PDA

View Full Version : กลไกการทำงานของความคิดและจิต }}}


แดดส่อง
10-15-2005, 12:17 AM
จิตและกลไกการทำงานของจิต
(Mind power mechanism)


แท้จริงแล้ว ไม่มีใครทราบว่าธรรมชาติของจิตทำงานอย่างไรกันแน่ ได้แต่สันนิษฐานไปตามหลักการต่างๆ แต่สิ่งที่ทำได้คือ มนุษย์ค้นหาวิธีการนำมาใช้มาตั้งแต่อดีตแล้ว

จิตตามหลักการฮินดู มาจากการแบ่งมนุษย์ออกเป็นส่วนๆดังนี้

๑. อาตมัน หรือ วิญญาณอมตะ เป็นตัวตนที่แท้จริงอันหนึ่งอันเดียวกันกับพรหมันหรือวิญญาณสากล
๒. จิต เป็นผู้สั่งการ
๓. ปัญญา คือ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี
๔. สัญญา คือ การรับรู้ผ่านทวารทั้ง๕และความรู้สึกจากการรับรู้นั้น
๕. ปราณ คือ ลมหายใจ
๖. เจตภูต หรือ ร่างทิพย์ (astral body) ซ่อนอยู่ในร่างกาย
๗. กาย หรือ สรีระร่างกาย

จิตตามหลักพุทธ มาจากการแบ่งมนุษย์ออกเป็นส่วนๆดังนี้

๑. นาม คือสิ่งที่ไม่มีตัวตน ได้แก่
๑.๑ วิญญาณ คือ การรับรู้อารมณ์ที่มากระทบทางทวาร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
๑.๒ สัญญา คือ การที่จำอารมณ์จากข้อ ๑.๑ ได้
๑.๓ สังขาร คือ การคิดถึงเกี่ยวกับอารมณ์จากข้อ ๑.๑
๑.๔ เวทนา คือ การเกิดความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือ กลางๆกับอารมณ์ในข้อ ๑.๑

๒. รูป คือร่างกายที่มีตัวตน ประกอบด้วย ของแข็ง ของเหลว แก๊ส พลังงาน หรือที่เรียกกันว่า ดิน,น้ำ,ลม,ไฟ


สภาพแวดล้อมที่จิตทำงานอยู่

๑. ปัญจทวาร จิตจะตื่นจากภวังค์ขึ้นสู่วิถีและรับอารมณ์จากภายนอกที่ผ่านเข้ามาทางทวาร จิตในภาวะตื่นตัวเรียกว่า วิถีจิต
๒. มโนทวาร จิตจะตื่นจากภวังค์แต่ไม่รับอารมณ์จากภายนอกเหมือนข้อ๑ แต่จะรับอารมณ์จากภายใน(ธรรมารมณ์) ได้แก่มโนภาพและจินตภาพ ที่เก็บไว้ ตัวอย่างเช่น ขณะที่เราคิดถึงเรื่องในอดีต การคิดอย่างลึกซึ้งอย่างมีสมาธิ เป็นต้น
๓. ภวังค์ จิตจะนิ่งอยู่ในฐานเดิม ไม่รับรู้อารมณ์ภายนอกใดๆ แต่รับและดับอารมณ์ภายในเป็นปกติ (จิตอยู่โดยไม่มีอารมณ์ใดๆไม่ได้) อารมณ์ภายในได้แก่ พลังกรรมที่ก่อนิมิตและคตินิมิต ตัวอย่างเช่น ตอนที่เรานอนหลับโดยไม่ฝัน หรือตอนสลบ

กลไกของจิตตามหลักอภิธรรม และตัวอย่างการทำงานของจิตขณะกินมะม่วง (Mechanism)

เมื่อมีสิ่งมากระทบกับทวารทั้งห้า อารมณ์ที่เป็นพลังงานจะเข้าไปกระตุ้นภวังคจิต (จิตตอนหลับ)
- อดีตภวังคะ คือตอนที่ภวังคจิตถูกอารมณ์กระทบครั้งแรก (ตอนตื่นจากหลับ)
- ภวังคจลนะ คือตอนที่ภวังคจิตเริ่มเคลื่อนไหว (ตอนงัวเงียหลังจากตื่น)
- ภวังคปัจเฉทะ คืออาการไหวตัวของภวังคจิตสิ้นสุด (ตอนตาสว่างหายงัวเงีย)
- อาวัชชนะ คือตอนที่จิตพุ่งไปรับอารมณ์ (ตอนหันไปมองทางเสียงมะม่วงตก)
- ปัญจวิญญาณ คือตอนที่จิตรับรู้ชนิดและลักษณะของอารมณ์ (ตอนที่รู้ว่าเป็นมะม่วง)
- สัมปฏิจฉันนะ คือตอนที่จิตเป็นวิบากเข้ารับอารมณ์ต่อจากปัญจวิญญาณ (ตอนลุกไปเก็บมะม่วง)
- สันตีรณะ คือตอนที่จิตเป็นวิบากตรวจตราอารมณ์ (ตอนที่ตรวจดูและรู้ว่ามะม่วงสุก)
- โวฏฐัพพนะ คือตอนที่จิตตัดสินอารมณ์ว่าดีหรือไม่ดี (ตอนที่หยิบมะม่วงมากิน)
- ชวนะ คือตอนที่จิตเสวยผลการตัดสินเจ็ดขณะ (ตอนที่เคี้ยวมะม่วงให้แหลก)
- ตทาลัมพณะ คือตอนที่จิตรับเอาผลการตัดสินมาเสวยต่อจากชวนะอีกสองขณะ (ตอนที่กลืนมะม่วงที่เคี้ยวแหลกแล้ว)
หลังจากนั้นจิตจะกลับเข้าสู่ภวังค์ตามเดิมรออารมณ์อื่นมากระทบแล้วจะขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์เช่นนี้อีกวนเวียนไปเรื่อยๆ

หมายเหตุ

จิตที่อยู่ในสภาวะภวังคจิตแต่ทำหน้าที่เป็น จุติจิต เป็นจิตดวงสุดท้ายในขณะที่ตาย และ ปฏิสนธิจิต เป็นจิตดวงแรกที่เกิดขึ้นในภพใหม่ด้วยพลังกรรมนิมิตและคตินิมิตร

อารมณ์ (อาเวค = emotion) หมายถึงภาวะกระทบกระเทือนใจ เช่น โกรธ, กลัว, ดีใจ, ใคร่, ขำ, รัก มีนิยามต่างจาก อารมณ์ (อาลัมพณะ) ในเชิงศาสนาพุทธ ซึ่งจะหมายถึง สิ่งที่จิตรับรู้ โดยอาศัยทวารได้แก่

1.ตารับรู้รูป
2. หูหรับรู้เสียง
3. จมูกรับรู้กลิ่น
4. ลิ้นรับรู้รส
5. กายรับรู้การสัมผัส
6. สมองรับรู้มโนภาพ

สภาพจิตตามการแบ่งของนักจิตวิทยาและศาสนา

๑.จิตไร้สำนึก (Unconscious mind) ตรงกับ จิตหลับหรือภวังคจิต
๒. จิตกึ่งสำนึก หรือ จิตใต้สำนึก (Subconscious mind) ตรงกับจิตฝัน (Dreaming mind), จิตที่ถูกสะกด, และจิตที่อยู่ในสมาธิขั้นสูง
๓. จิตสำนึก (Conscious mind) ตรงกับ จิตตื่นหรือวิถีจิต, จิตลอย(Drifting mind), จิตคิด(Thinking mind), และ จิตนิ่ง(Concentrating mind)
๔. จิตเหนือสำนึก (Superconscious mind) ตรงกับ จิตทำงานหรือมโนมยิทธิ (Psychokinetic mind), และจิตอภิญญา (Extrasensorily Perceiving mind, ESP)

จิตไร้สำนึก(Unconscious mind) ทำงานลึกลงไปในฐานสมอง ขณะที่จิตสำนึกทำงานบริเวณสมองค่อนไปด้านหน้า(Cerebral cortex) จิตไร้สำนึกจะทำงานเกี่ยวกับข้อมูลความทรงจำและพลังงาน

การนอนหลับ ส่วนของสมองที่ชื่อ Hypothalamus มีศูนย์ควบคุมการตื่นและการหลับ ในขณะหลับ สมองจะปล่อยคลื่นความถี่ต่ำขนาด 0-3 ไซเคิ้ลต่อวินาที เรียก คลื่นDelta หากมีความวิตกกังวล ความถี่สูงขึ้นไประหว่าง 14-28 ไซเคิ้ลต่อวินาที ซึ่งเรียกว่า คลื่นBeta

ในภาวะนี้จิตไม่ขึ้นสู่วิถีรับอารมณ์ภายนอก รับเฉพาะอารมณ์ภายใน คือ กรรม(การกระทำทั้งดีและไม่ดี) กรรมนิมิต(เครื่องมือที่ใช้กระทำกรรม) คตินิมิต(ภาพของภพภูมิที่จิตจะไปปฏิสนธิ อาจจะเป็นสุคติ หรือ ทุคติ)

จิตฝัน (Dreaming mind) อยู่ในระหว่างระดับจิตไร้สำนึกและกึ่งสำนึก มีสิ่งเร้าเล็ดลอดมากระตุ้นจิตไร้สำนึกผ่านทวารต่างๆได้ แล้วจิตเกิดตื่นขึ้นในแดนไร้สำนึก แต่ร่างกายยังอยู่ในสภาวะหลับ จิตจะเล่นไปตามมโนภาพของความทรงจำที่ฝังอยู่ ซึ่งบางครั้งจะกระตุ้นให้สมองทำงานและสั่งอวัยวะอื่นทำงานโดยที่ยังไม่รู้สึกตัว เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า "การละเมอ" แต่ถ้าสิ่งเร้ากระตุ้นแรงขึ้น จิตก็อาจจะเคลื่อนไปสู่แดนสำนึก ทำให้คนเราตื่นจากภาวะหลับ ในบางครั้งจิตเป็นอิสระจากมิติแห่งกาลเวลา เราก็จะสามารถฝันถึงเหตุการณ์ในอนาคตได้

จิตสำนึก (Conscious mind) จิตที่เคลื่อนมาอยู่บริเวณทวารทั้งห้า(ปัญจทวาร) และ มโนทวาร จิตจะอยู่ในวิถีที่รับอารมณ์ภายนอกผ่านปัญจทวารบ้าง ถ้าไม่มีอารมณ์เหล่านั้นมากระทบ จิตก็จะหันไปรับธรรมารมณ์เก่าๆ จากมโนทวารบ้าง แต่ถ้าจิตเพลินกับธรรมารมณ์ต่างๆจนไม่ยอมรับอารมณ์ที่ผ่านทางปัญจทวาร ก็จะเกิดอาการ "ใจลอย" หรือ "ฝันกลางวัน" เป็นลักษณะจิตลอย

จิตลอย (Drifting mind) จิตลอยอยู่ในแดนสำนึก รับรู้อารมณ์ที่ผ่านมาทางปัญจทวารอย่างไม่เลือก ไม่มีระเบียบ ไม่ตั้งใจ ไม่มีจุดหมาย อารมณ์ใดปรากฏทางทวารใด ก็รับรู้ เมื่อมีอารมณ์อื่นกระทบทวารอื่นหรือทวารเดิม ก็หันไปรับรู้อารมณ์ทางทวารนั้นต่อไป ฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ เมื่อมีการควบคุม จิตจะเปลี่ยนไปอยู่ในสถานะ จิตคิด

จิตคิด (Thinking mind) จิตจะรับรู้อารมณ์จำนวนจำกัดเท่าที่จำเป็นชุดหนึ่งอย่างตั้งใจและมีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน มีการควบคุมให้จิตดำเนินไปตามทางที่แน่นอน มีการเลือกสรรและจำกัดจำนวนอารมณ์ มีการตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้า การคิดมีแบบต่างๆดังต่อไปนี้

ก.คิดตาม เช่นตอนดูหนัง ที่เรารับรู้เหตุการณ์ที่ปรากฏตามลำดับ
ข.คิดค้น เริ่มเมื่อเราเริ่มคิดว่า อะไร ใคร ที่ไหน เท่าใด อย่างไร เป็นต้น
ค.คิดสร้าง คือจิตที่พยามยามสร้างจินตภาพต่างๆขึ้นมา
- คิดสร้างตาม อาศัยเค้าโครงของสิ่งที่เคยรับรู้มา แล้วนำมาคิดทบทวนจนเกิดความเข้าใจ
- คิดสร้างด้วยตัวเอง คิดสร้างจินตภาพใหม่โดยใช้จินตภาพเก่าๆเป็นเครื่องมือ สร้างสรรสิ่งใหม่ๆ
ง.คิดหาเหตุ เมื่อมีประสบกับผลอย่างใดอย่างหนึ่ง
จ.คิดหาผล คือคิดคาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้นเมื่อทราบเหตุและปัจจัย
ฉ.คิดวิเคราะห์ คือการคิดแยกแยะหาส่วนประกอบต่างๆอย่างละเอียด
ช.คิดสังเคราะห์ คือการคิดหาลักษณะร่วมของสิ่งต่างๆ แล้วรวมเป็นหมวดหมู่
ซ.คิดเปรียบเทียบ คือการเอาลักษณะของสิ่งตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไปมาเทียบกัน
ฌ.คิดตัดสิน คือการคิดเลือกสิ่งที่ถูกพิจารณามาจากการคิดอื่นๆแล้ว

จิตนิ่ง (Concentrating mind) เป็นจิตที่อยู่ในแดนสำนึก เน้นมากกว่าจิตคิด เนื่องจากบังคับให้รับรู้เพียงอารมณ์เดียว ซึ่งคนส่วนใหญ่ จิตจะอยู่ในสถานะจิตลอย ซึ่งบังคับให้อยู่ในสถานะจิตนิ่งได้ยาก การบังคับให้จิตอยู่ในสถานะนี้จึงต้องทำสมาธิ หรือทำสมถะ

จิตกระทำการ (Psychokinetic mind) หมายถึงการใช้พลังจิตทำงานโดยตรง ทางพุทธศาสนาคือ มโนมยิทธิ

จิตอภิญญา (ESP mind) ถูกอธิบายอย่างละเอียดในหนังสือชื่อทิพยอำนาจของพระอริยคุณาธาร (เส็ง ปุสโส) ตั้งแต่ลักษณะธรรมชาติของจิตตั้งแต่ทำสมาธิขั้นแรกจนถึงหลุดพ้นทุกขั้นญาณ โดยมีผลพลอยได้เป็น ทิพยจักขุ ทิพยโสต เจโตปริยญาณ อนาคตังสญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เป็นต้น


http://www.tteen.net/other/mandala.jpg


รูปภาพ Mandala ถูกออกแบบมาเพื่อชี้นำการมองของมนุษย์ เพื่อช่วยสร้างสมาธิ โดยการทำงานของประสาทตาและสมอง

โดยปกติสมองซีกซ้ายของคนเราจะทำงานเรื่องการคิดคำนวณ การวิเคราะห์ การใช้เหตุผล และการรับรู้ที่เป็นลำดับ ส่วนสมองซีกขวาจะควบคุมการรับรู้ทางด้านอารมณ์ จิตใจ จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ เมื่อเริ่มมองภาพ Mandala สมองซีกซ้ายซึ่งทำงานเด่นกว่าซีกขวา จะพยายามวิเคราะห์ แยกแยะ นับ ในลักษณะเรขาคณิต ว่อกแว่ก ถ้าเราพยายามโฟกัสไปยังศูนย์กลาง สมองซีกขวาจะเริ่มมีอิทธิพลสูงขึ้นจนมากกว่าสมองซีกซ้าย เราจะไม่สนใจการตรวจสอบใดๆโดยสมองซีกซ้ายอีก และดิ่งสู่ความสงบ และมีสมาธิได้ง่าย (ภาพและเรื่องได้จากหนังสือเทคนิคการสร้างสมาธิของสำนักพิมพ์เอ็กซเปอร์เน็ท)



ที่มา
http://www.tteen.net/view.php?time=20040601151541