเกษตรดินแดนที่มีคุณูประการอันงดงามสำเร็จบริบูรณ์แล้วอันมี ๑๗ ประการ นี้แลชื่อว่าเป็น ภาชนะเครื่องรองรับนี้คือโลกอันบริสุทธิ์ โลกแห่งชนทั้งหลายบริสุทธิ์สะอาดนี้ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วว่าคุณูประการอันงดงามของพระพุทธองค์สำเร็จบริบูรณ์แล้วย่อมมี ๘ ประการ แลพระโพธิสัตว์ผู้มีคุณูประการ(บุญกุศล) อันสำเร็จบริบูรณ์แล้วย่อมมี ๔ ประการนั้น ชื่อว่าโลกแห่งชนทั้งหลายบริสุทธิ์สะอาด เช่นนั้นแล้วธรรมบท(ประโยคแห่งธรรม)ที่มีหนึ่งเดียว ย่อมรับเอาความบริสุทธิ์สะอาด ๒ ประการ พึงทราบว่า
ดังเช่นนั้นแล้ว พระโพธิสัตว์สมถะแลวิปัสสนากล่าวสังเขปอย่างครอบคลุมตามการประพฤติปฏิบัติจริยามรรคนั้น สำเร็จบริบูรณ์แล้วด้วยความนุ่มนวนของจิตใจ ดังเช่นนี้แล้วสำเร็จบริบูรณ์ในความเฉลียวฉลาดอย่างเหมาะสมในการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล พระโพธิสัตว์มีความเฉลียวฉลาดอย่างเหมาะสมในการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล ข้อนั้นเป็นเช่นใด ก็พระโพธิสัตว์มีความเฉลียวฉลาดอย่างเหมาะสมในการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้กล่าวคือ ย่อมมี ๕ ประการด้วยการไหว้กราบโดยเคารพเป็นต้น เป็นการปฏิบัติรับถือจริยามรรคของการเป็นศูนย์รวมของคุณูประการทั้งหลายอันเป็นกุศลมูล ไม่ใช่การอ้อนวอนร้องขอแต่กายของตนดำรงรักษารับถือถึงความสุขเกษม ด้วยเพราะมีความปรารถนาที่จะดึงสรรพสัตว์ออกมาจากความทุกข์ยาก ได้ตั้งปณิธานช่วยเหลือ(รับเอา)สรรพสัตว์อันมากมายนัก รวมพร้อมกันที่จะไปเกิด ณ พุทธเกษตรดินแดนที่สงบสุข นี้ชื่อว่าพระโพธิสัตว์มีความเฉลียวฉลาดอย่างเหมาะสมในการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลสำเร็จบริบูรณ์แล้ว พระโพธิสัตว์เช่นนี้แลมีความชำนาญทราบรู้ในการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลสำเร็จบริบูรณ์แล้ว ละห่างจากลักษณะวิถีทางแห่งโพธิ(การตรัสรู้) ที่ไม่เป็นไปตามธรรม ๓ ประการนี้แล ๓ ประการนี้เป็นไฉน
ประการแรก ดำรงมั่นอยู่ในวิถีทางแห่งปัญญาญาณ ไม่อ้อนวอนร้องขอให้ตนเป็นสุข เพราะด้วยการลดละห่างจากร่างกายและจิตใจที่ปรากฏตัณหา(ความอยาก ความโลภ ราคะ เป็นชื่อเดียวกัน) อย่างเด่นชัดในจิตใจของเรา
ประการที่ ๒ ดำรงมั่นอยู่ในวิถีทางแห่งความเมตตากรุณา ช่วยเหลือดึงสรรพสัตว์มากมายให้พ้นจากความทุกข์ยาก เพราะด้วยการลดละห่างจากจิตใจอันไม่สงบของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ประการที่ ๓ ดำรงมั่นอยู่ในวิถีทางแห่งความชอบด้วยอุบายที่เหมาะสม ด้วยมีจิตใจที่มีความเห็นอกเห็นใจสงสารเมตตาเหล่าสัตว์ทั้งปวง เพราะด้วยการลดละห่างจากการบูชาเคารพนอบน้อมด้วยกายใจของตน ด้วยเพราะเหตุนี้แลชื่อว่าละห่างจากลักษณะวิถีทางแห่งโพธิ(การตรัสรู้) ที่ไม่เป็นไปตามธรรม ๓ ประการ พระโพธิสัตว์ละห่างจากลักษณะวิถีทางแห่งโพธิ(การตรัสรู้) ที่ไม่เป็นไปตามธรรม ๓ ประการเช่นนี้แล ย่อมคล้อยตาม ลักษณะวิถีทางแห่งโพธิ(การตรัสรู้) ที่ดีงามเป็นที่น่าปรารถนาพอ ๓ ประการนี้แล ๓ ประการนี้เป็นไฉน
ประการแรกคือ ความไม่ด่างพร้อยสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ ก็ด้วยเพราะไม่ถือว่ายังเป็นด้วยกายตนไม่อ้อนวอนขอร้องต่อบรรดาความสุขทั้งหลาย
ประการที่ ๒ ความสงบสุขสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ ก็เพราะด้วยการช่วยเหลือดึงเอาสรรพสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์ยาก
ประการที่ ๓ ความเพลิดเพลินยินดีอย่างสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ ก็เพราะด้วยการทำให้สรรพสัตว์มากมายบรรลุมหาโพธิ(การตรัสรู้ที่ยิ่งใหญ่) ก็เพราะด้วยการช่วยเหลือ(รับเอา)สัตว์ทั้งหลายให้ไปบังเกิด ณ พุทธเกษตรนั้น ชื่อว่าย่อมคล้อยตาม ลักษณะวิถีทางแห่งโพธิ(การตรัสรู้) ที่ดีงามเป็นที่น่าปรารถนาพอ ๓ ประการนี้ย่อมคล้อยตาม ลักษณะวิถีทางแห่งโพธิ(การตรัสรู้) ที่ดีงามเป็นที่น่าปรารถนาพอ ๓ ประการพึงทราบว่า
ตามแนวทางที่ได้กล่าวมาวิถีทางแห่งปัญญาญาณ ความเมตตากรุณา มีความชอบด้วยอุบายที่เหมาะสมทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นการรับเอาปัญญา ปัญญารับเอาซึ่งความชอบด้วยอุบายที่เหมาะสมพึงทราบว่า
ตามแนวทางที่ได้กล่าวมาลดละห่างจากร่างกายและจิตใจที่ไม่ปรากฏตัณหา(ความอยาก ความโลภ ราคะ เป็นชื่อเดียวกัน) อย่างเด่นชัดในจิตใจของเรา ลดละห่างจากจิตใจอันไม่สงบของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ลดละห่างจากการบูชาเคารพนอบน้อมด้วยกายใจของตน ธรรมทั้ง ๓ ประการนี้แลละห่างจากเครื่องกางกั้นในโพธิจิต พึงทราบว่า
ตามแนวทางที่ได้กล่าวมาความไม่ด่างพร้อยสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ ความสงบสุขสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ ความเพลิดเพลินยินดีอย่างสะอาดบริสุทธิ์ของจิตใจ อันว่าจิตใจทั้ง ๓ ประการเหล่านี้แล สังเขปแล้วแม้ดำรงอาศัยอยู่เพียงประการเดียว จิตย่อมสำเร็จบริบูรณ์ในความสุขเกษมอันลึกล้ำยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง พึงทราบว่า
ดังเช่นนี้แล พระโพธิสัตว์มีจิตที่เป็นปัญญาญาณ มีจิตที่ชอบด้วยอุบายที่เหมาะสม มีจิตที่ไม่มีเครื่องกางกั้น มีจิตที่แท้จริงยอดเยี่ยม (จิตแท้จริงนี้หมายความว่า จิตที่ไม่ลวงหลอก อนึ่งหมายถึงด้วยความมีศรัทธาเชื่อมั่นอย่างแท้จริงไม่มีความสงสัยใดในจิตใจ ) จักสามารถทำให้ไปเกิดในพุทธเกษตรอันบริสุทธิ์ พึงทราบว่า นี้แลชื่อว่าพระโพธิสัตว์คล้อยตามวิถีธรรม ๕ ประการ ด้วยการกระทำ(ทางกาย วาจา ใจ)ตามที่ได้เจตนาแสดงปวารณา(ยอมให้ว่ากล่าวตักเตือน) อย่างเป็นอิสระสำเร็จบริบูรณ์ ตามดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น กายกรรม(การกระทำทางกาย) วจีกรรม(การกระทำทางวาจา) มโนกรรม(การกระทำทางใจ) การกระทำทางปัญญาให้แจ้ง การกระทำทางปัญญาให้แจ้งชอบด้วยอุบายที่เหมาะสม ดังนี้คือคล้อยตามวิถี(ทางการเข้าไปถึง) ยังมีวิถีอีก ๕ ประการ ตามลำดับอันสำเร็จบริบูรณ์ด้วยบุญกุศลมี ๕ ประการที่ควรทราบ มรรคาวิถีทั้ง ๕ เป็นอย่างไรฤา ประการแรกคือวิถีแห่งความสนิทชิดเชื้อ ประการที่ ๒ วิถีแห่งมหาสันนิบาต(ที่ประชุมชน)ของชนทั้งหลาย ประการที่ ๓ วิถีแห่งสถานที่พัก ประการที่ ๔ วิถีแห่งห้องโถงที่อยู่อาศัย ประการที่ ๕ วิถีแห่งสถานที่มีสันทนาการ(การผ่อนคลายอารมณ์)ในสวนป่า(สวนดอกไม้) วิถีทั้ง ๕ ประการนี้ เริ่มต้นด้วยวิถี ๔ ประการ อันสำเร็จบริบูรณ์เข้าถึงคุณูประการ(บุญกุศล) ส่วนวิถีประการที่ ๕ นั้นสำเร็จบริบูรณ์แล้วเป็นการออกจากกุศลผลบุญ
ผู้ที่เข้าถึงวิถีประการแรกนี้ เมื่อด้วยว่าการเคารพไหว้กราบพระอมิตาภะพุทธเจ้า เพราะเนื่องด้วยการไปเกิดในพุทธเกษตรนี้ ย่อมบังเกิดความสงบอันเป็นสุขในโลกธาตุนั้น(สุขาวดีโลกธาตุ) นี้แลชื่อว่าเข้าถึงวิถีในประการแรก (วิถีแห่งความสนิทชิดเชื้อ)
ผู้ที่เข้าถึงวิถีประการที่ ๒ นี้ เมื่อด้วยว่าการสรรเสริญพระอมิตาภะพุทธ ด้วยเพราะการคล้อยตามนามธรรม(ในนามนั้น)กล่าวสรรเสริญพระตถาคตเจ้า ในนามนั้นดำรงอาศัยรัศมีอันรุ่งโรจน์(ปัญญา)ของพระตถาคตเจ้า มีสัญญา(จดจำ นำไปคิด) รับถือประพฤติปฏิบัติเป็นแนวทาง ย่อมเข้าถึงมหาสันนิบาตของชนทั้งหลาย(หมายถึงที่ชุมนุมของเหล่านักปรัชญาเมธี พระอริยเจ้าทั้งหลาย) นี้แลชื่อว่าเข้าถึงวิถีในประการที่ ๒ (วิถีแห่งมหาสันนิบาต(ที่ประชุมชน)ของชนทั้งหลาย)
ผู้ที่เข้าถึงวิถีประการที่ ๓ นี้ เมื่อด้วยว่าจิตอันเป็นหนึ่งเดียวนี้ตั้งมั่นจดจ่อเป็นสมาธิระลึกถึงการตั้งปณิธานที่จะไปเกิดนั้น ด้วยเพราะการประพฤติปฏิบัติในสมถะเขาย่อมได้แนวทางความสงบสุขจากสมาธิ ย่อมเข้าถึงปัทมครรภ์โลกธาตุ (หมายถึง โลกธาตุที่เป็นบ่อเกิดของดอกบัวก็ได้ หรืออีกนัยหนึ่งโลกหรือจักรวาลแห่งดอกบัวของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเพราะว่าเนื่องจากสัมโภคกายของพระองค์) นี้แลชื่อว่าเข้าถึงวิถีในประการที่ ๓ (วิถีแห่งสถานที่พัก)
ผู้ที่เข้าถึงวิถีประการที่ ๔ ด้วยเพราะ เมื่อด้วยว่าการตั้งมั่นจดจ่อเป็นสมาธิ(ระลึกรู้อยู่)พินิจพิจารณาสังเกตการณ์ ความงดงามลึกล้ำในการการประพฤติปฏิบัติในวิปัสสนานั้น ย่อมเข้าถึงในการดำรงอาศัยอยู่ ได้รับเอาซึ่งประโยชน์ต่างๆนานา จากความสุขที่ได้จากรสแห่งพระธรรม นี้แลชื่อว่าเข้าถึงวิถีในประการที่ ๔ (วิถีแห่งห้องโถงที่อยู่อาศัย) ออกจากวิถีประการที่ ๕ (วิถีแห่งสถานที่มีสันทนาการในสวนป่า) ก็ด้วยความเมตตากรุณาที่ยิ่งใหญ่พินิจพิจารณาสังเกตการณ์ความทุกข์ยากทั้งหลายของสรรพสัตว์ อีกทั้งด้วยนิรมาณกายหมุนวนเข้าสู่การเกิดการตาย(เกิดดับ) ในสวนป่าแห่งความทุกข์ยาก(รำคาญใจ) ด้วยมีสันทนาการ(การละเล่น เพื่อผ่อนคลาย )ในอภิญญา(อิทธิฤทธิ์) บรรลุถึงสภาพฐานะในการสั่งสอนกล่อมเกลา(จิตใจ นิสัยฯลฯ) ก็เนื่องด้วยเพราะกำลังแห่งมูลปณิธานในการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล นี้แลชื่อว่าออกจากวิถีในประการที่ ๕ (วิถีแห่งสถานที่มีสันทนาการ(การผ่อนคลายอารมณ์)ในสวนป่า) พระโพธิสัตว์เข้าถึงวิถีทั้ง ๔ ประการเหล่านี้แล แนวทางประโยชน์ของตนได้สำเร็จบริบูรณ์แล้ว พึงทราบว่า พระโพธิสัตว์ออกจากวิถีในประการที่ ๕ ด้วยแนวทางการอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลเพื่อผลประโยชน์แก่ผู้อื่นสำเร็จบริบูรณ์แล้ว พึงทราบว่า พระโพธิสัตว์เช่นนี้แลรับถือประพฤติปฏิบัติตามแนวทางแห่งวิถีทั้ง ๕ นี้ เพื่อประโยชน์ของตนเองแลประโยชน์ของผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ย่อมบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญานอย่างรวดเร็วด้วยความสำเร็จบริบูรณ์ .
:yociexp54:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=19 (http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=mmk&group=19)