PDA

View Full Version : รักษาโรคทางไกลคือ-ไสยขาว


sukhawadee
10-15-2005, 03:34 PM
รักษาโรคทางไกลคือ-ไสยขาว:emo_036:



ไสยศาสตร์หรือคุณไสย (superstition) เป็นศาสตร์หรือระบบ ความเชื่อที่เร้นลับที่แยกยาก หรืออาจไม่จำเป็นต้องแยกออกจากระบบความ เชื่อหรือความรู้เร้นลับในเรื่องของปรโลก หรือการดำรงอยู่ของภพหลังความตาย (spiritualism) เรื่องของผีของเปรตที่เป็นความเชื่อหรือความจริงเก่าเดิม ที่อยู่คู่มากับมนุษยชาติมาตั้งแต่ยุคหินเก่านับหมื่นๆ ปีมาแล้ว หลุมฝังศพ มนุษย์ดึกดำบรรพ์บอกกับเราเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม อย่าเอาเรื่องปรโลกเรื่องของผีของเปรต (spiritualism) ไปปนกับเรื่องของจิตวิญญาณ (spirituality) ที่ในรูปแบบหนึ่ง ผู้เขียนมักใช้คำว่าธรรมจิต เพราะเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง แต่เนื่องจากทั้งหมดเป็นกระบวนการทางจิต กระบวนการภายในเกี่ยว พันแน่นแนบกับความรู้เร้นลับที่ได้จากการทำสมาธิ การนั่งทางใน การทรง เจ้าเข้าผีของพ่อมดหมอผีหรือชามัน ดังนั้น จึงมีความแนบขนานระดับหนึ่งกับศาสนา เป็นวัฒนธรรมของคนในทุกสังคมมายาวนานอย่างที่สาธารณชน คนทั่วไปยากจะแยกจากกันและกัน พระเถระอาวุโส ระดับเจ้าคุณชั้นเทพ ที่เป็นรองเจ้าอาวาสของวัดหลวงวัดใหญ่วัดหนึ่งเขียนว่า สำหรับที่บ้านเรานั้น ไสยศาสตร์เป็นระบบความเชื่อที่สัมพันธ์ หรือเป็นส่วนของพิธีกรรมทางพุทธศาสนามาตั้งแต่ต้น เป็นพิธีกรรมด้านดีหรือด้านที่ เป็นมงคลที่เรียกกันว่าไสยขาว เป็นต้นว่า การทำเครื่องรางของขลังวัตถุมงคลรวมทั้งพระเครื่องเพื่อ ป้องกันอันตรายต่อชีวิตและชุมชนประเทศชาติ รวมทั้งการปลุกเสกเมตตามหา นิยมอันเป็นกรณีอิทธิวิธี ตรงกันข้ามกับไสยดำหรือมนต์ดำที่เป็นไสยศาสตร์ ทางด้านความชั่วร้าย มีกิเลสตัณหาและผลประโยชน์ของตนโน้มนำเป็นเดรัจฉานวิชา ได้แก่เรื่องของเสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปฝังรอย เลี้ยงผีกุมารทอง และการใช้คาถาอาคมเพื่อสร้างอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ไปในทางเลวร


แต่เพราะแยกกันยาก ระหว่างความเชื่อที่เป็นความจริงเก่าเดิม กับความงมงายไร้สาระ แต่เพราะเป็นเรื่องของคนจึงมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง และเพราะว่าเราคิดว่ามันไม่เป็นวิทยาศาสตร์ มันจึงเป็นปัญหาขึ้นมาเสมอๆ แต่เรื่องที่กำลังจะเล่ามานี้ไม่เป็นปัญหา เพราะเป็นวิทยาศาสตร์ทั้งดุ้น


บทความวันนี้ แม้ว่าอาจจะมีความคาบเกี่ยวกับไสยศาสตร์ใน ด้านที่เป็นไสยขาว แต่แท้จริงแล้วเป็นวิทยาศาสตร์โดยหลักการและรูปแบบ นั่นคือเรื่องของการรักษาโรคจากทางไกลด้วยอำนาจจิต เช่นการรักษาด้วยการทรงเจ้า ด้วยผลึกหินของหมอผีหรือการบริกรรมคาถาโดยหมอชาวบ้าน หรือการรักษาด้วยพลังจักรวาลจี้กง การสร้างนิมิตในสมาธิ เป็นต้น




เรื่องที่นำมาเสนอนี้ เป็นการแปลงานวิจัยทางการแพทย์ที่ กระทำโดยแพทย์ที่มีชื่อเสียง ที่แม้ในช่วงสิบปีหลัง คือช่วงทศวรรษที่ 1990 มาแล้ว อาจเป็นเรื่องที่ทางนักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งยอมรับกัน แต่หากว่า เป็นอดีตก่อนนี้ที่ไม่นานมานัก การรักษาโรคด้วยอำนาจจิตและทางไกลย่อม ไม่ใช่เป็นการรักษาโรคของแพทย์สมัยใหม่อย่างแน่นอน




เรื่องที่เสนอนี้เป็นการแปลเพียงบางส่วนเท่านั้น อีกส่วนหนึ่ง จะเป็นการย่อใจความของบทความในวารสารวิทยาศาสตร์ทางจิต (Noetic Science Review Vol 49, 1999) เรื่องการรักษาโรคเอดส์ในระยะมีอาการ (Aids-defining diseases) ทางไกลด้วยอำนาจจิต ซึ่งเป็นการย่อต่อมา จากรายงานการวิจัยที่ค่อนข้างยาวมาก ที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ (westem Journal of Medicine, December, 1998) งานวิจัยที่ว่านี้กระทำ โดยแพทย์หญิงอลิซาเบธ ทาร์จ (Elizabeth Targ) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทาง คลินิกแห่งภาควิชาจิตเวชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทางการแพทย์เสริมแห่งศูนย์วิจัย แคลิฟอร์เนียแปซิฟิกด้วย เมื่อผลการวิจัยสำเร็จลงและได้รับการรับรองยืนยัน โดยทีมผู้เชี่ยวชาญนอกสถาบัน สถาบันวิทยาศาสตร์ทางจิต ร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ก็ได้จัดการประชุมขึ้นที่หอสวรเด็นบอ์กของมหาวิทยาลัยในเดือนธันวาคม 1998 โดยมีนักวิทยาศาสตร์จำนวน 40 คนจากมหาวิทยาลัย และจากห้องทดลองหรือศูนย์วิจัยสำคัญๆ หลายแห่ง รวมทั้งจากสถาบันสาธารณสุขแห่งชาติได้มาร่วมประชุมกันในการประชุม ซึ่งเป็นการประชุมลับทั้งรายชื่อของผู้เข้าร่วมสัมมนากับรายงานการอภิปรายก็ถูกปกปิด หัวข้อของการประชุมอาจแปลให้ชัดเจนได้ว่า “การระเบิดเปิดเผย ซึ่งหลักฐานของประสิทธิผลที่เป็นบวกอย่างแท้จริงของการรักษาโรคจากระยะไกล” (ซึ่งนับแต่วันนั้นมาการรักษาโรคทางจิตจากระยะไกลก็ได้รับการ รับรองเป็นทางการให้เป็นวิธีการรักษาโรคที่ถูกต้อง โดยสถาบันสาธารณสุข แห่งชาติของสหรัฐอเมริกาหรือ NIH)





แม้ว่าในอดีตการรักษาจากทางไกลได้เคยทดลองมาบ้างในอดีต เกือบสี่สิบปีมานี้ (ทศวรรษที่ 1970) รวมแล้วถึงกว่า 150 ครั้งของการ ทดสอบที่มีการควบคุมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ส่วนมากเป็นการวิจัยที่มีขอบ เขตค่อนข้างจำกัด อย่างไรก็ตาม ผลที่ได้รับการทดลองกว่าสองในสาม คือมากกว่า 100 รายการ ให้ผลที่ชี้บ่งไปในทางบวก ในขณะที่ความเป็นไป ได้ด้วยความบังเอิญหรือโอกาสที่จะให้ผลบวกเป็นได้น้อยกว่าหนึ่งในยี่สิบ นั่นคือ p<0.05)



การเลือกผู้ป่วยสำหรับการวิจัยนั้น ผู้วิจัยต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้ลักษณะและระยะของการป่วยเจ็บมีความใกล้เคียงกัน ผู้ป่วยทั้ง หมดจัดแบ่งเป็นสองพวก พวกแรกเป็นชายล้วน พวกหลังมีทั้งหญิงและชาย แต่ละพวกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มผู้รับการรักษาจากทางไกลกับกลุ่มควบคุม (control group) หรือกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษา แต่ละกลุ่มในพวกแรกมี ผู้ป่วยจำนวนกลุ่มละ 20 คน แต่ละกลุ่มในพวกหลังมีจำนวนผู้ป่วยกลุ่มละ 40 คน งานวิจัยเป็นแบบปลายปิดสามทาง คือทั้งแพทย์และเจ้าหน้าที่ผู้ ตรวจสอบผล ผู้ป่วยทั้งหมด และผู้ปฏิบัติจิตที่เป็นผู้รักษาต่างไม่ทราบว่าเป็น ผู้ป่วยคนไหนที่ได้รับการรักษาหรือไม่ได้รับการรักษา ตลอดเวลาจะมีการ ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างอาการที่กล่าวข้างต้นกับจำนวนของ CD-4 ในทุกๆ ราย ผู้ป่วยมีอายุ 43 ปีโดยเฉลี่ย แต่ละคนแสดงผลบวกต่อเชื้อเอชไอวีมาแล้ว 8 ปี ทั้งหมดแสดงผลของความรุนแรงโรคตามมาตรฐานการ นิยามโรคเอดส์ (Aids-defining illness) เช่นเดียวกัน (อาทิ ปอดบวมติด เชื้อนิวโมซิสติส คาโปซิซาร์โคม่า ไซโตเมกาโลไวรัส เป็นต้น)



ในด้านของผู้รักษานั้น เนื่องจากไม่มีมาตรการหรือวิธีการ ทดสอบผู้รักษา การเลือกผู้รักษาจึงเป็นไปโดยชื่อเสียงที่ยอมรับกันเองหรือที่ ประชาชนเลื่อมใส ผู้รักษาทุกคนมีประสบการณ์สูงกว่าที่กำหนดเอาไว้ คือโดยเฉลี่ยทุกคนเคยรักษาโรคด้วยจิตทางไกลมานานกว่าคนละ 17 ปี รักษาผู้ป่วยมาแล้วไม่น้อยกว่า 106 คนโดยเฉลี่ย ทุกคนเต็มใจและมั่นใจว่า การรักษาต้องประสบกับความสำเร็จ ผู้รักษามีอายุประมาณ 47 ปีโดยเฉลี่ย มีอายุรแพทย์ พยาบาล และนักจิตวิทยาคลินิกที่ล้วนมีประสบการณ์รักษาโรค ทางไกลเป็นอาชีพ พระในนิกายแบ็บติส มีอาจารย์จี้กง มีหมอผีอินเดียนแดง และหมอพื้นบ้านสตรีชาวฟิลิปปินส์ที่ไม่มีการศึกษาอะไรเลย


<DD> </DD>
ผู้ป่วยแต่ละคนรับการรักษาทางจิตวันละหนึ่งชั่วโมงจากผู้รักษา ทีละคน เป็นเวลาติดต่อกันหกวันต่อหนึ่งสัปดาห์ ครบหนึ่งสัปดาห์ก็จะ เปลี่ยนเป็นผู้รักษาคนใหม่ไปอีกหกวัน ผลัดเวียนกันไปเช่นนั้น จนผู้ป่วยแต่ ละคนจะผ่านการรักษาจากผู้รักษาทุกคนเป็นเวลาทั้งหมด 10 สัปดาห์ หลังจากนั้นเป็นการติดตามผลของการรักษาผู้ป่วยอย่างถี่ถ้วนแต่ละคนอย่างต่อ เนื่องเป็นเวลาหกเดือน โดยที่ผู้ป่วยในกลุ่มต่างๆ ต่างก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูก รักษาอยู่ในเวลานั้นหรือไม่





เนื่องจากเป้าหมายของการวิจัยเป็นการ “พิสูจน์หลักการ” ของการรักษาทางจิตโดยทางไกลว่าได้ผลหรือไม่ได้ผล จากผู้รักษาที่ต่างอยู่ กันคนละที่คนละตำแหน่งกับผู้ป่วย ไม่ใช่เป็นการพิสูจน์ว่าการรักษาทางจิต ในระยะไกลมันเป็นไปได้อย่างไร หรือว่าวิธีการใดเหมาะสมให้ประสิทธิผล ต่ออาการของโรคหรือต่อโรคได้ดีกว่ากันหรือไม่อย่างไร


การติดตามผลของการรักษามีสามประเด็นใหญ่คือ ความก้าว หน้าของโรค การพึ่งยาหรือความจำเป็นต่อการเข้าโรงพยาบาล และคุณภาพ ของชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจ ผลที่ได้รับการวิเคราะห์จากทั้งทีมผู้วิจัยแพทย์ ทั้งในและนอกสถาบัน สรุปได้ดังนี้


<DD> </DD>- หนึ่ง ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษามีกลุ่มอาการโรคเอดส์ตามนิยาม (Aids-defined disceses) น้อยกว่ากลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับการรักษา มากอย่างเห็นได้ชัด (significantly lower)



- สอง แม้ว่ามีบ้างก็มีความรุนแรง ของอาการน้อยกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด


- สาม ผู้ป่วยที่ต้องเข้าโรงพยาบาลน้อยกว่า ผู้ไม่ได้รับการรักษามากอย่างเห็นได้ชัด


- สี่ แม้เข้าโรงพยาบาลแล้วเวลาที่จำเป็น ต้องอยู่โรงพยาบาลก็น้อยกว่า อย่างเห็นได้ชัด


- ห้า กลุ่มผู้ได้รับการรักษามีอาการทางจิตใจน้อยมากอย่าง แทบไม่น่าเชื่อ คือนอกจากอาการซึมเศร้าโกรธหงุดหงิด ใจจะพบว่ามีน้อย กว่ามากแล้ว ยังสดชื่นและกระตือรือร้นเป็นพิเศษ


อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกลุ่มต่างให้ผลเลือดเอชไอวีเป็นบวก ทั้งสองกลุ่มไม่ได้แสดงความแตกต่างกันในด้านของ CD-4 ในช่วงติดตามพบ ว่าผู้ป่วยในกลุ่มที่สองหรือกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับการรักษาตายไป 40 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ไม่มีผู้ป่วยคนใดในกลุ่มที่ได้รับการรักษาจากทางไกล เสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว





เนื่องจากผู้ป่วยไม่รู้ว่าใครรับการรักษาหรือไม่รักษา ดังนั้น ทั้งสองกลุ่มต่างก็ไม่สามารถตั้งความคาดหวัง ซึ่งอาจยังผลทางจิตใจที่เอื้อ หรือให้ผลร้ายต่อการตอบสนองต่อการรักษาโรคทางไกลของผู้รักษาได้ เพราะทุกคนตกอยู่ในสภาพไม่รู้เหมือนๆ กัน ผู้รักษาเองก็ไม่รู้จักผู้ป่วย และทำการรักษาก็ด้วยภาพถ่ายของหน้าและหัวไหล่ทั้งสองข้างกับชื่อแรกของผู้ป่วย และอาการนำของโรคเพียงสองหรือสามประโยค ที่หัวหน้าทีมวิจัยแต่ เพียงผู้เดียวจัดส่งไปให้ใหม่ เพื่อให้ผู้รักษาศึกษาผลของการรักษาในทุกๆ สัปดาห์






อลิซาเบธ ทาร์จ บอกว่า คงไม่มีการศึกษาวิจัยในเรื่องใดที่ทำ เพียงครั้งเดียวแล้จบเลย จริงๆ แล้วงานนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นที่แสดงผล บวกของการรักษาด้วยจิตจากทางไกลอย่างชัดแจ้ง






“งานวิจัยชิ้นนี้ก็เป็นผลงานอีกอันหนึ่งที่รวมวิชาแพทยศาสตร์ อภิปรัชญา ฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์แห่งจิตวิญญาณเข้ามาหากัน เพื่อยืนยัน การสรรค์สร้างภาพลักษณ์ความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นของ (สรรพสิ่งใน) จักรวาลที่เคลื่อนไหวปฏิสัมพันธ์ตลอดเวลา เราหวังว่าในเวลาข้างหน้าจะมี ผลของการศึกษาวิจัยอื่นๆ ส่วนหนึ่งกำลังกระทำอยู่ในขณะนี้ และ/ หรือแนวทางสำรวจอื่นใดในการรักษาโรคที่ต่อไปในอนาคตจะร่วมอยู่ในแนว ทางหลักทางการแพทย์



http://www.thaipost.net/index.asp?bk=sunday&post_date=28/May/2543&news_id=13133&cat_id=110805 (http://www.agalico.com/board/links.php?url=http://www.thaipost.net/index.asp?bk=sunday&post_date=28/May/2543&news_id=13133&cat_id=110805):emo_100: